บทที่ 726 หนึ่งกระบี่ฟันฟาด พลันดวงทิพย์วิเศษพินาศต่อเบื้องหน้าทวารเซียน! (ปลาย)
ชายหนุ่มลูบหลังไหล่ปลอบโยนเยี่ยหลิงอย่างแผ่วเบา ขณะปากพูดพลางยิ้มไปด้วยว่า “หยุดร้องได้แล้ว พี่อยู่นี่แล้วไง!”
เยี่ยหลิงยังคงกลิ้งเกลือกศีรษะของตนไปบนอกของเยี่ยฉวน กระทั่งอกเสื้อของเขาเปียกแฉะไปด้วยน้ำหูน้ำตาของอีกฝ่าย
ผ่านไปพักใหญ่ทีเดียวกว่าที่เด็กหญิงจะค่อยๆ สงบลง เมื่อตู๋กูเสวียนเดินเข้าไปใกล้สองพี่น้อง ขณะที่เยี่ยหลิงเบี่ยงกายหลบวูบเข้าด้านหลังของเยี่ยฉวนทันทีพลางมุดหน้าหนีไม่มองสตรีอีกคนแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นดังนั้นตู๋กูเสวียนจึงได้แต่ยิ้มเศร้าและหดมือที่ยื่นออกไปกลับพลางถามกับชายหนุ่มว่า “ตระกูลตู๋กูเป็นอย่างไรบ้าง?”
เยี่ยฉวนตอบเสียงแผ่ว “ถูกสังหารเกือบหมด”
มารดาของทั้งสองบอกเบาๆ ว่า “ระวังตระกูลกู่ไว้ด้วยก็ดี!”
“ตระกูลกู่งั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนสีหน้างงงัน “เพราะเหตุใดขอรับ?”
ตู๋กูเสวียนกล่าวว่า “แม้ว่าตระกูลตู๋กูและตระกูลกู่ทั้งสองแห่งจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามของตระกูลใหญ่ หากยังมีความแข็งแกร่งแตกต่างกัน เมื่อย้อนกลับไปตระกูลกู่เคยส่งคนมาขอแม่หวังจะผูกสัมพันธ์กับเราเพื่อจะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่อยู่กับเจ้า บัดนี้พวกมันรู้ชัดแล้วว่าสมบัติชิ้นนั้นอยู่กับเจ้าและจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ อย่างแน่นอน”
บุตรชายถามกลับเสียงขรึม “ท่านแม่ ท่านนำสมบัตินั้นออกมาได้อย่างไร?”
เขาสงสัยอย่างยิ่งเกี่ยวกับกำเนิดของสมบัติล้ำค่าที่อยู่เบื้องหน้ามาโดยตลอดและรู้ด้วยว่าสิ่งนี้มารดาของตนเคยครอบครองมาก่อนๆ ที่จะตกมาถึงมือของตนเอง
ตู๋กูเสวียนนิ่งเงียบไปเป็นครู่และตอบกลับมาว่า “แม่ค่อยเล่าให้ฟังทีหลังได้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ขอรับ”
มารดาขยับมายืนตรงหน้าเยี่ยฉวนและมองบุตรชายและเยี่ยหลิงตรงๆ ขณะพูดเสียงอ่อนเบากับคนทั้งสองว่า “เราออกจากดินแดนสวรรค์ หนีไปให้ไกลกันก่อนดีหรือไม่?”
ผู้เป็นบุตรชายสั่นศีรษะทันที “ไม่ทันการเสียแล้วขอรับ”
เขาเองก็รู้ดีว่าทางที่ดีที่สุดคือหนีไปจากที่นี่ โชคร้ายที่เขาก็รู้ด้วยว่าขืนพาเยี่ยหลิงและตู๋กูเสวียนหนีออกไปตอนนี้ มีหวังคงถูกพวกที่ตามล่ารุมกินโต๊ะเป็นแน่
ตอนนี้ข้างนอกนั่นมีคนจ้องจะเอาชีวิตของตนมากมายนัก
ไม่ว่าเขาจะหนีไปให้ไกลสักแค่ไหน กองกำลังเหล่านี้จะไม่มีวันปล่อยให้เขารอดไปได้
อีกอย่างถ้าตระกูลตู๋กูยังไม่พินาศ เขาเองจะไม่ยอมหนีไปไหนทั้งสิ้น
ตู๋กูเสวียนมองสองพี่น้องเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงด้วยสายตาครุ่นคิดลึกล้ำ ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อพวกเขาสองคน เวลานี้นางหวังแต่เพียงว่าไม่อยากให้สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นอยู่กับเยี่ยฉวน หากไม่มีสมบัติชิ้นนั้นบุตรชายของนาง เยี่ยฉวนคงไม่ต้องกลายเป็นที่จับจ้องและไม่เกิดปัญหาในชีวิตมากมายอย่างที่เป็นอยู่นี่
ความจริงนางประเมินคุณค่าของสมบัติล้ำค่าชั้นยอดต่ำจนเกินไป
พลันนั้นเองมีเสียงเรียกดังขึ้นจากฝั่งของเจ้าสัตว์อสูรตัวจ้อย “นี่เจ้ามนุษย์”
คนทั้งสามจึงหันขวับมองไปทางสัตว์อสูรตัวต้นเสียงทันที ขณะที่ฝ่ายนั้นกำลังจ้องมาที่เยี่ยฉวน “อาจารย์ของเจ้าไม่มาแล้วใช่หรือไม่?”
เยี่ยฉวนไม่ตอบแต่ถามกลับไปว่า “เจ้าจะทำไม?”
สัตว์อสูรจ้อยจ้องเป๋งมายังคนตรงข้าม “หลายวันมานี้ข้าลองคิดดูแล้วว่า นางจะรับมนุษย์ธรรมดามาเป็นศิษย์ได้อย่างไร? ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ยิ่งไปกว่านั้นนางกับเจ้าต่างยุคต่างสมัยกันมาก เป็นไปไม่ได้ที่นางจะรับเจ้าเป็นศิษย์”
สิ้นเสียงพูด พลังลมหายใจแข็งแกร่งแผ่กระจายโดยรอบอย่างฉับพลัน
ตู๋กูเสวียนสีหน้าเปลี่ยนวูบ สตรีก้าวพรวดออกไปยืนขวางเบื้องหน้าเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงทันที
ชายหนุ่มยกมือห้ามฝ่ายนั้นและเดินออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรจ้อย ฝ่ายตรงข้ามจ้องเขม็งมายังชายหนุ่มสายตาไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ขณะที่เยี่ยฉวนยิ้มน้อยๆ “เจ้าไม่แน่ใจว่าข้าเป็นศิษย์ของนางจริงหรือเปล่า?”
สัตว์อสูรตอบว่า “พิสูจน์สิ!”
ว่าแล้วพลังลมหายใจแกร่งกล้าพุ่งเข้าใส่ ทันใดนั้นได้แผ่กระจายครอบงำร่างของเยี่ยฉวนไว้ทั้งร่าง
เยี่ยฉวนเห็นท่าจึงรีบตะโกนก้องเข้าไปในใจ “แม่นางเจียน ช่วยหน่อยได้ไหม?”
ไม่มีเสียงตอบจากฝ่ายนั้น
คนจำต้องหันกลับสีหน้าเคร่งขรึมไปทันที ดูเหมือนคราวนี้หวังพึ่งใครไม่ได้ มีเพียงตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น!
ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังจะเคลื่อนไหวนั่นเอง พลันเสียงเจียนจื่อไจ้ร้องบอกออกมาว่า “หนึ่งกระบี่ฟันฟาด พลันดวงทิพย์วิเศษพินาศต่อเบื้องหน้าทวารเซียน!”
ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่งจากนั้นเขาหันขวับไปทางสัตว์อสูรจ้อย “หนึ่งกระบี่ฟันฟาด พลันดวงทิพย์วิเศษพินาศต่อเบื้องหน้าทวารเซียน”
หลังจากที่ฝ่ายหลังได้ยินคำกล่าวประหลาดออกจากปากของเยี่ยฉวน สีหน้าของสัตว์อสูรพลันแปรเปลี่ยนสิ้นเชิงและถอยหลังกรูดไปไกลกระทั่งไปสุดที่มุมเดิม ขณะเดียวกันสายตาจ้องเขม็งมองเยี่ยฉวนกลายเป็นความสะพรึงกลัวแทนที่แววตากระหายใคร่เข่นฆ่าเหมือนเช่นเมื่อก่อนหน้า
พลันชายหนุ่มค่อยรู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้นเป็นกอง “แม่นางเจียน เจ้านี่ท่าทางจะไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว!”
ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย
เยี่ยฉวนขยับปากเหมือนอยากจะพูดอีก ทันใดนั้นสีหน้าของคนเปลี่ยนวูบและแหงนเงยขึ้นไปมองเบื้องบน
บนนั้นปรากฏพลังลมหายใจแข็งแกร่ง!
เสียงพึมพำรำพึงกับตัวเอง “พวกมันมากันแล้ว!”
จากนั้นพลันปรากฏร่างของชายชราสวมผ้าคลุมขาวก้าวลงมาจากชั้นที่แปด
ที่แท้คือกู่ซิว ผู้มาเยือนตระกูลตู๋กูก่อนหน้านั้นนั่นเอง
ทันทีที่ก้าวลงมา สายตาของกู่ซิวเบนไปจับจ้องที่สัตว์อสูรจ้อยซึ่งนอนสงบอยู่ในที่ห่างออกไปเล็กน้อยเป็นอันดับแรก
เมื่อมองเห็นสัตว์อสูรที่มุม แววตาของกู่ซิวเผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ชายชราจึงล้วงมือหยิบเอาผลไม้มีขนาดเท่ากำปั้นออกมาผลหนึ่ง ทันทีที่ผลไม้ปรากฏพลันกลิ่นหอมเอียนๆ ระเหยออกมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ
สัตว์อสูรตัวเล็กจ้อยซึ่งนอนห่างไปไม่ไกลนัก จ้องสายตาเขม็งมองไปยังผลไม้กระทั่งเผยแววตาหิวกระหายอย่างเห็นได้ชัด
กู่ซิวยื่นมือส่งผลไม้ให้สัตว์อสูรจ้องพลางยิ้มเยื้อน “ผู้อาวุโสนี่เป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากตระกูลกู่ ช่วยรับไว้ด้วยเถิด!”
สัตว์อสูรจ้องตรงข้ามเพ่งมองคนพูดนัยน์ตาแทบไม่กะพริบและยืดกรงเล็บออกตวัดหมับคว้าเอาผลไม้นั้นไป
เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้ากู่ซิวบิดมุมปากพลางยิ้มในหน้า จากนั้นจึงหันไปทางเยี่ยฉวนอีกด้านก่อนจะเอ่ยว่า “เยี่ยฉวน ข้าจะให้โอกาสไว้ชีวิต เจ้ายอมรับหรือไม่?”
เยี่ยฉวนย้อนทันควัน “โอกาสแบบไหน?”
ฝ่ายตรงข้ามตอบให้ว่า “ส่งสมบัติล้ำค่ามาให้ข้าเสีย ข้าจะปล่อยพวกเจ้าสามคนให้มีชีวิตรอด”
ชายหนุ่มนิ่วหน้าพลางครุ่นคิดนิดหนึ่ง จากนั้นจึงส่ายหน้า “ไม่ตกลง เพราะถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ยอมปล่อยพวกเราให้รอดชีวิตอยู่ดี”
หัวคิ้วของกู่ซิวขมวดแน่นกดลึก “ดูท่าว่าพวกเจ้าเลือกที่จะตายสินะ”
ทันใดนั้นชายชราเผยฝ่ามือข้างขวาพลางยื่นออกไป ต่อมาพลังงานประหลาดไหลพรั่งพรูเข้ามาบรรจบที่บริเวณฝ่ามือข้างนั้น
เยี่ยฉวนหรี่นัยน์ตาเขม้นมองก่อนที่จะดึงฝ่ามือสองข้าเข้ามาประกบกัน “อาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน กรุณาออกมาและช่วยข้า……”
อีกด้านหนึ่งไม่ห่างออกไป เมื่อสัตว์อสูรตัวจ้อยได้ยินวาจาของเยี่ยฉวนเข้าเท่านั้น สีหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยนสิ้นเชิง ขณะต่อมานั้นเองมันเผ่นโผนเข้าหาพร้อมตะครุบไปที่ร่างของชายชรากู่ซิว……
