บทที่ 916 : ผู้ก่อตั้งแห่งสำนักกระบี่! (ปลาย)
ในเวลาเดียวกัน ยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าคนหนึ่งขยับเข้าไปข้างๆ เหยี่ยหลานพร้อมกับเอ่ยผ่านพลังชี่ “หากคนสำนักกระบี่จะเชื่อถือไม่ได้……พวกเราก็อย่าได้เชื่อใจคนผู้นี้เด็ดขาด!”
คนตรงหน้าตอบกลับเสียงเคร่ง “ข้ารู้น่า! ถึงอย่างไร ถ้าเขาสำเร็จพลังแกร่งกล้าขึ้นมาจริง คงไม่ถึงขั้นเป็นภัยต่อพวกเรา ยิ่งกว่านั้นตอนนี้มีผู้อาวุโสเยว่อยู่ทั้งคน คงก่อปัญหาไม่ได้!”
ยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋านิ่งคิดอยู่เป็นครู่ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า
เหยี่ยหลานพูดถูก ถึงเยี่ยฉวนจะแข็งแกร่งกว่านี้ก็หาได้เป็นภัยต่อพวกตนไม่!
ท้ายที่สุดแล้วเวลานี้พวกเขามีศัตรูคนเดียวกัน……สำนักกระบี่!
หลังจากที่เยี่ยฉวนเข้ามาร่วมด้วย การต่อกรกับยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าแห่งสำนักกระบี่ดูเหมือนง่ายดายขึ้นทันตาเห็น!
ต่อมาไม่นานชายหนุ่มได้นำคนทั้งหมดไปถึงยังหุบเขา
ภายในหุบเขา เยี่ยฉวนเลือกสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ขณะที่เหยี่ยหลานรวมทั้งคนอื่นๆ พากันซ่อนตัวอยู่ในละแวกใกล้เคียง
เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ทันใดนั้นเสียงคนที่ชั้นหกถามขึ้นทันที “เจ้าเชื่อใจพวกนี้ได้หรือ?”
ชายหนุ่มไม่พูดออกมาได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ
แน่นอนที่สุดว่าเขาไม่ได้ไว้วางใจเหยี่ยหลานและพวกเสียทีเดียว ทว่าไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่รีบบรรลุขั้นพลังในตอนนี้ ต่อไปคงหาโอกาสได้ยาก
และจำเป็นต้องทำเสียด้วย เพราะพลังแกร่งกล้าที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอนั่นเอง!
คว้าโอกาส!
ทันทีที่เขาสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์จะทำให้พลังความแกร่งกล้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เมื่อถึงเวลานั้น การจะค่อยๆ คืบคลานใกล้เข้าไปจัดการคนขั้นไขวคว้าเต๋าจะทำได้ง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถป้องกันตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย
เขาไม่ไว้ใจเหยี่ยหลานและพวกเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เยี่ยฉวนเรียกสุนัขอสูรกลับมาที่หอคอยแห่งเรือนจำ อีกทั้งบนยอดหอคอยยังมีอาหลิงน้อยถือกระบี่พร้อมให้เรียกหาได้ทุกเมื่อ
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำของสุนัขอสูรทั้งสิ้น!
อาหลิงตัวน้อยที่ถือกระบี่คนนั้น แท้จริงแล้วสมรรถนะในการต่อสู้ของนางเข้าขั้นน่ากลัวเลยทีเดียว……
เยี่ยฉวนละจากภวังค์ความคิดและเปลี่ยนมาเป็นท่าทีสงบเยือกเย็นพร้อมกับสูบกลืน!
พลันต่อมาชายหนุ่มดึงเอากระบี่ออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอาวุธชั้นเซียน จากนั้น ค่อยกดเข้าลงกลางลำตัว
ตูม!
ก้อนพลังงานแผ่กระจายไปทั่วภายในร่างชายหนุ่มทันที ต่อมาเยี่ยฉวนเริ่มกระบวนการสูบกลืนกระบี่อย่างเอาเป็นเอาตาย!
ในมุมมืด
เหยี่ยหลานมองดูชายหนุ่มที่อยู่ข้างล่างอย่างพินิจพิจารณา ราวกับกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง
เสียงคนผู้หนึ่งดังมาจากด้านข้าง ยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าพึมพำผ่านพลังชี่เร้นลับ “ถ้าเราลงมือพร้อมกันตอนนี้……”
เหยี่ยหลานตอบกลับน้ำเสียงใจเย็น “คิดหรือว่าเจ้านั่นไว้ใจพวกเรา? ในเมื่อกล้าจะบรรลุพลังต่อหน้าเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าเบื้องหลังจะต้องมีใครสักคนคอยช่วยเหลือ ถ้าพวกเราลงมือและทุ่มพลังสุดตัวเพื่อสังหารเขา คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุดคือสำนักกระบี่!”
เสียงพูดหยุดนิ่งไปขณะสายตาเหลือบแลไปยังทิศที่ตั้งของสำนักกระบี่ “เวลานี้ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือสำนักกระบี่ จำเอาไว้!”
คนขั้นไขว่คว้าเต๋าพยักหน้าหงึก การที่ทุกคนมาที่นี่ก็เพราะสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น!
เหตุการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ ขณะที่ชายหนุ่มเริ่มซึมซับพลังอย่างหนักหน่วงอยู่ที่ด้านล่าง บัดนี้พลังลมหายใจที่แผ่ซ่านออกมารอบๆ ค่อยแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ เคราะห์ยังดีที่เหยี่ยหลานและพวกสำแดงพลังแห่งวิชาคัมภีร์ต้องห้ามออกมาปกคลุมไว้ทั้งหมด ทำให้พลังลมหายใจของเยี่ยฉวนไม่แผ่กระจายออกไป!
ส่วนทางด้านเหยี่ยหลานยังคงซุ่มอยู่ที่เดิมเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาโดยที่ไม่จำเป็น!
…
ณ สถาบันฝึกยุทธ์
เหอเหลียนเทียนนั่งอยู่ที่ประธานภายในหอโถง คนที่มาร่วมอยู่ในที่นั้นทั้งหมดคือยอดฝีมือแห่งสถาบันฝึกยุทธ์ ทั้งยังมีคนพลังขั้นไขว่คว้าเต๋าอีกหกคน!
นอกจากนั้นยังมี อันหลานซิ่ว โม่เยี่ยและเสี่ยวเฉินอยู่ที่นี่ด้วย!
ขณะนั้น เสียงเหอเหลียนเทียนถามขึ้นว่า “พวกเจ้าทุกคนน่าจะได้ยินเรื่องที่เกิดกับสำนักกระบี่แล้วสินะ”
หนึ่งในจำนวนคนที่ยืนอยู่ข้างล่าง ชายวัยกลางคนขยับออกมาก้าวหนึ่ง “เวลานี้สำนักกระบี่อ่อนแอลง ความแข็งแกร่งที่เคยมีถูกกัดกร่อนบ่อนทำลายอย่างรุนแรง ข้าคิดว่าเราควรยกระดับการจู่โจมนะขอรับ!”
ยกระดับการจู่โจม!
เสียงพูดเรียกสายตาของคนอื่นให้หันไปมองชายวัยกลางคนเป็นตาเดียว “สำนักกระบี่เป็นฝ่ายที่มารุกรานก่อน เหตุใดจะมัวยึดถือจรรยาบรรณต่อไปเล่าขอรับ?”
ชายชราผู้หนึ่งพยักหน้าทำนองเห็นคล้อยตามผู้พูด “ถูกต้อง สำนักกระบี่ประกาศศึกกับสถาบันฝึกยุทธ์ พวกมันเผยให้เห็นธาตุแท้ทะเยอทะยานไม่เลือกที่ วันนี้พวกเราสถาบันฝึกยุทธ์จะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกต่อไป!”
เหอเหลียนเทียนหันหน้าไปทางโม่เยี่ยและคนอื่นอีกสามคนที่เหลือทางด้านล่าง “พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
เหลียนว่านลี่บิดมุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “พวกเรายกระดับเป็นฝ่ายจู่โจมเจ้าพวกนั้นบ้าง!”
อันหลานซิ่วออกเสียงสนับสนุน “เห็นด้วย!”
โม่เยี่ยเสริมต่อมา “ผู้อาวุโส เราเห็นเจตนาที่ชัดแจ้งของสำนักกระบี่กันแล้ว เวลานี้จะอ้างจรรยาบรรณกับคนแบบนั้นมีแต่เสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้น คงจะถึงเวลาแล้วที่จะเป็นฝ่ายจู่โจมบ้าง ไม่เพียงเท่านั้นต้องทุ่มสุดตัวเพื่อทำลายสำนักกระบี่ให้สิ้นซากไปรวดเดียวเลยขอรับ!”
อีกคนที่ยืนข้างโม่เยี่ย เสี่ยวเฉินสนับสนุนขึ้นบ้างว่า “โม่เยี่ยพูดถูกขอรับ สำนักกระบี่เหิมเกริมหนัก หากเปิดโอกาส พวกมันจะย้อนมาโจมตีสถาบันฝึกยุทธ์อย่างสาหัสสากรรจ์เป็นแน่ แทนที่จะนั่งคอยอยู่ที่นี่……สู้เราฉวยจังหวะนี้เป็นฝ่ายรุกจู่โจมก่อน!”
ขณะที่พูดสายตาจ้องมองเหอเหลียนเทียนแน่วแน่ และคนอื่นในที่นั้นพลอยรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
เหอเหลียนเทียนส่ายหน้าช้าๆ “พวกเจ้าประเมินสำนักกระบี่ต่ำเกินไป!”
เฒ่าชินซานถามเสียงห้าว “ท่านจ้าว ท่านจะบอกว่าสำนักกระบี่มีไม้ตายที่สำคัญซึ่งไม่ได้เปิดเผย งั้นหรือ?”
คนตรงข้ามพยักหน้า “ผู้ก่อตั้งของสำนักกระบี่มิได้มีเพียงร่างอวตารที่หลงเหลือไว้ในสำนักกระบี่ ทว่ายังทิ้งค่ายกลกระบี่ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงที่สามารถทำลายสวรรค์และพิภพให้คนรุ่นหลังที่นั่นด้วย อีกอย่างหลังจากที่ร่างของผู้คนจากสำนักกระบี่ล้มตายลง ศพทั้งหมดได้รวบรวมไว้ภายในสุสานกระบี่ สถานที่เสมือนแดนสนธยาแห่งสำนักกระบี่……หากเราจู่โจมในตอนนี้ อย่างมากที่สุดความเสียหายใหญ่หลวงอาจเกิดแก่ทั้งสองฝ่ายและเมื่อนั้นจะมีคนอื่นเข้ามาชุบมือเปิบจากเรื่องนี้”
เสียงแหบห้าวของชินซานถามต่อมา “ถ้างั้นพวกเราจะละทิ้งโอกาสดีๆ แบบนี้ไปงั้นหรือ?”
เหอเหลียนเทียนผุดลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตรงไปยังประตูทางเข้าหอโถงก่อนบอกเสียงแผ่วเบายิ่ง “พวกเราจะคอยโอกาส โอกาสที่จะทำลายสำนักกระบี่ได้รวดเดียว!”
ในตอนนั้นชินซานถามขึ้นทันที “พลังของร่างอวตารของผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่แกร่งกล้าเพียงใด?”
คนที่หน้าประตูสั่นศีรษะ “ข้าก็ไม่รู้”
พลังความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งของทั้งสำนักกระบี่และสถาบันฝึกยุทธ์เป็นเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนา!
ไม่ว่าจะสำนักกระบี่หรือสถาบันฝึกยุทธ์ ข้อมูลความเป็นมาของพวกเขามีอยู่เพียงน้อยนิด!



