บทที่ 683 ขอยืมใช้ก่อน!
ภายในหอโถง อวิ๋นเสี่ยวใบหน้าถมึงทึงจ้องมองเยี่ยฉวนสีหน้าเครียดเคร่งดำคล้ำ
พลันต่อมาเสียงพูดปนหัวเราะของหัวหน้าผู้อาวุโสดังขึ้น “การตอบโต้กลับนี่เอง!”
ขณะเดียวกันคนพูดมองเลยไปยังอวิ๋นเสี่ยว “พี่อวิ๋นเสี่ยว คนหนุ่มบางทีความเห็นอาจไม่ลงรอยกันด้วยเรื่องเล็กน้อยจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง!”
ชายชราอีกฝ่ายเค้นเสียงตอบโต้ “แหงสิ ก็มันเป็นคนอัจฉริยะของสถานศึกษาเจ้านี่!”
หัวหน้าผู้อาวุโสหัวเราะหึ “เอาเถอะ ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนใจร้อนฉุนเฉียวง่าย ถ้าเขาทำให้ท่านขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องอันใดข้าจึงหวังว่าท่านจะยอมให้อภัยเขาสักครั้ง”
พลันหันไปมองเยี่ยฉวนที่ยืนฟังอยู่ด้านล่าง “เจ้าไปได้!”
ชายหนุ่มหันหลังและกลับออกไป เขามีหลายเรื่องที่ต้องไปจัดการ! ถ้าไม่เห็นแก่หัวหน้าผู้อาวุโส เยี่ยฉวนจะไม่ไว้หน้าสองคนนั้นแน่!
หลังจากนั้นราวหนึ่งถ้วยชา อวิ๋นเสี่ยวและคนหนุ่มจึงกลับออกจากสถานศึกษาเต๋าอี้
เมื่อออกมานอกอาณาเขตสถานศึกษา จู่ๆ คนหนุ่มเอ่ยถามเสียงห้าว “ท่านลุงเสี่ยว แค่นี้เองหรือขอรับ?”
อวิ๋นเสี่ยวชำเลืองมองด้วยแววตาเยือกเย็น “ข้าจะทำอะไรได้?”
คนหนุ่มเสียงห้วน “มันเกือบจะฆ่าข้าตายไปแล้วนะขอรับ!”
ชายชราโต้กลับเสียงไม่ต่างจากเดิม “เขาพูดว่าสู้กับเจ้าและเกือบจะพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า อย่างนี้แล้วจะให้ข้าพูดอะไรได้อีก? ให้ข้าบอกคนอื่นว่าเจ้าไม่ทันได้โต้กลับแม้สักครั้งเดียวงั้นหรือ?”
คนตรงข้ามแย้งเสียงอ่อยขณะสีหน้าแสดงว่าละอายแก่ใจ “มันแอบลอบกัด ถ้าไม่งั้นเหตุใดข้าจะ…”
อวิ๋นเสี่ยวสั่นศีรษะ “ข้าสืบมาแล้วชายคนนั้นสำเร็จเป็นเซียนกระบี่ตั้งแต่อายุยังไม่เท่าไร ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่คนที่มีฝีมือธรรมดา”
ขณะที่พูดพลางเหลือบมองคนหนุ่มตรงหน้า “เวลานี้มีเรื่องด่วนที่จะต้องทำคือกลับไปรายงานเรื่องอวิ๋นเซิงให้แก่คนในตระกูลอวิ๋นได้รับรู้ ส่วนการสะสางความแค้นของพวกเจ้า ยังมีเวลาอีกมากนัก”
จากนั้นคนพูดหันหลังกลับและร่างนั้นได้หายวับไปสุดขอบฟ้า
คนข้างหลังยืนลังเลอยู่เป็นครู่ พลางหันไปมองยังทิศที่ตั้งของสถานศึกษาเต๋าอี้ด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม จากนั้นจึงติดตามออกไป
…
เยี่ยฉวนมาถึงยังหอฝึกบ่มเพาะพลังชี่ของสถานศึกษาเต๋าอี้ ในเต๋าอี้มีหอแยกฝึกจำนวนหลายห้อง โดยห้องแยกฝึกเหล่านี้ถูกครอบด้วยบารมีแห่งค่ายกลจึงไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง ทั้งยังเป็นสถานที่ปิดด้วย ทว่าการใช้ห้องเหล่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอัญมณีเพลิงอินทนิลมากเอาการ
หลังจากส่งมอบอัญมณีเพลิงอินทนิลให้ไปแล้ว ชายหนุ่มจึงเข้าสู่หอฝึกบ่มเพาะพลัง
ฝึกฝนการบ่มเพาะพลัง!
เขาต้องทำให้เพลงกระบี่ทั้งสองเพลงกระบี่สอดประสานกันให้ได้!
สำหรับเพลงกระบี่หนึ่งกระบี่ชี้ชะตานั้นเขาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเขารู้จักมาบ้าง ทว่ามิได้เข้าใจตลอดทะลุปรุโปร่งเท่าใดนัก
เพลงกระบี่หนึ่งกระบี่ชี้ชะตานั้นเชื่อมั่นในเต๋าแห่งกระบี่และพลังผลักแห่งกระบี่ ส่วนเพลงกระบี่อีกเพลงมาจากกลเม็ดอันปราศจากมลทิน ถ้านำสองเพลงกระบี่ผสานรวมกัน พลังอำนาจของมันจะไม่ยิ่งหย่อนกว่าใครแน่นอน
ในเวลาถัดมาเยี่ยฉวนจึงเริ่มฝึกฝนบ่มเพาะพลังอย่างเอาเป็นเอาตาย
ชักกระบี่ออกจากฝัก!
ทุกวันเวลาที่ผ่านไปเขาเฝ้าแต่ทำอยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการทำท่าชักกระบี่ออกจากฝักอย่างหนักหน่วง สิ่งที่เยี่ยฉวนกำลังปฏิบัติก็คือเขาจะต้องฉวยจุดประกายไฟขึ้นให้ได้ทันทีที่กระบี่ชักออกจากฝัก
เมื่อเริ่มต้น ดูท่าว่าการฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่จะเป็นไปอย่างราบรื่น ทว่าต่อมาเขากลับพบว่ามันค่อยๆ เกิดความยากลำบากมากขึ้นเสียอย่างนั้น!
ด้วยชายหนุ่มสังเกตได้ว่าหากแยกเพลงกระบี่ทั้งสองออกจากกัน จะไม่ยากเย็นอะไรเลยโดยเฉพาะกับตัวเขาเอง ทว่าถ้าเมื่อไรถูกนำมารวมกันกลับเป็นความยากลำบาก
แม้ว่าจะยากเย็นแค่ไหน เยี่ยฉวนก็รับรู้เป็นอันดีว่าถ้าเมื่อใดที่การผสานสองเพลงกระบี่สำเร็จ ผนวกกับกระบี่และฝักกระบี่ที่มีในตอนนี้ พลังอำนาจนั้นจะมากมายมหาศาลอย่างที่สุด!
ชักกระบี่ออกจากฝักอย่างหนักหน่วงต่อไป!
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ขณะเดียวกันเวลาค่อยเคลื่อนคล้อยผ่านไป ล่วงเข้าวันที่สี่ซึ่งเขาเองจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองฝึกชักกระบี่ออกจากฝักไปมากน้อยเพียงใด!
ผลที่จะตามมาคือรางวัลซึ่งค่อยๆ ปรากฏผลสัมฤทธิ์ที่เขาได้รับ นั่นก็คือภายหลังจากใส่เพลงกระบี่ลงในการชักกระบี่ออกจากฝัก เขารับรู้ได้ว่าบัดนี้หนึ่งกระบี่ชี้ชะตาเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
พลังเพิ่มพูนมากขึ้น
ยิ่งนานวันเงินทองที่ถูกผลาญไปเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยทุกครั้งที่เขาชักกระบี่ออกจากฝักกระบี่หมายถึงเงินทองที่ต้องผลาญไปด้วยทุกครั้ง เคราะห์ยังดีที่เขาสะสมอัญมณีเพลิงอินทนิลไว้บ้าง จึงมีพลังมากพอที่จะประคับประคองการฝึกบ่มเพาะพลังอย่างหนักของเขาให้ผ่านพ้นไปได้!
วันเวลาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งครึ่งเดือนผ่านไป
ภายในห้องฝึกบ่มเพาะพลังชี่ จู่ๆ เยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นยืนโดยที่มือข้างซ้ายกระชับฝักกระบี่ไว้มั่นและนิ่งค้างอยู่เช่นนั้นเป็นครู่ใหญ่ หลังจากผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชาต่อมา เขาใช้มือขวากุมด้ามกระบี่และทันใดนั้นได้ชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว
ชิ้งงง!
เสียงแห่งกระบี่กรีดก้องและด้วยเสียงที่ทรงพลังส่งผลกระทบต่อห้องฝึกบ่มเพาะพลังชี่เกิดรอยร้าวแตกละเอียดลงไปทันที ไม่เพียงห้องฝึกบ่มเพาะพลังเท่านั้น ทว่าพื้นที่ในละแวกใกล้เคียงเกิดร่องร้าวลึกปรากฏอยู่ทั่วไป
ถึงกระนั้นเจ้าตัวส่ายศีรษะอย่างขัดใจ ด้วยเห็นชัดว่ายังไม่พอเรียกว่าอีกไกลโขทีเดียว พลังระเบิดจากการชักกระบี่ออกจากฝักยังต้องพัฒนาอีกมากนัก
ทว่าเขากำลังจะฟันฝ่าไปให้ได้ ถ้าอยากเร่งรัดให้รวดเร็วก็ยิ่งผลาญทั้งพลังกายและพลังใจ
ภายหลังจากการชักกระบี่ครั้งนี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นปรากฏรอยร้าวที่บริเวณลำแขนข้างขวา ไม่เพียงเท่านั้นเยี่ยฉวนรู้สึกเหมือนในกายเป็นรูกลวงโบ๋ เรี่ยวแรงพาลถดถอยในฉับพลัน
กระบี่ชนิดนี้ผลาญพลังงานมากมายมหาศาล!
ขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงไม่อาจรับไหว!
ต้องสำเร็จขั้นทลายสุญตาให้ได้!
และการจะถึงขั้นนั้น เขาต้องใช้กระบี่!
ชายหนุ่มทรุดนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นห้อง ก่อนจะเริ่มคำนวณทรัพย์สินที่มีอยู่ เวลานี้เขามีอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงหนึ่งล้านหกแสนชิ้นและอัญมณีเพลิงอินทนิล 11,000 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับอัญมณีเพชรน้ำค้างหนึ่งล้านหกแสนชิ้น
เท่านี้ก็น่าจะพอ!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงออกจากหอคอยแห่งเรือนจำ เขาหาได้ออกไปตามหากระบี่ที่ไหน ด้วยมีธุระสำคัญกว่านั้นที่ต้องไปจัดการ
ชายหนุ่มตรงเข้าไปในหอโถงเต๋าอี้ หลังจากนั้นราวหนึ่งถ้วยชาจึงกลับออกจากหอโถงเต๋าอี้และไปยังหอคอยเพลิงอินทนิล
จากนั้นเยี่ยฉวนได้พบกับเยี่ยนเจี๋ย และมอบของสามสิ่งซึ่งได้รับมาจากหัวหน้าผู้อาวุโสให้แก่นางไป
สตรีพยักหน้าขณะรับสิ่งของนั้นไป “เอาละข้าจะฟื้นฟูกายเนื้อให้นางแต่จะต้องใช้เวลาสักหน่อย อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้เจ้าค่อยกลับมาใหม่ก็แล้วกัน!”
อีกฝ่ายสีหน้าลังเลใจ ก่อนจะถามกลับ “อันตรายหรือไม่ขอรับ?”
เยี่ยนเจี๋ยสั่นศีรษะ “ไม่ได้มีอันตราย ทว่ากายเนื้อของนางจะถูกแปลงรูปโฉมอีกทั้งจิตวิญญาณดั้งเดิมก็แหลกสลายไปจนหมด หลังจากการคืนชีพครั้งนี้บางทีนางอาจจะเจอปัญหาซึ่งข้าเองไม่อาจบอกได้แน่ชัด!”
ชายหนุ่มกล่าวเสียงขรึม “ถึงยังไงข้าก็ขอบคุณมาก!”
สตรีนามเยี่ยนเจี๋ยผงกศีรษะเบาๆ “อีกหนึ่งเดือนค่อยกลับมาใหม่!”
คนพูดหยุดนิดหนึ่งด้วยดูเหมือนนางจะนึกขึ้นมาได้ จึงกล่าวกับอีกฝ่ายว่า “ระวังเจียนจื่อไจ้สตรีที่อยู่บนชั้นที่สี่ไว้ให้ดี นางมีพลังที่ไม่ธรรมดา”
เยี่ยฉวนถามว่า “นางจะไม่แผลงฤทธิ์เอาอีกหรือขอรับ?”
สตรีหัวเราะหึ “ตอนนี้ไม่! แต่เจ้าอย่าเที่ยวกระตุ้นใช้งานหอคอยง่ายนัก ยิ่งกระตุ้นมากเท่าไรผนึกยันต์บนหอคอยจะหลุดออกจนหมด เมื่อถึงตอนนั้นนางอาจจะออกมาฆ่าเจ้าก็ได้”
กระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำ!
เยี่ยฉวนยิ้มจืดเจื่อน ตามปกติเขาไม่กล้ากระตุ้นหอคอยอยู่แล้ว
หวาดกลัวก็ว่าได้!
อันที่จริงเขาออกจะหวาดกลัวสักหน่อยด้วยซ้ำ เมื่อใดที่กระตุ้นหอคอย จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นทุกที!
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ชายหนุ่มจึงขึ้นมาจากชั้นใต้ดินและกลับไปยังสถานศึกษาเต๋าอี้!
ตอนนี้เรื่องที่เขาต้องทำก่อนอื่นคือการตามหากระบี่ โดยเฉพาะที่เป็นขั้นสวรรค์ระดับสูง!
เพื่อให้ได้มาซึ่งกระบี่ที่ต้องการ สถานที่เขาจะไปได้มีเพียงสองแห่งคือหอวาณิชไท่เฮ่อ ซึ่งเป็นหอวาณิชที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเต๋าอี้ หรืออีกที่คือสำนักเซียนเจี้ยน สำนักกระบี่ที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนอุดร
หอวาณิชไท่เฮ่องั้นหรือ?
เยี่ยฉวนปฏิเสธความคิดนี้โดยสิ้นเชิง ด้วยตนเองและหอวาณิชไท่เฮ่อมีเรื่องขัดแย้งกันมาหยกๆ ขืนโผล่หน้าเข้าไปให้พวกมันเห็น มีหวังถูกไล่ตะเพิดออกมาไม่ทันเป็นแน่!
ส่วนสำนักเซียนเจี้ยนงั้นหรือ?
ไม่เข้าท่าเหมือนกัน!
เพราะสำนักเซียนเจี้ยนไม่มีทางยอมให้กระบี่แก่เขาอยู่แล้ว ขโมยงั้นหรือ?
คิดแล้วเยี่ยฉวนออกจะรู้สึกลังเลอยู่บ้าง การขโมย……ไม่ใช่วิธีที่ดี!
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองออกมาว่า “ไปขอยืมดีกว่า……ขอยืมก่อนและค่อยนำไปคืนทีหลัง……”
ว่าแล้วคนก็หายวับไปจากสถานที่ทันที
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ เสียงใครคนใดคนหนึ่งกล่าวลอยๆ ดังขึ้นว่า “คนอะไร หน้าไม่อาย……”



