บทที่ 741 เจ้ารู้มากเกินไป! (ปลาย)
เยี่ยฉวนเมื่อได้ฟังแล้วก็อมยิ้ม “ข้าทำอะไรให้จึงต้องลงเอยแบบนี้?”
สตรีกล่าวพลางยิ้ม “ในสายตาของเจ้า สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือของเรายังไม่ดีพอสินะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าพลางตอบให้ว่า “ท่านกล่าวถูกต้อง!”
ทันทีที่สิ้นคำพูดประโยคนั้นบรรยากาศภายในหอโถงพลันเงียบกริบ
หลังจากที่ทุกคนเงียบงันไปอยู่นานสองนาน พลันชายชราสวมชุดดำถลันพรวดออกมาเบื้องหน้ากับจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างกับจะเอาเรื่อง “กล้าดียังไงวะ ไอ้……”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะพร้อมกับเผยยิ้มกว้างขึ้น “นี่พวกท่าน ข้ารู้นะว่าพวกท่านกำลังคิดอะไรอยู่ พวกท่านไม่ได้อยากให้ข้ามาเป็นว่าที่เจ้าสำนักคนหนุ่มอะไรที่ว่านั่นหรอก แค่ต้องการสมบัติล้ำค่าต่างหาก จริงหรือไม่เล่า?”
ทุกคนมองตรงมายังผู้พูด ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะพูดจาเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อมเช่นนี้
เป็นเหตุให้หลายคนถึงกับตะลึงงัน!
คนที่ยืนเผชิญอยู่เบื้องหน้า เฉินเป่ยเสวียนเอ่ยขึ้นพลางยิ้มน้อยๆ “เจ้าทำให้เราแปลกใจนัก”
จากนั้นจึงเบนสายตามองอีกฝ่ายตรงๆ “เจ้ากล้าเข้ามาที่นี่ทั้งยังมีท่าทีสุขุมลุ่มลึก ข้าขอเดาว่าเจ้าคงจะมีไม้ตายอะไรซ่อนไว้หรือมีคนหนุนหลัง แสดงให้พวกเราเห็นสิว่าเป็นอย่างไรกันแน่”
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ “ตระกูลตู๋กูอยากครอบครองสมบัติล้ำค่า และเช่นกันตระกูลตู๋กูก็ล่มสลายไปแล้ว ตระกูลกู่เกิดต้องการสมบัตินั่นต่อมาตระกูลกู่ก็พินาศเป็นรายต่อไป เจ้าสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือก็ต้องการสมบัติล้ำค่าเช่นกันซึ่งเขาตายไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือของเจ้าอยากจะย่อยยับเป็นรายต่อไปหรือไง?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวออกมาเช่นนั้น เฉินเป่ยเสวียนหรี่นัยน์ตามองคนพูด “คิดจะขู่ข้างั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพูดยิ้มด้วยท่าทางไม่ยี่หระ “เจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้”
มุมปากของสตรีบิดยกขึ้นทีละน้อย สุดท้ายนางก็เผยรอยยิ้มหยันเย็นเยียบ “ถ้าอย่างนั้นมาดูซิว่ามีใครที่ยังจะหนุนหลังเจ้า”
ว่าแล้วลมปราณหนักหน่วงพุ่งเข้าใส่ร่างของเยี่ยฉวนตรงๆ ขณะเดียวกันชั้นอากาศที่ลมปราณพาดผ่านบังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งถ้ามันจะจุดระเบิด จะเป็นระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
ขณะนั้นเอง อุ้งเท้าปริศนาปรากฏออกขวางหน้าเยี่ยฉวน จากนั้นอุ้งเท้าได้ตวัดตบออกไปเบาๆ
ตูม!
ทันใดนั้นลมปราณหนาหนักกระจายหายวับไปอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย
เหตุนี้ทุกคนที่กำลังมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นจึงพากันหันไปเพ่งมองเจ้าสุนัขอสูรที่ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวน เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างนิ่งอึ้งรวมทั้งเฉินเป่ยเสวียนเอง
เยี่ยฉวนเผยฝ่ามือข้างขวา สี่งที่ปรากฏออกมาเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
ถึงกระบี่เล่มนี้จะไม่ใช่กระบี่เจิ้นหุน แต่ก็เป็นถึงกระบี่เล่มหนึ่งที่อยู่บนยอดหอคอย ขณะที่กระบี่เล่มที่ว่าปรากฏพลันคนที่ได้เห็นต่างสีหน้าแปรเปลี่ยนสิ้นเชิง มิหนำซ้ำพากันถอยห่างออกไปเป็นระนาว แม้แต่เจ้าสุนัขอสูรในแววตาของมันฉายประกายแรงกล้า
กระบี่เล่มนี้ทรงพลังนัก!
ขณะที่กระบี่เพียงลอยตัวนิ่งยังคงเงียบเชียบ อากัปกิริยาดูสงบเสงี่ยมทว่าผู้คนรอบด้านต่างรับรู้ถึงแรงกดถาโถมมาอย่างรุนแรง
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงขรึม “ถ้าสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนืออยากจะสู้กับข้า ข้าก็จะปะทะกับพวกเจ้าไปตลอดกาล!”
ไม่ไกลนักชายชราสวมผ้าคลุมสีดำพูดอย่างเย้ยหยัน “ดูท่าจะมั่นใจจริงๆ…”
คนตรงข้ามหันหน้าขวับจ้องเขม็งไปที่คนพูด “ตระกูลกู่ข้าก็ทำลายจนพินาศไปแล้ว มีหรือจะกลัวสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือของพวกเจ้า?”
ชายชราสวมชุดดำแสยะปากพูดเหี้ยมเกรียม “เจ้าคิดว่าสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือจะกลัวหรือไง? เจ้า…”
เยี่ยฉวนตัดบทเสียงเร็ว “ถ้างั้นมาสู้กัน!”
จากนั้นเขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และเจ้าสุนัขอสูรที่อยู่ข้างหน้ายกอุ้งเท้าหน้าตวัดขวับอย่างรุนแรงทันที
ตูม!
พลังรุนแรงประหนึ่งแรงระเบิดของภูเขาไฟก็ไม่ปานดีดออกจากร่างนั้นออกมาภายนอก ต่อมาหอโถงขนาดใหญ่ที่คนเหล่านี้กำลังยืนอยู่พลันแตกออกเป็นเสี่ยง จนยอดฝีมือที่อยู่รายรอบพากันตะลีตะลานถอยหนี
เจ้าสัตว์อสูรจ้อยตั้งท่าจะเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่จังหวะนั้นกลับมีเสียงของเยี่ยฉวนปรามไว้ “เดี๋ยว!”
ทันทีที่ได้ยินสัตว์อสูรจ้อยหยุดนิ่ง ส่วนเฉินเป่ยเสวียนและคนรอบด้านซึ่งเตรียมที่จะเคลื่อนไหวพลอยชะงักหยุดไปด้วยและพากันหันไปมองเยี่ยฉวนกันเป็นแถว
เยี่ยฉวนประกบนิ้วมือสองนิ้วจากนั้นจึงชี้ไปยังกระบี่ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าก่อนเอ่ยเสียงดังพอให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว “อาจารย์ขอรับ ข้าไร้ความสามารถ ลำพังพลังของตัวเองไม่อาจสังหารคนพวกนี้ได้ทั้งหมด โปรดออกมาช่วยด้วย…”
หลังจากนั้นจึงใช้นิ้วมือทั้งสองจับคีบคมกระบี่ไว้จนแน่น
ชิ้งงงง!
เสียงแห่งกระบี่ดังก้องสะท้อนไปทั่วผืนฟ้า ขณะนั้นชั้นอากาศในรัศมีหลายพันจั้งบังเกิดแตกร้าว และผืนปฐพีใต้ฝ่าเท้าของคนบริเวณนั้นยุบฮวบลงทีละชั้นๆ
ในตอนนั้นผู้คนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก!
เจ้าสุนัขอสูรมองมายังเยี่ยฉวนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา…
แม้ว่าภายนอกเยี่ยฉวนจะดูสงบนิ่ง หากภายในกลับปั่นป่วนดุจพายุโหมกระหน่ำ ไม่เพียงเท่านั้นเขาจำต้องกล้ำกลืนโลหิตที่พร้อมจะทะลักออกจากปากได้ทุกเมื่อ!
เพียงแค่ชายหนุ่มสัมผัสกระบี่เพียงแผ่วเบา ร่างกายก็เหมือนจะแหลกลงในบัดดล!
กระบี่เล่มนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
และภาพที่ปรากฏ ท่ามกลางทุกสายตาที่เหลือบมองกระบี่ซึ่งเยี่ยฉวนถือไว้ในมือ แววตาทุกคู่เต็มเปี่ยมด้วยความหวาดกลัว
แรงกดหนักหน่วงจากกระบี่แผ่กระจายเข้ามาถึงทุกผู้ทุกคน!
เยี่ยฉวนเองไม่รู้กระจ่างชัดว่ากระบี่เป็นของผู้ใด ใครเป็นเจ้าของกระบี่? เขาผู้นั้นมีพลังอำนาจสักเพียงใด?
เมื่อคิดแล้ว บรรดายอดฝีมือของสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือมองดูด้วยความตะลึงงันยิ่งขึ้นทุกขณะ…
ขณะนั้นเยี่ยฉวนขยับเข้าไปใกล้เจ้าสุนัขอสูร พลางกวาดมองไปทั่วที่เฉินเป่ยเสวียนและคนอื่นยืนอยู่ “พวกเจ้าคิดว่าข้าหัวเดียวกระเทียมลีบงั้นหรือ? คงคิดว่าไม่มีใครมาช่วยข้าจริงสินะ? พวกเจ้าคิดผิดแล้ว”
ชายหนุ่มพูดพลางกัดฟันเค้นเสียงเยาะเย้ย “พวกเจ้าคิดผิดจริงๆ!”
สุนัขอสูรตัวจ้อยมองคนพูดนิ่ง มันชักสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ด้วยสัญชาตญาณบอกกับตนเองว่าชายหนุ่มกำลังเริ่มจะไร้สาระ อย่างไรก็ตามอย่างที่เยี่ยฉวนพูด มันคิดอยู่เหมือนกันว่าเบื้องหลังต้องมีใครบางคนคอยช่วยเหลือเขาอยู่…
เสียงเฉินเป่ยเสวียนส่งเสียงถามขณะจ้องคนตรงข้ามไม่วางตา “ใครที่อยู่เบื้องหลังเจ้ากันแน่?”
คนถูกถามไม่ตอบหากย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าเดาไม่ออกจริงหรือว่าใครที่อยู่เบื้องหลังข้า?”
สตรีนิ่วหน้า ครู่หนึ่งต่อมาดูเหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป “อารามจักรวาลดาวเว่ยหยางงั้นหรือ?”
อารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง?
กองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางและเรียกว่าเป็นกองกำลังที่มีความลี้ลับมากที่สุด!
มีก็แต่เพียงกองกำลังที่ว่านี้และดินแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงสามารถทำลายตระกูลกู่ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้!
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเป่ยเสวียน ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะจากนั้นจึงมีเสียงพึมพำขึ้นว่า “เจ้ารู้มากเกินไป”
เฉินเป่ยเสวียนได้ยินอีกฝ่ายว่ามาเช่นนั้น พลันถามเสียงเร็วด้วยความตกใจ “เจ้าต้องการสังหารพวกเรา เพื่อปิดปากไม่ให้เปิดเผยความจริงเรื่องนี้สินะ?”



