Skip to content

สู่วิถีอสุรา 1393

Svtasr

ตอนที่ 1393 ศิษย์พี่ โปรดรั้งอยู่ก่อน

“อนุญาต! ตอนนี้เป็นที่จับตามองทั้งสำนัก หากเจ้าไม่อาจต่อต้านวงแหวนอาคม ที่สาม…ก็จงตายตกไป” ขณะเดียวกับที่เยี่ยหลงกล่าวขึ้น ทั้งฟ้าเหนือฟ้าชั้นห้า สำนักเจ็ดจันทราดังก้องไปด้วยเสียงต่ำ

เสียงนี้เป็นของเต้าหานชายชุดคลุมแดง

ซูหมิงมีสีหน้าปกติ เขามองเข็มทิศที่รวมจากอักขระนับไม่ถ้วนแวบหนึ่ง ทันใดนั้นเข็มทิศพลันหมุนกลับเป็นการสำเร็จวงแหวนอาคมแรก และเป็นตอนนี้เองเยี่ยหลงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในตัวสั่นไปทั่วร่าง นัยน์ตาฉายแววยึดมั่น เขาหลับตาลงช้าๆ แน่นิ่งบนเข็มทิศ

ซูหมิงมองแล้วก็ละสายตากลับ ก้มหน้ามองตราสีฟ้าในมือ เขาไม่สนใจเยี่ยหลงอีก แต่ตรึกตรองวิชาเจ็ดชะตาต่อ

เวลาผ่านไปช้าๆ สำนักเจ็ดจันทราในตอนนี้มีผู้ฝึกฌานไม่น้อยที่อยู่ฟ้าเหนือฟ้าต่างกัน กำลังจับตามองเยี่ยหลงท้าสู้กับวงแหวนอาคม จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยาม เข็มทิศอักขระนั้นเกิดเสียงดังกึกก้อง มันหมุนอีกครั้ง ความซับซ้อนในการหมุนของมันทำให้ยามที่มองไปจะมีความรู้สึกตาลาย

“วงแหวนอาคมที่สอง!” เสียงจากชายชุดคลุมแดงดังก้องเบาๆ ทำให้ศิษย์สำนักเจ็ดจันทราที่มากกว่าเดิมเพ่งมองเยี่ยหลง

ซูหมิงเหมือนไม่ได้ยิน เขาตกอยู่ในห้วงวิชาเจ็ดจันทราต่อ จนกระทั่งผ่านไป สองชั่วยาม เยี่ยหลงบนเข็มทิศตัวสั่นไปทั่วร่าง เส้นเลือดปูดขึ้นบนใบหน้า กัดฟันคำรามเสียงต่ำ ต่อมาเข็มทิศพลันหมุนอีกครั้ง อักขระวนเวียน ช่วงที่เปล่งแสงหมื่นจั้ง เสียงชายชุดคลุมแดงดังแว่วมาอีกครั้ง

“วงแหวนอาคมที่สาม”

ขณะเสียงดังก้อง ก็พบว่าเหนือเยี่ยหลงปรากฏเข็มทิศอีกอัน เข็มทิศสองอันนี้หมุนโคจรพร้อมกัน เยี่ยหลงมีโลหิตไหลตรงมุมปาก แต่ก็ยังยืนหยัดไว้

ผ่านไปเกือบสี่ชั่วยาม ตอนที่ตะวันยามเช้าของวันที่สองลาลับ เยี่ยหลงส่งเสียงร้องสะเทือนฟ้า เข็มทิศข้างบนเขาพลันหายไป ก่อนค่อยๆ ยืนขึ้นในอาการตัวสั่น เวลานี้เองซูหมิงได้ยินเสียงอื้ออึงจากผู้ฝึกฌานสำนักเจ็ดจันทรา

“ศิษย์ต่อต้านวงแหวนอาคมที่สามตามที่อาจารย์สั่งสอนได้แล้ว!” เยี่ยหลงสูด ลมหายใจเข้าลึก ก่อนประสานมือคารวะยอดเขาไกลออกไปลึกๆ

ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นยังกวาดสายตามองยอดเขารอบๆ พลางพูดขึ้น

“หวังเทา แซ่เยี่ยผ่านวงแหวนอาคมที่สามแล้ว เจ้า…กล้าท้าสู้กับวงแหวนอาคมจิตเต๋าสยบเงาเหมือนกับข้าหรือไม่!” เมื่อคำพูดเยี่ยหลงดังกังวาน ศิษย์สำนักฝ่ายในเจ็ดจันทราบนฟ้าเหนือฟ้าชั้นสี่เริ่มพูดคุยกันทันที กระทั่งชั้นสาม ชั้นสอง ชั้นหนึ่ง ก็เป็นเช่นนี้

ต่อให้เป็นชั้นห้าที่ซูหมิงอยู่ ตอนนี้…ก็มีไม่น้อยที่สนใจเรื่องนี้

ซูหมิงมีสีหน้าปกติ เขามองไปทางเยี่ยหลงแวบหนึ่ง ไม่ได้ตอบอะไร แต่หลับตาลง เขารู้วิธีการฝึกวิชาเจ็ดชะตาเล็กน้อยแล้ว ผ่านไปครู่หนึ่งตอนที่ลืมตาขึ้น เขายกมือขวาชี้เงาตัวเอง ร่างเงาเขาบิดเบี้ยวโดยพลันเหมือนเกิดการซ้อนทับ

เสียงเยี่ยหลงดังกึกก้อง ทว่าผ่านไปพักใหญ่ซูหมิงก็ยังไม่เคลื่อนไหว เขาจึงพูดแบบเดิมอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครตอบ สุดท้ายเยี่ยหลงหมุนตัวกลับเป็นสายรุ้งยาวบินไปยังยอดเขาไกลๆ คล้อยหลังเขา เข็มทิศจากอักขระที่นี่ค่อยๆ หายไป

สำนักเจ็ดจันทรากลับมาสงบอีกครั้ง แต่นามของเยี่ยหลงกลับเป็นที่จดจำของศิษย์สำนักฝ่ายในอย่างลึกซึ้งยิ่ง

เวลาผ่านไปพริบตาเดียวก็หนึ่งปี ในหนึ่งปีนี้ เยี่ยหลงทำการท้าประลองกับ วงแหวนอาคมจิตเต๋าสยบเงาครั้งที่สอง ครั้งนี้เขาผ่านวงแหวนอาคมที่สี่ สามปีต่อมาเขาผ่านวงแหวนอาคมที่ห้า!

ผ่านไปอีกสี่ปีเขากลายเป็นคนที่ผ่านวงแหวนอาคมที่หกซึ่งไม่ถือว่ามีคนทำได้มากนัก พูดได้ว่าในแปดปีนี้ เยี่ยหลงมีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักเจ็ดจันทรา แทบไม่มีศิษย์คนใดไม่รู้จัก อีกทั้งเขา…ยังเริ่มถูกศิษย์ในสำนักมองว่าเป็นโอรสสวรรค์ที่มีพรสวรรค์ สูงสุดด้วย

เพราะเยี่ยหลงใช้เวลาไปเพียงแปดปี แต่คนที่ผ่านวงแหวนอาคมที่หกเหมือนกันใช้เวลามากกว่าเยี่ยหลงมาก

ส่วนซูหมิงเหมือนถูกลืมไป ไม่ว่าจะเป็นหลันหลันหรือชายชุดคลุมแดงล้วนไม่เคยปรากฏต่อหน้าซูหมิง เว้นแต่…

หลังจากเยี่ยหลงท้าประลองจบทุกครั้งจะพูดออกไปอย่างยึดมั่น ถามซูหมิงว่า กล้าท้าประลองวงแหวนอาคมหรือไม่ ดังนั้นแล้ว ซูหมิงจึงดูเหมือนถูกลืม แต่ในศิษย์สำนักก็ยังมีชื่อเสียงมาก

เพียงแต่ว่าชื่อเสียงส่วนใหญ่จะเป็นด้านลบ…

แปดปีมานี้ซูหมิงตรึกตรองวิชาเจ็ดชะตามาตลอด ระหว่างนั้นเขาลองมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยพอใจนัก จนกระทั่งยามเช้าตรู่วันหนึ่งในแปดปีให้หลัง ซูหมิงยกมือขวาขึ้นทำสัญลักษณ์มือกดเงาตัวเอง เขาพลันกัดปลายลิ้นพ่นโลหิตมาหนึ่งคำ ให้โลหิตนั้นสาดลงบนเงา

โลหิตหลอมละลายโดยพลัน ส่งผลให้เงานั้นกลายเป็นสีแดง จากนั้นซูหมิงดึงมือกลับช้าๆ เงาเขาเกิดการบิดเบี้ยวซ้อนทับขึ้น…มีเงาสีแดงร่างหนึ่งแยกออกจากข้างบน!

ใต้ร่างซูหมิงจึงมีสองเงา!

เงาหนึ่งสีดำ อีกหนึ่งสีแดง เงาสีแดงค่อยๆ ปรากฏอวัยวะทั้งห้า เริ่มเหมือนกับซูหมิง ดวงตาซูหมิงวาววับ ก่อนยกมือซ้ายตบบนเงาสีแดงนั้น เงานั้นจึงหายไปทันที

ทว่าช่วงที่เงาหายไป ภายในฟ้าดินชั้นแรกของสำนักเจ็ดจันทรา ตรงตำแหน่งเดียวกับกลางยอดเขาฟ้าเหนือฟ้าชั้นห้าที่ซูหมิงอยู่กลางเทือกเขาโอบล้อม บนผนังหินที่ นูนขึ้น…มวลอากาศพลันบิดเบี้ยว ปรากฏเงาร่างหนึ่ง

ร่างเงานั้นคือ ซูหมิง!

นี่ไม่ใช่ร่างแยก และก็ไม่ใช่การยึดร่าง แต่เกิดจากวิชาเจ็ดชะตาของซูหมิง เป็นเงาสะท้อนของเขา

เขาคือซูหมิง มีการเชื่อมต่อที่ตัดไม่ขาดกับซูหมิง ยามนี้เมื่อเดินออกมา เขาเงยหน้ามองฟ้า ยิ้มเล็กน้อยก่อนหมุนตัวกลับเดินลงเขา เขาอยากทดลองชะตาแห่งเงาสะท้อนนี้ว่าต่างอะไรกับร่างแยกหรือไม่

เพิ่งเดินไปได้หลายก้าว ซูหมิงได้เข้าใจอะไรมากมาย ระหว่างที่ดวงตาสองข้างเป็นประกาย ร่างเงาเขาหลอมรวมเข้าไปในภูเขา มาปรากฏอีกทีตรงตีนเขา

‘ไม่ใช่ร่างจริง คงอยู่ร่วมกับอากาศ ดังนั้นจึงยากจะทำลาย แต่ก็ไม่ใช่วิญญาณอีก…วิชาเจ็ดชะตานี้ไม่ธรรมดา’ ซูหมิงพึมพำ ตอนที่เดินลงตีนเขา ซูหมิงพลันหยุดชะงัก มองไปยังป่าไผ่ตรงตีนเขาทางขวา และยังมีร่างเงาสตรีที่เหมือนนั่งขัดสมาธิอยู่ กลางป่าไผ่

เหมือนกับมีเพลงซวินลอยล่องอยู่รอบๆ อย่างไม่รู้ตัว

เขามองร่างเงาหลังป่าไผ่ เขารู้ว่านางก็คือศิษย์อีกคนของชายวัยกลางคนจีวรเต๋าฟ้าคราม เป็นศิษย์น้องหญิงที่เขาไม่เคยพบมาก่อน

เขาไม่ได้รบกวนการฝึกของอีกฝ่าย แต่ละสายตากลับ หมุนตัวเดินไกลออกไป ลงเขาเดินเข้าไปยังสำนักที่เผยอยู่ภายนอกสำหรับปุถุชนแห่งแคว้นกู่จั้ง

“ได้ยินหรือไม่ ศิษย์พี่ใหญ่เยี่ยหลงน่าจะบุกวงแหวนอาคมจิตเต๋าสยบเงาต่อในอีกหลายวันนี้ ข้าได้ยินศิษย์พี่แห่งชั้นสองพูดว่าเห็นร่องรอยของยันต์แล้ว”

“ไม่รู้ว่าครั้งนี้ศิษย์พี่ใหญ่เยี่ยหลงจะสำเร็จหรือไม่…”

“วงแหวนอาคมที่เจ็ดไม่ได้ผ่านง่ายขนาดนั้น พวกเจ้าเข้าสำนักมาไม่นานจึงไม่รู้ ข้าเคยได้ยินมาว่าจริงๆ แล้ววงแหวนอาคมจิตเต๋าสยบเงาเป็นวงแหวนอาคมโบราณที่ผู้อาวุโสใหญ่สิบสามท่านได้มาจากที่ใดไม่รู้ มันมีทั้งหมดสิบสามชั้น เล่าลือว่าแม้แต่ ผู้อาวุโสใหญ่สิบสามคนยังไม่ผ่านชั้นที่สิบสอง!”

ซูหมิงเดินอยู่ในสำนักเจ็ดจันทรา ตลอดทางเจอกับศิษย์ในสำนักไม่น้อย คนเหล่านี้ส่วนใหญ่คุยกันถึงเรื่องเยี่ยหลง ถึงอย่างไรแปดปีมานี้นามของเยี่ยหลงก็ โด่งดังในสำนักเจ็ดจันทรา แปดปีผ่านวงแหวนอาคมที่หก ซึ่งแบบนี้น่าตกตะลึงยิ่งนัก กระทั่งได้รับความเลื่อมใสอันแรงกล้าจากศิษย์อีกไม่น้อย

ประกอบกับฐานะ นั่นคือศิษย์ของเต้าหานหนึ่งในสิบสามผู้อาวุโสใหญ่ แม้จะไม่ใช่สายตรง แต่เป็นเพียงศิษย์ทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีสิทธิ์อยู่ฟ้าเหนือฟ้าชั้นห้า ได้แต่อยู่ชั้นสี่ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็มากพอจะเป็นที่อิจฉาต่อผู้ฝึกฌานสำนักเจ็ดจันทราแล้ว

“มีอะไรกัน แค่วงแหวนอาคมชั้นหกเองมิใช่รึ สำหรับพวกเราอาจจะน่าตกใจ แต่ในศิษย์ชั้นสองก็มีคนผ่านวงแหวนอาคมชั้นหกอยู่เล็กน้อยเช่นกัน โดยเฉพาะศิษยพี่เหล่านั้นของชั้นสาม พวกเขาแทบทุกคนผ่านวงแหวนอาคมชั้นหกแล้ว จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกศิษย์พี่ใหญ่ของชั้นสี่!”

“จะเปรียบแบบนี้ไม่ได้ พวกเขาใช้เวลากี่ปีกันถึงจะผ่าน แต่เยี่ยหลงใช้แปดปี แปดปีก็ทำได้ถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าดูบ้างว่ายังมีใครทำได้อีก!”

“มีหวังเทาด้วยไม่ใช่รึ เฮอะๆ ทุกครั้งเยี่ยหลงจะยั่วยุอีกฝ่าย แต่อยากรู้จริงๆว่าคนที่แกร่งกว่าเยี่ยหลงในตอนนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

“พูดถึงหวังเทาก็น่าแปลก แทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเขาเลย ตอนนั้นเขาเข้าสำนักฝ่ายในพร้อมกับเยี่ยหลง แต่เยี่ยหลงได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่เต้าหาน ส่วนหวังเทา เหมือนหายสาปสูญไปเลย”

ระหว่างที่ซูหมิงเดินหน้าไป เสียงสนทนาดังแว่วเข้าหูเขาไม่หยุด ซูหมิงย่อมไม่สนใจคำพูดเหล่านี้ ระหว่างทางเขาเห็นเงาของคนจำนวนมาก และก็เห็นว่าเมื่อตนเดินผ่าน เงาพวกเขาจะบิดเบี้ยวเหมือนมัวหมองไปไม่น้อย แต่เงาของตน…กลับใหญ่ขึ้นกว่าตอนแรกสุดเสี้ยวหนึ่ง

อีกทั้งเขายังพบอีกว่าใต้เท้าตนไม่มีเงา

เขาเดินวนหนึ่งรอบจนคลับคล้ายว่าจะเข้าใจ ช่วงที่หมุนตัวกลับจะกลับยอดเขานั้น มีน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความกระตือรือร้นดังแว่วมาจากข้างหลัง

“ศิษย์พี่ โปรดรั้งอยู่ก่อน!”

เสียงนี้ดังขึ้นข้างหลังซูหมิง ซูหมิงหยุดนิ่ง หมุนตัวกลับ เขาเห็นว่าข้างหลังตน มีร่างเงาหนึ่งกำลังวิ่งมาอย่างเร็วไว

นั่นคือ ชายชราปากแหลมแก้มลิง สวมอาภรณ์ของศิษย์ทั่วไป

เขาวิ่งเข้ามาพลางตะโกนด้วยสีหน้าเป็นมิตร

“ศิษย์พี่ช้าก่อน ช้าก่อน เฮอะๆ เห็นศิษย์พี่มีบุคลิกลักษณะไม่ธรรมดา เห็นได้ว่ามิใช่คนทั่วไป ภายภาคหน้าจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน กดขี่อยู่หนือหมื่นคน” ชายชราหอบหายใจแรง เมื่อมาอยู่ข้างซูหมิงแล้วก็พูดไม่หยุด

“ศิษย์พี่ ศิษย์น้องว่าศิษย์พี่ก็คงคิดว่าเรามีชะตาต้องกัน เอาแบบนี้ ข้ามีสมุนไพรเม็ดยาวิญญาณอยู่เล็กน้อย ช่วยในการฝึกฝนได้ ทำให้ศิษย์พี่เก่งกาจขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาปกติข้าจะไม่ขายคนแปลกหน้า ใครใช้ให้ถูกชะตากับศิษย์พี่กันล่ะ มาๆๆ ท่านมาดูก่อน” ชายชราพูดพลางเข้าไปใกล้ซูหมิง ก่อนเปิดอกเสื้อออก เผยขวดยา สิบกว่าขวดที่แขวนอยู่ข้างใน

“เป็นอย่างไรบ้าง มีที่ชอบหรือไม่ ท่านรู้จักเยี่ยหลงหรือไม่ ข้าจะบอกให้ ตอนนั้นหากเยี่ยหลงไม่ได้ซื้อยาวิญญาณของข้าก็คงไม่มีทางผ่านวงแหวนอาคมที่หก!” ชายชราแนะนำทันที ทั้งยังหยิบขวดยาออกมาทีละขวดพลางพูดกับซูหมิงไม่หยุด

“ข้ายังมีสมุนไพรอีกเล็กน้อยด้วย ท่านดูอันนี้…เจ้าท่านดูอันนี้อีก ข้าจะบอกให้นะศิษย์พี่ อันนี้ขายให้ท่านไม่ได้ เพราะเยี่ยหลงจองล่วงหน้าไว้แล้ว

และยังมีอันนี้…อุบ่ะ อันนี้ก็ไม่ได้ ผู้อาวุโสใหญ่ห้ามให้ข้าขาย แต่หากท่านถูกใจจริงๆ เห็นแก่ที่เรามีชะตาต้องกัน ข้าจะกัดฟันขายให้!” ชายชราพูดน้ำลายกระเด็น พูดไปพูดมาก็สังเกตเห็นว่าซูหมิงเงียบ จึงเงยหน้าขึ้นมองซูหมิงโดยจิตใต้สำนึก

เหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าตาซูหมิงชัด พอมองไปเขาอึ้งก่อน แต่ไม่นานก็หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง

“จะ…เจ้า…” เขามีสีหน้าตื่นกลัวและเหลือเชื่อ ตอนนี้เหมือนกับเจอเรื่องที่ น่าตกใจที่สุดในชีวิต!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!