Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 923

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 923 : กระบี่โลหิต!

C

ณ สถาบันฝึกยุทธ์

ในยามนี้ สถาบันฝึกยุทธ์ถูกป้องกันอย่างแน่นหนา และเหล่ายอดฝีมือทั้งหมดต่างถูกเรียกมาตรวจตรา

พวกเขาต่างมีเป้าหมายเดียว นั่นคือปกป้องอันหลานซิ่วและช่วยเหลือนางให้ก้าวเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋า

ทุกพลังไม่ควรมีเพียงรากฐานเท่านั้น แต่มีสายเลือดคนรุ่นใหม่ด้วย สายเลือดของคนรุ่นใหม่คือใบยืนยันไปสู่อนาคตอันสดใสของสถาบัน

อันหลานซิ่วยังเด็กนัก และเมื่อนางเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋าเมื่อใด……นางจะกลายเป็นอัจฉริยะที่เด็กที่สุดซึ่งก้าวเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋าในประวัติศาสตร์สถาบันฝึกยุทธ์

ที่สำคัญ ฝีมือการต่อสู้ของอันหลานซิ่วนั้นเยี่ยมยอดยิ่ง!

ทันทีที่นางเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋า ยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าหลายคนในยุคเก่าจะไม่คณามือนางอีกต่อไป!

สถาบันฝึกยุทธ์มีอัจฉริยะหลายคน แต่ในยามนี้ อันหลานซิ่วถือเป็นที่น่าจับตามองที่สุด!

เพื่อสถาบันฝึกยุทธ์ พวกเขาต้องปกป้องอันหลานซิ่วเอาไว้!

สำหรับสำนักกระบี่ หากพวกเขาไม่หยุดอันหลานซิ่วและไม่สามารถปั้นสุดยอดอัจฉริยะได้อีกในอนาคต รุ่นลูกหลานแห่งสำนักกระบี่จะโดนกดดันไปอีกชั่วชีวิต!

โดยเฉพาะในยามนี้ พวกเขาเทียบสถาบันฝึกยุทธ์ไม่ติดเลย!

สถาบันฝึกยุทธ์จึงเฝ้าระวังอย่างดี ทว่าสำนักกระบี่กลับใจเย็นโดยไม่เคลื่อนไหวเลย

เยี่ยฉวนมายังหอวาณิชถงเป่า เขานั่งอยู่เบื้องหน้าไป๋จื่อในห้อง และนางพลันกระซิบ “ตอนนี้สำนักกระบี่ใจเย็นยิ่งนัก! แต่ยิ่งสงบมากเท่าไร สถานการณ์ยิ่งประหลาดมากเท่านั้น”

เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเข้ม “แบบนี้พวกมันเคลื่อนไหวเมื่อไหร่……เอาถึงตายแน่นอน!”

ไป๋จื่อพยักหน้า “หากขั้นไขว่คว้าเต๋าพุ่งเป้าไปยังแม่นางน้อยอันกันมากกว่าสิบคนล่ะก็… สถาบันฝึกยุทธ์คงต้านไว้ได้ยากนัก!”

สีหน้าเยี่ยฉวนมืดมนยิ่ง ไม่นานนักก็ลุกขึ้นจากไป

ไป๋จื่อมองเยี่ยฉวน “นายน้อยเยี่ย”

เยี่ยฉวนหันกลับไปมองนาง ไป๋จื่อหันคอเล็กน้อย และชายเฒ่าสองคนออกมาจากความมืดมิด

เป็นยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋า!

ไป๋จื่อเอ่ยเสียงนุ่ม “ผู้อาวุโสหลิน ผู้อาวุโสเซียว ได้โปรดไปพร้อมกับนายน้อยเยี่ยด้วยเจ้าค่ะ!”

ทั้งสองลังเลเล็กน้อย ก่อนผู้อาวุโสหลินจะเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม “เจ้าหนู ความปลอดภัยของเจ้า…”

ไป๋จื่อยิ้มให้ “พวกเขาไม่มาหาข้าหรอกเจ้าค่ะ ไปกับเขาเถิด!”

ชายเฒ่าทั้งสองต่างมองหน้ากัน แล้วเดินจากไป

เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงอ่อน “นายหญิงไป๋…”

ไป๋จื่อแทรกขึ้นมา “ไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ! ตอนนี้ท่านและแม่นางน้อยอันต้องการความช่วยเหลือ”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ขอบคุณท่านมาก!”

ชายหนุ่มเอ่ยจบแล้วหมุนตัวจากไปพร้อมผู้อาวุโสหลินและผู้อาวุโสเซียว

ในห้องนั้น ไป๋จื่อพึมพำเสียงเบา “สำนักกระบี่… ไพ่ตายพวกท่านจะเกรียงไกรแค่ไหนกันเชียว?”

ณ สถาบันฝึกยุทธ์

หลังเยี่ยฉวนกลับมาที่นี่ เขาไม่เผยตัวตนและซ่อนตัวอยู่ในความมืด

ชายหนุ่มนำภัยใหญ่มาสู่สำนักกระบี่ได้หากซ่อนอยู่ในความมืด!

ท่ามกลางเงามืด

เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิบนพื้น เขาอยู่ห่างจากอันหลานซิ่วไปหลายสิบจั้ง

ชายหนุ่มมองนางอยู่ไกลๆ แล้วพลันหน้าตึงขึ้นมา

สำนักกระบี่รู้ว่าสถาบันฝึกยุทธ์จะปกป้องอันหลานซิ่วด้วยพลังทั้งหมดที่มี ต่อให้สำนักกระบี่พุ่งเป้าไปยังนางและหยุดยั้งได้สำเร็จ พวกเขายังถือว่าได้จ่ายราคาแพงที่สุดอยู่ดี ย่อมแปลว่า…

คิดเช่นนั้น เยี่ยฉวนพลันหน้าบึ้ง

ไม่ทันไร ชายหนุ่มเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ เขาพบอาหลิงอยู่ นางกำลังรดน้ำต้นไม้ผลวิเศษ

เยี่ยฉวนแอบตกใจ เนื่องจากหอคอยแห่งเรือนจำยามนี้ต่างอัดแน่นไปด้วยต้นไม้วิเศษ ที่เด็กน้อยคนนี้ปลูกตั้งแต่ชั้นหนึ่งยันชั้นห้า!

เยี่ยฉวนส่ายหน้าอ้าปากค้าง นั่นนางจะปลูกต้นไม้ไปทั่วทุกที่ในหอคอยนี้เลยหรือไร

ทันใดนั้น อาหลิงพลันหันมามองเยี่ยฉวนและเอ่ยเสียงใส “เมื่อไหร่ชายชั้นหกจะออกไปสักที ข้าไม่มีที่จะปลูกต้นไม้แล้วนะ!”

เยี่ยฉวนถึงกับพูดไม่ออก

“ฮะฮ่า!”

ชายในชั้นหกพลันเอ่ยขึ้นมา “เจ้าหนูนี่จะไล่ข้าแล้วหรือนี่?”

เยี่ยฉวนกลั้นขำพลางนั่งยองๆ ตรงหน้าอาหลิงแล้วถามจริงจัง “อาหลิง เจ้าช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่” อาหลิงกะพริบตาปริบๆ “ได้สิเจ้าคะ!”

เยี่ยฉวนชี้ไปยังยอดหอคอย “ขึ้นไปเอากระบี่มาให้ข้าหน่อยสิ!”

อาหลิงไม่คิดอะไรมาก นางขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วนำกระบี่ลงมา เดินเตาะแตะมองเยี่ยฉวน ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปกระซิบคำบางคำ

ทันใดนั้น อาหลิงกะพริบตาอีกครั้ง “ข้าเอาชนะพวกเขาได้หรือ”

เยี่ยฉวนตอบจริงจัง “ได้อยู่แล้ว!”

อาหลิงถามต่อ “จริงหรือ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “จริงสิ!”

“แต่ข้า… ประหม่า!”

เยี่ยฉวนไม่รู้จะเอ่ยคำใดต่อ

ผ่านไปสักพัก เยี่ยฉวนปลอบใจเด็กน้อยได้สำเร็จ และอาหลิงออกจากหอคอยแห่งเรือนจำพร้อมกระบี่เล่มนั้น

อาหลิงจากไปแล้ว เยี่ยฉวนนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะมองมนุษย์ไม้ที่อยู่ขวามือ!

มนุษย์ไม้ถือกระบี่ยาวอยู่ในมือ!

เยี่ยฉวนเดินไปยังมนุษย์ไม้ แล้วเปลี่ยนกระบี่ในมือมันเป็นกระบี่ขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต! จากนั้น มนุษย์ไม้เดินออกจากหอคอยแห่งเรือนจำเช่นกัน

เยี่ยฉวนมายังชั้นสองซึ่งสุนัขอสูรพักอยู่

สุนัขอสูรมองเยี่ยฉวน “เข้าใจล่ะ!”

เอ่ยจบ มันออกไปจากหอคอยแห่งเรือนจำเช่นกัน

เยี่ยฉวนเดินออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำในที่สุด เขามองอันหลานซิ่วซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือรอ!

สถาบันฝึกยุทธ์กำลังรอเช่นกัน!

ในยามนี้ เวลาเคลื่อนไหวไปอย่างเชื่องช้า จากเช้าตรู่กลายเป็นพลบค่ำทันตาเห็น ลมหายใจของอันหลานซิ่วสงบนิ่ง และนางไม่เคลื่อนไหวใดๆ ส่วนสำนักกระบี่ยังไม่โผล่ออกมาสักคน

ยอดฝีมือในสถาบันฝึกยุทธ์ซุ่มเฝ้าดูสำนักกระบี่เช่นกัน ทันทีที่สำนักกระบี่เคลื่อนไหว สถาบันฝึกยุทธ์จะรู้ได้ทันที

สองวันผ่านไป

บนยอดเขาด้านหลังสถาบันฝึกยุทธ์ อันหลานซิ่วยังคงเงียบ

ในสองวันนี้ สำนักกระบี่เงียบเป็นเป่าสาก ทั้งสำนักต่างเงียบกริบราวกับไร้คนอยู่!

ในวันที่สาม อันหลานซิ่วพลันยื่นมือออกไป นางเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อเผชิญหน้ากับท้องฟ้า รอบตัวมีแสงสีแดงบางเบาผุดขึ้นมา

สัญญาณแห่งสายเลือด!

อู่เวิ่นมองอันหลานซิ่วอย่างใจเย็นบนอากาศ หากแต่พลังจิตตรวจตราของเขาได้ครอบคลุมสถาบันฝึกยุทธ์เป็นที่เรียบร้อย!

ต่อให้แมลงวันบินเข้ามา เข้าย่อมหามันเจอ!

ในเงามืด เยี่ยฉวนดูอับจนหนทาง

ชายหนุ่มรู้ดีว่าอันหลานซิ่วใกล้เลื่อนขั้นพลังเต็มทน!

หากทำสำเร็จ นางจะเข้าไปสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋า!

หลังจากนางอยู่ขั้นไขว่คว้าเต๋า พลังจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก!

สถาบันฝึกยุทธ์จะมีอัจฉริยะขั้นไขว่คว้าเต๋าที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์นอกเหนือจากผู้ก่อตั้ง!

ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ถึงความแข็งแกร่งของผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกยุทธ์เลยสักคน!

ตอนนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มในชั้นหกพลันดังขึ้นมาในหัวเยี่ยฉวน “พลังสายเลือดของเด็กนั่นวิเศษจริงๆ!”

เยี่ยฉวนมองอันหลานซิ่วแล้วถาม “ศิษย์พี่ พลังโลหิตคืออะไรหรือ”

จนตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าพลังโลหิตคืออะไร!

ชายในชั้นหกอธิบาย “พลังโลหิตคือพลังของเลือดเจ้าอย่างไรเล่า! เมื่อยอดฝีมือไปถึงจุดจุดหนึ่ง พวกเขาสามารถเปลี่ยนสายเลือดได้ อีกทั้งจะเปลี่ยนสายเลือดของลูกหลานด้วย สายเลือดคือข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติ สาเหตุที่ผู้ยิ่งใหญ่กับครอบครัวใหญ่ๆ ต่างแข็งแกร่งและยังมากไปด้วยอัจฉริยะ……เพราะพวกเขามีพลังโลหิตสูงขนาดนั้นน่ะสิ หากเด็กนั่นไม่มีพลังโลหิตล่ะก็……นางไม่มีทางขึ้นสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋าทันทีหรอก!”

เยี่ยฉวนถามเสียงเข้ม “แบบนี้ก็ไม่ต่างกับการโกงการฝึกปราณโดยถือพลังโลหิตเลยน่ะสิ?”

ชายในชั้นหกเอ่ยยิ้มๆ “อาจใช่มั้ง! พลังโลหิตเป็นขีดจำกัดเหมือนกัน หากเจ้าไปถึงขีดจำกัดแล้วทำลายตรวนแห่งสายเลือดไม่ได้ล่ะก็……มันจะกลายเป็นกำแพงที่ไม่อาจก้าวข้ามได้เลย”

เยี่ยฉวนมองอันหลานซิ่ว “ศิษย์พี่ พลังโลหิตข้ากับนาง ของใครแกร่งกว่ากันหรือ”

ชายชั้นหกเงียบไปนานนักก่อนจะเอ่ยตอบ “พลังโลหิตของนางถือว่าปกติ ส่วนเจ้าน่ะ……ไม่ เอามาเทียบกันไม่ได้หรอกนะ!”

เยี่ยฉวนถึงกับพูดไม่ออก

ในตอนนั้นเอง อันหลานซิ่วพลันวางมือทั้งสองข้างลง ไม่นานนัก ปราณอันทรงพลังออกมาจากร่าง ไม่เพียงเท่านั้น ท้องฟ้าเหนือสถาบันฝึกยุทธ์พลันมีเมฆดำรวมตัวกัน มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ข้างใน

เยี่ยฉวนเงยหน้ามองด้วยความสับสน “เกิดอะไรขึ้นน่ะ”

ชายชั้นหกตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน”

เยี่ยฉวนหันไปใช้พลังชี่กับอู่เวิ่นแทน “ท่านอาวุโส เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”

อู่เวิ่นมองซ้ายขวา แต่ยังไม่พบชายหนุ่ม ชายเฒ่าตกใจยิ่งนักกับฝีมือการซ่อนตัวของเยี่ยฉวน

แม้แต่เขายังไม่อาจหาอีกฝ่ายพบ วิชาการซ่อนตัวนั้นช่างแข็งแกร่งนัก!

อู่เวิ่นหลุดจากภวังค์แล้วตอบ “นี่เรียกว่าทัณฑ์สวรรค์น่ะ ก่อนเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋า จะต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์ ซึ่งนั่นแปลว่าจะปลดโซ่ตรวนแห่งสวรรค์และปฐพี เมื่อทัณฑ์สวรรค์มา นางจะตกอยู่ในอันตรายที่สุด หากทนได้ย่อมไม่เป็นไร แต่หากมีคนมาแทรกแซงล่ะก็……สถานการณ์จะอันตรายขึ้นมาก วิญญาณกับดวงจิตอาจถูกทำลายได้เลยหากทำพลาดแม้เพียงนิดเดียว!”

ดวงจิตและวิญญาณถึงขั้นถูกทำลาย!

เยี่ยฉวนหน้าตึง “แบบนี้แสดงว่าเมื่อทัณฑ์สวรรค์มาเยือน จะเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพวกมันน่ะสิ?”

อู่เวิ่นพยักหน้า “หากพวกเขาไม่จู่โจมตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสอื่นแล้ว”

เยี่ยฉวนตอบเสียงนุ่ม “แบบนี้นี่เอง!”

อู่เวิ่นยังคงกวาดตามองไปทั่วกลางอากาศ ในตอนนี้สำนักกระบี่ยังคงเงียบสงบ……เงียบเสียจนรู้สึกอึดอัด!

ชายหนุ่มรู้ดีว่านี่เป็นความสงบก่อนพายุจะสาดซัด!

สำนักกระบี่ลงมือเมื่อไหร่ มันจะร้ายแรงแน่นอน!

ผ่านไปไม่นานนัก อู่เวิ่นหันไปมองที่ประจำของเหอเหลียนเทียน และคุยกับเขาผ่านพลังชี่ “เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดซะ!”

เหอเหลียนเทียนประหลาดใจยิ่ง เขาไม่เอ่ยคำใด แต่พยักหน้าแล้วถอยไปเงียบๆ

ไม่นาน อสนีบาตบนหัวอันหลานซิ่วเริ่มผ่าลงมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้ากลับมืดมิดไร้แสงใด

เปรี้ยง!

ในเมฆดำลึกล้ำ สายฟ้าฟาดออกมาสร้างความหวั่นเกรง ทุกคนต่างหายใจไม่ทั่วท้องกันไปหมด!

อู่เวิ่นรู้สึกอับจนหนทางนัก ทัณฑ์สวรรค์ของอันหลานซิ่วนั้นน่ากลัวกว่าของเขาเมื่อเข้าไปสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋าเสียอีก!

ยิ่งทัณฑ์สวรรค์น่าหวาดผวามากเท่าใด ศักยภาพและพลังของตัวต้นเหตุเมื่อเข้าสู่ขั้นไขว่คว้าเต๋าจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น!

ยามปกติ นี่ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่เวลานี้กลับสร้างความรู้สึกกระสับกระส่ายเสียมากกว่า!

เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา ทั่วท้องฟ้าพลันสะท้านยิ่ง ท่ามกลางสายตาของคนมากมาย อสนีบาตได้ฟาดฟันลงมาอีกครั้ง

เมื่อฟ้าผ่าลงมา ทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงอัด!

พลังทำลายล้างสูงมาก!

ตอนนั้นเอง อันหลานซิ่วเปิดตาขึ้น นางมองท้องฟ้าด้วยสีหน้านิ่งสงบ!

เมื่อสายฟ้าอยู่ห่างไปหลายจั้งจากบนศีรษะของอันหลานซิ่ว เสียงลั่นกระบี่พลันดังก้องมาจากสำนักกระบี่ในทางเหนือ ทันใดนั้น กระบี่สีแดงเลือดผุดขึ้นมาจากสำนักกระบี่และแล่นไปยังสถาบันฝึกยุทธ์!

ท้องฟ้าที่กระบี่โลหิตได้ตัดผ่านนั้น แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!