บทที่ 566 เว่ยหยางเทียน! (ปลาย)
หลังฟังคำเด็กหญิงตัวเล็กไม่พูดยืนกอดอกมองเฉย……
เยี่ยฉวนหยิบกิ่งไผ่ขึ้นมา จากนั้นจึงจัดการเปิดจุกออก กลิ่นอ่อนละมุนโชยขึ้นมาเตะจมูกทันที!……
เขารู้สึกหัวใจกระตุกวูบด้วยความตกตะลึง เมื่อเทลงคอทันทีที่สัมผัสจึงได้รับรู้ถึงรสชาติทั้งหวานและชื่นใจ……ทว่าฉับพลันนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเคร่งขรึม..
ด้วยเป็นเพราะได้พบว่าหลังจากที่น้ำซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย มันเริ่มกระบวนการชำระล้างและขจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ข้างในจนหมด ถึงกระนั้นผลที่ได้อาจจะไม่เทียบเท่าพลังชี่โกลาหลของตัวเอง!
แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกประหลาดใจมากทีเดียว!
ของล้ำค่าอันมีคุณสมบัติช่วยชำระล้างภายในร่างกายให้บริสุทธิ์ สำหรับโลกภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินราคาได้ทีเดียว!
สุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งร้อยชิ้นนับว่าราคาถูกมาก!
เยี่ยฉวนนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า “นี่น้องสาว เจ้ามีอีกไหม?”
เด็กหญิงมองหน้าคนถามราวกับกำลังชั่งใจ “ท่านจะทำไม?”
นางเริ่มระวังตัว!
ชายหนุ่มตอบพลางยิ้ม “ข้าเหมาทั้งหมด! เพราะน้ำค้างวิเศษของเจ้าดีจริงๆ!”
เด็กหญิงสั่นศีรษะพลางบอกว่า “มันเก็บยากมาก ข้าใช้เวลาเก็บตั้งสิบกว่าวันกว่าจะได้มาแค่นี้!”
เยี่ยฉวนย่อเข่าลงพูดกับอีกฝ่ายว่า “ข้าขอซื้อทั้งหมดนั่นละ!”
จากนั้นก็หยิบสุดยอดศิลาจิตวิญญาณออกมาจำนวนหนึ่งพันชิ้น เด็กน้อยถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจและรีบส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “ท่านจ่ายให้ข้าแค่สี่ร้อยชิ้นก็พอ สี่ร้อย……”
เยี่ยฉวนยิ้มพลางตัดบทว่า “ของนี่มีราคามากกว่าสุดยอดศิลาจิตวิญญาณร้อยชิ้นเป็นไหนๆ ความจริงข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายค้ากำไรเกินควร!”
เด็กน้อยมองคนตรงหน้า ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “พี่ชายช่วยอะไรข้าหน่อยได้ไหม?”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มอย่างใจดี “จะให้ข้าช่วยอะไร?”
พลันคนตัวเล็กลุกพรวดขึ้นยืนและกึ่งจูงกึ่งลากเยี่ยฉวนออกไปทันที ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงยังบ้านต้นไม้หลังหนึ่ง ด้านในปรากฏชายชรานอนอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเซียวประกอบกับลมหายใจอ่อนรวยริน แน่ชัดว่าเขากำลังป่วยหนัก
เด็กน้อยหันมาบอกเยี่ยฉวนด้วยสายตาแทนคำพูด ขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าครุ่นคิด ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้คนป่วยพลันจมูกสัมผัสกลิ่นเหม็นของอะไรบางอย่าง ซึ่งรู้ได้ทันทีว่าเป็นกลิ่นที่เกิดจากแผลเน่าเปื่อย
หัวคิ้วของเยี่ยฉวนขมวดกดจมลึกลงอีก
เด็กหญิงตัวน้อยหันมามองอีกฝ่าย แววตาวิงวอนขอความช่วยเหลืออยู่เต็มเปี่ยม
เยี่ยฉวนเม้มปากพลางถอนใจเบาๆ ก่อนจะควักยาตันเถียนจื้อหยวน แล้วส่งให้ชายชรากลืนลงคอ หลังจากได้รับยา พลังชี่จิตวิญญาณก็ค่อยๆ แผ่กำซาบไปทั่วร่างของชายชรา เพียงไม่นานสีหน้าซีดเซียวของคนป่วยเริ่มซับสีเลือดฝาดทีละน้อย
ภาพของชายชราที่เห็นต่อหน้าต่อตาทำให้เด็กหญิงเกิดความดีอกดีใจอย่างเหลือล้น พลันรีบหันมาคุกเข่าแสดงคารวะโดยศีรษะโขกพื้นให้กับเยี่ยฉวนทันที
ชายหนุ่มช่วยพยุงคนตัวเล็กให้ลุกขึ้น ก่อนจะลูบศีรษะด้วยความปรานีพลางถามเสียงอ่อนโยน “พ่อกับแม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เด็กหญิงก้มหน้างุดพลางตอบเสียงอู้อี้ “พ่อกับแม่พาน้องชายคนเล็กของข้าออกไปโลกภายนอกเจ้าค่ะ”
เยี่ยฉวนถามต่อ “พวกเขาไม่กลับมางั้นหรือ?”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะจนผมเปียกระจาย “ไม่กลับ”
เมื่อได้ยินคำตอบทำให้คนฟังถึงกับอึ้ง
ก่อนที่จะพูดอะไรกันต่อไป เสียงแหบแห้งของชายชราบนที่นอนร้องเรียกเบาๆ “……พ่อหนุ่ม”
เยี่ยฉวนหันขวับไปทางคนต้นเสียง ชายชราถามเสียงระโหยว่า “ยาที่ให้ข้ากินคือยาตันเถียนจื้อหยวนไม่ใช่หรือ?”
ชายหนุ่มค่อนข้างประหลาดใจอยู่บ้าง ด้วยไม่คิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะรู้จักยาชนิดนี้
สายตาขุ่นมัวของคนป่วยจ้องมองเยี่ยฉวนพลางกล่าวกับคนตรงหน้าว่า “ยาตันเถียนจื้อหยวนเป็นของมีค่ามากเกินไปสำหรับไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้า เจ้าเอามาให้ข้ากินได้อย่างไร?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าไปทางเด็กหญิง ขณะตอบยิ้มๆ “ข้าเห็นนางแล้วคิดถึงน้องสาวของตัวเองน่ะขอรับ”
ฟากเด็กน้อยไม่พูดอะไร ได้แต่มองอีกฝ่ายเฉย
ชายชราจึงว่า “เจ้าเป็นคนมีจิตใจเมตตา……”
ต่อมาเยี่ยฉวนจึงพูดขึ้นว่า “ข้ามีธุระต้องไปทำ ขอตัวกลับก่อน”
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากบ้านต้นไม้ พลันมีเสียงร้องเรียกจากชายชรา “พ่อหนุ่ม คอยสักประเดี๋ยว!”
เยี่ยฉวนหันไปมองด้วยความสงสัย ชายชราละสายตาจากคนตรงหน้าหันไปมองเด็กหญิงและบอกว่า “พ่อแม่ทิ้งนางไว้กับข้าตั้งแต่อายุสามขวบ นางเป็นเด็กน่าสงสารทว่าข้าก็แก่เกินไปคงอยู่ได้อีกไม่นาน”
สายตาคนแก่เบนมามองเยี่ยฉวน อีกฝ่ายจึงพูดเสียงเบา “สำนักเวทย์บรรพกาลจะดูแลนางได้แน่ใช่ไหม?”
คนชราส่ายหน้า “ข้าไม่อยากให้นางต้องพบกับสิ่งร้ายๆ พ่อหนุ่ม เจ้าเต็มใจเสียสละยาตันเถียนจื้อหยวนเพื่อช่วยชีวิตข้า ย่อมจะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าเป็นคนใจดีมีจิตใจที่รักในเพื่อนมนุษย์ ถ้านางได้ติดตามเจ้า ชีวิตนางก็คงจะไม่เดือดร้อน”
จากนั้นคนพูดก็ได้แต่มองดูเยี่ยฉวนซึ่งเฉยอยู่
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ ครู่ต่อมาเขาเบนหน้ามองไปทางเด็กน้อยซึ่งยืนก้มหน้านิ่ง มือสองข้างเกร็งกำชายกระโปรงแน่น ดูเหมือนนางกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ทว่าเยี่ยฉวนเข้าใจความรู้สึกของเด็กหญิงตรงหน้าเป็นอย่างดี ด้วยเขารู้ว่าน้องสาวของตนก็คิดเฉกเช่นเดียวกัน ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาของน้องก็คงไม่แตกต่างจากเด็กหญิงตรงหน้าสักกี่มากน้อย
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับเด็กหญิงมายืนตรงหน้า พลางถามยิ้มๆ “เจ้าล่ะอยากติดตามข้าหรือเปล่า?”
คนตัวเล็กเงยหน้ามองเยี่ยฉวน ทันทีนั้นน้ำตาเอ่อท้นสองเบ้าตาหลั่งรินลงสองข้างแก้ม ทว่าคนกลับสั่นศีรษะปฏิเสธ “ขะ……ข้าจะอยู่ดูแลท่านตา!”
เสียงชายชราดังมาจากที่นอน “ไปกับเขาเถอะ”
เด็กน้อยหันไปมองคนชรา ขณะที่ฝ่ายนั้นค่อยๆ หลับตาลงอย่างอ่อนแรงพร้อมกับพูดว่า “หลานรัก บางครั้งคนเราจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเองได้เพียงครั้งเดียว ส่วนตาเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เอาไว้อีกหน่อยเจ้าค่อยกลับมาเยี่ยมตาบ้าง เท่านี้ตาก็พอใจแล้ว”
หลานสาวตัวน้อยขยับทำท่าจะโต้แย้ง ทว่าชายชราสั่นศีรษะ “ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง ตาจะฆ่าตัวตายต่อหน้าเจ้าเดี๋ยวนี้!”
อีกฝ่ายไม่รู้จะทำอย่างไรจึงยังคงร่ำไห้สะอื้นฮัก ได้แต่ส่งสายตามองชายชราอยู่อย่างนั้น
ต่อมาชายชราขอร้องให้เยี่ยฉวนช่วยขยับตัวของเขาไปที่ข้างเตียงนอน จากนั้นคนดึงเอาม้วนกระดาษเก่าคร่ำจากใต้ที่นอนออกมาและยื่นให้ชายหนุ่ม ขณะพูดว่า “ของสิ่งนี้ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ครอบครัวของข้าส่งมอบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่คนรุ่นของข้าไม่ได้ประโยชน์อันใด ข้าจึงขอส่งต่อให้เจ้าช่วยเก็บรักษาเอาไว้ที”
เยี่ยฉวนมองม้วนกระดาษอย่างพินิจพิจารณา เริ่มแรกทำท่าลังเลเล็กน้อยทว่าในที่สุดจำต้องรับไว้ จากนั้นจึงหันไปบอกเด็กหญิงที่ยืนข้างว่า “ไปกันเถอะ”
เด็กน้อยหันหลังพลางหยิบสุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันชิ้นซึ่งได้รับมาจากเยี่ยฉวนวางแปะลงข้างที่นอนของผู้เป็นตา ก่อนจะหันหลังและเดินตามเยี่ยฉวนไป นางอยากเอื้อมมือไปเกาะแขนคนที่เดินนำหน้าทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่กล้า
กลายเป็นเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายเอื้อมมือมาจับมือเล็กๆ ของอีกฝ่ายและจูงพาเดินออกจากบ้านต้นไม้ เมื่อออกมาหยุดยืนที่ด้านนอกเขาก้มลงมองคนข้างกายพลางยิ้มน้อยๆ “เจ้าชื่ออะไร?”
เด็กหญิงตอบเสียงเบา “เว่ยหยางเทียน……เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินชื่อทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจทีเดียว “ใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เจ้า?”
เด็กน้อยตอบเสียงเบาลงกว่าเดิม “ข้าไม่รู้”
เสียงพูดชะงักหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นคนพูดเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยฉวนพลางถามว่า “ชื่อนี้ไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
อีกฝ่ายรีบบอกเจือเสียงหัวเราะ “ชื่อดีมากทีเดียว!”
ขณะนั้นเด็กหญิงทำท่าลังเล ราวกับไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่
เยี่ยฉวนมองพลางยิ้มก่อนถามอย่างใจดี “มีอะไรงั้นหรือ?”
เด็กหญิงชี้มือไปยังบริเวณกลางลำตัวของเยี่ยฉวน “หอคอยนั่นน่ากลัวจังเลย……”
ชายหนุ่มชะงักงัน



