บทที่ 755 พวกเจ้าต้องตายทุกคน! (ต้น)
พลังมาร!
มู่โจวมองเยี่ยฉวนอย่างหวาดกลัว นั่นมันพลังปณิธานกระบี่อะไรกันแน่?
ขณะนี้จิตเต็มไปด้วยความคิดร้าย อีกทั้งจิตสัมผัสทั้งมวลพลันได้รับผลกระทบไปด้วย
ชายชราจับจ้องเยี่ยฉวนด้วยแววตาเหลือเชื่อ ฉับพลันนั้นเขายอมรับว่าที่ผ่านมาตนประมาทชายหนุ่มผู้นี้เกินไป!
เยี่ยฉวนถามมู่โจวเสียงแข็ง “สำนักมารภูตผีอยู่ที่ไหน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมู่โจวดึงความคิดของตนกลับทันที ท่าทีตื่นตัวขึ้นทันควัน สีหน้าลังเลเล็กน้อยขณะพูดกับคนตรงหน้าว่า “คุณชายเยี่ย ข้ารู้ดีว่าเจ้าร้อนใจอยากรีบไปช่วยน้องสาว ทว่าข้าอยากจะเตือนว่าสำนักมารภูตผีไม่ใช่กองกำลังชั้นธรรมดา”
ชายหนุ่มย้ำถามเสียงเรียบ “ผู้อาวุโสบอกข้ามาแค่ว่าสำนักมารภูตผีอยู่ที่ไหนก็พอ”
มู่โจวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบว่า “สำนักมารภูตผีตั้งอยู่ที่เทือกเขาภูตผี ขึ้นไปทางเหนือราว 3,000 ลี้จากเมืองเว่ยหยาง!”
คนตรงหน้าผุดลุกขึ้นขณะทำท่าจะออกไปนั้น พลันมู่โจวรีบท้วงว่า “คุณชายเยี่ย ข้ามีคำพูดที่อยากจะเตือน!”
เยี่ยฉวนชะงักหยุดและพูดว่า “ผู้อาวุโส เชิญพูดมา”
มู่โจวกล่าวเสียงขรึม “สำนักมารภูตผีไม่ใช่ธรรมดา แม้ไม่ได้เลื่องชื่อเช่นเดียวกับตระกูลตู๋กูและตระกูลกู่แห่งดินแดนสวรรค์ นั่นเป็นเพราะพวกเขาซ่อนไว้ไม่ยอมเปิดเผยพลังที่แท้จริง เจ้าอาจคิดว่าพวกนี้อ่อนด้อยงั้นหรือ จึงสามารถลักพาตัวน้องสาวของเจ้าไปจากตระกูลกู่โดยที่ฝ่ายนั้นไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อย?”
ชายหนุ่มตอบเสียงเบา “ผู้อาวุโส ถ้าท่านมีอะไรจะบอกข้าก็บอกมาได้เลย ข้าพร้อมรับฟังทุกอย่างและจะจดจำความหวังดีของท่านไว้ไม่ลืม!”
มู่โจวมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาแน่วนิ่ง ชายชรากำลังคอยให้ชายหนุ่มตรงหน้าออกปากอยู่เช่นกัน จากนั้นจึงกล่าวกับอีกฝ่ายต่อไปว่า “คุณชายเยี่ย อารามเว่ยหยางและเขตนักบุญสองแห่งนี้เป็นกองกำลังที่เปิดเผย โดยทั่วไปอารามเว่ยหยางถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสำนักมารภูตผีเป็นกองกำลังอย่างลับๆ ในกระบวนกองกำลังใต้ดินสำนักนี้จะเป็นรองก็เพียงสำนักห่มขาว พูดง่ายๆ คือเทียบเคียงเขตนักบุญ ทว่าทั้งพลังที่แท้จริงยังมีความลึกลับอยู่นั่นเอง”
เสียงคนพูดหยุดนิดหนึ่งและเอ่ยต่อไปว่า “อีกอย่างพวกเขาทำเพื่อผลประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับคนตายทั้งสิ้น แม้แต่อารามเว่ยหยางก็ยังติดต่อกับพวกเขา ศาลาไป่เสี่ยวของเราก็เช่นกัน”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว “ผลประโยชน์อะไร?”
ชายชราบอกเสียงขรึม “การซื้อขายวิญญาณ หลอมวิญญาณ…กลั่นเกลาซากศพ ปลุกปั้นผีดิบ…พูดสั้นๆ พวกเขามีอิทธิพลมากเช่นกัน”
ชายหนุ่มพยักหน้า “อย่างนี้เอง”
จากนั้นเขาหันไปพูดกับตู๋กูเสวียนว่า “ท่านรออยู่ที่นี่!”
สตรีปรารถนาจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเสี้ยววินาทีที่นางหยุดคิด ในที่สุดนางจำต้องพยักหน้ารับแต่โดยดี
เยี่ยฉวนกล่าวเสียงอ่อนกับอีกฝ่าย “ผู้อาวุโสฝากท่านช่วยดูแลนางแทนข้าด้วย”
มู่โจวหันไปมองตู๋กูเสวียนและตอบมาว่า “อย่ากังวลเลย ศาลาไป่เสี่ยวเราจะไม่ทำให้เจ้าเสียความตั้งใจ!”
ชายหนุ่มผงกศีรษะครั้งหนึ่ง “ขอบคุณมาก!”
ว่าแล้วจึงเดินนำหน้าสุนัขอสูรออกไปจากสถานที่
มู่โจวมองตามทิศทางที่เยี่ยฉวนจากไป ท่าทางดุจกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
…
บริเวณนอกเขตเมืองเว่ยหยาง สุนัขอสูรตั้งคำถามมาทันทีว่า “เจ้าไม่กลัวว่าศาลาไป่เสี่ยวจะทำร้ายนางหรืออย่างไร?”
คนที่ถูกถามตอบกลับด้วยน้ำเสียงธรรมดา “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ พวกเขาไม่กล้าหรอก!”
เสียงสุนัขอสูรพึมพำมาให้ได้ยิน “รอบตัวเราเต็มไปด้วยคนที่แอบติดตาม”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมีเสียงพูดขึ้นว่า “ศาลาไปเสี่ยวอยากเห็นไพ่ใบสำคัญของข้า พวกกองกำลังอื่นก็เหมือนกัน”
สัตว์อสูรเหลือบตามองคนพูดและถามออกไปว่า “นี่น้องชายเจ้ามีไพ่ใบสำคัญอะไร? เปิดเผยให้ข้ารู้บ้างจะได้ไหม?”
เยี่ยฉวนย้อนถาม “กลัวงั้นหรือ?”
อีกฝ่ายชักสีหน้าทันทีพลางพูดอย่างมีน้ำโห “ใช่สิ ตั้งแต่หันมาติดตามเจ้าทำให้ข้าชักกลัวขึ้นมาเสียแล้ว จนถึงตอนนี้รู้ตัวบ้างไหมว่ามีคนต้องการสังหารเจ้ามากแค่ไหน?”
ตอนแรกมันเคยนึกว่าการติดตามเยี่ยฉวนก็ไม่เลวนัก อย่างไรก็ตามครบสามปีเมื่อไรจึงค่อยแยกตัว ทว่าเวลานี้สัตว์อสูรจ้อยรับรู้แล้วว่าอะไรไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เจ้าหนุ่มนั่นเป็นตัวดึงดูดปัญหาอย่างดี! เขาต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน! ยิ่งกว่านั้นมีศัตรูเพิ่มขึ้นทุกวันอีกทั้งเป็นศัตรูที่มีพลังแข็งแกร่งมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าชายหนุ่มคงถูกฆ่าตายเข้าสักวัน!
เยี่ยฉวนตอบด้วยน้ำเสียงดุจเดิม “ผู้อาวุโสอย่ากังวลไปเลย ข้ามีกองหนุนละนา!”
อีกฝ่ายชำเลืองมองคนพูดด้วยหางตา “นางไปแล้ว เจ้ามีไพ่ใบสำคัญอื่นอีกหรือไง?”
ชายหนุ่มกลับบอกว่า “ผู้อาวุโสเจ้ามาช่วยข้า ข้ารู้สึกสำนึกในบุญคุณและจะจดจำไว้ไม่รู้ลืม”
สุนัขอสูรถอนใจหนักหน่วงก่อนกล่าวว่า “ช่วงหลังมานี้ข้ารู้สึกมีหลายอย่างเกิดขึ้นและซับซ้อนมากขึ้นทุกขณะและเจ้าตกเป็นเป้าจู่โจมของคนต่างๆ มากมาย! เวลานี้มีคนแกร่งกล้าขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์แอบซุ่มไม่เปิดเผยตัวไม่น้อยกว่าสามสิบ!”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ สีหน้าของมันบ่งชัดว่าลังเลต่อสิ่งที่กำลังจะพูดออกไป “เจ้าคิดไหมว่าควรจะตามนางกลับมา?”
คนที่กำลังถูกกล่าวถึงนั้นหาใช่ใคร คือเจียนจื่อไจ้นั่นเอง!
เยี่ยฉวนจนคำพูดได้แต่นิ่งอึ้ง เขาเองก็อยากให้นางกลับมา! ทว่าเขาจะไปตามนางได้ที่ไหน? หากคำพูดที่พูดกับอีกฝ่ายเป็นไปในเชิงบวก “ไม่ได้ ถ้ารบกวนพี่สาวด้วยเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ข้าก็เป็นคนไม่เอาไหนละซี!”
ขายหนุ่มก้มลงมองสัตว์อสูรจ้อย “อีกอย่างเจ้าจะถูกนางสบประมาทเอาด้วยนา!”
สุนัขอสูร “……”
หลังจากนั้นสักพักใหญ่ เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรจึงได้มาถึงยังหุบเขาภูตผี
บรรยากาศน่าขนลุกขนชัน รกร้างวังเวง!
นี่เป็นความรู้สึกแรกเริ่มของเยี่ยฉวนที่ได้ย่างเท้าเข้าไปในบริเวณหุบเขาภูตผี!
อาณาบริเวณของหุบเขาภูตผีไม่ได้ใหญ่โตนัก ทว่าบรรยากาศโดยรอบน่าขนพองสยองเกล้ามาก เพราะทุกที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพยั้วเยี้ยเต็มพรืดไปหมดทั้งหุบเขา เพียงมองเห็นครั้งแรกถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด
ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณเหนือยอดเขาภูตผีมีเมฆหมอกดำทะมึนปกคลุม พลันให้หุบเขาภูตผียิ่งดูหลอนมากขึ้นไปอีก
ลมเย็นยะเยือกพัดมาปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกเสมือนผิวเนื้อกำลังถูกทิ่มแทงด้วยความเย็นกระนั้น!
เจ้าสุนัขอสูรพึมพำมาให้ได้ยินว่า “ที่นี่ไม่น่าไว้วางใจ”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับทราบ จากนั้นจึงยืนหันหน้าไปยังหุบเขาภูตผี “ข้าชื่อเยี่ยฉวน มารับคนที่สำนักมารภูตผีลักพามากลับไป”
ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วขณะ พลันเสียงตวาดดังสะท้อนลงมาจากยอดเขา “ออกไป!”
ชายหนุ่มหันไปมองสุนัขอสูรอีกด้าน “ถล่มหุบเขาเลย!”
อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นพลันไม่รอช้ายกเท้าตบเปรี้ยงลงบนพื้นอย่างรุนแรง!
ตูม!
พื้นที่ในบริเวณสั่นสะท้านรุนแรง พื้นเริ่มแตกร้าวทีละน้อย รอยร้าวแผ่ออกมุ่งตรงไปทางหุบเขาภูตผีซึ่งอยู่ไกลออกไป เมื่อรอยแยกของพื้นดินไปถึงยังเชิงหุบเขาภูตผีนั้น ภาพเงาร่างเสมือนคนค่อยๆ ปรากฏให้เห็นและทำท่ายกฝ่าเท้ากระทืบลงไปที่พื้นเพียงเบาๆ
ตูม!
พลันนั้นเองพื้นที่ในบริเวณเกิดการสั่นไหวอีกครา พร้อมกับพลังที่เจ้าสุนัขอสูรปล่อยออกมาหายวับไปอย่างรวดเร็ว!
ภาพเงาร่างเสมือนคนไขว้มือทั้งสองไว้ด้านหลัง “เยี่ยฉวน สำนักมารภูตผีกับเจ้าไม่เคยมีเรื่องขัดเคืองต่อกัน เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ชายหนุ่มตอบให้ว่า “น้องสาวของข้าอยู่ในสำนักมารภูตผี ใช่ไหม?”
“ว่าอะไรนะ?”
