บทที่ 585 บนชั้นที่สี่? (ปลาย)
เมื่อเยี่ยฉวนเดินทางออกจากวังหลวงแคว้นเจียงแล้ว เขามุ่งหน้าไปยังสำนักมารอสูรเป็นสถานที่ถัดไป
ณ เวลานั้นความแข็งแกร่งของสำนักมารอสูรพุ่งทะยานขึ้นสูงเพราะแผ่นดินชิง พวกมันมุ่งหน้าเสริมพลังอย่างห้าวหาญไม่เกรงใจใครและไม่มีใครหยุดยั้งได้ อีกอย่างมีสำนักผู้ตรวจการเขตแดนให้การหนุนหลังอยู่ทั้งคน สถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นโอกาสทองของบรรดาศิษย์สำนักมารอสูรที่จะพัฒนาขั้นพลังเลยทีเดียว!
ภายในหอโถงสำนักมารอสูร พลันคูหมิงสวีกระพือเปลือกตาเปิดขึ้นทันควัน และไม่ไกลจากที่นั่นปรากฏร่างของชายสวมผ้าคลุมสีเทาเข้มยืนอยู่ตรงหน้า
ณ ที่นั้นคนสวมผ้าคลุมเทาปราฏตัวออกมาอยู่อย่างเงียบเชียบ ไร้ลมหายใจ ประหนึ่งไร้ตัวตน!
คูหมิงสวีเขม้นมองคนตรงหน้า ต่อมาสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปนิดหนึ่งจากนั้นจึงลุกพรวด “ผู้อาวุโส ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ชายสวมผ้าคลุมเทาพยักหน้า “เจ้าสำนักคู หวังว่าคงสบายดี”
อีกฝ่ายถามรวดเร็ว “ข้าแค่แปลกใจว่าท่านมาตั้งแต่เมื่อไร ข้า……”
คนสวมผ้าคลุมเทาพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าสำนักคู เจ้าน่าจะรู้เรื่องระหว่างสำนักชางเจี้ยนของเรากับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนแล้วสินะ?”
คูหมิงสวีผงกศีรษะ “ข้ารู้แล้ว จะบอกว่าสำนักมารอสูรของข้าไม่ปรารถนาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”
คนตรงข้ามกล่าวเสียงขรึม “เจ้าสำนักคู ถ้าข้าเป็นเจ้าจะไม่มัวเสียเวลา และจะรีบออกจากแผ่นดินชิงเดี๋ยวนี้!”
ได้ยินมาดังนั้นคูหมิงสวีหน้านิ่วไม่พอใจนัก สำนักมารอสูรพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ขืนทิ้งไปจะกลายเป็นเสียหายใหญ่หลวง!
เสียงคนสวมผ้าคลุมเทาพูดอีกว่า “เจ้าสำนักคู ถ้าพวกเจ้าไม่ไปตอนนี้ ต่อไปสำนักมารอสูรอาจจะไม่มีโอกาสอีกเลยก็ได้!
คูหมิงสวีมองคนพูดและเอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโสช่วยชี้แจงให้ชัดเจนกว่านี้สักหน่อย!”
ชายสวมผ้าคลุมเทาจึงว่า “แผ่นดินชิงเวลานี้เกิดความโกลาหล และใจกลางของแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานใกล้ถือกำเนิดใหม่เต็มทีแล้ว เมื่อใดที่มันเกิดขึ้นใหม่ เวลานั้นทั้งสำนักมารอสูรและสำนักมารโลหิตก็จะไร้ประโยชน์สำหรับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนอีกต่อไป! หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาเมื่อไร สำนักมารรอสูรของเจ้าและสำนักมารโลหิตก็จะพินาศไปตลอดกาล!”
ฝ่ายคนเจ้าสำนักมีทีท่าลังเลอย่างเห็นได้ชัด ครู่หนึ่งจึงพูดกับอีกฝ่ายว่า “ไม่มีทาง เราจะไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ทรงเกียรติลู่รับปากกับเราแล้วว่าอีกหน่อยจะให้สำนักมารอสูรเป็นคนดูแลแผ่นดินชิง”
“เจ้าก็เชื่องั้นหรือ?”
เสียงพูดเย็นเยียบดังมาจากภายใต้ผ้าคลุมสีเทาเข้ม “พวกเจ้าไม่รู้จักสำนักผู้ตรวจการเขตแดนขนาดนี้เลยหรือ? ตอนนี้พวกมันต้องการใช้สำนักมารอสูรให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นพวกเจ้าร้องขออะไรมันก็ยอมทุกอย่าง ทว่าเมื่อใดที่พวกมันได้ครอบครองใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานเป็นผลสำเร็จ สำนักมารอสูรจะไร้ความหมาย”
คนพูดหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อไป “มิหนำซ้ำในแผ่นดินชิงยังมีใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานถือกำเนิด เมื่อใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานปรากฏตัว แผ่นดินชิงจะกลายเป็นวังวนขนาดมหึมา ถ้าสำนักมารอสูรยังอยู่ที่นี่ เท่ากับพวกเจ้าต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับวังวนนั้น และเมื่อถึงตอนนั้นสำนักมารอสูรอยากถอนตัว ก็คงจะสายเกินไป!
คูหมิงสวียังคงมีท่าทีลังเลอยู่นั่นเอง!
อีกฝ่ายสังเกตเห็น ชายสวมผ้าคลุมสีเทาจึงพูดว่า “ในเมื่อเจ้าสำนักคูไม่อยากไป ข้าก็จะไม่ขัดขวาง!
พูดจบ จึงหมุนตัวกลับและเดินออกไป
พลันคูหมิงสวีส่งเสียงเรียกตามหลัง “หยุดก่อนผู้อาวุโส!”
คนสวมผ้าคลุมสีเทาชะงักฝีเท้าหยุดนิ่ง จากนั้นมีเสียงคูหมิงสวีถามทันทีว่า “นอกจากสำนักชางเจี้ยนแล้ว ข้าอยากจะทราบว่ามีกลุ่มอำนาจอื่นที่ขัดแย้งกับสำนักผู้ตรวจการเขตอีกหรือไม่?”
ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบแต่ย้อนถามแทนว่า “ว่ายังไงนะ?”
คูหมิงสวีผงะไปเล็กน้อย สีหน้าลังเลและทันใดนั้นเขารีบค้อมตัวแสดงคารวะ “ผู้อาวุโส โปรดให้ความกระจ่าง!”
ชายสวมผ้าคลุมเทานิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงตอบว่า “ชุมนุมพลังเร้นลับประกาศว่าจะเป็นแนวร่วมให้เราแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำตอบ สีหน้าและแววตาของคูหมิงสวีแสดงความประหลาดใจ ขณะกำลังขยับปากจะพูดต่อไปพลันชายสวมผ้าคลุมเทาได้หายวับไปทันที
ทิ้งให้เจ้าสำนักคูหมิงสวีนั่งงงอยู่บนม้านั่ง จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ยามนั้นบอกได้ว่าความรู้สึกหวาดหวั่นวาบเข้าจับจิต
ชุมนุมพลังเร้นลับ!
กองกำลังที่มีความเป็นปริศนาและในเรื่องความแข็งแกร่งไม่ต้องพูดถึง! ถ้าลำพังสำนักชางเจี้ยนที่เดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะต่อกรกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ทว่าถ้าได้ชุมนุมพลังเร้นลับมาเป็นแนวร่วม ผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไรก็สุดที่จะคาดเดา
นอกจากนั้นอาจมิได้มีแต่ชุมนุมพลังเร้นลับเพียงเท่านั้น!
ขณะนั้นคูหมิงสวีรู้สึกเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไปหรือไม่ไป?
ถ้าตัดสินใจออกไปตอนนี้ แน่ละความสูญเสียย่อมเกิด ทว่าถ้าไม่ไปพวกเขาจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถานการณ์ยุ่งเหยิงของแผ่นดินชิงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในหอโถงแห่งนั้น คูหมิงสวีได้แต่ส่ายหน้าสลับกับส่งเสียงถอนหายใจ……
ในท้องฟ้ามืดมิดเต็มไปด้วยดวงดาว กระแสวังวนดำทะมึนค่อยๆ ก่อตัว ทันใดนั้นเรือเหาะแห่งจักรวาลดาราทะยานมาท่ามกลางความมืดมิด
บนเรือเหาะจักรวาลดาราลำนั้น ชายวัยกลางคนและชายชราสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน
ฝ่ายชายชราเหลือบมองไปรอบตัว สีหน้าหมกมุ่นหัวคิ้วย่นเข้าหากันกดเป็นร่องลึก “แลดูเวิ้งว้างยิ่งนัก……คนที่เรากำลังตามหาน่าจะอยู่แถวนี้งั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนยิ้มบางขณะสั่นศีรษะช้าๆ “ข้าไม่อยากให้มีที่ไหนที่จะรอดพ้นสายตาไปสักที่! ถ้าเราหาคนไม่พบจนทำให้นางโมโหขึ้นมา ปราสาทสุญญดาราของเรามีหวังแหลกเป็นจุณ!”
คำพูดของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไปกระตุ้นความทรงจำของชายชรา พลันสีหน้าของเขาปรากฏริ้วรอยหวาดหวั่นทันที!
สตรีผู้นั้น!
เป็นหญิงที่น่ากลัวนัก!
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าช้าๆ “พวกเราจะไปตามหาคนคนนั้นได้ที่ไหน……เวรกรรม!”
ชายชราเอ่ยทำนองหารือกับอีกฝ่าย “โลกนี้อยู่ใต้อำนาจปกครองของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน พวกเรากลับไปขอให้เขาช่วยเราตามหาคนผู้นั้นจะดีไหม?
“สำนักผู้ตรวจการเขตแดนงั้นหรือ?” ชายวัยกลางคนหันไปมองคนพูด “ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน?”
ชายชราบิดยกมุมปาก “กองกำลังชั้นสาม! เจ้าไม่รู้จักก็ไม่แปลก!”
อีกฝ่ายฟังแล้วจึงพยักหน้าเนิบๆ “ไปหาพวกเขากัน! ข้าหวังว่าคราวนี้จะได้ข่าวคราวอะไรกลับมาบ้าง ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กล้ากลับไปที่นั่นแน่!”
จากนั้นเรือเหาะจักรวาลดาราก็ค่อยทะยานห่างไป กระทั่งกลืนหายไปในห้วงอวกาศอันมืดมิด



