บทที่ 709 ไสหัวไป! (ปลาย)
ชายหนุ่มโบกมือขวาเบาๆ เยี่ยฉวนริบเก็บวงแหวนสัมภาระของซากศพในบริเวณจนเกลี้ยง จากนั้นจึงหันหลังเพื่อจะออกไปจากที่นั่น
ทันใดนั้นเสียงของหัวหน้าผู้อาวุโสเรียกตามมา “เยี่ยฉวน”
ฝ่ายที่ถูกเรียกหยุดพลางหันมามอง
ชายชราถามมาว่า “เจ้าจะไปไหน?”
เยี่ยฉวนตอบเสียงเรียบ “หัวหน้าผู้อาวุโส ท่านคิดว่าข้าจะไปที่ไหนเล่า?”
คนตรงข้ามพูดกับเขาว่า “เยี่ยฉวน ตระกูลตู๋กูไม่เหมือนตระกูลใหญ่ทั่วไป จะทำอะไรหุนหันพลันแล่นไม่ได้”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบโต้ เขาหันหลังกลับก่อนจะเดินลับหายไปอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าผู้อาวุโสถอนหายใจเฮือก
เหตุการณ์ที่สถานศึกษาเต๋าอี้แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนอุดร อีกทั้งนามของเยี่ยฉวนได้ลือกระฉ่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน!
เยี่ยฉวนคนเดียวสังหารคนแกร่งกล้าขั้นพลังจุดกำเนิดกว่ายี่สิบคน!
อย่างไรก็ตามเยี่ยฉวนเพิ่งสำเร็จขั้นทลายสุญตา!
ทว่าหลังจากที่เยี่ยฉวนและน้องออกจากเมืองเต๋าอี้ไปแล้ว ชื่อเสียงของสถานศึกษาเต๋าอี้มีอันตกต่ำลงอย่างคาดไม่ถึง
ทุกคนรู้ว่าสถานศึกษาเต๋าอี้เกรงกลัวอำนาจของตระกูลตู๋กูแห่งดินแดนสวรรค์ ดังนั้นจึงเลิกที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่เยี่ยฉวนสองพี่น้อง
นานมาแล้ว สถานศึกษาเต๋าอี้เคยเป็นที่หมายของคนรุ่นหนุ่มสาวจากดินแดนอุดรมุ่งหวังที่จะเข้าเป็นศิษย์ของที่นี่ ทว่าบัดนี้ความรู้สึกนี้ได้ห่างหายไปจากจิตใจของหลายคน
ประเด็นอยู่ตรงที่จะเข้าร่วมกับสถานศึกษาที่ไร้ความสามารถกระทั่งการปกป้องดูแลศิษย์ของตนงั้นหรือ?
เมื่อได้รับบทเรียนจากผลกระทบในเชิงลบเช่นนี้ มู่ชิงหมิงและทุกคนต่างรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง
พวกเขามัวคำนึงถึงผลกระทบจากการให้ปกป้องเยี่ยฉวนและน้องของสถานศึกษาเต๋าอี้ ทว่ามิได้นึกถึงผลกระทบจากการหยุดให้ความช่วยเหลือสองพี่น้องของสถานศึกษาเต๋าอี้
ถึงกระนั้นการตัดสินใจครั้งนี้ของอาจารย์ใหญ่มู่ชิงหมิงก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโทมนัสแต่อย่างใด
ด้วยหากพวกเขาให้ความช่วยเหลือแก่เยี่ยฉวน ไม่เพียงชื่อเสียงของเต๋าอี้ที่ต้องเสียไปทว่าอาจสูญเสียทั้งสถานศึกษาเต๋าอี้เลยก็เป็นได้
ถ้าสถานศึกษาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง วันหน้าพวกเขายังมีโอกาสเรียกคืน ทว่าถ้าสถานศึกษาพังพินาศ การรักษาชื่อเสียงไว้จะมีประโยชน์อันใด?
…
ด้านนอกเมืองเต๋าอี้ สตรีนางหนึ่งค่อยๆ แวะเวียนเข้ามาใกล้
เมื่อหญิงสาวเดินมาถึงประตูเมือง ขณะทอดสายตามองไปที่ในเมืองเต๋าอี้ พลันนางชะงักฝีเท้าพลางท่าทีตั้งอกตั้งใจฟังบางอย่าง ผู้คนกำลังรวมกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์อยู่ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้า……
ครู่ต่อมาสตรีนางนั้นพึมพำเสียงแผ่วกับตนเอง “เจ้าออกจากสถานศึกษาเต๋าอี้แล้ว……ดูเหมือนข้าไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่สถานศึกษาเต๋าอี้แล้วสินะ!”
ว่าแล้วก็หมุนตัวหันหลังกลับไป
ทันทีที่หญิงสาวกลับไป พลันสตรีอีกคนซึ่งอยู่ในชุดขาวสะอาดปราศจากมลทินเข้าไปยังสถานศึกษาเต๋าอี้
ฉับพลันนั้นเองอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาเต๋าอี้มู่ชิงหมิงปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู และมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาสงสัยสีหน้าข้องใจเป็นอย่างยิ่ง “เสี่ยวอัน! ทำไมจึงกลับมาในเวลานี้?”
คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอันหลานซิ่ว
พลันอันหลานซิ่วเอ่ยถามมู่ชิงหมิงทันทีที่พบหน้า “อาจารย์ใหญ่ ท่านเลิกล้มความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงเสียแล้วงั้นหรือ?”
ฝ่ายที่ถูกถามตอบเสียงแผ่วต่ำ “ข้าไม่มีทางอื่น”
หญิงสาวได้ฟังแล้วจึงพยักหน้านิดหนึ่ง “เข้าใจแล้ว”
นางหันหลังกลับและทำท่าจะออกไป
ชายชราเอ่ยถามทันที “เจ้าจะไปไหน?”
อันหลานซิ่วตอบเสียงเรียบ “นับตั้งแต่บัดนี้ข้าไม่ใช่ศิษย์สถานศึกษาเต๋าอี้อีกต่อไป……”
เมื่อได้ยินคำตอบของคนตรงข้าม มู่ชิงหมิงสีหน้าเผือดวูบ “ทำไม? เพราะเยี่ยฉวนและน้องของเขางั้นหรือ?”
หญิงสาวพูดว่า “ข้าเป็นคนพาเยี่ยหลิงมาที่สถานศึกษาเต๋าอี้ แต่เต๋าอี้กลับส่งตัวนางไปให้กับตระกูลตู๋กู……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้พลันส่ายหน้าเบาๆ “การที่สถานศึกษาเต๋าอี้ไม่อยากมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับตระกูลตู๋กูเพราะพวกเขานั้นข้าพอจะเข้าใจได้ ทว่าท่านไม่ควรส่งนางให้กับตระกูลตู๋กูไปโดยง่ายดายเช่นนี้……สถานศึกษาของพวกท่านจัดการกับเรื่องนี้ไม่ได้ ข้าขอตัว”
จากนั้นคนพูดหายวับไปจากสถานที่ทันที
ที่เบื้องหน้าประตูทางเข้า มู่ชิงหมิงใบหน้าหม่นหมองดำคล้ำ
ทั้งสถานศึกษาเต๋าอี้ มีศิษย์ผู้มีพรสวรรค์อยู่สามคนคือเยี่ยฉวน เยี่ยหลิงและอันหลานซิ่วซึ่งได้จากเขาไปต่อหน้าต่อตา
ณ เวลานี้ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ที่สุดทั้งสามออกจากสถานศึกษาหมดแล้ว
มู่ชิงหมิงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างแววตาบ่งบอกความว้าวุ่นใจ ชายชรารู้สึกสับสนต่ออนาคตข้างหน้าของสถานศึกษาเต๋าอี้เป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันก็เกิดความข้องใจต่อการตัดสินใจที่มีขึ้นก่อนหน้า
ต่อมามีเสียงทอดถอนใจใหญ่ และหันหลังกลับไปเงียบๆ
…
ภายหลังออกมาจากเมืองเต๋าอี้ เยี่ยฉวนขึ้นเรือเหาะจักรวาลดารามุ่งหน้าตรงไปยังดินแดนสวรรค์ทันที!
ดินแดนสวรรค์!
เยี่ยหลิงถูกนำตัวไปที่ตระกูลตู๋กูในดินแดนสวรรค์ เวลานี้ในใจของเยี่ยฉวนร้อนรนด้วยความเป็นห่วงด้วยไม่รู้ว่าตระกูลตู๋กูจะทำอะไรกับเยี่ยหลิงบ้าง
ตระกูลตู๋กู!
บนดาดฟ้าเรือเหาะจักรวาลดารา ชายหนุ่มยืนกอดอกนิ่งเงียบสีหน้าเยือกเย็นอย่างยิ่ง และด้านหลังเหน็บไว้ด้วยหีบกระบี่
ตระกูลตู๋กู!
ในระหว่างทางนับตั้งแต่เดินทางออกจากเมืองเต๋าอี้ มีคำสามคำที่ดังสะท้านก้องอยู่ในใจของเขานับเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
ทันใดนั้น เบื้องหน้าเรือเหาะจักรวาลดาราลำที่เยี่ยฉวนโดยสาร ปรากฏร่างของชายสวมผ้าคลุมสีดำคนหนึ่ง
เยี่ยฉวนหยุดมองนิ่ง
คนสวมชุดดำล้วนมองชายหนุ่มสายตาแน่วนิ่ง ประกายตาฉาบความรู้สึกในใจลึกล้ำ “นายน้อย……”
เยี่ยฉวนนิ่วหน้า “นายน้อย?”
ชายสวมชุดดำเอ่ยเสียงต่ำพร่า “ข้าเป็นคนสนิทของนายหญิงน้อย ชื่อตู๋กูเยี่ยน”
คนตระกูลตู๋กู!
ขณะนั้นหีบกระบี่ที่ด้านหลังเยี่ยฉวนบังเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเบาๆ ตู๋กูเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงรีบพูดขึ้นโดยเร็วว่า “นายน้อย ข้ามิอาจทนเห็นท่านมีเจตนามุ่งร้ายกับนาง”
ชายหนุ่มถามเสียงห้วน “เจ้าพูดถึงนายหญิงน้อยคือนางสินะ?”
คนสวมชุดดำถอนใจก่อนพูดออกไปว่า “นายน้อย ข้ารู้ว่าท่านแค้นเคืองที่นายหญิงน้อยทอดทิ้งพวกท่านสองพี่น้องไปในครั้งนั้น อย่างไรก็ตามนายหญิงเองต้องประสบความยากลำบากเช่นกัน ถ้าก่อนหน้านั้นนางไม่จากพวกท่านมา เมื่อคนตระกูลตู๋กูติดตามพบพวกท่าน ท่านคงถูกสังหารเสียตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”
คนหยุดพูดนิดหนึ่ง ขณะหันมามองหน้าเยี่ยฉวนตรงๆ “ท่านรู้หรือไม่ว่าเพื่อปกป้องพวกท่านสองพี่น้อง นายหญิงน้อยยังคงถูกจองจำอยู่ในแดนแห่งไฟชำระจนถึงเดี๋ยวนี้……”
