จันทร์ซ่อนเงา 16

0 Comments

ตอนที่ ๑๖

ด้านมืด

ท้องฟ้ายามรัตติกาลทะมึนมืดด้วยม่านควันแห่งความตาย พระจันทร์สีเลือดในคืนนี้ดูเหมือนจะดูดซับทุกหยาดโลหิตซึ่งหลั่งไหลในราตรีนี้ไว้จนหมดสิ้น แม้จะไม่ใช่วันเดือนดับแต่ชาวบ้านต่างพากันปิดห้องหับห่มโปงอยู่แต่ในบ้านตัวสั่นงันงกพลางเอามืออุดหูลูกหลานเพื่อที่จะไม่ต้องทนฟังเสียงคำรามของสมิงร้ายและเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความ

หวาดกลัวความตายของเหยื่อ

ในอาณาเขตเรือนหลังใหญ่ของเจ้ากระทรวงกลาโหมเต็มไปด้วยความโกลาหล ร่างสูงเพรียวในชุดทหารภูต

ร่างหนึ่งยืนอย่างสงบและมั่นคงอยู่กลางลานหน้าเรือน รอบข้างคือความตายของผู้ที่จับอาวุธต่อกรกับเหล่าสมิงหนุ่มแห่งกองทหารเสือ เพียงอุ้งเท้าใหญ่ตวัดตบหัวเบาๆ ก็เกิดเสียงละม้ายมะพร้าวแตก เศษซากแห่งชีวิตสาดกระจายอาบพื้น จนเจิ่งนองชวนคลื่นเหียนอาเจียนนัก

ทหารภูตเพียงนายเดียวในหมู่สมิงหนุ่มทอดมองความตายเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น ร่างหลายร่างทอดยาวอยู่กับพื้น ในสภาพอุจาดตานักเพราะวิญญาณสัตว์นักล่ามิได้เมตตามากเท่าใด แต่ในจำนวนศพมากมายนี้ไม่มีศพของผู้ไร้ทางสู้แม้เพียงศพเดียว

ร่างสูงเพรียวก้าวย่างผ่านศพแล้วศพเล่า เหยียบย่ำลงบนหยาดโลหิตที่อาบพื้น อยู่อย่างเย็นชา ข้างกายมีสมิงหนุ่มตัวใหญ่อารักขาไม่ห่างและนำทางจนกระทั่งไปถึงห้องด้านในสุด ภายใต้อุ้งเท้าใหญ่ยักษ์ของสมิงหนุ่มสองตัวคือร่างสูงใหญ่ของเจ้ากระทรวงกลาโหมซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยรอยบาดแผลจากกรงเล็บทั่วร่างจนเลือดหลั่งโซมกาย ไม่ใกล้ไม่ไกลคือลูกเมียที่บัดนี้หดตัวคู้ร้องห่มร้องไห้อยู่ที่มุมห้องโดยมีสมิงหนุ่มหนึ่งตัวใช้อุ้งเท้าตบหยอกล้อละม้ายนักล่ากำลังเล่นกับเหยื่อก่อนสังหาร

ทหารภูตนายนั้น กระแอมเพียงหนึ่งครั้ง การละเล่นอันโหดร้ายนั้น ก็หยุดลง

“เจ้า… บังอาจนัก ถือว่าเป็นทหารภูตจึงกระทำการต่ำช้าเช่นนี้ได้รึ” ผู้กำลังเข้าใกล้ความตายยังเค้นเสียงกร้าวใส่ จึงโดนอุ้งเท้าใหญ่ตบเพียงครั้งเดียวตาก็พลัดออกนอกเบ้า เจ็บปวดจนต้องร้องเสียงโหยหวนออกมา

ทหารภูตซึ่งเป็นผู้นำกองทหารเสือยังคงมองนิ่งไม่รู้สึกรู้สมเพราะความจริงแล้วคือไม่สามารถแยกออกว่าเสียงโหยหวนที่ได้ยินคือเสียงใคร เนื่องจากทั่วบริเวณในขณะนี้มีแต่เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม

“โทษของเจ้าคือตาย ศพของเจ้าจะถูกประจานที่หน้าเรือน ลูกเมียของเจ้านั้น ราชันยังทรงมีพระเมตตาพิพากษาเพียงเนรเทศเท่านั้น ส่วนทรัพย์สมบัติของเจ้าจะถูกนำเข้าท้องพระคลังหลวงหมดสิ้น” เสียงห้าวเต็มไปด้วยความเย็นชาเอ่ยขึ้น มองความเจ็บปวดทุรนทุรายของผู้ต้องคำพิพากษาโทษตายด้วยความนิ่งเฉย

“มีหลักฐานอันใด!” แม้รู้ว่าใกล้ตาย แต่ยังร้องหาทางรอดเสียงแหบโหย

“นั่นสินะ ไม่มีหลักฐานอยู่ในมือของข้า” ทหารภูตตอบ นำความหวังอันริบหรี่มาสู่คนฟัง “แต่ข้าไม่สนใจหลักฐานหรอก ข้าเป็นทหารผู้คับคับบัญชาสั่งให้ทำอย่างไรก็ต้องทำโดยไม่ซักถาม”

“ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ผิด!”

“ถึงอย่างไรคืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายที่เจ้าจะได้หายใจแน่แล้ว” เสียงเย็นเยียบบอกเบาๆ แต่หนาวเยือกไปถึงหัวใจผู้ฟัง ผ้าคลุมดำสะบัดวูบหนึ่งต่อหน้าจนเหมือนโลกมืดสนิทไปชั่วขณะก่อนที่ร่างของเจ้ากระทรวงกลาโหมจะถูกสมิงหนุ่มคาบไหล่ลากตามร่างสูงเพรียวที่เดินลิ่วออกไปยังหน้าเรือน

ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวของผู้ชะตาขาดมองซากศพซึ่งเหล่าสมิงร้ายหลายตัวกำลังขย้ำเล่นอย่างสนุกสนานราวกับอยู่ในงานเลี้ยงด้วยความสยดสยอง ลายพาดกลอนบัดนี้แทบไม่มีเหลือเพราะโชกชุ่มไปด้วยเลือดแดงฉาน ความหวาดกลัวจับใจและรู้สึกคลื่นเหียนกับภาพซากอุจาดตาที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ตลอดทางทำให้ผู้ชะตาขาดอาเจียนออกมาจนหมดท้อง

โสมไม่สนใจใครอีกต่อไป มือขาวสะอาดรูปสวยยกขึ้น วาดไปบนท้องฟ้าที่ปั่นป่วนขึ้นในทันใด คลื่นยักษ์บนห้วงนภาบิดหมุนจนกลวงลึกเหมือนหลุมมืดหลุมหนึ่ง อัสนีฟาดเปรี้ยงปร้าง เหล่าสมิงร้ายทุกตัวต่างกระสับกระส่ายแล้วกระโจนออกมารวมตัวที่หน้าเรือน มันพากันคำรามอย่างกราดเกรี้ยวยกหนึ่งก่อนนอนหมอบราบอยู่แทบเท้าผู้เป็นนาย

“ข้าคือราชองครักษ์โสม ผู้นำกองทหารเสือพยัคฆ์ทมิฬในราชันไพรสัณฑ์ บัดนี้จะสำเร็จโทษผู้คิดทุริยศต่อบ้านเมือง!” เสียงกร้าวดังกังวานก้องไปทั่วฟ้าและแผ่นดิน สรรพชีวิตต่างสดับได้และทำเพียงหดกายหลบหนีความกลัวที่อวลอยู่ทุกที่

“เจ้ากระทรวงกลาโหมมีความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวง รับสินบน และกระทำผิดศีลธรรมเปิดซ่องโสเภณี

เด็ก มีโทษประหารชีวิต!”

สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงบนพื้น ดินรุนแรงราวกับจะแยกโลก

โสมก้าวเดินออกไปข้างหน้าห้าก้าว ยินเพียงเสียงคำรามอย่างดุร้ายของเหล่าสมิงทุกตัวที่ต่างพากันกระโจนเข้าฉีกกระชากร่างผู้ต้องคำพิพากษาโทษตาย

เสียงเนื้อฉีกขาดดังสะเทือนฟ้าให้ผู้คนทั่วกณวรรธน์นครรับรู้โดยทั่วกัน สะเทือนขวัญและเพาะบ่มความหวาดกลัวในใจคนอย่างแข็งแกร่ง ตามปกติแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์สยองขวัญสั่นประสาทเช่นนี้จะไม่มีใครกล้าย่างเท้าออกจากห้องหับแม้เพียงสักคน แต่ปลายหางตาของโสมกลับเห็นเงาร่างสูงของบุรุษคนหนึ่งวิ่งตรงมาหยุดอยู่ห่างๆ ในมือของเขาถือคาคบไต้เพื่อให้แสงสว่าง ส่องให้เห็นใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดและแววตาตื่นตะลึงที่มองมา

ธรรม์!

สมิงหนุ่มกลุ่มหนึ่งหันขวับไปหาผู้มาใหม่แต่โสมออกคำสั่งไม่ให้สนใจ หญิงสาวยืนหันหลังให้ชายหนุ่มด้วยความละอายและกลัวจะได้เห็นสายตาของเขา เธอสูดลมหายใจลึกๆ รวบรวมสมาธิเพื่อคงมนตร์ที่ตนใช้อยู่และเพื่อแบ่งแยกการดัดเสียงให้อยู่ในโทนเสียงของบุรุษ

“หากมันผู้ใดหาญกล้าคิดคดต่อบ้านเมือง มันผู้นั้น จงจดจำชื่อของข้าเอาไว้ให้แม่นมั่น ข้าและกองทหารเสือจะไปเยี่ยมเยียนเจ้าในสักวันหนึ่ง!” พูดจบท่านราชองครักษ์โสมก็วาดมือไปบนอากาศอีกครั้ง ความปั่นป่วนของห้วงนภาก็สงบลง เหลือเพียงกลิ่นควันเผาไหม้เนื้อสด กลิ่นคาวเลือดและความตาย และเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวซึ่งกำลังเติบกล้าอย่างมั่นคง

หญิงสาวเดินไปในทางตรงข้ามกับที่ธรรม์ยืนอยู่โดยมีเหล่าสมิงหนุ่มเดินตามอารักขาไม่ห่าง มือบางวาดไปข้างหน้าอีกครั้ง บรรยากาศก็บิดเบือนเป็นหลุมมืดหลุมใหญ่ซึ่งมีอำนาจเคลื่อนจักรวาลย่อระยะทางได้

“หยุดก่อน!” เสียงของธรรม์ดังขึ้น ละม้ายกำลังรุดตามมา

โสมร้อนใจวูบเพราะสมิงหนุ่มฝูงนี้กำลังคึกคักและกระหายการฆ่านัก หากชายหนุ่มดึงดันจะเข้าใกล้เธอมิแคล้วต้องตายภายใต้อุ้งเล็บสมิงร้าย เธอกระโจนเข้าสู่หลุมดำเบื้องหน้าทันทีและนั่นเสมือนการเร่งให้สมิงทุกตัวกระโจนเข้าตามโดยไม่ให้ความสนใจแก่เขาอีก

ทำไมท่านถึงต้องมาเห็นฉันในตอนนี้ด้วยเล่าธรรม์!

ในภาพจิตของโสมคือโรงเลี้ยงเสือภายในเขตต้องห้าม ดังนั้น เมื่อความมืดแหวกทางออกภาพเบื้องหน้าก็คือโรงเลี้ยงเสือซึ่งเหล่าทหารภูตกำลังยืนรอคอยอย่างสงบ

โสมก้าวออกมาจากความมืด ทันทีที่เหยียบย่างลงบนพื้น ความเย็นก็สาดซัดตั้งแต่หัวจรดเท้า พละกำลังพลันเลือนหาย โลกหมุนเหวี่ยงเสียจนพยุงกายยืนต่อไปไม่ได้ ร่างของหญิงสาวโงนเงนทำท่าจะล้มท่ามกลางวงล้อมและเสียงคำรามของฝูงสมิงร้ายซึ่งยังไม่มีทหารภูตนายใดกล้าเข้าใกล้ในตอนนี้แต่ก่อนที่หญิงสาวจะล้มทรุดลงกับพื้น พระพาหาแข็งแกร่งก็โอบพยุงเอาไว้ได้เสียก่อน

ฝูงสมิงหนุ่มซึ่งยังคงกระเหี้ยนกระหือรือคำรามกร้าวขนพองใส่ส่งผลให้เหล่าทหารภูตที่อารักขาอยู่โดยรอบหยิบจับอาวุธเตรียมโรมรันทันที หากเพียงราชันไพรสัณฑ์กระทืบพระบาทลงธรณีแล้วแผดพระสุรเสียงคำรามอย่างสิงหนาท

สมิงที่เคยเก่งกล้าสามารถก็พลันชะงักงันแล้วพากันนอนหมอบนิ่งกับพื้นราวกับแมวเชื่องๆ เท่านั้น

“ให้พรานมาอาบน้ำชำระเลือดบนตัวเสือให้สะอาดภายในราตรีนี้” รับสั่งเสร็จก็ทรงเขย่าร่างที่อิงอยู่ในอ้อมพระพาหาของพระองค์เบาๆ

“ท่านยังรู้สึกตัวอยู่หรือไม่”

“อือ” โสมตอบเสียงอ่อนระโหย เหงื่อไหลโซมกาย สะบัดร้อนสะบัดหนาวจนหัวหมุน ดวงตาพร่าลาย และรู้สึกละม้ายร่างกายได้เปลี่ยนเป็นก้อนหินหนักๆ ก้อนหนึ่ง

“ไปตามหมอหลวงมาที่พระตำหนักสุริยัน” รับสั่งเสร็จก็ทรงอุ้มร่างราชองครักษ์โสมประทับพระอังสาแล้วเรียกมนตร์เคลื่อนจักรวาลเพียงเพื่อจะย่นระยะทางกลับพระตำหนักได้โดยไวเท่านั้น

“เจ้าเห็นว่าอย่างไรบ้าง” ทหารภูตนายหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังหลังจากราชันเสด็จกลับพระตำหนักสุริยันแล้ว

“พวกข้าไม่กล้าออกความคิดเห็น”

“ราชันกับท่านโสมนั้น ดูแปลกกระไรอยู่ ท่าทีที่พระองค์มีต่อท่านโสมก็ชวนให้ครุ่นคิดลึกซึ้งนัก ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญกับท่านโสมมากราวกับ…”

“หุบปากของเจ้าเสีย” น้ำเสียงเยียบเย็นหยุดบทสนทนาลงได้ชะงัก

ทหารภูตทุกนายหันไปมองยังต้นเสียงแล้วก็พากันทำความเคารพ เพราะคุ้นเคยกับบุคลิกเข้มแข็งเคร่งครัดของราชองครักษ์หิรัญเป็นอย่างดี

“กล้าวิพากษ์วิจารณ์ราชัน ไม่อยากหายใจอีกแล้วกระมัง”

ทหารภูตทุกนายก้มหน้าลงอย่างยอมรับความผิด

แต่การนิ่งเงียบนี้ไม่ได้เป็นการจบปัญหาเพราะเมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความสงกาได้เกิดขึ้นแล้วย่อมต้องเติบกล้าขึ้น เรื่อยๆ

หิรัญกัดฟันจนขึ้น กรามเป็นสัน โกรธนักที่ท่านราชองครักษ์โสมผู้นั้น สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ราชัน เห็นทีเขาคงต้องกราบทูลขอกลับไปทำหน้าที่ราชองครักษ์ตามเดิมแล้ว จะได้จับตามองพฤติกรรมของท่านโสมไม่ให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติของราชัน แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้นเขาต้องรู้เรื่องราวเสียก่อนว่าข่าวลือได้ลุกลามไปเพียงใดแล้ว

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าพูดมาว่ามีข่าวเสื่อมเสียเช่นนี้อย่างไรบ้าง”

เหล่าทหารภูตลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพากันตอบอย่างช้าๆ ตั้งแต่การที่ราชันทรงรับสั่งให้ท่านโสมไปพำนักในห้องพระบรรทมด้วยกันทุกราตรี ท่าทีสนิทสนมลึกซึ้ง เจือความอ่อนหวาน ความห่วงใยที่ราชันทรงมอบให้ท่านโสม กิริยาและการกระทำที่ทะนุถนอมราวกับท่านโสมเป็นสตรีนางหนึ่ง รวมถึงความหวงแหนที่ทรงไม่อนุญาตให้ใครรับหน้าที่ดูแลท่านโสมยามป่วยแต่กลับทรงลดองค์มาทำเอง

“ข่าวนี้มิได้เล็ดลอดออกไปจากหมู่พวกเราแต่อย่างใด” เหล่าทหารภูตยืนยัน

“ความลับไม่มีในโลก” ราชองครักษ์หิรัญบอกเสียงเครียด ความโกรธเกรี้ยวดุดันขมวดเกลียว ดวงตาฉายประกายโหดเหี้ยมอันเต็มไปด้วยแผนการร้ายเพื่อกำจัดบุคคลผู้เป็นภัยต่อราชัน “ต่อไปนี้จงสำรวมคำพูดและความคิดของพวกเจ้าเอาไว้ หาไม่ข้าจะสำเร็จโทษเจ้าทั้งหมด”

“ขอรับ”

ราชองครักษ์หิรัญก้าวเดินฉับๆ จากมาอย่างรวดเร็วราวกับพื้นถูกปูด้วยถ่านหินเริงร้อน ความคิดหมกมุ่นและอดฟุ้งซ่านไม่ได้เมื่อนำเอาข่าวลือในหมู่ทหารภูตมาวิเคราะห์ หากเป็นเช่นที่สงสัยกันอยู่จริงก็เรียกได้ว่าสถานการณ์ความสงบถึงขั้นวิกฤตแล้วเพราะถ้าพระองค์พึงพระทัยท่านโสมจริง ไม่เท่ากับว่าเป็นการสร้างจุดอ่อนให้แก่พระองค์เองและเป็นศัตรูกับเจ้าเมืองกิตติซึ่งเป็นบิดาของแม่หญิงศรีศุภางค์ที่พระองค์คิดจะไปรับมาเป็นพระมเหสีหรอกหรือ!

ดวงตาของราชองครักษ์หิรัญซึ่งถูกงำประกายด้วยหน้ากากภูต สีหน้าเย็นชาเปล่งแสงกร้าว ริมฝีปากบิดอย่างเหยียดหยันใจจริงแล้วเขาไม่อยากทำ แต่ถ้าหากการมีอยู่ของท่านโสมเป็นปัญหาต่อราชันไพรสัณฑ์ ก็อย่าได้มีอยู่อีกเลย!

โสมได้แต่นอนซมอยู่บนเตียงของตัวเองซึ่งตั้งอยู่ในห้องพระบรรทม ข้างกายของเธอคือหมอหลวงที่แตะต้องเธอเบาๆ เพื่อตรวจอาการ แต่อาการของเธอจะหนักหนามากกระมังหมอหลวงถึงได้มีสีหน้าไม่ดีนักอีกทั้งเหงื่อยังผุดพรายไปทั่ว

ส่วนราชันไพรสัณฑ์ทรงประทับนั่งบนเตียงของเธออย่างถือสิทธิ์ที่เธอไม่ทราบว่าทรงมีตั้งแต่เมื่อไร บางคราก็ทรงใช้ผ้าซับพระพักตร์เช็ดเหงื่อบนใบหน้าและลำคอของเธอให้ด้วยน้ำพระทัยดี

“อาการเป็นอย่างไรบ้างหมอ” ราชันหน้ากากภูตรับสั่งถามเสียงเรียบ

หมอรีบกระตุกมือที่กำลังยื่นไปแตะหน้าผากของโสมออก

“ท่านโสมพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วยังฝืนใช้แรงกายแรงใจจึงทำให้ไข้ขึ้นหนักพระเจ้าค่ะ”

“แล้วจะรักษายังไง” รับสั่งถามด้วยพระสุรเสียงเย็นเฉียบ

“สำนักหมอหลวงจะส่งยามาให้พระเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องการดูแล… เอ่อ… ถ้าท่านโสมกลับไปพักที่เรือนพักทหารภูตก็จะมีผู้ช่วยหมอหลวงไปดูแลพระเจ้าค่ะ”

“ท่านราชองครักษ์จะพักที่นี่ล่ะ”

“เอ้อ… ให้ผู้ช่วยหมอหลวงมาดูแลท่านโสม…” หมอหลวงไม่กล้ากราบบังคมทูลต่อว่าทางที่ดีให้ท่านราชองครักษ์กลับไปพักที่เรือนพักทหารภูตจะดีกว่า ผู้ช่วยหมอหลวงจะได้ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องมาคอยเกร็งและระแวดระวังสถานการณ์อย่างที่เขากำลังเป็นอยู่

“ส่งมาคนเดียวก็พอ” พระหัตถ์แตะแก้มแดงจัดด้วยพิษไข้ของคนที่นอนตาลอยมองพระองค์อยู่ด้วยความสงสารและเวทนา “มีเรื่องอะไรอีกไหม”

“ไม่มีแล้วพระเจ้าค่ะ”

“แล้วจะอยู่ต่อทำไม”

หมอหลวงตกตื่นรีบเผ่นออกออกจากห้องพระบรรทมชนิดจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าได้ถวายบังคมลาหรือเปล่าเพราะวินาทีที่พระสุรเสียงเรียบแต่เจือกระแสที่ทำให้ขนลุกชันของราชันไพรสัณฑ์ดังขึ้น สัญชาติญาณหนีตายก็ทำงานเหนือการรับรู้อื่น ไม่ทราบความสัมพันธ์ระหว่างราชันกับท่านราชองครักษ์ผู้กระทำการเหี้ยมโหดในคืนนี้ไปในทิศทางใด แต่ดูแล้ว…

อย่าคิดจะดีกว่า

เมื่อหมอหลวงเผ่นออกไปแล้วราชันหน้ากากภูตก็ทรงจัดการผลัดเสื้อผ้าของโสมออกเว้นไว้แต่เพียงท่อนล่างเพื่อ เป็นการให้เกียรติ อีกทั้งยังประทานการดูแลด้วยการเช็ดตัวให้ คนป่วยตาลอยคว้างแต่ขมวดคิ้ว ครางอืออาไม่ได้ศัพท์และพยายามปัดป้องอย่างไร้เรี่ยวแรง คาดว่ากำลังปวดเนื้อตัวจึงไม่อยากให้ใครมาสัมผัส ดังนั้นเมื่อสวมเสื้อให้เสร็จก็ทรงถอยออกมาทอดพระเนตรคนป่วยซึ่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

ทรงมีพระดำริถึงความดื้อรั้นของโสมที่ถึงแม้จะกำลังป่วยไข้อยู่แต่ก็ยังดึงดันที่จะทำงานนี้ในทันทีที่พอมีแรง โดยให้เหตุผลว่าหากปล่อยทิ้งช่วงนานไปก็อาจจะมีเด็กอีกหลายคนที่ถูกบังคับให้ทำงานแบบนี้อีก

พอพระองค์รับสั่งจะให้หน่วยอื่นไปทำแทน โสมก็แย้งว่าจะใช้ภารกิจนี้เป็นการเปิดตัวและประกาศจุดยืนต่อทุกคนทั่วทั้งกณวรรธน์นคร จะหาโอกาสที่เหมาะสมกว่านี้เกรงว่าจะช้านานเกินไปและอาจจะไม่เห็นผลรุนแรงเช่นตอนนี้

พระองค์จึงต้องยอมแพ้ด้วยเหตุผลยอมปล่อยให้คนดื้อรั้นไปรนหาที่ป่วยหนักกลับมา

“บางคราวท่านก็กร้าวแกร่งดุดันปานบุรุษ แต่บางคราวก็อ่อนไหวและบอบบางดุจสตรี ท่านช่างไม่เห็นใจข้าที่หัวปั่นไปกับท่านเอาเสียเลย” ราชันไพรสัณฑ์ทรงรำพึงอย่างเศร้ารันทด จนกระทั่งผู้ช่วยหมอหลวงนำแก้วยาของโสมมาตั้งไว้ที่ตั่งข้างเตียงก็ทรงไล่ให้ออกไป พระองค์ปลุกคนป่วยซึ่งลืมตาขึ้นอย่างไม่พอใจนักเพื่อป้อนยาแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะยาขมเกินไปคนป่วยจอมดื้อ รัน จึงบ้วนทิ้งหมดแล้วทำท่าจะหลับต่อ

“ตื่นขึ้นมาก่อน ถ้าท่านไม่ดื่มยาแล้วจะหายได้ยังไง” ยามสุขภาพเป็นปกติก็ยังดื้อ น้าซื่อตาใสใส่พระองค์ทุกกระบวนท่า ครั้นยามป่วยไข้คิดว่าจะสิ้นฤทธิ์ลงบ้างก็หาไม่ กลับทวีมากขึ้นอย่างที่พระองค์จะกำราบก็ยากเหลือแสน

พระองค์ทั้งสงสารและเวทนา อีกทั้งทรงจนปัญญาจะบังคับให้โสมดื่มยาด้วยตัวเอง จึงเหลืออยู่ตัวเลือกหนึ่งที่ทรงลังเลจะใช้ด้วยกลัวพระทัยตัวเองนัก แต่เมื่อเห็นอาการไม่สู้ดีของโสมก็ทรงตัดสินพระทัยได้ในที่สุด พระองค์ยกแก้วยาขึ้น จรดพระโอษฐ์ก่อนจะวางแก้วที่ว่างเปล่าลงไปประคองร่างคนป่วยพิงพระอุระ จับคอและใบหน้าเงยขึ้น บีบริมฝีปากสีแดงจัดด้วยพิษไข้ให้เผยอขึ้น แล้วประทับพระโอษฐ์ลงไป ทรงส่งพระชิวหาเข้าไปกดลิ้น ที่ดิ้นรนขัดขืนหนีเพื่อเปิดลำคอและส่งยาขมลงไปจนหมด ก่อนจะทรงวางร่างของโสมลงนอนอย่างสบายเนื้อตัวแล้วห่มผ้าให้มิดคอก่อนจะถอยออกไปยืนห่างๆ เพื่อหักห้ามพระทัย

ทรงไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของราชองครักษ์หิรัญที่เร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบและบัดนี้กำลังยืนกำหมัดแน่นด้วยการตัดสินใจอันแน่ว

แน่ว่าจะสังหารคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงนั้น ให้ได้!

โสมกำลังฝัน หญิงสาวฝันถึงการต่อสู้ในวัยเยาว์เมื่อครั้งที่ต้องทนอยู่กับญาติซึ่งจิกหัวใช้เธอกันทั้งบ้าน คืนนั้นเป็นคืนวิปโยคสำหรับเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ปี เมื่อลูกพี่ลูกน้องผู้ชายย่องเข้าห้องของเธอกลางดึกฝ่ามือและน้ำหนักที่ทาบทับอยู่บนกายทำให้ร่างผอมดิ้นรนหนีได้ยาก

กระนั้นก็ไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ เธอทั้งจิกทึ้งและหวีดร้องโวยวายจึงโดนตบเสียหลายที แต่ยิ่งโดนตบก็ยิ่งต่อสู้และกรีดร้องจนในที่สุดคนในบ้านก็มาดูด้วยความตื่นตกใจ แต่แทนที่ทุกคนจะจัดการคนที่จะข่มเหงเธอกลับกลายเป็นว่าโทษที่เธอทำตัวยั่วผู้ชายเอง เธอจึงต้องเก็บความคับแค้นใจเอาไว้โดยไร้ที่ระบายทั้ง ยังต้องทนรับการกลั่นแกล้งรังแกที่หนักข้อขึ้น ในทุกวันอีกด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอจึงรู้ตัวว่าตนกลายเป็นคนดุดันและแกร่งกร้าวอย่างอยากจะถ่ายถอนเสียแล้ว ภาพทั้งหมดหมุนวนซ้ำไปซ้ำมาจนเธอเวียนหัว ภาพเปลี่ยนไปยังฉากที่โสมลอบตามทหารหน่วยแรงเยอร์ไปตระเวนชายแดนแล้วเกิดการปะทะกันกับศัตรู

ทุกครั้งที่หญิงสาวลั่นไก หัวใจก็จะยิ่งเต้นระทึกด้วยความยินดี ครั้นเห็นว่าตนสามารถกำจัดคนพวกนั้นได้ก็ยิ่งพึงพอใจ ความตื่นเต้นและความสุขในช่วงเวลานั้น รุนแรงเสียจนเธอแตกตื่นกับสภาวะจิตใจของตัวเอง หลังจากนั้นเธอใช้เวลากว่าสองอาทิตย์ในการวิเคราะห์และยอมรับด้านมืดของตัวเอง ชีวิตของเธอคงขาดความท้าทายแบบนี้ไปไม่ได้เพราะหากความดุดันที่ฝังรากลึกอยู่ในใจเธอไม่ได้รับการระบายออกมา เธออาจเปลี่ยนเป็นคนที่น่ากลัวว่านี้ ฉะนั้นเธอจึงเลือกเรียนนิติศาสตร์เพื่อที่จะรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ผิดกฎหมาย เมื่อเรียนจบมาก็สมัครเข้าทำงานเป็นผู้คุ้มกันบุคคลสำคัญซึ่งมีเรื่องให้ต้องปะทะใช้กำลังอยู่เสมอ

ในช่วงชีวิตการทำงานนี้โสมได้ใช้ความดุดันของตนในการต่อสู้กับฝ่ายที่เข้ามาขวางทางการทำงานหลายต่อหลายครั้ง และมีหลายครั้งที่หญิงสาวบ้าระห่ำถึงขั้นลงมือสังหารมือปืนดับไปหลายศพ ชื่อเสียงของเธอในฐานะบอดี้การ์ดโด่งดังมาก

งานราชการลับบางประเภทที่ข้าราชการสุจริตไม่อาจทำได้ก็มีเธอที่รับหน้าที่ทำให้ เส้นสายของเธอจากการทำงานประเภทนี้จึงหนุนให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของเธอในบริษัทขยับขึ้นเป็นมือวางอันดับต้น จนกระทั่งเธอเสียชีวิตแล้วหลงเข้ามาอยู่ในกณวรรธน์นครอันเป็นที่ซึ่งการลงมือสังหารคนเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งมีอำนาจหน้าที่จะกระทำได้ก็แทบไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายเพราะที่นี่ยังไม่มีสิทธิมนุษยชน คนที่มีอำนาจเท่านั้นที่จะชี้เป็นชี้ตายคนได้ เมล็ดพันธุ์อัปลักษณ์ในใจก็ยิ่งเจริญงอกงามอย่างน่าตระหนกและทำให้เธอนึกกลัวตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

ฉากความทรงจำหมุนเวียนเปลี่ยนสลับเป็นราตรีกระหายเลือด รอบด้านของเธอเต็มไปด้วยแสงเพลิง เสียงคำราม เสียงกรีดร้องโหยหวนความตาย เสือสมิงดุร้ายตัวชุ่มโชกเลือดและชิ้นส่วนอวัยวะกระจัดกระจายเต็มพื้น เธอยืนอยู่ท่ามกลางความวินาศนั้น อย่างมั่นคงราวแท่นศิลา กวาดตามองหายนะด้วยแววตาล้ำลึกสุดคาดหยั่ง เหน็บหนาว

เหี้ยมโหด กระเหี้ยนกระหือ สะใจ ไร้ปรานี นั่นแทบจะเป็นคำจำกัดความของอารมณ์ทั้งหมดของเธอได้

เธอไม่รู้สึกเห็นใจพวกที่ตายไปแม้แต่น้อย ไม่รู้สึกหดหู่ไปกับเสียงโหยหวนด้วยความกลัว ความเจ็บปวดหรือการร้องขอชีวิตของใคร ยิ่งเห็นกลุ่มคนซึ่งประพฤติชั่วเหล่านี้ตกตายทุกข์ทรมานมากเพียงใดในใจก็ยิ่งมีแต่ความปีติยินดีอันเป็นบาป เว้นแต่เพียงสีหน้าซีดขาวของคนๆนั้น ที่ทำให้ทุกอย่างแปรเปลี่ยนเป็นละอายใจ เขาได้มาเห็นด้านมืดของเธอที่พยายามซุกซ่อนเอาไว้เสียอย่างนี้แล้วเขาจะคิดอย่างไรบ้าง จะรังเกียจเธอไหม จะคิดว่าเธอโหดเหี้ยมเกินสตรีหรือเปล่า

เขายังจะ… ยังจะรู้สึกกับเธออย่างเดิมอยู่หรือไม่

ตัวเธอก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีรัก โลภ โกรธ หลง หญิงสาวยอมรับว่าเกิดความรู้สึกที่อาจเรียกว่ารักต่อธรรม์ เมื่อรู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว แม้จะคิดละอายในศีลธรรมแต่อีกใจหนึ่งก็ลงสู่เบื้องต่ำด้วยการภาวนาให้ภรรยาของเขาตายจากไปเสียในเร็ววัน

ด้านมืดของคนช่างน่าละอายและน่ารังเกียจนัก!

ภาพทั้งหมดหายวับกลับเป็นอนธการ โสมดิ้นรนขัดขืนหนีจากบางสิ่งที่น่ากลัวซึ่งกำลังวิ่งตามอยู่ สัญชาติญาณของเธอบอกว่าไม่ว่าจะพยายามวิ่งหนีเพียงใดมันก็จะตามเธอทันจนได้เหมือนเงาติดตามตัวอย่างไรอย่างนั้น แต่ถึงรู้อย่างนั้น เธอก็ยังวิ่งหนีมันอย่างโง่งมเช่นที่มนุษย์ทุกคนเป็น ฉับพลันพื้นที่เท้าวิ่งเหยียบก็หายไป ร่างของโสมหล่นวูบลงสู่

หลุมลึกมืดมิดสุดคาดหยั่ง หญิงสาวกรีดร้องออกมาด้วยความตระหนกและตื่นกลัว มือไขว่คว้าหาหลักยึดจนกระทั่งพบมัน เธอไม่ลังเลที่จะเกาะเกี่ยวมันเอาไว้แน่นด้วยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬแตกจนเปียกไปทั้งตัว

“ตื่นเดี๋ยวนี้!”

เสียงตวาดดังทำให้โสมสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หญิงสาวปรือตามองภาพเบื้องหน้าด้วยความหวาดหวั่นและอ่อนล้า น่าประหลาดนักที่เมื่อเห็นว่าหน้ากากภูตอันดุดันลอยอยู่เบื้องหน้ากลับมีแต่ความรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจ เกิดความรู้สึกว่าพระพาหาที่โอบรัดร่างเธอเอาไว้แน่นนี่เองที่ทำให้เธอรู้สึกละม้ายมีที่พึ่งและจะช่วยให้เธอพ้นจากอันตราย

ทั้งปวงได้

“กอดฉันแน่นๆ อย่าเพิ่งไปไหน… ได้โปรด” โสมขอร้องด้วยเสียกระท่อนกระแท่นอย่างไม่มีสตินัก รู้สึกถึงพระอาการเกร็งของพระองค์ชั่ววูบหนึ่งก่อนจะทรงโอบกอดเธอด้วยความอ่อนโยนและปลอบประโลมใจ จนกระทั่งเธอหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย เธอไม่ทันคิดว่าได้เปิดปริศนาบางอย่างเกี่ยวกับตัวเธอให้ราชันไพรสัณฑ์ได้ฉงนพระทัยเสียแล้ว!

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: