บทที่ 771 เห็นข้าเป็นคนอย่างไร? (ต้น)
เมื่อได้ยินประโยคนั้นของชายหนุ่ม ไป๋เสี่ยวเซียนที่ยืนไม่ห่างนักถึงกับส่ายหน้า… เยี่ยฉวนคนนี้ทำตัวน่าละอายจริงๆ
เขาไม่มีทางรับมือพลังของหลีฉางเฟิงได้อยู่แล้ว ทว่าระดับเจ้าสุนัขอสูรรับได้อย่างแน่นอน!
เมื่อประโยคนั้นของเยี่ยฉวน หลีฉางเฟิงถึงกับส่ายหน้าและยิ้มพลางพูดว่า “ได้……พวกเจ้าทั้งสองเข้ามาพร้อมกันเลยยังได้”
พลันสัตว์อสูรขยับตัวเตรียมเคลื่อนไหว ตอนนั้นเองที่เยี่ยฉวนพูดกับฝ่ายนั้นว่า “ข้าจัดการเอง!”
สุนัขอสูรหันขวับมองหน้าผู้พูด “เจ้าไม่มีทางต้านมันได้แน่”
ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้ม “ข้าจะลองดูสักตั้ง!”
อีกฝ่ายสีหน้าลังเลหากก็พยักหน้าในที่สุด…
เยี่ยฉวนเดินเข้าไปหาหลีฉางเฟิง แล้วพูดว่า “อันที่จริงพวกเจ้าจะร่วมมือกันก็ย่อมได้!
ชายหนุ่มสั่นหน้า “ลงมือเลย!”
ถ้าเขาและสุนัขอสูรร่วมมือกันก็ไม่แน่……อาจจะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้อยู่ดี ที่สำคัญที่สุดถ้าหลีฉางเฟิงสยบสุนัขอสูรได้สำเร็จ เหล่ายอดยุทธ์ที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวจะเข้าจู่โจมเยี่ยฉวนซ้ำทันที!
หากเป็นเช่นนั้นเห็นทีจะแย่ยิ่งกว่านี้!
หลีฉางเฟิงพยักหน้าพลางดันฝ่ามือข้างขวาขึ้นช้าๆ แล้วผลักฝ่ามือเข้าใส่เยี่ยฉวนทันที
พลังผลักฝ่ามือสงบนิ่งนัก!
กลับเป็นอะไรที่น่ากลัวยิ่งนัก!
เมื่อหลีฉางเฟิงเข้ามาจนใกล้ถึงตัวเยี่ยฉวน ในตอนนั้นที่สีหน้าของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนวูบ บริเวณโดยรอบชั้นอากาศถูกพลังฝ่ามือของหลีฉางเฟิงทะลวงออกไปราวกับถูกเผาผลาญและวูบหายอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเหลือเพียงจุดสีดำ ทว่าหลังจากนั้นจุดดำกลับขยายกว้างกลายเป็นหลุมดำขนาดมหึมาอีกทั้งพุ่งเข้าหาหมายเขมือบเยี่ยฉวนทันที!
“อาญาสาร!”
จากนั้นเสียงเจ้าหุนตะโกนบอกมาย่างเร่งร้อน “นายท่าน! มันใช้วิชาฝ่ามืออาญาสาร! ระวังตัวไว้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเยี่ยฉวนส่อเค้าวิตกกังวลทันที ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าเกราะเทพแห่งความมืดไม่อาจต้านพลังรุนแรงนั้นได้!
กฎเต๋าแห่งสุญญากาศก็ไม่… เฉกเช่นเดียวกัน ช่องอากาศเบื้องหน้าเยี่ยฉวนได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น ฉะนั้นพลังกฎเต๋าแห่งสุญญากาศนี้ไม่อาจบูรณะกลับคืนมาได้อย่างสิ้นเชิงหรือกระทั่งพลังกฎเต๋าแห่งสุญญากาศที่ว่านั่นให้ผลสัมฤทธิ์ยังไม่เพียงพอ เยี่ยฉวนจึงไม่สามารถใช้พลังกฎเต๋าแห่งสุญญากาศบูรณะพื้นที่อากาศเบื้องหน้าที่หายไป……ให้กลับมาได้!
เมื่อเยี่ยฉวนเห็นว่าจวนเจียนจะถูกอากาศเขมือบกลืนกินนั้นเอง ฝ่ายสุนัขอสูรที่จับตาดูเหตุการณ์ที่อยู่ไม่ไกลนักทำท่าจะขยับเคลื่อนไหว ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ดึงประตูออกมาและรีบผลุบหายเข้าไปที่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว!
ทันใดนั้นเอง บริเวณช่องอากาศที่เยี่ยฉวนผลุบเข้าไปได้เปลี่ยนไป……กลายเป็นหลุมดำ!
ทว่าไม่ถึงชั่วอึดใจหนึ่งพื้นที่อากาศนั้นกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว และชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง…
ภาพที่เห็นทำให้ทั้งบริเวณเงียบกริบ!
เบื้องหน้าเยี่ยฉวนอีกที บานประตูประหลาดลอยตัวอยู่นิ่งๆ
……เสียงของหลีฉางเฟิงพึมพำขึ้นว่า “เจ้า……มันขี้โกง!”
ชายหนุ่มยิ้มหยัน “เจ้าจะกลับคำงั้นหรือ?”
ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามส่ายหน้าขณะพูดว่า “เปล่า……เจ้าทำอย่างนั้นทำไม?”
ว่าแล้วโดยไม่รอฟังคำตอบ พลันหันหลังกลับและเดินจากไป
หากมิทันไรเสียงไป๋เสี่ยวเซียนพูดขึ้นมาทันที “เจ้าสำนักหลี……เขาเป็นคนทำลายสำนักมารภูตผีของท่านนะ!”
หลีฉางเฟิงชะงักฝีเท้า……นิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะเผยฝ่ามือข้างขวามีใบไม้ซึ่งปรากฏขึ้นอยู่ตรงกลางฝ่ามือนั้นทันที เมื่อแรกเริ่มใบไม้นั้นยังเป็นสีเขียวทว่าต่อมากลับกลายเป็นสีเหลืองเข้ม กระทั่งแห้งเหี่ยวในที่สุด…
ชายวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ “ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นและดับไป……เช่นกันกับกองกำลังที่มีความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมลงไป สำนักมารภูตผีเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าบุคคลอันตรายเกิดความขุ่นเคือง ชะตาฟ้าลิขิตทำให้พวกเขาถูกทำลาย!”
ไป๋เสี่ยวเซียน “ท่านใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างสำนักมารภูตผีด้วยความอุตสาหะ ทว่าถูกเขาทำลายอย่างนี้แล้วจะยอมประนีประนอมด้วยจริงหรือ?”
หลีฉางเฟิงตอบว่า “ถึงตอนนี้ข้าถือว่าทำดีที่สุดแล้วและไม่เคยเสียใจ”
จากนั้นใบไม้แห้งบนฝ่ามือเกิดการสั่นน้อยๆ ทันใดนั้นท่ามกลางสายตาของทุกคน ใบไม้แห้งเหี่ยวก่อนหน้ากลับกลายดูมีชีวิตชีวาขึ้น! จากนั้นกลายเป็นใบไม้สดอ่อนละมุนอย่างรวดเร็วสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
ตูม!
ลมหายใจแกร่งกล้าพุ่งวาบออกจากกายของหลีฉางเฟิง เป็นเหตุให้ทั้งเยี่ยฉวนและสุนัขอสูรที่อยู่ไม่ไกลนัก ถูกแรงผลักดันของลมหายใจเข้าปะทะจนผงะหงายถอยหลังกรูดอย่างรวดเร็ว
ทว่าไป๋เสี่ยวเซียนและชายชราที่ยืนข้างกลับยืนนิ่งดุจขอนไม้ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย!
สตรีฝ่ายแรกมองหลีฉางเฟิงและพูดยิ้มๆ ว่า “ยินดีด้วย! เจ้าสำนักหลี! ท่านบรรลุขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์และสำเร็จสู่ขั้นพลังก่อเกิดแล้ว! เชิญที่หอโถง ข้าจะให้คนจัดที่นั่งเพิ่มสำหรับท่าน”
อีกฝ่ายเขม้นมองใบไม้ที่อยู่กลางฝ่ามืออย่างพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาสั่นศีรษะและเหยียดมุมปากยิ้ม “กลายเป็นว่าสิ่งที่ตีกรอบข้าเอาไว้เนิ่นนานก็คือความคิดของตัวเอง”
ไป๋เสี่ยวเซียนกล่าวว่า “ถ้าท่านเจ้าสำนักไม่เปิดใจและมีเชาวน์ปัญญามากพอ ท่านจะถูกภาพลวงตาที่ผิดเพี้ยนนี้ครอบงำ เมื่อใดที่ท่านถูกครอบงำ ความสำเร็จที่จะผ่านขั้นศักดิ์สิทธิ์ไปได้ย่อมไม่มีวี่แววเกิดขึ้นแน่นอน!”
หลีฉางเฟิงหันไปแสดงคารวะต่อคนพูดทันที “ขอบใจเป็นอย่างมาก หัวหน้าเซียน!”
ขณะเดียวกันสตรีคารวะตอบด้วยทีท่าใจเย็น
พลันหลีฉางเฟิงเหลือบมองไปยังอีกด้านและยิ้มขณะเอ่ยกับเยี่ยฉวนว่า “พร้อมจะรับพลังฝ่ามือของข้าอีกไหม?”
เยี่ยฉวน “…”
คนถามแหงนหน้าขึ้นพร้อมหัวเราะลั่น “ฮ่า! ฮ่า!” จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป…
ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงส่ายหน้าพลางยิ้มเนือยกับตัวเอง “แบบนี้ก็บรรลุขั้นพลังได้แล้วสินะ?”
หญิงสาวเบนสายตามาที่คนพูด พลางยิ้มมุมปาก “คิดว่าง่ายงั้นหรือ? เจ้ารู้ไม่ว่าคนผู้นั้นติดอยู่ที่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดมานานแค่ไหน? นานหลายทศวรรษ!”
พูดแล้วนางพลางส่ายหน้าพร้อมยิ้มเยื้อน “ส่วนใหญ่แล้ว อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดและศัตรูตัวฉกาจที่เป็นมารผจญก็คือตัวเราเอง!”
เยี่ยฉวนฟังแล้วพยักหน้าช้าๆ ชายหนุ่มเห็นด้วยกับคำพูดของไป๋เสี่ยวเซียนอยู่ลึกๆ ศัตรูตัวฉกาจของคนเราคือตัวของคนผู้นั้นนั่นเอง……
ต่อมาเสียงหญิงสาวเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อหมดเรื่องแล้ว ทีนี้เจ้าก็ไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยนได้เสียที”
คนตรงข้ามถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่นางเซียน ถ้าข้าไม่ไปล่ะ?”
ไป๋เสี่ยวเซียนพูดเสียงเบาราวกระซิบ “เจ้ามีไม้ตายอะไร? ถ้ามี……จงนำออกมาแสดง ศัตรูที่ไม่เปิดเผยตัวจะได้หนีไม่กล้าเข้าใกล้”
เยี่ยฉวนนิ่ง…



