บทที่ 718 พวกมันต้องตายทุกคน!
ผลข้างเคียง!
อาการข้างเคียงย่อมมากกว่าหนึ่ง ขณะที่เขาใช้พลังกายาไร้เทียมทานซึ่งมีผลข้างเคียงอย่างแน่นอน และเขาใช้เกราะเทพแห่งความมืดด้วย ดังนั้นอาการข้างเคียงของทั้งสองอย่างจึงทวีความน่ากลัวอย่างยิ่ง
ความทุกข์ทรมาน!
ตอนนี้เยี่ยฉวนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
นอกจากอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นทางกายแล้ว ขณะเดียวกันมันส่งผลต่อความแข็งแกร่งทางจิตใจและดวงทิพย์วิเศษของเขาด้วย จนเขาอยากจะตายให้มันรู้แล้วรู้รอด
ใกล้กับเยี่ยฉวน ตู๋กูเสวียนสีหน้าไม่ดีด้วยความทุกข์ร้อนใจ รีบโผเข้ากอดชายหนุ่มไว้ทั้งตัวซึ่งขณะนั้นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด มารดาของเขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร่ำไห้ออกมาอีกครา
นางอยากชดใช้ให้เขา
แน่นอนนางย่อมอยากชดใช้ให้เยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงน้อยที่นอนอยู่เบื้องหน้า ด้วยหลายปีมานี้นางไม่ได้ทำหน้าที่ของมารดาอย่างเต็มที่นั่นเอง
โดยเฉพาะ ณ ขณะนี้เป็นเพราะนาง พวกเขาจึงต้องมารับความเจ็บปวดซึ่งไม่สมควรต้องพบเจอ
มองดูร่างของสองพี่น้องบนพื้น ตู๋กูเสวียนได้แต่ร่ำไห้ออกมาเงียบๆ
เหตุการณ์ดำเนินไปโดยมีสองพี่น้องนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของตู๋กูเสวียน…
…
ในดินแดนจักรวาลดวงดาวอันไกลโพ้น สตรีสวมชุดยาวเรียบกำลังเดินไปช้าๆ ร่างของนางลับหายเข้าไปในความมืดมิด
ท่ามกลางความมืดสนิท สตรีผู้มีสีหน้าเฉยเมยยังคงเดินไปอย่างช้าๆ
ไม่นาน นางก็หยุดเดิน
เบื้องหน้าของสตรีเป็นประตูบานหนึ่ง
ประตูบานนั้นลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เหนือบานประตูจารึกตัวอักษรหนึ่งคำ ‘เต๋า’
สตรีคนสวมชุดเรียบเดินเข้าไปใกล้ประตู ทันใดนั้นมีเสียงดังออกมาทางประตูบานนั้น
“หยุด”
สตรีชะงักหยุดมองตรงไปที่ประตู และเสียงพูดออกมาจากประตูว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะมาปรากฏตัวที่นี่อย่างคนธรรมดา…”
สตรีมองตรงไปที่บานประตูขณะตอบไปว่า “จักรวาลนี้กว้างใหญ่ไพศาล ระหว่างทางข้าได้พบเจอทั้งผู้คนและเรื่องราวแปลกๆ มากมาย ท่านคิดว่าจักรวาลแห่งนี้มีจุดสิ้นสุดหรือไม่เล่า?”
หลังบานประตูเสียงตอบดังออกมาว่า “ถ้าเจ้าอยากรู้คำตอบ ต้องไปหาที่โลกห้ามิติ”
สตรีที่ยืนหน้าบานประตูสั่นศีรษะ “เรื่องที่ทำยังไม่เรียบร้อย ข้าไม่อยากไปไหนทั้งนั้น”
เสียงผ่านออกมาจากประตูว่า “เจ้าน่าจะรู้ดี ถ้ารู้จักละวางสิ่งที่รบกวนจิตใจลงเสียบ้าง เจ้าจะอยู่เหนือขั้นพลังและอยู่เหนือเต๋า”
อีกฝ่ายยิ้มในหน้า “เต๋างั้นหรือ? ยืดอายุขัยงั้นหรือ?”
พูดพลางสตรีสั่นศีรษะ “ไม่มีอะไรสำคัญเท่าเขาอีกแล้ว”
ไม่มีเสียงออกจากบานประตูอีก ทุกอย่างจึงเงียบสนิท
ครู่หนึ่งคนที่ยืนเบื้องหน้าประตูจึงหันกลับและเดินออกมา พลันนางทำท่าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้และทันใดนั้นนางยกมือขวาขึ้นโบกออกไป ลำแสงแห่งกระบี่โฉบฉวัดเฉวียนเข้าไปที่บานประตู
สตรีสวมชุดเรียบเดินจากไปในระยะไกล ขณะที่มีเสียงพูดเนิบช้าดังแว่วมา…
หลังจากนั้นชั่วครู่ สตรีสวมชุดยาวเรียบเดินออกมาจากสถานที่อันมืดสนิท ใบหน้าหันไปยังปลายทางที่ดินแดนจักรวาลดวงดาว “ร่างอวตารหายไปโดยไร้สาเหตุถึงสองร่างเป็นเพราะเจ้า…เจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่…ข้าแทบยับยั้งพลังของตัวข้าเองจะไม่ไหวแล้ว…”
ครู่ต่อมาร่างของนางค่อยกลืนหายเข้าไปในดินแดนจักรวาลดวงดาวอย่างช้าๆ
…
ภายในแดนแห่งไฟชำระ
บนชั้นที่แปด เยี่ยฉวนรู้สึกทั้งมึนทั้งงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
“ฟื้นแล้วหรือลูก?”
ขณะนั้นมีเสียงพูดดังเข้ามาในหู
เสียงของตู๋กูเสวียน!
เขาจึงได้แต่พยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบและผุดลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะรีบรุดเข้าไปดูเยี่ยหลิงในอ้อมแขนของตู๋กูเสวียน “น้องยังไม่ฟื้นอีกหรือ?”
มารดาส่ายหน้า “ยังไม่ฟื้น แต่น้องไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
เยี่ยฉวนตรงเข้ากอดร่างของเด็กหญิงอย่างอ่อนโยนพลางปลอบเสียงแผ่ว “พี่ขอโทษนะ… ขอโทษ…”
ความรู้สึกผิด!
เขารู้สึกผิดต่อเยี่ยหลิงเหลือเกิน
นับตั้งแต่เป็นเด็กน้อยจนเติบใหญ่เยี่ยหลิงไม่เคยมีชีวิตที่สงบสุข นางมีพี่ชายก็ไร้ความสามารถ!
ในตอนนั้นเสียงตู๋กูเสวียนถามขึ้นมาว่า “ลูกฉวนเจ้าได้ขัดเกลาสมบัติล้ำค่าในวงแหวนสัมภาระแล้วงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “สิ่งนั้นรับรู้ข้าในฐานะนายของมันแล้ว”
สตรีผู้เป็นมารดามองคนพูดหากเงียบเฉยอยู่
“มีอะไรหรือ?” เยี่ยฉวนถามออกไปด้วยความสงสัย
ตู๋กูเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา “สิ่งนี้ไม่ธรรมดาอีกทั้งมีแก่นกำเนิดน่าพิศวง แม่ไม่รู้ว่าการให้สิ่งนี้ไปจะนำโชคดีหรือโชคร้ายมาสู่ตัวเจ้ากันแน่!”
คนฟังถามเสียงแห้ง “ท่านเองก็ไม่รู้จักแก่นกำเนิดของสิ่งนี้ด้วยงั้นหรือ?”
สตรีส่ายหน้าช้าๆ “แม่ได้ของล้ำค่านี้มาโดยบังเอิญ…”
เมื่อพูดถึงตอนนี้จู่ๆ คนหยุดพูดกะทันหัน
ดูท่าทางนางไม่ปรารถนาจะพูดถึงอีก เยี่ยฉวนจึงนิ่งเสียไม่ได้ซักถามต่อ
เสียงตู๋กูเสวียนเอ่ยขึ้นพอดี “อันที่จริงถ้าสมบัติล้ำค่านั่นตกอยู่ในมือของตระกูลตู๋กู อาจไม่ส่งผลดีต่อตระกูลตู๋กูก็เป็นได้! มีคนอีกมากที่ต้องการสิ่งนี้ ถ้าตระกูลตู๋กูได้ไว้ในครอบครอง เกรงว่าตระกูลตู๋กูคงถูกทำลายจนพินาศไปนานแล้ว”
เยี่ยฉวนฝืนยิ้มพลางสั่นศีรษะ ความจริงถ้าไม่มีสตรีลึกลับเขาเองคงถูกฆ่าตายไปหลายครั้งแล้ว
คนธรรมดาย่อมไม่มีทางได้ครอบครองสิ่งนั้น!
ครู่หนึ่งต่อมาขณะที่ตู๋กูเสวียนหันมามองเยี่ยฉวนพลางทำท่าจะพูดด้วย ทันใดนั้นชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน จากนั้นสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปทันที
ลมหายใจของยอดฝีมือ!
ตู๋กูเสวียนพึมพำบอก “พวกเขามากันแล้ว!”
เยี่ยฉวนหน้าเผือดลง “พลังของข้ายังไม่ฟื้นตัว……”
พูดแล้วชายหนุ่มเหลือบมองไปยังเบื้องล่าง “หลบลงไปที่ชั้นเก้า”
“อย่า!”
มารดาของเขาพูดรัวเร็ว “พวกเราจะลงไปที่ชั้นเก้าไม่ได้เด็ดขาด!”
สีหน้าของอีกฝ่ายแสดงความข้องใจนัก “ทำไมขอรับ?”
สตรีผู้เป็นแม่ตอบทันที “ชั้นเก้าเป็นสถานที่ต้องห้าม แม้แต่คนยอดฝีมือแกร่งกล้าของสามตระกูลใหญ่ยังไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปในนั้น”
ชายหนุ่มย้อนถามเสียงเครียด “ท่านแม่รู้อย่างนั้นหรือว่าข้างล่างนั้นมีอะไร?”
คนถูกถามมองเยี่ยฉวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “แม่ก็ไม่รู้ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาชั้นที่เก้าเป็นสถานที่ต้องห้ามซึ่งคนในสามตระกูลใหญ่ต่างรู้กันดี นอกจากนั้นทั้งสามตระกูลยังมีกฎข้อห้ามอย่างเคร่งครัดเป็นการภายในมิให้สมาชิกในตระกูลลงไปยังชั้นที่เก้าอย่างเด็ดขาด!”
ขณะนิ่งฟังเยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยกยิ้ม “เวลานี้อาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดี ถ้าออกไปเผชิญหน้ากับพวกมันมีหวังคงถูกฆ่าตาย แต่ถ้าลงไปชั้นล่างยังอาจมีโอกาสรอด!”
ตู๋กูเสวียนจึงนิ่งเงียบไป
ชายหนุ่มพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ลงไปเถอะขอรับ! ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีทางเลือก!”
คนเป็นมารดานิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงพยักหน้า
ดังนั้นทั้งสามจึงพากันลงไปยังชั้นที่เก้า
หลังจากก้าวเข้าไปในบริเวณชั้นเก้า เยี่ยฉวนและตู๋กูเสวียนต่างต้องพบกับความประหลาดใจด้วยชั้นที่เก้าเงียบสงัดและพื้นที่โดยรอบโปร่งโล่ง
ไม่ใช่!
ชายหนุ่มเงยหน้ามองออกไปและพบว่าไกลออกไปที่มุมมีตัวอะไรสักอย่างขนาดเล็กนอนอยู่นิ่งๆ อะไรที่มีขนาดเล็กมีรูปร่างคล้ายกับสุนัขและมีสองหาง ขณะนั้นดูท่าว่ามันกำลังหลับสนิททีเดียว
มองผิวเผินมันก็ดูน่ารักดี
ทว่าจู่ๆ ทั้งเยี่ยฉวนและตู๋กูเสวียนมีท่าทางระแวดระวังขึ้นมาทันที!
ที่นี่เป็นชั้นที่เก้า อะไรบางอย่างในนี้จะธรรมดาได้อย่างไร?
“ปีศาจเดรัจฉาน!”
ทันใดนั้นเสียงของเจียนจื่อไจ้โพล่งขึ้นมาในหัว
เยี่ยฉวนถามกลับทันควัน “เจ้ารู้หรือว่าไอ้นี่มันตัวอะไร?”
เจียนจื่อไจ้ไม่ตอบแต่บอกเบาๆ ว่า “อย่าไปยุ่งกับมัน”
อีกฝ่ายยังถามต่อ “เจ้าตัวนี้มีอันตรายงั้นหรือ?”
เสียงตวัดตอบ “อันตรายกว่าพวกที่อยู่ข้างนอกก็แล้วกัน!”
ชายหนุ่มกัดริมฝีปากอย่างใช้ความคิดขณะจับตามองไปที่ไกล เขารีบดึงตู๋กูเสวียนตรงไปยังอีกด้านหนึ่งและพยายามไปให้ไกลจากปีศาจเดรัจฉานตัวนั้น
เยี่ยฉวนทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นก่อนจะล้วงหยิบอัญมณีเพลิงอินทนิลออกมาจำนวนหนึ่งและเริ่มกลืนลงคอ
ฟื้นสู่สภาพปกติ!
เขาจำต้องรีบฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติให้เร็วเท่าที่จะเป็นไปได้!
ตู๋กูเสวียนนั่งกอดร่างของเยี่ยหลิงน้อยอยู่ข้างๆ ขณะจับตามองเยี่ยฉวนพลางสลับก้มลงมองเยี่ยหลิงไปพลาง สายตาของนางเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
บนชั้นที่แปด
ขณะนั้นมียอดฝีมือพลังแกร่งกล้าขั้นสงสุดถึงห้าคนมารวมตัวกัน ผู้ที่ท่าทางเป็นผู้นำเป็นชายชราสวมผ้าคลุมทอลินิน ในมือถือไม้เท้าสีดำด้ามยาวและส่วนหัวไม้เท้ามีงูสีดำมะเมื่อมตัวเขื่องขนาดพอกับท่อนแขนชายฉกรรจ์เกาะกระหวัดรัดแน่น
คนผู้นี้มีชื่อว่าตู๋กูเฝิง เป็นประมุขคนก่อนของตระกูลตู๋กู
ตู๋กูเฝิงมองไปยังบริเวณปากทางลงไปยังชั้นที่เก้าด้วยสายตาครุ่นคิดขณะพึมพำเสียงแผ่ว “พวกนั้นคงจะลงไปข้างล่าง”
พลันมีเสียงพูดของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ถ้าพวกมันลงไปจริงเห็นท่าจะไม่รอดขอรับ!”
ชายชราตู๋กูเฝิงส่ายหน้าน้อยๆ “อาจจะไม่”
ว่าแล้วคนพูดชะงักนิ่งก่อนจะหันไปถามอีกฝ่ายว่า “เขาเป็นยอดอัจฉริยะจริงหรือ?”
ชายชราผู้หนึ่งตอบเสียงขรึม “แม้ว่าจะใช้อาวุธต่างถิ่น แต่ก็อย่างได้ประมาทในด้านพลังของเขา เพราะเขายังเป็นยอดฝีมือในเต๋าแห่งกระบี่ชั้นเลิศอีกด้วย”
คนหยุดนิ่งคิดจากนั้นจึงพูดต่อไปว่า “ถ้าข้าจำไม่ผิดเขาคงจะได้รับแรงเกื้อหนุนจากสมบัติล้ำค่าชั้นเลิศและด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก”
ตู๋กูเฝิงพยักหน้าช้าๆ “หากไม่มีสมบัติล้ำค่าเกื้อหนุน เขาคงไม่สำเร็จอย่างที่เป็นอยู่สินะ สมบัติล้ำค่า……ตระกูลตู๋กูต้องนำกลับคืนมาให้ได้!”
ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “เวลานี้ตระกูลกู้รวมทั้งหลายตระกูลต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าสมบัติล้ำค่านั่นอยู่กับเยี่ยฉวน……ถึงตอนนี้พวกมันจะยังไม่มีการเคลื่อนไหว หากคงไม่เลิกล้มความพยายามไปง่ายๆ ตอนนี้ข้ากลัวแต่ว่าตระกูลตู๋กูจะตกอยู่ในวังวนความยุ่งเหยิงเสียแล้ว”
ตู๋กูเฝิงหันไปถามชายชราตรงๆ ว่า “ตู๋กูหมิง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
คนถูกถามนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะตอบให้ว่า “ข้าว่าตระกูลตู๋กูควรถอนตัวออกจากเรื่องนี้!”
ตู๋กูเฝิงขมวดคิ้วน้อยๆ “ถอนตัวงั้นหรือ?”
ตู๋กูหมิงพยักหน้าหงึก “พวกเราวางมือจากเยี่ยฉวนและยุติการติดตามชั่วคราว ถ้าเราทำเช่นนี้พวกที่ทำทีซุ่มดูจะไม่อยากรออีกต่อไปและอาจลงมือเสียเอง เมื่อถึงตอนนั้นเราจะเป็นฝ่ายซุ่มดูและฉวยความได้เปรียบจากการต่อสู้ของพวกมันบ้าง แต่ถ้าเราเป็นคนลงมือ คนอื่นจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ยิ่งกว่านั้นเยี่ยฉวนคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา ข้าว่าดีไม่ดีการปะทะกับคนผู้นี้ฝ่ายเราอาจต้องสูญเสียมากเอาการ!”
คนฟังสั่นศีรษะดิก “ไม่ได้! ถ้าเราหยุดเคลื่อนไหวและคนอื่นได้สมบัติล้ำค่าไป เราจะนำคืนมาได้อย่างไร? ตอนนี้สิ่งนั้นอยู่กับเยี่ยฉวนและเขามีสายเลือดตระกูลตู๋กู ถ้าเราเคลื่อนไหวสิจึงถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา!”
เมื่อตู๋กูหมิงได้ฟังดังนั้นพลันเขาทำท่าจะโต้แย้ง ทว่าตู๋กูเฝิงส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม “ตระกูลตู๋กูจะไม่วางมือจากสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ แม้ว่าจะต้องสูญเสียเพียงใดก็ตาม”
คนฟังถอนหายใจเฮือกก่อนจะพูดว่า “อาเฝิง อันที่จริงไม่มีความจำเป็นต้องทำรุนแรงถึงขั้นนั้น! เยี่ยฉวนได้ชื่อว่าเป็นคนตระกูลตู๋กูคนหนึ่ง คนยอดฝีมือระดับนั้นถ้าเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลตู๋กูจะยิ่งเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรืออย่างไร?”
คนตรงข้ามแย้งน้ำเสียงเยาะหยัน “เรื่องดีงั้นหรือ? เจ้าสามารถรับประกันได้ไหมว่าเมื่อมันเติบใหญ่จะไม่ย้อนมาทำลายตระกูลตู๋กูเรา? ถ้าคนเช่นนี้เติบโตขั้นอีกราวสิบหรือยี่สิบปี คนในตระกูลตู๋กูหน้าไหนจะสามารถกำราบมันได้?”
เมื่อกล่าวถึงตอนนี้คนพูดส่ายหน้า “ข้าเองก็เคยคิดอย่างที่เจ้าพูดเหมือนกัน! ถึงกระนั้นข้าไม่กล้าเสี่ยง! อีกอย่างถ้าเรายอมให้พวกเขาสองคนพี่น้องและอาเสวียนกลับเข้าตระกูลตู๋กู พวกตระกูลกู้จะคิดอย่างไร? ถึงตอนนั้นพวกเราเองจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่าขึ้นไปอีก”
ตู๋กูหมิงนิ่งงันไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ต้องตาย!”
ตู๋กูเฝิงสำทับเสียงเบาว่า “พวกมันต้องตายทุกคน!”
ขณะเดียวกันคนพูดพลางมองลงไปยังเบื้องล่าง “พวกเจ้ารอนี่ ข้าจะลงไปเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นตู๋กูหมิงหน้าตื่นและขยับจะยับยั้งอีกฝ่าย พลันตู๋กูเฝิงส่ายหน้า “ไม่ต้องห่วง ถ้าลงข้าตัดสินใจแล้วใครในโลกนี้อย่าได้ขัดขวาง!”
จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าทันที



