บทที่ 869 : พลังโลหิต! (ต้น)
กลัวโดนสังหาร!
แม้แต่สุนัขอสูรยังหวาดกลัวกระบี่นั่น!
เอาเป็นว่า อย่าทำตัวขวางหูขวางตาเด็กหญิงในยามนี้เป็นอันขาด!
เจ้าตัวน้อยนั่นอารมณ์ร้อนยิ่ง ยามบันดาลโทสะขึ้นมา ไม่มีใครหยุดได้เลยนอกจากเยี่ยฉวน
ไกลออกไป บัลลังก์เทพราชันดูหวาดผวากระบี่ในมือของอาหลิงน้อยอย่างสัตย์จริง มันหันหลังตัวเตรียมหนี……แต่ไม่สามารถออกจากห้องลับแห่งนี้ได้ ดังนั้น อาหลิงถือกระบี่วิ่งไล่บัลลังก์เทพราชันรอบห้อง
ส่วนสุนัขอสูรเดินหนีออกจากห้องลับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เห็นสถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ เหลียนว่านเอ๋อร์จึงหลบออกมาเช่นกัน
ยามออกมาได้เป็นที่เรียบร้อย นางมองไปยังสุนัขอสูร “จะไม่ห้ามพวกเขาหน่อยหรือ”
มันเอ่ยเสียงเนือย “ตรงนั้นมีแต่พวกตัวระดับพระกาฬ ข้าไม่บังอาจไปขวางหรอก!”
เหลียนว่านเอ๋อร์ “……”
สุนัขอสูรถอยไปชิดผนังแล้วหมอบลงบนพื้นก่อนจะเริ่มฟื้นฟูร่างกาย
มันยังดูดซึมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไม่เสร็จสมบูรณ์ดี
เหลียนว่านเอ๋อร์มองไปยังสุนัขอสูร “ไม่พะวงเลยหรือเจ้าคะ”
สุนัขอสูรตอบเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องเป็นห่วงไป เจ้านั่นโชคดีออกเสียปานนั้น”
มันทราบอยู่แล้วว่าเยี่ยฉวนแทบจะไม่เป็นอันตรายเลยตราบใดที่หอคอยยังสถิตอยู่ในร่าง!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอคอยซึ่งสถิตในกายเยี่ยฉวน บัลลังก์เทพราชันคงต้องตรากตระกำลำบากเป็นแน่ ตราบใดที่พยายามสังหารชายหนุ่ม!
อืม……ยามนี้ตัวมันก็ตกที่นั่งลำบากอยู่เช่นกัน!
บัลลังก์เทพราชันเป็นถึงสมบัติแห่งเต๋า……ย่อมใช่ ทว่ารู้ดีว่าสิ่งนั้นไม่มีทางรอดจากเงื้อมมือของกระบี่นั่นได้เลย!
สุนัขอสูรเลิกสนใจเยี่ยฉวนและบัลลังก์เทพราชันแล้วหันมาฟื้นฟูกำลังของตนย่อมเป็นเรื่องดีกว่า
เหลียนว่านเอ๋อร์มองไปภายในห้องลับ อาหลิงผู้เกรี้ยวกราดยังคงไล่ตามบัลลังก์เทพราชันไม่ลดละ…
แล้วเยี่ยฉวนหายไปไหน?
เขาหายวับไปทันทียามนั่งบัลลังก์เทพราชัน เมื่อปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง กลับอยู่ในสมรภูมิเสียแล้ว
สนามรบ!
ซากศพนอนเกลื่อนกลาดทั่วอาณาบริเวณ กลิ่นเหม็นคาวของหยาดโลหิตคละคลุ้งไปทั่วทุกพื้นที่
ที่นี่คือแห่งหนใด?
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วพลางก้าวเดินไปข้างหน้า เสียงเฉอะแฉะของหยาดน้ำดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า…… ‘หยาดน้ำ?’ มันคือเลือดต่างหาก!
ภาพลวงตาหรือ?
ปณิธานแห่งกระบี่ของเยี่ยฉวนพลันกระจายทั่วทุกทิศ คิ้วของชายหนุ่มกลับขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม!
เนื่องจากพบว่าบริเวณนี้ดูห่างจากภาพลวงตาไปโข ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือของจริง!
เยี่ยฉวนสำรวจมอง มีลมหนาวพัดผ่านยิ่งชวนให้ขนลุก!
บททดสอบ?
หลังจากไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเยี่ยฉวนก้าวเดินไปอีก ไม่นานนัก เขาพลันหยุดทันควันยามเห็นศพทั้งหลายกระดิกตัว!
ทันใดนั้นเอง ศพเบื้องหน้าลุกยืนขึ้นก่อนพุ่งเข้าจู่โจม ทว่ายังไม่ทันได้ถึงตัว กลับถูกลำแสงจากกระบี่ตัดออก แต่ในเวลาถัดมา อีกศพหนึ่งกลับยืนขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่เขาแทน!
นอกจากร่างที่ฟันไปแล้ว ศพทั้งหมดพลันยืนขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
เยี่ยฉวนถึงกับหน้าตึง นี่มันเกิดเหตุวิบัติอันใดขึ้น?
บัดนี้ เหล่าซากศพล้อมรอบตัวต่างพุ่งเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง!
เยี่ยฉวนสะบัดนิ้ว กระบี่บินปรากฏออกมา ในพริบตาเดียวเหล่าซากศพถูกตัดขาดออกเป็นสองท่อน ทว่าถัดมาก็มีซากศพพุ่งเข้าหาจำนวนมหาศาล
ร่างเหล่านั้นยิ่งเพิ่มจำนวนจนยากจะนับ มากเสียจนกระบี่บินไม่อาจใช้ได้ผล!
เยี่ยฉวนผายมือออก กระบี่พลันเป็นที่ประจักษ์ก่อนจะถลาออกไปข้างหน้า เส้นลำแสงกระบี่แสดงตัวออกมา กองศพนับร้อยตรงหน้าถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยลำแสงวิบวับนั่น!
เยี่ยฉวนพุ่งเข้าไปพร้อมกระบี่ในมือยามเล็งเห็นแสงสีขาว ณ สุดทางตรงหน้า!
ระหว่างทางนี้ เยี่ยฉวนไร้เทียมทานยิ่ง ทว่าผ่านไปไม่เท่าใดนักกลับโดนดักทางเสียได้!
ซากศพเยอะกว่าเมื่อครู่เสียอีก!
ตอนนี้ น่าจะเกือบๆ ล้านร่างที่ยืนขวางทางอยู่!
……เยอะขนาดนี้ สังหารไม่หมดหรอก!
เยี่ยฉวนแสดงสีหน้ามืดมนเมื่อพบว่าจำนวนซากศพนั้นยิ่งเพิ่มมากเป็นทบเท่าพันทวี……เยอะเสียจนเริ่มเหนื่อย!
นี่มันบททดสอบอะไรกัน?
เยี่ยฉวนไม่มีเวลาขบคิดเลยสักนิด สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือสังหาร เข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น!
หลังผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มเริ่มเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว!
ทว่าหากพักแม้เพียงนิดเดียว เหล่าซากศพต้องกระโจนใส่เป็นแน่!
ทันใดนั้นเอง เสียงของเจ้าหุนพลันดังขึ้น “นายท่าน นี่คือบททดสอบของนายท่านขอรับ!”
เยี่ยฉวนกวัดแกว่งกระบี่ ศพตรงหน้าโดนลำแสงแห่งกระบี่ทำให้สลายหายไป ในขณะเดียวกัน กระบี่บินสองเล่มต่างพากันบินฉวัดเฉวียนรอบตัวชายหนุ่ม!
เยี่ยฉวนปาดเหงื่อก่อนถาม “พวกมันอยากทดสอบอะไรข้าหรือ?”
เจ้าหุนตอบ “หากจำไม่ผิดพลาด ต้องเป็นบททดสอบอันโด่งดังของสำนักเซียน……บททดสอบแห่งอสูรเป็นแน่ขอรับ!”
“บททดสอบแห่งอสูร?”
เยี่ยฉวนหน้าบูดบึ้ง “ไม่เห็นเคยได้ยินเลย!”
เจ้าหุนแจกแจง “เป็นบททดสอบที่ยากที่สุดแห่งสำนักเซียน มีเพียงสายเลือดประมุขเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเข้าบททดสอบนี้ หากผ่านมันไปได้……ท่านจะไม่ได้ครอบครองเพียงบัลลังก์เทพราชันและกระบี่เทพราชันเพียงเท่านั้น แต่ยังได้พลังแห่งอสูรมาด้วย!
เยี่ยฉวนพุ่งไปข้างหน้า และไม่ว่าเขาจะผ่านไปยังทิศใด ศพนับไม่ถ้วนจะถูกสลายเป็นผุยผง ชายหนุ่มแกว่งกระบี่ในมือแล้วถาม “พลังแห่งอสูร?”
เจ้าหุนเอ่ย “พลังแห่งอสูรเป็นพลังกล้าแกร่งยิ่ง ฤทธิ์เดชมากกว่าพลังแมวดำของท่านหลายเท่าตัวนัก”
ทันใดนั้นเอง เยี่ยฉวนถามออกมา “ข้าจะผ่านบททดสอบนี้ได้อย่างไร?”
เจ้าหุนเอ่ยเสียงเบา “ไม่ทราบขอรับ!”
เยี่ยฉวน “……”
เจ้าหุนเอ่ยอีกครั้ง “ข้าแค่รู้ว่ามีคำสอนนี้อยู่ในสำนักเซียนเท่านั้น คือ ‘เจ้าจะได้รับพลังแห่งอสูรโดยไม่เคยเผชิญหน้ากับนรกอสุราได้เยี่ยงไร?’ ขอรับ”
นรกอสุรา?
เยี่ยฉวนมองไกลออกไป เบื้องหน้าเต็มไปด้วยศพมากมาย เนืองแน่นไร้ซึ่งจุดจบ!
ฆ่าพวกมันไม่หมดแน่!
นั่นคือความคิดเยี่ยฉวนในยามนี้
แล้วเหตุใดต้องสังหารด้วยเล่า?
ความคิดนี้พลันผุดขึ้นมา ชายหนุ่มย่างเท้าขวาลงไปบนพื้นแล้วดีดตัวขึ้นไปบนฟ้า ขณะเดียวกัน กระบี่บินพลันปรากฏขึ้นใต้เท้า ก่อนจะแปรสภาพเป็นลำแสงแห่งกระบี่แล้วหายไปไม่ไกลนัก
ศพนับไม่ถ้วนใต้เท้าแหงนหน้าขึ้นมอง…
เยี่ยฉวนหัวเราะร่าบนท้องนภา
เขาเดินเหินตัดผ่านอากาศด้วยกระบี่ใต้เท้า ยามก้มลงไปแอบหวาดกลัวเล็กน้อย
ด้านล่างเต็มไปด้วยซากศพนับล้าน แน่นขนัดเสียจนหากจะสังหารให้หมด คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีเป็นแน่!
ทันใดนั้นเอง เยี่ยฉวนมองเห็นรูปปั้นขนาดยักษ์ ซึ่งเหล่าซากศพนั้นยืนเว้นระยะราวไม่กล้าเข้าใกล้!
เยี่ยฉวนหยุดก่อนจะร่อนตัวลงตรงหน้ารูปปั้น มีรูปร่างเป็นชายวัยกลางคน สวมผ้าคลุมสีทองขนาดยักษ์ และสะพายกระบี่บนเอว!
กระบี่เทพราชัน!
ในตอนนั้นเอง เยี่ยฉวนเบิกตากว้างเพราะรูปปั้นพลันเปิดเปลือกตาขึ้นมา……เจ้าสิ่งนี้มีชีวิตอยู่เช่นนั้นหรือ?
รูปปั้นก้มมองเยี่ยฉวนด้วยแววตาไม่เปลี่ยนไป “เจ้าไม่ใช่สายเลือดแห่งสำนักเซียนเรานี่ มาเหยียบย่างที่แห่งนี้ได้อย่างไร?”
เยี่ยฉวนคิดสักพักแล้วจึงกล่าว “มาผิดที่น่ะ ส่งข้ากลับไปได้หรือไม่?”
รูปปั้นบันดาลโทสะยิ่ง “บังอาจนัก! ที่แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไยเจ้าบังอาจดูหมิ่นเช่นนั้น?”
เอ่ยจบ แรงดันมหาศาลพลันเกิดขึ้นราวกับจะบดขยี้ให้แหลกละเอียด
ขณะเดียวกัน เยี่ยฉวนโผล่มาทางด้านหลังรูปแกะสลัก……ส่งลำแสงแห่งกระบี่สองเล่มสว่างวาบเข้าล้อมรอบ
รูปแกะสลักโดนลำแสงแห่งกระบี่ห้ำหั่น แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย!
เยี่ยฉวนรีบทรงตัวบนกระบี่แล้วจ้ำอ้าวหนีไปอย่างว่องไว ทว่าพื้นที่ที่เขาลอยอยู่กลับถูกเคลื่อนย้าย ชายหนุ่มถูกบังคับให้ปรากฏตัวต่อหน้ารูปแกะสลักอีกครา!



