Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 954

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 954 : ทำให้เขาขุ่นเคืองได้ไหม? (ต้น)

C

ทางด้านหนึ่ง ยิ่งคิดสีหน้าของนักพรตเต๋าลี่ยิ่งให้หม่นหมอง

ก่อนมา แค่ต้องการช่วยเหลือเป็นการตอบแทนให้แก่ชุมนุมผู้คุมกฎ การค้นหาคนโดยปกติแล้วถือว่าง่ายมากสำหรับเขา

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนอะไรจะไม่ง่ายอย่างที่คิด!

เขารู้ว่าสมบัติล้ำค่าอยู่กับเยี่ยฉวน ทว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ชื่อเยี่ยฉวนมากนัก

มาบัดนี้ตนเองได้รับรู้ว่าเจ้าหนุ่มเยี่ยฉวนไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว!

บางทีเยี่ยฉวนอาจมียอดยุทธ์คอยหนุนหลัง!

ถ้าเขาขืนช่วยชุมนุมผู้คุมกฎต่อไป ดูท่าอาจจะนำหายนะสู่ตนเองและชุมนุมของพวกเขาด้วย!

เขาต้องรู้เสียก่อนว่า ถ้าเยี่ยฉวนขุ่นเคืองขึ้นมา……สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่?

คิดได้ดังนั้น นักพรตเต๋าลี่หมุนตัวกลับออกไปทันที แม้ชายชราชุดดำยังหยุดเขาไว้ไม่ได้!

ขณะมองดูร่างของนักพรตเต๋าลี่กลืนหายไปในท้องฟ้ากว้าง ใบหน้าของชายชราสวมชุดดำยิ่งบูดบึ้งน่าเกลียด

คนผู้นั้นกลับไปจริงงั้นหรือ?

ขณะนั้นชายชราชุดดำรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก

พักใหญ่ต่อมาเขาหันหลังจากไปอีกคน

หากไม่มีชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้……แล้วถ้าเยี่ยฉวนไม่เปิดเผยตัว พวกเขาคงทำอะไรไม่ได้!

มีหนทางเดียวที่จะให้ชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้เข้ามาช่วยเหลือพวกเขา นั่นคือต้องได้รับความเห็นชอบจากประมุขแห่งชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้!

……

ในนครผู้คุมกฎ การที่พลังชี่สูญสลายไป ส่งผลให้ทั้งเมืองตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก

กล่าวให้ถูกต้อง เวลานี้เมืองอลหม่านสับสนวุ่นวายอีกครั้ง!

ความโลภของมนุษย์!

ในยามปกติผู้คนมักปกปิดความโลภของตัวเอง ทว่าเมื่อใดที่ไร้ซึ่งข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์และศีลธรรม เมื่อนั้นพวกเขาจะกลายเป็นอีกคน……ที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้จัก

ไม่นาน ความสงบเริ่มกลับคืนสู่เมืองอย่างรวดเร็ว

ทุกคนที่ฉวยโอกาสจนเกิดปัญหาต้องศีรษะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ส่วนร่างไร้วิญญาณจะถูกโยนทิ้งไว้เรี่ยราดตามถนนหนทาง

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม บนถนนในนครผู้คุมกฎปรากฏร่างไร้วิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายกองพะเนินไปทั่ว! ในจำนวนคนเหล่านั้นกว่าโหลหนึ่งเป็นคนพลังขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิต!

โลหิตไหลนองเต็มพื้นประดุจสายน้ำ!

ในโรงเตี๊ยม ผู้อาวุโสเยว่นั่งตรงข้ามหลินมู่

เสียงเคร่งขรึมของผู้อาวุโสเยว่เอ่ยว่า “ทางเราส่งข่าวมาแล้ว นักพรตเต๋าลี่ล้มเหลวเหมือนกัน”

หลินมู่เหลือบมองไปรอบๆ “เขาทำให้พลังชี่ของเมืองนี้สูญสลายไปใช่ไหมขอรับ?”

คนตรงข้ามพยักหน้า “ใช่! เหมือนกับตอนที่เกิดเรื่องกับสำนักกระบี่ก็เป็นเช่นนี้!”

หลินมู่นิ่วหน้าเล็กน้อย “เขาทำได้อย่างไร?”

ผู้อาวุโสเยว่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ข้าเองก็ไม่รู้……”

อีกฝ่ายบอกเสียงแหบต่ำ “เผ่าของเราส่งข่าวมาแล้ว”

คนตรงข้ามรีบถามทันที “ว่าอย่างไร?”

หลินมู่ตอบว่า “ตระกูลฉินยื่นข้อเสนอให้ทางเผ่าเราถอนหมั้นเสีย”

ผู้อาวุโสเยว่ออกปากทันทีด้วยความไม่พอใจ “พวกมันกล้าดีอย่างไร?”

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ตระกูลฉินบอกว่า ถึงแม้คุณหนูใหญ่จะไม่ได้ถูกเยี่ยฉวนฆ่าตายในทันทีที่ถูกลักพาตัวไป ทว่าชื่อเสียงของนางป่นปี้จนไม่มีเหลือดี เพราะฉะนั้นพวกเขาถึงต้องการให้การหมั้นถือเป็นอันยุติ!”

เสียงเข้มของผู้อาวุโสเยี่ยถามว่า “ท่านประมุขเห็นด้วยงั้นหรือ?”

หลินมู่พยักหน้าพลางตอบว่า “และยังมีคำสั่งมาที่เราด้วย ถ้าคุณหนูใหญ่ถูกฆ่าตาย……พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อล้างแค้นให้นาง ทว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่……”

จากนั้นเสียงพูดหยุดไปเสียเฉยๆ และไม่กล่าวอะไรอีก

ผุ้อาวุโสเยว่ผุดลุกขึ้นยืนทันที “ข้าจะกลับไปที่เผ่า!”

คนตรงข้ามสั่นศีรษะ “เรื่องทั้งหมดมีการลงความเห็น จนได้ข้อยุติไปก่อนหน้าแล้ว!”

พลันสีหน้าคนที่ได้ฟังกลายเป็นหดหู่ยิ่งนัก

……

แถบหุบเขาอู๋เลี่ยง

ดินแดนที่ชื่อว่าหุบเขาอู๋เลี่ยง ตั้งอยู่ในเขตโลกรกร้างดินแดนตอนเหนือ และไกลจากนครผู้คุมกฎราวสองแสนลี้

หุบเขาอู๋เลี่ยงสูงจากระดับพื้นดินประมาณหกสิบลี้เศษ ถ้าผู้ที่ยืนอยู่บนยอดเขามองลงไป……จะพบว่าแนวเขาทอดยาวไปตามดินแดนจักรวาลดวงดาวอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด แทบจะเอื้อมหยิบเอาดวงดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เลยทีเดียว!

ภายหลังจากกลับถึงยังหุบเขาอู่เลี่ยง นักพรตเต๋าลี่ตรงดิ่งไปที่ ‘ตำหนักอู๋เลี่ยง’ ทันที

ในตำหนัก

นักพรตเต๋าลี่ค้อมกายลงแสดงคารวะต่อชายชราที่อยู่ตรงหน้า “คารวะอาจารย์!”

ชายชราผู้นี้สวมชุดคลุมผ้าแพร ใบหน้าปรากฏหนวดและเคราที่ยาวมากจนลากพื้น!

คนผู้นี้ที่แท้คือประมุขของชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้คนปัจจุบันนามว่า หม่ออู๋เลี่ยง

เสียงหม่ออู๋เลี่ยงพูดกับคนที่เพิ่งเข้ามาว่า “เจ้ามาถึงนี่เพราะเรื่องเยี่ยฉวนใช่ไหม?”

นักพรตเต๋าลี่จำต้องพยักหน้าอย่างยอมรับ “ขอรับ ข้าใช้ทั้งวิชาพยากรณ์กระดองเต่า และค่ายกลเจนจบโลกา……ทว่าต่างล้มเหลว ไม่อาจค้นหาเขาได้สำเร็จ เกรงว่าเบื้องหลังคนผู้นี้จะมียอดยุทธ์สักคนคอยช่วยเหลือเป็นแน่ ที่มาในวันนี้เพื่ออยากถามท่านว่า พวกเราชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวจนทำให้คนผู้นี้ขุ่นเคือง……ได้หรือไม่ขอรับ?”

หม่ออู๋เลี่ยงสั่นหน้า “พวกเราควรอยู่ให้ห่างเข้าไว้!”

นักพรตเต๋าลี่ขมวดคิ้วพลางถามต่อมา “อาจารย์ คนที่ผู้เบื้องหลังเยี่ยฉวนเป็นใครกันแน่?”

คนตรงข้ามลุกขึ้นจากที่นั่ง จากนั้นเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าตำหนัก ขณะสายตามองเข้าไปในดินแดนจักรวาลดวงดาว ก่อนเสียงรำพึงแผ่วผ่านริมฝีปาก “เขาจะเป็นใครก็ตาม พวกเราไม่มีปัญญารับมือ หากคนผู้นี้ขุ่นเคืองขึ้นมาได้อย่างแน่นอน!”

เสียงอีกฝ่ายแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง “เขาแข็งแกร่งปานนั้นเชียวหรือ?”

หม่ออู๋เลี่ยงตอบเสียงแผ่วต่ำ “ถ้าไม่แข็งแกร่ง เจ้าหนุ่มชื่อเยี่ยฉวนที่มีสุดยอดสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวจะมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้งั้นหรือ? แม้สมบัติล้ำค่าชิ้นนั่นจะเป็นสมบัติชั้นหนึ่งในโลก แต่ก็เป็นหายนะอันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน!”

นักพรตเต๋าลี่ถามกลับ “เพราะฉะนั้น ท่านจึงเห็นว่าชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้ควรอยู่ให้ห่างเรื่องนี้งั้นหรือ……ขอรับ?”

ไม่มีเสียงตอบจากหม่ออู๋เลี่ยง

อีกฝ่ายถามอีก “อาจารย์ท่านไม่แน่ใจหรือขอรับ?”

หม่ออู๋เลี่ยงสั่นศีรษะ “ไม่เลย! ในแง่ของความแกร่งกล้าพวกเราชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้……ไม่อาจเทียบเท่าสำนักกระบี่อยู่แล้ว ทว่าเพราะสมบัติชิ้นนั้นสำนักกระบี่เองเกือบพินาศมาแล้ว พวกเราไม่ได้ทะยานอยากครอบครองสิ่งนั้นแม้แต่น้อย! ข้ากังวลว่าแม้เราไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ใครบางคนคงจะบีบบังคับ!”

พูดถึงตอนนี้เขาเงยหน้ามองขึ้นไป “ไอ้บัดซบ มันมาโน่นแล้ว!”

ขาดคำพูด พื้นที่ตรงหน้าปรากฏชายวัยกลางคนพร้อมด้วยชายชราสวมผ้าคลุมสีดำออกมาฉับพลัน

ขณะที่สายตาของหม่ออู๋เลี่ยงมองไปยังชายวัยกลางคน พลางกล่าวเป็นเชิงทักทาย “โอ้ ยินดีต้อนรับผู้พิทักษ์ฉินเทียนแห่งชุมนุมผู้คุมกฎ”

ฉินเทียนพูดยิ้มๆ “ประมุขหม่อ ขออภัยที่ข้ามาขัดจังหวะ!”

หม่ออู๋เลี่ยงเหยียดมุมปากยิ้ม “ไม่เป็นไร เชิญเข้ามาก่อน!”

จากนั้นทุกคนพากันเข้าตำหนัก

ภายในตำหนัก ฉินเทียนเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ประมุขหม่อ ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน! ท่านน่าจะเดาได้ถึงเจตนาที่ข้ามาในวันนี้ พวกเราอยากขอความช่วยเหลือ”

คนตรงหน้ากล่าวตอบเสียงเรียบ “ผู้พิทักษ์ฉิน ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ!”

ฉินเทียนยิ้มแย้ม “ประมุขหม่อ ถ้าท่านขัดข้องสิ่งใด เชิญบอกมาได้เลย”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!