บทที่ 708 ไสหัวไป! (ต้น)
หยุด?
ในที่ไม่ห่างไปเท่าใดนักเยี่ยฉวนหยุดยืนนิ่ง ก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปมองมู่ชิงหมิงขณะที่ฝ่ายหลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เยี่ยฉวน ถ้าเจ้าทำอย่างนี้ ระหว่างเจ้ากับตระกูลตู๋กูต้องเข่นฆ่ากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”
ชายหนุ่มตอบกลับเสียงหยัน “อาจารย์ใหญ่มู่ ท่านคิดหรือว่าตระกูลตู๋กูจะปล่อยข้าไป? พวกมันจะปล่อยงั้นหรือ?”
มู่ชิงหมิงกล่าวอย่างใจเย็น “เยี่ยฉวน ถ้าเจ้าสังหารคนพวกนี้ ยิ่งทำให้ตระกูลตู๋กูโกรธเคืองและนั่นจะนำหายนะมาสู่สถานศึกษาเต๋าอี้”
เยี่ยฉวนยกยิ้มมุมปาก หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเก่า “ในมุมมองของพวกท่านเห็นว่าข้าควรทำอย่างไร? มอบตัวให้พวกมันจับแต่โดยดีเช่นนั้นสินะ?”
มิทันที่มู่ชิงหมิงจะขยับโต้ตอบ ชายหนุ่มเอ่ยตัดบทเสียงเข้มว่า “อาจารย์ใหญ่มู่ นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับตระกูลตู๋กู ในเมื่อท่านไม่คิดจะยับยั้งพวกมันก็หุบปากเงียบไว้ดีกว่าขอรับ”
หลังจากนั้นคนพูดหันขวับและพุ่งตัวทะยานตรงเข้าหากลุ่มคนแกร่งกล้าของตระกูลตู๋กูทันที
บนกำแพงเมือง ด้านมู่ชิงหมิงเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏ สีหน้าพลันเครียดขรึมจนท้ายที่สุดชายชราได้แต่นิ่งงันไม่พูดอะไรออกมาอีก
เขาประจักษ์ดีว่าหากสร้างความขัดเคืองให้แก่ตระกูลตู๋กูยามนี้ สถานะของเต๋าอี้ไม่อาจรองรับผลที่จะตามมาได้อย่างแน่นอน ทว่าเยี่ยฉวนคนนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาทีเดียว
ด้วยลำพังยอดยุทธ์ที่ชั้นสองช่วยต้านทานยอดฝีมือขั้นสุดพลังสูงสุดไว้ให้ถึงสองคน!
ในสถานที่ไกลห่างออกไป เยี่ยฉวนต่อสู้พันตูกับคนยอดฝีมือขั้นจุดกำเนิดที่เหลือกว่ายี่สิบ ในช่วงแรกเขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็น
ทว่ายิ่งเนิ่นนานไปยอดฝีมือขั้นพลังจุดกำเนิดกลับเป็นฝ่ายกลัวขึ้นมาบ้าง
ด้วยพวกเขาสังเกตพบว่าชายหนุ่มมีร่างกายคงทนนัก!
คงทนผิดมนุษย์มนาสามารถต้านทานพลังแกร่งกล้าทั้งหลายทั้งปวง!
นอกจากนั้นกระบี่ที่ใช้ยังน่าประหวั่นพรั่นพรึงนัก คนที่มีขั้นพลังจุดกำเนิดไม่สามารถต้านรับพลังกระบี่ของเยี่ยฉวนได้เลยแม้แต่คนเดียว
ท่ามกลางกลุ่มคนที่ต่อสู้กันนั้น เสียงเยี่ยฉวนคำรามด้วยความกระหายต่อการฆ่าฟันเมื่อคิดไปว่ายิ่งเวลาล่วงเลยไปมากเท่าใดชีวิตของเยี่ยหลิงไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ฉับพลันนั้นปรากฏหีบกระบี่ขึ้นที่ด้านหลังก่อนที่กระบี่เล่มหนึ่งทะยานวาบออกจากหีบนั้นทันที จากนั้นไกลออกไปทางขวาในระยะสิบกว่าจั้ง จู่ๆ ในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นศีรษะของคนแกร่งกล้าขั้นพลังจุดกำเนิดคนหนึ่งขาดกระเด็นหลุดจากบ่า!
กระบี่บินขั้นศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อยอดฝีมือของตระกูลตู๋กูเห็นเข้าเช่นนั้น พวกมันต่างพากันหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
กระบี่เล่มนั้นของเยี่ยฉวนเป็นกระบี่ขั้นศักดิ์สิทธิ์และมิใช่เพียงศาสตราวุธขั้นศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว ในตอนนี้มันคือกระบี่บินขั้นศักดิ์สิทธิ์ที่เขากำแน่นไว้ในมือเสียด้วย
เมื่อกระบี่เป็นกระบี่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ คุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะมหาศาลเพียงใด?
ไม่นานต่อมา คนขั้นพลังจุดกำเนิดพากันล้มตายลงทีละคน จวบจนถึงตอนนี้มีสิบสองคนที่ยังเหลือรอดเท่ากับเยี่ยฉวนสังหารตายไปแล้วแปด
ถึงกระนั้น ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองสามารถปราบสองยอดฝีมือพลังขั้นสูงสุดลงได้อย่างราบคาบ ถึงจะเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสอง หากแต่ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองไม่ได้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่อย่างใด
ณ บนกำแพงเมือง
มู่ชิงหมิงรวมทั้งคนอื่นต่างเฝ้ามองการต่อสู้ของเยี่ยฉวนด้วยความรู้สึกทึ่งและอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
เหตุว่าไม่มีใครคาดฝันว่าเยี่ยฉวนคนเดียวจะสามารถรับมือกลุ่มคนทั้งยี่สิบที่มีขั้นจุดกำเนิดโดยที่ตัวของชายหนุ่มเองเพิ่งสำเร็จขั้นทลายสุญตาด้วยซ้ำ!
อัจฉริยะยอดฝีมือที่น่าพิศวงยิ่งนัก!
เขาเป็นอัจฉริยะยอดฝีมือที่น่าพิศวงอะไรเช่นนี้!
เสียงพูดดังมาจากคนที่ยืนถัดจากมู่ชิงหมิงไปอีกด้าน หัวหน้าผู้อาวุโสกล่าวว่า “น่าเสียดายที่สถานศึกษาเต๋าอี้ไม่อาจปกป้องเขาและน้องสาวของเขาไว้ได้ มิเช่นนั้นถ้าทั้งเขาและน้องอยู่ที่นี่อาจนำความรุ่งโรจน์กลับคืนมายังสถานศึกษาเต๋าอี้ของเราอีกครั้งก็เป็นได้
มู่ชิงหมิงฟังพลางรำพึงแผ่วเบา “น่าเสียดายที่สถานศึกษาเต๋าอี้รักษาพวกเขาสองพี่น้องไว้ไม่ได้”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้าคล้อยตาม
ส่วนตัวเขาเองรู้สึกประทับใจในตัวเยี่ยฉวนด้วยเช่นกัน ทว่าภายหลังจากเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายตนจึงได้ประจักษ์ว่าชายหนุ่มคนนี้พัวพันกับปัญหามากมายนัก
ปัญหาเหล่านี้อาจนำมาซึ่งมหันตภัยใหญ่ต่อสถานศึกษาเต๋าอี้
ในตอนนั้นเองจู่ๆ เกิดเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาแต่ไกลพลันทุกคนหันขวับไปมอง ณ สถานที่ซึ่งไม่ห่างไกลกันนักเบื้องหน้าเยี่ยฉวนมีคนในขั้นพลังจุดกำเนิดเหลืออีกเพียงสามคนเท่านั้น!
รอบข้างชายหนุ่มปรากฏร่างไร้วิญญาณกระจัดกระจายเต็มบริเวณ!
ทันใดนั้นที่สามคนต่างพากันพยายามหลบหนีไปให้พ้นจากที่นั่นแทนที่จะจู่โจมอีกครั้ง
พวกมันตระหนักแน่แก่ใจดีว่าขืนสู้กับเยี่ยฉวนต่อไป ก็เท่ากับพาตัวไปตายนั่นเอง
เยี่ยฉวนไม่ยอมปล่อยให้ใครหนีไปได้จึงไล่ติดตามพวกมันไปทันที ราวหนึ่งถ้วยชาให้หลังต่อมาชายหนุ่มย้อนกลับขึ้นไปบนกำแพง โดยมีหยาดโลหิตหยดเป็นทางไหลลงจากปลายกระบี่
จัดการสังหารพวกมันหมดทุกคนแล้ว!
บนท้องฟ้ายอดยุทธ์ที่ชั้นสองหยุดนิ่ง นางทะยานลงมาหยุดอยู่ข้างเยี่ยฉวนเงียบๆ ส่วนชายชราสองคนนั้นไม่กล้าออกจู่โจมซ้ำอีกด้วยต่างรู้สึกเกรงกลัวในฝีมือของยอดยุทธ์ชั้นสองอยู่เหมือนกัน
ชายชราหนึ่งในสองคนเหลือบมองยอดยุทธ์ชั้นสองก่อนจะก้มลงมองด้านล่าง เมื่อเห็นว่าบนพื้นดินมีซากศพตายเกลื่อนพลันสีหน้าหมองคล้ำดำไปทันที ในที่สุดก็หันไปมองก่อนพูดกับเยี่ยฉวนว่า “กล้าดียังไงถึงสังหารคนตระกูลตู๋กู”
ที่ด้านล่างชายหนุ่มเงยมองขึ้นไปยังชายชราผู้พูด มุมปากยกเล็กน้อยเผยรอยยิ้มราวกับคนเสียสติ “ถามว่าฆ่าคนของตระกูลตู๋กูงั้นหรือ? ข้าจะบอกให้นี่เป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น อีกหน่อยข้าจะสังหารตระกูลตู๋กูให้หมดทั้งตระกูลเลย คอยดู!”
ชายชราจ้องเขม็งเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “พลังนี่น่ะหรือ?”
ว่าแล้วขณะตั้งท่าเตรียมเคลื่อนไหวนั้นเอง ยอดยุทธ์ชั้นสองส่งเสียงคำรามดังมาให้ได้ยินว่า “ไสหัวไป!”
เมื่อชายชราได้ยินเสียงตวาดของยอดยุทธ์ชั้นสองเข้าเท่านั้น พลันหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวสุดขีดพลางเหลือบมองมายังต้นเสียงและในที่สุดจึงตัดสินใจไม่ออกจู่โจม
ด้วยตัวเองไม่มั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้จนชนะนางได้!
ยิ่งไปกว่านั้นนับตั้งแต่เริ่มประมือกันจวบจนถึงตอนนี้ สัตว์อสูรประหลาดที่อยู่เบื้องหน้าตนนี้ไม่ได้ใช้พลังความแข็งแกร่งที่มีอยู่ในการปะทะต่อสู้อย่างเต็มที่!
นางกำลังซุกซ่อนพลังที่แท้จริง!
หลังจากต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบ ชายชราเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อนกับเยี่ยฉวนว่า “ข้าจะกลับไปคอยที่ตระกูลตู๋กู! ภายในสามวันถ้าเจ้าไม่โผล่หัวไปที่ตระกูลตู๋กู แม่กับน้องของเจ้าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส!”
จากนั้นคนพูดและชายชราอีกคนพากันหันกลับหายวับไปก่อนจะโผล่ยังเส้นขอบฟ้าไกล
ถัดจากเยี่ยฉวน ยอดยุทธ์ชั้นที่สองชำเลืองมองชายหนุ่มครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหายไปจากสถานที่ทันที



