บทที่ 539 สู้กันให้รู้แพ้รู้ชนะ! (ต้น)
ทุกคนต่างตะลึงพรึงเพริดหลังจากได้ฟังคำตอบ……
เห็นหน้าแล้วไม่สบอารมณ์?……
ไป๋หลี่ออวิ๋นแอบหัวเราะเบาๆ คนผู้นี้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองกระทั่งในเวลาแบบนี้ยังไม่ยอมพูดปด คนอย่างนี้สิน่าคบหาเป็นมิตร..
ทว่าหลานอวี้มองเยี่ยฉวนด้วยสีหน้าเคียดแค้น สายตาจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เยว่ฉีอดไม่ได้ชำเลืองมองเยี่ยฉวนที่ยืนข้างๆ “ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีกว่านี้”
เยี่ยฉวนพูดไม่ออกได้แต่นิ่งอึ้ง
เสียงของฉางเสวี้ยนทะลุกลางปล้องทันที “พี่ใหญ่ ดูมันสิ! เห็นหรือยังว่ามันทั้งยโสและคิดว่าตนแน่ ถ้าขืนให้คนอย่างนี้อยู่ในสำนักต่อไป อีกหน่อยจะกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดความแตกแยกภายในสำนักของเราได้ และดูเหมือนภายนอกสำนักมันได้สร้างความหายนะอย่างมากมหาศาล! ลงโทษให้หนักเลยขอรับ!”
เฉินเป่ยฮั่นตอบยิ้มๆ ว่า “ไม่ต้องห่วง บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลบางอย่าง!”
จากนั้นเขาเบนหน้าไปมองและถามเยี่ยฉวนว่า “เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกไม่ชอบหน้านาง? ไหนลองพูดให้ข้าฟัง”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “ถึงข้าพูดไป ท่านเจ้าสำนักและท่านอื่นๆ คงจะไม่เชื่อคำพูดของข้า บางทีให้ศิษย์พี่ไป๋หลี่และศิษย์พี่กู่เยว่เป็นคนบอกท่านเองจะดีกว่า”
คนเจ้าสำนักหันไปมองไป๋หลี่อวิ๋นและกู่เยว่ คนทั้งสองเห็นเช่นนั้นรีบแสดงคารวะก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเกาะแห่งนั้นให้เฉินเป่ยฮั่นฟังอย่างรวดเร็ว
ขณะรับฟังเรื่องราว สีหน้าของฉางเสวี้ยนเริ่มบิดเบี้ยวเหยเก และจ้องมองหลานอวี้ด้วยแววตาขึ้งเคียด “เจ้าทำให้ข้าถูกคนเขาดูถูก!”
หลานอวี้ตาตกมองที่พื้น ไม่กล้าตอบโต้แม้สักคำ
คนที่ยืนข้างเยี่ยฉวน เสียงเยว่ฉีพูดว่า “ตอนนี้พวกเราคงเข้าใจแล้วว่าศิษย์ข้ามิได้มีเจตนาจะสร้างปัญหา ส่วนคนต้นเหตุของปัญหาก็ได้รับการชดใช้แล้ว ฉะนั้นข้าจะไม่เอาเรื่อง พี่ใหญ่เผอิญข้ามีธุระต้องไปสะสาง ขอตัวก่อน”
ว่าแล้วนางจึงหันไปสั่งเยี่ยฉวน “เจ้ารีบกลับไปเตรียมมื้อเย็นได้แล้ว”
ชายหนุ่มแอบหัวเราะเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหมุนตัวและวิ่งออกจากสถานที่ไป
เยว่ฉีมองตามพลางส่ายหน้า “เจ้าเล่ห์!”
จากนั้นนางจึงเดินตามออกมาอีกคน
ภายในหอโถง เสียงของเฉินเป่ยฮั่นพูดว่า “อาจารย์เยว่ ข้ามีเรื่องสำคัญอยากหารือ”
อีกฝ่ายชะงักฝีเท้าหยุดที่ด้านนอก ขณะตอบโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมอง “ท่านตัดสินใจได้อยู่แล้ว”
คนที่อยู่ภายในคฤหาสน์ส่ายหน้า พลางยิ้มเฝื่อน “เอาล่ะ ไม่มีใครรั้งเจ้าได้สินะ……”
ขณะที่พูดสายตาเหลือบมองไปยังฉางเสวี้ยน “ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าตัวต้นเหตุเป็นสำนักมารภูตผี ถึงแม้จะเป็นถึงผู้ครอบครองเต๋าอัศจรรย์ ก็ยังแอบทำพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ อยู่บ่อยครั้ง คราวนี้ถึงกับจู่โจมอย่างเปิดเผยต่อสำนักชางเจี้ยน แสดงความต้องมีกองกำลังสักแห่งหนุนหลัง”
ขณะที่ฉางเสวี้ยนทำท่าเหมือนจะเอ่ยปากพูด พลันดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ และเหลือบมองไป๋หลี่อวิ๋นและกู่เยว่รวมทั้งคนที่เหลือ “พวกเจ้าออกไปก่อน!”
ไป๋หลี่อวิ๋นและกู่เยว่จึงถอยออกจากสถานที่ทันทีโดยไม่ชักช้า
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปแล้ว ฉางเสวี้ยนจึงเอ่ยเสียงแหบห้าว “ท่านหมายถึงสำนักผู้ตรวจการเขตแดน งั้นหรือ?”
เฉินเป่ยฮั่นพยักหน้าช้าๆ “ไม่ผิดแน่”
ฉางเสวี้ยนขมวดคิ้วสีหน้าฉงนสงสัยยิ่ง “เหตุใดพวกมันจึงพุ่งเป้ามาที่เรา? สำนักชางเจี้ยนเราไม่เคยคิดร้ายต่อพวกเขาสักหน่อย!”
เฉินเป่ยฮั่นพูดพลางยิ้มน้อยๆ “ก็ไม่เชิง เมื่อหนึ่งพันปีก่อนบรรพบุรุษของสำนักชางเจี้ยนได้กระทำสังหารอดีตผู้ทรงเกียรติอย่างเหี้ยมโหดด้วยการเฉือนจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในโลกชิงฉางจะลืมเหตุการณ์ครั้งนั้นจนหมดสิ้น ทว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่เคยลืม!”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ถ้าพวกมันคิดแก้แค้นจริง คงไม่รอมาจนถึงป่านนี้!”
เจ้าสำนักผงกศีรษะ “ไม่รอแน่นอน……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ เฉินเป่ยฮั่นหันขวับไปมองฉางเสวี้ยนและบอกกับอีกฝ่ายว่า “บางอย่างไม่ชอบมาพากลบนเกาะ! ไปดูให้เห็นกับตากันเถอะ!”
หลังจากนั้นทั้งสองได้หายวับไปทันที
เพียงในเวลาไม่นาน ทั้งสองได้มาถึงยังเกาะวั่นอวี่ ทว่าในขณะนั้นเกาะขนาดใหญ่ทั้งเกาะกลับอันตรธานไปจนสิ้น!
ภาพที่ปรากฏทำให้คนทั้งสองให้มีสีหน้าครุ่นคิด
ชั่วขณะต่อมาเสียงของเฉินเป่ยฮั่นกล่าวว่า “ในอดีตเคยมีกองกำลังบางกลุ่มแอบพุ่งเป้าโจมตีสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็จริง ทว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็รู้เรื่องนี้จึงทำทุกวิถีทางเป็นการข่มขู่คนเหล่านั้น โดยเฉพาะเยี่ยฉวน และฝ่ายที่ให้การสนับสนุนเขาอยู่เบื้องหลัง เวลานี้คนผู้นี้มาปรากฏตัวบนเกาะของเรา บางทีการที่เขามาก็เพื่อหาโอกาสทำลายสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็เป็นได้ แจ้งคำสั่งของข้าออกไปตามหาเยี่ยฉวนให้พบ!”
คนรับคำสั่งพยักหน้า “ขอรับ! ข้าจะรีบส่งคนออกตามหาเยี่ยฉวนเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นเขาหันหลังกลับและหายวับจากสถานที่ไปยังเส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
คนที่ลอยตัวนิ่งอยู่บนท้องฟ้า เฉินเป่ยฮั่นค่อยหลับตาลงขณะใช้ความคิด “สำนักผู้ตรวจการแขตแดน……เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกชิงฉางคงเกี่ยวข้องกับเจ้าสินะ!”
ณ สำนักชางเจี้ยน
หลังจากเยี่ยฉวนกลับมาถึงยอดเขาอวิ่นเจี้ยน ชายหนุ่มเริ่มลงมือทำกับข้าวมื้อค่ำทันที ราวสองก้านธูปมอด อาหารนานาชนิดก็พร้อมแล้วและวางเรียงรายเต็มโต๊ะ
ทั้งสีสันละลานตา ทั้งกลิ่นหอมตลบอบอวลและเลิศด้วยรสชาติ
เยว่ฉีสูดดมกลิ่นเย้ายวนชวนน้ำลายสอและเข้าไปนั่งประจำที่ นางนั่งลงตรงกันข้ามกับเยี่ยฉวน พยักหน้าครั้งหนึ่ง “กินข้าว”
เยี่ยฉวนรีบตอบทันควัน “เชิญกินก่อนขอรับ”
สตรีไม่พูดพล่าม นางลงมือกินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย
เมื่อนั่งกินเงียบๆ ผ่านไปสักพัก พลันเยี่ยฉวนตั้งคำถามขึ้นว่า “อาจารย์ การบ่มเพาะพลังควบคุมกระบี่นี่ฝึกยากไหมขอรับ?”
“ทั้งใช่และไม่ใช่” เยว่ฉีตอบหน้าตาเฉย
ชายหนุ่มวางตะเกียบลงบนโต๊ะ และเงยหน้าขึ้นมาถามทันที “เพราะเหตุใดขอรับ?”
อีกฝ่ายเหลือตามองคนถาม “การฝึกนั้นไม่ยาก แต่การเป็นนายควบคุมมันนั้นยากมาก”
เยี่ยฉวนถามอีก “อย่างไรที่ว่าเป็น ‘นาย’ ขอรับ?”
เยว่ฉียกถ้วยซุปขึ้นจิบและตอบว่า “ผู้ฝึกสามารถต่อสู้ไปพร้อมกับเหินกระบี่!”
ชายหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เสียงถามต่อเร็วปรื๋อ “แสดงว่าไป๋หลี่อวิ๋นและคนอื่นไม่สามารถต่อสู้ขณะเหินกระบี่งั้นหรือขอรับ?”
คนอาจารย์สั่นศีรษะ “ไม่ได้!”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะโพล่งออกไปว่า “อาจารย์ข้าอยากฝึกบ่มเพาะพลังควบคุมกระบี่ขอรับ!”
ตะเกียบในมือของเยว่ฉีซึ่งกำลังขยับพลันหยุดกึก สตรีเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงข้ามสีหน้าแสดงความแปลกใจอยู่ในที “เจ้าเหินกระบี่ไม่ได้ไม่ใช่หรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ “ไม่ได้ขอรับ”
คนเป็นอาจารย์ส่ายหน้าน้อยๆ “จ้าวกระบี่ประสาอะไร แม้แต่การเหินกระบี่ยังทำไม่ได้? ข้าละเชื่อเลย!”
พูดออกไปแล้วพลางทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออก จึงหันไปบอกกับอีกฝ่ายว่า “วันนี้เจ้าเข้าไปในหอชั้นในค้นหาบันทึกล่าสุดเกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะพลังควบคุมกระบี่แท้จริง ซึ่งข้าเป็นคนคิดขึ้นมาเอง ทว่าไม่อาจนำไปเทียบกับเทคนิคบ่มเพาะพลังควบคุมกระบี่ดั้งเดิม จำไว้ว่าทีหลังห้ามแอบฝึกเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าเด็ดขาด!”



