บทที่ 861 : ทั้งสองคน! (ปลาย)
ทว่าอีกด้านหนึ่ง เวลาสิบวันที่ผ่านไปมีเหตุการณ์มากมายหลายอย่างเกิดขึ้นกับดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง
เรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือการเจรจาประนีประนอมระหว่างดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางและสำนักแมวดำ โดยจัดขึ้นอย่างเป็นทางการภายในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง
ข้อตกลงในครั้งนี้ ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางปราศจากการโต้แย้ง อีกทั้งยังไม่มีใครกล้าแย้งกลับ การดำเนินการได้รับความเห็นชอบจากทั้งจิตรกรสาวและเว่ยหยางเทียน
เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าบัดนี้สำนักแมวดำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางแล้ว!
ในวันนี้จิตรกรสาวและเว่ยหยางเทียนเดินเข้าไปในป่า อันปกคลุมด้วยพืชพรรณธรรมชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เยี่ยฉวนใช้ฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่นั่นเอง เห็นเช่นนั้นแล้วชายหนุ่มจึงตรงไปยังทั้งสองผู้มาเยือน จิตรกรสาวมองดูคนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์พร้อมกับเอ่ยถามว่า “กำลังฝึกฝนสินะ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าก่อนพูดยิ้มๆ “พวกท่านมาหาข้าถึงนี่ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือขอรับ?”
จิตรกรสาวผผงกศีรษะ “พวกเราจะไปจากที่นี่”
ไปจากที่นี่?
หลังจากชะงักนิ่งด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามกลับไป “พวกท่านกำลังจะไปไหน?”
อีกฝ่ายยิ้มพลางตอบว่า “ยังไม่รู้เหมือนกัน!”
สตรีมองหน้าเยี่ยฉวนนิ่งอย่างตรึกตรองครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นผู้ครอบครองสมบัติล้ำค่า พวกเขาคงไม่ปล่อยเจ้าไว้ตามลำพังอย่างแน่นอน เพราะสิ่งล่อใจจะนำมาซึ่งความเย้ายวน! ดังนั้นจะต้องระวังตัวให้มาก!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับคำ “ข้าจะระมัดระวังขอรับ!”
ทันใดนั้นคนตรงข้ามพลันยิ้มกว้าง “ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากอะไรข้าไว้……หรือว่าลืมเสียแล้ว?”
“ข้ากำลังนึกอยู่! พวกท่านจะเข้าไปเลยไหมขอรับ?” เยี่ยฉวนถามทันที
จิตรกรสาวหันไปถามเว่ยหยางเทียน “จะไปด้วยกันไหม?”
เว่ยหยางเทียนชะงักด้วยลังเลเล็กน้อย ต่อมาจึงพยักหน้าให้
เมื่อเป็นดังนั้นสองสตรีจึงเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำ
ภายในหอคอย
สตรีทั้งสองสอดส่ายสายตามองดูรอบๆ ด้วยความสนอกสนใจ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
สุดยอดสมบัติล้ำค่า!
คนทั้งสองอยากเห็นสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้มาเนิ่นนาน และบัดนี้เมื่อได้มาเห็นของจริงอดตกตะลึงพรึงเพริดอยู่ไม่น้อย!
ความรู้สึกกดดันทรมานจิตใจ!
เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหอคอย ทั้งสองคนสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตา หากเป็นความรู้สึกอึดอัดขัดข้องจนหายใจไม่ออก
ครู่หนึ่งต่อมา คนทั้งหมดจึงออกจากหอคอยแห่งเรือนจำ ต่างคนต่างมองหน้ากันราวกับจะสื่อสารด้วยสายตา ฝ่ายจิตรกรสาวเหลือบตามองเยี่ยฉวนแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “สมบัติล้ำค่าที่เจ้าครอบครองดูพิลึกพิลั่นไม่น่าไว้ใจเสียเลย”
เยี่ยฉวนยอมรับ “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ก่อนที่อีกฝ่ายจะบอกเสียงอ่อนเบา “ดูแลตัวเองให้ดี!”
พูดแล้วนางยกนิ้วมือชี้ออกไป พลันกระแสแสงสีขาวนวลประหลาดถูกโยนเข้าสู่บริเวณกึ่งกลางแสกหน้าของเยี่ยฉวนทันที
ทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักงัน สีหน้าแสดงความแปลกใจ “นี่คืออะไรขอรับ?”
จิตรกรสาวตอบว่า “นี่เขาเรียกว่าอำนาจเทวจิต เอาไว้ใช้เวลาจะติดต่อพวกเราสองคนอย่างไรล่ะ ต่อไปถ้าต้องการความช่วยเหลือ เพียงส่งสัญญาณผ่านสิ่งนี้ติดต่อหาเราได้ทันที!”
ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทันที ต่อมาจึงค้อมกายพร้อมกับแสดงคารวะขอบคุณ “ขอบคุณพวกท่านมากขอรับ!”
สตรีที่อยู่ตรงกันข้ามยิ้มน้อยๆ “ลาก่อน!”
สิ้นเสียงพูดนางหมุนตัวหันหลัง ก่อนที่ร่างจะหายวับไปปรากฏยังขอบฟ้าไกล
เว่ยหยางเทียนหันมามองเยี่ยฉวน “สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีชีวิตอยู่”
จากนั้นผู้พูดหันหลังหายวับตามไปอีกคน
จากไปแล้ว……
เยี่ยฉวนมองไปยังเส้นขอบฟ้า เสียงพึมพำเล็ดลอดจากริมฝีปาก “พวกท่านเองก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี!”
ขณะนั้น อันหลานซิ่วกับเหลียนว่านลี่เดินมาขนาบข้างชายหนุ่ม เป็นเหลียนว่านลี่เอ่ยขึ้นก่อน “ข้าได้ยินมาจากน้องหลิง……ว่าเจ้าจะไปสำนักเซียน……งั้นหรือ?”
ฝ่ายถูกถามหันไปพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วล่ะ พวกเจ้าจะไปด้วยกันไหม?”
เหลียนว่านลี่ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “พวกเรามาเพื่อจะบอกว่า เราทั้งหมดจะไปนครอานุภาพ รวมทั้งน้องหลิงกับมารดาเจ้าก็ไปด้วย”
เยี่ยฉวนนิ่วหน้า “เพราะเหตุใด?”
ฉับพลันนั้นเสียงอันหลานซิ่วบอกว่า “ชุมนุมพลังเร้นลับจะช่วยคุ้มกันให้เรา!”
ชายหนุ่มมีสีหน้าลังเล ครู่หนึ่งจึงเอ่ยกับทั้งสองว่า “ข้าว่าจะให้น้องหลิงไปกับข้า!”
เหลียนว่านลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะ “นางสมัครใจจะไปกับเรา!”
อีกฝ่ายรู้สึกสับสนกับคำตอบที่ได้ยิน ทว่าเสียงสตรีพูดต่อไปอีกว่า “น้องของเจ้าโตแล้ว! ยังบอกด้วยว่าไม่อาจพึ่งคนเป็นพี่ได้ไปตลอด……จึงอยากเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “เด็กโง่เอ๊ย”
สตรีคนพูดยิ้มน้อยๆ “เจ้าน่าจะดีใจนะที่น้องคิดได้เช่นนี้! อีกอย่างเป็นคนมีพรสวรรค์ ถ้าได้รับการฝึกฝนที่เข้มแข็ง รับรองต่อไปนางไม่ด้อยไปกว่าเจ้าแน่!”
ชายหนุ่มยอมรับยิ้มๆ “เรื่องนั้นก็จริง!”
เสียงเหลียนว่านลี่พูดตัดบท “พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้!”
เรื่องนี้ทำให้เยี่ยฉวนถึงกับตะลึง จึงรีบถามอย่างร้อนใจ “ทำไมจึงรีบร้อนนัก?”
คนถูกถามผงกศีรษะ “การเดินทางไปนครอานุภาพหนทางยังอีกยาวไกล ยิ่งออกเดินทางเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น!”
เมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาเช่นนี้เยี่ยฉวนจึงได้แต่บอกว่า “ถ้างั้นข้าขอไปลาน้องหลิงก่อน!”
จากนั้น ชายหนุ่มทำท่าหันกลับเตรียมจะออกไป พลันเสียงเหลียนว่านลี่บอกไล่หลังมาว่า “ไม่จำเป็นเลย!”
อีกฝ่ายหันกลับมามองคนพูดสีหน้างงงัน ซึ่งฝ่ายหลังพูดต่อไปว่า “เด็กคนนั้นกลัวว่าถ้าพบท่านพี่ก่อนไปคงทำใจไม่ได้! นางจึงไม่อยากพบเจ้าในเวลานี้ แต่ฝากข้ามาบอกว่าจะล่วงหน้าไปคอยอยู่ที่นครอานุภาพ!”
เยี่ยฉวนนิ่งอึ้ง ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด……
เหลียนว่านลี่บอกยิ้มๆ “พบกันที่นครอานุภาพ!”
กล่าวจบนางและอันหลานซิ่วพากันหันหน้ากลับเดินจากไป
ทันใดนั้นชายหนุ่มมาปรากฏตัวเบื้องหน้าคนทั้งสองก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เดินทางปลอดภัย!”
อันหลานซิ่วเสียงแผ่ว “ไม่ต้องกังวลใจ เจ้าสำนัก จิตรกรสาวและผู้อาวุโสเว่ยหยางเทียนจะดูแลพวกเราเอง รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง”
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนค่อยเบาใจ จิตรกรสาวและเว่ยหยางเทียนร่วมกับเจ้าสำนักเช่นนี้แล้ว มั่นใจได้ว่าพวกเขาต้องปลอดภัยแน่ เว้นเสียแต่ร่างจริงของผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวจะปรากฏตัว อย่างอื่นคงไม่มีอะไรต้องกังวล
การรวมตัวกันของคนเหล่านี้ ศักยภาพในการต่อสู้ย่อมเหนือกว่าเยี่ยฉวนมากนัก!
อยู่กับคนทั้งสามดูท่าจะปลอดภัยกว่าไปกับเขาเสียด้วยซ้ำ!
เหลียนว่านลี่เหลือบตามองดูเยี่ยฉวนแวบหนึ่ง ก่อนจะย้ำเตือนเสียงจริงจัง “แต่เจ้าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”
ชายหนุ่มพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
สตรีบอกเสียงเรียบ “เจอกันที่นครอานุภาพ!”
ต่อจากนั้นสตรีทั้งสองหมุนตัวหันหลังให้ก่อนจะวูบหายไปยังขอบฟ้าไกลลิบ
ท่ามกลางป่าดงดิบอันอุดมสมบูรณ์ เสียงเยี่ยฉวนบอกออกไปเบาๆ “สุนัขอสูร ไปสำนักเซียนกัน”
เสียงถามกลับมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจ “เดี๋ยวนี้?”
เสียงเยี่ยฉวนออกจะฉุนหน่อยๆ “ไร้สาระน่า ผู้หญิงและน้องของข้าเดินทางไปนครอานุภาพกันหมดแล้ว จะมัวเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกทำไม? รีบไปสำนักเซียน หลังจากเสร็จธุระแล้ว……พวกเราจะไปนครอานุภาพไงเล่า!”
“ผู้หญิงของเจ้า? เจ้าหมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง……สินะ?”
“ทั้งสองคน!”
ชายหนุ่มตอบโดยไม่เหลียวหลัง
ฝ่ายสุนัขอสูรได้แต่นิ่งด้วยความงุนงงจนไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อ “……”



