ลำนำบุปผาพิษ 519

บทที่ 519

ตบหน้า 3

เช่นนั้นมันก็จะสู้สักตั้ง! สู้จนตัวตายก็ยังดีกว่าถูกตุ๋นแน่นอน! เจ้าหอยยักษ์จึงสู้…

ด้วยเหตุนี้ ห้องโถงแห่งนี้จึงกลายเป็นสนามรบในชั่วพริบตา เกิดประกายแสงแปลบปลาบ สายลมโหมกระหน่ำ

อันที่จริงกู่ฉานโม่งงงวยยิ่ง ห้องโถงแห่งนี้สามารถสะกดพลังวิญญาณของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่ระดับต่ำกว่าขั้นแปดได้ชัดๆ แล้วเหตุใดพลังวิญญาณของหอยยักษ์ตัวนี้ถึงไม่ถูกผนึก? พลังวิญญาณของศิษย์จากชั้นเรียนเมฆาคล้อยสองนี้ก็ไม่ถูกผนึกด้วยเช่นกันเล่า?

ในเมื่อที่นี่กลายเป็นสนามรบ กู่ฉานโม่และเหล่าผู้นำยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น ยามนี้จึงถูกลูกหลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนเหล่านี้คิดจะถือโอกาสลุกขึ้นเสีย

แต่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เอ่ยเพียงประโยคเดียวก็สะกดร่างพวกเขาเอาไว้ “พวกเจ้าทั้งสี่ กางเขตแดนซะ อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลง”

ดังนั้นทูตทั้งสี่สาวกของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จึงกางเขตแดนอันแข็งแกร่งขึ้นมาทันที นอกจากสองคนหนึ่งหอยที่ต่อสู้กันอยู่ คนอื่นๆ ล้วนถูกครอบคลุมไว้ในเขตแดน

พวกกู่ฉานโม่น้ำตานองหน้า หาเหตุผลในการลุกขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงคุกเข่าอยู่เช่นเดิมอย่างขมขื่น

เจ้าหอยยักษ์ทรงพลังนัก เปลือกหอยก็แข็งยิ่ง แต่การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้าของมันเรียกได้ว่าเป็นจุดบอด ด้วยเหตุนี้ยามที่มันต่อสู้ ความเร็วของมันจึงสู้ผู้อื่นไม่ได้

เมื่อประมือกับสองคนนั้นได้สองยก หลังจากเปลือกหอยถูกกระบี่ทั้งสองฟาดฟัน มันก็เผยท่าไม้ตายสุดท้ายของมันออกมาทันที พ่นหมอกสีทมิฬออกมา ปกคลุมร่างสองคนนั้น…

ดังนั้นทั้งสองคนราวกับถูกภูตผีสิงสู่ ประเดี๋ยวยินดีปรีดา ประเดี๋ยวก่นด่าโกรธขึ้ง…

ดูเหมือนศิษย์ในชั้นเรียนเมฆาคล้อยทั้งสองจะไม่พอใจอาจารย์จืออย่างลึกลํ้า เมื่อสติสัมปชัญญะเลอะเลือน ก็เริมด่าทอว่าอาจารย์ที่ปรึกษาใจดำดั่งมิใช่มนุษย์…

พวกเขายังเปิดโปงอาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ผู้นี้ชอบแอบพูดจาเกี้ยวพาศิษย์หญิง แม้กระทั่งศิษย์ชายก็ถูกทำอนาจาร แต่ไม่อนุญาตให้ศิษย์พูดออกไป มิเช่นนั้นจะถูกยัดข้อหาแล้วไล่ออกหรือไม่ก็โดนทนมานด้วยความจงใจ…

อาจารย์จือผู้นี้ก็อยู่ในห้องโถงแห่งนี้ด้วย เมื่อถูกด่าทอก็โกรธจนหน้าแดง เมื่อเห็นสายตาของคนทั้งห้องโถงล้วนมองมาที่ตน ใบหน้าเขาก็ยิ่งแดงฉานดั่งโลหิต “พูดจาเหลวไหล! พวกเขาพูดจา เหลวไหล! เป็นเจ้าหอยยักษ์ตัวนี้เล่นเล่ห์ ทำให้พวกเขาพูดเหลวไหล!”

ไม่มีผู้ใดสนใจเขา ทว่าจู่ๆ อาจารย์จือผู้นี้กลับลุกขึ้นแล้วพุ่งไปทางสนามรบ “ข้าจะสังหารเจ้าหอยที่ทำให้คนพูดซี้ซั้วตัวนี้เสีย!”

ขาของเขาคุกเข่าจนแทบพังแล้ว แต่ก็ยังพยายามจะพุ่งไปอย่างสุดกำลัง จากนั้นเขาก็ชนเข้ากับเขตแดนที่ทูตทั้งสี่ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ติดตั้งไว้ ถูกดีดสะท้อนกลับมา เกือบจะลงไปนั่งกองกับพื้น

ทูตเฉิงเอ้อวางมือข้างหนึ่งลงบนไหล่เขา นํ้าเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก “คุกเข่าลง!”

ด้วยเหตุนี้เขาจึงคุกเข่าลงอีกครั้งอย่างควบคุมร่างกายไม่ได้

เขาอธิบายอย่างกินปูนร้อนท้อง “ผู้น้อยเพียงอยากจะสังหารเจ้าหอยตัวนี้…

นํ้าเสียงทูตเฉิงเอ้อยังคนอ่อนโยนเหมือนเก่า “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”

แล้วสกัดจุดเขาเสีย ทำให้เขาก่อเรื่องอีกไม่ได้

คนอื่นๆ ในสำนักศึกษาชุมนมุสวรรค์มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ทุกคนล้วนเป็นปาท่องโก๋แก่ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ ไหนเลยจะฟังไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ? เกรงว่าอาจารย์จือผู้นี้คงมีปัญหาเช่นนี้จริงๆ!

กู่ฉานโม่ยิ่งโกรธจนหน้าดำหน้าแดง อาจารย์จือผู้นี้คือศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจ ยามปกติจะเงียบขรึม ปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเข้มงวดจริงจัง นึกไม่ถึงว่าจะทำเรืองเช่นนี้ออกมาได้…

เดิมทีเป็นการไต่สวนคดีของกู้ซีจิ่ว แต่กลับสอบสวนพบเรื่องอื้อฉาวนี้เสียก่อน กู่ฉานโม่รู้สึกว่าตนจะคุกเข่าไม่อยู่แล้ว

เมื่อตกอยู่ในพิษมายาหลอนลวงของเจ้าหอยยักษ์คิดจะหลุดออกมานั้นยากเสียยิ่งกว่ายาก ศิษย์สองคนนั้นก็ไม่เว้นเช่นกัน ไม่นานพวกเขาก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายของพิษมายาหลอนลวง ยื่นมือออกไปหาคนที่ไว้ใจที่สุด…

ถูกเจ้าหอยยักษ์ยื่นมือน้อยๆ ทั้งสองข้างออกมากุมไว้พร้อมกัน ยามนี้เพลิงโทสะของเจ้าหอยยักษ์พวยพุ่งสามพันจั้ง ย่อมไม่เกรงใจ เปลี่ยนกลับร่างเดิมที่มีขนาดเท่าเรือนหลังเล็กๆ จากนั้นปากเล็กๆ ของมันก็อ้ากว้างไร้ที่สิ้นสุด ดึงสองคนนี้เข้าไปในปาก…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!