วุ่นรักแดนสวรรค์ 54

Chapter 54

อสูรทะเลทราย 4

ธิดาสามขุดๆ ขุดจนทรายกลายเป็นหลุมลึกเท่าครึ่งตัวนาง แล้วนางก็รีบกระโจนลงไปในหลุม หมอบอยู่ในหลุม

อึดใจต่อมาลมก็พัดมาถึงพอดี ลมพัดรุนแรงพัดเม็ดทรายจนพวกมันคล้ายกับเป็นอาวุธได้

หากถูกเม็ดทรายเหล่านั้นเข้าไปเกรงว่าคงถูกบาดไปทั้งตัวแน่แท้

นางหมอบอยู่ในหลุม ยกมือป้องดวงตากันทรายเข้าตา นางพยายามมองขึ้นไป เห็นแต่ฝุ่นทรายคละคลุ้ง

นางไม่อาจมองฝ่าฝุ่นทรายออกไปได้ ทำได้เพียงรอจนกว่าพายุนี้จะพัดผ่านไปเท่านั้น

พายุทรายนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในทะเลทราย บางครั้งบางเบา บางครั้งรุนแรง

จอมมารซึ่งยังอยู่ที่เนินหินแห่งเดิม ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากพายุทราย เขาอยู่ห่างมาก

อีกทั้งพายุทรายลูกนี้ก็เป็นเพียงพายุลูกเล็ก กินอาณาบริเวณไม่กว้างใหญ่นัก เขาเพียงได้ยินเสียงลมที่ดังหวีดหวิวลอยมาเท่านั้น

หลังจากเงาสีขาวผ่านไปจนลับตา เขาก็นั่งพิงผนังหิน เหม่อมองออกไปไกล

ครั้นมองจนเบื่อหน่ายแล้วเขาก็หลับตาลงนั่งหลับทั้งอย่างนั้น

เขาไม่กล้านอนหรอกนะ กลัวว่าจะหลับลึกเกินไปจนไม่รู้สึกตัว หากอสูรทะเลทรายโผล่มาคงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน

นั่งหลับเช่นนี้ย่อมดีกว่า หลงเหลือประสาทสัมผัสบางส่วนเอาไว้ นี่เป็นวิธีที่เขาใช้ยามอยู่ในสถานที่ที่มีอันตรายรอบด้าน

พายุทรายผ่านพ้นไปแล้ว ธิดาสามแทบจะจมอยู่ใต้ทราย เพราะทรายถูกพัดมากลบหลุมที่นางขุดเอาไว้

นางจึงต้องตะกุยทรายขึ้นมาจากหลุม ไอแค่กๆ อย่างอดไม่อยู่ “แค่กๆ”

เมื่อขึ้นมาบนผืนทรายได้แล้ว นางก็ปัดๆ ทรายออกจากอาภรณ์

อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์มอมแมมเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว แต่นางก็ยังไม่คิดจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เพราะสถานที่แห่งนี้โล่งแจ้งเกินไป

อีกทั้งพวกอสูรทะเลทรายก็ยังติดตามนางฝูงใหญ่ พวกมันย่อมจับตามองนางอยู่แน่นอน นางไม่คิดจะเปลือยให้พวกมันชมดูหรอกนะ

นางมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นอสูรบางตัวลอบเข้ามาใกล้นาง นางจ้องดวงตามัน มือถือขวดหยกทำท่าจะสาดซัดน้ำออกไป

“อยากถูกน้ำราด?” นางถามมัน

อสูรทะเลทรายตัวนั้นสะท้านเฮือก!

มันรีบถอยห่างออกไปทันที ถอยไปให้พ้นระยะที่น้ำจะซัดสาดถึง

ธิดาสามเหยียดยิ้มพอใจนิดหนึ่ง จากนั้นนางก็ออกเดินทางต่อ

จนกระทั่งแสงอาทิตย์จับขอบฟ้า เหล่าอสูรทะเลทรายก็มุดทรายลงไปลึกมาก ช่วงเวลานี้ธิดาสามจึงเร่งเดินทางอย่างเร่งรีบ

อย่างน้อยก็อาศัยช่วงเวลาที่ไม่ต้องคอยระวังพวกมันแล้วเร่งฝีเท้าให้ไปได้ไกลขึ้นอีกหน่อยก็ยังดี

จากเดินอย่างระมัดระวังก็เปลี่ยนเป็นวิ่งไปบนฝืนทราย

จอมมารลืมตาตื่น เขาขยับแขนขาแล้วลุกขึ้น เขาเดินออกไปนอกชะง่อนหินมองไปรอบๆ แล้วเหินลอยขึ้นฟ้า

เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินทางไปในทิศทางเดียวกับธิดาสาม เขาเพียงแต่ต้องการไปดูให้ถึงชายแดนเท่านั้น หากถึงชายแดนแล้วยังหานางไม่พบเขาก็จะไปตามหานางทางอื่นต่อไป

เขาเหินลอยไปด้วยความเร็วระดับต่ำเพราะไม่อยากมองพลาดสักจุด

ขณะเดียวกันธิดาสามก็กำลังวิ่งไปด้วยความเร็วสุดฝีเท้า ทำให้ระยะห่างระหว่างนางกับจอมมารห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งสาย แดดเริ่มร้อน นางจึงหยุดวิ่งแล้วมองหาสถานที่หยุดพัก

แต่ผืนทรายโล่งโจ้งไร้ที่ให้หลบแดด ดังนั้นนางจึงขุดทรายอีกครั้ง

นางขุดจนเป็นหลุมใหญ่ ลึกเกือบเท่าตัวนาง หลุมกว้างพอให้นางนอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้

เมื่อขุดจนได้ขนาดที่นางพอใจแล้วนางก็หยุดขุดแล้วเอาร่มออกมากางปิดปากหลุม

แรกเริ่ม ร่มมีขนาดเล็กจิ๋ว พลัน! ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่าที่นางต้องการ

เมื่อร่มมีขนาดใหญ่พอแล้วนางก็เอาร่มวางปิดปากหลุมเอาไว้ เพียงเท่านี้นางก็มีที่หลบแดดแล้ว

ร่มนี้เป็นของวิเศษที่ท่านแม่มอบให้ตอนนางยังเล็กๆ เพราะนางชอบออกไปวิ่งเล่นนอกถ้ำ บางคราวเจอฝนตกเปียกโชกกลับถ้ำบ่อยครั้ง เสด็จแม่จึงมอบร่มคันนี้ให้นาง ต่อไปนางจะได้ไม่เปียกฝนอีก

นางนั่งลง เอาผลไม้ออกมากิน กินเสร็จแล้วก็โยนแกนผลไม้ทิ้งไป เอาน้ำจากสระมรกตออกมาดื่ม ครั้นดื่มกินเสร็จแล้วก็นอน

ฝุ่นทรายค่อยๆ พัดมาตกลงทับถมบนร่มทีละนิด…ทีละนิด…

จอมมารยังคงเหินลอยตามหาธิดาสิงห์ต่อไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งบ่ายคล้อยจวนเย็น เขาจึงต้องรีบหาเนินหินใช้หยุดพัก

เมื่อเจอเนินหินเขาก็หาสถานที่ที่ดีที่สุดบนเนินแห่งนั้นพักผ่อน

ธิดาสามตื่นขึ้นมาตอนเย็น นางลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ แง้มร่มขึ้นดูสถานการณ์โดยรอบ

ทรายร่วงพรูลงมาตามรอยแยก ทำนางต้องรีบหลบทรายเหล่านั้น

จนกระทั่งไม่มีทรายร่วงลงมาแล้วนางจึงยืดตัวขึ้นมองลอดร่มออกไป

นางมองไปรอบๆ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงัดเวิ้งว้างเช่นเดิม นางจึงปิดร่มแล้วนั่งลงหยิบผลไม้ออกมากิน

ครั้นกินเสร็จก็โยนแกนผลไม้ทิ้งไป จากนั้นก็เอาน้ำจากสระมรกตออกมาดื่มอึกๆ

เมื่อนางกินอิ่ม ท้องฟ้าก็เริ่มสลัวแล้ว นางลุกขึ้นแง้มร่มดูอีกครั้ง มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังตัว

ครั้นเห็นว่ายังคงเวิ้งว้างเงียบสงัดดังเดิมนางจึงเก็บร่ม นางเอียงร่มไปด้านข้าง ทรายเอียงไหลไปกองข้างปากหลุม หากนางไม่ได้เอียงร่มก่อน เมื่อนางเก็บร่มทรายคงตกลงมาในหลุมแน่นอน นางเก็บร่มแล้วก็กระโจนขึ้นไปบนผืนทรายแล้วรีบเร่งเดินทาง ใช้ช่วงเวลาที่ปลอดโปร่งเช่นนี้รีบเดินทาง เพราะหากฟ้ามืดเมื่อใดพวกอสูรอัปลักษณ์พวกนั้นคงแห่แหนขึ้นมาจ้องหาโอกาสจับนางกินอีกแน่

นางวิ่งไปจนสุดฝีเท้า

จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท เหล่าอสูรทะเลทรายก็รีบพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับผิวทรายทันที จากนั้นพวกมันก็รีบพุ่งตามเหยื่อตัวจ้อยไป

ธิดาสามจับความรู้สึกถึงพวกอสูรเหล่านั้นได้นางจึงผ่อนฝีเท้าลงอย่างระวังตัวทันที นางยังไม่อยากวิ่งๆ พุ่งเข้าไปในปากพวกมันหรอกนะ พวกมันมุดอยู่ในทราย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีตัวไหนแอบมาดักหน้าหรือไม่

เหล่าอสูรรับรู้ได้ว่าเหยื่อตัวจ้อยกลับมาระมัดระวังตัวอีกครั้งพวกมันจึงรักษาระยะห่างจากเหยื่อตัวจ้อยเอาไว้

คอยจ้องหาโอกาสทีเผลอคิดกินนางเข้าไป พวกมันยื้อแย่งแข่งขันกันอยู่ในที ชนิดว่า ใครดีใครได้

ธิดาสามจึงเดินทางโดยมีพวกอสูรแห่แหนตามอยู่เบื้องหลังอีกครั้ง พวกมันบางตัวมุดอยู่ใต้ทราย บางตัวก็อยู่บนผืนทราย

บางตัวแอบมุดทรายไปดักหน้าแต่พอธิดาสามเห็นเข้านางก็ทำท่าจะสาดน้ำใส่ ทำให้อสูรตัวนั้นผวาเฮือก! รีบมุดทรายหนีทันที

ทางด้านเทพสงครามหลังจากรู้ข่าวว่าธิดาสามหายไป เขาก็รีบออกตามหานางทันที อีกทั้งให้ศิษย์ทั้งสี่ช่วยออกตามหาด้วย

ศิษย์ทั้งสี่เมื่อรู้ว่าคู่หมั้นอาจารย์ ว่าที่อาจารย์แม่ของพวกเขาหายไปพวกเขาก็ไม่อิดออดสักนิด ช่วยกันออกไปตามหาทันที

ธิดาสามเดินทางกลางทะเลทรายไปอย่างต้องคอยระมัดระวังฝูงอสูรร้าย นางต้องคอยกำหราบพวกมันด้วยขวดน้ำในมือบ่อยครั้ง

เจ้าพวกนี้ก็ตามติดไม่ลดละเสียจริง ฮึ่ม!

วันเวลาผ่านไปร่วมเดือน ในที่สุดธิดาสามก็เดินไปถึงชายขอบทะเลทราย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางเดินทางตอนกลางคืน นอนพักตอนกลางวันมาตลอดทาง

เมื่อเห็นแนวป่าท่ามกลางแสงดาวนางก็ดีใจที่ในที่สุดก็พ้นจากทะเลทรายเสียที นางรีบเดินไปไปหาป่าผืนนั้นทันที

ฝูงอสูรทะเลทรายที่ตามมาตลอดทางพวกมันชะงักกึกอยู่ตรงชายขอบทะเลทราย พวกมันไม่อาจตามเหยื่อตัวจ้อยไปได้อีก

พวกมันไม่ชอบป่า พวกมันชอบแต่ทะเลทราย ป่ามีน้ำที่พวกมันเกลียด

ธิดาสามเดินไปจนถึงชายป่า นางหันไปมองฝูงอสูรฯ ที่ติดตามมาตลอดทางอย่างสงสัย เหตุใดพวกมันจึงไม่ตามมาแล้วล่ะ?

อสูรฯ ฝูงนั้นชะเง้อมองเหยื่อตัวจ้อยอย่างแสนเสียดาย พวกมันอุตส่าห์ตามนางมาตลอดทาง หวังกินนางให้อร่อยแต่เหยื่อตัวจ้อยกลับหนีรอดไปได้เช่นนี้จะไม่ให้พวกมันเจ็บใจได้อย่างไร ฮึ่ม!

ธิดาสามคิดๆ เหตุผลที่พวกมันไม่ตามมา นางหันไปมองป่าเบื้องหน้าแล้วหันไปมองอสูรฯ ฝูงนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนพวกมันจะไม่ชอบป่ากระมัง?

นางคิดๆ แล้วก็โบกมือให้พวกมัน พูดว่า “ขอบคุณที่ตามมาส่งข้าถึงที่นี่ พวกเจ้ารักษาตัวด้วยล่ะ”

ห๊า!

อสูรทะเลทรายฝูงนั้นได้ยินคำพูดของนางก็ตกตะลึงบื้อใบ้กันถ้วนหน้า

ตัวที่มุดอยู่ในทรายถึงกับโผล่ออกมาชะเง้อมองเหยื่อตัวจ้อยอย่างทึ่มทื่อ

พวกมันมองเหยื่อตัวจ้อยเขม็ง! แล้วหันไปมองหน้ามองตากันเอง

นางเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่?

นี่ๆ ข้าตามเจ้ามาหวังจะกินนะ! ไม่ได้ตามมาส่ง!

“เอาล่ะ พวกเจ้าก็กลับไปได้แล้ว กลับดีๆ ล่ะ” ธิดาสามโบกมือให้พวกมันประหนึ่งพวกมันเป็นสหายอย่างไรอย่างนั้น

อสูรทะเลทรายฝูงนั้นแทบอยากเอาศีรษะโขกเต้าหู้ตาย เพ้ย! ข้าตามมาหวังจะกินเจ้านะ! ไม่ได้ตามมาส่ง!

ธิดาสามมองพวกมันด้วยสายตาเป็นมิตรทีหนึ่ง จากนั้นนางก็เดินเข้าป่าไป

อสูรทะเลทรายมองจนนางลับตาไปแล้วพวกมันก็มองหน้ามองตากันเอง จากนั้นพวกมันก็พากันมุดลงใต้ผืนทรายไปอย่างสิ้นหวัง

อุตส่าห์ตามมาตั้งนาน นางกลับหนีรอดไปได้เช่นนี้ เจ็บใจ! เจ็บใจจริงๆ! เจ็บใจยิ่งนัก!

ธิดาสามเดินเข้าไปในป่าโปร่ง มีแสงดาวส่องลอดทิวไม้ลงมาบางเบา

ภายในป่ามืดมาก มืดจนมองอะไรไม่เห็น แต่ไม่ใช่กับสิงห์เช่นนาง สิงห์อย่างนางนั้นสายตาดีมากในความมืด อีกทั้งประสาทสัมผัสก็ว่องไวยิ่งนัก ดังนั้นการเดินในที่มืดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนางสักนิด

นางเดินไปเรื่อยๆ ป่าแห่งนี้เงียบงันผิดจากป่าทั่วไป ทำให้นางยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น

ป่าที่เงียบ หมายถึงว่าในป่ามีสัตว์ร้ายอยู่จึงทำให้ป่าเงียบ นกหนูแมลงไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวจะถูกจับกิน

เช่นนั้นสัตว์ร้ายชนิดใดล่ะที่อยู่ในป่าแห่งนี้?

นางคิดไปพลางเดินไปอย่างระมัดระวังตัวยิ่งยวด นางเดินไปด้วยฝีเท้าไร้เสียง

ดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องนางในความมืด

แมวงั้นรึ? อา ข้าไม่ได้กินแมวมานานเท่าไหร่แล้ว? 500 ปี? ไม่ซิ 600 ปีแล้วซินะ

ธิดาสามเดินไปอย่างระมัดระวังตัว พลัน! ร่างๆ หนึ่งก็กระโจนมาดักหน้านาง ตุบ!

นางเงยหน้ามอง จึงเห็นว่าเป็นอสูรสุนัขตัวหนึ่ง

อสูรสุนัขมองเหยื่ออย่างลำพองใจ

ธิดาสามมองมันแล้วเอ่ยปากไล่ “รีบไปให้พ้นทางข้าเสียเร็วๆ”

“หึ! เป็นแค่แมวตัวหนึ่งทำอวดดีไปเถอะ” อสูรสุนัขแค่นเสียงเยาะหยัน มองดูเหยื่ออย่างน้ำลายสอ

ธิดาสามมองมันอย่างเฉยชา โบกมือไล่มัน “รีบไปเสีย”

“อวดเก่งจริงนะเจ้าแมวน้อย” อสูรสุนัขพูดอย่างดูแคลน มันก้าวไปหาเหยื่ออย่างลำพองใจ สายตาก็คอยระวังป้องกันไม่ให้เหยื่อวิ่งหนี

มันพุ่งเข้าไปไวอย่างยิ่งคิดตะปบเหยื่อไว้ใต้อุ้งเท้า

ธิดาสามยังคงยืนนิ่งอย่างยิ่ง จนกระทั่งอสูรสุนัขพุ่งมาเกือบถึงตัวนางก็ยื่นมือไปจับศีรษะใหญ่โตของอสูรสุนัขกดลงกับพื้น ตึง!

“อ้า!” อสูรสุนัขร้องออกมาคำหนึ่ง มันเหล่ตามองที่ศีรษะแล้วเหลือบมองเหยื่อ

มันยื่นขาหน้าไปจะปัดมือออก พลัน! ขามันก็ถูกเท้าเล็กๆ ข้างหนึ่งยื่นมาเหยียบขามันไว้

“เอ๋ง!” มันร้องออกมาคำหนึ่ง เจ็บขาจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะหักได้ มันเหลือบมองขาของมันแล้วมองตามเท้าเล็กๆ ที่เหยียบมันเอาไว้ มันมองเลยขึ้นไปจนถึงใบหน้าขาวผ่อง ทันทีที่สบตากับดวงตาคู่นั้นมันก็ตกตะลึงไป ช่างเป็นดวงตาที่งามมาก!

“เลือกมา จะตายอยู่ตรงนี้หรือจะรีบไปให้พ้นๆ แล้วไม่มาขวางทางข้าอีก?” ธิดาสามมองมันพลางพูดอย่างเย็นชายิ่ง

มือเท้าก็ออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่กลับทำให้อสูรสุนัขรู้สึกเหมือนกระดูกจะหักจริงๆ แล้ว

“อ้าๆ ข้ายอมแล้วๆ” มันรีบร้องออกมา

“ไสหัวไป!” ธิดาสามพูด 1 ประโยคพลางปล่อยมือยกเท้าขึ้น

อสูรสุนัขรีบลุกขึ้นแล้วกระโจนกระโผกกระเผลกเผ่นหนีไปไวอย่างยิ่ง

ธิดาสามมองอสูรตัวนั้นอย่างเฉยชา จากนั้นนางก็เดินต่อไปอย่างระมัดระวังตัวเช่นเดิม

อสูรสุนัขหนีไปไกล มันหยุดอยู่ใต้พุ่มไม้แล้วหันไปมองทิศทางที่จากมาอย่างงงๆ เหตุใดแมวตัวนั้นถึงได้มีกำลังมากนักเล่า?

ความรู้สึกตอนที่ถูกกดอยู่ใต้อุ้งมือข้างนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก มันรู้สึกเหมือนกับว่าคนที่กำลังกดมันไว้ไม่ใช่แมว แต่เป็นเสือตัวใหญ่ยักษ์ที่สามารถตบมันให้ตายได้ในทีเดียว ช่างเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมาก! น่ากลัวจนมันขนลุกชันทั้งตัว!

แต่เมื่อคิดถึงดวงตาคู่นั้นมันก็มีสีหน้าหลงใหลเคลิบเคลิ้มขึ้นมา มันไม่เคยเห็นดวงตาคู่ไหนงดงามเท่าดวงตาคู่นั้นเลยสักครั้ง

ดังนั้นมันจึงย้อนกลับไป แอบตามแมวตัวนั้นไปห่างๆ

ธิดาสามรู้สึกว่าอสูรสุนัขย้อนกลับมา นางเหยียดปากนิดหนึ่ง หึ! สุนัขคิดจะกินสิงห์ในคราบแมวซินะ

หากมันพุ่งเข้ามาจู่โจมนางอีก คราวนี้นางจะหักขามันเสียเลย

นางระวังตัวแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ

อสูรสุนัขก็ลอบตามไปห่างๆ มันไม่ได้คิดจะจู่โจมแมวตัวนั้นอีกแล้ว มันเพียงแค่อยากชื่นชมดวงตางามคู่นั้นเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!