บทที่ 557 ไม่ว่าสตรีคนไหน ไม่รอดปลายจวักของข้าได้สักคน! (ปลาย)
คิดแล้วจึงรีบเขมือบอาหารอย่างรวดเร็ว เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปยังหุบเขาเจิ้นต่าวทันที!……
เพื่อหีบกระบี่!……
ต่อให้การไปหุบเขาเจิ้นต่าวต้องเสี่ยงอันตราย เขาก็จะข้ามมันไปให้ได้ด้วยตัวของเขาเอง!..
ไม่นานนักเยี่ยฉวนได้มาถึงยังที่หมายบริเวณหุบเขาเจิ้นต่าว สถานที่มีบรรยากาศเงียบเหงารกร้าง เรียกได้ว่าเกือบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ
ไม่เจอ ไม่พบเห็นใครเลยสักคน……
แปลกพิกล!
ชายหนุ่มมีสีหน้าลังเลเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ ครู่หนึ่งจึงมาถึงหอโถงใหญ่บนหุบเขาเจิ้นต่าว ที่นี่คือคฤหาสน์เจิ้นต่าว
เยี่ยฉวนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู จากนั้นจึงค้อมตัวลงแสดงคารวะกับพูดว่า “ศิษย์มาขอพบอาจารย์กู่ ขอรับ!”
……ไม่มีเสียงตอบ
คนนิ่งไปอย่างกำลังชั่งใจและคารวะอีกครั้ง “ศิษย์มาขอพบอาจารย์กู่ขอรับ!”
ในขณะนั้น เสียงของใครคนหนึ่งดังออกจากหอโถง “เข้ามา”
เสียงผู้หญิง?
เสียงที่ได้ยินทำให้เยี่ยฉวนถึงชะงักนิ่งงัน ด้วยเสียงนั้นทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล
หลังจากยืนงงเป็นครู่ ในที่สุดชายหนุ่มจึงตัดสินใจก้าวเข้าไปเพียงเข้ามาภายในหอโถง กลิ่นหอมฉุนชนิดหนึ่งพุ่งมาบริเวณเหนือศีรษะ
กลิ่นฉุนจัดจ้านนัก!
กระทั่งเขาอดไม่ได้ต้องแอบขยี้จมูก เมื่อมองตรงไปข้างหน้าและพบว่าไม่ไกลจากที่คนยืน สตรีนางหนึ่งสวมชุดยาวสีขาวล้วน ดูราวกับเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับไว้ทุกข์ ท่าทีนั่งเอียงไปทางด้านข้างที่เบื้องหน้าเป็นชั้นวางของซึ่งมีผ้าสีขาววางอยู่ผืนหนึ่ง ขณะนั้นนางกำลังขะมักเขม้นอยู่กับงานเย็บปักถักร้อย
ส่วนอีกด้านเป็นสถานที่จัดวางโลงเย็น!
ภายในหอโถงค่อนข้างมืดและหนาวเยือก
เยี่ยฉวนมีทีท่าลังเลนิดหนึ่ง จากนั้นจึงก้าวตรงไปที่เบื้องหน้าของอีกฝ่าย เขาหยุดยืนทิ้งระยะห่างราวหลายสิบชุ่นก่อนจะค้อมกายคารวะ “ศิษย์คารวะ อาจารย์กู่!
สตรีไม่ตอบ
ชายหนุ่มไม่รู่จะเริ่มต้นอย่างไรจึงได้แต่เงียบ สถานที่แห่งนี้รวมทั้งสตรีตรงหน้ามีบางอย่างบ่งชี้ถึงความแปลกประหลาดซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูก เยี่ยฉวนอึกอักเล็กน้อย “อาจารย์กู่……”
สตรียังนิ่งเงียบเช่นเดิม
เยี่ยฉวนยิ้มแห้งๆ กับตัวเอง ไม่คาดฝันว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงตัดสินใจโพล่งออกไปทันที “อาจารย์กู่ขอรับ ศิษย์กำลังทำการหล่อขึ้นรูปหีบกระบี่ขั้นสวรรค์ซึ่งเป็นอาวุธที่ต้องประจุด้วยค่ายกล……อาจารย์จ้านบอกข้าว่าในสำนักชางเจี้ยนเรา นอกจากเขาแล้วท่านถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่สุด พอดีช่วงนี้เขาค่อนข้างจะยุ่งๆ ก็เลยให้ข้ามาพบท่านเพื่อขอให้ท่านช่วยจัดการค่ายกลในหีบกระบี่ให้เขาสักหน่อยขอรับ”
มือที่กำลังขยับทำงานฝีมือของสตรีหยุดชะงัก ก่อนจะหันหน้ามามองเยี่ยฉวน และด้วยเหตุนั้นเองทำให้ชายหนุ่มได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างถนัดชัดตา
สีหน้าไร้อารมณ์ ทั้งเยือกเย็นประดุจภูผาน้ำแข็งโบราณนับพันนับหมื่นปีไม่ผิดเพี้ยน!
กลับไปเสีย!
ความรู้สึกซึ่งถ่ายทอดออกมาจากคนอาจารย์กู่และเยี่ยฉวนสัมผัสได้!
สตรีมองอีกฝ่ายตรงๆ “เขาเก่งในการจัดการค่ายกลงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าแทนคำตอบ
อีกฝ่ายจึงถามกลับว่า “ถ้างั้นเจ้ายังต้องการอะไรจากข้า?”
คนถูกถามตอบเสียงเร็ว “แต่อาจารย์ของข้าบอกว่าถ้าเป็นเรื่องค่ายกลในสำนักชางเจี้ยน ไม่สิ ต้องบอกว่าทั้งโลกชิงฉาง ท่านเก่งที่สุดขอรับ”
อีกฝ่ายมองตรงสายตาแน่วนิ่ง “นางบอกอย่างนั้นจริงหรือ?”
ชายหนุ่มรีบพูดต่อไปทันที “ขอรับ เป็นความจริง! มิเช่นนั้นข้าคงไม่มาขอร้องท่านถึงที่นี่!”
สตรีพูดทันที “ไม่ว่าง!”
ไม่ว่าง!
ได้ยินคำตอบชายหนุ่มถึงกับผงะหน้าเสีย จากนั้นจึงทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ใบหน้ายิ้มแย้ม “อาจารย์กู่ พอดีอาจารย์ยังบอกข้าด้วยว่าถ้าหีบกระบี่ไม่ได้ประจุด้วยค่ายกลของท่าน มันจะไม่ต่างอะไรกับของไร้ค่า! โปรดช่วยข้าสักครั้งเถอะขอรับ ข้าทำกับข้าวอร่อยนะ จะให้ข้ามาทำให้ท่านทุกวันก็ได้!”
สตรีหยุดมือ ชำเลืองมาทางเยี่ยฉวนและมองนิ่งอยู่อย่างนั้น
เยี่ยฉวนยอมรับว่าเจอสายตาจ้องมองของสตรีแบบนั้นให้รู้สึกขยาดไม่น้อย อย่างไรก็ตามอาศัยความเป็นคนหน้าทะเล้นและไม่กลัวเมื่อถูกจ้องมอง จึงพูดว่า “อาจารย์กู่ โปรดช่วยศิษย์ด้วย! ข้า……”
“ไปเสีย!” พลันเสียงของอีกฝ่ายพูดขึ้น
คนตรงข้ามสีหน้าจริงจัง “ไม่ขอรับ!”
สีหน้าสตรีแสดงว่าออกจะตกใจอยู่บ้าง นางมองเยี่ยฉวนก่อนพูดย้ำประโยคเดิม “ข้าบอกว่าให้ไปเสีย!”
เยี่ยฉวนตอบหน้านิ่ง “ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
คนตรงข้ามมองชายหนุ่มตรงหน้าเป็นเนิ่นนาน ขณะต่อมานางจึงยกมือขวาขึ้น ฉับพลันพลังปะทะมหาศาลของแสงกระบี่พุ่งวาบ
ตูม!!!
โดยไม่ทันตั้งตัวร่างของเยี่ยฉวนกระเด็นไปตกอยู่บนพื้นด้านนอกหอโถง ทว่าเขาทะยานกลับเข้าไปอีกครั้ง
จากนั้นจึงทรุดเข่าลงนั่งกับพื้น “ถ้าอาจารย์กู่ไม่รับปากว่าจะช่วย ขะ……ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
สตรีเหลือบมองคนตรงหน้าโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ก่อนจะหันไปทำงานฝีมือที่ค้างไว้ด้วยท่าทางปกติ
ชายหนุ่มนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วยาม จนเกือบจะมืดค่ำทันใดนั้นก็ลุกขึ้นและหันหลังออกวิ่งหายลับไป ทว่าไม่นานต่อมาเยี่ยฉวนย้อนกลับมาอีกครั้ง ครานี้เขานำโต๊ะออกมากางพร้อมด้วยกับข้าวหอมฉุยอยู่เต็ม
จากนั้นรีบกุลีกุจอเชื้อเชิญพลางหัวเราะ “อาจารย์กู่ ได้เวลากินข้าวแล้วขอรับ!”
ฝ่ายที่ถูกเรียกนั่งเงียบ ไม่ตอบโต้
เยี่ยฉวนยกจานอาหารเข้ามาจนใกล้ขณะบรรยายสรรพคุณ “อาจารย์กู่ กับข้าวจากนี้มีชื่อว่าเป็ดขี้เมา ข้าใช้เวลาปรุงตั้งหนึ่งชั่วยามเชียวนะขอรับ! ท่านดูหนังเป็ดนี่สิทั้งนุ่มทั้งชุ่มฉ่ำอย่าบอกใคร อาจารย์กู่ลองชิมดูขอรับ!”
อีกฝ่ายไม่แสดงปฏิกิริยา
ชายหนุ่มจึงไม่เซ้าซี้อีก ทว่านั่งลงกินอาหารเสียเองหน้าตาเฉย
เมื่อกินเสร็จคืนนั้นเยี่ยฉวนก็ไม่ได้กลับออกไป เขาหาที่นอนอยู่ในหอโถงนั้นเอง ถึงจะโดนสตรีไล่ตะเพิดไปกี่ครั้งกี่หน เขาจะลักลอบกลับเข้าไปอีกจนได้ มิหนำซ้ำยังทำอย่างกับเป็นบ้านของตัวเองเสียอย่างนั้น
ในวันที่สามเยี่ยฉวนเดินตรงไปยังสตรีพร้อมหม้อต้มซุปปลา “อาจารย์กู่ ลองชิมไหมขอรับ? ซุปปลาเพิ่งทำเสร็จใหม่นี่นุ่มอย่าบอกใคร”
ยังไม่ตอบ
ชายหนุ่มจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่หันหลังกลับ ทันใดนั้นมีเสียงเรียกของสตรี “เดี๋ยว!”
เยี่ยฉวนเบิกตาโพลงตกตะลึง จากนั้นรีบกลับไปหาอีกฝ่ายพร้อมถือหม้อซุปปลาหอมฉุยมาหยุดเบื้องหน้าสตรี ข้างฝ่ายนั้นเหลือบมองหม้อซุปปลา ชายหนุ่มเห็นท่าจึงรีบส่งตะเกียบไปให้
อีกฝ่ายรับตะเกียบมาคีบเนื้อปลาใส่ปากเคี้ยว ครู่หนึ่งก็พยักหน้าน้อยๆ “ไม่เลว”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดจากปาก เยี่ยฉวนยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง!
ไม่ว่าสตรีคนไหน ก็ไม่รอดปลายจวักของข้าได้สักคน!



