บทที่ 921 : ลองดึงออกมา! (ปลาย)
“แต่ถ้าคิดว่าข้าจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนหรือพัวพันมาถึงสถาบันฝึกยุทธ์……ข้าพาพวกเขาไปจากที่นี่ได้ทุกเมื่อ และเชื่อเหลือเกินว่ากองกำลังอื่นๆ พร้อมที่จะต้อนรับเสมอ”
อู่เวิ่นเขม้นสายตามองชายหนุ่ม “พวกเราอยากให้เจ้าไปจากที่นี่เสีย!”
ชายหนุ่มพูดพลางยิ้ม “ไม่มีใครมาแยกข้ากับน้อง แม่นางอันรวมทั้งสหายทุกคนได้เด็ดขาด!”
ฝ่ายตรงข้ามส่ายหน้า “เจ้ามันคนเห็นแก่ตัว!”
ถึงกระนั้นเยี่ยฉวนยังยิ้มออกมาได้ “ข้ารู้นะว่าท่านหมายถึงอะไร อยากจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับข้าและให้ใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ที่สถาบันฝึกยุทธ์……ใช่หรือไม่?”
อู่เวิ่นพยักหน้าหงึก “ถูกต้อง!”
ชายหนุ่มถามอีก “ท่านคิดหรือว่าจะเป็นไปได้?”
คนถูกถามจึงพูดว่า “เยี่ยฉวน เจ้าเป็นยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์และจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า พวกเขามีมิตรไมตรีต่อเจ้าซึ่งข้าเองไม่ได้มีปัญหาอะไร! อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณบางอย่างเตือนว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา ที่แน่ๆ คงมีชีวิตที่ค่อนข้างจะซับซ้อน มีทั้งความลึกลับและความไม่แน่ไม่นอนมากมาย อย่างเช่นหอคอยนั่น การที่มีมันอยู่ก็บ่งชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ……เกรงว่าจะเป็นเจ้าที่นำพาพวกเขาเข้าสู่วังวนแห่งปัญหาอย่างไม่จบไม่สิ้น!”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบอยู่เป็นครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยกับฝ่ายตรงข้ามว่า “ผู้อาวุโสอย่ากังวลไปเลย ข้าอยากเห็นพวกเขาปลอดภัยมากกว่าที่พวกท่านทำแน่นอน”
ว่าแล้วหมุนตัวกลับและจากไป
อู่เวิ่นค่อยผ่อนลมหายใจอย่างลึกล้ำ
เขาอยากให้เยี่ยฉวนไปจากที่นี่ และแม้ว่าจะต้องใช้กำลังบังคับก็ยอม ทว่าในที่สุดก็เลือกที่จะไม่กระทำเช่นนั้น!
ระหว่างเยี่ยฉวนและแม่นางอัน รวมทั้งคนอื่นๆ ที่เหลือมีความผูกพันกันอย่างแน่นเหนียว ถ้าทำเช่นนั้นจะทำให้คนกลุ่มน้อยกลายเป็นขบถต่อต้านสถาบันฝึกยุทธ์เอาได้
สักพักใหญ่ทีเดียวที่อู่เวิ่นถอนใจใหญ่อีกครั้ง จากนั้นกลับออกจากสถานที่ไป
อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะความเป็นยอดฝีมืออย่างน่าทึ่งของเยี่ยฉวนเอง แม้ว่าแม่นางอันกับคนอื่นๆ จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งๆ แต่สถาบันฝึกยุทธ์จะได้ผู้ฝึกฝนกระบี่จากภายนอกมาช่วยเหลือเมื่อถึงคราวจำเป็น ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าชายหนุ่มยังอยู่และมีโอกาสพัฒนาฝีมือไปถึงขั้นนั้น!
ภายหลังจากที่ได้เห็นชายหนุ่มและคนอื่นๆ ต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าแล้ว เขารู้ได้ทันทีว่าต่อไปจะมีพื้นที่ในโลกที่ให้คนเหล่านี้ได้ย่างกรายเข้าไปอีกมาก!
เพราะฉะนั้นถ้าอันหลานซิ่วและคนอื่นยังมีความสัมพันธฉันมิตร กับเยี่ยฉวน ย่อมจะนำมาซึ่งความได้เปรียบและเสียเปรียบแก่สถาบันฝึกยุทธ์ในเวลาเดียวกัน!
เมื่อชายหนุ่มออกจากสถาบันฝึกยุทธ์ เขาตรงดิ่งไปพบกับไป๋จื่อเงียบๆ
ภายในห้องพัก
พลันไป๋จื่อเงยหน้ามองไปที่มุมห้องซึ่งอยู่เบื้องหน้าไม่ห่างไปเท่าใดนัก หลังจากสีหน้าดุจกำลังขบคิดบางอย่าง นางค่อยๆ ก้มลงพิจารณาม้วนกระดาษตรงหน้าต่อไป
ฝ่ายสตรีเอ่ยขึ้นมาผ่านพลังชี่ว่า “คนที่เจ้าอยากให้ข้าออกตามหา พบครั้งสุดท้ายที่สำนักกระบี่ ทว่าจากนั้นไม่มีใครรู้ว่านางไปอยู่ที่ใด!”
ที่มุมมืด เยี่ยฉวนขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “สำนักกระบี่งั้นหรือ?”
ไป๋จื่อพยักหน้า “นางไม่ได้เข้าไปในสำนักกระบี่ เพียงแต่ปรากฏตัวที่ด้านนอกพักใหญ่คราเดียว จากนั้นไม่ได้ข่าวอีกเลย”
หลังจากนิ่งไปขณะหนึ่ง เยี่ยฉวนถามเบาๆ “ไม่มีข่าวคราวอะไรเลยงั้นหรือ?”
คนถูกถามผงกศีรษะ “ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะนางไม่สามารถใช้พลังเพื่อหายตัวไปในทันทีทันใด”
เยี่ยฉวนเงียบเสียง
เหตุใดครอบครัวของเขาถึงพึลึกพิลั่นเช่นนี้?
ชายหนุ่มไม่ได้ชิงชังบิดาผู้ไม่เคยพบหน้าค่าตา สำหรับเขามีแค่น้องคนเดียวก็พอแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้รังเกียจรังงอนใคร ขณะเดียวกันไม่ได้นึกเป็นห่วงเป็นใยอะไรมากมายด้วย!
ถึงอย่างไรหลายปีที่ผ่านมา ชายหนุ่มและน้องต่างคนต่างช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน จะมีพ่อหรือไม่……สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีผลอะไรทั้งสิ้น
ถ้าน้องสาวคนเดียวปลอดภัย เท่านี้โลกก็ดูงดงามน่าอยู่สำหรับเยี่ยฉวนมากแล้ว
เสียงไป๋จื่อพูดต่อมา “พวกเขากำลังจะจู่โจมสำนักกระบี่แล้วสินะ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่!”
ไป๋จื่อกล่าวเสียงเคร่งขรึม “ระวังด้วย เท่าที่รู้มาสำนักกระบี่ไม่ได้กระจอกงอกง่อย เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยไพ่สำคัญที่แท้จริงออกมาทั้งหมด! นอกจากนั้น สำนักกระบี่ก่อตั้งมานานหลายปีและผู้ฝึกกระบี่คนรุ่นอาวุโสที่ยังมีชีวิตอยู่มีอีกไม่น้อย! อาจดูเหมือนพวกเขาไม่ค่อยได้เข้ามาดูแลสำนักกระบี่เท่าใด ทว่าหากสำนักเดือดร้อนตกอยู่ในอันตราย เชื่อแน่ว่าจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วย!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “พวกนั้นรับหน้าที่ต่อสู้เผชิญหน้า ส่วนข้ารับหน้าที่ลอบจู่โจมด้านหลัง ถ้าจวนตัวสู้ไม่ได้……จะวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด!”
หญิงสาวสั่นศีรษะพลางยิ้ม “เจ้านี่เหลี่ยมแพรวพราว……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ดูเหมือนนางจะฉุกคิดขึ้นได้บางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที “อีกเรื่องหนึ่งเวลานี้หมู่เฟิงเฉินเจ้าสำนักกระบี่คนก่อนหายออกไปจากสำนักกระบี่แล้ว!”
เทพกระบี่!
เยี่ยฉวนนิ่วหน้าเล็กน้อย “เขาออกไปจากสำนักกระบี่งั้นหรือ?”
ไป๋จื่อผงกศีรษะ “พูดสั้นๆ สำนักกระบี่ก่อตั้งมาอย่างยาวนาน ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังความเป็นมา……นอกจากพวกเขาด้วยกันเอง”
ชายหนุ่มบอกให้ว่า “ข้าจะระวัง เจ้าก็เหมือนกัน”
จากนั้นไม่นานชายหนุ่มกลับออกไป
หญิงสาวอำนวยพรอย่างอ่อนโยน “โชคดี!”
…
เยี่ยฉวนละออกมาที่ด้านนอกเขตนครอานุภาพ ขณะซุ่มเงียบอยู่ในที่มืดแห่งหนึ่ง สิ่งที่ชายหนุ่มทำในตอนนี้คือรอคอยอย่างเดียวเท่านั้น
รอคอยกองกำลังสนับสนุนของผู้อาวุโสเยว่และคนอื่นที่กำลังจะมาถึง
บนกิ่งไม้พุ่มใบดกหนา เยี่ยฉวนนึกขึ้นมาได้บางอย่างพลันยื่นมือข้างซ้ายออกไป จากนั้นบนฝ่ามือปรากฏฝักกระบี่วางอยู่บนนั้น
ขณะที่เพ่งมองกระบี่ที่ถืออยู่เบื้องหน้า หัวคิ้วพลันขมวดมุ่นน้อยๆ
ชายหนุ่มเคยนึกสงสัยเกี่ยวกับกระบี่เล่มนี้ ว่าเป็นกระบี่ชนิดใดกันแน่?
สีหน้าของเยี่ยฉวนบอกความลังเล พลันฉวยด้ามจับกระชากอย่างแรง หากยังไม่ขยับเขยื้อนอยู่!
รอยยิ้มจืดเจื่อนผุดเหนือริมฝีปากและทำท่าจะเก็บกระบี่นั้นเสีย หากกลับมีท่าทางราวจะฉุกใจคิดขึ้นมาได้ เยี่ยฉวนรีบตรงเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำทันที จากนั้นตรงไปหาอาหลิงน้อย เมื่อพบเด็กสาวเขารีบยื่นกระบี่ออกไปตรงหน้าทันที “ลองดึงดูสิ!”
อาหลิงกะพริบตาปริบ ก่อนยื่นมือออกไปรับกระบี่มาถือไว้และค่อยออกแรงดึงอย่างเบามือ
หึ่มมม!
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำปรากฏเสียงกรีดร้องของกระบี่ดังก้องกังวานไปทั่ว
ขณะต่อมาสีหน้าของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง จากนั้นรีบผลุนผลันผละออกจากหอคอยแห่งเรือนจำทันที เพียงครู่เดียวบริเวณ เหนือศีรษะของเยี่ยฉวนปรากฏมีกลุ่มเมฆสีดำทะมึนน่าประหลาด พลันนั้นเอง เมฆดำบังเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าดังลั่นสั่นสะเทือน ซึ่งหมายถึงพลังอำนาจแห่งสวรรค์และพิภพได้ครอบงำเขาไว้จนสิ้นแล้ว!
เยี่ยฉวนนิ่งงัน



