บทที่ 843 : ออกมาสิ มาตีข้าให้น่วม! (ต้น)
‘เลิกยุ่งกับดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง!’
จิตรกรสาวเงียบงัน
เสียงพูดจากคนที่ยืนเบื้องหน้าจิตรกรสาว สตรีผมขาวโพลนพูดเสียงเบาราวกระซิบ “ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางรับมือไม่ไหวอย่างแน่นอน”
คนฟังยิ้มอ่อน “ขอเพียงพวกเราไม่ถอนตัว!”
คนผมขาวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคร่งขรึม “เจ้าเองน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ฝืนต่อไปมีแต่จะตายเปล่า!”
จิตรกรสาวตอบว่า “อาจเป็นได้!”
จากนั้นหมุนตัวหันกลับออกไป
ทันใดนั้นสตรีผมขาวส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย “อาซื่อ!”
ทว่าจิตรกรสาวหาได้หยุดฝีเท้าไม่และยังคงก้าวต่อไป
นางไม่อาจโต้แย้งได้เลย!
ด้วยเวลานี้ศัตรูพากันตบเท้ามากันเป็นขบวน ถ้าชุมนุมพลังเร้นลับเข้าไปเกี่ยวข้อง……จะถูกทำลายอย่างไร้ความหมายเสียเปล่าๆ!
ทันทีนั้นสตรีนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางเบื้องหน้าจิตรกรสาว
ชุดสีขาวดั่งหิมะอีกทั้งสะอาดเอี่ยมไร้ที่ติ!
สตรีผมขาวชะงักงันด้วยความตกตะลึง “อาอัน?”
ที่แท้หญิงสาวนั้นคืออันหลานซิ่ว
จิตรกรสาวจ้องมองอันหลานซิ่วตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเคยได้ยินว่าชุมนุมพลังเร้นลับของเรามียอดฝีมืออัจฉริยะอยู่คนหนึ่ง……นางเองงั้นหรือ?”
สตรีผมขาวโพลนพยักหน้า “ใช่แล้ว!”
คนถามยิ้มกว้างขึ้น “ดี……ดีมาก!”
อันหลานซิ่วมองไปยังจิตรกรสาว “ข้าจะไปกับเจ้า!”
จิตรกรสาวถึงกับตกตะลึง
อีกด้านคนผมขาวนิ่วหน้า “อาอัน!”
อันหลานซิ่วหันไปทางสตรีผมขาวแล้วบอกกับนางว่า “ท่านเจ้าสำนัก เขาเป็นสหายของข้า”
อีกฝ่ายท้วงน้ำเสียงแหบต่ำ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เขาเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง?”
อันหลานซิ่วตอบเสียงหนักแน่น “ถ้าเช่นนั้น ข้ายิ่งต้องไป!”
คนตรงข้ามจ้องหน้าอันหลานซิ่วเขม็ง “ไม่ได้! เจ้าจะไปไหนไม่ได้!”
ทว่าหญิงสาวสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว “ท่านห้ามข้าไม่ได้!”
ทันใดนั้นสตรีผมขาวขยับตัวทำท่าจะเคลื่อนไหว หากยังมิทันไรจิตรกรสาวรีบพูดขึ้นทันทีว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ อนุญาตให้นางไปกับข้าเถิด!”
สตรีผมขาวโพลนหันขวับไปทางจิตรกรสาวขณะที่หัวคิ้วขมวดมุ่น “พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
จิตรกรสาวพูดยิ้มๆ “ศิษย์พี่ใหญ่ นางสมควรไปเพราะจะได้มีประสบการณ์การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ไว้บ้าง ข้ารู้ว่าท่านเป็นกังวลแต่ข้ารับปากว่านางจะต้องปลอดภัย……ตกลงไหม?”
สตรีผมขาวหันไปพูดกับอันหลานซิ่วด้วยน้ำเสียงคาดคั้น “เจ้าอยากไปช่วยจริงหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบยืนยัน
คนถามถอนใจใหญ่ก่อนจะยกมือข้างขวาสะบัดเบาๆ ครั้งหนึ่ง พลันปรากฏผนึกยันต์มีลักษณะคล้ายทำมาจากน้ำแข็งชิ้นหนึ่งก่อนยื่นให้กับอันหลานซิ่ว
ฝ่ายตรงข้ามรับไปดูพลางสีหน้าฉงนงงงัน
จิตรกรสาวบอกมาเบาๆ ว่า “ผนึกน้ำแข็ง สุดยอดสมบัติล้ำค่าของชุมนุมพลังเร้นลับ รับไปเถอะ!”
อันหลานซิ่วรับมาถือไว้พร้อมกับแสดงคารวะขอบคุณสตรีผมขาวโพลนเบื้องหน้า
คนตรงข้ามมองพลางบอกกับทั้งสองว่า “กลับมาอย่างปลอดภัยด้วยล่ะ!”
จิตรกรสาวผงกศีรษะรับคำ “ข้าจะพยายามเต็มที่!”
ว่าแล้วคนพูดพร้อมด้วยอันหลานซิ่วออกจากสถานที่ไปทันที
เมื่อคนทั้งสองออกไปยังไม่ทันไร ด้านหลังสตรีผมขาวโพลนมีชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวพร้อมกับเอ่ยถามเสียงขรึม “ท่านเจ้าสำนัก ไม่น่ายอมให้นางไปเลย!”
สตรีผมขาวสั่นศีรษะ “อาอันมีนิสัยดื้อรั้น ถ้าลองตัดสินใจแล้วพวกเราไม่มีทางเปลี่ยนความคิดนางได้!”
เสียงเปรยของอีกฝ่ายดังให้ได้ยิน “นางเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของเราในเวลานี้!”
หากคนที่ยืนเยื้องไปด้านหน้าตอบเสียงแผ่ว “นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่อาจฝึกนางโดยให้อยู่แต่ในสถานที่จำกัดได้……”
ว่าแล้วสายตาของผู้พูดเหลือบแลไปทางขอบฟ้าไกล “ผู้คุมวินัยแห่งจักรวาลดารา……ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางจะต้านทานกำลังของพวกเขาได้อย่างไร?”
…
บนเขาสูงชันมีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนสุดปลายยอด ท่าทางบ่งบอกว่าเขากำลังเข้าฌานด้วยดวงตาสองข้างปิดสนิท
คนผู้นี้คือโม่เยี่ย!
ไม่ไกลกันนักเยื้องไปทางด้านหลังเป็นชายชราหลังค่อม
เมื่อยามค่ำคืนมาถึง พลันโม่เยี่ยผุดลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นลมหายใจแกร่งกล้าแผ่กระจายออกมาจากร่าง ทว่าเพียงไม่นานก็จางหายไป
ชายชราหลังค่อมถามอีกฝ่ายว่า “บรรลุขั้นพลังแล้วหรือ?”
โม่เยี่ยพยักหน้าช้าๆ
เวลานี้เขาบรรลุผลสำเร็จจากขั้นศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตแล้ว เมื่อดูในชั้นขั้นพลังนับว่าอยู่อันดับสูงสุดของเหล่ายอดฝีมือในดินแดนแถบนี้เลยทีเดียว!
โม่เยี่ยแหงนหน้ามองขึ้นไปในจักรวาลดาราที่ซึ่งยังครอบไว้ด้วยตาข่ายดวงดาว!
เสียงชายชราหลังโก่งย้ำอย่างหนักแน่น “อย่างไรก็ตามจะตายไม่ได้เด็ดขาด! เพราะเจ้าคือความหวังของเรา!”
โม่เยี่ยสั่นศีรษะ “สำนักแมวดำไม่ใช่พวกขาดความรับผิดชอบ ข้าจะตายเป็นคนสุดท้าย……จะไม่ยอมเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต”
จากนั้นคนพูดหันกลับมายังชายชราหลังโก่ง “อาจารย์ พาข้าไปพบเหล่าบรรพชนด้วยเถอะขอรับ!”
ชายชราแสดงท่าลังเลก่อนพยักหน้าตอบ “ตกลง!”
ทันทีนั้นทั้งสองหายวับไปพร้อมกัน
…
บนเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนในเขตกำแพงใหญ่จางเถี่ยน
เยี่ยฉวนสูบกลืนกระบี่จนหมดสิ้นแล้ว เมื่อลมหายใจสงบลงจิตใจก็พลอยสงบไปด้วย
ไม่ห่างจากที่เยี่ยฉวนนั่งออกไปอีกด้าน เหลียนว่านลี่นั่งชันเข่าเอนกายพิงโคนต้นไม้ใหญ่แขนทั้งสองข้างกอดอก นางจับตามองดูชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบ มีเด็กหลิงน้อยอยู่อีกข้างหนึ่ง
ตอนนี้เด็กน้อยมักเตร็ดเตร่ออกมาข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง!
ผ่านไปพักใหญ่ทีเดียวกว่าที่เยี่ยฉวนจะกระพือเปลือกตาลืมขึ้นอย่างฉับพลัน จึงเผยให้เห็นแก้วตาสีแดงฉานดั่งโลหิตอยู่ภายใน
แก้วตาแมวดำ!
ปัจจุบันชายหนุ่มใช้แก้วตาที่ว่านี้แทนดวงตาของตัวเอง จะว่าไปนับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก
พลันมีเสียงจากที่ใกล้กัน เหลียนว่านลี่ถามทันทีว่า “ขั้นพลังอะไร?”
เยี่ยฉวนหันไปมองอีกฝ่าย “ขั้นสันโดษ”
หญิงสาวได้ฟังถึงขมวดคิ้วนิ่วหน้า “เพราะอะไร?”
ชายหนุ่มจึงตอบยิ้มๆ “การฝึกบ่มเพาะพลังชี่ของข้าต้องผ่านความลำบากยากเข็ญและอาศัยประสบการณ์อย่างมากในทุกขั้นพลังเลยน่ะซี!”
เหลียนว่านลี่เลียบเคียงเข้ามาใกล้ “บ่มเพาะพลังชี่ผ่านความลำบากยากเข็ญ……งั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้านิดหนึ่งก่อนจะถ่ายทอดให้อีกฝ่ายฟัง
หลังจากนั้นชั่วครู่ เหลียนว่านลี่ถามด้วยความสงสัยขึ้นมาว่า “เวลาที่ต้องทำเช่นนั้นเจ้ารู้สึกอย่างไร?”
อีกฝ่ายตอบเรียบๆ “ข้าได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ หลายอย่างทีเดียว”
หญิงสาวบิดมุมปากยิ้ม “มาสู้กันไหม?”
เยี่ยฉวนต่อรอง “จัดการปัญหาให้จบเสียก่อนได้ไหมเล่า?”
หญิงสาวย้อนถาม “ถ้าเราสองคนตายหมดเล่า?”
คนตรงข้ามพูดเสียงเรียบ “เป็นอันหายกัน!” เหลียนว่านลี่นิ่งคิดก่อนตอบว่า “ตกลง!”



