Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 906

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 906 : ไม่! (ต้น)

C

ชายชราสวมชุดดำจ้องเขม็งมองหลี่เสวียนเฟิง เมื่อเห็นเยี่ยฉวนกำลังจะพ่ายแพ้ ความอดทนของหลี่เสวียนเฟิงพลันสิ้นสุดลง!

เขาเบือนหน้ามองไปทางคนของฝ่ายตนที่กำลังต่อสู้กับอันหลานซิ่ว เหลียนว่านลี่และโม่เยี่ย ต่อมาไม่นานคนทั้งสามจึงยุติการต่อสู้ลงแล้วย้อนกลับมาข้างชายชราชุดดำ

ขณะที่อันหลานซิ่ว เหลียนว่านลี่ และโม่เยี่ยกลับไปอยู่กับเยี่ยฉวน

อันหลานซิ่วกระซิบเอ่ยเบาๆ “พวกเราควรจะออกไปจากที่นี่!”

ออกจากที่นี่งั้นหรือ?

เยี่ยฉวนหันมามองก่อนเผยรอยยิ้มแห้งแล้ง คนอื่นอาจจะออกไปจากที่นี่ได้ แต่ไม่ใช่ตัวเขา!

ตอนนั้นหลี่เสวียนเฟิงหันหน้าไปมองชายชราสวมชุดดำก่อนจะเอ่ยกับคนผู้นั้นพลางยิ้มเล็กน้อย “พี่เหยี่ยหลาน เขาเป็นคนทรยศของสำนักกระบี่ โปรดอย่าได้แทรกแซงเรื่องภายในของสำนักกระบี่เรา!”

ชายชราสวมชุดดำผู้มีนามเหยี่ยหลานย้อนถาม “พี่หลี่ ไม่ใช่ว่าเจ้าจะทึกทักว่าของล้ำค่าที่มันเอาไปเป็นของสำนักกระบี่ด้วยหรือ?”

หลี่เสวียนเฟิงขมวดคิ้วน้อยขณะที่ขยับจะตอบโต้ ทว่าเสียงเยี่ยฉวนดังขึ้นมาจากที่ไม่ห่างนัก “เจ้าอยากได้นัก……ไม่ใช่หรือ? มาสิข้าจะยกให้!”

ว่าแล้วบริเวณกึ่งกลางหว่างคิ้วของชายหนุ่มปรากฏรูปร่างหอคอยสีดำขนาดจิ๋วออกให้เห็น ต่อมาหอคอยค่อยๆ ลอยสูงขึ้นไปเหนือศีรษะ

เมื่อหอคอยสีดำลอยออกมา ทั่วบริเวณเกิดแรงกดหนักแน่นที่มองไม่เห็นด้วยตาขึ้นทันที แม้แต่คนพลังขั้นไขว่คว้าเต๋ารับรู้ได้ถึงแรงกดดันนั้น

ขณะนั้นทุกคนที่อยู่ในบริเวณโดยรอบต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด

หลี่เสวียนเฟิงมองเขม็งไปยังหอคอยดำขนาดจิ๋วโดยไม่ปกปิดแววตาละโมบแม้แต่น้อย

คนที่ซ่อนตัวในมุมมืด เหอเหลียนเทียนกำลังมองไปยังหอคอยดำเล็กจิ๋วเช่นกัน โดยไม่ได้เผยความละโมบออกมาทางแววตาทว่ามีเพียงความละโมบซ่อนอยู่ลึกๆ

เสียงชายหนุ่มดังขึ้นมาว่า “ไม่อยากได้หรือ? รับไปสิ!”

พูดจบชายหนุ่มพาอันหลานซิ่วและอีกสองคนถอยห่างไปกว่าสามสิบจั้ง

จากนั้นสื่อสารกับคนเหล่านั้นผ่านพลังชี่เร้นลับ “พวกเจ้ารีบกลับเข้าสถาบันฝึกยุทธ์ไปเดี๋ยวนี้!”

เหลียนว่านลี่หันมามองคนพูดซึ่งย้ำมาว่า “ทำตามที่ข้าบอก!”

หญิงสาวและคนอื่นต่างหันมองหน้ากันไปมา จากนั้นพากันหันกลับแล้วออกไปทันทีโดยไม่ลังเล

ภายหลังจากทั้งสามออกจากบริเวณไปแล้ว ชายหนุ่มแหงนมองขึ้นไปบนอากาศ “สิ่งนี้ถือว่าเป็นของมีค่ามากที่สุดในจักรวาล ข้าไม่มีวาสนาจะได้ใช้มันแต่โดยดี ตอนนี้จึงยกให้พวกเจ้า! ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมจะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินชิ้นนี้!”

กล่าวจบแล้ว เยี่ยฉวนหันหลังให้และหายไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ!

ไม่มีใครสักคนออกตามเขาไป แม้แต่หลี่เสวียนเฟิง!

ทุกคนที่นั่นเฝ้ามองหอคอยแห่งเรือนจำอย่างไม่วางตา!

ทุกคนสิ้นสงสัยแล้วว่าเยี่ยฉวนอาจส่งมอบหอคอยจอมปลอมด้วยพวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติของสิ่งนี้!

แม้ว่าจะรู้แล้วว่าสิ่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าชั้นยอดแห่งฟ้าดิน พวกเขาถึงกับเงียบงันด้วยความประหลาดใจจนไม่ขยับตัวเข้าไปนำสิ่งนั้นแม้แต่คนเดียว

บรรยากาศชวนพิศวงยิ่งนัก!

คนที่ยืนข้างเหอเหลียนเทียนอยู่ในมุมมืด ชินซานพึมพำด้วยความแปลกใจ “เยี่ยฉวนอาศัยเจ้าสิ่งนี้เองหรือ? มันรู้สำนึกขึ้นมาและยอมอ่อนข้อง่ายๆ งั้นหรือ?

เหอเหลียนเทียนส่ายหน้า “ข้าก็สงสัยเหมือนกัน!”

อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเครียด “พวกเราจะออกไปแย่งชิงสมบัติล้ำค่านั่นไหม?

คนที่ถูกถามสั่นศีรษะอีกครั้งเป็นเชิงปฏิเสธ

ชินซานถามด้วยความข้องใจ “เพราะเหตุใด?”

ฝ่ายตรงข้ามตอบเสียงแผ่ว “ต่อให้ได้มาครอบครองแล้วจะทำอย่างไร? เราจะเป็นอมตะงั้นหรือ?”

เสียงขรึมของชินซานพูดออกไปว่า “สมบัติล้ำค่านั้นมิใช่ของธรรมดา ถ้าพวกเราได้มาครอบครอง……”

เหอเหลียนเทียนสวนคำทันควัน “ความหายนะไงล่ะ! ถ้าได้มาครอบครองรังแต่จะนำหายนะมาสู่สถาบันฝึกยุทธ์ อย่ามัวพูดให้เสียเวลา คอยดูกันดีกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง!”

ชินซานจำพยักหน้าพร้อมกับหุบปากลงทันที

ห่างออกไปไม่เท่าไร เสียงเหยี่ยหลานเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ “พี่หลี่ เจ้าก็อยากได้สมบัติล้ำค่าเหมือนกันละสิ?”

หลี่เสวียนเฟิงเขม้นตามองคนที่อยู่ตรงข้ามพลางเหยียดยิ้ม “ข้าจะบอกอะไรให้ ที่จริงมันเป็นของล้ำค่าที่หายไปจากสำนักกระบี่ต่างหาก!”

เหยี่ยหลานไม่แสดงอาการโมโหโทโสเลยสักนิด ทว่ากลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ท่านเจ้าสำนักหลี่ ข้าไม่เคยพบเคยเห็นคนหน้าหนาไร้ยางอายเยี่ยงเจ้ามาก่อนเลย”

คนตรงข้ามกลับตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “สหาย เจ้าคงจะรู้ว่าเวลานี้พวกเจ้าอยู่ในนครอานุภาพ”

อีกฝ่ายหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย “เจ้าสำนักหลี่ จะข่มขู่พวกข้าสินะ?”

หลี่เสวียนเฟิงส่ายหน้าไปมา มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “ไม่เลย พี่เหยี่ยหลาน เยี่ยฉวนเป็นผู้ทรยศของสำนักกระบี่ ของล้ำค่าชิ้นนั้นจึงถือว่าเป็นสมบัติที่สูญหายไปจากสำนักกระบี่ด้วย ข้ามองไม่เห็นเหตุผลอันใดแม้แต่น้อยที่เจ้าจะใช้กำลังฮุบเอาเป็นของตัวเอง……”

พลันเหยี่ยหลานออกวาจาเยาะเย้ย “พูดมาได้อย่างไรว่าสมบัติล้ำค่าเป็นของสำนักกระบี่? เจ้าสำนักหลี่……เจ้านี่หน้าด้านกว่าที่เคยไว้คิดเสียอีก! เลิกเพ้อเจ้อเสียที! ถ้าอยากได้สมบัติล้ำค่าก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”

ว่าแล้วคนพูดเตรียมที่จะออกเคลื่อนไหว เวลานั้นปรากฏชายชราถือกระบี่ขึ้นทางด้านหลังหลี่เสวียนเฟิง นอกจากนั้น ณ ที่ห่างออกไป เบื้องหลังเหยี่ยหลานและคนของเขามีร่างเลือนรางของคนผู้หนึ่งสะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง!

ผู้ฝึกกระบี่สามคน!

เหยี่ยหลานหรี่ตามอง มุมปากแสยะยิ้มเย้ยเยาะ “พวกเจ้ามีแค่สามคนเท่านี้เอง?”

หลี่เสวียนเฟิงตอบพลางยิ้มในหน้า “ดูใหม่เสียให้เต็มตา!”

จากนั้น มีคนอีกสองคนปรากฏขึ้นทางฝั่งขวา ทั้งคู่ถือฝักกระบี่สีดำสนิทไว้ในมืออีกทั้งยังสะพายหีบกระบี่สีดำที่ข้างหลังทั้งสองคน!

สองผู้ฝึกกระบี่พลังขั้นไขว่คว้าเต๋า!

เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของเหยี่ยหลานเครียดขรึมไปทันใด

ถ้าคนห้าคนต่อสู้กับผู้ฝึกกระบี่ทั้งห้าคงยากที่พวกเขาจะได้เปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่นี้อยู่ในเขตของสำนักกระบี่ ฝ่ายนั้นคงจะมีไม้ตายบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่!

สำนักกระบี่ก่อตั้งมานาน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ฝึกกระบี่เพียงห้าคนเท่านั้น!

ในใจนึกได้ดังนี้ สีหน้าของเหยี่ยหลานหมองคล้ำยิ่งกว่าเดิม

พวกเขาควรวางมือจากสมบัติล้ำค่าที่เกือบจะได้ครอบครองแล้วงั้นหรือ?

เสียงพูดเย้ยของหลี่เสวียนเฟิงดังมาอีก “พี่เหยี่ยหลาน เจ้ายังจะคิดสู้กับพวกเราอีกไหม?”

เหยี่ยหลานจ้องมองหลี่เสวียนเฟิงด้วยสายตาเย็นชา “คราวนี้เป็นทีของเจ้า สำนักกระบี่……สักวันเราจะได้เห็นดีกัน!”

กล่าวจบเขาหมุนตัวหันกลับและจากไป

ต่อมาไม่นานเหยี่ยหลานรวมทั้งคนของเขาทั้งสี่หายวับไปจากบริเวณ

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!