บทที่ 548 ปฏิบัติการอย่างมีชั้นเชิงของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน! (ปลาย)
ในขณะนั้นเองเฉินเป่ยฮั่นขัดจังหวะ น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ “เจ้าใช้น้ำเสียงแบบนั้นพูดกับผู้ทรงเกียรติลู่ได้อย่างไร? เหตุใดจึงไร้มารยาทเช่นนี้? ไป จะไปไหนก็ไป!” ……
เยี่ยฉวนแสดงคารวะและถอยออกจากสถานที่ไป……
หลังจากตัวต้นเหตุคล้อยหลังไปแล้ว เฉินเป่ยฮั่นหันไปพูดกับอีกฝ่ายทำนองขอโทษขอโพย “พี่ลู่ คนหนุ่มไม่ค่อยมีเหตุผลเอาเสียเลย ขอท่านอย่าได้ใส่ใจคำพูดและอภัยให้เขาเถิด!”
ผู้ทรงเกียรติลู่ยิ้มน้อยๆ และพูดกับอีกฝ่ายทันที “พี่เฉินข้าพูดตรงๆ ที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องอยากรบกวน”
เจ้าสำนักตอบยิ้มๆ “พี่ลู่ พูดมาตามที่เจ้าคิดเถอะ!”
อีกฝ่ายพยักหน้านิดหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ข้าต้องการพาตัวอานเยี่ยกลับไป!”
เฉินเป่ยฮั่นส่ายหน้าปฏิเสธ ตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ไม่ได้!”
ผู้ทรงเกียรติลู่หันหน้าไปพูดกับฝ่ายที่อยู่ตรงหน้า “พี่เฉิน หลายพันปีมานี่พวกเราทั้งสองสำนักมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านาน ข้าไม่อยากให้ความรู้สึกดีๆ ต้องถูกทำลายเพราะคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า!”
เฉินเป่ยฮั่นโต้ทันควัน “เจ้าพูดเกินไป สำนักชางเจี้ยนไม่เคยสร้างปัญหาหรือก่อความวุ่นวาย แน่นอนมิใช่ว่าเราจะกลัวเมื่อเกิดปัญหา ถ้าใครมากลั่นแกล้งสำนักชางเจี้ยนทุกคนจะไม่ยอมนิ่งเฉยปล่อยให้คนมารังแกเอาแต่ฝ่ายเดียวเหมือนกัน!”
คนตรงข้ามมองผู้พูดนิ่งนาน พักใหญ่ต่อมาผู้ทรงเกียรติลู่บิดมุมปากยกยิ้ม “เอาล่ะ ก็ได้! ถ้างั้นพวกเจ้าก็ดูแลตัวเองและสำนักชางเจี้ยนให้ดีก็แล้วกัน!” ว่าแล้วก็หันหลังกลับและจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากผู้มาเยือนลับกายแล้ว รอยยิ้มเยื้อนบนใบหน้าของเจ้าสำนักเฉินเป่ยฮั่นค่อยจืดจางลงทีละน้อย
“คนผู้นี้คือเยี่ยฉวน ใช่ไหมขอรับ?” เสียงของฉางเสวี้ยนถามขึ้นทันที
เฉินเป่ยฮั่นผงกศีรษะ ทว่ามิได้เอ่ยตอบ
คนพูดเสียงขรึม “เช่นนั้นก็หมายความว่า เราสร้างความขัดเคืองให้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนแล้ว!”
เฉินเป่ยฮั่นเหลือบสายตามายังฉางเสวี้ยน “เจ้าว่าขัดเคือง งั้นหรือ?”
เมื่อพูดแล้วคนพูดส่ายหน้าพลางยิ้มแค่น “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องราวระหว่างเยี่ยฉวนและสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเป็นอันขาด แต่ตอนนี้เขาเป็นคนของสำนักชางเจี้ยนคนหนึ่ง! เข้าใจหรือยัง?”
อีกฝ่ายนิ่วหน้า ก่อนจะโต้แย้งว่า “บางทีเขาอาจไม่ได้ตั้งใจมาเข้าเป็นศิษย์อย่างจริงใจก็เป็นได้!”
เจ้าสำนักพูดสวนตอบทันควัน “ถ้างั้นก็ทำให้เขาเป็นเสียสิ!”
ฉางเสวี้ยนท่าทีไม่แน่ใจ ครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับ “ชายคนนี้สำเร็จเป็นราชันย์กระบี่ตั้งแต่อายุยังน้อย น่าทึ่งในความเป็นยอดฝีมือของเขาไม่น้อย! ถ้าทำให้คนเช่นนี้เป็นพวกของเราอย่างเต็มใจ จะเป็นผลดีต่อเรามาก ถึงกระนั้นข้าเกรงว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะไม่ยอมวางมือจากเรื่องนี้ง่ายๆ น่ะสิ!”
เฉินเป่ยฮั่นพูดยิ้มๆ “ถึงไม่มีเยี่ยฉวน พวกมันก็จะไม่วางมืออยู่ดี! เวลานี้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนประกาศเจตนารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง วันใดที่พวกเขาบรรลุตามเป้าหมาย คนแรกที่มันเลือกจะกำจัดก็คือสำนักชางเจี้ยน”
ขณะที่พูดคนขยับลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินไปยังประตู “เจ้ารู้ไหมว่า ร่างของผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งยังถูกแขวนไว้ที่ทางขึ้นหุบเขาชางเจี้ยน! เวลานี้วัชพืชขึ้นรกไปหมดสภาพน่าสมเพช วันหลังข้าจะไปดูสิอาจต้องให้คนไปทำความสะอาด! ส่วนเจ้าไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง……”
คนที่ยืนอยู่ ฉางเสวี้ยนสั่นศีรษะขณะถอนหายใจ หันหลังให้และออกไป
ในเวลากลางคืน
ภายในคฤหาสน์บนยอดเขาอวิ่นเจี้ยน
เยี่ยฉวนและเยว่ฉีนั่งตรงกันข้ามที่โต๊ะอาหาร ทั้งสองกำลังกินอาหารกันอย่างเงียบๆ
ขณะมื้ออาหารใกล้จะสิ้นสุดลง เยี่ยฉวนเป็นฝ่ายพูดขึ้นว่า “อาจารย์เยว่ขอรับ ข้าต้องไปแล้ว!”
ไป!?
เยว่ฉีชะงักนิ่ง พลางเงยหน้ามองคนพูด “ไปจากสำนักชางเจี้ยนงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ข้าเคยบอกแล้วว่าข้ามีชื่อจริงว่าเยี่ยฉวน จำได้ไหมขอรับ?”
สตรีสีหน้างงงวย ก่อนถามกลับ “จำได้ แต่ชื่อนี้โด่งดังมากหรือไง?”
คนฟังยิ้มเฝื่อน
เป็นความจริงที่เยว่ฉีไม่รู้ว่าเยี่ยฉวนเป็นใคร หรือคือนางไม่ค่อยรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกนั่นเอง
ด้วยเพราะสตรีเป็นคนที่ใฝ่ใจต่อการศึกษาเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ทุกแขนงทั้งทักษะลี้ลับ วิชาบ่มเพาะพลังและพวกทักษะเวทมนตร์ถาถา นางศึกษาทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากนี้ นางไม่ยุ่งและไม่ใส่ใจอะไรอีกเลย!
ครู่หนึ่งเยว่ฉีเอ่ยถามคนตรงข้ามอีกครั้ง “ผู้ทรงเกียรติลู่มาตามหาเจ้าที่นี่งั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้ามีชื่อเป็นอันดับสองในหมายจับของโลกชิงฉางน่ะขอรับ!”
คนฟังวางตะเกียบในมือทันที “เหตุใดเจ้าจึงถูกออกหมายจับ?”
คนตอบยิ้มๆ “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนหวังที่จะทำลายแผ่นดินชิง และข้าเป็นคนของแผ่นดินชิงจึงนำพวกพี่ๆ น้องๆ ออกมาขัดขวางทำให้พวกเขาไม่พอใจ จึงออกหมายจับและพยายามกำจัดข้า เรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างนี้ขอรับ”
เยว่ฉีนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไม่ได้ทำผิดสักหน่อย!”
เยี่ยฉวนจึงพูดว่า “คืนนี้พวกเรากินข้าวด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นข้าจะไปแล้ว”
อีกฝ่ายมองหน้าคนพูด “ทำไมเจ้าต้องหนีด้วย?”
ชายหนุ่มตอบเสียงเบา “ถ้าข้าไม่ไป จะทำให้สำนักชางเจี้ยนเกิดเรื่องใหญ่น่ะขอรับ”
สตรีส่ายหน้าน้อยๆ “เจ้าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น สำนักชางเจี้ยนไม่เคยกลัวสำนักผู้ตรวจการเขตแดน”
ยังมิทันที่เยี่ยฉวนจะโต้แย้ง พลันเยว่ฉีพูดต่อไปว่า “สำนักชางเจี้ยนกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมีความแค้นต่อกันมาแต่ไหนแต่ไร นานมาแล้วผู้ก่อตั้งสำนักเราได้สังหารผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เวลานี้ศพของเขาก็ยังอยู่ที่เชิงเขา ต่อมาหลังจากสิ้นผู้ก่อตั้งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจึงคิดแก้เผ็ด มีเจ้าสำนักชางเจี้ยนสามคนต้องถูกฆ่าตายอย่างอนาถ หนึ่งในนั้นคือบิดาของศิษย์พี่เป่ยฮั่น”
คนพูดหยุดนิดหนึ่ง ก่อนเบนสายตาไปมองเยี่ยฉวน “ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะหนี้เลือด จะเป็นไรไปถ้าจะเกิดเหตุซ้ำรอยอีกสักครั้ง”
จากนั้นคนพูดขยับลุกขึ้นจากม้านั่ง นางตบบ่าเขาเบาๆ พร้อมกับบอกว่า “ในเมื่อเจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักชางเจี้ยน เจ้าก็ควรสนใจแต่เฉพาะเรื่องของตัวเอง ส่วนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเป็นหน้าที่ของพวกเราจัดการเอง”
พูดจบสตรีเดินเข้าหอโถงชั้นในลับกายหายไป
คงปล่อยทิ้งให้อีกคนนั่งซึมอยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นเนิ่นนาน
ในวันถัดไป
ทันใดนั้น โลงศพปริศนาจำนวนสิบโลงซึ่งไม่ทราบที่มา ถูกนำมาวางทิ้งไว้ที่เชิงเขาชางเจี้ยน ภายในโลงมีศพของศิษย์สำนักชางเจี้ยนสิบร่าง!
ทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ในอาการตกตะลึง!



