บทที่ 559 อานชาง! จิ่งหง! (ต้น)
พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เยี่ยฉวนค่อยใจชื้นมาได้……
เพราะรู้ได้ทันทีว่าน่าจะสำเร็จแล้ว!……
ซึ่งก็จริง จ้านเถี่ยเดินไปที่หม้อต้มหว่านฉีและโบกมือขวาครั้งหนึ่ง พลันฝาที่ปิดอยู่ปลิวหวือเปิดออกทันทีและฉับพลันที่เปิดฝาหีบกระบี่ค่อยๆ ทะยานออกมา
หีบกระบี่ค่อนข้างกว้างมีสีทองคล้ำเข้ม ผิวมันวาวเปล่งแสงเหลือบสีทองแผ่กระจายออกมาภายนอก
เรียบง่าย แต่ดูดี!
ความรู้สึกแวบขึ้นในใจของเยี่ยฉวน!
ถูกใจทีเดียว!
ชายหนุ่มรีบก้าวเข้าไปใกล้หม้อต้มหว่านฉี เสียงจ้านเถี่ยที่ยืนอีกด้านร้องบอก “โลหิต!”
เยี่ยฉวนรีบยื่นมือและดีดโลหิตจากปลายนิ้วหยดลงไปที่หีบกระบี่ ทันทีที่สัมผัสกับโลหิตหีบพลันสั่นน้อยๆ และในตอนนั้นเอง คนเป็นเจ้าของก็ได้เชื่อมโยงกับหีบกระบี่แล้ว!
หีบกระบี่ทะยานมาเบื้องหน้าเยี่ยฉวน และทันใดนั้นกระบี่เล่มหนึ่งทะยานออกมาจากหม้อต้มหว่านฉี
กระบี่มีความกว้างเพียงหนึ่งนิ้วมือและความยาวราวหนึ่งชุ่น ไม่มีด้ามจับจึงมีเพียงลำตัวกระบี่หรือคมกระบี่เท่านั้น นอกจากนั้นเยี่ยฉวนยังสังเกตว่ากระบี่เล่มนี้เฉียบบางยิ่งกว่ากระบี่เล่มอื่นใดที่เคยเห็น
“นี่คือ?”
ขณะนั้นเขาหันหน้าไปทางจ้านเถี่ย
อีกฝ่ายพูดโดยไม่หันมามอง “สิ่งนี้คือกระบี่บินและเป็นส่วนหนึ่งของหีบกระบี่ ถึงจะเป็นอาวุธขั้นสวรรค์ทว่าเพียงระดับต้นเท่านั้น ในกระบี่ประจุด้วยค่ายกลกระบี่เช่นกัน สองค่ายกลเป็นแรงผลักดันซึ่งกันและกันจนเกิดพลังที่รุนแรงมหาศาล”
ชายหนุ่มได้ฟังแล้วจึงรีบโบกมือข้างขวาขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระบี่ทะยานวาบมาอยู่ต่อหน้า ทันทีที่ได้สัมผัสเยี่ยฉวนถึงกับต้องประหลาดใจ!
บางเฉียบ!
แทบไม่มีน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย!
“ตั้งชื่อสิ!” พลันมีเสียงของจ้านเถี่ยดังขึ้น
ให้ชื่อ!
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ขอรับ”
เขาใช้เวลาลูบคลำกระบี่ไปมาอยู่นาน จนในที่สุด “หีบกระบี่สีทองคล้ำเข้ม ถ้างั้นข้าจะให้ชื่อว่าเสี่ยวอ้าน ส่วนกระบี่เฉียบบางเป็นที่สุด ข้าจะให้ชื่อเจ้าว่าเสี่ยวเปาก็แล้วกัน!”
จ้านเถี่ยที่ยืนอยู่อีกด้านถึงกับตกตะลึงเลยทีเดียว “พูดจริงหรือพูดเล่น?”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะอย่างมั่นอกมั่นใจ “จริงขอรับ”
อีกฝ่ายนิ่วหน้า ท่าทางฉุนขาด “จะไปไหนก็ไป ไม่ได้เรื่อง!”
ชายหนุ่มยิ้มขำและเดินเข้าไปใกล้คนอีกฝ่ายพลางพูดว่า “อาจารย์ ของล้ำค่าสองสิ่งนี้ท่านทำขึ้นมากับมือ คนที่จะตั้งชื่อให้มันสมควรเป็นท่านมากที่สุดขอรับ!”
จ้านเถี่ยหันมาจ้องหน้าเยี่ยฉวนและกล่าวว่า “หีบกระบี่สร้างขึ้นจากทองคำสีเข้มชนิดพิเศษและกำเนิดขึ้นภายในสำนักชางเจี้ยน จึงให้ชือว่าหีบกระบี่อานชาง! ส่วนกระบี่เล่มนี้ ด้วยความบางดุจปีกจักจั่นจนแทบมองไม่เห็น เรียกว่ากระบี่บินจิ่งหงก็แล้วกัน!”
เยี่ยฉวนได้ยินเช่นนั้นรีบเสริมทัพทันที “เยี่ยมเลย อานชาง จิ่งหง ฟังแล้วยิ่งใหญ่จริงๆ!”
จ้านเถี่ยพูดเบาๆ “อย่าให้สูญเปล่าล่ะ!”
หลังจากนั้น คนพูดหันหลังให้ก่อนจะเดินจากไป
ชายหนุ่มค้อมตัวลงต่ำแสดงคารวะทันที เมื่อเห็นจ้านเถี่ยกลับเข้าไปในห้องด้านหลังแล้ว ไม่นานนักเยี่ยฉวนจึงกลับออกจากสถานที่
เขาตรงกลับไปยังยอดเขาอวิ่นเจี้ยน ณ สถานที่แห่งหนึ่งด้านหลังหุบเขาเยี่ยฉวนยืนสงบนิ่งโดยสะพายหีบกระบี่ไว้ ทันใดนั้นลำแสงแห่งกระบี่พุ่งวาบออกมาจากหีบที่อยู่ข้างหลัง ขณะต่อมาต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งซึ่งห่างออกไปราว 300 ชุ่น ใบของมันค่อยๆ ปลิดปลิวก่อนจะทิ้งตัวอ้อยอิ่งตกลงมาเบื้องล่างอย่างช้าๆ
ไม่มีเสียง มองไม่เห็นและไม่ปรากฏร่องรอยของกระบี่!
หัวใจของคนกระตุกวูบยอมรับว่าตนเองออกจะตกใจไม่น้อย ด้วยความรวดเร็วของทั้งหีบกระบี่และกระบี่บินเพิ่มสูงขึ้นเป็นสิบเท่าจากครั้งแรก!
ก่อนหน้ากระบี่บินของเยี่ยฉวนจะทำได้ก็แค่ขู่ยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพให้เข็ดขยาดหวาดกลัว ทว่าถ้าเป็นยอดฝีมือขั้นควบยุท์สะท้านภพระดับแท้จริง กระบี่บินแทบจะเรียกว่าใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ในตอนนี้ กระบี่บินของเขามีทั้งความเร็วและความรุนแรง ต่อให้เจอกับคนขั้นยอดยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงเขาก็ไม่หวั่นอีกต่อไป!
ณ ขณะนี้เยี่ยฉวนสามารถเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพได้โดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงการปะทะแล้ว!
ในตอนนั้นพลันปรากฏชายชราคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทางเยี่ยฉวน เขาหยุดมองนิดหนึ่งก่อนบอกกับคนว่า “ตามข้าไปที่หอโถงชางเจี้ยนเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นคนก็หันกลับและหายวับไป
ชายหนุ่มจึงจัดการเก็บกระบี่และหีบกระบี่ ก่อนจะตามอีกฝ่ายมุ่งหน้าไปที่หอโถงชางเจี้ยน
หลังจากนั้นไม่นานเยี่ยฉวนก็ได้มาถึง ที่หอโถงมีคนสองคนรออยู่ด้านในหนึ่งในนั้นเป็นคนที่เขาเคยพบ ก็คือคนที่ชื่อหนานข่ง ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบสองปี สวมเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ รูปร่างสูงตรงในมือถือกระบี่
เมื่อมีคนเข้ามา คนทั้งสองหันมองมาทางเยี่ยฉวน เป็นหนานข่งยิ้มแย้มทักทายขณะกล่าวว่า “ศิษย์พี่อาน ข้าจะแนะนำให้รู้จัก”
ว่าแล้วจึงผายมือไปทางชายหนุ่มคนที่ยืนข้าง “นี่คือศิษย์พี่ซางเยว่”
เยี่ยฉวนหันหน้าไปยังซางเยว่ จากนั้นจึงแสดงคารวะให้เกียรติอีกฝ่าย “คารวะ ศิษย์พี่ซางเยว่!”
ซางเยว่มองอีกฝ่ายสายตาแน่วนิ่ง จากนั้นจึงคารวะทักทายกลับ “พวกเราเป็นพี่เป็นน้องร่วมสำนัก ต้องให้ความช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน ถ้ามีปัญหาขอเพียงบอกมาอย่าได้เกรงใจ!”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “ขอรับ!”
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะพร้อมกัน
เยี่ยฉวนเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าภายในสำนักชางเจี้ยนเองก็มีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอยู่ในที โดยเฉพาะศิษย์รุ่นใหม่ที่อายุน้อย การที่เขามาอยู่ที่นี่มิใช่ด้วยหวังจะเป็นเจ้าสำนัก เพราะฉะนั้นทางที่ดีจึงควรสานสัมพันธ์ไว้ให้มากเท่าที่จะเป็นได้!
สิ่งที่น่าจับตามองที่นี่แทบไม่มีคนชนิดเดียวกับหลานอวี้!
สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเจ้าสำนักเฉินเป่ยฮั่นจึงเดินเข้ามาภายในหอโถง เขาสังเกตเห็นทุกคนดูท่าว่าเข้ากันได้ดี จึงแอบรู้สึกพอใจน้อยๆ ดังนั้นสายตาที่เบนมองมายังเยี่ยฉวนจึงบ่งบอกความนิยมชมชื่นอยู่ในแววตา
คนอายุน้อยที่เป็นยอดฝีมือว่าหาได้ยากแล้ว แต่ยอดฝีมือที่ไม่ทะนงตนหาได้ยากยิ่งกว่า!
เฉินเป่ยฮั่นกล่าวกับทุกคนที่อยู่ในนั้นว่า “ข้ามีภารกิจมอบหมายให้พวกเจ้าทั้งสามคน!”
คนพูดหยุดชะงักขณะหย่อนตัวลงบนม้านั่ง “พวกเจ้าคงจะรู้ชัดเจนดีแล้วเรื่องระหว่างสำนักชางเจี้ยนของเราและสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เวลานี้มันได้พุ่งเป้ามาที่พวกเจ้า ในฐานะที่เป็นศิษย์สำนักชางเจี้ยน จงเดินทางไปยังหุบเขาแดนพิสดาร สำนักเทียนอิน และสำนักเวทย์บรรพกาล”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามขึ้นทันที “ทำไปเพื่ออะไรขอรับ?”
เฉินเป่ยฮั่นตอบเจือเสียงหัวเราะ “ไปเจรจาหาแนวร่วมมาช่วยเรา!”
แนวร่วม!?



