ลำนำบุปผาพิษ 514

บทที่ 514

ข้าเชื่อนาง 5

ทุกครั้งที่ลูกศิษย์เหล่านั้นคุกเข่าอยู่ที่นี่ล้วนทุกข์ทนยิ่ง ทรมานจนอยู่มิสัตาย โดยทั่วไปแล้วมิถึงหนึ่งเค่อหัวเข่าก็บวมปูดเหมือนหมั่นโถวแล้ว

เป็นเพราะต้องการให้คุกเข่าอยู่ที่นี่ด้วยความจริงใจ จึงใช้พลังวิญญาณป้องกันไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เหล่าศิษย์ของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ล้วนหวาดกลัวการลงโทษให้คุกเข่าอยู่ที่นี่ยิ่งนัก…

แต่ยามนี้ ผู้นำใหญ่น้อยของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ล้วนคุกเข่าอยู่ที่นี่หมด ถ้าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่เอ่ยปาก พวกเขาย่อมไม่กล้าลุกขึ้นและไม่กล้าใช้พลังวิญญาณป้องกัน ดังนั้นทุกคนจึงพร้อมใจกัน หลั่งน้ำตาอยู่ภายในใจ…

ในใจหวังอย่างยิ่งว่าคนทั้งสองที่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ส่งออกไปจะรีบกลับมาโดยไว…

ทูตทั้งสองปฏิบัติงานอย่างละเอียดรอบคอบอาจจะชันสูตรศพแล้วนำมาพิจารณาร่วมกับเนื้อเยื่อของศพนั้น อาจจะตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโดยพิจารณาต้นไม้ใบหญ้าของที่นั่นทีละต้น…

สรุปคือ ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว ก็ยังคงไม่มีวี่แววของทูตทั้งสอง

เหล่าผู้นำของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์รู้สึกว่าตนคุกเข่าจนหัวเข่าจะสึกหมดแล้ว!

สมัยก่อนตอนสร้างห้องโถงขึ้น เกรงกันว่าหินบนพื้นจะขรุขระแหลมคมไม่พอ ทว่ายามนี้แต่ละคนกลับอยากขัดหินใต้เข่าให้เรียบแบน

สติสัมปชัญญะของกู้ซีจิ่วค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาจริงๆ เธอสงสัยว่าของเหลวที่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ป้อนให้เธอจะเป็นโสมคนหมื่นปี หรือไม่ก็เห็ดหลินจือพันปี มิเช่นนั้นตัวเธอที่ก่อนหน้านี้ยังหายใจรวยรินเจียนตายอยู่ ยามนี้กลับรู้สึกแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ในท้องก็ไม่หิวจนกระสับกระส่ายแล้ว

เธอยังคงพะวงถึงเจ้าหอยยักษ์และสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ขณะที่คิดจะซักไซ้กู่ฉานโม่ดูสักประโยค ด้านนอกก็มีเสียงแหลมเล็กแบบเด็กๆ แว่วเข้ามา “พวกเจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?! มาทำอะไรที่ห้องนิuh? ดู เหมือนปากหม้อเลย พวกเจ้าจะตุ๋นข้าหรือ?! จะบอกพวกเจ้าไว้นะ ถึงผู้เฒ่าเช่นข้าจะดูนุ่มนิ่มปวกเปียกแต่ความจริงแล้วมีพิษ!”

กู้ซีจิ่วนิ่งงัน

ทุกคนล้วนมีสีหน้าไม่น้ามอง

เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผากกู่ฉานโม่เต้นตุบๆ!

ห้องโถงนี้กู่ฉานโม่ออกแบบเอง และเป็นผลงานที่เขาภาคภูมิใจที่สุด

เนื่องจากโครงสร้างของมันมีความพิเศษเปรียบเสมือนผังอาคม ศิษย์ที่มีพลังวิญญาณต่ำกว่าขั้นแปดลงไปจะสูญเสียพลังวิญญาณและพลังที่คุ้มกันร่างกายอย่างขัดขืนไม่ได้

ลักษณะภายนอกของมันเหมือนปากหม้อจริงๆ เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดเท่านั้น…

กู้ซีจิ่วถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความโล่งอก การที่เจ้านี่ยังแหกปากได้เป็นสิ่งยืนยันว่าไม่เป็นอะไรมาก

สักครู่หนึ่ง เจ้าหอยยักษ์ก็ถูกศิษย์ของหน่วยลงทัณฑ์สองคนหามเข้ามา เจ้าสิ่งนี้เปลี่ยนร่างให้ใหญ่เท่าโม่หิน คนๆ เดียวอุ้มมันไม่ขึ้น ทำได้เพียงใช้คนสองคนหาม

พอเข้ามาเจ้าหอยยักษ์ก็หุบฝาแน่นสนิท ด้วยหวั่นเกรงว่าจะถูกตุ๋น

มันใช้นํ้าหนักพันจินคอยถ่วงไว้ด้วย บนหน้าผากของศิษย์ทั้งสองคนที่หามมันไว้เต็มไปด้วยเหงื่อ

โดยเฉพาะหลังจากเข้ามาแล้วพลังวิญญาณของพวกเขาก็ถูกผนึก กำลังภายในก็ไม่เพียงพอ ยิ่รู้สึกว่าเจ้าหอยตัวนี้หนักดั่งเขามาซาน เกือบจะทุ่มเจ้าสิ่งนี้ลงพื้นแล้ว

“เจ้าหอยยักษ์’…” กู้ซีจิ่วร้องเรียกมัน

‘ผึ่ง!’ ฝาหอยเปิดออกทันที หนูน้อยคนหนึ่งมุดออกมาจากด้านใน พอมองเห็นกู้ซีจิ่วที่นั่งอยู่ตรงนั้น ดวงตามันก็เบิกกว้างทันที ร้องอย่างยินดี “เจ้านาย!”

เจ้าหอยยักษ์ดิ้นรนสุดชีวิต ดิ้นหลุดจากสองคนนั้น กลิ้งเข้าไปหากู้ซีจิ่ว…

ยามนี้มิมีผู้ใดกล้าขัดขวาง เจ้าหอยยักษ์จึงกลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้ากู้ซีจิ่ว หนูน้อยผู้นั้นมุดออกมาใหม่อีกครั้งกอดขาเล็กๆ ของกู้ซีจิ่ว ไว้ น้ำตาไหลรินเป็นสาย “เจ้านาย พวกเขาหาว่าข้าฆ่าเจ้ากระจอกสองคนนั้น! เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าข้าไม่ได้ฆ่าพวกเขา! ถ้าข้าฆ่าจริงๆ จะเหลือศพพวกเขาไว้ทำไมกัน? ฮึ่ยๆๆ ข้าคงกินไปนานแล้ว! ข้าอดทนไม่กินพวกเขาแล้วชัดๆ…”

กู้ซีจิ่วยื่นมือไปตบเปลือกมันเบาๆ “อืม ข้ารู้ว่าไม่ใช่เจ้า คืนนั้นเจ้าอยู่กับข้าตลอด”

“พวกเขายังบีบบังคับข้าให้ยอมรับว่าท่านเป็นคนสังการด้วย ซ้ำยังบอกว่าข้ากับท่านเป็นหนูงูอยู่ร่วมรัง เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าพวกเราเป็นคนหอยอยู่ร่วมรัง…”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!