Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 744


บทที่ 744 เจ้าจะทำให้ข้าต้องอับอาย?

คำตอบที่ได้รับทำให้เยี่ยฉวนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก!

ต้องพูดจาเถรตรงไม่มีอ้อมค้อมงั้นหรือ?

ต้องขวานผ่าซากและซื่อบื้อขนาดนี้เชียว?

ถามว่าเขารู้สึกอับอายไหม?

ในขณะนั้นเองมีเสียงวิญญาณกระบี่เจิ้นหุนกล่าวขึ้นอีกว่า “นายท่าน……อันที่จริงท่านเป็นคนใช้ได้ นับว่ายังมีส่วนดีอยู่บ้างตรงที่ความเป็นคนหน้าหนาหน้าทน เรื่องนี้นายท่านคนก่อนของข้าเทียบไม่ติดเลย!”

เยี่ยฉวนหน้าเหย “……”

เสียงพูดต่อไปเรื่อยๆ “ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าท่านจะไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์นัก หากแต่ท่านก็ยังพื้นฐานที่ดี รู้หรือไม่ว่าบางคนเกิดมาพร้อมบางสิ่งที่คนอื่นไม่มีทั้งที่พยายามดิ้นรนไขว่คว้าหามาทั้งชีวิต อย่างท่านน่ะ……”

“พอได้แล้ว!” เยี่ยฉวนส่งเสียงห้ามรวดเร็ว “นี่เจ้าจะยกย่องหรือด่าข้ากันแน่?”

เสียงวิญญาณกระบี่เจิ้นหุนกล่าวเรียบๆ “นายท่านอย่าได้ถือสาในสิ่งที่ข้าพูด เพราะการมีพื้นฐานที่ดีความหมายคือความแข็งแกร่งที่ท่านมีอยู่ในตัวด้วย”

ชายหนุ่มหน้าง้ำนิ่งฟัง

เสียงพูดสืบไป “นายท่านมีคำถามอีกหรือไม่?”

เยี่ยฉวนจึงถามเสียงเข้ม “เวลานี้ข้าสามารถควบคุมเจ้าได้หรือยัง?”

วิญญาณแห่งกระบี่ตอบทันควัน “ไม่ได้! เพราะพลังของท่านยังไม่แกร่งพอ……ก็ไม่เชิงนัก เทียบกับขั้นพลังของนายท่านตอนนี้นับว่าหาได้ยากที่จิตวิญญาณบรรลุได้ถึงระดับที่เป็นอยู่ ทว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมกระบี่ข้าได้อย่างสมบูรณ์ เวลานี้นายท่านสามารถใช้กระบี่ข้าได้วันละสองหน ถ้ามากกว่านั้นจิตวิญญาณของท่านจะได้รับความทรมานจากผลข้างเคียง ซึ่งท่านเองคงไม่ปรารถนาจะให้เกิดเช่นนั้นนัก”

สองหน!

เยี่ยฉวนนิ่ง เขานึกเดาไว้แล้ว ด้วยเมื่อใดที่ตนใช้เกราะเทพแห่งความมืด จะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากผลข้างเคียงทุกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงการใช้กระบี่เจิ้นหุนด้วยซ้ำ!

เคราะห์ยังดีที่จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งพอ ไม่เช่นนั้นจะใช้วันละหนยังยาก!

อย่างไรก็ตามนับว่ายังมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่เขาจะมีไม้ตายไพ่ใบสำคัญเพิ่มขึ้นอีกอย่าง!

เวลานั้นเสียงวิญญาณแห่งกระบี่เจิ้นหุนเอ่ยขึ้นมาว่า “นายท่าน ข้าออกไปสำรวจรอบๆ ได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้ม “มีอะไร?”

เสียงตอบมาว่า “หอคอยแห่งนี้มิได้เกี่ยวข้องกับจักรวาลสี่มิติ ถ้าข้าได้รู้อะไรเพิ่มขึ้น บางทีอาจมีข่าวที่เป็นประโยชน์ นายท่านโปรดอนุญาตข้าเถิด”

เยี่ยฉวนยิ้มพลางเอ่ยปากอนุญาต “เชิญเลย!”

เมื่อได้ความยินยอมจากเยี่ยฉวน กระบี่เจิ้นหุนก็กลายร่างเป็นลำแสงกระบี่ก่อนจะทะยานวาบหายไปทันที

ขณะที่คนทางด้านหลังเตรียมฝึกฝนบ่มเพาะพลังต่อไปนั้น เด็กหญิงอาหลิงน้อยก็เหินเข้ามาใกล้ นางเขม้นมองไปยังทิศที่กระบี่เจิ้นหุนทะยานออกไปไม่ไกลนัก “นั่นอะไร?”

เยี่ยฉวนตอบยิ้มๆ “กระบี่เล่มหนึ่ง!”

“รู้แล้ว……”

อาหลิงน้อยยืนก้มหน้า ดูเหมือนอารมณ์เสียอะไรมาสักอย่าง

คนตรงข้ามเอื้อมมือมาจับศีรษะเล็กๆ “เป็นอะไร? ท่าทางไม่สบายเลย?”

เด็กน้อยตอบตะกุกตะกัก “ข้าสัมผัสได้ถึงลมปราณของปีศาจร้าย……บนชั้นที่ห้าโน่น ขะ……ข้ากลัว”

ชั้นที่ห้า!

สีหน้าของเยี่ยฉวนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ฟังดังนั้น เขายืดตัวขึ้นพลางมองขึ้นไปทางชั้นที่ห้า มีอะไรอยู่บนนั้นกันแน่?

พลันเด็กอาหลิงกระตุกชายเสื้อของเขาเบาๆ พร้อมกับโอดครวญมา “ข้ากลัวจัง……”

ชายหนุ่มก้มลงมองพลางยิ้มกับคนตรงข้าม “อย่ากลัวไปเลย!”

ว่าแล้วเขาชี้มือขึ้นไปข้างบน “เจ้าเห็นกระบี่สามเล่มโน่นไหม? มีกระบี่นั่น อะไรที่อยู่บนชั้นห้าจะไม่กล้ามาทำร้ายเจ้าเป็นอันขาด!”

กระบี่สามเล่ม!

เด็กน้อยอาหลิงมองตามพลางกะพริบตาปริบ “จริงด้วย!”

จากนั้นนางก็วิ่งตื๋อออกไปทว่าออกไปได้ครู่เดียว เด็กหญิงก็วิ่งย้อนกลับมาหาเยี่ยฉวน ครั้งนี้นางถือผลไม้วิเศษมาด้วยและส่งให้ต่อหน้าเขา “เอาไปกินสิ!”

ชายหนุ่มยิ้มพลางรับมาถือไว้ “ได้เลย!”

อาหลิงน้อยยิ้มแฉ่งและกลับไปรดน้ำให้บรรดาผลไม้ของนางต่อ

เยี่ยฉวนยกผลไม้ขึ้นกัดกิน ทันใดนั้นเขารับรู้ถึงพลังชี่จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์กระจายไปทั่วร่างอย่างท่วมท้น จากนั้นเขาเริ่มรู้สึกถึงความสบายผ่อนคลายอารมณ์

ของดี!

เขาออกจะแปลกใจที่เคยมองข้ามประสิทธิผลของผลไม้วิเศษโดยแท้! ถ้านำผลไม้เหล่านี้ไปขายน่าจะแลกได้อัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงไม่น้อยเลยทีเดียว!

ทว่าเวลานี้เขาไม่ได้ขัดสนเงินทอง

ชายหนุ่มทำใจให้สงบ เวลานี้พลังปณิธานกระบี่ของเขากระจัดพลัดพรายเป็นอันมาก ทว่ามิได้สูญไปอย่างสิ้นเชิง เขาต้องนั่งสมาธิเพื่อเปิดพลังปณิธานกระบี่คุณธรรมและกระบี่มารอีกครั้ง

คุณธรรมและมารร้าย!

ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องเข้าฌาณสมาธิเพื่อเปิดทั้งสองพลัง เยี่ยฉวนตัดสินใจจะเริ่มจากพลังปณิธานกระบี่มารก่อน!

ด้วยในโลกนี้ถ้าคนไม่ร้ายกาจเสียบ้าง พวกเขาอาจไม่สามารถยืนหยัดและยืนยาวอยู่ในสังคม

พลังปณิธานกระบี่มาร!

เยี่ยฉวนข่มพลังปณิธานกระบี่คุณธรรมไว้โดยสิ้นเชิงและตั้งอกตั้งใจปลดปล่อยพลังปณิธานกระบี่มารลูก เดียว ไม่นานนักพลังลมปราณแห่งมารก็กระจายออกมาล้อมรอบตัวคน

คุณงามความดีคืออะไร?

มารร้ายคืออะไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นเสมือนปริศนาสำหรับเยี่ยฉวนเสมอมา ด้วยทั้งคุณงามความดีและมารร้ายไม่มีคำจำกัดความที่ตายตัว ทว่าในขณะนั้นเขาพยายามตัดความคิดฟุ้งซ่าน คิดแต่เพียงว่าต้องการพัฒนาด้านพลังมารเท่านั้น

พลังมาร!

ธรรมชาติของคนคือด้านดี ข้อเท็จจริงก็คือมักมาพร้อมกับด้านร้ายด้วย!

การที่ได้ท่องไปในยุทธภพแห่งโลกชิงฉางจนมาถึงตอนนี้ เขาค้นพบว่าในโลกนี้มีคนที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อผู้อื่นอยู่มากมายเต็มไปหมด โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่เขาเป็นผู้ครอบครองหอคอยแห่งเรือนจำ กลับรู้สึกว่ามีคนที่เจตนาไม่หวังดีจนนับไม่ถ้วน!

มารร้าย……ครั้งหนึ่งเขามักจะให้ความสำคัญกับคุณธรรมและมารในตัวของตนเท่านั้น ทว่าถึงตอนนี้กลับได้พบว่าสิ่งที่คิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

เขาไม่เพียงให้ความสำคัญกับคุณธรรมและมารในตัวตน ทว่าต้องคำนึงถึงคุณธรรมและมารในตัวของผู้อื่นร่วมด้วย

เหตุการณ์จึงดำเนินไปในทำนองนี้ กระทั่งเวลาผ่านไปพลังปณิธานกระบี่มารของเยี่ยฉวนยิ่งแข็งแกร่งมาก ขึ้นทุกขณะ ในหอคอยแห่งเรือนจำ……สีหน้าท่าทางของเขาที่ปรากฏสู่ภายนอกดูมีความเหี้ยมเกรียมดุดันมากขึ้น……ด้วยในเวลานี้จิตใจของเขาเต็มไปด้วยสำนึกมารร้ายเข้าครอบงำจนหมดสิ้น!

ที่ด้านนอก จู่ๆ เรือเหาะจักรวาลดาราชะงักหยุดนิ่งอยู่กับที่ ด้วยเบื้องหน้าไปนั้นปรากฏเรือเหาะจักรวาลดาราอีกลำที่มีขนาดใหญ่โตจอดกั้นขวางทางเดินเรือ

บนดาดฟ้าเรือเหาะจักรวาลดารา เจ้าสุนัขอสูรตัวจ้อยนอนนิ่งไม่ไหวติง ท่าทางกำลังเหมือนกับกำลังหลับสนิท

ตู๋กูเสวียนหน้าเคร่งนิ่งอึ้ง ด้วยบุคคลทางเบื้องหน้าส่อเจตนาร้ายอย่างชัดเจน!

ขณะต่อนั้น ไม่ไกลออกไปมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาพบกับตู๋กูเสวียน คนผู้นี้สวมเสื้อคลุมหลวมๆ และยืนเอามือทั้งสองข้างสอดซ่อนไว้ในชายแขนเสื้อ ใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้มดูมีเลศนัย “ข้าได้ยินว่าเยี่ยฉวนอยู่ที่นี่ ขอพบเขาหน่อยจะได้ไหม?”

พลันก็มีชายอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังขณะคนถูกถามขยับจะตอบนั้นเอง

เขาคือเยี่ยฉวน!

ชายหนุ่มท่าทางเยือกเย็นเดินเข้ามายืนข้างสตรีผู้เป็นมารดาและเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคน “มีอะไร?”

ผู้มาเยือนไม่ตอบในทันทีพลางเหลือบมองเยี่ยฉวนตั้งแต่ศีรษะจดเท้า พร้อมกับหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย “ขั้นผสานลมปราณ!”

เยี่ยฉวนพยักหน้าแทนคำตอบ “ตอนที่ข้าประมือกับคู่ต่อสู้ได้ออกวิชาคัมภีร์เวททำให้ได้รับผลจากอาการข้างเคียง ดังนั้นพลังปราณของข้าจึงตกลงอย่างรุนแรง ตอนนี้พลังค่อยฟื้นคืนทีละน้อย……เจ้ามานี่มีธุระอะไร?”

ชายวัยกลางคนเขม้นมองตรงมาด้วยสายตาแน่วนิ่ง “ข้าได้ยินว่าเจ้ามีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัว พวกเราจึงอยากมาเห็นด้วยตา เจ้าเอาออกมาให้พวกเราดูสักหน่อยสิ!”

เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยกยิ้ม “ไม่มีปัญหา เรื่องแค่นี้เชิญพวกเจ้าดูได้ตามสบาย!”

ทันใดนั้นผู้พูดเผยฝ่ามือยื่นออกไปตรงหน้า ซึ่งปรากฏแผ่นยันต์ออกมา

แผ่นยันต์ผนึกพิภพ!

เมื่อได้เห็นยันต์ผนึกพิภพ ชายวัยกลางคนส่ายหน้าพลางขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ ข้าได้ยินมาว่าสมบัติล้ำค่าเป็นหอคอย ไม่ใช่ผนึกยันต์”

ชายหนุ่มพูดพลางยิ้มในหน้า “ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีรู้เป็นพิเศษ แผ่นยันต์ของข้าเป็นสิ่งที่อยู่ภายในหอคอย เอาเถอะในเมื่อเจ้าอยากเห็นหอคอย ข้าก็จะนำออกมาให้ดู……

จากนั้นเขาจัดการประคองแผ่นยันต์ไว้ด้วยมือทั้งสอง ประหนึ่งสิ่งนั้นกำลังจะปลดปล่อยอะไรสักอย่าง อย่างไรก็ตามดูเหมือนชายวัยกลางคนเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน “เดี๋ยวก่อน!”

เยี่ยฉวนเหลือบตาขึ้นมองคนตรงข้าม ขณะที่ชายวัยกลางคนจ้องเขม็งตรงมายังอีกฝ่าย “เจ้าจะทำอะไร?”

คนถูกถามสั่นศีรษะ “อย่ากลัวเลย! ข้ามีสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว จะทำอะไรได้?”

ชายวัยกลางคนไม่ตอบหากมองชายหนุ่มแทบตาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันความรู้สึกตื่นตัวเต็มที่ ไม่สิ มันเริ่มกลัวขึ้นมาหน่อยแล้ว

เยือกเย็น!

นับตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนถึงตอนนี้ เยี่ยฉวนมีท่าทางสงบเยือกเย็นอย่างยิ่ง!

เยือกเย็นผิดปกติ!

ด้วยหากเป็นในยามปกติชายหนุ่มควรจะเป็นตื่นกลัว อย่าลืมว่าพลังของเขาเพียงขั้นผสานลมปราณ ถึงกระนั้นเยี่ยฉวนจึงมีท่าทีใจเย็นและให้ความร่วมมืออย่างยิ่งยวด!

บางอย่างที่เกินเลยกว่าปกติ แน่นอนว่าเห็นจะเป็นมารร้ายนี่เอง!

ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงเคร่งเครียด “เยี่ยฉวน ถ้าเจ้ายังขืนเก็บสมบัติล้ำค่าไว้กับตัวอยู่เช่นนี้ รังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้ไม่จบไม่สิ้น เข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่?”

เยี่ยฉวนพยักหน้าและกล่าวตอบจริงจัง “ข้ารู้ดี ข้าจึงอยากมอบสมบัติล้ำค่านี้ให้กับเจ้าเพื่อตัวข้าเองอย่างไรล่ะ”

หลังจากพูดจนจบประโยค พลันที่บริเวณกึ่งกลางหน้าผากระหว่างหัวคิ้วของเขาปรากฏภาพหอคอยขนาดจิ๋วออกมา

เมื่อเห็นเช่นนั้นชายวัยกลางคนกลับถอยกรูด ขณะจ้องมองคนตรงข้ามพลางสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก “เยี่ยฉวน เจ้าทำบ้าอะไรกันแน่วะ?”

ชายหนุ่มตีสีหน้าไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “ข้าไม่ได้ทำอะไร แค่จะนำสมบัติล้ำค่าออกมามอบให้กับเจ้าไง! ไม่อยากได้แล้วงั้นหรือ?”

ยามนี้ใบหน้าของชายวัยกลางคนทั้งหมองทั้งดำคล้ำ “เยี่ยฉวน เจ้า……”

สัญชาตญาณของเขาบอกกับตนเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ออกจะผิดปกติมาก ทว่าถ้าเขาหนีไปเสียก็เท่ากับตัดหนทางที่จะปรองดองกัน! ยิ่งกว่านั้น ถ้าเขาหนีไปเสียจะมีหน้าที่ไหนไปประกาศตัวในฐานะผู้นำของภารกิจนี้ได้

หลังจากสีหน้าของชายวัยกลางคนแปรเปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ เขาจึงบอกกับคนอีกฝ่ายว่า “เอาสมบัติล้ำค่าวางไว้ตรงหน้านั่นล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปหยิบมาเอง!”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ตกลง!”

ว่าแล้ว หอคอยขนาดจิ๋วซึ่งปรากฏภาพจึงลอยออกมาจากบริเวณหว่างคิ้วของคนพูด และลอยไปหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคน อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นดังนั้นเยี่ยฉวนก็ฉุดตัวตู๋กูเสวียนให้ถอยห่างจากตำแหน่งเดิมหลายสิบก้าวทันที

ด้านชายวัยกลางคน เขาไม่เดินพุ่งตรงเข้าไปฉวยหอคอยแห่งเรือนจำในทันที หากคงจับตามองเยี่ยฉวนนิ่งนาน มือสองข้างของเขาสั่นระริก

เจ้าหนุ่มเยี่ยฉวนมันยอมยกสมบัติล้ำค่าให้คนอื่นง่ายๆ ได้อย่างไร?

มันมีแผน!

แผนการใหญ่!

แทนที่จะก้าวออกไป ชายวัยกลางคนกลับค่อยถอยห่างไปทีละก้าว

ทางด้านหนึ่งสัตว์อสูรสุนัขอสูรเผยอเปลือกตามองและเหลือบไปทางชายวัยกลางคน จากนั้นมันส่ายหน้าช้าๆ และหันหัวไปทางเยี่ยฉวน พลางคิดว่าเจ้าหนุ่มคนนี้มันเจ้าเล่ห์แสนกลนัก ต่อไปมันต้องระมัดระวังตัวให้มาก

ขณะที่เยี่ยฉวนเอ่ยปากพลางสีหน้างงงัน “ไม่อยากได้แล้วหรือ?”

ชายวัยกลางคนถามเสียงแข็ง “เยี่ยฉวน…เจ้าจะทำอะไร?”

หางเสียงดังขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นตะโกน

เยี่ยฉวนตอบด้วยสีหน้าขึงขัง “เปล่าเลย อย่างที่เจ้าบอกนั่นล่ะ ถ้าขืนข้าเก็บสมบัติล้ำค่าไว้กับตัว ก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะส่งต่อ ทำอย่างนี้แล้วข้าจะได้หมดปัญหาอีกทั้งยังฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่ได้อย่างสะดวก เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะใช้หนึ่งกระบี่จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง”

พลางชายหนุ่มชี้มือไปยังหอคอยที่อยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก “เข้ามาสิ มารับเอาไป ข้าเอียนเต็มที!”

ณ เบื้องบนอากาศ ชายวัยกลางคนจ้องมองเยี่ยฉวนไม่วางตา ในชีวิตตนไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวเรรวนเช่นนี้มาก่อน

พลันนั้นเองเยี่ยฉวนเอ่ยพลางยิ้ม “ข้าเป็นคนจริงใจ เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เข้ามาเอาไปเร็วๆ ข้าไม่มีแผนเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรทั้งนั้น”

คนที่อยู่ฟากตรงข้ามมองเฉยอยู่เป็นนาน ก่อนหันหลังขวับและผลุนผลันจากไป

ในที่สุดเขาตัดสินใจไม่เข้าไปเอาหอคอยนั่นมา!

ด้วยสัญชาตญาณบอกกับตนว่าเยี่ยฉวนต้องมีแผนบางอย่าง ถ้าเข้าไปฉวยเอามาจริง มีหวังถูกฆ่าตายเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงเลือกหันหลังให้ทันที

ทันใดนั้นมีเสียงเยี่ยฉวนร้องทักตามหลังมาว่า “เดี๋ยวก่อน!”

คนที่กำลังทำท่าจะออกไปหยุดนิ่งและหันกลับมามอง ขณะนั้นเยี่ยฉวนหน้านิ่งบอกมาว่า “เข้ามาเอาไปเสีย เจ้าต้องรับไป ถ้าไม่มารับไป เจ้าจะทำให้ข้าต้องอับอาย”

ชายวัยกลางคนใบหน้าเหยเก เค้นเสียงถามแหบสาก “ข้าล้มเลิกความตั้งใจแล้ว เจ้ายังต้องการอะไรอีก?”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version