บทที่ 798 ไปให้พ้น! (ปลาย)
ท่านไป่มองไปยังเจ้ากิเลนสีดำสนิทซึ่งหมอบอยู่ข้างโม่เยี่ย ทันใดนั้นมันเหลือบมองขึ้นไปยังตน แววตาเดือดดาลปรากฏชัด ทั้งยังทำท่าพร้อมจะกระโจนเข้าใส่คนตรงหน้าได้ทุกเมื่อ
ตอนนั้นโม่เยี่ยเอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้ากิเลนเบาๆ มันจึงค่อยๆ หมอบลงไปที่เดิมทันที
คนตรงกันข้ามมองตรงไปยังโม่เยี่ย “กิเลนดำเป็นสัตว์อสูรโบราณจากต่างแดน พวกมันขึ้นชื่อเรื่องการฆ่าจู่โจม แต่กลับยอมจำนนให้กับเจ้าอย่างแท้จริง”
โม่เยี่ยตอบยิ้ม “มันเป็นมิตรกับข้า”
พูดแล้วเบนสายตาไปทางเยี่ยฉวนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่ไกลนัก แล้วเอ่ยถามเรียบๆ “เขาคือเยี่ยฉวน คนที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัว……สินะ?”
จากนั้น คนพูดหันไปมองดูชายสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวบนพื้น “เขาสามารถต่อกรกับจั่วชิงได้ จนมีสภาพเช่นนั้น……น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
ท่านไป่จ้องมองโม่เยี่ยเฉยอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดจึงหมุนตัวกลับแล้วเดินจากไป “กลับกำแพงใหญ่จางเถี่ยน”
จ้านจุนและคนอื่นๆ รีบกุลีกุจอแบกเยี่ยฉวนตามหลังคนที่นำออกไป
โจวเซิงเซิงมีท่าทีลังเลกว่าจะกลับไป ทว่าที่สุดแล้วเขาไม่กล้าขัดคำสั่งท่านไป่
ทันใดนั้น โม่เยี่ยพลันเอ่ยว่า “นายท่านไป่”
อีกฝ่ายชะงักขณะที่โม่เยี่ยกล่าวยิ้มๆ “ครั้งนี้ เราสำนักแมวดำไม่ได้เป็นผู้พ่ายแพ้ ไม่มีใครยับยั้งเราได้!”
ท่านไป่ตอบเสียงขรึม “พวกข้ารอเจ้าอยู่เสมอ”
เมื่อเอ่ยจบจึงหายวับไปจากสายตาทันที
โม่เยี่ยหันไปถามชายหนุ่มนามจั่วชิงบนพื้นว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
จั่วชิงตอบน้ำเสียงอ่อนล้า “ไหวอยู่ กระบี่ของคนผู้นั้นรวดเร็วนัก!”
คนตรงหน้าพยักหน้าเบาๆ “เจ้ายังหลบหลีกไม่ทัน เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
สายตามองเลยไปทางเทียนซาและตี้ซา “ต่อไปถ้าพบเจอกับเขาอีกพวกเจ้าต้องระวังให้ดี”
ทั้งสองพยักหน้ารับ
เทียนซามีสีหน้าลังเลก่อนจะถามอีกฝ่ายว่า “พี่ใหญ่ เมื่อไรพวกเราจะได้ไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยนขอรับ?”
โม่เยี่ยบิดมุมปากยกยิ้ม “ใจเย็น! สำนักแมวดำของเราคอยมาเป็นพันปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสักนิด”
เทียนซาพยักหน้าก่อนหุบปากเงียบ
ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งปรากฏกายเข้ามาเบื้องหน้าโม่เยี่ย
คนที่เข้ามาเอ่ยกับเขาทันที “นายน้อย เวลานี้มีคนจากต่างแดนส่วนหนึ่งเข้ามาที่ดินแดนจักรวาลดวงดาวของเรา เป้าหมายคือผู้ฝึกกระบี่คนนั้น! แต่ไม่อยากเป็นฝ่ายเผชิญหน้าปะทะกับดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางโดยตรง ตอนนี้จึงเสนอให้ทางสำนักแมวดำร่วมมือกับพวกเขา อย่างไรก็ตามคนพวกนั้นพุ่งเป้าไปที่ผู้ฝึกกระบี่คนนั้นเพียงคนเดียว”
โม่เยี่ยสีหน้าครุ่นคิดขณะถามกลับไปว่า “พวกเขามีกำลังเท่าใด?”
คนตอบเสียงขรึม “สองคนมีขั้นพลังเทียบเท่าเทียนซาและตี้ซา ส่วนอีกคน…”
ขณะอีกฝ่ายมองชายชราอย่างใช้ความคิด ฝ่ายหลังกล่าวอีกว่า “ข้าคิดว่าคนคนนี้มีพลังแกร่งกล้าพอตัว แต่อ่อนด้อยกว่าเจ้าเท่านั้น!”
โม่เยี่ยยิ้มพลางบอกว่า “ถ้างั้นก็น่าสนใจ!”
จากนั้นจึงมองเลยไปยังขอบฟ้าแสนไกลก่อนรำพึงออกมาเบาๆ “ประมุขผู้นำแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางยังแข็งแกร่งนัก! กระทั่งพวกต่างแดนยังเกรงกลัวนางมากขนาดนี้!”
‘ผู้นำแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง!’
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราเองถึงกับสีหน้าหม่นหมองไปถนัดตา
เหล่ายอดฝีมือรุ่นเก่าเท่านั้นถึงจะรู้ว่าสตรีที่พูดถึงน่าสะพรึงกลัวปานใด!
เสียงโม่เยี่ยพูดว่า “พวกเราไปกันเถอะ ไปพบปะพวดยอดฝีมือต่างแดนกันดีกว่า!”
เมื่อพูดจบจึงหันหลังกลับออกไป
อีกฟากหนึ่ง ท่านไป่ออกคำสั่งทันที “ตามเซวี่ยไป่อี้กลับด่วน!
อากุ้ยถอยหลังออกไปเงียบๆ
…
ภายในเขตกำแพงใหญ่จางเถี่ยน
เยี่ยฉวนนอนเหยียดยาวอยู่ในหอศิลา หลังจากกลืนยาบัวหิมะที่ได้รับมาจากโจวเซิงเซิง ร่างกายชายหนุ่มเริ่มฟื้นฟูสภาพกลับมาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มพูดขึ้นในจิตใจว่า ‘ยอดยุทธ์ชั้นที่สองขอรับ ยังอยู่ไหม?’
เสียงเงียบไปชั่วครู่ ยอดยุทธ์ชั้นที่สองเอ่ยถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากก่อนตอบเสียงขื่น “ก่อนหน้านั้น ข้าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีใครทำอันตรายได้ เมื่อเทียบกับคนที่มีขั้นพลังเท่ากัน”
เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยได้พบศัตรูที่มีขั้นพลังเท่าๆ กัน หรือจะมีสักคน……บางทีอาจมีเพียงอันหลานซิ่วเท่านั้น
ดูท่าว่าอันหลานซิ่วจะมีกายาลักษณะพิเศษด้วยเช่นกัน!
เยี่ยหลิงก็เช่นกัน!
ขณะนั้นเสียงของยอดยุทธ์ชั้นสองพูดมาทันทีว่า “ในกระบวนคนที่มีขั้นพลังเท่ากับเจ้าไม่มีใครที่เป็นอมตะ จงจำไว้อย่างหนึ่งว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีคนที่แข็งแกร่งที่สุด จะมีแต่คนที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น!”
เยี่ยฉวนเม้มปากพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ”
เสียงพูดเอ่ยขึ้นอีกว่า “ถ้าเปรียบเทียบคนที่เจ้าประมือด้วยกับคนที่เพิ่งปรากฏตัวตอนหลัง คนคนนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า แม้เทียบกับคนของสำนักเซียนและสำนักเจ้านรก เขาจัดว่าแข็งแกร่งที่สุด”
ได้ยินเช่นนั้นหัวคิ้วขมวดมุ่นของเยี่ยฉวนกดลึกลงกว่าเดิม “ท่านหมายถึงคนที่สวมผ้าคลุมสีพื้นงั้นหรือ?”
ยอดยุทธ์ชั้นที่สองบอกว่า “ใช่แล้ว ถ้าคราวหน้าเจ้าพบกับคนผู้นั้นอีก ระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า”
เยี่ยฉวนพยักหน้า บัดนี้ชายหนุ่มตระหนักถึงความแข็งแกร่งของสำนักแมวดำแล้วว่าเป็นอย่างไร!
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้หวาดเกรงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกเหมือนสัญชาตญาณการต่อสู้ถูกกระตุ้นขึ้นมามากกว่า!
เขาเองอยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์คนหนึ่งด้วยเช่นกัน!
ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองกล่าวอีกว่า “เจ้ากิเลนดำที่อยู่ข้างคนผู้นั้นจัดเป็นสัตว์อสูรที่หาได้ยากนัก กิเลนดำหายากทั้งยังแข็งแกร่งมาก อีกอย่างพวกมันสามารถสูบเอาพลังปณิธานมารในตัวคนราวกับสูบกลืนหัวใจของมนุษย์ทั้งดวงได้ทีเดียว…เผ่าพันธุ์สืบเชื้อสายมานาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสุนัขอสูรเลย!”
‘แข็งแกร่งมาก!’
หลังจากนิ่งพลางตรึกตรองเป็นครู่ใหญ่ เยี่ยฉวนเหมือนฉุกใจคิดบางอย่างจึงถามออกไปในใจว่า ‘ยอดยุทธ์ชั้นสองขอรับ ตัวของท่านเล่า? เผ่าพันธุ์เป็นมาอย่างไร?’
เขาจำได้ว่ายอดยุทธ์ชั้นที่สองเป็นสัตว์อสูรเหมือนกัน…
อีกฝ่ายย้อนถามน้ำเสียงฉงนสงสัย “ข้าบอกเจ้าตั้งแต่เมื่อไรว่าเป็นสัตว์อสูร?”
เยี่ยฉวนตาเหลือก “อ้าว ท่านไม่ใช่สัตว์อสูรหรอกหรือ?”
เสียงตวาดกลับ “ไปให้พ้น!”
ชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้ง
ทันใดนั้น บริเวณด้านหน้าหอศิลามีเงาดำวูบเข้ามา เยี่ยฉวนรีบผุดลุกขึ้นทันที คนผู้นี้คืออากุ้ยนั่นเอง
ถัดมาอากุ้ยจึงพูดขึ้นว่า “วิชาเต๋าของข้าเป็นกฎเต๋าแห่งการสังหารชื่อเต๋าภูตผี เจ้าสนใจจะฝึกฝนหรือไม่?”
ชายหนุ่มยืนมองสีหน้างงงัน
คนตรงหน้าถามอีก “ไม่……งั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนรู้สึกตัวรีบตอบทันที “ขอรับ!”
อากุ้ยพยักหน้า “งั้นตามมา!”
หลังจากนั้นเขาเดินนำเยี่ยฉวนออกจากหอศิลา ไม่นานต่อมาทั้งสองมาถึงยังหุบเขาแห่งหนึ่ง
เสียงอากุ้ยพูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน?”
เยี่ยฉวนส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
คนตรงข้ามจึงว่า “จู่โจมมา!”
ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนถามออกไปว่า “ข้าว่าไม่……เอ……ก็ดีเหมือนกัน…”
ขณะนั้นชายหนุ่มดึงมือข้างขวาพร้อมประกบสองนิ้วมือเข้าด้วยกัน ทันใดนั้นลำแสงแห่งกระบี่พุ่งวาบออกไปตรงหน้าอากุ้ย
เชร้ง!
ทันใดนั้น บังเกิดเสียงเสียดแทงดังแหวกอากาศ
อย่างไรก็ตาม อากุ้ยโผล่วูบเข้ามาด้านหลังเยี่ยฉวน พลันใช้มือขยุ้มหัวไหล่ของเยี่ยฉวนไว้ข้างหนึ่ง จากนั้นชายหนุ่มไม่สามารถขยับตัวได้อีกเลย!
ต่อมานั้นเอง อีกฝ่ายจับยกเยี่ยฉวนขึ้นทั้งตัวแล้วเหวี่ยงร่างกระแทกลงบนพื้นทันที
เปรี้ยง!
พื้นดินตรงนั้นแตกแยกออกทันที!
ชายหนุ่มถึงกับจุกจนพูดไม่ออก……



