บทที่ 955 : ทำให้เขาขุ่นเคืองได้ไหม? (ปลาย)
หม่ออู๋เลี่ยงผ่อนลมหายใจก่อนกล่าวเสียงเคร่ง “ผู้พิทักษ์ฉิน เจ้าเป็นคนตรงไปตรงมา ดังนั้นข้าจะพูดตามตรง การพยากรณ์จะว่าไปก็พอๆ กับการเข้าไปแอบดูความลับแห่งธรรมชาติ และพวกเราต้องยอมสูญเสียบางอย่างเพื่อการนี้! ถ้าคนที่เจ้ามาขอให้ช่วยเหลือเป็นคนธรรมดา เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทว่าเยี่ยฉวนมิใช่คนธรรมดา แม้แต่ข้าเองยังรู้สึกนับถือในวิชาคัมภีร์ซ่อนเร้นของเขา! และพวกเราต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อการนั้น!”
ผู้ฟังตรงกันข้ามยิ้มน้อยๆ “ประมุขหม่อ ช่วยพูดให้รวบรัดสักหน่อย!”
เสียงฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่า “ข้อแรก ต้องการอัญมณีเพชรน้ำค้างเซียนเพื่อตั้งค่ายกลอย่างน้อยๆ ห้าล้านชิ้น! ข้อสอง อยากได้คนที่ทนทานต่อหายนะทางธรรมชาติมาแทนข้า บางทีหายนะทางธรรมชาติดังกล่าวอาจตกแก่ผู้ที่ได้รับการคำนวณชะตาลิขิต รวมทั้งรับผลกรรมที่เกิดขึ้น ทว่าถ้าหายนะมาตกแก่ตัวข้า ดังนั้นต้องมีใครสักคนมารองรับแทน! ข้อสามซึ่งเป็นข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้าอยากให้ชุมนุมผู้คุมกฎส่งคนพลังขั้นไขว่คว้าเต๋าชั้นรู้ชะตา เพื่อการอารักขาชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้จำนวนสามคน”
ฉินเทียนนิ่งเงียบ
หม่ออู๋เลี่ยงกล่าวต่อมา “ผู้พิทักษ์ฉิน สิ่งที่ข้าต้องการ ทำให้เจ้าลำบากใจงั้นหรือ?
ฉินเทียนส่ายหน้า “ถ้าข้าจัดในสิ่งที่ท่านต้องการทั้งหมดได้ ท่านจะค้นหาตำแหน่งของคนผู้นั้นให้พวกเราได้ใช่หรือไม่?”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ถูกต้อง! และมีโอกาสทำได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น! หลังจากที่ตั้งค่ายกลแล้ว ข้าจะสูญเสียพลังไปเป็นอันมาก อีกทั้งต้องพักเพื่อฟื้นฟูเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้น หลังจากที่รู้ที่อยู่ของเยี่ยฉวนแล้ว เจ้าต้องจับเขาให้ได้ มิเช่นนั้นต้องรอกว่าจะรู้ที่อยู่ของเขาอีกครั้ง……ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือน!”
ฉินเทียนนิ่งคิดชั่วขณะก่อนจะพูดว่า “ประมุขหม่อ สิ่งที่ท่านต้องทำคือค้นหาที่อยู่ของเยี่ยฉวน ส่วนที่เหลือข้าจัดการเอง!”
ว่าแล้วหันมองไปยังชายชราสวมดำที่ยืนข้าง “นำอัญมณีเพชรน้ำค้างเซียนจำนวนห้าล้านมาให้ประมุขหม่อทันที!”
อัญมณีเพชรน้ำค้างเซียนห้าล้านชิ้น!
ถึงแม้ชายชราสวมดำมีท่าทีลังเล เมื่อได้ยินว่าจะต้องส่งมอบอัญมณีเพชรน้ำค้างเซียนให้แก่หม่ออู๋เลี่ยง ทว่าเขาต้องนำไปให้คนพวกนี้อยู่ดี
อัญมณีเพชรน้ำค้างเซียนจำนวนห้าล้านชิ้นมิใช่น้อยนิดเลย!
หลังจากที่ชายชราชุดดำคล้อยหลังไป ฉินเทียนหันมากล่าวยิ้มๆ กับหม่ออู๋เลี่ยง “ประมุขหม่อ ได้ยินว่าท่านล่วงรู้ความลับแห่งธรรมชาติ สามารถมองเห็นล่วงหน้าได้ไหมว่า……คราวนี้เยี่ยฉวนจะรอดหรือไม่?”
หม่ออู๋เลี่ยงส่ายหน้าพลางตอบให้ว่า “ผู้พิทักษ์ฉิน โปรดอย่าล้อเล่น! ข้านั้นหรือจะล่วงรู้ความลับแห่งธรรมชาติ? ท่านเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ด้วยหรือ?”
ฉินเทียนได้แต่ยิ้มและไม่กล่าวอะไร
เขารู้ความลับแห่งธรรมชาติงั้นหรือ?
เมื่อมาถึงจุดที่ยืนอยู่ตอนนี้ ในที่สุดเขาได้ประจักษ์ว่าสิ่งที่เรียกว่าความลับแห่งธรรมคืออะไร
ใครเล่าจะรู้อนาคต?
หากถามตนเอง เขาคิดว่าไม่มีใครที่จะรู้อนาคตข้างหน้า
ยอดฝีมือของเผ่าไท่กู่อ่อนด้อยกว่าคนพวกนี้งั้นหรือ? ถ้าพวกเขารู้อนาคต เผ่าไท่กู่จะพังพินาศไปได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม คนที่มีการพัฒนาความสามารถอยู่บ้าง……อาจสัมผัสถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าบางอย่าง!
อันตรายร้ายแรง!
ความจริงแล้ว วิชาการพยากรณ์ของชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้ เป็นการใช้อำนาจแห่งฟ้าดินค้นหาที่หลบซ่อนของเยี่ยฉวน หาใช่การล่วงรู้อนาคตไม่!
แต่ก็ไม่อาจประมาทวิธีการที่ว่านี้
ชายชราสวมดำซึ่งออกไปก่อนหน้าย้อนกลับมาในเวลาไม่ช้านาน
เขาดีดนิ้วมือ พลันที่เบื้องหน้าหม่ออู๋เลี่ยงปรากฏวงแหวนสัมภาระขึ้นวงหนึ่ง
ฝ่ายหลังเพ่งมองเข้าไปแวบเดียว ก่อนจะกล่าวกับอีกฝ่าย “พวกเจ้าช่วยออกไปรอข้างนอกสักเดี๋ยว ข้าจะตั้งค่ายกล เมื่อเยี่ยฉวนปรากฏตัวจะบอกให้รู้!”
ฉินเทียนเขม้นตามองหม่ออู๋เลี่ยง “คงจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
คนถูกถามตอบเสียงขรึม “ไม่มีทาง! อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเจ้าตามไปจับเขามาไม่ได้ ก็อย่ามาโทษข้าทีหลังแล้วกัน”
ฝ่ายตรงข้ามสั่นศีรษะ “แน่นอน! ถ้างั้นพวกข้าจะออกไปรอฟังข่าวดี”
ว่าแล้วคนทั้งสองกลับออกไปทันที
เมื่อลับหลังพวกที่ออกไป นักพรตเต๋าลี่รีบถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เสียงเร็ว “อาจารย์ ไหนท่านบอกว่าพวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไงขอรับ?”
คนถูกเรียกขานหันไปกล่าวตอบเสียงแหบต่ำ “ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยว เจ้าคิดว่าชุมนุมผู้คุมกฎจะปล่อยเราไปง่ายๆ งั้นหรือ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ
น้ำเสียงแหบแห้งของหม่ออู๋เลี่ยงดังขึ้นต่อมาว่า “พวกเราจำต้องเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ถึงอย่างไรจะไม่เป็นศัตรูกับเยี่ยฉวนเด็ดขาด”
นักพรตเต๋าลี่มองหน้าคนพูด “อาจารย์ ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
หม่ออู๋เลี่ยงไม่ได้ตอบในทันที เขายื่นมือออกมาพร้อมกับดีดนิ้ว พลันจี้หยกสีดำชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้านักพรตเต๋าลี่ “สิ่งที่เห็นคือศิลาเคลื่อนย้าย ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายคนจากที่หนึ่งไปได้ไกลหลายสิบลี้เพียงชั่วพริบตา! กระนั้นสิ่งนี้ใช้ได้เพียงสองครั้งเท่านั้น เจ้าต้องนำไปมอบให้เยี่ยฉวนเดี๋ยวนี้!”
นักพรตเต๋าลี่เอ่ยเสียงเครียด “ถ้าชุมนุมผู้คุมกฎรู้ว่า……”
หม่ออู๋เลี่ยงสั่นศีรษะขณะตัดบทว่า “ถ้าเรากับเยี่ยฉวนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ……จะไม่มีใครล่วงรู้”
ขณะที่อีกฝ่ายขยับเหมือนจะพูด พลันหม่ออู๋เลี่ยงกล่าวทันควัน “เจ้าหนุ่มนั่นจะไม่บอกชุมนุมผู้คุมกฎอย่างแน่นอน”
คนตรงหน้าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เพราะเหตุใดขอรับ?”
อีกฝ่ายกล่าวพลางยิ้ม “เพราะเขาไม่ใช่คนโง่ อีกย่างถึงบอกเรื่องนี้กับชุมนุมผู้คุมกฎไป ชุมนุมผู้คุมกฎจะสังหารข้างั้นหรือ? ไม่มีทาง! ตรงกันข้ามเมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะอยู่ฝ่ายเดียวกับชุมนุมผู้คุมกฎเต็มตัว และเจ้าหนุ่มนั่นจะไม่มีที่ซ่อนตัวอีกต่อไป!”
เขาแลเลยไปยังทิศที่ไกลออกไปสุดสายตา “ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มผู้นี้สติปัญญาฉลาดใช้ได้ทีเดียว!”
นักพรตเต๋าพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เวลานี้เขาอยู่ที่ใดขอรับ?”
หม่ออู๋เลี่ยงพึมพำตอบ “เขาอยู่ในชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้ของเรานี่เอง!”
คนฟังถึงกับตะลึงงัน
เสียงพูดบอกต่อมาว่า “เขาเพิ่งเข้ามาและอยู่ถัดไปข้างหลังเจ้า!”
พลันที่ได้ยิน สีหน้าของนักพรตเต๋าลี่แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน พร้อมกับหมุนตัวหันขวับ และเห็นกับตาว่ามีชายหนุ่มยืนอยู่อีกมุมที่ห่างไปไม่ไกลนัก
คนผู้นั้นคือเยี่ยฉวน!
ชายหนุ่มมองเลยไปยังหม่ออู๋เลี่ยง “ผู้อาวุโส ท่านเป็นคนช่างสังเกตสังกาจริงๆ!”
หม่ออู๋เลี่ยงบิดมุมปากยิ้ม “เจ้าจะมาสังหารข้างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะ “เปล่าเลย แค่อยากแวะมาดู เชื่อเถอะข้าไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นแม้แต่น้อย!”
อีกฝ่ายหัวเราะหึ ก่อนจะเอ่ยถามกลับ “พลังชี่ที่เจ้าใช้คงเป็นพลังชี่โกลาหลสินะ……ใช่ไหม?”
เมื่อเยี่ยฉวนได้ยินดังนั้นพลันใจหายวูบ ชายชราคนนี้มากพลังอย่างยิ่ง!
หม่ออู๋เลี่ยงไม่รอช้า รีบกล่าวต่อมา “น้องชาย เจ้าจะแกล้งเล่นละครตบตาช่วยชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้ให้รอดจากหายนะสักครั้งได้ไหม?”
เยี่ยฉวนมองตรงไปยังผู้พูด “เหตุใดเจ้าถึงอยากช่วยข้า?”
คนตรงข้ามทำเสียงแค่นหัวเราะหึ “ใครๆ ก็อยากจะฉกฉวยสมบัติล้ำค่านั่นไว้ครอบครองกันทั้งนั้น ส่วนข้ามีสิ่งที่ต้องการในทางตรงกันข้าม แม้ดูเหมือนว่าเจ้าแทบไม่มีหวังที่จะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าถ้าเป็นฝ่ายชนะเล่า? หากชนะจริง ข้าอยากขอร้องเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น……ขอให้เจ้าเผยสมบัติล้ำค่าออกมาให้เห็นสักครั้ง! ข้าเคยศึกษาเกี่ยวกับมิติประจุไฟมาตลอดชีวิต จึงอยากเห็นกับตาว่าโลกห้ามิติเป็นอย่างไร!”



