Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 738

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 738 บำเพ็ญเพียรด้วยการฝึกฝนย้อนกลับ!

C

เยี่ยฉวนอยู่เงียบๆ และยืนนิ่งเป็นเวลาถึงสามชั่วยาม

คิดให้ออก!

จากแรกเริ่มจนมาถึงบัดนี้เขาครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

รำลึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

เต๋าแห่งกระบี่!

เขาเริ่มต้นใช้กระบี่เมื่ออายุสิบแปดปี และผู้ที่สอนเขาคือสตรีลึกลับ ผู้แข็งแกร่งที่ไม่มีผู้ใดเปรียบได้และมีพลังมหาศาล สิ่งที่เขาได้ฝึกฝนอีกประการคือกายากระบี่ไร้เทียมทานที่สตรีลึกลับเป็นผู้มอบให้

สตรีลึกลับเป็นผู้ฝึกสอนของเขา!

จุดเริ่มต้นของเขานั้นสูงมาก สูงยิ่งนัก

นอกจากนี้ สตรีลึกลับยังให้แนวทางแห่งเต๋าแห่งกระบี่ที่ชัดเจนแก่เขา เพื่อที่เขาจะได้ไม่พ่ายแพ้แก่เต๋าแห่งกระบี่

ความเชื่อมั่น!

ความมั่นใจ!

ที่ผ่านมานั้นแก่นของเต๋าแห่งกระบี่คือสองสิ่งนี้

อย่างไรก็ตาม เขาถามตัวเองว่าเขารู้จักเต๋าแห่งกระบี่จริงหรือไม่?

วิถีแห่งเต๋าแห่งกระบี่นั้นเรียบง่ายจริงหรือ?

เมื่อรำลึกถึงเรื่องนี้เยี่ยฉวนก็ขมวดคิ้วยุ่งหนักกว่าเดิม หลังจากผ่านไปประมาณสามชั่วยาม คิ้วที่ขมวดเข้าหากันนั้นก็ค่อยๆ คลาย……

ในเวลานี้เขาคิดเรื่องหนึ่งออก!

เต๋าแห่งกระบี่! เต๋าแห่งกระบี่!

ตลอดเส้นทางที่เขาเดินไปนั้นเป็นวิถีแห่งกระบี่ที่ปูโดยสตรีลึกลับ เส้นทางนี้ง่ายต่อการเดิน ทว่ามันไม่ใช่หนทางของเขา

กล่าวอย่างง่ายก็คือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้เดินไปตามทางของตัวเองจริงๆ!

เมื่อรำลึกถึงสิ่งนี้ได้ รอยยิ้มก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคน…

ด้านนอกไฟชำระล้าง เจียนจื่อไจ้กุมมือของนางไว้ด้านหลังและมองขึ้นไปบนจักรวาลดวงดาว

ไม่ไกลจากนางคือตู๋กูเสวียนและสัตว์อสูรตัวน้อยซึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้น

หลังจากนั้นไม่นาน เจียนจื่อไจ้ก็หัวเราะเบาๆ “บัดนี้ โลกนี้ไม่ใช่โลกที่ข้ารู้จักอีกต่อไป”

ตู๋กูเสวียนมองไปที่เจียนจื่อไจ้และกล่าวอย่างแผ่วเบา “เจ้าคงต้องมีศัตรูอยู่สักสองสามคนในโลกนี้ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า”

เจียนจื่อไจ้ส่ายศีรษะ “ข้าเคยคิดเช่นนั้น ทว่าตอนนี้ข้าไม่คิดเช่นนั้นแล้ว”

ตู๋กูเสวียนงงงวย “เหตุใดกัน?”

เจียนจื่อไจ้ค่อยๆ วาดวงกลมด้วยมือของนาง “จักรวาลที่เราอยู่ตอนนี้เรียกว่าจักรวาลสี่มิติ และจักรวาลสี่มิติอันกว้างใหญ่นี้มีอาณาเขตอันไร้ที่สิ้นสุด เท่าที่ข้ารู้ มีดินแดนจักรวาลดวงดาวนับไม่ถ้วนในจักรวาลสี่มิติ ซึ่งยังแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ได้แก่ อารยธรรมระดับแรก อารยธรรมระดับสอง และอารยธรรมระดับสาม ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางนี้คงอยู่ในอารยธรรมระดับสาม ไม่สิ มันเกือบจะอยู่ในอารยธรรมระดับสาม

ตู๋กูเสวียนตกตะลึงอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า “อารยธรรมระดับแรกใหญ่ที่สุดหรือ?”

เจียนจื่อไจ้พยักหน้าและตอบเบาๆ “มากไปกว่านั้นยังมีอารยธรรมระดับสุดยอด อารยธรรมระดับพิเศษ และ…”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ นางก็ส่ายศีรษะ “มันไม่มีประโยชน์ สำนักเซียนนั้นทรงพลังมาก และทั่วฟ้าดินจำต้องยอมจำนน…และสำนักเจ้านรกในอดีตก็เช่นกัน สำหรับเทพดาวนรก ด้วยความแข็งแกร่งของเขาเอง ได้สร้างดินแดนจักรวาลดาวนรก รวบรวมขึ้นใหม่และดูดซับวิญญาณของทุกสรรพสิ่ง รวมถึงวิญญาณในสวรรค์และโลก… พวกเขามีความสามารถดังกล่าวและทัดเทียมกับผู้สรรค์สร้างในตำนาน ทั้งสองตระกูลเป็นอารยธรรมระดับแรก ทว่าอย่างไรกัน? พวกเขาสูญสิ้นไปกันหมด……”

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ นางมองขึ้นไปที่ส่วนลึกของจักรวาลดวงดาวอันกว้างใหญ่ “นอกจากนี้ ยังมีอารยธรรมระดับพิเศษที่เรียกว่า ดินแดนปลอดชีพไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามนี้ได้ ทว่ามันได้หายไปในประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้วเช่นกัน”

ด้วยเหตุนี้นางจึงส่ายศีรษะและยิ้ม “และเผ่าไท่กู่ในตำนาน ว่ากันว่าอารยธรรมดั้งเดิมของเต๋าแห่งวิทยายุทธ์แห่งโลกสี่มิติของเรานั้นสร้างขึ้นโดยพวกเขา… หากเป็นเรื่องจริงแล้ว เผ่านี้หายไปที่ใดกันเล่า? มันถูกทำลายหรือไม่? หรือมันไปที่โลกห้ามิติในตำนาน?”

หลังจากนั้น นางมองขึ้นไปที่ส่วนลึกของจักรวาลดวงดาวอีกครั้งด้วยสายตาที่สับสน

ข้างๆ กันนั้นตู๋กู่เสวียนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านไม่สามารถไปยังห้ามิติในตำนานด้วยความแข็งแกร่งของท่านหรือ?”

เจียนจื่อไจ้ดึงสายตาของนางกลับมาและยิ้ม “ข้าต้องการที่จะทำ ทว่าโชคไม่ดีที่ข้าถูกกักขังด้วยหอคอย และหากสามคนนั้นไม่ปรากฏกายในปีนั้น ข้าคงไม่สามารถออกจากหอคอยนี้ได้ตราบชั่วชีวิตของข้า”

ตู๋กูเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยๆ “สามคน?”

เจียนจื่อไจ้พยักหน้าและเอ่ยเสียงเบา “เป็นคนสามคนที่ทรงพลังมาก… ในจักรวาลสี่มิติอันกว้างใหญ่ มักจะมีบางคนที่มีพลังมหาศาลอยู่เสมอ”

ตู๋กูเสวียนถามขึ้นทันที “ผู้อาวุโส หอคอยนั้นคืออันใดหรือ?”

เจียนจื่อไจ้เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าไม่รู้ ทว่าข้ามั่นใจว่ามันมาจากจักรวาลห้ามิติ!”

ห้ามิติ!

ตู๋กูเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “มีห้ามิติ หมายความว่ามีหก เจ็ด แปดและเก้ามิติ?”

เจียนจื่อไจ้ยิ้มและกล่าวว่า “มดสามารถเดินบนพื้นได้เท่านั้น มันไม่สามารถก้าวไปในมหาสมุทร จักรวาลดวงดาวหรือจักรวาลนี้… ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นั้น มนุษย์อย่างพวกเรามิใช่มดหรอกหรือ?”

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ นางหยุดเล็กน้อยแล้วพูดว่า “จริงๆ แล้วมนุษย์มีขนาดเล็กมาก”

บนชั้นที่สิบของแดนแห่งไฟชำระ

เยี่ยฉวนยังคงยืนเงียบ

ดีและร้าย!

ในเวลานี้เขารำลึกถึงประโยคที่สตรีลึกลับเคยพูดไว้ว่า “ทุกสิ่งในโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หยินและหยาง ด้านดีและร้าย…”

เจียนจื่อไจ้เพิ่งพูดถึงความแข็งกระด้างและความนุ่มนวล……

ในเมื่อกระบี่ของเขาแข็งมาตลอด ทำไมจะอ่อนไม่ได้เล่า?

เขาอยากจะก้าวไปข้างหน้าเสมอ… เหตุใดเขาถึงย้อนกลับไปไม่ได้?

ย้อนกลับ!

เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ เยี่ยฉวนก็รู้แจ้งในทันใด เขานั่งขัดสมาธิและในไม่ช้า ปณิธานกระบี่สองประเภทก็ปรากฏขึ้นรอบๆ…

และปณิธานกระบี่เหล่านี้ก็เริ่มอ่อนกำลังลง และอ่อนลงเรื่อยๆ… ในไม่ช้าพวกมันทั้งหมดก็สลายหายไป นอกจากนี้ ลมปราณของเขาก็เริ่มอ่อนลง จากนั้นก็เปลี่ยนจากขั้นทลายสุญตาเป็นขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ จากนั้นขั้นผนึกยุทธ์… ชั่วครู่หนึ่ง เขาเปลี่ยนจากขั้นทลายสุญตาเป็นขั้นหกผสานลมปราณ!

ขั้นทลายสุญตา ขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ ขั้นผนึกยุทธ์ ขั้นสันโดษ ชั้นผสานเทพ ขั้นทะยานสวรรค์ ขั้นหลอมรวมลมปราณ ขั้นพลังลมปราณแปรผัน …

ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาได้เสื่อมถอยจากขั้นทลายสุญตาเป็นขั้นพลังลมปราณแปรผัน ซึ่งเป็นการเสื่อมถอยถึงแปดขั้น!

ปัจจุบันเขาอยู่ในขั้นพลังลมปราณแปรผัน!

แน่นอน แม้ว่าขั้นพลังของเขาจะลดลง ทว่าประสบการณ์และความสามารถของแต่ละขั้นพลังยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม ปณิธานแห่งกระบี่ได้สูญลายไปหมดแล้ว!

และจุดประสงค์ของเขาคือการฝึกฝนอีกครั้ง!

ไม่ว่าจะเป็นเต๋าแห่งกระบี่หรือการฝึกฝนของแต่ละขั้นพลัง เขาก็ต้องสัมผัสมันอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง!

นอกจากนี้ เขาต้องมั่นคง!

สำหรับคนคนหนึ่ง สิ่งที่แย่ที่สุดไม่ใช่ความล้มเหลว ทว่าเป็นการไม่กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังจากล้มเหลว!

ขั้นพลังลมปราณแปรผันคือการใช้พลังชี่ในร่างกายเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพและก้าวข้ามพลังของกายเนื้อ……

ขั้นหกผสานลมปราณคือการใช้พลังชี่เพื่อควบคุมสิ่งต่างๆ……

ขั้นทะยานสวรรค์คือการใช้ชี่เพื่อทะยานไปบนท้องฟ้า……

ชั้นผสานเทพคือการสัมผัสกับพลังจิตตรวจตราและผสานเข้ากับกายเนื้อ……

ขั้นทลายสุญตาคือการทะลวงผ่านสุญญากาศและรับพลังงานสสารมืด…

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เยี่ยฉวนก็ตกใจเมื่อพบว่าอันที่จริงเขาไม่ได้ทำอย่างเต็มความสามารถในทุกขั้น ตัวอย่างเช่น ยามที่เขาอยู่ในขั้นพลังลมปราณแปรผัน ก่อนที่เขาจะเชี่ยวชาญในพลังชี่อย่างสมบูรณ์ เขาได้พัฒนาไปขั้นหลอมรวมลมปราณแล้ว… เขามีความรู้เพียงผิวเผินของทุกขั้นพลังและไม่เข้าใจพวกมันอย่างถ่องแท้

นอกจากนี้เขายังพึ่งพาวัตถุภายนอกมากไป!

ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่าเหตุใดเทพดาวนรกและเจียนจื่อไจ้ถึงบอกว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดา

เป็นเพียงในนาม!

เหตุเพราะจนถึงปัจจุบันเขาเก่งกาจแต่เพียงในนามเท่านั้น!

การฝึกฝนก็เหมือนการสร้างบ้าน ยิ่งฐานรากดีเพียงไร ยิ่งตัวอาคารสูงขึ้น มันก็จะยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น!

แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับคนธรรมดาแล้ว เขาเป็นอัจฉริยะโดยไม่ต้องสงสัย ทว่าต่อหน้าคนที่ไร้เทียมทานเหล่านี้ เขานั้นไม่อยู่ในสายตา!

และในตอนนี้ เขาเข้าใจความหมายของสิ่งที่เจียนจื่อไจ้พูดกับเขา

หลายครั้งที่คนเราไม่ควรมองไปข้างหน้าอย่างเดียว และอาจมีประโยชน์ที่คาดไม่ถึงหากมองย้อนกลับไป ผู้คนไม่ควรรู้เพียงจุดแข็งของตนเอง ทว่ายังต้องรู้ข้อบกพร่องของตนเองด้วย!

การฝึกฝนก็เช่นกัน!

บนชั้นสิบ ลมปรานของเยี่ยฉวนเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ……ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา ลมปราณของเขาได้กลับสู่ลมปราณของขั้นทลายสุญตา

ทว่าชั่วขณะหนึ่งลมปราณอันกล้าแกร่งนี้ก็เริ่มอ่อนลงอีกครั้ง…

ด้วยเหตุนี้ เยี่ยฉวนเริ่มต้นครั้งและครั้งเล่า

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

ด้านนอกแดนแห่งไฟชำระ เจียนจื่อไจ้นั่งอยู่บนอาราม สัตว์อสูรตัวน้อยนอนคว่ำหน้าและถูเท้าของมันอย่างต่อเนื่อง

ว่านอนสอนง่าย!

สัตว์อสูรดุร้ายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของสำนักเซียนนั้นเชื่องเหมือนลูกสุนัขในขณะนี้

ตู๋กูเสวียนที่อยู่ข้างๆ เจียนจื่อไจ้นั้นกังวลอย่างมาก เพราะเยี่ยฉวนอยู่ในนั้นมาห้าวันแล้ว!

เจียนจื่อไจ้ก็พูดขึ้นทันทีว่า “อย่าได้กังวล! เขายังไม่ได้ออกมาในตอนนี้ และนั่นพิสูจน์ว่าเขาได้ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง”

ตู๋กูเสวียนมองไปที่เจียนจื่อไจ้ จากนั้นคนหลังจึงยิ้มให้น้อยๆ พลางพูด “จุดเริ่มต้นของเขาสูงเกินไปเหตุเพราะผู้ฝึกสอนของเขาแข็งแกร่งเกินไป แม้ว่าสิ่งนี้จะดี ทว่าก็มีข้อเสียอย่างไม่มีสิ้นสุด หากเขาสามารถรับรู้ถึงสิ่งนี้ได้ เขาจะได้เกิดใหม่”

ตู๋กูเสวียนกระซิบ “หากเขาทำไม่ได้เล่า?”

เจียนจื่อไจ้ยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร เพียงแต่คำชี้แนะของผู้ฝึกสอนนั้นจะสูญเปล่า”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางก็หันไปมองทางด้านขวา ในส่วนลึกจักรวาลดวงดาวทางด้านขวามีร่างหนึ่งกำลังเดินมาทางด้านนี้

เจียนจื่อไจ้จับสัมผัสบุคคลนั้นได้ ทว่าบุคคลนั้นยังไม่สัมผัสถึงตัวตนของนาง

เจียนจื่อไจ้กำลังจะจู่โจม ทันใดนั้น นางมองลงไปที่แดนแห่งไฟชำระเบื้องล่าง หลังจากนั้นไม่นาน ก็พึมพำออกมา “น่าสนใจ…”

ที่ชั้นสิบ

ในขณะนี้เยี่ยฉวนอยู่ในขั้นพลังลมปราณแปรผัน ทว่าลมปราณปัจจุบันของขั้นพลังลมปราณแปรผันนั้นแข็งแกร่งกว่าลมปราณของขั้นทลายสุญตา!

ฝึกให้ชำนาญอย่างเต็มที่!

เพราะในเวลานี้เขาได้เชี่ยวชาญขั้นพลังลมปราณแปรผันอย่างเต็มที่แล้ว นอกจากนี้ความเร็วในการควบดาบของเขายังเร็วกว่าเมื่อก่อนอย่างน้อยหลายเท่า!

ทว่าเยี่ยฉวนรู้ดีว่ามันไม่เพียงพอ!

เหตุเพราะเขารับรู้ว่าตัวเขาเองยังไม่ถึงขีดจำกัดของขั้นพลังลมปราณแปรผัน!

ข้อจำกัด!

ปัจจุบันสิ่งที่เขาไล่ตามคือข้อจำกัด!

เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะถึงขีดจำกัด!

สิ่งเล็กน้อยย่อมไม่เล็กหากถึงขีดจำกัด

ในขณะนี้ เยี่ยฉวนได้พบวิธีการฝึกฝนของตัวเองแล้ว…

ย้อนกลับ!

บำเพ็ญเพียรด้วยการฝึกฝนย้อนกลับ!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!