Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 643

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 643 แดนแห่งไฟชำระ! (ปลาย)

C

ขณะที่เยี่ยฉวนถูกพลังกระแทกจนผงะไปนั้น พลันกระบี่เล่มหนึ่งเหินออกจากหีบกระบี่ที่เขาเหน็บไว้ที่ด้านหลังทันที กระบี่ทะยานออกมาอย่างรวดเร็วยิ่งและพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรในพริบตา เจ้าสัตว์อสูรเห็นดังนั้นจอประสาทของมันตีบแคบลง และยืดส่วนแขนทั้งสองกางกั้นออกต้านทาน

เปรี้ยง!

ถึงกระบี่ถูกปัดป้องไว้ได้ทว่าเพียงวูบเดียวร่างของสัตว์อสูรก็กระเด็นไปไกลนับสิบชุ่น! ขณะที่มันหยุดชะงักนั้นเอง จู่ๆ เยี่ยฉวนปรากฏกายออกมาทางด้านบน ต่อมาลำแสงกระบี่ตวัดฟาดลงบนหัวของสัตว์อสูร

หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!

เมื่อกระบี่ฟาดลงมาสีหน้าของสัตว์อสูรแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้นมันกระทบขาขวาลงบนพื้นขณะเดียวกันผลักออกหมัดขวากระแทกขึ้นไป!

ตูม!

พลังอำนาจพุ่งออกจากกำปั้นของมันและครอบงำกระบี่ของเยี่ยฉวนให้จมหายไปในทันที!

เปรี้ยง!

ทั่วผืนพสุธาเลื่อนลั่นสั่นไหวรุนแรง ทันใดนั้นเจ้าสัตว์อสูรล่าถอยซ้ำอีกครั้ง ในครั้งนี้มันถอยห่างไปกว่าสองร้อยจั้งทีเดียว ทันทีที่ร่างนั้นชะงักหยุดนิ่งลง พลันนั้นเองกระบี่จ่อปลายเข้าบริเวณกึ่งกลางหน้าผากของมันพอดิบพอดี!

ทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบ!

เจ้าสัตว์อสูรจ้องเขม็งคนตรงหน้า “ฆ่าข้าเสีย!”

เยี่ยฉวนส่ายหน้าจากนั้นจึงเก็บกระบี่ “เจ้าไม่ใช่ศัตรู เหตุใดข้าจึงต้องสังหารเจ้า?”

พูดจบชายหนุ่มกลับหลังหันเดินจากไป

พลันสัตว์อสูรเรียกมาจากข้างหลัง “มนุษย์!”

เยี่ยฉวนชะงักและหันกลับไปมองสัตว์อสูรตัวนั้น “ว่าไง? อยากสู้กับข้าอีกหนหรือไง?”

อีกฝ่ายส่ายหน้า “ข้าเป็นฝ่ายแพ้!”

เสียงพูดหยุดนิดหนึ่งขณะสายตาของมันมองชายหนุ่มราวกับค้นหาคำตอบ “เจ้าไม่อยากฆ่าข้า จริงหรือ?”

เยี่ยฉวนย้อมถาม “ระหว่างเจ้ากับข้าเคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันหรือไง?”

สัตว์อสูรส่ายหน้าทำนองปฏิเสธ

คนตรงข้ามยิ้มนิดหนึ่งก่อนพูดว่า “แค่นั้นล่ะ! ถ้าเจ้าจู่โจมเข้ามาอีกเมื่อไร ข้าจะไม่ปรานีล่ะนะ”

ว่าแล้วคนพูดหันกลับและออกเดินไป

ในตอนนั้นเสียงสัตว์อสูรพูดลอยตามลมมาให้ได้ยินว่า “คนที่สถานศึกษาต้องการจะเอาชีวิตเจ้า!”

เยี่ยฉวนหยุดและถามโดยไม่เหลียวกลับ “ข้ารู้ มู่ฉางใช่ไหม?”

หากอีกฝ่ายบอกแต่เพียงว่า “ข้าบอกไม่ได้!”

ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้ม “ถ้างั้นบอกได้ไหมว่าคนผู้นั้นเสนอผลประโยชน์อะไรให้กับเจ้า?”

สัตว์อสูรนิ่งไปนิดหนึ่งราวกับลังเลที่จะตอบก่อนพูดว่า “อัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วง 5,000 ชิ้น!”

เพชรน้ำค้างสีม่วง 5,000 ชิ้น!

คำตอบที่ได้รับทำให้เยี่ยฉวนรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

คนผู้นั้นจ้างสัตว์อสูรสามตัวซึ่งระดับพลังทลายสุญตาทั้งสิ้นด้วยอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงจำนวน 5,000 ชิ้นงั้นหรือ?

ค่าแรงของพวกมันช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินอะไรอย่างนี้?

ชายหนุ่มนิ่งคิดชั่วขณะและจากนั้นเขายกมือขึ้นก่อนชี้ออกไปเบื้องหน้า พลันวงแหวนสัมภาระปรากฏออกต่อหน้าเจ้าสัตว์อสูร ฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามก่อนถามออกไปว่า “นี่มันอะไร?”

เยี่ยฉวนตอบยิ้มๆ “คิดเสียว่าเป็นสินน้ำใจจากข้าก็แล้วกัน”

เจ้าตัวที่ได้ยินเหลือบมองลงไปในวงแหวนสัมภาระ ภายในบรรจุเพชรน้ำค้างสีม่วง 10,000 ชิ้น เมื่อเห็นดังนั้นพลันสายตาตวัดกลับมายังคนตรงข้ามอย่างรวดเร็ว “หมายความว่าอย่างไร?”

ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ “ผูกมิตรกับพวกเจ้าไงล่ะ”

อีกฝ่ายเมื่อฟังคำตอบถึงกับอึ้งไป จากนั้นจึงพูดว่า “เจ้าเป็นคนดี ข้าชื่อเหลียนต้า ยินดีเป็นมิตรกับเจ้า แต่จะไม่ขอรับอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงพวกนี้!”

พูดพลางโยนวงแหวนสัมภาระกลับคืนให้คนมนุษย์

เหลียนต้าพูดต่อมาอีกว่า “ต่อไปจงระวังตัวให้มาก คนผู้นั้นไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ถ้าได้รับคัดเลือกเข้าสถานศึกษาเมื่อไร พวกเราคงมีโอกาสได้พบกัน!”

จากนั้นสัตว์อสูรตนหัวหน้าจึงได้ออกนำสมุนทั้งสองกลับหลังหันและหายวับไปในระยะไกลทันที

มู่ฉาง!

เยี่ยฉวนแสยะมุมปากเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ ครู่หนึ่งเขาจึงหมุนตัวก่อนมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง

สองชั่วยามต่อมา ขอบฟ้าเริ่มปรากฏสีเทาจางแห่งรุ่งอรุณ เป็นเวลาใกล้เช้าแล้ว

ในเมืองสัตว์อสูรที่ออกหากินเริ่มทยอยถอยกลับ เหลือทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณของมนุษย์กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ

ทุกคืนจะต้องมีคนสังเวยชีวิต!

ตอนนี้ในเมืองมีคนที่ยังรอดชีวิตเหลืออยู่แค่ 15 คนเท่านั้น เวลาปกติพวกเขาไม่มีการพบปะกัน ทว่าตรงกันข้ามต่างคนต่างคอยระแวดระวังให้แก่กันและกันเมื่อถึงยามค่ำคืน

เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วจนเป็นอีกหนึ่งวันที่ผันผ่าน หลังผ่านไปสามวันในเมืองเหลือคนรอดชีวิตอีกเพียง 11 คนเท่านั้น

ตอนรุ่งสางของวันใหม่ เฟิงจิ้งปรากฏตัวขึ้นที่เชิงกำแพงเมืองพลางทอดสายตามองเยี่ยฉวนซึ่งอยู่ในจุดที่ไม่ไกลจากที่ตนนัก รวมทั้งคนอื่นๆ ต่างมารวมตัวกันที่บริเวณลานกว้าง “นับแต่นี้ไป พวกเจ้าได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ของสถานศึกษาเต๋าอี้”

หลังจากนั้นคนพูดยื่นมือออกไปข้างหน้าและกดนิ้วชี้ลง พลันเหรียญจำนวน 11 เหรียญทะยานไปที่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนและคนอื่น

บนเหรียญจารึกตัวอักษรขนาดเล็กไว้ว่า ‘เต๋า’

ได้ยินเช่นนั้นคนในบริเวณลานโล่งต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม แววตาเป็นประกายด้วยความยินดี

ต่อมามีเสียงเฟิงจิ้งบอกทุกคนว่า “ตามข้ามา!”

ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงตามเฟิงจิ้งมุ่งหน้าตรงเข้าไปด้านในสุดของตัวเมือง และไม่นานนักทุกคนได้มาหยุดที่เบื้องหน้าประตูแห่งแสงบานหนึ่ง

คนนำหน้าหันมาสั่งเสียงเคร่งขรึมว่า “เข้าไป!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนเดินผ่านเข้าไปในม่านแสงอย่างไม่ลังเล……

ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลดารา ลึกเข้าไปในดินแดนแห่งจักรวาลดาราปรากฏวิหารสีดำหลังหนึ่ง ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารนักอีกทั้งห้อมล้อมด้วยบรรยากาศทะมึนทึมทึบ

เหนือยอดวิหาร เผยให้เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่อ่านได้ว่า ‘แดนแห่งไฟชำระ’

ชายชราคนหนึ่งมาถึงยังหน้าวิหาร พลันประตูเปิดออกทันทีจากนั้นคนจึงก้าวผ่านเข้าสู่ภายใน

เขาเดินมุ่งหน้าไปตามเส้นทาง เมื่อมาถึงชั้นที่หกจึงหยุดเดินซึ่งสถานที่แห่งนี้กว้างขวางจนไม่อาจมองเห็นจุดหมายปลายทางได้ ภายในเป็นสุสานมากมายและสัมผัสแห่งความตายกระจายไปทั่วทุกที่

ชายชราเดินตรงไปอีกราวครึ่งชั่วยามถัดมาก่อนที่เขาจะหยุดเดิน เบื้องหน้าปรากฏเสาหินขนาดใหญ่ ที่นั่นมีร่างของหญิงคนหนึ่งถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่สีดำมัดติดกับเสาหิน นอกจากนั้นแขนขาของหญิงผู้นั้นถูกปักตรึงไว้ด้วยกระบี่สีดำสี่เล่ม

ชายชราเดินไปหยุดที่เบื้องหน้าสตรี ขณะสายตาจับจ้องไปยังร่างนั้นพลางเอ่ยวาจาเย้ยหยัน “ที่เป็นอย่างนี้เพราะเจ้าอยากเอาของล้ำค่าไปให้ไอ้เลือดชั่ว ข้าจะบอกข่าวดีให้ฟัง พวกเรารู้แล้วว่ามันไปกบดานอยู่ที่ไหนและส่งคนไปลากตัวมันมาแล้ว เชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วข้าจะตัดหัวของมันมาให้เจ้าดูเป็นขวัญตา!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สตรีที่ถูกมัดตัดกับเสาเผยอเปลือกตาเปิดขึ้นทันที

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!