บทที่ 704 ถล่มสถานศึกษาเต๋าอี้ให้พินาศ!
ณ สถานที่แห่งหนึ่งนอกประตูเมือง มังกรร่างมหึมาจ้องเขม็งไปยังชายสวมชุดดำที่ยืนเผชิญหน้าแววตาส่องประกายความหวาดกลัวฉาบอยู่ลึกล้ำ
มันไม่อาจสัมผัสพลังของบุรุษตรงหน้าว่าแกร่งกล้าเช่นไร หากแต่รับรู้ได้ว่ากระบี่เล่มนั้นน่าสะพรึงกลัวมากเหลือเกิน มังกรตระหนักดีว่าพลังกายของมันในเวลานี้ไม่อาจรับพลังปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตามมังกรจะไม่มีทางยอมก้มหัวให้แก่ศัตรูเด็ดขาด
มันจึงคำรามใส่ชายชุดดำด้วยความดุร้ายแววตามุ่งมั่นบ่งชัดว่ามังกรตัดสินใจแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันพร้อมที่จะสู้สุดชีวิตแล้ว
ทันใดนั้นชายสวมชุดดำชะงักหยุด และเก็บกระบี่คืนฝักทันที
มังกรมองอย่างตกตะลึง
คนชุดดำเอ่ยเสียงเรียบ “เจรจากันหน่อยได้ไหม?”
มังกรเขม้นมอง “เจ้ามนุษย์ จะเอายังไงกันแน่?”
ชายสวมชุดดำพูดว่า “ไม่มีอะไรมาก ศิษย์ข้าคนหนึ่งเขาจำเป็นต้องใช้โลหิตมังกร เจ้าจะสละโลหิตให้ข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่? และข้าจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้เป็นอย่างดี”
โลหิตมังกร!
ฝ่ายตรงข้ามนิ่งขึงจากนั้นมันเอ่ยถามเสียงห้าว “ไอ้เด็กหนุ่มนั่นหรือ?”
ชายชุดดำพยักหน้า
เสียงถามของมังกรบอกว่าข้องใจยิ่ง “เขามีอาจารย์เก่งกาจเช่นเจ้า ไฉนจึงต้องมาสืบทอดสมบัติท่านประมุขของเรา?”
ฝ่ายคนตอบกลับไปว่า “เต๋าแห่งวิทยายุทธ์และเต๋าแห่งกระบี่ ล้วนมีเป้าหมายเช่นเดียวกัน หาได้ขัดแย้งซึ่งกันและกันไม่”
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ หยาดโลหิตขนาดเท่ากำปั้นลอยมาตรงหน้าชายสวมชุดดำ
เขาคว้ามาโลหิตหยดนั้นมาเก็บ “ขอบใจ”
จากนั้นก็หันหลังเตรียมที่จะออกไป พลันดูเหมือนเขาจะคิดอะไรได้บางอย่างจึงหันไปถามว่า “เทพจักรพรรดิจากไปแล้ว เจ้าจะรออะไรอยู่อีก?”
มังกรกล่าวตอบเสียงเคร่งขรึม “พวกเราให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อท่านประมุขคนเดียว”
ชายสวมชุดดำแย้งว่า “แต่เขาตายแล้ว! คำสัตย์ปฏิญาณย่อมยุติไปโดยปริยาย”
ฝ่ายตรงข้ามนิ่งเงียบ
คนสวมชุดดำจึงพูดต่อไปว่า “คนที่ตายไปแล้วทุกอย่างย่อมสิ้นสุดไปด้วย เช่นกันกับคำสัตย์ปฏิญาณก็ต้องยุติลงด้วย ถ้าเจ้ายังเฝ้าอยู่ที่นี่ เหมือนผู้ที่เคร่งครัดจนเกินไปไม่รู้จักยืดหยุ่น เจ้าไม่ใช่ฝ่ายที่เสียคำพูดสักหน่อย”
มังกรเงียบงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “หนึ่งสามของดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เราสถิตอยู่ในยันต์ผนึกพิภพ”
ชายสวมชุดดำจึงบอกกับฝ่ายนั้นว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม? ข้าจะบอกศิษย์ข้าให้คืนดวงวิญญาณแก่เจ้า”
ผู้ฟังถึงกับตะลึงไปทันทีและถามกลับอย่างรวดเร็ว “จะให้พวกเราตอบแทนอย่างไร?”
คนตอบกลับว่า “ไม่ต้องตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เจ้าต้องช่วยเขาสักครั้งโดยไม่มีข้อแม้”
มังกรเงียบไปชั่วขณะก่อนจะตอบกลับว่า “ตกลง!”
นับเป็นการเจรจาที่เยี่ยมยอดมาก!
ฝ่ายคนจึงพยักหน้าก่อนจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว
ขณะสายตามองตามบุรุษลึกลับสวมชุดดำซึ่งเพิ่งจะหายลับกายไป แววตาของมังกรระคนความเคร่งขรึม…
แน่ชัดว่าชายสวมชุดดำที่แท้คือเยี่ยฉวน!
เมื่อประจักษ์ว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งสองมังกรอยู่ในแผ่นยันต์ผนึกพิภพ เยี่ยฉวนก็เกิดความคิดที่จะเอาชนะใจมังกรทั้งสองให้ได้
อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ทำเช่นนั้นอยู่ดี
ด้วยหลังจากที่ได้พบปะกัน เยี่ยฉวนพบว่ามังกรพวกนี้เป็นมีนิสัยเย่อหยิ่งอย่างมาก และไม่มีทางยอมแพ้เขาโดยเด็ดขาด ถ้าขืนยิ่งบังคับพวกมัน มีแต่จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
เพราะฉะนั้นชายหนุ่มจึงเปลี่ยนวิธีให้พวกมันกันมาช่วยเหลือเขาสักครั้งหนึ่ง
พวกมันไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอและไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธด้วย เพราะพวกมันไม่ต้องเสียอะไรทั้งนั้น
สำหรับเขา การที่พวกมันยอมให้ความช่วยเหลือสักครั้งหนึ่งนับว่าเพียงพอแล้ว
เยี่ยฉวนย้อนกลับไปที่ประตูเมืองอีกครั้ง เขาบอกกับเจียนจื่อไจ้ตามตรงว่าให้คืนดวงวิญญาณแก่มังกรทั้งสอง ซึ่งมังกรสองตัวนั้นเมื่อได้ดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กลับคืนไปแล้ว พวกมันก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปในทันที
ในอากาศ ปรากฏภาพมังกรสองตัวทะยานฉวัดเฉวียนไปมาด้วยท่าทางดุดันอยู่บนท้องฟ้า!
ครู่ต่อมามังกรหนึ่งในสองตัวเหลือบมองลงมาเห็นเยี่ยฉวนที่ยืนดูอยู่เบื้องล่าง ทันใดนั้นมังกรเคราตัวหนึ่งพุ่งวาบมาที่ลอยตัวอยู่ต่อหน้าชายหนุ่ม “ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ส่งสัญญาณเสียงถึงมังกรเคราและพวกเราจะมาเอง”
หลังจากนั้นทั้งสองมังกรทะยานวาบหายลับไปในท้องฟ้าทันที
ที่เบื้องล่างชายหนุ่มเดินเข้าไปในเมือง เขามาถึงยังอารามซึ่งบัดนี้มีแต่ความอ้างว้างว่างเปล่า เงียบเหงาเป็นอย่างยิ่ง
เยี่ยฉวนเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำและค่อยนำโลหิตมังกรออกมาดูทันที จึงเห็นว่าโลหิตนั้นมีสีคล้ำเข้มดุจหินหนืดที่หลอมละลาย
ชายหนุ่มถามออกไปว่า “แม่นางเจียน การฝึกบ่มเพาะพลังต้องทำอย่างไร?”
เจียนจื่อไจ้ตอบกลับมาว่า “ถ้าเจ้านำมาปรับใช้ภายนอกร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นอันมาก ทว่าจักไม่ส่งผลต่ออวัยวะภายในและจุดตันเถียน ถ้านำไปปรับใช้ภายใน เมื่อนั้นอวัยวะภายในและจุดตันเถียนจะได้รับการพัฒนา ทว่าเจ้าจะได้รับความทรมานจากโลหิตมังกรที่เผาผลาญอยู่ภายใน แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ”
ภายใน!
ชายหนุ่มเทโลหิตมังกรกรอกพรวดลงคออย่างรวดเร็ว และขณะที่เขากลืนลงไปนั้นเองใบหน้าของคนเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวเหยเก
เจ็บปวด!
ตอนนั้นเยี่ยฉวนรู้สึกราวกับมีถ่านหินร้อนระอุกำลังเผาไหม้อยู่ในร่างกาย
ฉับพลันมีเสียงขุ่นของเจียนจื่อไจ้พูดออกมาว่า “ใครใช้ให้กระเดือกลงไปดื้อๆ อย่างนี้! เจ้าควรละลายความร้อนด้วยความเย็นจัดเสียก่อน ทำแบบนี้ก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมาน……”
เยี่ยฉวนคำรามพลางกัดฟันกรอด “ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก!”
“ไม่ถามเอง……”
เยี่ยฉวนเม้มปากแน่น
ชั่วขณะหนึ่งร่างกายของเยี่ยฉวนขดงอจนกลมเป็นก้อน และคลื่นความร้อนรุนแรงซึมแทรกสู่ภายนอก นอกจากนั้นเขารู้สึกประหนึ่งถูกย่างด้วยความร้อนจนเนื้อหนังสุกแดงไปหมดทั้งตัว
เจ็บปวดรวดร้าว!
ราวกับไฟกำลังเผาไหม้ร่างกายก็ไม่ปาน และความร้อนยังเกาะติดแนบแน่นอยู่บนร่าง!
ทนให้ได้!
เขาทำได้เพียงต้องอดทนให้ได้!
ไม่ห่างออกไปนัก เด็กหญิงอาหลิงมองดูเยี่ยฉวนด้วยสีหน้าเป็นกังวล พลันเด็กน้อยทำท่าว่านึกขึ้นมาได้ก่อนที่จะยกฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างแตะลงไปที่บริเวณกึ่งกลางแสกหน้าของอีกฝ่าย จากนั้นกระแสพลังชี่จิตวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายของเยี่ยฉวนอย่างฉับพลัน
พลังงานของแหล่งวัตถุพื้นฐาน!
เหนือขั้นทลายสุญตาคือขั้นพลังจุดกำเนิด การบรรลุถึงขั้นพลังจุดกำเนิดได้นั้น ต้องเป็นคนขั้นปรมาจารย์จึงมีพลังงานจุดกำเนิด
อาหลิงน้อยเป็นแหล่งวัตถุพื้นฐานแห่งแผ่นดินชิง เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นนางคือแหล่งของพลังงานจุดกำเนิดนั่นเอง เด็กหญิงไม่รู้เรื่องนี้ แม้แต่เยี่ยฉวนเองก็ไม่รู้เช่นกัน
โดยเหตุนี้หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เยี่ยฉวนนอนแผ่อยู่บนพื้นสังเกตเห็นได้ชัดว่าอาการสงบลงไปเป็นอันมาก ขณะเดียวกันอาหลิงท่าทางอ่อนเพลียนอนหลับอยู่ข้างๆ มีเสียงกรนดังออกมา
สามวันต่อมา ขณะนั้นร่างของเยี่ยฉวนเกิดสั่นเล็กน้อย และทันใดนั้นชายหนุ่มทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน
กร๊อบ!
พลันก็มีเสียงกระดูกลั่นไปหมดทั้งตัว
เยี่ยฉวนก้มลงสำรวจร่างกายของตนอย่าวงรวดเร็ว ฉับพลันนั้นจึงพบว่าร่างกายประสบการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอกขนานใหญ่!
พลันก็มีเสียงพูดของเจียนจื่อไจ้ดังก้อง “เวลานี้ผู้กล้าแกร่งขั้นพลังจุดกำเนิดก็ไม่อาจทำอันตรายต่อร่างกายนี้ได้ ถ้าเจ้าฝึกฝนจนสำเร็จคัมภีร์กายาทองคำไร้เทียมทาน ซึ่งอยู่ต่ำกว่าขั้นพลังสูงสุด พูดง่ายๆ ได้ว่าเจ้าจะเป็นผู้ไร้เทียมทานแล้ว แต่อย่าปะทะกับพวกเยี่ยมยุทธ์อัจฉริยะเข้าก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ด้วยรับรู้ได้ทันทีว่าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม อย่างนี้เพลงกระบี่ ออกกระบี่ชี้ชะตา จะต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยอย่างแน่นอน
แข็งแกร่งมากขึ้น!
ความกล้าแกร่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ!
และถ้าเขาฝึกฝนบ่มเพาะพลังคัมภีร์กายาทองคำไร้เทียมทานได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มอย่างก้าวกระโดด!
ฝึกบ่มเพาะพลัง!
ดังนั้นในเวลาต่อมา เยี่ยฉวนจึงเริ่มการฝึกฝนบ่มเพาะพลังวิชาคัมภีร์กายาทองคำไร้เทียมทาน
ภายหลังจากที่ได้รับโลหิตมังกรซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีสภาพร่างกายที่พร้อมต่อฝึกฝนกายาทองคำไร้เทียมทาน ดังนั้นการฝึกฝนบ่มเพาะพลังจึงไม่เกิดความยากลำบากแต่อย่างใด
การฝึกต้องใช้เวลาและเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า……
ในเมืองเต๋าอี้
วันนี้ชายชราหนึ่งคนกับพวกอีกสี่คนมาถึงยังบริเวณด้านนอกเขตเมืองเต๋าอี้
ชายคนนี้คือตู๋กูอวี้ ผู้อาวุโสแห่งตระกูลตู๋กู
ตู๋กูอวี้เขม้นมองตรงไปยังเมืองเต๋าอี้ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นเขายกเท้าขวาขึ้นและกระทืบลงบนพื้นครั้งหนึ่ง
ตูม!
พลันกำแพงเมืองตรงหน้าพังถล่มลงมาทันที
คนที่เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ในเมือง ต่างตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก
ใครบางคนต้องการมาก่อกวนสถานศึกษาเต๋าอี้สินะ?
จากนั้นไม่นานหัวหน้าผู้อาวุโสได้ปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกเมืองเต๋าอี้
หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องเขม็งไปยังตู๋กูอวี้และพวกด้วยแววตาเยือกเย็น “พวกเจ้าเป็นใคร? มาก่อกวนสถานศึกษาเต๋าอี้ทำไม?”
ตู๋กูอวี้ตอบเสียงแข็ง “พวกเราเป็นคนของตระกูลตู๋กู!”
ตระกูลตู๋กู!
คำตอบที่ได้รับทำให้สีหน้าของหัวหน้าผู้อาวุโสแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ในที่สุดพวกเขาก็มา!
ชายชราตู๋กูอวี้มองคนตรงข้ามพลางกล่าวว่า “ตระกูลตู๋กูไม่ได้คิดที่จะเป็นศัตรูกับสถานศึกษาเต๋าอี้ ถึงอย่างไรเยี่ยฉวนเป็นลูกของคนทรยศหักหลังของตระกูลเราและมีสมบัติล้ำค่าของเราอยู่กับตัว ดังนั้นพวกเรามาเพื่อนำเขากลับไป ส่งตัวมันมาให้เราเสียดีๆ!”
หัวหน้าผู้อาวุโสตอบเสียงเข้ม “เยี่ยฉวนไม่ใช่ศิษย์เต๋าอี้แล้ว ส่วนตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนนั้น พวกเราไม่รู้ไม่เห็น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตู๋กูอวี้หรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อยครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ดูท่าสถานศึกษาเต๋าอี้อยากปกป้องคนผู้นี้สินะ!”
อีกฝ่ายมองตรงมายังคนพูด “นายท่าน เขาไม่ใช่ศิษย์เต๋าอี้แล้วจริงๆ”
ตู๋กูอวี้ขบกรามกรอดพลางพูดน้ำเสียงเย้ยหยัน “ในเมื่อสถานศึกษาเต๋าอี้ไม่ยอมไว้หน้าเราเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นอย่ามาโทษเราก็แล้วกัน!”
ว่าแล้วคนพูดหายวับไปจากตรงนั้น พลันหัวหน้าผู้อาวุโสซึ่งมองดูในระยะไกลทันทีที่เห็นสีหน้าวูบเปลี่ยน พร้อมกันนั้นเขาจึงผลักฝ่ามือข้างขวาฟาดออกไปอย่างแรง
ตูม!
เสียงระเบิดดังกัมปนาทสะเทือนทั้งผืนฟ้า ขณะนั้นร่างของหัวหน้าผู้อาวุโสถอยไปข้างหลังอย่างต่อเนื่อง พลันเงาดำสี่เงาวูบเข้ามาทางด้านหลัง พร้อมกันนั้นมีตรวนสี่เส้นพุ่งแทงทะลุตามแขนขาของหัวหน้าผู้อาวุโสทันที
ในตอนนั้นเองปรากฏยอดฝีมือมาจากสถานศึกษาเต๋าอี้ทะยานเข้าหาอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อเห็นว่าหัวหน้าผู้อาวุโสถูกตรึงร่างไว้เสียแล้ว คนทั้งหมดจึงชะงักหยุดไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าต่อสู้!
ณ อากาศเบื้องบน หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองชายชราคนตรงข้ามด้วยสายตาเคร่งเครียด “เจ้าจะทำอะไร……”
ตู๋กูอวี้โบกมือทำนองห้ามปราม “ข้าขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าอีกต่อไป ส่งตัวเยี่ยฉวนมาให้ข้าเสียดีๆ มิเช่นนั้นสถานศึกษาเต๋าอี้จะหายสาบสูญไปจากโลกนี้”
ฝ่ายตรงข้ามแสยะมุมปาก “มั่นใจสินะ!”
ขณะเดียวกันหัวหน้าผู้อาวุโสเหลือบมองไปทางยอดฝีมือจากสถานศึกษาเต๋าอี้ทั้งสี่ที่คุมเชิงอยู่ไม่ไกล “ลงมือ!”
คนทั้งสี่มีสีหน้าลังเล พลันเสียงตวาดอย่างโกรธจัดของหัวหน้าผู้อาวุโสดังขึ้นว่า “จัดการเร็ว”
พลันตู๋กูอวี้พูดขึ้นว่า “เจ้าสู่อุตส่าห์ฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก จะฝังความพยายามทุ่มเทที่มีมาช้านานเพียงเพื่อเยี่ยฉวนงั้นหรือ? จนกว่าสถานศึกษาเต๋าอี้จะส่งตัวเขามา พวกเราจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด”
มีเสียงยอดฝีมือจากสถานศึกษาเต๋าอี้พูดขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งว่า “นายท่าน เยี่ยฉวนไม่ได้เป็นศิษย์เต๋าอี้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาไปอยู่เสียที่ไหนนั้นไม่เคยมีใครรู้”
ชายชราฝ่ายตรงข้ามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าไม่เชื่อ!”
เมื่อได้ฟังคนพูดเช่นนั้นสีหน้าของยอดฝีมือพลันเผือดวูบ “ตระกูลตู๋กูกลั่นแกล้งกันอย่างนี้ ไม่ทำเกินไปหรือ?”
ตู๋กูอวี้พ่นลมออกทางจมูกอย่างไม่พอใจ “ทำเกินไปงั้นหรือ? ก่อนหน้าตระกูลตู๋กูเคยส่งคนมาที่นี่ ทว่าพวกเขากลับต้องมาตายอย่างน่าอนาถที่ดินแดนอุดรของพวกเจ้า ถึงตอนนี้พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าจะมาถึงวันนี้?”
กล่าวพลางสายตาส่อประกายเหี้ยมเกรียมกวาดมองไปรอบๆ “ข้าให้เวลาสามวัน ภายในสามวันนี้ถ้าเยี่ยฉวนไม่ปรากฏตัว ตระกูลตู๋กูจะทำลายทั้งเมืองเต๋าอี้และสถานศึกษาเต๋าอี้ไม่ให้เหลือซาก”
ว่าแล้วในที่ไม่ไกลนักเงาทั้งสี่หายวับไปอย่างรวดเร็ว และอวัยวะแขนขาของหัวหน้าผู้อาวุโสถูกฟันกระเด็นกระจายไปในอากาศ
โลหิตแดงฉานทะลักออกมาเป็นลิ่ม!
เมื่อลงสู่พื้นดิน หัวหน้าผู้อาวุโสสีหน้าดุดันหันไปสั่งการทันที “แจ้งอาจารย์ใหญ่! เรียกรวมพลขุนศึกเต๋าทั้งหมด!”
และในอากาศเบื้องบนนั้นเอง ตู๋กูอวี้ชำเลืองไปยังเงาดำที่อยู่ข้างหลังพลางว่า “แจ้งท่านประมุข เราจะถล่มสถานศึกษาเต๋าอี้ให้พินาศ!”
เงาดำถอยกลับไปอย่างเงียบเชียบ



