Skip to content

สู่วิถีอสุรา 1010

Svtasr

ตอนที่ 1010 ข้า….จะไม่ตาย!

สวี่ฮุ่ยไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ชั่วลมหายใจที่นางหลับตาลง นางเห็นร่างซูหมิงยกมือขึ้นปีนต่อไปแล้วหลับตา

เดิมทีนางจะร้องขอให้ช่วย แต่นางก็ไม่ทำ บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ ทุกคนไม่มีพลัง หากนางขอให้ช่วย แล้วซูหมิงจะเลือกอย่างไร

หากเมินเฉย…สวี่ฮุ่ยก็จะเจ็บปวดยิ่ง ความเจ็บปวดเช่นนั้นจะมีความขมขื่นปะปนอยู่ด้วย และยังมีความผิดหวังกับเสียใจอยู่ลึกๆ

แต่…หากซูหมิงเลือกช่วยนาง เช่นนั้นในมุมมองนาง สิ่งที่รอซูหมิงอยู่ก็เป็นความตายเหมือนกัน การตายแบบนี้ นางยอมให้เขาเลือกเมินเฉยจะดีกว่า

ดังนั้นนางจึงไม่ส่งเสียงใดๆ ช่วงที่หลับตา นางปิดปากเอาไว้แน่น

สวี่ฮุ่ยเหมือนเห็นรางๆ ในความคิด ฉากนั้นเป็นสี่เหลี่ยม มีเรือโดดเดี่ยวสั่นไหวตามแรงลม ดวงจันทร์ดวงเล็กส่องแสงสลัวลงมา เขาเดินไกลออกไป เหลือไว้เพียงแผ่นหลังให้ตน

กลางสายลม กลางภูเขา มองร่างเงาอ้างว่างของเขาค่อยๆ เดินไกลออกไป…

การจากลามักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้คนตั้งตัวไม่ทัน แต่ก็ต้องรับไว้ให้ได้ ดอกไม้แห่งวัฏจักรดอกนั้นบนหินสามภพทั้งงดงามและเศร้าสร้อย ใครจะข้ามผ่านมันไปถึงอีกฟากฝั่งของโลกวิญญาณ เสียงต่ำเศร้าวังเวงจากหุบเขาบุพเพแม่น้ำ ลืมเลือน สุดขอบฟ้า…สิ้นสุดที่ตรงนี้

ช่วงที่ร่างสวี่ฮุ่ยดิ่งลงและนางหลับตาลง ในใจซูหมิงสั่นไหวอย่างน่าประหลาด เขาไม่สังเกตเห็นเลยว่าสวี่ฮุ่ยตกลงไป เพราะยอดเขาโคลงเคลง เขาจึงไม่อาจคิดถึงเรื่องอื่น แต่สิ่งที่ทำให้เขาใจสั่นคือจูโหย่วไฉข้างบน ตอนนี้หันมามองข้างล่างแล้วถอนหายใจ

การถอนหายใจนี้ คลับคล้ายหลอมรวมกับเสียงถอนหายใจจากข้างล่าง ยามนี้มันสั่นสะเทือนวิญญาณซูหมิง ทำให้เขาใจสั่นสะท้านพร้อมกับก้มหน้าลงมอง เขาเห็น….

ร่างระหงหลับตาปิดปาก กำลังดิ่งลงไปยังเหวลึกราวกับว่าวสายป่านขาด

หากซูหมิงยังมีขั้นพลัง เขาจะใช้พลังช่วยสวี่ฮุ่ยได้

แต่ในเมื่อไม่มีขั้นพลัง หากเขายังมีพลังแห่งพรสวรรค์ เช่นนั้นเขาจะปรับเปลี่ยนเวลาได้ชั่วคราว ทำให้สวี่ฮุ่ยไม่ตกลงไป ทว่าเขาไม่มีขั้นพลังและก็ไม่มีพลังพรสวรรค์ เขาในตอนนี้เป็นเหมือนคนธรรมดา

ดังนั้น เขาจึงปล่อยมือ

การปล่อยมือนี้ไม่ใช่การปล่อยมือที่คว้าสวี่ฮุ่ยอยู่ในใจ แต่เป็นการปล่อยสองมือที่จับหินภูเขาเอาไว้ ทันทีที่เขาปล่อยมือทั้งสอง ร่างจึงดิ่งลงไปยังเหวลึกอย่างรวดเร็ว

เหมือนกับตอนอยู่บนแผ่นดินหมาน ร่างหมดสติของอวี่เซวียนจากไปไกล ตอนที่เขาอยากจะคว้าเอาไว้ ร่างไป๋ซู่กลับสลายหายไปพร้อมด้วยรอยยิ้มงดงามและโศกเศร้า เหลือไว้เพียงเส้นผมปลิวว่อน หนึ่งอยู่ทางซ้าย อีกหนึ่งอยู่ทางขวา หนึ่งอยู่ข้างหน้า อีกหนึ่งอยู่ข้างหลัง

สุดท้ายเขาคว้าอะไรไม่ได้เลย คว้าไว้ได้เพียงความเจ็บปวดไม่มีจบสิ้นสุดตรงส่วนลึกในใจ

ฉะนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่คิดอะไรอีก ไม่มีการลังเล เรื่องบางอย่าง หากตรึกตรองอาจไม่กล้าทำ หากลังเลอาจเสียใจภายหลังไปสามภพสามชาติ

บางครั้ง จงเดินไปตามลางสังหรณ์ตัวเอง เดินไปยัง….สิ่งที่ไม่เสียใจภายหลังก็เพียงพอแล้ว

ในเมื่อเจ้าคิดว่าจะไม่สร้างปัญหาให้ข้า หลับตา ปิดปาก ไม่ขอความช่วยเหลือใดๆ ยอมตกลงไปยังเก้าปรโลก ยอมจากลาไปตรงนี้ แม้แต่เสียงถอนหายใจยังเบาจนไม่ยอมให้ข้าสังเกตเห็น เช่นนั้น…

ข้าก็ปล่อยมือที่กำลังปีนขึ้นฟ้าเพื่อไปเจ้าได้ หากคว้าเจ้าไม่ได้ ข้าก็จะ…โค่นล้มแดนนรกไปพร้อมกับเจ้า

ซูหมิงดิ่งลงไป การปล่อยมืออย่างกะทันหันของเขาทำให้คนอื่นๆ ตะลึงงัน ระหว่างที่พากันก้มหน้าลง ก็เห็นเศษเสี้ยวเงาของสวี่ฮุ่ยถูกน้ำวนเหวลึกกลืนกินไป

ซูหมิงมองร่างสวี่ฮุ่ยพลางเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เพื่อจะให้ตนตกลงไปเร็วขึ้น เขาจึงใช้ความปราดเปรียวของร่างกายตนถีบหินภูเขาที่นูนออกมาเป็นการส่งแรงด้วย

มิหนำซ้ำตอนที่ยอดเขาโคลงเคลง ซูหมิงอาศัยแรงจากการโคลงเคลงของภูเขาอีกครั้ง ดันร่างกายตนให้ตกลงไปอยู่กลางเหวลึกน้ำวนนั้นในพริบตา

เหวลึกนี้เต็มไปด้วยหมอก ระหว่างเสียงครึกโครมดังก้องอยู่รอบๆ ซูหมิงเห็น สวี่ฮุ่ยกำลังดิ่งลงไป เขาจึงบิดตัวแล้วถีบผนังหินข้างๆ อย่างแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตัวเขาเกิดเสียงวูบดังขึ้น เมื่อตามสวี่ฮุ่ยทันก็โอบกอดนางเอาไว้

สองคนดิ่งลงเหวลึกที่เหมือนจะไม่มีสิ้นสุดไปพร้อมกัน

ทันทีที่สวี่ฮุ่ยถูกกอด กลิ่นอายพลังและความอบอุ่นคุ้นเคยจากข้างกายทำให้นางลืมตาขึ้น มองซูหมิง

ซูหมิงก็มองนางเช่นกัน

ท่ามกลางเสียงครืนๆ จากสายลมข้างกาย ขณะกำลังดิ่งลง พวกเขาสองคนต่างเพ่งมองกันและกัน

บางคนปากไม่เอ่ยเรื่องความรัก แต่มีความรักซ่อนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจ เป็นความยึดมั่นที่หากเข้าใจ ก็จะยิ้มไปได้ชั่วชีวิต

บางคนมักจะเผยรอยยิ้มบางบนใบหน้า เสน่ห์ของสตรีโตเต็มวัยทำให้นางเป็นเหมือนพี่สาว แต่อย่าได้ถูกความอ่อนโยนของนางหลอก สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังความอ่อนโยนคืออีกด้านหนึ่งของนิสัย แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ด้วยความแน่วแน่ในใจแล้ว นางจะเลือกเดินไปให้ถึงที่สุด

หากไปบนฟ้าก็จะสง่าผ่าเผยไปพร้อมกัน หากลงนรกก็จะตกอยู่ในความทุกข์ทรมานไปพร้อมกับเจ้า

หากเจ้าคือสีขาว ข้ายอมให้ตัวเองเปลี่ยนเป็นสีขาว หากเจ้าเลือกสีดำ เช่นนั้นข้า….ก็จะเป็นค่ำคืนมืดกลางฟ้าเหมือนกับเจ้า

“เจ้าช่วยข้าไว้อีกแล้ว…ครั้งนี้ ข้าได้เห็นหน้าเจ้าชัดๆ แล้ว” สวี่ฮุ่ยเผยรอยยิ้มงดงาม

“เหตุใดไม่เรียกข้า” ซูหมิงกล่าวเสียงเบา

“คนที่จับหินภูเขาไม่อยู่คือข้า ไม่ใช่เจ้า…” สวี่ฮุ่ยก็กอดซูหมิงไว้เช่นกัน เส้นผมนางปลิวไสว พัวพันบนใบหน้าซูหมิง ปกปิดดวงตาเขาเอาไว้

สวี่ฮุ่ยกอดซูหมิงไว้แน่น เอาใบหน้างามซุกตรงบ่าเขา หลับตาลง ใบหน้าเผยรอยยิ้ม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความขมขื่นที่ซูหมิงมองไม่เห็น

เวลานี้เอง เสียงคำรามต่ำแว่วมาใกล้มาก ภายในหมอกขมุกขมัวรอบๆ มีศีรษะใหญ่ยักษ์โผล่ออกมา มันเป็นสีดำ ด้านบนมีตุ่มหนองขึ้นเต็มไปหมด ลักษณะของมัน…เห็นได้รางๆ ว่าเป็นเหนียนอิ๋นผู้ฝึกฌานที่ตกลงมาก่อนหน้านี้!

เพียงแต่ว่าร่างกายเขาใหญ่ขึ้นหลายเท่า แค่ศีรษะก็มีขนาดหนึ่งจั้งแล้ว ทั้งตัวเขาลอยอยู่ในหมอก กำลังแสยะยิ้มให้ซูหมิงกับสวี่ฮุ่ย

หมอกม้วนตลบออก จังหวะที่เผยร่างเหนียนอิ๋นขนาดสิบกว่าจั้งออกมาอย่างสมบูรณ์ ซูหมิงเห็นว่าตัวฝ่ายตรงข้ามเต็มไปด้วยตุ่มหนองเหลือคณนานับ กระทั่งมีไม่น้อยที่แตกไปแล้ว มีของเหลวสีเหลืองไหลออกมา อีกทั้งยังมีกลิ่นเน่าเหม็นโชยไปโดยรอบ

เหนียนอิ๋นคำรามเสียงต่ำแล้วพุ่งกระโจนใส่ซูหมิง

เขาอ้าปากกว้าง มีน้ำลายเหนียวยืดเป็นเส้นไม่น้อย ดูแล้วน่าสยดสยองอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็เหมือนอยากจะกินซูหมิงกับสวี่ฮุ่ยด้วย

ซูหมิงใจสั่นวูบหนึ่ง ทว่าตอนนี้เขาไม่มีขั้นพลังจึงไม่มีวิธีรับมือแม้แต่น้อย สัตว์ร้ายที่กลายร่างจากเหนียนอิ๋นกำลังเข้ามาใกล้ ทันใดนั้นมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยตุ่มหนอง ข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากหมอก คว้าร่างเหนียนอิ๋นเอาไว้แล้วกระชากไปข้างหลัง

ร่างกายสิบกว่าจั้งของเหนียนอิ๋นพลันถอยไป เมื่อถูกเหวี่ยงไปแล้ว ก็มีสัตว์ร้ายที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าขนาดหลายสิบจั้งโผล่ออกมาจากในหมอก

เห็นได้ชัดว่าสัตว์ร้ายตัวนี้ก็เคยเป็นผู้ฝึกฌานเหมือนกัน แต่กลับตัวใหญ่กว่า ตุ่มหนองทั่วร่างมีนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีเส้นเลือดดำปูดโปน มันร้องคำรามด้วยดวงตาแดงก่ำ จ้องซูหมิงด้วยความคลุ้มคลั่งและเจ็บปวด

“เจ้า…เป็นของข้า!” มันตะโกนเป็นคำพูดไม่ชัดเจน จังหวะที่พุ่งไปหาซูหมิง เขาเห็นว่าในหมอกมีสัตว์ร้ายร่างแปลงจากผู้ฝึกฌานแบบนี้อีกสิบกว่าตัวโผล่ออกมาพร้อมกัน

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้เคยมาที่ยอดเขานี้ แต่ตกลงมาในเหวลึก และไม่รู้ด้วยว่าเพราะเหตุใดพอพวกเขาตายไปแล้วถึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่คนไม่ใช่ผีแบบนี้

หากซูหมิงยังมีขั้นพลัง ก็คงจะไม่สนใจวิญญาณร้ายจากผู้ฝึกฌานที่อาจจะตายหรือไม่ตายเหล่านี้ แต่ว่าตอนนี้เขาอ่อนแอราวกับคนธรรมดา พละกำลังก็เช่นกัน อย่าว่าแต่สิบกว่าตัวนี้เลย เพียงแค่ตัวเดียวเขาก็ไม่มีวิธีรับมือแล้ว

วิญญาณร้ายจากผู้ฝึกฌานที่เพิ่งตะโกนไปเมื่อครู่ ตอนนี้พุ่งมาหาซูหมิงพลางร้องคำราม วิญญาณร้ายสิบกว่าตัวข้างๆ มัน รวมถึงเหนียยอิ๋นที่ถูกเหวี่ยงไป ก็ร้องคำรามพร้อมกับพุ่งมาหาเขาเช่นกัน

ซูหมิงลอบถอนหายใจ สายตามองสวี่ฮุ่ย สวี่ฮุ่ยก็มองเขา ก่อนจะหลับตาลง

ทว่าทันทีที่หลับตา กลับมีเสียงตะโกนต่ำดังแว่วมาจากข้างบนเหวลึก

“พวกเจ้าจับเอาไว้!” สิ้นเสียงก็มีโซ่เหล็กยักษ์หย่อนลงมาในเหวลึก ลงมาจนถึง ซูหมิงในพริบตา ซูหมิงใช้มือขวาคว้าโซ่เหล็กเอาไว้ ทันใดนั้นเอง มีพละกำลังสูงส่งมาจากข้างบน กระชากร่างซูหมิงกับสวี่ฮุ่ยขึ้นไปอย่างว่องไว

เสียงคำรามดังดุเดือดขึ้น วิญญาณร้ายสิบกว่าตัวรอบๆ ต่างร้องคำรามด้วยความโกรธพลางไล่ตามไปพร้อมกัน หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ด้วยการกระชากอย่างรวดเร็วของโซ่เหล็ก มีโอกาสหลายส่วนที่ซูหมิงกับสวี่ฮุ่ยจะพุ่งออกจากเหวลึกได้

แต่ว่าช่วงที่โซ่เหล็กถูกกระชากขึ้นอย่างรวดเร็ว โซ่กลับหยุดชะงัก

“หวงเหมย นี่หมายความว่าอย่างไร!” น้ำเสียงเกรี้ยวโกรธดังมาจากข้างบนอีกครั้ง เป็นเสียงเดียวกับก่อนหน้านี้ เพียงแต่ครั้งนี้ชัดเจนว่านั่นเป็นเสียงของ….จูโหย่วไฉ

เพราะโซ่หยุดชะงัก วิญญาณร้ายเหล่านั้นจึงร้องคำรามพร้อมเข้ามาใกล้ ตอนที่เห็นว่าจะกระโจนเข้ามา สวี่ฮุ่ยลืมตาขึ้นมองซูหมิงอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง แล้วจึงผลัก ซูหมิงให้ตนออกจากอ้อมกอดเขา ให้ตนตกลงไปในปากสัตว์ร้าย เพื่อมอบโอกาสหนีไปด้วยโซ่ให้กับซูหมิง

นี่คือการเลือกของนาง

ซูหมิงใจสั่น สายตามองสวี่ฮุ่ยออกห่างตน มือซ้ายคว้าโซ่เหล็กเอาไว้พลางแกว่งตัวเอง ส่วนมือขวาคว้าบ่าสวี่ฮุ่ยเอาไว้ เมื่อดึงอีกฝ่ายกลับมาอย่างไม่ลังเลแล้ว ก็ใช้มือซ้ายพันโซ่เหล็กไว้กับตัวนางให้กลายเป็นปม

“ขึ้นไปรอข้าข้างบน นี่คือเตาหลอมลำดับห้าของข้า ข้า….จะไม่ตาย!” ซูหมิง กล่าวจบ ในขณะที่สวี่ฮุ่ยมีสีหน้าร้อนรน เขาก็ออกแรงผลักนางขึ้นไปข้างบนแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!