บทที่ 507 ถามข้าสักคำไหม? (ต้น)
เรือนจำสุญญากาศ!……
อะไรคือเรือนจำสุญญากาศ?……
ตามปกติเรือนจำจะสร้างพลังสุญญากาศเป็นอุบายล่อหลอกศัตรู
การที่เยี่ยฉวนรู้ได้เช่นนี้เป็นเพราะได้พบบุรุษลึกลับคนในเหวลึกนั่นเอง คนผู้นั้นนับว่าเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่ง ทว่ากลับถูกกฎแห่งเต๋าจองจำเป็นเวลากว่า 1,000 ปีแล้ว จึงแน่ชัดว่าว่าพลังสุญญากาศของกฎเต๋าแห่งสุญญากาศเป็นพลังที่น่าเกรงขาม
ถึงแม้ตอนนี้เยี่ยฉวนอาจยังใช้พลังกฎเต๋าแห่งสุญญากาศไม่ได้เต็มที่ หากก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งโดยเฉพาะในด้านพลังสุญญากาศ
เรือนจำสุญญากาศ!
วิชากฎเต๋าแห่งสุญญากาศเป็นทักษะยุทธ์ระดับกลาง ไม่สิ ทักษะนี้ควรจัดอยู่ในทักษะประเภทพิธีกรรม!
จากข้อวินิจฉัยของตนเอง เยี่ยฉวนคิดว่าทักษะพิธีกรรมอาจไม่ส่งผลต่อคนในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงถึงกับรุนแรงนัก หากทว่าก็มิใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว!
จุดแข็งของคนยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงคือสามารถใช้พลังสุญญากาศแยกส่วน สมมติว่าครั้งหน้าเขาจะใช้พลังเรือนจำสุญญากาศเพื่อป้องกันกระบี่ชี่ ในขณะที่กำลังใช้ทักษะกระบี่เล่า?
เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะสามารถปิดช่องว่างระหว่างขั้นพลังของตนเองและฝ่ายตรงข้ามที่มีขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้อีกครั้งหนึ่ง
ชายหนุ่มกลับคืนจากภวังค์ความคิด จากนั้นจึงทำการฝึกฝนต่อไป อันดับแรกที่ต้องทำคือฝึกให้พลังเรือนจำสุญญากาศพุ่งทะยานถึงขีดสุดให้จงได้
อีกอย่างหนึ่งเรื่องที่เขาต้องทำก็คือทำให้พลังกฎแห่งเต๋าและกระบี่ผสานรวมเป็นหนึ่ง!
เยี่ยฉวนไม่อาจหลงลืมในเรื่องนี้
เป็นสิ่งที่สตรีลึกลับคอยเตือนเขามาโดยตลอด นางต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่!
ทว่าเขาต้องทำทีละขั้นทีละตอน
ตอนนี้เยี่ยฉวนไม่ได้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางหลานแล้ว เขาจึงไม่มีเรื่องต้องจัดการ ภาระที่แบกรับ หรือแรงกดดันอีกต่อไป จึงมีเวลาที่จะเอาใจใส่กับการฝึกฝนพลังได้อย่างเต็มที่
การยุบสถานศึกษาฉางหหลานชั่วคราวสำหรับเขานับว่าเป็นเรื่องดี
ขณะที่เยี่ยฉวนเอาใจใส่กับการฝึกฝนนั้น แผ่นดินชิงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร
ด้วยทั้งแผ่นดินถูกยึดพื้นที่ไปแล้วไม่น้อยกว่า 8 ใน 10 ส่วน!
โดยเฉพาะหลังจากสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีบุกเข้าแผ่นดินชิงมาในคราวนี้ พวกมันตรงเข้ายึดพื้นที่ที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในพลัน
……ซึ่งก็จำต้องเข้าใจเสียก่อนว่าจอมยุทธ์จากทั้งสองสำนักต่างก็มีนิสัยเกกมะเหรกเกเร ดังนั้นเมื่อคนของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีเข้ามา พวกจอมยุทธ์เจ้าถิ่นจึงต้องพบกับความสลดหดหู่
ทั้งนี้เหตุมันก็เพราะจอมยุทธ์เจ้าถิ่นในแผ่นดินชิงจำนวนมากไม่กล้าข่มเหงจอมยุทธ์ต่างแดนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่าอีกฝ่ายกลับกล้าข่มเหงรังแกจอมยุทธ์เจ้าถิ่นแห่งแผ่นดินชิง ด้วยฝ่ายหลังมีพลังอ่อนด้อยกว่านั่นเอง!
บัดนี้ในแผ่นดินชิงจึงมีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่ยวายไปทั่วทุกที่
เขตแดนที่ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเพียงส่วนน้อยในเวลานี้คือแคว้นหนิงและอาณาจักรต้าอวิ๋น แม้แต่คนของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผียังยกให้ดินแดนที่ว่านี้เป็นเขตหวงห้ามมิให้บรรดาศิษย์ไปข้องแวะอย่างเด็ดขาด
……นี่ถือเป็นเรื่องปกติเหตุเพราะมีเยี่ยฉวน
คนที่ยังหายตัวไปจากแผ่นดินชิง!
ถึงแม้เยี่ยฉวนไม่ได้ปรากฏตัวบนแผ่นดินชิงก็ตาม ทว่าเรื่องของเขายังถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งแผ่นดินชิง โดยเฉพาะจอมยุทธ์ต่างถิ่นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกนี้กลัวเยี่ยฉวนจนหัวหด.ที่แน่ๆ ต้องบอกว่าหวาดกลัวขนาดหนักต่อคนผู้นั้นจึงจะถูก!
ด้วยก่อนหน้าเยี่ยฉวนเข่นฆ่าสังหารโหดจอมยุทธ์ต่างถิ่นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มานักต่อนัก ที่ใดที่ชายหนุ่มไปถึงที่นั่นจะเงียบงันราวกับดินแดนสนธยา
แม้ว่าเวลานี้เยี่ยฉวนไม่ได้อยู่ที่นี่ ทว่าจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่กล้ากระทำรุนแรงกับกลุ่มอำนาจของที่นี่ที่มีความสัมพันธ์กับเยี่ยฉวนแต่อย่างใด อย่าว่าแต่แคว้นหนิงและอาณาจักรต้าอวิ๋น แม้แต่เมืองชิงและแคว้นเจียง พวกนั้นก็ไม่กล้าทำเกะกะระรานเช่นกัน
อย่างน้อยๆ ตราบใดที่เยี่ยฉวนยังไม่ตาย จอมยุทธ์ต่างถิ่นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะไม่กล้าแหยมกับคนที่เกี่ยวข้องกับเยี่ยฉวน
อย่างไรก็ตามจอมยุทธ์เจ้าถิ่นแห่งแผ่นดินชิงต่างยังสลดใจอยู่ดี
เมื่อทุกคนได้ประจักษ์เสียแล้วว่าจอมยุทธ์ต่างถิ่นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่บุกเข้ามาในแผ่นดินชิง มิใช่เพื่อต้องการค้นหาเยี่ยฉวน
โชคร้ายที่มารู้ตัวก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว
เมื่อปราศจากคนชื่อเยี่ยฉวน แผ่นดินชิงกลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าเดิม!
ดังนั้นหลายคนเริ่มออกตามหาเยี่ยฉวน ด้วยมีความหวังว่าชายหนุ่มจะยังคงกลับมาช่วย..
หลังจากสถานศึกษาฉางหลานสลายตัวไปแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งศิษย์ของฉางหลานพากันกระจายไปตามที่ต่างๆ และแยกย้ายกันไปหาสถานที่ฝึกปรือพัฒนาขั้นพลัง
ศิษย์เหล่านี้แฝงตัวอยู่ท่ามกลางชุมชน พวกเขาแอบฝึกฝนอยู่เงียบๆ เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ คอยว่าวันหนึ่งเยี่ยฉวนจะเรียกพวกเขากลับไปรวมตัวกันอีกครั้ง!
ณ อาณาจักรต้าอวิ๋น
บนขอบกำแพงเมืองหลวง เหลียนว่านลี่ยืนอยู่เงียบๆ ท่าทีเหม่อมองไปเบื้องหน้าสองมือไพล่ไว้ด้านหลัง ไม่มีใครล่วงรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด
เห็นได้ชัดว่าแขนที่ได้รับบาดเจ็บหายเป็นปกติแล้ว
คนผู้หนึ่งยืนเยื้องไปทางด้านหลัง องครักษ์สตรีที่ถูกขานนามว่าอาจั้ว
ไม่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เหลียนว่านลี่จึงพูดว่า “เวลานี้แผ่นดินชิงถูกยึดครองจนหมดแล้ว ใช่ไหม?”
อาจั้วก้มศีรษะพลางตอบ “เกือบทั้งหมดแล้วเพคะ”
“เจอตัวหรือยัง?” พลันเหลียนว่านลี่ถามรวดเร็ว
ดูเหมือนอาจั้วจะรู้ดีว่าคนที่เหลียนว่านลี่ถามถึงคือใคร จึงตอบว่า “หลังออกไปจากแคว้นเจียง เขาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลยเพคะ”
สตรีผู้ฟังพยักหน้าช้าๆ “พยายามตามหาต่อไปจนกว่าจะรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ถ้าได้ข่าวเมื่อไรบอกให้ข้ารู้ทันที!”
อีกฝ่ายมีท่าทางลังเล จากนั้นจึงพูดว่า “ฝ่าบาท แม้ว่าเขาจะมีพลังที่แข็งแกร่งแต่ใจคอคับแคบ……หลังจากที่เขาไปแล้ว เวลานี้แผ่นดินชิงจึง……”
“ถ้าเขาไม่หนีแล้วจะทำอะไรได้?”
เหลียนว่านลี่เอ่ยต่อทันที “ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ไม่เพียงต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ที่มาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่ายังต้องเจอกับจอมยุทธ์เจ้าถิ่นแห่งแผ่นดินชิงด้วย เขาทำเพื่อแผ่นดินนี้มามากพอแล้ว หน้าที่ในการปกป้องแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง”
อาจั้วก้มศีรษะพยักหน้า “เข้าใจแล้วเพคะ แต่ข้าอยากรู้ว่าทำไมฝ่าบาทจึงอยากให้ตามหาเขาให้พบ?”
สตรีคนถูกถามก้มลงมองแขนของตน รอยยิ้มอ่อนเบาแตะแต้มมุมปาก “ข้าอยากอวดแขนใหม่ของข้าไงล่ะ!”
อาจั้ว “……”
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่
ที่สำนักเหมันตอุดร
วันนี้ชายชราผู้หนึ่งเดินทางมาเยือนสำนักเหมันตอุดร ทว่าแทนที่จะมามือเปล่าเขาได้นำของขวัญมาเป็นกำนัลในการมาเยือนจำนวนมาก
เพื่อสู่ขอแต่งงาน!



