ลำนำบุปผาพิษ 522

บทที่ 522

ตบหน้า 6

กล่าวกันมาถึงตรงนี้ ในที่สุดหัวใจของกู้ซีจิ่วก็สมดุลขึ้นมาหน่อย

ในเมื่ออาจารย์ใหญ่ผู้นี้รับผิดชอบแล้ว เช่นนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอีก

แต่เห็นได้ชัดว่ามีบางคนยังไม่ยอมจบ

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์มิได้มองกู่ฉานโม่อีก น้ำเสียงเรียบเฉย “สิ่งที่เจ้าได้รับเหล่านั้นเป็นเพราะเจ้าแพ้เดิมพัน ยินดีเดิมพันย่อมต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่นับว่าเป็นลงโทษที่แท้จริง ทูตเฉิงเอ้อ ปรักปรำศิษย์เทพศักดิ์สิทธิ์จนเกือบสิ้นชีพ สมควรได้รับโทษทัณฑ์เช่นใด?”

ทูตเฉิงเอ้อชะงักไปเล็กน้อย

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ขอรับ ดูเหมือนท่านเพิ่งจะเคยรับศิษย์เช่นนี้ไว้คนเดียว ไม่มีตัวอย่างมาก่อน พวกเรายังไม่ได้ตั้งกฎที่เกี่ยวข้องไว้นะขอรับ

ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาก็ว่องไว เอ่ยตอบทันที “ศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จะถูกดูหมิ่นเหยียดหยามได้อย่างไรกัน? ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงปรักปรำจนเกือบสิ้นชีพเลย! สมควรถูกห้าม้าแยกร่าง!”

เขาเลือกที่จะพูดอย่างยิ่งใหญ่ ดูจากท่าทางดั่งอสุนิบาตฟาดหมื่นสายของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ยามทราบว่ากู้ซีจิ่วถูกขัง คาดว่าในใจของเขาคงอยากรื้อสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ทิ้งเสีย

ยามนี้ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์สบช่องแล้ว เช่นนั้นย่อมต้องคิดบัญชีย้อนหลัง…

เขามองท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เงียบๆ ดวงตาท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ฉายแววยิ้มหัวแวบหนึ่ง นี่คือท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เห็นด้วยใช่หรือไม่?

ทูตเฉิงเอ้อพึงพอใจ ชมเชยความเฉียบแหลมของตนอยู่ในใจ

กู่ฉานโม่คุกเข่าอยู่บนพื้น หลั่งเหงื่อเย็นเฉียบโซมกาย ทว่าไม่กล้าพูดอะไร

จวบจนยามนี้เขาถึงได้เข้าใจว่าไปยุแหย่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เข้าจริงๆ จะได้รับผลอย่างไร…

เขายอมรับว่าเขามีเหตุผล เจตนาปฏิบัติต่อศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างทารุณ ซ้ำยังใช้ศาลเตี้ยกับศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการละเมิดข้อห้ามของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นยามนี้ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จึงคิดบัญชีย้อนหลัง…

อีกทั้งบัญชีที่คิดก็สมเหตุสมผล เปิดเผยเที่ยงธรรม จนเขาหาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ ทำได้เพียงก้มโขกศีรษะ

เดิมทีคนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้ลุกขึ้น ยามนี้เลยทำได้เพียงพากันโขกศีรษะ ขอความเมตตาให้กู่ฉานโม่ แสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป กล่าวถึงคุณความดีของกู่ฉานโม่ ขอให้ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ลดหย่อนผ่อนโทษให้

จนกระทั่งคนเหล่านี้โขกศีรษะจนแทบจะแตก ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จึงเอ่ยขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย “เห็นแก่ที่เจ้ายังนับว่าพอมีความชอบอยู่ ครั้งนี้เปิ่นจุนจะปล่อยเจ้าไปสักครั้งแล้วกัน โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นยากจะละเว้น หากไม่มอบโทษทัณฑ์ที่แท้จริงให้เจ้าแล้วปวงชนจะเคารพนับถือเปิ่นจุนได้อย่างไร? ลงโทษให้เจ้าเข้าไปในแดนเพลิงลับแลทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยาม ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือนแล้วกัน”

ฝูงชนสั่นสะท้านกันอย่างพร้อมเพรียง

กู่ฉานโม่หดตัวเฉกเช่นดอกเบญจมาศ!

แดนเพลิงลับแล เทียบได้กับหุบเขาโลกันต์ อุณหภูมิด้านในนั้นสูงถึงหนึ่งร้อยองศา! ถ้าผู้ที่ไม่มีวรยุทธ์เข้าไปจะต้องถูกอบแน่นอน

ผู้ที่วรยุทธ์สูงส่งเช่นกู่ฉานโม่ หากเขามีธาตุชนิดอื่นก็ไม่เป็นไร แต่เขามีธาตุทอง ไฟข่มทอง เมื่อเขาเข้าสู่สถานที่แห่งนั้นจะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณหลักคุ้มกายได้ ทำได้เพียงพึ่งพาพลังวิญญาณธาตุรองของเขาคือธาตุนํ้า ข่มไฟได้ แต่ธาตุรองของเขาด้อยค่าเกินไป เป็นเพียงขั้นสาม ต่อให้สร้างเกราะวารีคุ้มกายได้ ก็คาดว่าจะระเหยอย่างรวดเร็ว เขาต้องเข้าไปวันล่ะหนึ่งชั่วยาม ก็เท่ากับเข้าไปอบอยู่ด้านในหนึ่งรอบ ผิวหนังคงจะลอกออกมาเป็นชั้น…

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่เขายังรั้งชีวิตไว้ได้ กู่ฉานโม่จึงโขกศีรษะอีกครั้งอย่างซาบซึ้งในความเมตตา

ฝูงชนต่างมองเขาด้วยแววตาเห็นใจ

อาจารย์ใหญ่ ได้แต่หวังว่าอีกสองเดือนให้หลังท่านจะยังสมบูรณ์ไม่บุบสลาย…

พวกเขามองกู้ซีจิ่วเงียบๆ อีกครั้ง จากนั้นก็มองท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ต่อ

เกิดคำถามหนึ่งที่ยังไม่กระจ่างขึ้นมาชั่วขณะ ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ช่วยระบายแค้นให้แม่นางน้อยผู้นี้อยู่หรือเปล่านะ? หรือว่าเป็นเพราะกู่ฉานโม่ไม่ไว้หน้าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างเห็นได้ชัด ทำไห้ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จึงถือโอกาสลงโทษไปด้วย?

กู่ฉานโม่เตรียมตัวรับโทษเรียบร้อยแล้ว ทว่าเขายังมีข้อสงสัยอื่นอยู่ “ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ขอรับ ฉานโม่สมควรได้รับโทษแล้ว ต่อให้เพิ่มโทษทัณฑ์มากว่านี้อีกเท่าตัวฉานโม่ก็ไม่คัดด้าน แต่ในเมื่อแม่นางกู้มิใช่ฆาตกรตัวจริง เช่นนั้นเป็นผู้ใดล่ะขอรับ? หรือจะมีหอยตัวที่สองอยู่จริงๆ?”

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์มองไปที่กู้ซีจิ่ว “เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับฆาตกรตัวจริง?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!