บทที่ 895 : ความหมกมุ่นทำให้กลายเป็นมารร้าย!
กระบี่ของเยี่ยฉวนค่อยๆ เสียดแทงเข้าไปหว่างคิ้ว ในขณะเดียวกันกระบี่เจิ้นหุนเขมือบวิญญาณของชายแก่อย่างตะกรุมตะกราม!
ทว่าชายแก่กลับหัวเราะบ้าคลั่ง “เยี่ยฉวน ยิ่งห่วงใยน้องสาวมากเท่าไร จุดจบของนางยิ่งไม่ไฉไลมากเท่านั้น ฮ่าๆ…”
กระบี่ถูกกระชับเสียแน่น เยี่ยฉวนพลันตวัดกระบี่
ฉัวะ!
หัวของชายแก่ปลิวทันที!
สีหน้าของเยี่ยฉวนยามนี้ช่างมัวหมองและโหดเหี้ยมยิ่ง
ตอนนั้นเอง สุนัขอสูรเอ่ยขึ้นมา “ตอนนี้พวกมันจะทำร้ายคนรอบตัวเจ้าก่อนเสียได้!”
เยี่ยฉวนกำกระบี่เจิ้นหุนไว้แน่นโดยไม่เอ่ยคำใด
สุนัขอสูรกล่าว “ไม่ต้องห่วงไป แม้เป้าหมายของพวกมันคือน้องสาว แต่น้องสาวเจ้าอยู่ในสถาบันฝึกยุทธ พวกมันย่อมไม่มีโอกาส”
เยี่ยฉวนส่ายหัว “พวกนั้นทำร้ายนางแน่!”
ชายหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าพวกนั้นจะทำทุกอย่างเพื่อครอบครองหอคอยแห่งเรือนจำ!
พวกมันเห็นว่าการกำราบเขานั้นช่างยากเย็นยิ่ง จึงเล็งว่าการทำร้ายคนรอบตัวก่อนถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะเยี่ยหลิง…
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเข้ม “พี่ใหญ่ ข้าต้องการความช่วยเหลือ!”
สุนัขอสูรเอ่ย “เจ้าอยากให้ข้าปกป้องนางลับๆ หรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้าจะเบาใจยิ่ง หากเจ้าอยู่ข้างกายนาง!”
สุนัขอสูรตอบ “ย่อมได้! เจ้าควรระวังตัวเช่นกัน พวกมันจะจับตาดูอยู่!”
เยี่ยฉวนกล่าว “ไม่ต้องห่วงไป หากสู้ไม่ไหว ข้าจะหนีเอง!”
สุนัขอสูรยิ้ม “ข้าห่วงว่าเจ้าจะสู้กับมันจนตัวตายนี่สิ! ระวังด้วยเล่า!”
เอ่ยจบ สุนัขอสูรออกจากหอคอยแห่งเรือนจำก่อนจะหายไปไกล
ณ ตรงนั้น เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ฆ่า!
ชายหนุ่มอยากฆ่าเจ้าพวกนั้นยิ่งนัก!
ไม่นานนัก เยี่ยฉวนก็หายไป
อีกด้านหนึ่ง เงาสีชาดซึ่งหนีไปก่อนหน้านั้นได้หยุดลง ในยามนี้อยู่ห่างจากนครอานุภาพเหลือเกิน
เขาหวาดกลัวนัก!
สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้สร้างความกลัวได้ดียิ่ง!
ชายแก่นั่นแกร่งกว่าเยี่ยฉวน ทว่ากลับโดนฆ่าในพริบตาเดียวเสียได้ แม้จะเป็นการลอบโจมตี กระนั้นยังคงน่าหวั่นเกรงอยู่ดี!
พลังของเยี่ยฉวนช่างกล้าแกร่งเกินปกติไปไกลยิ่ง!
และหากไม่ทำสิ่งใดเลย เจ้านั่นจะเกรียงไกรกว่านี้!
หากคนเช่นนี้ไม่อาจถูกสังหาร จะต้องเกิดปัญหามากมายตามมาเป็นแน่!
เงาสีแดงยืนนิ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไปหลังจากความเงียบงันผันผ่าน ในยามนี้ แค่สะกดรอยตาม……ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ!
…
เยี่ยฉวนกลับไปยังนครอานุภาพ มายังสถาบันฝึกยุทธอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ได้ก้าวขาเข้าไป
ผ่านไปสักพัก จ้านจุนออกมาจากสถาบันฝึกยุทธ
และครั้งนี้ ข้างกายจ้านจุนมีผู้อื่นด้วย!
เยี่ยฉวนคุ้นเคยกับพวกเขานัก!
โม่อวิ๋นฉี เจียงจิ่ว รวมไปถึงคนอื่นๆ…
เห็นคนเหล่านี้ เยี่ยฉวนพลันชะงักค้าง
ตอนนั้นเอง โม่อวิ๋นฉีวิ่งไปกอดเยี่ยฉวนทันที “หัวขโมยพี่เยี่ย เห็นข้าเช่นนี้แปลกใจหรือ? ฮ่าๆ…”
เยี่ยฉวน “……”
ไม่ทันไร เจียงจิ่วกับไป๋เจ๋อเดินไปยังเยี่ยฉวน เจียงจิ่วมองเยี่ยฉวนตั้งแต่หัวจรดเท้า “แล้วดาบข้าเล่า?”
ดาบ!
เยี่ยฉวนตัวแข็งทื่อ รีบเอาดาบออกมาทันใด!
ดาบทองคำ!
นี่เป็นถึงของขวัญจากเจียงจิ่ว เขาย่อมรักษาไว้อย่างดีอยู่แล้ว!
เห็นเช่นนั้น เจียงจิ่วจึงผ่อนสีหน้าลง นางมองเยี่ยฉวน “เห็นข้าแล้วไม่รู้สึกยินดีหรือ?”
เยี่ยฉวนสวมกอดเจียงจิ่วพลางหัวเราะร่า “แน่นอนสิ! ย่อมดีใจอยู่แล้ว! ฮะฮ่า…”
เจียงจิ่ว “……”
ไม่ไกลนัก โม่อวิ๋นฉียกยิ้ม “เจ้านั่นเห็นผู้หญิงดีกว่าสหายเสียแล้ว!”
ข้างกายโม่อวิ๋นฉี ไป๋เจ๋อกระซิบให้ “เจ้าควรหาความรู้ใส่ตัวเสียบ้าง!”
โม่อวิ๋นฉีเอ่ยเคืองๆ “หมายความเช่นไร?”
ไป๋เจ๋อแสดงสีหน้าไร้อารมณ์ “ข้าหมายความว่า เจ้ามันโง่เง่าอย่างไรเล่า”
โม่อวิ๋นฉี “……”
จี้อันซื่อมองเยี่ยฉวนกับเจียงจิ่วโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
หลังจากนั้นไม่นาน เยี่ยฉวนและผองเพื่อนต่างมายังร้านอาหารในเมือง
พวกเขานั่งล้อมโต๊ะกันอยู่
โม่อวิ๋นฉีมองไปยังสำรับอาหารบนโต๊ะ ส่ายหัวเล็กน้อยแล้วถอนหายใจ “ไม่อาจเทียบได้กับอาหารที่หัวขโมยพี่เยี่ยทำเลยสักนิด!”
ได้ยินเช่นนั้น ไป๋เจ๋อและเจียงจิ่วต่างมองไปยังเยี่ยฉวน
เยี่ยฉวน!
ทันใดนั้นเอง พวกเขาต่างระลึกถึงวันคืนในสถานศึกษาฉางหลาน ณ แผ่นดินชิงฉาง
เยี่ยฉวนกระซิบ “ตอนนี้สถานศึกษาฉางหลานเป็นอย่างไรบ้าง?”
โม่อวิ๋นฉีเอ่ย “พัฒนาเป็นอย่างดี ตอนนี้เป็นถึงสถานศึกษาอันดับหนึ่งในโลกชิงฉางแล้ว อีกทั้งยังมีสัมพันธ์อันดีกับสำนักชางเจี้ยนอีกด้วย ตอนนี้ทุกคนในโลกชิงฉางต่างภูมิใจจะเข้าร่วมสถานศึกษาฉางหลานของเรา!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “เป็นเรื่องดียิ่ง!”
โม่อวิ๋นฉีพลันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หัวขโมยพี่เยี่ย ตอนนั้นเจ้าจากไปไวเสียจนพวกเราตามไม่ทัน! หากไม่ใช่เพราะเพชรน้ำค้างม่วงที่ขอให้คนส่งมาให้ ข้าเกรงว่าเราจะไม่ได้พบกันอีกเสียแล้ว!”
เยี่ยฉวนเอ่ย “พวกเจ้าต่างมีฝีมือ ตราบใดที่มีทรัพยากรเพียงพอ……จะไม่มีทางน้อยหน้าใคร!”
โม่อวิ๋นฉีว่ากลั้วหัวเราะ “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น!”
เยี่ยฉวนส่ายหัวยิ้มๆ เจ้าหมอนี่ยังคงลื่นไหลได้เก่งเหมือนเคย
ในตอนนั้นเอง เจียงจิ่วพลันเอ่ยขึ้น “เจ้ามีแผนใดหรือไม่?”
แผน!
เยี่ยฉวนคิดไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่มีเลย สิ่งที่ข้าต้องทำในตอนนี้คือแข็งแกร่งขึ้น!”
เพื่อให้ตัวเองแกร่งยิ่งขึ้น!
โม่อวิ๋นฉีพยักหน้าเล็กน้อย “เข้าใจเลย!”
เมื่อพวกเขาออกมาจากแผ่นดินชิงฉาง ต่างพบว่าหากไร้ซึ่งกำลัง ทุกอย่างย่อมไร้ความหมาย!
ในโลกใบนี้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดและเป็นที่นับถือ!
ช่างโหดเหี้ยมนัก!
เยี่ยฉวนถาม “เหตุใดพวกเจ้าจึงเข้าร่วมสถาบันฝึกยุทธเล่า?”
โม่อวิ๋นฉีเอ่ย “สถาบันฝึกยุทธเหมาะกับพวกเรามากกว่าน่ะ เจ้าก็รู้……ว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศาสตร์วิชากระบี่เลย!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าเล็กน้อย “ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกจากนครอานุภาพเล่า มีคนซุ่มมองข้าอยู่ เกรงว่าพวกมันจะทำอันตรายต่อพวกเจ้าด้วย!”
โม่อวิ๋นฉีและทุกคนต่างมองหน้ากัน เจียงจิ่วพลันเอ่ยเสียงเข้ม “ไม่ต้องเป็นห่วงไป พวกเราจะไม่ออกจากสถาบันฝึกยุทธโดยง่ายแน่นอน!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าแล้วมองไปยังจ้านจุน “พี่จ้าน ได้โปรดช่วยข้าตามหายอดฝีมือที่ใช้เงินจ้างได้ด้วยเถิด!”
จ้านจุนนิ่งไปแล้วทวน “เจ้าอยากจ้างคนหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า
ครั้งนี้ เขาจะไม่เผชิญหน้าศัตรูเพียงลำพัง!
ในเมื่อตอนนี้ มีเพชรน้ำค้างม่วงเพียงพอ
ชายหนุ่มต้องการกำลังคน!
ยิ่งมากยิ่งดี!
จ้านจุนคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ย “ไว้เป็นหน้าที่ข้า ตราบใดที่มีเงินพอ……เชื่อว่าคนมีฝีมือต่างพร้อมจะช่วยเหลือเจ้า”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “หากเป็นไปได้ช่วยข้าตามหาผู้ฝึกปราณมากฝีมือในจักรวาลดารารอบนี้ด้วยเถิด”
จ้านจุนลุกขึ้นยืน “ข้าไปติดต่อพวกเขาเลยก็แล้วกัน”
เอ่ยจบเขากลับลังเล แล้วถามขึ้นมา “เอ่อ เจ้าต้องการยอดฝีมือแบบใด?”
เยี่ยฉวนแจกแจง “อย่างน้อยก็อยู่ในขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต!”
จ้านจุนเอ่ยเสียงเข้ม “นั่นอาจจะใช้เพชรน้ำค้างเยอะนะ!”
เยี่ยฉวนยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ขัดสนเงินทอง!”
ชายหนุ่มเข่นฆ่ายอดฝีมือมาตามรายทาง วิญญาณของคนเหล่านั้นถูกเจ้าหุนเขมือบจนเกลี้ยงและเขาก็สมบัติเจ้าพวกนั้นเอาไว้!
อีกอย่าง เขาได้ติดต่อหาสำนักเซียนให้ส่งอาวุธเซียนบางส่วนมาให้แล้ว!
สำนักเซียนมีอาวุธเซียนนับร้อย อาวุธเหล่านั้นต่างมีค่ายิ่งสำหรับยอดฝีมือในขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต!
เนื่องจากสมบัติในขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตไม่ได้มีกันทุกคนอยู่แล้ว!
หนึ่งชั่วยามถัดมา เจียงจิ่วกับคนอื่นๆ ต่างกลับไปยังสถาบันฝึกยุทธ
สำหรับพวกเขา สถาบันฝึกยุทธคือสถานที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
ในลานเล็กๆ ของสถาบันฝึกยุทธ
เจียงจิ่วและอีกสามคนต่างนั่งล้อมลงกันบนโต๊ะ
โม่อวิ๋นฉีเอ่ยเสียงเข้ม “ในหมู่เราทั้งสี่ องค์หญิงเก้าแข็งแกร่งที่สุด นางไปถึงขั้นพลังจุดกำเนิดและใกล้ก้าวเข้าไปยังขั้นศักดิ์สิทธิ์เต็มทน แต่…”
เขาส่ายหัวยิ้มๆ “ศัตรูของเยี่ยฉวนนั้นแข็งแกร่งเกินไป เกรงว่าพวกเราจะถ่วงมือถ่วงเท้าเสียเปล่า!”
ไป๋เจ๋อพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย!”
เจียงจิ่วเงียบไปด้วยความรู้สึกหมองใจ
ทันใดนั้นเอง จี้อันซื่อพลันกระซิบขึ้นมา “พวกเราไม่ควรคิดแบบนั้น!”
ทุกคนมองจี้อันซื่อ เขาเอ่ยต่อ “ในฐานะสหายของเยี่ยฉวน พวกเราควรช่วยเขาในกำลังของเรา หากไม่สามารถก็ควรทำให้ดีที่สุด สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงเพ่งไปที่การฝึกปราณ ไม่ต้องคิดสิ่งอื่น”
เจียงจิ่วลุกขึ้นยืน “ไปฝึกปราณต่อกันเถอะ!”
หลังจากนั้น นางจากไปพร้อมจี้อันซื่อ
โม่อวิ๋นฉีมองไป๋เจ๋อ “ว่าตามตรง ข้าอยากต่อยเขาสักหมัดเสียจริง”
ไป๋เจ๋อผงกหัว “ข้าด้วย แต่สู้เขาไม่ได้ เพราะงั้นก็ต่อยกับเจ้าแทน!”
โม่อวิ๋นฉีพลันบันดาลโทสะ…
…
หลังจากกลับมายังสำนักกระบี่ เยี่ยฉวนเดินไปหาเยว่อู่เฉินทันที
“ต้องการกระบี่รึ?”
เยว่อู่เฉินมองเยี่ยฉวนตรงหน้าด้วยความใคร่รู้
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้าต้องการกระบี่จำนวนมากขอรับ!”
เยว่อู่เฉินเงียบไป
เยี่ยฉวนถาม “ทำไมหรือขอรับ”
เยว่อู่เฉินเอ่ยเสียงเข้ม “หากต้องการเพียงเล่มเดียว ข้าสามารถมอบศาสตราชั้นเซียนให้ได้ แต่เจ้ากลับต้องการมากมายเช่นนี้…”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “ข้าซื้อได้ขอรับ”
เยว่อู่เฉินส่ายหน้า “สำนักกระบี่เราไม่ขายกระบี่! หากกระบี่เหล่านี้อยู่ในมือศิษย์ของสำนัก มันจะกลายเป็นอาวุธไร้เทียมทาน ดังนั้นสำนักเรามอบความสำคัญแก่เหล่ากระบี่นั้นมาก”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ”
ทันใดนั้นเอง เยว่อู่เฉินสะบัดมือขวา และกระบี่เล่มหนึ่งพลันปรากฏตัวต่อหน้าเยี่ยฉวน
เป็นกระบี่ยาวประมาณครึ่งจั้งซึ่งยาวกว่ากระบี่ทั่วไปประมาณหนึ่งส่วนสาม คมกระบี่บางมาก ไม่ต่างกับปีกจักจั่น
อีกอย่าง กระบี่นี้ไร้ซึ่งด้ามจับ!
เยี่ยฉวนมองไปยังเยว่อู่เฉิน “ศิษย์พี่?”
เยว่อู่เฉินเอ่ย “นี่กระบี่ของข้านามว่า ‘ฮวงโหยว’ เป็นกระบี่บินทำมาจากวัสดุพิเศษ บางเบาราวขนนกและเหมาะกับเจ้ายิ่ง!”
เยี่ยฉวนส่ายหน้า “ไม่เอาขอรับ นั่นกระบี่ของท่าน”
เยว่อู่เฉินส่ายหัวแล้วยิ้ม “ข้าใช้กระบี่บินไม่เก่งนัก หากเป็นข้าย่อมใช้พลังที่แท้จริงของมันไม่ได้ อย่าลังเลอีกเลย เอาไปเถิด!”
เยี่ยฉวนลังเลไปสักพัก ก่อนจะเก็บฮวงโหยวในที่สุด เป็นดั่งที่เยว่อู่เฉินว่าไว้ จับกระบี่เล่มนี้ไม่ต่างจากการจับอากาศเลยสักนิด!
มันเบาเกินไปแล้ว!
แม้กระบี่นี้จะไม่อยู่ในขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต แต่มันย่อมเป็นยอดกระบี่ในหมู่อาวุธเซียน
เยว่อู่เฉินมองเยี่ยฉวน “จำไว้ อย่าออกไปนอกเมือง”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มหันหลังจากไป
เยี่ยฉวนเก็บกระบี่ฮวงโหยวแล้วนั่งขัดสมาธิบนพื้น ทว่ากลับรู้สึกลุกลนเล็กน้อย ราวกับจะมีเรื่องไม่ดีจะเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น!
ทันใดนั้นเอง เสียงของชายในชั้นหกพลันดังขึ้นในหัว “หากทิ้งน้องสาวไป กระบี่เจ้าจะแข็งแกร่งจนไม่อาจจินตนาการ ยิ่งเอ็นดูน้องมากเท่าไร กระบี่จะทื่อลงเท่านั้น”
เยี่ยฉวนส่ายหน้า “น้องสาวคือทุกอย่าง เพื่อนางแล้ว……ยอมให้ได้ทุกสิ่งแม้แต่กระบี่ข้า! แต่น้องสาวไม่ได้ขัดขวางวิชากระบี่ข้าสักหน่อย!”
ชายในชั้นหกเอ่ยต่อ “หากทิ้งนางแล้วหันมาลับคมกระบี่ เจ้าจะแกร่งกว่านี้นัก”
เยี่ยฉวนกระซิบ “ถึงตอนนั้น ที่ข้าฝึกปราณกระบี่ไปย่อมไร้ความหมาย…”
“นั่นคือความหมกมุ่นของเจ้าเอง…”
“ก็นะ… ข้าไม่สน!”
“ความหมกมุ่น… ทำให้เจ้ากลายเป็นมาร!”
“ข้าไม่สน!”
“อยากเป็นหรืออย่างไร……มารน่ะ”
“แล้วปีศาจกับเทพเจ้าแตกต่างกันตรงไหน”
“นั่นสินะ… แต่ในสายตาของคนปกติ มารนั้นชั่วร้าย ส่วนเทวดานั้นดีงามอย่างไรเล่า!”
“ในความเห็นข้า มารร้ายไม่ได้จำเป็นต้องชั่ว และเทวดาไม่ได้จำเป็นต้องดีสักหน่อย”
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล… สนใจเป็นมารหรือ?”
“พวกมารแข็งแกร่งหรือไม่”
“ข้าว่าพวกเขาแข็งแกร่งนะ…”
เยี่ยฉวนเงียบไปเล็กน้อยแล้วถาม “เจ้าเป็นมารหรือ”
ชายในชั้นหกเอ่ย “พวกเขาเรียกข้าว่าจอมมาร… แต่ความจริงข้าคิดว่าตัวเองเป็นคนดีคนหนึ่ง”
เยี่ยฉวนถาม “แล้วเหตุใดจึงถูกคุมขังในหอคอยเล่า?”
ชายในชั้นหกอธิบาย “ก็หอคอยน่ารำคาญของเจ้าขังแต่คนแกร่งๆ น่ะสิ จะดีจะเลวมันสนเสียที่ไหน”
เยี่ยฉวนถึงกับหมดคำจะเอ่ย “……”



