บทที่ 951 : ถ้าคิดว่าแน่จริงจงลงมือทำ! (ปลาย)
ขณะที่พูดสายตาเหลือบแลมายังเยี่ยฉวน “อีกสาเหตุหนึ่งในเรื่องยอดฝีมือ เจ้าไม่มีวันรู้ได้เลยว่าเผ่าถังมียอดฝีมือทรงคุณค่ามากน้อยเพียงใด ตราบใดที่ยังมีความเป็นยอดฝีมือ ไม่ว่าอัตลักษณ์ ชาติกำเนิดหรือแก่นแท้เป็นอย่างไร สักวันเจ้าอาจไต่เต้าขึ้นไปในตำแหน่งสูงที่สุดก็เป็นได้ แน่ล่ะสิ่งสำคัญคือผลตอบแทนกลับคืนมายังเผ่าของเรา อย่างไรก็ตาม ถ้าพัฒนาไปในทิศทางที่จะได้ผลตอบรับกลับคืนมา เผ่าของเรายินดีที่จะทุ่มเทฝึกฝนให้แก่เจ้าอย่างดีที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ตราบใดที่ยังคงแกร่งกล้าและสร้างผลประโยชน์ แม้เป็นสตรีก็สามารถรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าได้ ในอดีตเผ่าถังเคยมีหัวหน้าเผ่าที่เป็นสตรีมาแล้วถึงเก้าคน เผ่าเราไม่เลือกปฏิบัติแม้ว่าจะเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ ตราบใดที่เป็นที่เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง เจ้าจะกลายเป็นผู้สืบทอดทันที……มีคำพูดของหัวหน้าเผ่าที่กล่าวทิ้งท้ายไว้ในตอนนั้น”
เยี่ยฉวนถามกลับ “เขาพูดอะไร?”
ถังชิงมองเยี่ยฉวนนิ่ง “เขากล่าวไว้ว่า ‘ถ้าคิดว่าแน่จริงจงลงมือทำ’ ข้าจำได้แม่น”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง
ถ้าคิดว่าแน่จริง จงลงมือทำ!
เยี่ยฉวนเงียบเสียง
ชายหนุ่มมีท่าทีตกใจทีเดียว จะว่าไปก็สมเหตุสมผลสำหรับกองกำลังที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้!
ขณะนั้น เขาหวนนึกไปถึงตระกูลเยี่ยที่โลกชิงฉาง พวกผู้อาวุโสแห่งตระกูลเยี่ยห่วงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่เคยเห็นผลประโยชน์ของระกูลอยู่ในสายตา! ดังเช่นหัวหน้าผู้อาวุโสที่ทำให้หลานชายของตัวเองได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ทำทุกวิธีให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตนต้องการ!
ถังชิงหยุดพูด ก่อนจะเอนหลังพิงโคนไม้และกินน่องไก่ในมือเงียบๆ
คนที่นั่งถัดไปไม่ใกล้ไม่ไกล เยี่ยฉวนพลอยยุติการสนทนาไปด้วย ชายหนุ่มหยิบเอาตุ๊กตาไม้แกะสลักออกมา
ตุ๊กตาไม้รูปเยี่ยหลิง!
เยี่ยหลิง!
เยี่ยฉวนลูบตุ๊กตาไม้แกะสลักอย่างเบามือ ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่านางกำลังทำอะไร
ห่างออกไปไม่ไกลกัน ถังชิงจับตามองเยี่ยฉวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหญิงสาวจะหันไปตั้งใจปฏิบัติฌานทำสมาธิ
ไม่ว่าตอนท้ายเรื่องราวของเยี่ยฉวนจะจบอย่างไร นางรู้ว่าตนเองอาจพบจุดจบไม่ดี!
ที่เผ่าถังมีทรัพยากรมากมาย ทว่าตนได้ออกจากเผ่าไปแล้ว
กล่าวสั้นๆ ผลประโยชน์ของเผ่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง!
เพื่อผลประโยชน์ของเผ่า พวกเขายอมแม้สละหัวหน้าเผ่าของตนเอง!
อย่าว่าแต่ตัวของนางเลย!
ครู่ต่อมาถังชิงหลับตาลงอย่างช้าๆ
จากนั้นทุกสิ่งโดยรอบตกอยู่ในความเงียบสงบ
……
ณ สถาบันฝึกยุทธ์
ในโถงถ้ำแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเยี่ยหลิงนั่งสมาธิอยู่บนเบาะ รอบกายนางล้อมรอบด้วยลมหายใจแกร่งกล้าที่ทวีความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกขณะ
ด้านนอกโถงถ้ำ อู่เวิ่นปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าของสถาบันฝึกยุทธ์!
หลังจากการสำเร็จขั้นพลังของอันหลานซิ่ว ก็เป็นเวลาของเยี่ยหลิงที่ใกล้จะสำเร็จตามมา!
นอกจากนั้น ดูเหมือนเยี่ยหลิงกำลังพยายามที่จะบรรลุให้ถึงพลังขั้นไขว่คว้าเต๋าอีกด้วย!
ทันทีที่เยี่ยหลิงบรรลุขั้นไขว่คว้าเต๋า สถาบันฝึกยุทธ์จะมีผู้ฝึกฝนคนรุ่นใหม่ที่สำเร็จขั้นไขว่คว้าเต๋าด้วยกันถึงสองคน ไม่สิ……สี่คนต่างหาก!
แน่ชัดว่าเหลียนว่านลี่กับโม่เยี่ย ต่างพยายามสำเร็จขั้นไขว่คว้าเต๋าด้วยกันทั้งสองคน!
ยอดฝีมือ!
สถาบันฝึกยุทธ์มีที่สุดแห่งยอดฝีมือถึงสี่คน!
เมื่อใดที่คนทั้งสี่บรรลุพลังขั้นไขว่คว้าเต๋า……
ทุกคนในสถาบันฝึกยุทธ์ต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดี ด้วยสถาบันแห่งนี้อยู่ในความมืดมัว ภายหลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเฟื่องฟูมาเนิ่นนานแล้ว
สถาบันฝึกยุทธ์สามารถพลิกฟื้นกลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้ง ตามกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างช้าๆ!
ถึงกระนั้นพวกเขารู้สึกกังวล ด้วยเกรงว่าจะถูกกองกำลังของชุมนุมผู้คุมกฎ เผ่าถังและเผ่าอสูรเข้ามาขัดขวาง!
ที่ผ่านมา สถาบันฝึกยุทธ์สูญเสียความแข็งแกร่งในการป้องกันตัวเองไปอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเกิดการต่อต้านจากคนเหล่านั้นขึ้นมา เท่ากับว่าพวกเขาจะยังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ล่อแหลมอย่างยิ่ง
บริเวณปากทางเข้าโถงถ้ำ เฒ่าชินซานปรากฏตัวเข้ามายืนข้างอู่เวิ่น “มีข่าวล่าสุด!”
อู่เวิ่นเหลือบมองชินซานเป็นเชิงถาม ฝ่ายหลังบอกอย่างเคร่งขรึม “เขาจับตัวคุณหนูใหญ่แห่งเผ่าถังจากนครผู้คุมกฎไป เวลานี้เผ่าถังส่งยอดฝีมือพลังขั้นไขว่คว้าเต๋าออกตามหากันให้จ้าละหวั่น ยิ่งกว่านั้น เท่าที่รู้มายังมียอดฝีมือจ้าชุมนุมผู้คุมกฎออกตามล่าเขาด้วยเช่นกัน!”
คำบอกกล่าวนั้น ทำให้อู่เวิ่นมีท่าทางผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เยี่ยฉวนพยายามสกัดกั้นกองกำลังเหล่านั้น แน่ล่ะ……ว่านั่นส่งผลดีต่อสถาบันฝึกยุทธ์!
และยิ่งชายหนุ่มยื้อคนเหล่านั้นได้นานเท่าไร……ก็ยิ่งดีเท่านั้น!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ อู่เวิ่นถามอีกฝ่ายกลับไปว่า “เวลานี้เขาอยู่ที่ใด?”
ชินซานสั่นศีรษะอย่างจนปัญญา “พวกเราไม่มีใครรู้ ทว่าคงอีกไม่นานเขาจะปรากฏตัว”
จากนั้น คนพูดลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกไปว่า “ถ้าซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ จะไม่มีใครทำอะไรเขาได้!”
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าการซ่อนตัวเป็นวิธีที่เยี่ยฉวนถนัด ถ้าเมื่อใดที่เขาหลบหนีและซ่อนตัวแล้วละก็……คนอื่นๆ จะทำอะไรไม่ได้เลย
อู่เวิ่นส่ายหน้า “เขาไม่ทำแบบนั้นแน่!”
ผู้พูดเบือนหน้ามองไปทางปากถ้ำซึ่งอยู่ถัดไป “ถ้าทำอย่างนั้น กองกำลังฝ่ายตรงข้ามจะหันมาพุ่งเป้าที่เยี่ยหลิง เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ซ่อนตัวไปตลอด!”
ชินซานผ่อนลมหายใจแผ่วเบา “คนคนนี้ให้ความสำคัญต่อความผูกพันระหว่างสหายและครอบครัวมากนัก”
อู่เวิ่นพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ถูกต้อง ทว่าสถาบันฝึกยุทธ์หรือสำนักกระบี่ไม่มีใครโอบอุ้มเขาไว้ได้”
สิ้นเสียง ผู้พูดแลสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าแสนไกล “ข้าได้แต่ภาวนาให้โชคเข้าข้างเจ้าหนุ่มนั่นเท่านั้น!”
อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าก็เหมือนกัน!”
……
ในนครผู้คุมกฎ
ท่ามกลางหุบเขาสลับซับซ้อน ถังชิงกำลังนั่งเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ นางลืมตาขึ้นทันทีก่อนจะหันไปบอกเยี่ยฉวนที่นั่งอยู่ถัดไปไกลพอควร “เจ้ามีปัญหาใหญ่แล้ว!”
ชายหนุ่มหันมามองพลางนิ่วหน้า “หมายความว่าอย่างไร?”
หญิงสาวมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาแน่วนิ่ง “ชุมนุมผู้คุมกฎร้องขอความช่วยเหลือไปที่ ‘ชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้’ อีกไม่นานพวกเขาจะพบที่ซ่อนตัวของเจ้า”
เยี่ยฉวนถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเคร่งครัด “วิชาคัมภีร์ซ่อนเร้นของข้าแน่นหนาดีอยู่!”
ถังชิงส่ายหน้า “ตราบใดที่ยังข้ามไม่ถึงเต๋าแห่งสวรรค์ พวกเขาจะตามหาเจ้าเจอจนได้!”
ขณะที่เยี่ยฉวนขยับจะตอบโต้ ทันใดนั้น เสียงคนที่ชั้นหกกล่าวดังขึ้นในหัวว่า “ไอ้หนู มีคนกำลังพยากรณ์หาเจ้าอยู่……”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “ท่านหมายถึงอะไร?”
เสียงจากคนที่ชั้นหกบอกมาว่า “มันพยากรณ์หาที่ซ่อนตัวของเจ้า……คนผู้นี้มีพลังมากจริงๆ! โอ๊ะ……ข้าขอเตือนว่าให้วิ่ง! วิ่งเร็ว!”
เยี่ยฉวนนิ่งงัน



