บทที่ 373 ใครไปนำดาบมังกรเขียวมาที! (ต้น)
……
“คนผ่านไปผ่านมา!” ……
……
เยี่ยฉวนเกือบหัวเราะด้วยความขบขัน!……
..
“มันบอกว่าแค่ผ่านมาเท่านั้น!”
ชายคนที่อยู่ต่อหน้าเยี่ยฉวนไม่ใช่แค่คนเดินผ่านหรอก กลับเป็นพวกชอบก่อความวุ่นวายเสียละมากกว่า แต่เยี่ยฉวนก็ปล่อยให้ผ่านไป
ชายหนุ่มเก็บกระบี่คืนสู่ฝัก
จากนั้นจึงควบม้าเพลิงโลกันตร์ออกไป
คนถือทวนยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นจนเต็มหน้าผาก
เขานั้นเป็นสุดยอดผสานเทพซึ่งจัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของยอดฝีมือรุ่นใหม่ในแผ่นดินชิง ทว่าชั่วขณะหนึ่งเขารับรู้ได้ทันทีว่าขั้นพลังของตนไม่อาจตอบโต้เยี่ยฉวนได้ เสียแรงที่สู้อุตส่าห์เฝ้ารอมาร่วมหนึ่งชั่วยาม.
ขั้นฝีมือห่างชั้นกันมากนัก!
พักใหญ่ต่อมา ชายหนุ่มจึงยิ้มออกมาได้พลางสั่นศีรษะ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
.
สถานศึกษาฉางมู่ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าอวิ๋น
ในหอโถง สถานที่ที่รวมเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดของฉางมู่ ขณะนั้นบรรยากาศกำลังตึงเครียด
ศิษย์และคนชั้นหัวกะทิที่ส่งไปแคว้นเจียงถูกสังหารจนหมดสิ้น!
หากนั่นยังมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือเยี่ยฉวนไม่ได้กลับไป แต่เป็นคนจากฉางหลานที่ทำลายคนชั้นหัวกะทิของฉางมู่จนสิ้น
หมายความว่าเวลานี้สถานศึกษาฉางหลานก้าวสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองแล้ว!
บัดนี้ใบหน้าของมู่ซ่วนชิง ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ในจุดกึ่งกลางหอโถงกลับเย็นชายิ่งนัก
นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ความสูญเสียของสถานศึกษาฉางมู่ในอาณาจักรต้าอวิ๋นครั้งนี้นับว่าเสียหายใหญ่หลวง แม้ว่ายอดยุทธ์ขั้นผนึกยุทธ์เพียงไม่กี่คนที่ต้องจบชีวิตจากการต่อสู้ แต่ที่สูญเสียมากที่สุดเห็นจะเป็นเหล่ายอดฝีมือในขั้นต่ำกว่าผนึกยุทธ์ซึ่งล้มตายไปเป็นจำนวนมาก!
การต่อสู้ได้สร้างความเจ็บปวดลึกล้ำให้แก่ฉางมู่ สั่นคลอนลึกล้ำไปจนกระทั่งฐานราก!
กล่าวได้ว่าถึงแม้เยี่ยฉวนจะยุติการฆ่าฟันไปเดี๋ยวนี้ ฉางมู่จะต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ในภายหน้าด้วยจำนวนยอดฝีมือมีเหลือเพียงน้อยนิด
อย่าลืมว่าสถานศึกษาฉางมู่ฝากความหวังไว้กับศิษย์รุ่นใหม่ที่เป็นตัวแทนแห่งอนาคต
ทว่าบัดนี้ ห้าถึงหกในสิบส่วนของศิษย์รุ่นใหม่ถูกสังหารสิ้นแล้ว ที่ร้ายกว่านั้นเมื่อเยี่ยฉวนเดินทางถึงเมืองหลวง เขาจะตามมาเข่นฆ่าคนที่ฉางมู่แน่นอน.
ไม่มีใครทนเห็นสภาพเช่นนั้นได้!
พลันเสียงของใครคนใดคนหนึ่งที่นั่งในลานเอ่ยถามขึ้นว่า “ถ้าเยี่ยฉวนใช้ความเร็วขนาดนี้ อีกนานแค่ไหนกว่าจะมาถึงเมืองหลวง?”
ชายชราคนหนึ่งตอบเสียงแห้ง “ถ้าไม่มีใครขัดขวาง ราวสิบวันก็คงถึงเมืองหลวง”
“สิบวัน!”
พลันทุกสายตาหันไปมองมู่ซ่วนชิงเป็นตาเดียว
ฝ่ายผู้ที่นั่งกึ่งกลางเอ่ยเสียงเบา “ถ้ายังไม่มีใครขัดขวางเขาได้ภายในยี่สิบวันนี้ เกรงว่าเขาคงจะสังหารศิษย์รุ่นใหม่หมดทั้งสถานศึกษาฉางมู่ก่อนที่กำลังเสริมจะมาถึงเป็นแน่”
ภายในยี่สิบวันนี้ พวกเขาต้องหาทางขัดขวางเยี่ยฉวนให้ได้!
แต่คำถามที่ตามมาคือพวกเขาจะขัดขวางเยี่ยฉวนได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขห้ามยอดยุทธ์ขั้นผนึกยุทธ์เข้ามายุ่งเกี่ยวเช่นนี้
มู่ซ่วนชิงลุกพรวดและผลุนผลันออกไปเสียจากตรงนั้นทันที
ทุกคนในหอโถงสีหน้างงงันได้แต่มองกันไปมา
หลังจากที่ออกมาจากสถานศึกษาฉางมู่แล้ว ชายวัยกลางคนมู่ซ่วนชิงก็ตรงแน่วไปยังวังหลวงแห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นทันที ทว่าโชคไม่ดีที่คราวนี้มีนางกำนัลออกมาขวางไว้ที่ประตู จึงไม่สามารถผ่านเข้าไปภายในได้โดยสะดวก
มู่ซ่วนชิงพยายามกวาดตามองลึกเข้าไปในเขตพระราชฐาน “เจ้าช่วยกราบทูลฮ่องเต้เกาซานทีว่า ข้าขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วน!”
นางกำนัลคารวะพลางค้อมตัวเล็กน้อย “อาจารย์ใหญ่มู่ องค์ฮ่องเต้เกาซานมิได้อยู่ในวังหลวง เจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความฉงน “ไม่ได้อยู่ที่นี่? ถ้าอย่างนั้นพระองค์อยู่ที่ไหน?”
หญิงกำนัลสั่นศีรษะ “ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
มู่ซ่วนชิงได้แต่นิ่งงันด้วยมิรู้จะทำประการใด ครู่ใหญ่ต่อมาแววตาคนค่อยแปรเปลี่ยนเหี้ยมเกรียม “เยี่ยฉวน เจ้าบังคับให้ข้าต้องทำเช่นนี้! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมปล่อยวาง ฉะนั้นก็จงพินาศไปด้วยกัน!”
หลังจากหยุดรำพึงกับตนเอง มู่ซ่วนชิงจึงกลับไปด้วยความผิดหวัง
ภายในวังหลวง!
สตรีผู้หนึ่งทำท่าหมอบอยู่กับพื้น เบื้องหน้าของนางมีมดตัวน้อยกำลังเดินชักแถวยาวเหยียด และสตรีก็ดูท่าขมักเขม้นกับการนับมดเหล่านั้นทีละตัวๆ “หนึ่ง สอง สาม……”
ขณะนั้นเอง นางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนไม่ห่างนัก “ทูลฮ่องเต้ อาจารย์ใหญ่มู่กลับไปแล้ว เพคะ”
สตรีหาได้ใส่ใจคำกล่าวแต่อย่างใดและยังคงตั้งอกตั้งใจนับตัวมดต่อไป เมื่อเห็นเช่นนั้นอีกฝ่ายจึงถอยหลังออกไปอย่างเชื่อฟัง และไม่กล้าแสดงอาการเป็นที่รบกวนต่อนางอีก
ไม่แน่ชัดว่าเวลาผ่านนานเท่าใด สตรีตรงหน้าปรบมือพลางพูดด้วยความตื่นเต้น “สี่ร้อยเจ็ดสิบเอ็ดตัว……”
คนพูดแล้วก็นิ่วหน้าเล็กน้อย “ทำไมมีมดเพิ่มมาตัวหนึ่งจากครั้งก่อน? ข้านับผิดอย่างนั้นหรือ? ต้องนับใหม่อีกรอบ……”
หลังจากนั้นนางก็เริ่มนับใหม่อีกครั้ง
อีกมุมหนึ่ง นางกำนัลก้มศีรษะต่ำลง ไม่กล้าส่งเสียงให้เป็นการรบกวน
หากต่อมาสตรีเงยหน้าขึ้นทันควัน พลันหันมาถามนางกำนัลที่ยืนอยู่ “เจ้าว่าคนแซ่มู่กลับไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
นางกำนัลรีบตอบรวดเร็ว “เพคะ อาจารย์ใหญ่มู่ไปแล้ว!”
สตรีอีกฝ่ายจึงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “ดูเหมือนตอนนี้คนแซ่มู่กำลังตกที่นั่งลำบาก บางทีเขาอาจคิดเล่นไม่ซื่อโดยร่วมมือกับดินแดนอันธการ! พวกคนไร้ยางอายสองมหาอำนาจร่วมมือกันกลั่นแกล้งเยี่ยฉวน คนพวกนี้ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไร้มนุษยธรรม ไร้ความปรานี และไร้ยางอายสิ้นดี……ถ้าเป็นเยี่ยฉวนข้าคงทนไม่ได้แน่!”
ขณะที่กล่าวไปพลางสีหน้าคนพูดเต็มไปด้วยความโกรธเคือง “ใครไปนำดาบมังกรเขียวน้ำหนักครึ่งตันมาให้ข้าที ข้าจะ……เอามาตัดเล็บสักหน่อย……”
นางกำนัล “……”
.
สามวันต่อมา
เยี่ยฉวนเดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงแห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นเข้าไปทุกทีๆ
ยามราตรีกาลบรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด! ท้องฟ้าในคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาวและดวงเดือน!
ในป่าทึบเยี่ยฉวนนอนพังพาบอยู่บนหลังม้าเพลิงโลกันตร์ มือทั้งสองจับกระบี่ไว้แน่นหนาขณะเขาหลับสนิทด้วยเสียงกรนที่ดังออกมาเป็นระยะ แต่ความที่ม้าเพลิงโลกันตร์ไม่ต้องหยุดพัก มันจึงวิ่งมุ่งไปข้างหน้าได้ตลอดเวลา ทว่าชะลอฝีเท้าลดความเร็วลง
ขณะนั้นเองจู่ๆ ม้าเพลิงโลกันตร์กลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะทางข้างหน้ามีชายชราคนหนึ่งยืนขวางอยู่ไม่ห่างไปมากนัก
ชายชราผู้นี้มีพลังขั้นผนึกยุทธ์!
เยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นมาทันที หลังจากกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเขาเดินตรงไปที่ชายชราเบื้องหน้า ทันทีที่เข้าไปใกล้เยี่ยฉวนพลันรำลึกได้ว่าคุ้นใบหน้าของผู้เยือนยามวิกาล เขาก็คือชายชราที่เคยพบกันหน้าประตูเมืองก่อนหน้า คนที่เยี่ยฉวนขอให้เข้าจู่โจมนั่นเอง!
ชายหนุ่มเดินไปหยุดตรงเบื้องหน้าอีกฝ่าย ในขณะนั้น แสงสว่างซึ่งเปล่งรัศมีออกมาจากร่างของชายชราพลันลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว!
ชั่วเพียงไม่นานประกายสว่างของคนได้ค่อยๆ ถดถอยลดลงไปทุกที ครู่ต่อมาแสงสว่างที่ออกมาจากชายชราลดระดับลงจนเหลือเท่ากับขั้นผสานเทพ!
ลดระดับพลังปราณของตนเอง!
ทำเอาเยี่ยฉวนกำด้ามกระบี่หลิงซิ่วในมือแน่นเข้าฉับพลันเมื่อเห็นเช่นนั้น



