บทที่ 697 ยันต์ผนึกพิภพ ขวานสยบเวหา! (ต้น)
ชายชราซึ่งบัดนี้กลายเป็นกายละเอียดไปแล้ว สายตาจ้องแน่วมายังเยี่ยฉวนแววตาเหี้ยมเกรียมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เยี่ยฉวน เจ้ามันรนหาที่ตายเอง……เจ้า……”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เยี่ยฉวนไม่รีรอพุ่งจากระยะไกลตรงเข้าหาอีกฝ่ายทันที!
ชายชราสวมผ้าไหมสีหน้าแปรเปลี่ยนวูบ ทว่าครู่เดียวก็ข่มจิตใจสงบลงได้ในทันที ขณะเดียวกันได้วาดฝ่ามือพร้อมผลักออกไปพลันพลังวิญญาณอันแกร่งกล้าพุ่งเข้าใส่เยี่ยฉวน
ในตอนนั้นเองชายหนุ่มเงื้อกระบี่และฟาดออกไปตรงหน้า
หลังจากนั้นพลังวิญญาณตรงหน้าได้วุบหายไปอย่างสิ้นเชิง!
ในเวลาเดียวกันนั้น กึ่งกลางแสกหน้าของชายชราสวมผ้าไหมถูกกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าปักตรึงแน่นอยู่อย่างนั้น
หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!
พลังแห่งเพลงกระบี่นี้บอกเลยว่าแม้คู่ต่อสู้จะเป็นวิญญาณก็ไม่อาจต้านทานพลังฟาดครั้งนี้ได้!
ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงบ!
ดวงวิญญาณของชายชราสวมผ้าไหมกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว สายตาที่เพ่งมองมายังเยี่ยฉวนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “จะ…เจ้า…แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ยังไง…”
เยี่ยฉวนไม่ได้คิดที่จะตอบคำถามของชายชรา ชายหนุ่มเหลียวกลับไปทางชายสวมชุดดำอีกสองคน ซึ่งตอนนี้แต่ละคนใบหน้าซีดเผือดและหันหลังหนีไปให้ไกลที่สุด
ตอนนั้นเองเยี่ยฉวนหายวับไปจากที่ที่เคยอยู่
ผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชาต่อมา
บนพื้นดินก็มีร่างของชายสวมชุดดำสองคนนอนตายไปตามกัน!
ไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก หัวหน้าผู้อาวุโสมองเยี่ยฉวนที่ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมาสักคำ
ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า “หัวหน้าผู้อาวุโส ข้าต้องไปจากสถานศึกษาเต๋าอี้แล้วขอรับ!”
ชายชรายืนยันหนักแน่น “พวกเราต้านได้แน่!”
เยี่ยฉวนยิ้มเจื่อน “สถานศึกษาเต๋าอี้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องส่วนตัวของข้า! และข้าเป็นคนเก็บสมบัติล้ำค่าเอาไว้ เวลานี้ไม่เพียงตระกูลตู๋กู ทว่ามีอีกหลายคนกำลังตามมาหาเรื่องข้า ถ้าขืนยังอยู่ที่นี่ต่อไป เต๋าอี้คงไม่เป็นสุขแน่!”
ฝ่ายหัวหน้าผู้อาวุโสได้แต่นิ่งเงียบ
ด้วยเป็นไปตามที่ชายหนุ่มกล่าวมา ตลอดเวลาที่เขามาอยู่ที่นี่สถานศึกษาเต๋าอี้ไม่เคยสงบ หากเป็นในสมัยของมู่เต๋าอี้ สถานศึกษาเต๋าอี้อาจจะปกป้องชายหนุ่มผู้นี้ได้ ทว่าในเวลานี้พูดอย่างเป็นกลาง เต๋าอี้ไม่อาจปกป้องเขาได้อย่างแน่นอน!”
ขณะนั้นเยี่ยฉวนถามอีกฝ่ายว่า “หัวหน้าผู้อาวุโส เรื่องน้องสาวของข้าล่ะขอรับ?”
คนถูกถามตอบให้ว่า “นางติดตามอาจารย์ใหญ่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน!”
ชายหนุ่มตรงข้ามพยักหน้า “ข้าจะหาทางติดต่อพวกเขาเองตอนที่ออกจากสถานศึกษาเต๋าอี้แล้ว และหวังว่าตระกูลตู๋กูจะไม่ตามมาหาเรื่องนางถึงที่นี่นะขอรับ”
หลังจากนั้นคนพูดหันไปคารวะอำลาหัวหน้าผู้อาวุโส “ขอบคุณที่ท่านคอยดูแลข้ามาตลอด แล้วค่อยพบกันใหม่ขอรับหัวหน้าผู้อาวุโส!”
เยี่ยฉวนพูดจบก็หันหลังเตรียมที่จะออกไป
“เจ้าจะไปที่ไหน?”
เสียงหัวหน้าผู้อาวุโสถามทันที
ชายหนุ่มจึงหยุดหันมาถามว่า “หัวหน้าผู้อาวุโส ท่านทราบไหมว่าคนตระกูลอวิ๋นรับตัวอวิ๋นเซิงกลับไปที่ดินแดนสวรรค์แล้วหรือยังขอรับ?”
ชายชราสั่นศีรษะพร้อมตอบว่า “ยัง! พวกเขายังอยู่ที่เมืองเต๋าอี้และพยายามจะให้สถานศึกษาเต๋าอี้เราจับตัวเจ้าส่งไปให้พวกมันอยู่นั่นเอง”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “เมื่อกลับไปแล้ว ท่านสามารถประกาศให้รู้ทั่วกันได้เลยว่าข้าไม่ใช่ศิษย์เต๋าอี้อีกต่อไป”
กล่าวจบแล้วคนพูดหายวับไปจนไกลที่สุดขอบฟ้า
ด้านหลังหัวหน้าผู้อาวุโสยังอยู่ที่เดิม ชายชราถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเองก็อยากให้เยี่ยฉวนไปเสีย
ด้วยความแข็งแกร่งของชายหนุ่มที่ปรากฏให้เห็นออกจะน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย!
น่าเกรงขามจนเขารู้สึกหวาดกลัว!
คนที่เป็นอัจฉริยะเช่นนี้จะต้องนำความรุ่งโรจน์มาสู่สถานศึกษาเต๋าอี้เหมือนครั้งเก่าก่อนที่เคยเป็น… อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่ารอให้ถึงวันนั้นเต๋าอี้คงพินาศย่อยยับไปเสียก่อน
ผ่านไปเนิ่นนาน หัวหน้าผู้อาวุโสส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ ก่อนจะหมุนตัวกลับออกไป
…
ออกจากสถานศึกษาเต๋าอี้แล้วเยี่ยฉวนมุ่งหน้าเข้าเมืองเต๋าอี้
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ทันทีที่ไปถึงพลันชายชราผู้หนึ่งปรากฏกายออกมายืนขวางหน้า
บนอกเสื้อด้านซ้ายปักตัวอักษรขนาดเล็ก ‘อวิ๋น’
ตระกูลอวิ๋น!
ชายชรามองเยี่ยฉวนเขม็งก่อนจะออกว่าเย้ยหยัน “คนเช่นเจ้าควรค่ากับการเป็นผู้สืบทอดวิชาหล่อโลหะของตระกูลอวิ๋นงั้นหรือ? ข้า…”
ฉับพลันนั้นเองชายหนุ่มชักกระบี่ออกจากฝักก่อนที่จะตวัดออกไปเบื้องหน้าทันใด
ฉัวะ!
โดยไม่ทันตั้งตัวศีรษะของชายชราขาดกระเด็นปลิวหวือไป
ถูกสังหารในฉับพลัน!
เยี่ยฉวนเดินตรงเข้าไปในร้านน้ำชา ด้านในเขาพบกับอวิ๋นเซิงซึ่งขณะนั้นโดนพันธนาการด้วยโซ่สีดำสนิทเส้นใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดอีกทั้งลมหายใจอ่อนล้ายิ่ง
อวิ๋นเซิงเหลือบมองมายังชายหนุ่ม เยี่ยฉวนตรงเข้าไปพร้อมกันนั้นก็ยกกระบี่ฟันฉับ โซ่เส้นใหญ่ขาดสะบั้นออกจากกันทันที
ชายหนุ่มรีบเข้าไปหาอวิ๋นเซิงและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาจารย์ ไปกันเถอะ!”
ขณะเดียวกันได้ตรงเข้าอุ้มร่างชายชราขึ้นแบกไว้บนบ่าและเดินออกจากร้านน้ำชาแห่งนั้น เมื่อออกมาถึงภายนอกบริเวณหน้าร้านน้ำชาจึงพบว่ามีขายวัยกลางคนยืนขวางทาง
เสียงกระซิบอ่อนโรยของอวิ๋นเซิงดังขึ้นข้างหู “อวิ๋นหล่ง หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์แห่งตระกูลอวิ๋น”
ชายชราตรงหน้าชำเลืองมองเยี่ยฉวนด้วยหางตาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนสั่นศีรษะด้วยท่าทีเหลืออด “ลูกพี่ลูกน้อง สายตาเจ้ามันใช้ไม่ได้เอาเสียเลย ไปคว้าเอาคนไม่มีแววอย่างนี้มาสืบทอดวิชาหล่อโลหะได้ยังไง?”
อวิ๋นเซิงมิทันตอบโต้ ทันใดนั้นเยี่ยฉวนพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมกับสะบัดกระบี่ฟาดออกไป เมื่อเห็นดังนั้นพลันคนที่อยู่ตรงข้ามหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันเขาโบกมือข้างขวาขึ้นก่อนจะปรากฏกระบี่แบนกว้างตวัดฉับลงตรงหน้า
ตูม!
สิ้นเสียงระเบิดดังสนั่น ร่างของชายวัยกลางคนถอยห่างไปไกลนับสิบจั้ง!
ในทันทีที่เขาชะงักหยุด พลันนั้นเองที่ช่องอากาศว่างเปล่าปรากฏกระบี่พุ่งวาบเข้ามาตรงหน้า นัยน์ตาของชายวัยกลางคนเบิกกว้างฉับพลันและขยับหลีกห่างด้วยสัญชาตญาณตอบสนองว่องไว ทว่าดูเหมือนจะยังช้าไปเสียแล้ว–
ฉับ!
แขนข้างของชายวัยกลางคนขาดกระเด็นไปทันที!
ที่ห่างออกไปนับหลายสิบจั้ง ชายวัยกลางคนเขม้นมองเยี่ยฉวนด้วยแววตาเครียดเคร่ง ขณะนี้เข้ารู้ตัวแล้วว่าไม่อาจดูแคลนชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้
ชายหนุ่มเองกำลังตั้งท่าจะจู่โจมต่อเนื่อง ทว่ามีเสียงของอวิ๋นเซิงท้วงขึ้นจากข้างหลังว่า “รีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะ”
เยี่ยฉวนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและหายวับไปจากสถานที่พร้อมอวิ๋นเซิงทันที
อวิ๋นหล่งมองตามอย่างลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาตัดสินที่จะไม่ไล่ตามคนทั้งคู่ หลังจากนั้นจึงหยิบเอาศิลาถ่ายทอดสัญญาณออกมาก่อนจะบดเข้าด้วยกัน……



