บทที่ 729 ข้าไม่สามารถเอาชนะคนพวกนั้นได้!
ชายวัยกลางคนจ้องมองไปที่ชายในชุดคลุมสีดำ ในเวลาต่อมาเขาก็แย้มยิ้มออกมา “ข้าดูแล้วคงมีใครบางคนที่มีอิทธิพลอย่างมากหนุนหลังเยี่ยฉวนอยู่ มิเช่นนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้ไม่ได้หรอก”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เขาก็หยุดพูดไปจากนั้นถึงกล่าว “ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่าท่านเป็นใคร!”
พร้อมกันนั้นเขาก็ค่อยๆ กำมือขวาและพลังลี้ลับก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
อีกด้านหนึ่งชายในชุดคลุมสีดำก็เข้ามาข้างหน้า มันเป็นฝีเท้าที่เบายิ่งนัก ไร้ซึ่งการสั่นไหวของพลังชีวิต
ทว่าชายวัยกลางคนท่าทางระแวดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเขารู้ว่าในหลายๆ ครั้ง เมื่อยอดฝีมือบางคนบรรลุถึงขั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ ทุกคำพูดและการกระทำล้วนมียอดฝีมือเต๋าแห่งสวรรค์และโลกอยู่
แม้เขาไม่ได้สัมผัสถึงลมปราณแห่งเต๋าในขณะนี้ เขาก็ไม่กล้าดีพอที่จะละวางใจ
ยิ่งท่าทางนั้นดูธรรมดาเรียบง่ายเพียงใด มันก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกินธรรมดาเท่านั้น!
ฉับพลันนั้นเองกระบี่เบื้องหน้าชายในชุดคลุมสีดำก็สั่นเทิ้ม
ยามที่ชายวัยกลางคนเห็นกระบี่ เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าวอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นลมปราณของเขาก็ดูจะอ่อนกำลังลงไปอย่างมาก
เมื่อรับรู้ถึงสิ่งนี้รูม่านตาของชายวัยกลางคนก็หดลงเล็กน้อยส่อแววตื่นตระหนก……เขาถูกบังคับให้ล่าถอยไปด้วยกระบี่ได้อย่างไร?
เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงก้าวไปด้านหน้าสองก้าวอีกครั้ง!
จากนั้นลมปราณของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างมากในฉับพลัน!
ชายวัยกลางคนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยๆ ทว่ายามที่เขาเห็นกระบี่อีกครั้ง ดวงตาก็ฉายแววหวาดกลัว
แก่นของเต๋าแห่งวิทยายุทธ์ของตนแทบจะแตกสลายไปด้วยกระบี่นี้หรือ?
ห่างออกไปนั้นชายในชุดคลุมสีดำอยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ไม่เลว เจ้าสามารถควบคุมแก่นของเต๋าแห่งวิทยายุทธ์ได้หลังจากที่ได้พบข้าแล้ว”
ชายวัยกลางคนจับจ้องไปที่ชายในชุดคลุมสีดำและกำมือขวาแน่น “ให้ข้าได้รู้นามของท่านได้หรือไม่?”
ชายในชุดคลุมสีดำเอ่ย “นามนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ มันสำคัญนักหรือที่ท่านจะรู้นามของข้าหรือไม่? จงฟังข้า ท่านจงกลับไปและเฝ้ารอ ห้าวันหลังจากนี้ข้าจะไปเยือนตระกูลกู่พร้อมกับศิษย์ที่กำลังผิดหวังของข้า ในเวลานั้นพวกเราจะได้เริ่มการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับตระกูลกู่นั่น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายวัยกลางคนก็หรี่ตาของเขาน้อยๆ “ท่านจะไปเยือนตระกูลกู่หรือ?”
ชายในชุดคลุมสีดำเอ่ย “ข้าไปไม่ได้หรืออย่างไร?”
ชายวัยกลางคนเงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นจึงกล่าวออกมา “ห้าวันหลังจากนี้ ข้ากู่เหลียนจะเฝ้ารอการมาเยือนของท่านที่ตระกูลกู่”
พร้อมกันนั้นเขาก็หันหลังและจากไป
หลังจากที่กู่เหลียนจากไป ชายในชุดดำก็หันหลังและถอยกลับไปในทันที
แน่นอนว่าชายชุดคลุมดำนั้นคือเยี่ยฉวน!
ในชั้นสองของแดนแห่งไฟชำระ ท่าทางของเยี่ยฉวนดูเคร่งเครียด เหตุเพราะเขาพบว่าตอนนี้ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความแข็งแกร่งของเขาและชายผู้มีนามว่ากู่เหลียน!
เว้นแต่ว่าเขาจะใช้เทพแห่งความมืดช่วย มิเช่นนั้นเขาคงไม่สามารถต่อกรกับชายผู้นั้นได้เลยแม้แต่น้อย
กระนั้นแม้ว่าเขาจะใช้เทพแห่งความมืด เขาก็ยังไม่มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาจะสามารถสังหารชายผู้นั้นได้ ยามที่เขาพลาดท่าเขาคงจะต้องตายเป็นแน่!
มากไปกว่านั้นเขาไม่อาจพาเยี่ยหลิงและตู๋กูเสวียนออกมาได้ในเวลานี้ เหตุเพราะมีผู้คนมากมายหมายหัวเขาอยู่
ทว่ามันก็ไม่เป็นการดีนักหากจะมัวแต่ลังเลใจ!
พลัง!
เยี่ยฉวนทำหน้าถมึงทึง ในเวลานั้นเขารับรู้ได้ว่าพลังของเขานั้นยังไม่เพียงพอเป็นแน่
บัดนั้นเขาไม่รู้สึกเกรงกลัวยอดฝีมือในขั้นสูงสุด ทว่าขั้นของกู่เหลียนนั้นแน่นอนว่าอยู่เหนือกว่าขั้นสูงสุด
มันมีช่องว่างของลำดับขั้นระหว่างพวกเขาอยู่อย่างใหญ่หลวง แม้เขาจะใช้เทพแห่งความมืด ช่องว่างนี้ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้
ข้ามผ่านมัน!
เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นและกล่าวเสียงต่ำภายในใจ “แม่นางเจียน หากข้าต้องการจะบรรลุขั้นพลังจุดกำเนิด……”
เจียนจื่อไจ้พลันกล่าว “อย่าได้ถามข้า! ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับขั้นพลังที่ต่ำกว่า!”
เยี่ยฉวนอับจนคำพูด “แม่นางเจียน ท่านบรรลุขั้นพลังของท่านในตอนนี้ทีละก้าวใช่หรือไม่? ท่าน……”
เจียนจื่อไจ้ตอบ “ข้ามาถึงขั้นนี้ได้ด้วยก้าวเดียว ข้าแตกต่างกับเจ้า!”
เยี่ยฉวนตะลึงงันก่อนจะเริ่มเม้มปาก “ท่านบรรลุขั้นพลังของท่านได้ด้วยก้าวเดียวหรือ? ท่านล้อข้าเล่นหรือ?”
เจียนจื่อไจ้กล่าวเสียงเบา “เต๋านั้น……แม้จะดูใกล้ แต่ก็ไม่ใกล้นัก สำหรับผู้คนบางกลุ่ม พวกเขานั้นอยู่ไกลจากเต๋า ทว่าบางกลุ่มนั้นอยู่ไกลเพียงหนึ่งก้าวจากเต๋า มีผู้คนมากมายที่เป็นเช่นนี้บนโลกใบนี้”
เยี่ยฉวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ “แม่นางเจียน ท่านคิดว่า ผู้ใดกันที่แข็งแกร่งกว่าระหว่างกลุ่มคนผู้ที่บรรลุขั้นพลังของตนเองทีละก้าวกับกลุ่มคนผู้ที่บรรลุขั้นพลังของตนเองด้วยก้าวเพียงก้าวเดียว?”
เจียนจื่อไจ้เงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นจึงกล่าว “มันสำคัญหรือที่จะตั้งถามเช่นนี้? แท้จริงแล้วเจ้าต้องรู้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือเจ้านั้นอ่อนแอยิ่งนักในตอนนี้ อ่อนแอเป็นอย่างมาก เข้าใจหรือไม่?
เยี่ยฉวน “……”
ไม่นานต่อมาเยี่ยฉวนก็กางมือขวาออก จากนั้นก็บีบมันเบาๆ ต่อมาสุญญากาศนั้นก็สั่นเทิ้มน้อยๆ……
การรับรู้สัมผัสของพลังงานจุดกำเนิด!
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เยี่ยฉวนรู้สึกปลื้มปีติ เหตุเพราะเขารับรู้ถึงพลังลี้ลับบางอย่าง เขาใช้พลังแห่งสุญญากาศเพื่อที่จะรวบรวมมันให้ทันท่วงที ไม่ช้าจุดดำๆ ขนาดเท่าเม็ดข้าวก็ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือคน
เมื่อเห็นจุดดำนั่นเยี่ยฉวนก็ตะลึงงันไปชั่วขณะในทันที
พลังจุดกำเนิดเป็นสีม่วงไม่ใช่หรือ?
หลังจากที่เงียบงันไปครู่หนึ่งเขาก็หยุดคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้และเริ่มรวบรวมพลังงานต่อไป จุดสีดำบนฝ่ามือค่อยๆ ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น จากนั้นมันก็มีขนาดเท่านิ้วโป้ง และมีพลังอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม
ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจเพราะเขารับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งที่ผิดแปลกในพลังงานนี้ ทว่าเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งใด
เยี่ยฉวนเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้ม “แม่นางเจียน มีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกเกี่ยวกับสิ่งนี้หรือไม่?”
เจียนจื่อไจ้กล่าว “ไม่ เจ้าลงมือต่อไปเถอะ”
เยี่ยฉวนพยักหน้าน้อยๆ และกลั่นมันต่อไป ไม่ช้ากระแสลมสีดำก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา ยามที่กระแสลมสีดำนั่นปรากฏขึ้น สุญญากาศโดยรอบพลันสั่นสะเทือน ในเวลาเดียวกันนั้นสุญญากาศเบื้องหน้าเขาก็เริ่มกลายเป็นภาพมายา!
สีหน้าของเยี่ยฉวนเปลี่ยนไป “แม่นางเจียนเกิดเหตุอันใดขึ้น?”
เจียนจื่อไจ้เงียบงันไปชั่วขณะแล้วกล่าว “ชี่วิญญาณ!”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามอย่างเร่งรีบ “มันคืออะไรงั้นหรือ?”
เจียนจื่อไจ้กล่าว “เป็นชี่ประเภทหนึ่งที่กำเนิดจากคนตาย ข้าไม่รู้ว่ามีผู้คนมากมายเพียงไรที่ตายอยู่ที่นี่ ชี่วิญญาณนับไม่ถ้วนถูกรวบรวมอยู่ที่นี่ พวกมันเป็นชี่ที่กัดกร่อนได้มากที่สุดในโลก นอกเหนือจากชี่มรณะ”
เยี่ยฉวนร่นถอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะอากาศเบื้องหน้าเขาเริ่มหายไปทีละน้อยๆ ซึ่งมันดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก!
เจียนจื่อไจ้เอ่ยต่อ “ควบคุมพวกมัน!”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามทันควัน “อย่างไรกันเล่า?”
เจียนจื่อไจ้เอ่ย “ทำอย่างที่เจ้าทำยามที่กลั่นพวกมัน!”
เยี่ยฉวนพยายามสงบใจตนเอง ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นน้อยๆ แล้วจากนั้นก็กำมือช้าๆ ชี่วิญญาณเบื้องหน้าเขาค่อยๆ จางหายไปและท้ายที่สุดมันก็หายไปจนหมดสิ้น
เยี่ยฉวนรู้สึกโล่งใจในทันทียามที่ได้เห็นชี่วิญญาณหายไป ชายหนุ่มยกมือปาดเหงื่อเย็นๆ ที่หน้าผากออกเสียทีหนึ่ง “แม่นางเจียน ชี่วิญญาณนั้นน่ากลัวเสียจริง”
เจียนจื่อไจ้พูดขึ้น “ขั้นสูงสุดอยู่เหนือขั้นพลังจุดกำเนิด แต่ว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีขั้นที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างพวกมัน นั่นคือขั้นพลังหยิน พลังจุดกำเนิดนั้นคือหยาง และชี่วิญญาณคือหยิน มันเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเจ้าที่สามารถควบคุมชี่วิญญาณได้โดยบังเอิญ”
เยี่ยฉวนถามอย่างว่องไว “สิ่งใดที่มีความแข็งแกร่งกว่าหรือ ชี่วิญญาณหรือชี่จุดกำเนิด?”
เจียนจื่อไจ้กระแทกเสียงตอกกลับ “เดาเอาเองสิ!”
เยี่ยฉวน “……”
คนสตรีพลันกล่าวต่อ “ชี่วิญญาณมีพลังในการกัดกร่อนมากยิ่งนัก แม้แต่แหล่งวัตถุพื้นฐานแห่งสุญญากาศยังถูกกัดกร่อนได้ หากเจ้าควบคุมมันได้ดี เจ้าจะสามารถสังหารยอดฝีมือแห่งขั้นสูงสุดได้ แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช้พลังของกายาทองคำหรือเทพแห่งความมืด มากไปกว่านั้นเจ้าจะสามารถใช้ชี่จุดกำเนิดได้อย่างเชี่ยวชาญหลังจากที่เจ้าใช้ชี่วิญญาณได้ดีแล้ว การผสานของสองสิ่งนี้จะทำให้เจ้าตกตะลึง”
ชายหนุ่มผงกศีรษะ “แม่นางเจียน ขอขอบคุณท่านที่ชี้แนะ”
เจียนจื่อไจ้กล่าวต่อ “มีชี่วิญญาณอยู่มากนักในแดนแห่งไฟชำระให้เจ้าเอาไปกลั่นเป็นกระบี่ชี่วิญญาณ เจ้าสามารถใช้มันเป็นกระบี่บินได้ เมื่อใช้ชี่ชนิดนี้แล้ว กระบี่บินของเจ้าจะแตกต่างจากกระบี่บินทั่วไป มันจะเสริมสมรรถภาพที่แตกต่างออกไปแก่เจ้ายามที่เจ้าใช้มัน”
เยี่ยฉวนพยักหน้าน้อยๆ “เข้าใจแล้ว!”
จากนั้นเขาก็เริ่มกลั่นชี่วิญญาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ช้ากระบี่ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นกระบี่ที่มีสีดำสนิท
กระบี่ชี่วิญญาณ
ตัวกระบี่ทั้งหมดนั้นยาวประมาณสามฉื่อ มันไม่มีด้ามจับและเป็นสีดำทมิฬทั่วทั้งเล่ม ตัวกระบี่ทั้งหมดมีปราณอันเย็นยะเยือกแทรกซึมออกมา
เยี่ยฉวนค่อยๆ นำกระบี่ชี่วิญญาณเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ ยามที่เขาเอามันเข้าไป อาหลิงก็บินออกมา ทว่ายามที่เด็กหญิงเห็นกระบี่เล่มนี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนแปลงไปในทันที ฉับพลันต่อมานางปล่อยหมัดใส่มันแบบไม่พูดไม่จา
ตู้ม!
กระบี่เล่มนั้นกระเด็นออกไปในทันที!
อาหลิงกำลังจะเริ่มการจู่โจมต่อ เยี่ยฉวนถลันตัวรีบไปหยุดนางไว้อย่างว่องไว “อาหลิงเจ้าทำอะไร?”
อาหลิงจ้องมองไปที่กระบี่ด้วยสายตาเย็นชา “มันมีปราณมารอยู่!”
เยี่ยฉวนฝืนยิ้มและจากนั้นจึงกล่าว “มันเคยต่อสู้กับผู้คนที่เลวทราม การที่จะต่อสู้กับคนเลวทรามเหล่านั้น ข้าจำเป็นต้องใช้ศาสตราวุธมาร เข้าใจหรือไม่?”
อาหลิงหาได้เอ่ยสิ่งใด นางยังคงจับตามองไปที่กระบี่นั่นด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
เยี่ยฉวนส่ายหน้าพลางยิ้ม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนัก ด้วยการที่ชายหนุ่มพยายามโน้มน้าวนางอย่างต่อเนื่อง ท่าทางของอาหลิงก็ดูจะยอมรับให้กระบี่นี้เข้ามาในหอคอยนี้ได้แล้ว
เมื่อได้มองดูอาหลิงผู้ที่อยู่อย่างเอื่อยเฉื่อยและไร้ความกังวลอยู่ไม่ไกล เยี่ยฉวนก็กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “แม่นางเจียน ดูเหมือนว่านางจะแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว”
เจียนจื่อไจ้กล่าว “นางเป็นร่างของแหล่งวัตถุดิบพื้นฐาน เป็นธรรมดาที่นางจะเติบโตอย่างรวดเร็ว”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับน้อยๆ “ข้าไม่สามารถทำใจบอกนางได้ว่านางมีความสามารถในการต่อสู้…”
เขาพบว่าพลังของอาหลิงนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก หากนางรู้ว่าตัวเองมีความสามารถในการต่อสู้ มันคงเป็นการยากที่จะควบคุมนางให้อยู่ในกรอบ
เวลาต่อมาเยี่ยฉวนก็ออกจากหอคอยแห่งเรือนจำ และจากนั้นเขาก็ไปที่ชั้นสามของแดนแห่งไฟชำระ ชายหนุ่มจัดการกลั่นกระบี่ชี่วิญญาณต่อ……
สี่วันหลังจากนั้น
ณ ตระกูลกู่
ด้วยความเป็นผู้นำแห่งตระกูลชั้นสูงทั้งสามในดินแดนสวรรค์ อำนาจของตระกูลกู่นั้นยากที่จะหักล้างได้ รากฐานของตระกูลนั้นก็ยังฝังรากลึกมากที่สุดในหมู่สามตระกูลชั้นสูงนี้
เวลานี้ยอดฝีมือแห่งตระกูลกู่ได้กลับมาแล้ว
กู่เหลียนยืนเอามือไพล่หลังขณะที่ตัวอยู่ด้านบนของคฤหาสน์ตระกูลกู่ เขาเพียงยืนอยู่บนนั้นอย่างสงบนิ่ง
รอบด้านนั้นเงียบสงบ ทว่ายอดฝีมือแห่งตระกูลกู่กลับทำใบหน้าถมึงทึง
วันนี้ทั้งตระกูลกู่เข้ามาอยู่ในกระบวนรบ
เพื่อเฝ้ารอเยี่ยฉวน!
กล่าวให้ถูกคือพวกเขามาเฝ้ารอชายลึกลับในชุดคลุมสีดำ!
พวกเขาเฝ้ารอมาตั้งแต่เช้าจนจรดเที่ยงวันและเที่ยงวันจรดค่ำ ทว่าเยี่ยฉวนและชายลึกลับในชุดสีดำกลับยังคงไม่ปรากฏกาย……
ยามค่ำนั้นชายชราคนหนึ่งพลันปรากฏอยู่ข้างๆ กู่เหลียน “พวกเขาจะมาหรือไม่?”
กู่เหลียนท่าทางสงบเยือกเย็น “จงเฝ้ารอพวกเขาไป!”
ชายชราคนนั้นผงกศีรษะและเดินถอยไป
ไม่ช้าก็ถึงเวลารุ่งสาง ทว่าเยี่ยฉวนและชายในชุดคลุมสีดำก็ไม่ปรากฏกาย…
กลางอากาศนั้น สีหน้าของกู่เหลียนดูขุ่นมัวยิ่งนัก
ในแดนแห่งไฟชำระ
“เจ้าจะไปตระกูลกู่หรือไม่?”
“ข้าได้บอกหรือว่าข้าจะไปที่นั่น?”
“ใช่ เจ้าบอกเช่นนั้น!”
“นั่นปะไร……ข้าจะยังไม่ไปในเวลานี้!”
“เหตุใดกัน?”
“ข้า……ยังไม่สามารถเอาชนะคนพวกนั้นได้……ข้าจะไปเมื่อข้าทำได้!”
เจียนจื่อไจ้ “……”



