บทที่ 956 : ถึงตาเจ้าลงมือได้แล้ว!
โลกห้ามิติ!
เยี่ยฉวนเข้าใจทันที! ชายชราผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต้องการใช้หอคอยแห่งเรือนจำนำไปสู่โลกห้ามิติ! ถ้ามีใครสักคนใช้บางสิ่งบางอย่างนำไปยังโลกห้ามิติ……หอคอยแห่งเรือนจำดูว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว!
เมื่อคิดเช่นนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามคนตรงหน้าว่า “ผู้อาวุโส เหตุใดท่านถึงไม่ไปเห็นเสียในเวลานี้เล่า?”
หม่ออู๋เลี่ยงยิ้มน้อยๆ ขณะพูดว่า “อยากสิ ทว่าเจ้าจะยอมให้ข้าไปรู้ไปเห็นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มยิ้ม หากมิได้ตอบอีกฝ่ายไปตามตรง “ข้ายอมร่วมมือกับท่านเล่นละครก็ได้!”
ฝ่ายตรงข้ามยิ้มเล็กน้อย สายตาชำเลืองไปทางนักพรตเต๋าลี่ ฝ่ายหลังเห็นท่าจึงยกนิ้วขึ้นดีดเปาะ จากนั้นศิลาเคลื่อนย้ายทะยานมาปรากฏต่อหน้าเยี่ยฉวนทันที
เมื่อเห็นสิ่งนั้นชายหนุ่มรับไปเก็บไว้ ก่อนจะทำท่าขยับกลับไป พลันหม่ออู๋เลี่ยงพูดขึ้นทันทีว่า “ต่อไปข้าจะบอกคนพวกนั้นให้รู้ที่ซ่อนของเจ้า หวังว่าเมื่อพวกเขาไปถึง เจ้าจะกระตุ้นใช้งานศิลาเคลื่อนย้ายแล้วหนีไปได้ทันเวลา ไม่ต้องห่วงศิลาเคลื่อนย้ายชิ้นนี้ มันเป็นวัตถุพิเศษ ไม่มีใครหยุดยั้งได้ เว้นเสียแต่ว่า……ผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวจะมาเอง!”
เยี่ยฉวนฟังแล้วผงกศีรษะ “เข้าใจแล้ว!”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มหันหลังและกำลังจะออกไป แต่ดูเหมือนเขาจะฉุกนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับหม่ออู๋เลี่ยง “ขออภัยที่ถาม ท่านทำอย่างไรถึงระบุที่ซ่อนของได้ข้าอย่างแม่นยำเช่นนี้?”
หม่ออู๋เลี่ยงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “น้องชาย พลังชี่โกลาหลของเจ้าจัดว่าทรงพลังมากก็จริง ถึงกระนั้นใช่ว่าจะเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง ในโลกนี้เต็มไปด้วยยอดฝีมือและหลายคนก็เป็นตำนาน ฉะนั้นอย่าได้ประมาทใครเป็นอันขาด รวมทั้งชุมนุมผู้คุมกฎและเผ่าถัง”
เยี่ยฉวนกระแทกกำปั้นกับฝ่ามือคารวะ “ขอบคุณที่ชี้แนะ!”
สิ้นเสียง ชายหนุ่มหันกลับและหายวับไป
ในส่วนคำถามที่ได้ถามออกไป……เขาไม่คิดถามอะไรอีก!
คำตอบที่ได้จากหม่ออู๋เลี่ยงไม่ได้ตอบอย่างตรงไปตรงมา ถ้าถามซ้ำอีก อาจทำให้เกิดความขุ่นข้องเคืองใจได้
ชายหนุ่มออกจากสถานที่ไปอย่างเงียบเชียบ……ประหนึ่งไม่เคยปรากฏตัวที่นี่มาก่อน!
นักพรตเต๋าลี่หันไปมองหม่ออู๋เลี่ยงด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “อาจารย์ พลังชี่โกลาหลคืออะไรขอรับ?”
เสียงอ่อนเบาของผู้เป็นอาจารย์ตอบให้ว่า “สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดจักรวาล มีพลังชี่อยู่ด้วยกันทั้งหมดสามชนิด หนึ่งในนั้นคือพลังชี่โกลาหลนี่เอง”
คนถามๆ ต่อมา “สองส่วนที่เหลือเล่าขอรับ?”
หม่ออู๋เลี่ยงบอกว่า “พลังชี่หยินและพลังชี่หยาง……ทั้งสองมีพลังทำลาย”
จากนั้นสายตาเหลือบมองมายังนักพรตเต๋าลี่ “เจ้าควรจำไว้ให้ดี คนทุกคนล้วนมีความทะเยอทะยาน ทว่าความทะเยอทะยานเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าจัดการไม่ถูกไม่ควรจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม”
นักพรตเต๋าลี่ค้อมศีรษะลงต่ำ “ข้าจะจดจำไว้ขอรับ!”
หม่ออู๋เลี่ยงพยักหน้า “ไปตามพวกเขาเข้ามา!”
อีกฝ่ายรับคำและถอยออกไป
ครู่หนึ่งนักพรตเต๋าลี่นำหน้าฉินเทียนและชายชราสวมชุดดำกลับเข้ามา ขณะนั้นบริเวณกึ่งกลางหอโถงปรากฏม่านน้ำไหลเป็นสาย คล้ายกับในม่านน้ำมีอะไรบางอย่างกำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ
พลันฉินเทียนกับชายชราสวมดำจ้องมองไปที่ม่านน้ำแทบจะไม่กะพริบตา ทันใดนั้น รูปร่างหนึ่งค่อยปรากฏชัดขึ้น นั่นคือเยี่ยฉวน
เวลานี้เยี่ยฉวนอยู่ในนครผู้คุมกฎ!
ทันใดนั้นจู่ๆ ภาพที่ปรากฏกลับนิ่งค้าง พร้อมกับภาพม่านน้ำหายวับไปกับตา ขณะที่หม่ออู๋เลี่ยงที่ยืนถัดไปกลางห้องกระอักโลหิตสดพรวดออกมากระเซ็นเต็มพื้นไปหมด……ยิ่งกว่านั้น สีหน้าของชายชราซีดเซียวปราศจากสีซับโลหิต ประหนึ่งใกล้จะสิ้นลมในไม่ช้า!
ฉินเทียนเห็นท่าเข้าจึงขยับจะพูด ทว่าหม่ออู๋เลี่ยงโบกมือห้าม “ไปจับตัวเขาเร็วเข้า! ส่วนข้าขอเวลาพักฟื้นอีกสองเดือนจะดีขึ้นเอง”
ฝ่ายนั้นผงกศีรษะ “ประมุขหม่อ ดูแลตัวเองด้วย!”
ว่าแล้วคนพูดหายวาบไปพร้อมกับชายชราสวมชุดดำทันที
ทันทีที่ทั้งสองคนลับสายตาไป นักพรตเต๋าลี่รีบขยับเข้าใกล้ “อาจารย์ขอรับ……”
หม่ออู๋เลี่ยงบอกกับฝ่ายนั้นเสียงเรียบราบ “ชีวิตก็เหมือนบทละคร บางครั้งเราต้องเล่นไปตามบทบ้าง! นับแต่นี้ไปถ้ามีใครมาขอพบ ให้บอกไปว่าข้ากำลังฟื้นฟูจากการบาดเจ็บ”
หลังจากนั้นเขาหมุนตัวกลับและเดินออกไป
……
ในนครผู้คุมกฎ
มุมหนึ่งของเมือง เยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นยืน ในทันทีที่ชายหนุ่มลุกขึ้นมา เบื้องหน้าปรากฏคนสองคนตัวขวางทางเอาไว้
ฉินเทียนและชายชราสวมชุดดำ
ถัดไปทางด้านหลังคนทั้งสอง มียอดฝีมืออีกเจ็ดคนออกมายืนล้อมรอบ!
ทุกคนล้วนมีพลังขั้นไขว่คว้าเต๋าทั้งสิ้น!
ฉินเทียนเขม้นมองเยี่ยฉวน “แปลกใจงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนเสียงเข้ม “เป็นไปไม่ได้! เจ้าไม่มีทางหาข้าเจอ!”
คนตรงข้ามบิดมุมปากยกขณะเค้นเสียงพูด “เยี่ยฉวน ข้าไม่อยากพูดมากให้เปลืองเวลา! ตอนนี้มีทางเลือกสองทาง ข้อแรกส่งสุดยอดสมบัติล้ำค่ามาเสียดีๆ! ส่วนข้อสองลำพังเจ้าตัวคนเดียวจะต้องต่อสู้กับพวกเราทั้งหมด”
จากนั้นคนพูดเหยียดมุมปากยิ้ม “แน่ล่ะ เจ้าอาจเลือกวิธีหนีเหมือนเคย ทว่าบัดนี้อากาศรอบตัว ข้าเพิ่มพลังความหนาแน่นให้แข็งแกร่งมากขึ้น ถ้าอยากจะหนีโดยฝ่าอากาศละแวกนี้ไปได้ล่ะก็……เกรงว่าต้องข้ามศพพวกเราทั้งหมดไปให้ได้ก่อน!”
คนฟังเงียบงัน
ขณะที่ฉินเทียนขยับกำมือข้างขวาช้าๆ “ตัดสินใจได้หรือยัง?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ได้”
ชายหนุ่มมองฉินเทียนตรงๆ “ข้าเลือกทางที่สาม”
คนตรงข้ามผงกศีรษะพร้อมก้มตัวแสดงท่า ‘เชื้อเชิญ’ กับ ‘ถึงตาเจ้าลงมือได้แล้ว!’
ฉับพลันบนฝ่ามือของเยี่ยฉวนปรากฏก้อนหินน่าประหลาดชิ้นหนึ่ง ที่แท้สิ่งนั้นคือศิลาเคลื่อนย้าย เยี่ยฉวนมีพลังชี่ซึ่งพร้อมที่จะออกวิ่งอยู่ทุกเมื่อ ไม่นานชายหนุ่มหายตัววาบไปอย่างรวดเร็ว!
บนอากาศ ทุกคนต่างนิ่งงันชะงักค้าง!
หนีหายไปแล้ว?
ฉินเทียนและคนอื่นต่างมองหน้ากันไปมา ต่อมาฉินเทียนหายวูบก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งในตำแหน่งของเยี่ยฉวน พร้อมกับพลิกฝ่ามือกดลงไปด้านล่างทันที หากพื้นที่ว่างเปล่าดูท่าว่าไม่ได้บุบสลายไปแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่งเยี่ยฉวนหาได้ทำลายพื้นที่ช่องอากาศนั้นไม่
เห็นทีไม่ได้การเสียแล้ว!
คนผู้นั้นออกไปได้อย่างไร?
ณ เวลานั้นเสียงชายชราชุดดำพูดทันทีว่า “พวกเราไม่น่าเปิดโอกาสให้เจ้าหนุ่มนั่นหนีไปได้! ตอนที่เห็นเขา เราควรรีบเข้าไปจับไว้และจัดการสังหารโดยเร็ว!”
ยอดฝีมือต่างพากันหันไปมองฉินเทียน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะไม่ได้พูดออกมา แต่อดไม่ได้ที่จะครางอยู่ในใจ ‘เปิดโอกาสให้เขาหนีไปงั้นหรือ? เยี่ยม!!’
ใบหน้าของฉินเทียนถมึงทึงน่ากลัว
ถ้าถามเขา พวกเขาน่าจะจับเยี่ยฉวนได้!
เยี่ยฉวนไม่น่าหนีรอดไปได้ ต่อให้คนผู้นั้นติดปีกก็เถอะ!
อย่างไรก็ตาม เจ้าหนุ่มนั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตนคิดผิดอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งต้องอับอายขายขี้หน้าเช่นนั้น!
ฉินเทียนออกคำสั่งเสียงเครียด “พวกเราไปเถอะ กลับชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้!”
หลังจากนั้น คนพูดหมุนตัวกลับไปพร้อมกับคนของเขาทันที
พักใหญ่คนทั้งกลุ่มย้อนกลับถึงยังชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้อีกครั้ง
นักพรตเต๋าลี่ปรากฏตัวออกมารับหน้าฉินเทียน “ผู้พิทักษ์ฉิน พวกเจ้าจับตัวเยี่ยฉวนได้ไหม?”
ฉินเทียนออกจะหน้าดำคร่ำเครียด
สังเกตเห็นเช่นนั้น นักพรตเต๋าถึงกับใบหน้าหม่นคล้ำ “เขาหนีไปได้อีกแล้วสินะ?”
คนตรงข้ามพยักหน้า “ใช่แล้ว! พี่ลี่ ช่วยขอร้องอาจารย์ของท่านให้ตามหาเยี่ยฉวนอีกสักครั้งได้ไหม?”
นักพรตเต๋าลี่ฝืนยิ้มแห้งๆ “พี่ฉิน เจ้ารู้เงื่อนไขของอาจารย์แล้วนี่ เวลานี้เขาได้รับผลข้างเคียงเกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง… ชีวิตช่างล่อแหลมนัก อาจถึงแก่ความตายได้อย่างง่ายดาย! ถ้าขืนช่วยอีกครั้งเขาคงถึงแก่ชีวิตเป็นแน่! ยิ่งกว่านั้นสถานการณ์ของอาจารย์เวลานี้ต่อให้อยากช่วยแค่ไหน……แต่บางทีอาจค้นหาตำแหน่งของเยี่ยฉวนไม่ได้!”
ฉินเทียนถามเสียงขรึม “อาการบาดเจ็บของท่านหนักขนาดนั้นเชียวหรือ?”
อีกฝ่ายชี้ไปที่กองเลือดสดๆ บนพื้น “พี่ฉิน ดูเอาสิ! นี่คือโลหิตสดๆ! เจ้าคงไม่รู้ว่าผลข้างเคียงของค่ายกลชนิดนี้ส่งผลรุนแรงขนาดไหน! และควรรู้ไว้อย่างหนึ่งว่าใครที่ลอบดูความลับแห่งธรรมชาติ……จะต้องตกเป็นเป้าหมายของเต๋าแห่งสวรรค์! อนิจจา งานของพวกเราเป็นงานที่อันตรายแท้!”
คนตรงหน้าชำเลืองมองผู้พูด ขณะกล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นระริกจนเห็นได้ชัด
เสียงของนักพรตเต๋ากล่าวมาอีกว่า “พี่ฉิน ใช่ว่าอาจารย์ของเราจะไม่อยากช่วยพวกเจ้า แต่เวลานี้เขาช่วยไม่ได้ต่างหาก”
ฉินเทียนถามเสียงเคร่งขรึม “อีกนานไหม กว่าประมุขหม่อจะหายจากอาการบาดเจ็บ?”
คนถูกถามนิ่งคิดชั่วขณะก่อนจะตอบว่า “สองเดือน!”
อีกฝ่ายพยักหน้า “สองเดือน……อีกสองเดือนพวกเราจะกลับมาพบกับประมุขหม่ออีกครั้ง!”
จากนั้นเขาและผู้ติดตามพากันจากไป
คนที่มองตามฉินเทียนพร้อมคนอื่นกลับไปจนหมดสิ้นแล้ว นักพรตเต่าลี่ค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก!
ถ้าชุมนุมผู้คุมกฎใช้กำลังบังคับขึ้นมา ชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้มีแต่จะพ่ายแพ้เท่านั้น!
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากครบสองเดือน…
ขณะที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ หัวคิ้วของนักพรตเต๋าลี่ขมวดแน่นจนเป็นร่องลึก
……
ภายหลังที่ฉินเทียนและพวกแยกออกมาจากชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้แล้ว ระหว่างทางจู่ๆ ชายชราสวมชุดดำเอ่ยขึ้นว่า “ผู้พิทักษ์ฉิน ข้าคิดว่าท่าทางของนักพรตเต๋าลี่ดูไม่ชอบมาพากล!”
ฉินเทียนย้อนถามเสียงแปร่ง “เจ้าจะหมายถึงพวกเขาไม่อยากช่วยเรางั้นหรือ?”
ฝ่ายที่เริ่มต้นพยักหน้า “ข้ารู้สึกว่าจะเป็นเช่นนั้น!”
อีกฝ่ายพึมพำเสียงแผ่ว “เหตุใดพวกเขาถึงปฏิเสธที่จะช่วยเรา? เหตุใดถึงช่วยเยี่ยฉวน?”
ชายชราชุดดำนิ่งเงียบ…
ฉินเทียนกล่าวต่อมา “เวลานี้ชุมนุมผู้คุมกฎต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา ในขณะเดียวกันเราต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้รับชัยชนะเหนือชุมนุมเต๋าผู้รอบรู้……มากกว่าที่จะทำให้ฝ่ายนั้นเกิดความไม่พอใจและผลักไสให้ไปหาเผ่าถัง!”
ชายชราชุดดำพยักหน้าเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว”
เสียงกล่าวต่อมา “อีกสองเดือนพวกเราจะกลับมา! ถึงตอนนั้นพวกเขาคงไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป บอกคนของเราว่าไม่ต้องออกค้นหาเจ้าเยี่ยฉวนในช่วงนี้ ข้าจะกลับไปอีกแน่ เออจริงสิ……พวกเจ้าคอยจับตามองคนของเผ่าถังไว้ด้วย เราปล่อยให้เยี่ยฉวนครอบครองสมบัติล้ำค่าได้ ทว่าจะไม่ยอมให้เผ่าถังมาชุบมือเปิบยึดไปครองอย่างแน่นอน!”
ว่าแล้วเจ้าตัวเร่งฝีเท้าเดินแกมวิ่งและหายลับไปในระยะไกล
ไม่นานนักชายชราสวมดำและคนอื่นๆ หายตัวตามไปด้วยเช่นกัน
……
ไกลออกไปทางด้านขวาจากนครผู้คุมกฎนับแสนลี้ ปรากฏเนินเขาลูกย่อม บนยอดเนินมีสระน้ำแห่งหนึ่ง
ด้วยเนินเขาเป็นภูเขาไฟ น้ำในสระจึงร้อนอยู่ตลอดเวลาเสมือนน้ำที่ถูกต้มจนร้อนจัด
รอบสระน้ำปรากฏเป็นม่านแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ม่านแสงที่ว่านี้ห่อหุ้มสระน้ำไว้หมดสิ้น รอบนอกม่านแสงปรากฏพลังงานส่องประกายแปลบปลาบ แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นค่ายกล!
สตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บริเวณกึ่งกลางสระน้ำ
เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวเคลียไหล่ประหนึ่งสายน้ำตก ใบหน้าประดับด้วยคิ้วเข้มยาวเรียวและมุมปากแต่งแต้มด้วยไฝเล็กๆ กล่าวได้ว่าเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามมากคนหนึ่ง
น้ำในสระจะเดือดพล่านสักเพียงใด ทว่าท่าทีของหญิงสาวมิได้อนาทร
ลึกลงไปใดพื้นผิวดิน พลังงานลึกลับกำลังเคลื่อนไหวและไหลรวมมายังร่างของสตรีคนดังกล่าว จากนั้นร่างกายของนางดูดซับพลังอย่างหนักหน่วง ร่างนั้นจะสั่นสะท้านพลันสตรีนิ่วหน้าเล็กน้อย
เป็นสัญญาณว่าสถานการณ์ขั้นวิกฤติกำลังจะเกิดขึ้น
ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งทะยานวูบลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้า
ฟู่!
น้ำในสระสาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง!
“อ๊อก!”
สตรีผู้นั้นกระอักโลหิตสดพรวดออกจากปาก นางค่อยลืมตาขึ้นจึงพบว่าบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวยืนอยู่เบื้องหน้า
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีเศษ สวมผ้าคลุมสีฟ้าสลับขาวและมีปลอกกระบี่เหน็บอยู่ที่เอว
เขาคือเยี่ยฉวน!
เมื่อครู่นี้ชายหนุ่มกระตุ้นใช้งานศิลาเคลื่อนย้าย ทำให้อาการวิงเวียนมาเยือน กระทั่งรู้สึกพะอืดพะอม!
เขาอยากอาเจียน!
ตอนนั้นเองชายหนุ่มเหลือบมองออกไป เมื่อพบว่าเบื้องหน้าตนมีหญิงสาวคนหนึ่ง เขาถึงกับชะงักนิ่งด้วยความตกตะลึง
เป็นหญิงสาวที่งดงามอะไรเช่นนี้!
ความรู้สึกแวบแรกที่เข้ามาในหัวของเยี่ยฉวน
อย่างไรก็ตามเรื่องนั้นมิใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือร่างนั้นเปลือยเปล่า…
ขณะที่เยี่ยฉวนอุทานในใจถึงความงามของหญิงสาว! กระนั้นภายหลังจากที่สังเกตจนเต็มสองตาแล้ว ชายหนุ่มถึงกับหลับตาปี๋ทันที!
การทำตัวลามกจกเปรตหาใช่สิ่งดี! เขาจะไม่ฉวยโอกาสกับหญิงสาวโดยเฉพาะในขณะที่อีกฝ่ายอยู่สภาพที่น่าอับอายเช่นนี้!
ปัญหาคือเขาต้องหาทางชี้แจงความเข้าใจผิดครั้งนี้ให้กระจ่าง!
เยี่ยฉวนจึงร้องบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่ง “นี่แม่นาง เจ้าจะเชื่อหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าเอง?”
หญิงสาวมองตรงมายังเยี่ยฉวนด้วยสายตาแน่วนิ่ง โดยมิได้ตอบโต้หรือเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ภายในร่างกายของนาง กระแสพลังกำลังหมุนวนไปรอบๆ
ชายหนุ่มจึงว่าต่อไป “แม่นาง เหตุใดถึงไม่รีบสวมเสื้อผ้า? ไม่ต้องกลัว ข้าหลับตาแล้วมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จริงๆ นะ”



