บทที่ 427 ข้าเป็นคนอย่างนั้นหรือไง? (ต้น)
……
วันเกิด!……
……
เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่กับตระกูลเยี่ย พวกเขาขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าและอาหารการกิน จะมีเวลาคิดถึงวันเกิดได้อย่างไร?……
..
สำหรับเยี่ยฉวน……ขอแค่เขาและน้องยังมีชีวิตอยู่เคียงข้างกัน เท่านี้ก็พอใจแล้ว!
บ่อยครั้งที่มีแค่บะหมี่สักชาม ทั้งเขาและน้องก็มีความสุขที่สุดแล้ว!
เสียงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า โม่อวิ๋นฉีตบบ่าเยี่ยฉวนเบาๆ ขณะถามขึ้นว่า “มัวคิดอะไรอยู่อีก?”
เยี่ยฉวนจึงเลิกคิดเรื่อยเปื่อย และเผยยิ้มกว้าง “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เป็นวันเกิดข้า?”
อีกฝ่ายเหลือบมองไปทางจี้อันซื่อผู้ซึ่งยืนห่างไปไม่มากนักพลางว่า “พี่สาวจี้บอกข้าน่ะซี!”
จี้อันซื่อ!
เยี่ยฉวนได้ยินเช่นนั้นจึงเบนหน้าไปทางหญิงสาว ทว่าจี้อันซื่อกลับเพียงยืนเคี้ยวน่องไก่ตุ้ยๆ หน้านิ่งไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
“ช่างเถอะ มากินข้าวกันดีกว่า!”
จากนั้นโม่อวิ๋นฉีก็ดึงเยี่ยฉวนให้นั่งลงบนม้านั่งที่โต๊ะ และดึงจานอาหารมาตรงหน้าชายหนุ่มและดีดที่ขอบจาน “นี่คือมะขือเทศอบ ข้าทำเองเชียวนา ลองชิมดูสิ!”
ชายหนุ่มก้มลงไปที่จานตรงหน้า ท่าสะดุ้งพลันชะงักกึก มันคือมะเขือเทศงั้นหรือ? หน้าตายังกับขี้โคลนเละเทะ
เยี่ยฉวนเม้มปากขณะหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “อันที่จริง ข้ายังไม่หิวเท่าไร!”
โม่อวิ๋นฉีหน้าหมองลงทันตาเห็น “พวกเราสู้อุตส่าห์ตั้งใจทำ หัวขโมยพี่เยี่ยรักษาน้ำใจข้าสักนิดก็ยังดี!”
เยี่ยฉวนไม่รู้จะว่าอย่างไร จึงจะต้องหยิบตะเกียบขึ้นมาหนีบมะเขือเทศโยนใส่ปากชิ้นหนึ่ง ขณะเคี้ยวพลางมุมปากสั่นระริก
ทว่าต่อมาสีหน้าของเยี่ยฉวนพลันกลับเป็นปกติ จากนั้นก็จัดการคีบใส่ปากอีกหลายชิ้น ขณะกินไปพลางเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก “อร่อย! อร่อยอะไรอย่างนี้!”
โม่อวิ๋นฉีตะลึงตาค้าง จากนั้นจึงถามด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี “จริงหรือ?”
ชายหนุ่มผงกศีรษะหงึกๆ สีหน้าจริงจัง “จริงสิ!”
ไป่เจ๋อทำหน้าไม่เชื่อถือเท่าใดนัก จึงขยับเข้ามาใกล้เยี่ยฉวนและใช้ตะเกียบคีบใส่ปากบ้าง หลังจากเคี้ยวหงุบหงุบชั่วพริบตาเดียวก็หันมาทางโม่อวิ๋นฉี พลางทำหน้าไม่เหมือนไม่เชื่อสายตา “ยอดไปเลย!”
โม่อวิ๋นฉีหัวเราะร่ายกมือขึ้นตบป้าบลงบนบ่าของคนร่างใหญ่ “ข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าล้มข้าไม่ได้หรอกเฟร้ย! ไม่มีวัน!”
พูดแล้วมือเอื้อมไปคีบมาใส่ปากบ้าง ทันใดนั้นเขาก็พรวดพราดลุกขึ้นและวิ่งออกนอกประตูไป ก่อนจะจบลงด้วยการอาเจียนอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแค่โม่อวิ๋นฉีเท่านั้น กระทั่งไป่เจ๋อและเยี่ยฉวนก็วิ่งออกไปอาเจียนด้วยเหมือนกัน
เสร็จจากอาเจียน ทั้งสามคนรีบตะลีตะลานดื่มน้ำกลั้วคอกันยกใหญ่……
ต่อมาจี้อันซื่อเดินตรงมาทางเยี่ยฉวนพร้อมด้วยจานปลาตุ๋นและมองเยี่ยฉวนแววตามาดมั่น ชัดเจนว่าหญิงสาวเป็นคนประกอบอาหารจานนั้นด้วยตัวเอง
และต้องการให้เขาได้ลิ้มรสอาหารจานพิเศษของนาง
ชายหนุ่มก้มลงมองดูอาหารในจานสีหน้าแปลกๆ สิ่งที่บรรจุมาในจานคือ ปลาตัวเป็นๆ มันกำลังดิ้นไปดิ้นมา
ปลาเป็นๆ!
เยี่ยฉวนนั่งนิ่งตัวแข็ง ใจเต้นโครมครามประหนึ่งมีกองทัพม้าหมื่นตัวควบย่ำลงไปพร้อมกัน
โม่อวิ๋นฉีที่นั่งข้าง รีบส่งเสียงเตือนจี้อันซื่อ “พี่สาวจี้ ข้าว่าปลายังไม่ตายเลยนะนั่น!”
สายตาคมกริบของจี้อันซื่อตวัดมองโม่อวิ๋นฉีเย็นเฉียบ อีกฝ่ายจึงรีบเปลี่ยนท่าทีและรีบปฏิเสธลนลาน “ปละ.เปล่า.เปล่า ข้าพูดผิด! จะบอกว่าปลาตายแล้วต่างหาก”
แม้ว่าจี้อันซื่อมักสงวนท่าที หากนางเป็นที่เกรงกลัวของคนในฉางหลาน ด้วยความน่าขนพองสยองขวัญของนางถ้ามีใครทำให้เกิดโมโหโทโสขึ้นมา นางสามารถไล่สับคนต่อเนื่องสามวันโดยไม่หยุดพัก!
ทว่าไป่เจ๋อคงสับสนงุนงง เขามองดูปลาในจานก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดซื่อๆ “มันยังไม่ตาย!
นี่ไงดิ้นกระแด่วๆ เลย!”
ทันใดนั้นจี้อันซื่องัดมีดขึ้นมาเงื้อและฟันลงไปที่คนร่างใหญ่ ไป่เจ๋อหน้าซีดเผือดปฏิกิริยาตอบสนองทำให้ยกแขนขึ้นป้องกันตนเอง
เปรี้ยง!
ร่างของสองคนผละถอยห่างออกจากกันไปคนละจั้ง!
ทว่าขณะนั้นฝ่ายหญิงไม่ลดราว่าศอก นางพุ่งพรวดพร้อมฟาดมีดฟันฉับลงไป
ภาพต่อมาเป็นไป่เจ๋อวิ่งหนีโดยมีจี้อันซื่อวิ่งตามไล่ฟันอย่างไม่ลดละ เยี่ยฉวนและโม่อวิ๋นฉีที่เห็นแล้วต่างก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน
ราวครึ่งก้านธูปต่อมา คนสี่คนจึงกลับมานั่งล้อมรอบโต๊ะตัวเดิม
เยี่ยฉวนหยิบมีดขึ้นมาถือ ซึ่งสะดุดสายตาของจี้อันซื่อขณะนั้นหญิงสาวกำลังนั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะ จึงจับตามองมีดในมือเยี่ยฉวนด้วยความสนใจทันที
นี่คืออาวุธมีดขั้นแท้จริงระดับกลาง!
ใบมีดยาวประมาณ 36 ชุ่น คมมีดประดุจใบหลิวและบางเฉียบสะท้อนแสงเป็นประกายเย็นเยือก
ก่อนที่เยี่ยฉวนจะทันเอ่ยปาก จี้อันซื่อแบมือยื่นออกมาข้างหน้าซึ่งการแสดงออกเช่นนั้นก็เป็นที่เข้าใจอยู่ในที
ชายหนุ่มส่ายหน้าริมฝีปากคลี่ยิ้ม ก่อนจะส่งมีดที่ถืออยู่ให้กับหญิงสาวไปง่ายๆ ซึ่งคนรับไปมองดูด้วยสายตาแสดงออกถึงความพึงพอใจอย่างไม่ปกปิด
เยี่ยฉวนหันไปทางไป่เจ๋อและโม่อวิ๋นฉี ทว่าโม่อวิ๋นฉีรีบสั่นศีรษะอย่างรวดเร็วพลางว่า “เราสองคนไม่ต้องการอะไร!”
ชายหนุ่มนิ่วหน้าพลันถามกลับ “ทำไม?”
โม่อวิ๋นฉีบิดมุมปากเล็กน้อย “เราสองคนไม่ต้องการพึ่งพาเจ้าตลอดเวลา ถ้าคอยแต่พึ่งเจ้าทุกครั้งกลับจะยิ่งทำให้เราล้าหลังลงไปทุกทีๆ! ฉะนั้นถ้าเราต้องการศาสตราวุธ เราสองคนจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาด้วยตัวเอง”
ความจริงมีสาเหตุมากกว่านี้ซึ่งโม่อวิ๋นฉีมิได้เอ่ยปาก นั่นก็คือพวกเขาสองคนไม่อยากให้สถานภาพความเป็นพี่น้องกับเยี่ยฉวนต้องแปรเปลี่ยนไป
โดยทั่วไปพี่น้องย่อมช่วยเหลือกัน ทว่าถ้ามีเยี่ยฉวนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องจะมีแต่เสื่อมถอยลง ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ปรารถนาจะให้เป็นจริงขึ้นมาได้
เยี่ยฉวนนิ่งเงียบไม่พูดจาเป็นเนิ่นนาน ท้ายที่สุดเขาจำต้องยอมรับจึงพยักหน้าเบาๆ “ตกลง! ข้าจะเคารพการตัดสินใจของพวกเจ้าก็แล้วกัน!”
โม่อวิ๋นฉียิ้มเผล่ “เอาละกินข้าวกันเสียที!”
กินข้าว!
คำพูดประโยคเดียว ทำให้ทุกคนในโต๊ะอาหารเกิดอาการหน้าตึง
ครู่ใหญ่ต่อมา เยี่ยฉวนจึงกลับออกจากหอโถง
ภายในหอโถง ไป่เจ๋อมองตามหลังเยี่ยฉวนซึ่งเพิ่งเดินคล้อยหลังไป และหันมาพูดกับคนอื่นน้ำเสียงเคร่งขรึม “พวกเจ้ารู้สึกกันไหม? หัวขโมยพี่เยี่ยมีพลังแกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิม!”
พูดแล้วไป่เจ๋อก็หุบปากนิ่ง
จี้อันซื่อกำลังแทะน่องไก่พลางใช้ความคิดอยู่เงียบๆ
โม่อวิ๋นฉีส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมาเบาๆ “เขาฆ่าคนผนึกยุทธ์ได้แล้ว แต่พวกเราสิทำไม่ได้สักคน!”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราควรพยายามหมั่นฝึกฝนให้เต็มที่!”
ไป่เจ๋อท่าทางฮึกเหิม ลุกขึ้นยืนพรวดพร้อมกับฟาดฝ่ามือลงกลางโต๊ะเต็มแรง กระทั่งโต๊ะที่วางอยู่เบื้องหน้าพลันแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที



