คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2021

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 247

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

พลิกปฐพี 110-5

ตอนที่ 110-5

มู่ชิงเกอเจ้ามียางอายหรือไม่

ขมวดคิ้วทีหนึ่ง มู่ชิงเกอใช้พลังเวทในการสร้างเกราะล่องหนและป้องกันให้ตนเองอยู่นอกความร้อน

‘เจ้านาย ท่านทำเช่นนี้เป็นการสิ้นเปลืองพลังเวทนะ!’ เหมิงเหมิงกล่าวเตือน

‘แต่ก็ไม่มีวิธีอื่น ทำได้เพียงแค่รีบตามหาพญาเพลิงเมฆสุริยาให้เจอ’ มู่ชิงเกอตอบในใจ พลันก้าวฝีเท้า เดินไปอยู่ข้างๆ หานฉายไฉ่ที่เดินนำนางอยู่ก้าวหนึ่ง

ชายผู้นี้ กลับสามารถยืนอยู่บนก้อนหินได้อย่างผ่อนคลาย โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร

มู่ชิงเกอดูออกว่า เขาไม่ได้ใช้พลังเวทในการสร้างเกราะเพื่อกันไอร้อนจากเปลวไฟ

มองเขาด้วยสายตาที่แฝงความฉงนใจแวบหนึ่ง มู่ชิงเกอจึงพูดว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าจะชอบที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก”

หานฉายไฉ่กระตุกมุมปาก และพูดอย่างได้ใจ ด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านว่า “สำหรับข้าแล้วไฟถือเป็นมิตรที่พึ่งพาได้มากที่สุด” พูดจบ เขาก็สะบัดมือไพล่หลังพลันก้าวเท้ายาวเข้าไป

‘เย่อหยิ่ง!’

มู่ชิงเกอเถียงในใจ และรีบตามไป

มาถึงที่นี่ หากต้องการจะหาพญาเพลิงเมฆสุริยาให้เจอ ก็คงจะต้องพึ่งพลังอันเหนือฟ้าของหานฉายไฉ่

ตามหานฉายไฉ่ไปอยู่เหนือหิน ด้านล่างเป็นแม่นํ้าที่ก่อตัวขึ้นมาจากลาวา ด้านบนเป็นหินหนืดที่ถูกหลอมละลาย กำลังหยดลงในลาวาอย่างไม่ขาดสาย

“ด้านหน้าเป็นทางตัน เจ้าจะทำเช่นไร” อยู่ๆ หานฉายไฉ่ก็หันหลังกลับมา พลันพูดกับมู่ชิงเกอด้วยนํ้าเสียงขบขัน

มู่ชิงเกอมองเขาโดยปราศจากการคำพูด

หานฉานไฉ่พูดอย่างห่วงใยว่า “สายนํ้าเงินไม่สามารถลอยตัวกลางอากาศได้นานมากนัก และในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าทั้งต้องกันการกัดกร่อนจากเปลวเพลิง ทั้งยังต้องลอยตัวกลางอากาศ พลังเวทในตัวของเจ้าอาจจะต้านทานได้ไม่นานมากนัก”

มู่ชิงเกอพลันหัวเราะขึ้นมา “เจ้าพูดราวกับว่า เจ้าบินเก่งมากอย่างนั้นล่ะ”

“อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องแบ่งพลังเพื่อต้านพิษจากไฟ” รอยยิ้มของหานฉายไฉ่เบิกบานมากกว่าเดิม

“พิษจากไฟ! พิษ!”

คำพูดของหานฉายไฉ่ได้เตือนสติมู่ชิงเกอ

หากไฟถือเป็นพิษชนิดหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นจะมียาแก้ที่สามารถต่อต้านพิษนี้หรือไม่

มู่ชิงเกอพยายามคิดวิเคราะห์แต่ไม่นานก็ได้คำตอบ

นางจำได้ว่า ในสวนสมุนไพรของเหมิงเหมิง ราวกับมีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถกลั่นสารโปร่งแสงได้หากทามันไว้บนร่างกาย จะสามารถป้องกันเปลวเพลิงได้

ถึงแม้ว่า สรรพคุณของยาชนิดนี้จะหายไปหลังจากที่มันระเหย และต้องทาใหม่อีกรอบ แต่อย่างน้อยก็สามารถลดการใช้พลังเวทและเดินไปพร้อมกับหานฉายไฉ่ได้

“คงไม่ต้องรบกวนเจ้าเป็นกังวลหรอก” ม่ชิงเกอยิ้ม พร้อมทั้งยักคิ้วปฏิเสธหานฉายไฉ่

หานฉายไฉ่หรี่ตาทั้งสองข้างลง พลันอุทานอย่างเย่อหยิ่ง แตะปลายเท้าและลอยเหนืออากาศลงไปยังแม่นํ้าลาวา

หลังจากที่เขาจากไป ในมือของมู่ชิงเกอก็มีบางอย่างเพิ่มเข้ามา

นั่นเป็นสิ่งที่เหมิงเหมิงมอบให้กับนาง พืชผลที่รูปร่างคล้ายลูกรักบี้นี้ คือสิ่งลํ้าค่าที่สามารถต้านไฟได้

มู่ชิงเกอยกมันขึ้นมาเหนือศีรษะแล้วใช้แรงบีบให้มันแตกออกอย่างรุนแรง

ทันใดนั้น สารโปร่งใสก็หลงไหลลงมาจากศีรษะ ลงไปทั่วร่างกาย ไม่นาน ก็ได้ไหลผ่านทั่วร่างกายของนาง ทว่ากลับไม่ทิ้งร่องรอยอันใด

หลังจากที่สำเร็จแล้ว มู่ชิงเกอก็เรียกคืนพลังเวท และเป็นความจริงที่สัมผัสไม่ได้ถึงความร้อน แต่ว่ากลับรู้สึกถึงความเย็นเป็นพิเศษ

‘สมกับเป็นของลํ้าค่า!’ มู่ชิงเกอตาเป็นประกาย พร้อมเผยรอยยิ้มตรงมุมปาก ‘เหมิงเหมิงพืชผลชนิดนี้ เจ้ายังมีเหลืออยู่เท่าไหร่’

‘วางใจเถอะเจ้านาย ในคลังเก็บของของหนูแน่นมาก ท่านต้องการเท่าไหร่ก็มีเท่านั้น’ เหมิงเหมิงพูดด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อมีการยืนยันจากกองหลังเช่นนี้ รอยยิ้มของมู่ชิงเกอก็ยิ่งงามชวนตะลึงมากขึ้นกว่าเดิม พลันแตะเท้าทีหนึ่ง แล้วตามหานฉายไฉ่ไป

ในแม่น้ำลาวา มีก้อนหินก้อนใหญ่สองก้อนที่เพียงพอสำหรับการพักพิงให้กับทั้งสอง

ในทุกครั้งที่ใช้พลังในการลอยตัวไปมาก ทั้งสองก็จะหยุดลงเพื่อพักสักครู่ แล้วจึงลอยขึ้นอีกครั้ง

ท่าทางอันผ่อนคลายของมู่ชิงเกอทำให้หานฉายไฉ่ฉงนใจอย่างเป็นที่สุด

ระหว่างทาง เขาไม่หยุดที่จะพิจารณา ราวกับอยากจะรู้ว่ามู่ชิงเกอใช้ของวิเศษอะไรในการหลบหลีกจากความร้อนอันรุนแรงของที่แห่งนี้

ในโลกที่เต็มไปด้วยไฟเช่นนี้ทั้งสองไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าได้เคลื่อนตัวลงมาต่ำเท่าไหร่แล้ว

ในทุกๆ ครั้งที่ฤทธิ์ยากำลังจะหมด มู่ชิงเกอก็จะเอายาจำนวนมหาศาลออกมาเคี้ยว หานฉายไฉ่เห็นแล้วเผยรอยยิ้มทุกข์ใจ แต่ก็ต้องเอายาของตนเองออกมาเติมพลังบ้าง

แต่ทว่า เขาก็ยังคงดูถูกความสามารถของมู่ชิงเกอมากเกินไป

หลังจากที่ยาเม็ดสุดท้ายของเขาถูกกลืนลงไป ในมือของมู่ชิงเกอก็ยังมียาอีกกำใหญ่ และถูกโยนเข้าปากอย่างไม่ขาดสาย

“นี่ เจ้ามียามากมายเท่าไหร่กันแน่เนี่ย” หานฉายไฉ่ถามด้วยใบหน้าดำมืด

มู่ชิงเกอมองเขาแวบหนึ่ง พร้อมพูดอย่างขบขันว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง แน่นอนว่าข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงเจ้าแน่”

นํ้าเสียงที่แฝงการเสียดสี ทำให้สีหน้าหานฉายไฉ่ดำคลํ้า นํ้าเสียงโทนต่ำและแฝงความเกียจคร้านมีความเย็นเยียบเพิ่มเข้ามา พลันพูดอย่างอึดอัดว่า “หากว่าเจ้ายังมียามากพอ ขอให้ข้าสักหน่อยเถอะ”

“หืม เหตุใดประมุขแห่งหอสรรพสิ่ง ออกจากบ้านไยจึงไม่พกยามาให้เพียงพอ” มู่ชิงเกอส่ายหน้าหลายที

“มู่ชิงเกอ เจ้าอย่าลืมว่า ในเมืองฮ่วนเจ้าได้สมบัติชั้นยอดของหอเราไปไม่น้อย ในตอนนี้เพียงใช้ยาไม่กี่เม็ดมาแลกเปลี่ยน ก็ถือว่าเจ้าได้กำไรมากแล้ว” หานฉายไฉ่กัดฟันพูด

มู่ชิงเกอพูดเขาด้วยสายตาที่แฝงความเยาะเย้ย “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ยังจะมีความหมายอันใด หากจะคิดบัญชีกันเช่นนี้ เราจะต้องคิดเรื่องที่เจ้ากลั่นแกล้ง ข้าเมื่อครั้งอยู่ในเมืองจื้อก่อนจริงหรือไม่”

เมื่อเห็นท่าทางที่แสดงว่า ‘ข้าดูถูกเจ้า’ สีหน้าของหานฉายไฉ่ก็มืดมนลงเรื่อยๆ พูดด้วยนํ้าเสียงที่ยังคงเย็นเยียบว่า “เรื่องนั้น ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็ดึงข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย ถือได้ว่าเสมอกันแล้ว”

“หึ ชำระหนี้ได้หน้าไม่อายเสียจริง สมกับชื่อเสียงของประมุขแห่งหอสรรพสิ่งโดยแท้!” มู่ชิงเกอหัวเราะด้วยนํ้าเสียงที่แฝงความเย้ยหยัน

“มู่ชิงเกอ เจ้าอย่าลืมว่า เรายังมีพันธะสัญญาที่ร่วมมือกันอยู่!” หานฉายไฉ่พูดด้วยความโกรธจนไม่ อาจจะเก็บอาการเอาไว้ได้

มู่ชิงเกอจ้อง เขาด้วย แวว ตา เย็นเยียบ แวบหนึ่ง รอยยิ้มตรงมุมปากเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย

อย่าลืมสิ ว่าใครเป็นคนเริ่มประเด็น!

สายตาของมู่ชิงเกอ ทำให้หานไฉ่ฉายยอมสงบลงและพูดอย่างอึดอัดว่า “จะต้องทำอย่างไร เจ้าจึงจะยอมแบ่งยาให้กับข้า”

“อยากได้ยาน่ะไม่มีปัญหา! แต่เจ้าจะเอาอะไรมาแลก” มู่ชิงเกอมองเขา ในส่วนลึกของสายตาอันสว่างนิ่งสงบ ราวกับกำลังเจรจาการค้ากับเขาอย่างนั้น

“เจ้าต้องการสิ่งใด”หานฉายไฉ่ถามอย่างไม่ชอบใจ

มู่ชิงเกอมองเขาอย่างพินิจรอบหนึ่ง แล้วส่ายหน้าอย่างรังเกียจ “ในตอนนี้ เจ้าคงจะไม่มีสิ่งมีค่าอันใดติดตัวอยู่ การแลกเปลี่ยนในคราวนี้ถือว่าเสียเปรียบ เสียเปรียบยิ่งนัก”

“มู่ชิงเกอเจ้าอย่าได้เกินไปนัก!” ในดวงตาหงส์อันเรียวยาว เต็มเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร

มู่ชิงเกอยักคิ้ว ราวกับไม่เห็นไอสังหารในแววตาของเขา แล้วยิ้มจนตาโค้งงอดั่งพระจันทร์เสี้ยว พลางเงยหน้าขึ้นและพูดอย่างได้ใจ “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงทำสัญญากับข้า ว่ายาเม็ดหนึ่งแลกด้วยแก่นสมองของสัตว์ระดับเหนือกว่าสายครามสิบแก่น กินไปกี่เม็ดก็เอามาคืนเท่านั้น ดีหรือไม่”

หานฉายไฉ่ได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมาในทันที แต่รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง “เจ้าคิดจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสหรือ แก่นสมองของสัตว์ที่ระดับเหนือกว่าสายคราม เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปแย่งชิงด้วยตนเอง เจ้าคิดว่ามันเป็นผักกาดขาวที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดหรืออย่างไร!”

“อืม เจ้าคิดว่าใช่ก็คือใช่” มู่ชิงเกอเอามือลูบคางของตนเองและพยักหน้าอย่างจงใจ ด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าตนเองกำลังจะแย่ง จากนั้นก็มองเขา พลาง พูดด้วยรอยยิ้ม “ข้อตกลงข้าได้เสนอไปแล้ว ข้าไม่ชอบคนช่างต่อรอง ราคาไหนราคานั้น หากเจ้าพยักหน้าตอบตกลง เพื่อเป็นการทำสัญญา ก็จะได้รับยาในทันที แต่หากเสียดายสิ่งนอกกายเหล่านั้น ก็ไม่เป็นอะไร แม้ว่าการแลกเปลี่ยนจะไม่สำเร็จ ทว่าความสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่ สำหรับเรื่องพญาเพลิงเมฆสุริยา เรายังคงเป็นพวกเดียวกัน”

“มู่ชิงเกอ เจ้านี่ช่างหน้าไม่อายเหลือทน” หานฉายไฉ่โกรธจนหัวเราะออกมา มู่ชิงเกอไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย พลันตอบเขาว่า “เช่นกันๆ”

คำพูดเพียงคำเดียว ทำให้หานฉายไฉ่พูดอะไรไม่ออก

หากไม่มียา เขาก็ไม่สามารถเดินไปในที่ที่มีพญาเพลิงเมฆสุริยาอยู่ และหากจากไปเช่นนี้ เขาก็ไม่ยินยอม เพราะใครจะรู้ว่ากลับมาที่นี่อีกหน จะต้องพบเจอกับสถานการณ์เช่นใด และหากว่าพญาเพลิงเมฆสุริยาฟื้นตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำอย่างไร

หลังจากที่คิดอย่างเคร่งเครียด จนในที่สุดหานฉายไฉ่ก็กัดฟันกรอด และตอบตกลงข้อเสนอของมู่ชิงเกอ!

หลังจากที่ทำสัญญากันเสร็จสรรพแล้ว หานฉายไฉ่ก็อุทานอย่างเย็นเยียบคำหนึ่ง แล้วจึงโยนแก่นสมองให้กับมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอรีบรับด้วยสองมือ และตรวจทานอย่างละเอียด เมื่อพบว่าไม่มีข้อผิดพลาดประการใด จึงเก็บอย่างระมัดระวัง ส่วนสัญญานั้นถูกเก็บไว้ในที่ๆ หานฉายไฉ่มองไม่เห็นและเข้าไปอยู่ในมิติแห่งช่องว่าง

เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ มู่ชิงเกอก็ได้เอายาเพิ่มกำลังขวดหนึ่งให้กับหานฉายไฉ่ตามสัญญา และปลอบใจว่า “เจ้าอย่าเอาแต่เสียดายแก่นสมอง ในขวดนี้มียาอยู่หลายสิบเม็ด แก่นสมองหลายร้อยแก่นช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ถือว่าเจ้าได้เปรียบและข้ามีเมตตา ไม่ยอมเห็นเจ้าหมดลมหายใจไปเพราะพลังเวทหมดลง หากไม่เช่นนั้น การค้าที่เสียเปรียบเช่นนี้ใครจะยอมทำ”

หานฉายไฉ่เก็บขวดที่มีเม็ดยาบรรจุอยู่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วเย้ยหยันคำพูดของมู่ชิงเกอว่า “เรื่องในวันนี้ถือว่าข้าได้เรียนรู้ความสามารถของคุณชายมู่”

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ไม่ขนาดนั้นหรอก” มู่ชิงเกอเผยรอยยิ้ม แล้วพูดอย่างจริงใจ

บนใบหน้าอันเรียวและงดงาม เผยรอยยิ้มที่ฉายความเบิกบาน แต่กลับทำให้สายตาของหานฉายไฉ่เติมไปด้วยความเจ็บปวด

แก่นสมองของสัตว์ที่อยู่ในระดับเหนือกว่าสายคราม ยังกล่าวได้อีกว่า ในหลินชวนแห่งนี้หายากมาก และทุกๆ แก่นสมองล้วนมีมูลค่าอันมหาศาล ในวันนี้ ถูกยาของนางแลกไปหลายร้อยแก่น ถือว่าเป็นจำนวนที่เทียบเท่ากับการเก็บสะสมของชนชั้นระดับกลางใน แคว้นระดับสาม วิธีง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็สามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในชั่วค่ำคืน ในตอนนี้ เจ้านี่ได้เปรียบมากถึงเพียงนี้ แต่ยังแสร้งพูดว่าตนเองทำการค้าที่เสีย เปรียบอีกอย่างนั้นหรือ

คิดว่าเขาเป็นเด็กอายุ 3 ขวบหรือไร

“ออกเดินทาง” เก็บความอึดอัดเอาไว้เพียงในใจ หานฉายไฉ่ลุกขึ้นยืน พลันออกเดินทางอีกหน

เขามีความรู้สึกหนึ่ง หากไม่สามารถพบพญาเพลิงเมฆสุริยาก่อนที่ยานี้จะหมด ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกมู่ชิงเกอรีดไถอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

เมื่อจนปัญญา ในครานี้ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดของตัวเขาเอง ที่เตรียมยามาไม่พอ

แต่ว่า มู่ชิงเกอเป็นตัวประหลาดอะไรกัน เหตุใดมียาจำนวนมากราวกับว่าใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมดอย่างนั้น

พลิกปฐพี 110-4

ตอนที่ 110-4

มู่ชิงเกอเจ้ามียางอายหรือไม่

“ที่นี่แหละ” เงาร่างของหานฉายไฉ่ปรากฏขึ้นบนพื้นที่ที่แห้งแล้ง ชี้ไปบนพื้นที่กำลังเหยียบอยู่แล้วพูดกับมู่ชิงเกอ

“ที่นี่รึ” มู่ชิงเกอมองพื้นดินที่เขาเหยียบอยู่แล้วเม้มปาก ไม่พูดอะไรต่อ

หานฉายไฉ่พูดขึ้นอีกครั้งว่า “ข้าสัมผัสได้ว่ามันอยู่ที่นี่ และยังคงหลับไหล สำหรับเราแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสที่มิอาจพบได้โดยง่าย”

“หากมันซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน แล้วเราจะลงไปได้อย่างไร หากเราเคลื่อนไหวมากไป ก็อาจจะทำให้มันตื่นได้” มู่ชิงเกอพูดพลางขมวดคิ้ว คำถามนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ทำให้หานฉายไฉ่ขมวดคิ้ว

พวกเขาก็ไม่สามารถแทรกเข้าไปในดินและมุดไปมาอย่างที่ต้องการได้ อีกประการหนึ่งการจะเข้าใกล้พญาเพลิงเมฆสุริยาอย่างเงียบๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ยากมาก

ทั้งสองเงียบลง

มู่ชิงเกอถามในใจ “เหมิงเหมิง เจ้ามีวิธีหรือไม่”

‘เจ้านาย หนูสัมผัสได้ว่าใต้ดินมีโลกที่ร้อนมากๆ ใบหนึ่ง แต่จะลงไปอย่างไรนั้น หนูก็ไม่รู้’ เหมิงเหมิงตอบอย่างรวดเร็ว

‘โลกที่ร้อนมากอย่างนั้นหรือ’ มู่ชิงเกอถามเหมิงเหมิงกลับ

‘ประเด็นคือจะลงไปอย่างไร’ มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว

และในขณะที่มู่ชิงเกอกำลังคิดวิเคราะห์ บนฝ่ามือของหานฉายไฉ่ก็ได้รวบรวมแสงประกายสีนํ้าเงินเอาไว้ และเล็งพื้นที่ที่อยู่ตรงปลายเท้า

“เจ้าจะทำอะไร” มู่ชิงเกอจ้องเขม็ง พลันเอ่ยถาม

หานฉายไฉ่บอกว่า “เมื่อไม่สามารถหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ใช้วิธีที่ง่ายที่สุด”

“หากทำให้พญาเพลิงเมฆสุริยาตื่น และหนีไปจะทำอย่างไร” มู่ชิงเกอพูดอย่างไม่เห็นด้วย

หานฉายไฉ่กระตุกมุมปาก และมองนางอย่างเยาะเย้ย พร้อมถามว่า “ถ้าเช่นนั้น คุณชายมู่มีวิธีอะไร”

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก หากว่านางมีวิธี จะมายื่นอยู่ที่นี่ทำไมกันเล่า

มู่ชิงเกอไม่อยากจะสนใจเขา จึงก้มหน้าลงมองพื้นดินใต้เท้า

บนที่ราบแห่งนี้ ดินทรายแห้งแล้งและแข็งเป็นอย่างมาก เหยียบลงไปแล้ว ราวกับเป็นเหล็กกล้า

จะมีวิธีอันใดเล่าที่จะสามารถแยกมันออก โดยไม่ทำให้พญาเพลิงเมฆสุริยารู้สึกตัว

เท่าที่เหมิงเหมิงบอก ในชั้นใต้ดิน ราวกับมีมิติแห่งช่องว่าง ถ้าเช่นนั้น หากพวกเขาสามารถแยกพื้นดินลงไปได้

ก็จะสามารถเข้าสู่โลกนั้นได้อย่างนั้นหรือ เมื่อคิดทบทวนแล้ว ทันใดนั้นใด สายตาของมู่ชิงเกอก็ เป็นประกาย

จากนั้น ในมือของนางก็มีแท่งเหล็กสีดำอันหนึ่งปรากฏขึ้น รูปร่างของมันคล้ายดังสว่าน ตรงปลายนั้นแหลมคมเป็นอย่างมาก พื้นผิวนั้นม้วนไปมาเป็นเกลียว

นี่เป็นอาวุธอันไร้ค่าที่นางหลอมสร้างขึ้นอย่างไม่เห็นความสำคัญตอนที่หลอมสร้างอาวุธ ไม่คิดว่าในวันนี้จะ…

หานฉายไฉ่มองสิ่งที่อยู่ในมือของนางด้วยความแปลกใจ และเดาไม่ออกว่าใช้ทำอะไรได้จึงหัวเราะเยาะว่า “คุณชายมู่คิดจะใช้แท่งเหล็กนี่ในการเจาะรูพื้นดินนี่อย่างนั้นหรือ”

มู่ชิงเกอเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร

ในตอนนี้ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด อีกทั้งสามารถตบหน้าได้ดังกว่าด้วยเช่นกัน

มู่ชิงเกอคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือขวาจับท่อนเหล็ก แล้วเสียบลงบนพื้นดินทันที

เพียงกึกๆ เสียงเดียว ท่อนเหล็กก็จมอยู่ในดินแล้วครึ่งหนึ่ง

มู่ชิงเกอคลายมือออก และใช้ฝ่ามือในการดันอีกด้านหนึ่งเอาไว้ แสงประกายสีนํ้าเงินแสงหนึ่งรวมอยู่ที่ท่อนเหล็ก

เพราะการเคลื่อนไหวของนาง ท่อนเหล็กที่เสียบอยู่เริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว…ท่อนเหล็กเข้าสู่พื้นดินมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลุมที่เกิดขึ้น กรวดรอบๆที่แข็งตัวต่างก็ เริ่มคลายออกจากกัน

ในตอนแรก หานฉายไฉ่มองมู่ชิงเกอด้วยความเหยียดหยาม แต่พอเม็ดกรวดค่อยๆ เข้าสู่หลุมเล็กๆ นั่น ความเหยียดหยามในสายตาของเขาก็ค่อยๆ อันตรธานหายไป และแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง

ในขณะที่ท่อนเหล็กแทบจะจมมิดไปทั้งด้าม มู่ชิงเกอสูดลมหายใจเข้าทีหนึ่งอย่างกะทันหัน และดึงท่อนเหล็กออกในทันที หลังจากที่ท่อนเหล็กถูกดึงออก เม็ด กรวดที่อยู่โดยรอบก็ไหลเข้าสู่หลุมและจะกลบปิดหลุมอีกครั้ง

แต่ทว่า ปฏิกิริยาของหานฉายไฉ่นั้นว่องไวมาก เขาสะบัดมือทีหนึ่ง ใช้การปลดปล่อยจากท่อนเหล็ก ในการควบคุมหลุมบนพื้นดินเอาไว้โดยไม่ได้ส่งเสียงดังมากนัก

มู่ชิงเกอมองเขาพร้อมรอยยิ้มจางๆ ตรงมุมปาก

หานฉายไฉ่หันกลับมาสบตากับนาง และต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบาย

“อีกรอบ” มู่ชิงเกอเสียบท่อนเหล็กลงพื้น

หานฉายไฉ่จ้องนาง เตรียมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือตลอดเวลา

ไม่นาน บริเวณที่พวกเขายืนอยู่ก็ได้กลายเป็นหลุมหลุมหนึ่ง

“ตาข้าบ้าง” หานฉายไฉ่ออกปากขอเปลี่ยนกับมู่ชิงเกอด้วยตนเอง เพื่อรับช่วงต่อจากมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอดีใจที่ได้พัก จึงหลีกทางให้อย่างเชื่อฟัง

เพราะเมื่อเปรียบหน้าที่กันแล้ว แน่นอนว่าสิ่งหานฉายไฉ่รับผิดชอบก่อนหน้านี้นั้นง่ายกว่า

แม้ทั้งสองจะเปลี่ยนหน้าที่กัน แต่ก็ยังคงเข้าขากันได้เป็นอย่างดี

ไม่นาน หลุมนั้นก็ลึกลงไปมาก ความสูงประมาณคนสองคนได้

ในขณะที่หานฉายไฉ่เสียบท่อนเหล็กลงบนพื้นดินอีกหน ก็รู้สึกได้ว่าในฝ่ามือพลันว่างเปล่า ท่อนเหล็กที่เสียบอยู่บนพื้นดินหายแวบไปในทันที เหลือไว้เพียงแค่หลุมสีดำ

ทั้งสองหรี่ตาลงในทันที และโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมกัน

“ดูเหมือนว่า จะล่างสุดแล้ว” มู่ชิงเกอพูดแล้วเม้มปาก หานฉายไฉ่ยืนอยู่บนหลุม รวบรวมพลังทั้งหมดแล้วกดลง ร่างกายเขาก็เริ่มหนักขึ้นและจมลงไป

พื้นดินที่ไม่ได้แน่นอยู่แล้วในตอนแรก แน่นอนว่าไม่สามารถรับนํ้าหนักนี้ได้ทำให้เท้าของเขายุบลงไปเป็นหลุมกลมๆ หลุมหนึ่งทันที และร่างของหานฉายไฉ่ก็ร่วงลงไป

ทันทีที่เงาร่างของหานฉายไฉ่หายไป มู่ชิงเกอเองก็ไม่ได้ คิดอะไรมาก และโดดตามลงไป

เมื่อเข้าสู่โลกใบที่เหมิงเหมิงพูดถึง ลมร้อนที่ดังอยู่ข้างหู จึงทำให้มู่ชิงเกอรับรู้ถึงความหมายของคำว่า ‘ร้อนมากๆ’

แม่เจ้า! ที่นี่เป็นโลกแห่งลาวาโดยแท้!

มู่ชิงเกอที่กระโดดลงไปในหลุม รู้สึกว่าตนเองราวกับกระโดดลงสู่กระถางแปดเหลี่ยมของไท่ซ่างเหล่าจวินอย่างนั้น

รอบๆ เป็นของเหลวและมีหินสีแดงที่ร้อนและเดือดปุด ที่นี่ราวกับเป็นหลุมใหญ่หลุมหนึ่ง แต่กลับเต็มไปด้วยลาวาและเปลวเพลิง

มู่ชิงเกอเคยได้รับภารกิจให้ไปยังใต้ภูเขาไฟ แต่ทว่าโลก ที่นางอยู่ในตอนนี้ เป็นดั่งที่ๆ ลึกที่สุดของภูเขาไฟ และน่าหวาดผวากว่าเป็นไหนๆ

ตุ้บ!

มู่ชิงเกอหล่นลงบนก้อนหินก้อนใหญ่

เท้าเพิ่งจะแตะลงไป ในบริเวณที่เท้าสัมผัสกับพื้นดินก็เกิดกลุ่มควันสีขาว และนางเองก็รับรู้ได้ถึงความร้อนที่เกิดขึ้น ทำให้นางไม่อาจจะยืนได้

พลิกปฐพี 110-3

ตอนที่ 110-3

มู่ชิงเกอเจ้ามียางอายหรือไม่

“เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่ราบลั่วรื่อ เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด” หานฉายไฉ่ยิ้มด้วยความมั่นใจ รอยยิ้มตรงมุมปากเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “ว่ากันว่าเมื่อพันปีที่แล้ว ที่ราบลั่วรื่อนั้นมีสภาพเหมือนกับบริเวณรอบๆ ที่เติมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและมีแหล่งแม่นํ้าลำธาร หนอง บึง แต่ทว่า มีวันหนึ่งคนที่อยู่ที่นี่เห็นกับตาว่ามีเปลว เพลิงถูกยิงลงมาจากบนท้องฟ้าและตกลงมาที่นี่ ทันใดนั้นต้นไม้ก็ถูกแผดเผาจนมอดไหม้ แม่นํ้าลำธารแห้งเหือดลง พื้นที่เขียวขจีก็ได้กลายเป็นที่ราบแห้งแล้งที่ไม่มีพืชพรรณใดขึ้นอีกเลย มีเพียงกรวดทรายสีโลหิต และเพราะกรวดทรายพวกนั้นเจิดจ้าดั่งแสงอาทิตย์ หลังจากนั้น ผู้คนจึงเรียกที่นี่ว่าที่ราบ*ลั่วรื่อ”

“หากตำนานที่เล่าขานกันมานั้นเป็นจริง เปลวเพลิงที่ตกลงมาในตอนนั้น คือพญาเพลิงอย่างนั้นรึ” มู่ชิงเกอตะลึงกับตำนานนี้ และยังสัมผัสได้ถึงความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของหานฉายไฉ่

“ใช่แล้ว! ต้องเป็นพญาเพลิงเมฆสุริยาเป็นแน่ ที่ร้อนแรงดั่งสุริยา เจิดจ้าเป็นที่สุด ที่ๆเคลื่อนตัวผ่าน ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นอีก ดั่งดวงสุริยาที่เผาไหม้เมฆา” นํ้าเสียงของหานฉายไฉ่แฝงความตื่นเต้น

มู่ชิงเกอกลับนิ่งเป็นอย่างมาก นางขมวดคิ้ว และถามว่า “ตอนนี้ข้าอยากจะรู้ว่า พญาเพลิงเมฆสุริยายังอยู่ที่นี่หรือไม่”

พญาเพลิงนั้นเป็นของวิเศษและสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา พวกเขาอุตส่าห์เดินทางมาไกลถึงที่นี่ หากพญาเพลิงเมฆสุริยาหายไปแล้วล่ะ ก็มาโดยเปล่าประโยชน์อย่างนั้นหรือ

“เป็นไปไม่ได้” หานฉายไฉ่ปฏิเสธคำคาดการณ์ของมู่ชิงเกอ

เขาอธิบายว่า “ก่อนหน้านี้ ข้าได้ส่งคนจำนวนนับไม่ถ้วนไปสืบ จนรู้ว่าพญาเพลิงเมฆสุริยายังอยู่ที่นี่” ทันใดนั้น เขาก็หยุดพูด พลางขมวดคิ้ว แล้วพูดอย่างไม่แน่ใจว่า “หลายปีมานี้ ภูมิลักษณ์ของที่นี่มั่นคงมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ข้าจึงไม่ได้สนใจ แต่วันนี้ ดูแล้วหนึ่งพันปีก่อน พญาเพลิงเมฆสุริยาอาจจะเกิดการต่อสู้กับพญาเพลิงอื่นๆ จนได้รับความเสียหายหนัก และหลังจากที่ตกกระทบลงที่นี่ จึงได้หลับใหล เพื่อพักฟื้น”

“ระหว่างพญาเพลิงก็มีการต่อสู้กันเองหรือ” เป็นครั้งแรกที่มู่ชิงเกอได้ยินเรื่องราวเช่นนี้

หานฉายไฉ่จ้องนางทีหนึ่ง ในตาหงส์แฝงความได้ใจ “แน่นอน พญาเพลิงนั้นมีจิตวิญญาณ เมื่อพบกับผู้ที่มีพลังเทียบเท่ากันแน่นอนว่าจะต้องมีการต่อสู้ หากสามารถล้มหรือกลืนกินอีกฝ่ายได้ จะสามารถเพิ่มพลังให้กับตนเองได้”

มู่ชิงเกอฟังจนอ้าปากค้างเพราะความอึ้ง นางค้นพบอีกครั้งว่า โลกใบนี้ สิ่งที่นางพบเจอยังน้อยถึงน้อยที่สุด

ในตอนนี้ หานฉายไฉ่ไม่มีอารมณ์จะมาให้ความรู้เรื่องนี้กับมู่ชิงเกอ เขาเคลื่อนตัวเข้าไปในที่ราบลั่วรื่อ และได้หายไปจากตรงหน้าของมู่ชิงเกอในทันที

ไม่ได้คิดอะไรต่อ มู่ชิงเกอรีบตามไป

ในที่ราบลั่วรื่อ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย

ทั้งสองต่างลงมืออย่างไม่ลังเลและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ในที่ราบลั่วรื่อ

เพียงมองจากระยะอันห่างไกล ก็จะเห็นแสงสีนํ้าเงินที่ส่องประกาย 2 แสง โดดไปมาอยู่ในที่ราบแห่งนี้

ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็หยุดลงบริเวณจุดศูนย์กลางของที่ราบลั่วรื่อ

หานฉายไฉ่สำรวจรอบๆ ในอาณาเขตสีโลหิต และพูดกับมู่ชิงเกอว่า “ข้าสัมผัสได้ว่า ที่นี่มีธาตุไฟที่หลากหลายและมั่นคง ซึ่งก็เป็นการบ่งบอกได้ว่า พญาเพลิงเมฆสุริยายังคงหลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้”

‘ธาตุไฟอย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าจึงสัมผัสไม่ได้!’ มู่ชิงเกอเองก็มองไปรอบๆ เช่นกัน แต่กลับไม่ได้มีความรู้สึกอันใด

‘เจ้านายโง่ ในร่างกายของเขามีสายโลหิตแห่งไฟ เป็นธรรมดาที่จะไวต่อพลังของไฟ และแน่นอนว่าจะต้องสัมผัสได้ในทุกรายละเอียด’ เสียงของเหมิงเหมิงดังขึ้นในความคิดของมู่ชิงเกอ

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!

หลังจากที่เหมิงเหมิงได้อธิบาย ในที่สุดมู่ชิงเกอก็เข้าใจแล้ว

“นี่ถือเป็นข่าวดี!” ใบหน้าอันน่าเย้ายวนของหานฉายไฉ่ เผยรอยยิ้มที่แฝงความตื่นเต้น “หากพญาเพลิงเมฆสุริยายังคงหลับใหลอยู่ที่นี่ ก็แสดงว่ามันไม่ได้ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าเช่นนั้น สำหรับการลงมือขั้นต่อไปของเรา ก็ถือว่าสามารถลดความเสี่ยงลงได้บ้างแล้ว”

“ก่อนอื่น ข้าจะต้องหาที่ซ่อนของพญาเพลิงเมฆสุริยาให้พบก่อน” จ้องมองหานฉายไฉ่ที่ดูผิดแผกไปจากปกติ มู่ชิงเกอขมวดคิ้วแล้วเตือน

ด้วยความเข้าใจและการค้นหาของหานฉายไฉ่ที่มีต่อพญาเพลิง มู่ชิงเกอสัมผัสได้ถึงความคาดหวังที่เขามีต่อพญาเพลิง

แต่ทว่า ความไม่มีสติของหานฉายไฉ่ในวันนี้ ทำให้นางรู้สึกฉงนใจเป็นอย่างมาก ดูเหมือนนางจะประเมินอิทธิพลของพญาเพลิงที่มีต่อหานฉายไฉ่ตํ่าไป!

“ใช่ ! ต้องหามันให้เจอก่อน!” เมื่อถูกมู่ชิงเกอเตือน หานฉายไฉ่ก็สงบลง

ในส่วนลึกของตาหงส์เรียวยาว มีคลื่นบางอย่างที่ส่องประกายออกมา

แสงประกายนี้นทะลุออกจากร่องตาของเขา และแพร่กระจายออกไปทั่วสารทิศ

แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้ แต่มู่ชิงเกอสัมผัสได้ว่า มีพลังงานบางอย่างออกมาจากดวงตาของหานฉายไฉ่ และแผ่กระจายออกไปทั่วพื้นที่ราบ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

‘เขากำลังทำอะไร’

ค่อยๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มู่ชิงเกอมองแผ่นหลังของหานฉายไฉ่อย่างระมัดระวัง

‘เขากำลังใช้ความสามารถจากพลังของตนเอง ในการตามหาพญาเพลิงเมฆสุริยา’ เหมิงเหมิงผู้ที่ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ แก้ปัญหาข้องใจให้กับมู่ชิงเกออีกครั้ง

“ความสามารถจากพลัง!” มู่ชิงเกอตะลึง

“แปลกตรงไหน ! ทุกคนที่มีสายโลหิต หลังจากที่ได้กระตุ้นสายโลหิตแล้ว ต่างก็จะมีพลังความสามารถของสายโลหิตนั้นๆ ก็เหมือนกับพ่อดอกไม้มากเสน่ห์ผู้นี้ความสามารถของเขาก็คือการรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณธาตุไพ่ได้และสำหรับเจ้านายเองก็จะมีสัมผัสไวต่ออาวุธ ไม่เพียงแค่สามารถค้นพบชิ้นส่วนของอาวุธ ได้ แต่ยังสามารถรู้ได้ว่าจะหลอมสร้างอาวุธที่มีพลังอันสูงสุดได้อย่างไร” เหมิงเหมิงพูดอย่างไม่ค่อยใส่ใจมากนัก

“ยอดขนาดนี้เชียว!” มู่ชิงเกอที่ได้ยินความสามารถอันเหนือฟ้าแป็นครั้งแรก อึ้งจนตะลึงไป

‘ก็เยี่ยมยอดอย่างนี้แหละ !’ เหมิงเหมิงพูดอย่างได้ใจ

เป็นอีกครั้ง ที่มู่ชิงเกอรู้สึกตื่นเต้นและรอคอยสายโลหิตของตนเองเป็นอย่างมาก ในดวงตาอันสว่างนั้น มีเปลวเพลิงลุกโหม

“เจอแล้ว !”

ทันใดนั้น ในดวงตาของหานฉายไฉ่เกิดแสงประกายอันรุนแรง และมองไปในระยะที่ไกลออกไป

มู่ชิงเกอสะดุ้งทีหนึ่ง และมาอยู่ข้างๆ เขาในทันที พลันถามว่า “อยู่ที่ใดรึ”

หานฉายไฉ่ยกมือขึ้น แขนเสื้ออันกว้างใหญ่ ตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ปลายนิ้วอันเรียวยาว ของเขาชี้ไปข้างหน้าและพูดอย่างมั่นใจว่า “อยู่ตรงนั้น ข้าสัมผัสได้ ธาตุไฟของที่นั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก มากเป็นร้อยเท่าของที่อื่นๆ พญาเพลิงจะต้องอยู่ที่นั้นเป็นแน่!”

“ไป!”

ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างกายของมู่ชิงเกอก็ได้กลายเป็นแสงสีนํ้าเงิน และพุ่งไปในทิศทางที่หานฉายไฉ่ชี้

หานฉายไฉ่เองก็ไม่ยอมแพ้ ร่างกายวูบไหวครั้งหนึ่ง กลายเป็นแสงสีนํ้าเงินแล้วตามหลังนางไป

หลังจากที่ทั้งสองจากไป เงาสีดำเงาหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศ

กู่หยามองเงาสีนํ้าเงินที่ลอยไปไกล แล้วพึมพำว่า “แต่ว่า เวลาสั้นๆ เพียงสองปี คุณชายกลับสามารถทะลวงสู่สายที่สูงได้มากขึ้นเพียงนี้ ถือว่าได้เอาชนะยอดฝีมือในใต้หล้านี้อย่างขาดลอย รวมทั้งในหลินชวนแห่งนี้ ยังมีสายโลหิตธาตุไฟอย่างตระกูลหาน ข่าวนี้ จะต้องรีบรายงานให้ท่านประมุขทราบแล้ว”

*ลั่วรื่อ หมายถึง พระอาทิตย์ตก

พลิกปฐพี 110-2

ตอนที่ 110-2

มู่ชิงเกอเจ้ามียางอายหรือไม่

“สายโลหิตของเจ้าเป็นสายโลหิตอะไร แม้ว่าเจ้าจะไม่ยอมบอกข้า ก็ไม่เป็นอะไร แต่ข้าคิดว่า สายโลหิตของเจ้าคงจะไม่สามารถเก็บพญาเพลิงเอาไว้เป็นพลังของ ตนเองได้” ในสายตาหงส์อันเรียวยาวของหานฉายไฉ่ เกิดแสงประกาย แต่ว่าไม่ยอมพลาดทุกอารมณ์และทุกท่าทางที่แสดงอยู่บนใบหน้าของมู่ชิงเกอเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

แต่ทว่า สำหรับท่าทางของมู่ชิงเกอนั้น หลังจากที่เขาพูดจบ ก็ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นเลย

ราวกับว่า คำพูดของหานฉายไฉ่มิได้ส่งผลกระทบต่อนางแม้แต่น้อย

หานฉายไฉ่ที่ผิดหวังเล็กน้อย หรี่ตาหงส์ลงและพูดต่อว่า “เจ้าไม่อาจจะทำได้ หากแต่ข้านั้นสามารถทำได้ พญาเพลิงนั้นหายาก พญาเพลิงเมฆสุริยานี้ ในตอน แรกข้าเตรียมเอาไว้ให้กับตนเอง ทว่าในตอนนี้ในเมื่อเจ้าได้เข้ามาข้องเกี่ยว ถ้าเช่นนั้นเราก็ร่วมมือกัน เพื่อลดความเสี่ยงลง ข้าช่วยเจ้าใช้พญาเพลิงกระตุ้นสายโลหิต เจ้าช่วยข้ากลืนกินพญาเพลิง!”

หลังจากที่พูดจบ สายตาของหานฉายไฉ่นัยน์ตาที่แน่วแน่นั้น ทำให้มู่ชิงเกอมองตาของเขา

ก่อนหน้านี้ นางก็รับรู้ได้แล้วว่า หานฉายไฉ่ต้องมีจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับพญาเพลิง

หากมิเช่นนั้น ในหลินชวนแห่งนี้ ใครกันที่จะเสียเวลาศึกษา อีกทั้งยังค้นหาพญาเพลิงที่ไม่สามารถครอบครองได้นี้

เหมิงเหมิงเองก็เคยบอกกับนางว่า สายโลหิตของหานฉายไฉ่เป็นธาตุไฟ สามารถสะสมพญาเพลิงเอาไว้เพื่อใช้ในร่างกายได้ ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหานฉาย ไฉ่ผู้ห่างจากสายม่วงเพียงเส้นบางๆ หากได้กลืนกินพญาเพลิงไปแล้ว ความสามารถในการต่อสู้จะเป็นที่น่าผวามากเพียงใด

แต่ทว่า—————

มู่ชิงเกอค่อยๆ ก้มสายตาลง ขนตาอันยาวงอนบดบังความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในสายตาของนาง

ความขัดแย้งระหว่างนางและหานฉายไฉ่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด หากการร่วมมือในครานี้สำเร็จ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ดีแต่อย่างไร เพียงแต่ว่าหานฉายไฉ่นั้นเจ้าแผนการ จะเชื่อถือได้หรือ

หานฉายไฉ่ไม่ได้รบกวนการใช้ความคิดของมู่ชิงเกอ เมื่อเห็นว่ากองไฟที่ไม่มีผู้ใดสนใจแสดงท่าทีว่าจะดับลง เขาก็เทเหล้าในกาลงบนกองไฟ ทันใดนั้นเปลว เพลิงก็ลุกโหมขึ้นฟ้า ส่องสว่างไปทั่วทั้งขอบฟ้า

ส่วนมู่ชิงเกอเองก็ได้ที่วิเคราะห์ไตร่ตรองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในตอนที่เปลวเพลิงลุกไหม้ นางมองหานฉายไฉ่ผ่านเปลวเพลิง แสงจากเปลวเพลิงทำให้ใบหน้าของพวกเขาชัดเจนเป็นครั้งครา

“ตกลง” สุดท้ายแล้วมู่ชิงเกอก็ตกลงในข้อเสนอของหานฉายไฉ่

สำหรับเรื่องนี้ หานฉายไฉ่ไม่ได้แสดงความตื่นเต้นออกมามากนัก เพียงแค่ยกกาเหล้าขึ้นทีหนึ่งเพื่อแสดงความยินดี พลันกระตุกริมฝีปากแดงกํ่าและพูดว่า “เป็น อย่างที่คิดเอาไว้”

เจ้านี่จะไม่พูดจากวนโมโหกันบ้างจะได้หรือไม่!

มู่ชิงเกออยากจะเป็นบ้า

นางยอมรับว่าอุปนิสัยของหานฉายไฉ่คล้ายคลึงกับนาง แต่ทว่าอีกฝ่ายเลวร้ายกว่า! และไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันโดยสันติได้

“อีกสองวัน ให้คนของเจ้าไปรอเจ้าที่เมืองอวี๋” หานฉายไฉ่พูดโดยไม่ได้รับรู้ถึงความโกรธเคืองของมู่ชิงเกอ

ใบหน้าของมู่ชิงเกอเคร่งขรึม ไม่ได้สนใจเขา

เรื่องที่จะกระตุ้นสายโลหิต ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความเป็นจริงในหลินชวนแห่งนี้ แน่นอนว่ายิ่งเงียบเท่าใดจะยิ่งเป็นผลดี ยิ่งคนรู้น้อยก็ยิ่งดีเช่นกัน

นางมั่นใจว่า หานฉายไฉ่ผู้นี้ก็ไม่มีทางจะพาคนของตนเองไปเป็นอันขาด

หลังจากนั้นเป็นเวลาสองวัน ก็ได้เหลือเพียงพวกเขาสองคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

หลังจากนั้นสองวัน มู่ชิงเกอและหานฉายไฉ่พลางเร่งเดินทางและฝึกพลังเวทไปพร้อมกัน หลีกหนีจากผู้คนและบ้านเมือง จนในที่สุดก็ถึงยังที่หมายที่หานฉายไฉ่ กล่าวถึง

ที่นี่มัน………………. มู่ชิงเกอมองดูทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า ในใจเต็มไปด้วยความฉงนใจ

นางคุ้นเคยจนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้ว!

พญาเพลิงเมฆสุริยาอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ หานฉายไฉ่กำลังปั่นหัวนางรึ!

“เจ้าจะบอกว่าพญาเพลิงเมฆสุริยาอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอชี้พื้นที่แห้งแล้งที่ทอดยาวจนไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว มองหานฉายไฉ่ที่อยู่ข้างตัว

หานฉายไฉ่พยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ใช่แล้ว พญาเพลิงเมฆสุริยาอยู่ ณ ที่ราบลั่วรื่อนี่”

เมื่อได้รับคำยืนยัน มู่ชิงเกอก็กระตุกมุมปากอย่างแรง

ดูเหมือนว่า พรหมลิขิตระหว่างนางกับที่ราบลั่วรื่อนั้นจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!

สถานที่ที่นางทะลุมิติมาเกิดใหม่ ก็คือที่นี่

ครั้งแรกที่ออกจากที่ราบลั่วรื่อ นางจากไปพร้อมคำเหยียดหยันดูหมิ่น

แต่ครั้งที่สองที่ออกจากที่ราบลั่วรื่อ นางกลับจากไปพร้อมชื่อเสียง

และในวันนี้ พญาเพลิงที่นางจะใช้กระตุ้นสายโลหิตแห่งปรมาจารย์การหลอมอาวุธ กลับอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่รู้ว่านี่มันเป็นชะตาฟ้าลิขิตอันใดกัน หลังจากที่มาถึงที่นี่ ท่าทางเอาแต่เล่นของหานฉายไฉ่ก็ได้ลดลงไปบ้าง และเผยความเคร่งขรึม เขาไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางที่ดูแปลกประหลาดของมู่ชิงเกอที่อยู่ข้างๆ เพียงแค่สังเกตภาพบรรยากาศของที่ราบแห่งนี้อย่างละเอียด พลางพึมพำว่า “ในตอนแรกที่ได้ยินชื่อพื้นที่แห่งนี้ ข้าเองก็รู้สึกฉงนใจ แต่พอมาเห็นภาพบรรยากาศของที่นี่ในตอนนี้ ข้าก็มั่นใจเต็มร้อยว่า พญาเพลิงเมฆสุริยาจะต้องซ่อนอยู่ที่นี่เป็นแน่!”

“หมายความว่าอย่างไร” มู่ชิงเกอถาม

หานฉายไฉ่เดินไปข้างหน้าหลายก้าว ใต้เท้าเหยียบอยู่บนเม็ดกรวดและเม็ดทรายสีแดงดั่งสีโลหิต

เดินไปมาหลายก้าว เขาหันกลับไปมองมู่ชิงเกอ กางแขนทั้งสองข้างออกและพูดว่า “เจ้าไม่รู้สึกหรือว่า บรรยากาศของที่นี่ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบเลย”

เข้ากันไม่ได้อย่างนั้นหรือ มู่ชิงเกอกวาดสายตามองรอบหนึ่ง

ในตอนนี้ พวกเขายังอยู่บนบริเวณชายแดนของที่ราบลั่วรื่อ ด้านหน้า คือทะเลสาบที่แห้งแล้ง แต่ทว่าข้างหลัง กลับเป็นผืนป่าที่ชุ่มชื้นและเขียวขจี

สถานที่ที่ห่างกันเพียงเสี้ยวเดียวนี้ กลับมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และในครั้งแรกที่นางมายืนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ นางเองก็รับรู้แล้ว

เพียงแต่ว่า ในตอนนั้นแม้ว่านางจะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

ในตอนนี้ เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้จากหานฉายไฉ่ ในใจของนางก็มีความเป็นไปได้โผล่เข้ามาว่า “หรือว่าความแปลกประหลาดของที่ราบลั่วรื่อแห่งนี้จะมีส่วน เกี่ยวข้องกับพญาเพลิงเมฆสุริยา”

หานฉายไฉ่พยักหน้าอย่างแรง

“ความหมายของเจ้าคือ พญาเพลิงเมฆสุริยาได้ถูกซ่อนเอาไว้ในที่ราบลั่วรื่อแห่งนี้อย่างนั้นหรือ เพราะความโดดเด่นและคุณสมบัติที่พิเศษของมัน ทำให้พื้นที่ราบแห่งนี้แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ อย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม

หานฉายไฉ่กล่าวว่า “ข้าเคยอ่านในตำราโบราณหลายเล่ม เมื่อครั้งพันปีก่อนหน้า ที่ราบลั่วรื่อไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในตอนนี้”

“เวลาเป็นพันปี ผ่านพ้นเหตุการณ์มามากมาย หากพื้นที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็หาใช่เรื่องแปลกอันใด” มู่ชิงเกอตั้งคำถามขึ้นมา

หานฉายไฉ่มองนาง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนใจ ราวกับตกใจในความคิดของนาง “ดูเหมือนว่า จอมอันธพาลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นฉิน ไม่เพียงแค่ไม่ได้เป็นอันธพาล แต่ยังมีความรู้เป็นอย่างมาก”

“เก็บคำชมเชยของเจ้าเอาไว้ แล้วคุยเรื่องสำคัญก่อน” มู่ชิงเกอจ้องเขาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง

ริมฝีปากแดงก่ำของหานฉายไฉ่กระตุกทีหนึ่ง แต่ไม่ได้โกรธเคือง ในตาหงส์อันเรียวยาวแฝงความตื่นเต้น “หากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นภายในวันเดียว”

“ว่าอย่างไรนะ” ครั้งนี้ถึงคราวที่มู่ชิงเกอเป็นฝ่ายตื่นตระหนกบ้างแล้ว

พลิกปฐพี 110-1

ตอนที่ 110-1

มู่ชิงเกอเจ้ามียางอายหรือไม่

นัดพบกัน ณ เมืองถัวในช่วงบ่าย มู่ชิงเกอได้มารอตั้งแต่เที่ยงตรง แต่ก็ยังคงไม่พบใคร

นางนั่งอยู่บนเพลิงรัตติกาล รอยยิ้มตรงมุมปากของมู่ชิงเกอยิ่งชัดเจนมากขึ้นทุกที

แต่ทว่า คนที่คุ้นเคยกับนางย่อมรู้ดีว่า หากนางเผยรอยยิ้มเช่นนี้ แสดงว่าความโกรธในใจของนางนั้นมากอย่างถึงที่สุดแล้ว

มองเห็นมู่ชิงเกอในท่าทางเช่นนี้ ไม่ว่าจะไกลมากเพียงใด ก็ต้องไปให้ถึงที่สุด นี่เป็นสิ่งที่องครักษ์เขี้ยวมังกร สัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว! และก็เป็นอย่างที่กล่าวมา นอกจากมั่วหยางและสาวใช้ทั้งสอง องครักษ์เขี้ยวมังกรคนอื่นๆ ต่างก็ยืนอยู่ในบริเวณอันห่างไกล ไม่กล้าจะย่างกรายเข้าใกล้ สายลมพัดผ่านทำให้ใบไม้ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ร่วงหล่นลงมา และแทบจะปลิวมาติดเสื้อของมู่ชิงเกอ ทันใดนั้น เสียงคำรามอันกึกก้องก็ได้ดังขึ้น เพลิงรัตติกาลเงยหน้าขึ้น บนร่างกายมีเปลวเพลิงสีดำเกิดขึ้น จากนั้นก็เผาใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจนหมดสิ้น ฉากนี้ทำให้องครักษ์เขี้ยวมังกร ถอยไปข้างหลังอีกสองก้าว และพยายามจะลดความมีตัวตนของตนเองลง

ในบริเวณอันห่างออกไป ในที่สุดก็มีเสียงล้อรถม้าดังขึ้น

มู่ชิงเกอค่อยๆ เงยสายตาขึ้น มองไปยังรถม้าที่แลดูแสนจะเรียบง่ายธรรมดา แต่ทว่าความจริงสุดแสนจะอลังการหลังหนึ่งที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในแววตา ฉายแสงประกายอันเย็นเยียบ

รถม้าเพิ่งจะเข้ามาใกล้ ภายในรถม้าที่ถูกปิดสนิท ก็มีเสียงเกียจคร้านของหานฉายไฉ่ดังขึ้น “เมื่อคืนเข้านอนดึก วันนี้จึงตื่นสายไปเล็กน้อย ทำให้มาสาย ต้องขอภัยด้วย”

คำพูดราวกับกำลังแสดงความขอโทษ แต่ว่า กลับไม่แฝงความจริงใจอยู่เลยแม้แต่น้อย

มู่ชิงเกอยิ้มอย่างเย็นชาทีหนึ่ง พลันพูดอย่างแนบนิ่งว่า “ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าประมุขหานชมชอบทำตัวเป็นขโมยในยามคํ่าคืน หากจะตื่นสายบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา”

บรรยากาศภายในรถม้าเย็นเยียบลง ครู่หนึ่งจึงมีเสียงอุทานอันแฝงความหยิ่งยโส ‘หึ’ ดังขึ้นมา

“ไม่อยากจะเถียงกับเจ้าแล้ว ออกเดินทางกันเถิด” หานฉายไฉ่พูดด้วยน้ำเสียงอันแฝงความเย็นเยียบ

ขบวนสองขบวนได้รวมตัวกัน และเดินทางเพื่อมุ่งไปข้างหน้า

ในวันนี้ หานฉายไฉ่อยู่แต่ในรถม้า มิได้ลงมา ความนิ่งสงบเช่นนี้ ช่างไม่เหมือนกับอุปนิสัยที่แท้จริงของเขา

แน่นอนว่า เมื่อหานฉายไฉ่ไม่ได้หาเรื่อง มู่ชิงเกอก็ไม่อยากจะสนใจเขา

อย่างไรเสีย พอเจอกับพญาเพลิงเมฆสุริยา ทุกคนต่างก็ต้องแยกกัน ทางใครทางมัน

ในยามค่ำคืน กองทัพได้ตั้งค่ายเพื่อเตรียมพักผ่อน

กองไฟลุกไหม้อยู่ข้างตัว มู่ชิงเกอนั่งพิงอยู่ข้างต้นไม้อย่างผ่อนคลาย ในขณะเดียวกันก็เสพความสุขจากฝีมือการนวดของฮวาเยวี่ยและอาหารอันเลิศรสของโย่วเหอ

ครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาได้ดังขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงเงาที่เข้ามาปกคลุม มู่ชิงเกอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สบกับสายตาของหานฉายไฉ่ที่อยู่ในชุดดั่ง ‘ดอกไม้ที่ผลิบาน’ แล้วค่อยๆ ขมวดคิ้วลง ท่ามกลางแสงไฟที่สะท้อนอยู่ ทำให้ใบหน้าของหานฉายไฉ่น่าเย้ายวนมากกว่าเคย ความร้ายกาจในตัวก็มากขึ้นกว่าเดิม

ไม่รอให้มู่ชิงเกอออกปากเชิญ หานฉายไฉ่ก็สะบัดแขนเสื้อ เพื่อส่งสัญญาณให้ลูกน้องเข้ามาปูผ้าต่วนเนื้อดีลงบนพื้น ตระเตรียมหมอนเอนใบนุ่ม โต๊ะ และเหล้าพร้อมทั้งกระถางกำยานให้กับเขา

มู่ชิงเกอค่อยๆ กวาดสายตาผ่านผ้าอย่างไม่ทิ้งร่องรอย

ลวดลายนกและดอกไม้ต่างๆ ถูกปักด้วยด้ายสีทอง รอยเข็มนั่นแฝงความประณีตอย่างเป็นที่สุด ราวกับเป็นฝีมือของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแคว้นลี่ และเป็นสิ่งที่มิว่าใครก็ไม่อาจจะมีในครอบครองได้ แต่คนผู้นี้กลับทำลายสิ่งที่ฟ้าสรรสร้างนี้ โดยการเอามันมารองนั่งราวกับเป็นผ้ากันเปื้อน

ขมวดคิ้วเบาๆ ทีหนึ่ง มู่ชิงเกอเคลื่อนสายตาออก ในใจเกิดความเสียดาย หากรู้ว่าหานฉายไฉ่นั่งมีมากถึงเพียงนี้ คืนที่ไปที่คลังสมบัติของหอสรรพสิ่งที่เมืองฮ่วน นาง ควรจะเอาของกลับมามากกว่านี้

ในตอนนี้ ราวกับว่านางได้กระจ่างแล้วว่า เพราะเหตุใดหลังจากที่หานฉายไฉ่เจอนางจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องที่หอสรรพสิ่งโดนปล้น

สำหรับเรื่องนั้น หากไม่ใช่คนโง่ ก็รู้ได้ไม่ยากว่านางเป็นคนทำ เพราะว่า ของเหลวเย็นที่นางเคยสืบหาเบาะแส คือหนึ่งในของที่หายไป รวมทั้งความขัดแย้งที่นางได้ สร้างเอาไว้กับหานฉายไฉ่ ทำให้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ตก เป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่ง

เพราะฉะนั้น หานฉายไฉ่ต้องรู้เป็นแน่ว่านางเป็นคนทำ!

แต่ทว่า เขากลับไม่ได้พูดถึง ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ที่แท้ก็เพราะคนเขารํ่ารวย จึงไม่ได้ใส่ใจของเพียงเท่านั้น

“คุณชายช่างเป็นผู้ที่รู้จกเสพสุขยิ่งนัก” หานฉายไฉ่นั่งลงบนพรมอย่างเกียจคร้าน กวาดสายตาผ่านฮวาเยวี่ย และสุดท้ายก็หยุดสายตาที่มู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก รอยยิ้มนั่นแฝงความคลุมเครือ “ก็มิได้ต่างกันหรอก”

สัมผัสได้ถึงความเย้ยหยันในรอยยิ้มของใครบางคน หานฉายไฉ่เองก็ไม่ได้ใส่ใจ หยิบขวดเหล้าขึ้นมาดื่มคำหนึ่ง แล้วพูดกับฮวาเยวี่ยและโย่วเหอว่า “พวกเจ้าทั้ง สองออกไปก่อน”

ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้เคลื่อนตัวไปที่ใด

รอยยิ้มของมู่ชิงเกอเบิกบานมากกว่าเดิม “ประมุขหานลืมไปแล้วหรือว่า ทั้งสองเป็นสาวใช้ของข้า ไม่ใช่คนในหอสรรพสิ่งของเจ้า”

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ให้พวกนางออกไปสิ” หานฉายไฉ่พูด

มู่ชิงเกอหรี่ตาทั้งสองข้างลงอย่างแฝงความอันตราย แล้วจึงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ประมุขหานต่างหากที่เป็นแขกผู้มิได้รับเชิญ”

หานฉายไฉ่กลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ลดสายตาลงเล่นกาเหล้าที่ฝังไปด้วยเพชรเม็ดงามมากมาย พลางพูดอย่างเกียจคร้านว่า “เรื่องที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ เจ้าเองก็คงจะไม่อยากให้บุคคลที่สามได้ยิน”

สายตาของมู่ชิงเกอเยือกเย็นลง ใบหน้าก็ฉายความเย็นเยียบ

เจ้านี่………………

“พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด” สุดท้าย มู่ชิงเกอก็ต้องทำตามที่เขาต้องการด้วยใบหน้าที่เย็นเยียบ

โย่วเหอและฮวาเยวี่ยถอยออกไปอย่างเงียบๆ ข้างๆ กองไฟที่อยู่ใต้ต้นไม้ เหลือพวกเขาทั้งสองเพียงลำพัง

มู่ชิงเกอพิงต้นไม้เอาไว้ มองหานฉายไฉ่ด้วยสายตาที่เย็นเยียบ โดยไม่ได้พูดอะไร

ครู่หนึ่ง ใบหน้าอันงดงามของหานฉายไฉ่ก็เผยรอยยิ้ม และพูดว่า “ในครานี้ เราร่วมมือกันดีหรือไม่”

“ร่วมมือกันอย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอหรี่ตาทั้งคู่ลง คำพูดของหานฉายไฉ่ทำให้นางรู้สึกฉงน

หานฉายไฉ่พยักหน้าเบาๆ

วางกาเหล้าในมือลง นํ้าเสียงอันแผ่วเบา และแฝงความเกียจคร้านของเขาพูดขึ้นอีกครั้งว่า “เราทั้งสองต่างก็รู้ความลับของกันและกัน อีกทั้งต่างก็ อยระแวงซึ่งกันและกัน หากเปลี่ยนมาเป็นร่วมมือกัน คงจะดีเสียกว่า หากแยกกันต่างก็เสียเปรียบกันทั้งสองฝ่าย แต่หากร่วมมือกันก็มีแต่ได้กับได้ เหตุผลนี้ เจ้าเอง ย่อมรู้ดี”

“ร่วมมือกันอย่างไร” สายตาของมู่ชิงเกอฉาย แสงประกายจางๆ พลันถาม

หานฉายไฉ่เงยสายตาขึ้นมามองนาง “ในตระกูลที่มีสายโลหิตต่างก็มีวิธีการกระตุ้นเป็นของตนเอง และถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัย การใช้พญาเพลิงในการกระตุ้นสายโลหิตนั้น เป็นการกระทำที่อันตราย และมีโอกาสพลาดสูงมาก”

สำหรับเรื่องนี้ เหมิงเหมิงได้เคยบอกกับนางแล้ว เพราะฉะนั้นมู่ชิงเกอไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างไร

นางไม่ได้พูดอะไร เพื่อรอคอยคำพูดต่อไปของหานฉายไฉ่

พลิกปฐพี 109-5

ตอนที่ 109-5

ฟ่งอวี๋กุยแย่แล้ว!

โย่วเหอส่ายหน้าอย่างจนใจ สบตากับฮวาเยวี่ยครู่หนึ่ง แล้วรีบตามขึ้นไปคว้ามือสองข้างของมู่ชิงเกอไว้ เพื่อไม่ให้นางชนเสาที่อยู่ตรงหน้า

“คุณชายท่านเป็นคนซื่อตรงเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ถึงได้ดื่มเหล้ากับพวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ยาแก้เมาที่เตรียมเอาไว้ก็ไม่ได้ดื่ม” โย่วเหอพยุงร่างของมู่ชิงเกอที่โอนเอนไปมาเอาไว้อย่างดี นํ้าเสียงฉายแววโกรธเคือง

“วันนี้ข้ามีความสุข !” มู่ชิงเกอยกมือขึ้น พลันสะบัดไปมาและพูดเสียงดังลั่น ในค่ำคืนนี้ ความจริงใจของผู้คนในจวนตระกูลเว่ย ทำให้นางหวนคิดถึงช่วงเวลาที่ดื่มกับเพื่อนร่วมรบเมื่อชาติที่แล้ว ความรู้สึกผ่อนคลายเช่นนั้น ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสแน่นอนว่าจะไม่มีวันเข้าใจ

ไม่ใช่ว่ากับกองทหารเขี้ยวมังกร นางจะไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ เพียงแต่ว่า ระหว่างนางกับกองทหารเขียวมังกร ยังมีช่องว่างระหว่างชนชั้น แม้จะมองข้ามเรื่องของฐานะ แต่ก็ไม่อาจจะสามารถนั่งดื่มนั่งกินด้วยกันอย่างครึกครื้นเฉกเช่นนี้

ส่วนผู้คนในจวนตระกูลเว่ยเอง เป็นเพราะเว่ยหลินหลาง จึงทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีความจริงใจอย่างมาก ไร้การเสแสร้ง และอาจเพราะไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง รู้เพียงแค่ว่านางเป็นน้องชายของเจ้านาย การดื่มจึงเป็นไปอย่างผ่อนคลาย

เพราะฉะนั้น คืนนี้นางจึงปล่อยตัวและไม่ดื่มยาแก้เมาที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ในตอนแรก

ผู้คนในจวนตระกูลเว่ยที่มิได้คอแข็งมากนัก รวมทั้งเว่ยหลินหลาง สุดท้ายยังสามารถลุกขึ้นยืนได้ ถือว่าไม่ธรรมดา!

ทั้งสามคนเดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้อง มู่ชิงเกอผลักตัว สาวใช้ทั้งสองออกอีกครั้ง แล้วเดินตรงไปยังเตียงนอน

ทันทีที่สัมผัสกับขอบเตียง ใบหน้าที่สะลืมสะลือของนาง ก็เผยรอยยิ้มพออกพอใจ ล้มตัวลงนอนบนเตียง หลับตาและกางแขนขาออกอย่างผ่อนคลาย

โย่วเหอและฮวาเยวี่ยเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง ต่างจ้องมองมู่ชิงเกอในตอนนี้ที่กำลังหายใจเข้าออกอย่างแรงเป็นจังหวะอย่างจนใจครู่หนึ่ง จึงได้ลงมือคลายปมเสื้อผ้าที่รัดแนบกายนางออก เพื่อให้นางได้นอนอย่างสบาย

ถอดเสื้อตัวยาวตัวนอกออก เหลือเพียงแค่เสื้อตัวข้างใน หลังจากที่ใช้ผ้าชุบนํ้าเช็ดตัวให้นางเสร็จ โย่วเหอและฮวาเยวี่ยจึงได้ออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

ภายในห้องนอน ได้แปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิทในทันที

บนเตียงใหญ่ เงาร่างที่ดูเลือนรางส่งเสียงหายใจเป็นจังหวะสมํ่าเสมอ

พักใหญ่ สายลมปริศนาสายหนึ่งได้พัดผ่านมาทำให้ประตูที่ปิดสนิทค่อยๆ เปิดออก เพียงแต่ว่า เพียงครู่เดียว ประตูก็ได้ปิดลง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สิ่งที่แตกต่าง คือใต้ความมืดได้มีเงาร่างสูงโปร่งเงาหนึ่ง ท่ามกลางอากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ เงาสีดำค่อยๆ เคลื่อนตัวไปใกล้คนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ ในดวงตาดวงเรียวยาวที่สาดฉายแสงสีนํ้าเงิน มีเงาของผู้ที่ในขณะนี้กำลังหลับลึกสะท้อนอยู่

เค้าโครงที่งดงามอย่างมิอาจจะเปรียบได้ ใบหน้าละเอียดประณีต เมื่ออยู่ในยามคํ่าคืนราวกับแฝงความ ละมุนบางอย่างเอาไว้

ผิวที่ขาวบริสุทธิ์ แดงกํ่าเพราะฤทธิ์จากเหล้าดูน่าเย้ายวนและสะกดวิญญาณ ทำให้ผู้ที่หลบอยู่ในความมืด แทบจะอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสและหอมให้ชื่นใจ

เขาคิดเช่นนี้ และกำลังจะทำเช่นนั้น นิ้วมืออันเรียวยาว ค่อยๆ ยื่นออกมาจากแขนเสื้อกว้าง เมื่ออยู่ในความมืดมือนั้นกลับดูขาวราวกับหยก

ในขณะที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสกับผิวกายของมู่ชิงเกอ ผู้ที่หลับลึกอยู่ในตอนแรก กลับลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในแววตาอันสว่างไสว เต็มเปี่ยมไปด้วยความแจ่มใสไหนเลยจะยังเหลือความมึนเมาอยู่อีก?

ราวกับว่า ผู้ที่เมาเพราะเหล้าก่อนหน้านี้ไม่ใช่นาง

นางจับจ้องร่างของคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด กวาดสายตาผ่านนิ้วเรียวยาวที่อยู่ในระยะประชิด พลันเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ “หายฉายไฉ่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการ ทำลายฝันดีของคนอื่นนั้นเป็นการกระทำเช่นใด”

ฐานะที่แท้จริงของผู้ที่อยู่ในความมืดได้ถูกเปิดเผยเพราะคำขานเรียกของนาง มือที่ขาวละเอียดลออค่อยๆ เก็บกลับไปอย่างไม่รู้สึกขัดเขินเลยแม้แต่น้อย

มู่ชิงเกอลุกขึ้นนั่งบนเตียงและเพียงกระดิกนิ้วอย่างแผ่วเบา เทียนในห้องก็ถูกจุดจนสว่างในทันที

แสงเทียนประกายส้ม ทำลายความมืดในห้องลง ในขณะเดียวกันก็สาดแสงสว่างจนสามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน

ดวงตาหงส์เรียวยาวหางตาตวัดคม งดงามดั่งภาพวาด ใบหน้างดงามสะกดจิตวิญญาณ ชุดลายดอกไม้สีสันฉูดฉาดที่สวมอยู่บนร่างกาย ทำให้เขาราวกับเป็นดั่งราชาแห่งบุปผา

ในตอนนี้มู่ชิงเกออยู่ในเสื้อบางเพียงตัวเดียว รวมทั้งมีเครื่องมือมายาคอยช่วย จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าตนเองจะต้องเสียเปรียบ

แต่ทว่า กู่หยาที่คอยคุ้มกันอยู่ในที่มืดกลับร้อนใจจนขมวดคิ้ว

ฉากตรงหน้านี้ หากเจ้านายจอมตระหนี่ผู้นั้นรู้เข้า อาจเป็นตัวเขาเองที่โดนแล่เนื้อออกเป็นชิ้นๆ ก่อนเป็นคนแรก!

แต่ว่า เขากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะออกไปห้ามทั้งสอง

เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะยังไม่มีฐานะที่ชัดเจนอย่างไรล่ะ!

ท่านประมุขผู้เชื่องช้าในเรื่องความรักผู้นั้น เขาไปนานถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าจะรู้ใจตนเองได้หรือยัง

คุณชายที่อยู่ในห้องผู้นั้น ก็ทำท่าทางราวกับไม่ได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย!

ช่างสร้างความร้อนรนใจให้เขายิ่งนัก!

ฮือๆๆ เขาช่างเป็นข้ารับใช้ที่มีชะตารันทดเสียจริง! ไม่ เพียงต้องคุ้มกันความปลอดภัยให้กับเจ้านายของตนเอง แต่ยังต้องคอยจัดการความรู้สึกให้กับผู้เป็นนายด้วย

มู่ชิงเกอไม่ได้รับรู้เลยว่า กู่หยาที่หลบอยู่ในที่มืดกำลังโศกเศร้าเพียงใด นางเพียงแค่จับจ้องหานฉายไฉ่อย่างระวังตัว และอยากจะรู้ถึงเหตุผลการมาเยือนของเขา

จะมาซักถามนางเกี่ยวกับเรื่องที่หอสรรพสิ่งโดนปล้นอย่างนั้นหรือ

หรือมีเบาะแสของพญาเพลิง?!

ทันทีที่คิดถึงเหตุผลประการหลัง ในสายตาอันสว่างไสว ของมู่ชิงเกอก็เป็นประกาย และถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีเบาะแสของพญาเพลิงหรือไม่”

ริมฝีปากแดงก่ำของหานฉายไฉ่กระตุกขึ้นเป็นเส้นโค้ง นํ้าเสียงแฝงความเกียจคร้านพูดขึ้นว่า “หากอยากจะได้เบาะแสของพญาเพลิง พรุ่งนี้เที่ยงให้ไปรอข้าที่ชายแดนทิศเหนือของเมืองถัว”

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วและถามว่า “เหตุผล”

“เพราะข้าจะพาเจ้าไปหาพญาเพลิงด้วยตนเอง” หานฉายไฉ่ยิ้มอย่างแนบนิ่ง ในดวงตาเรียวกลับฉายรังสีอันตรายบางอย่าง

มู่ชิงเกอหรี่ตาลง พลันปฏิเสธว่า “มิต้องรบกวนท่านประมุขหานหรอก เพียงแค่บอกเบาะแสของพญาเพลิงแก่ข้าก็เพียงพอแล้ว จริงสิ ขอถามหน่อยว่า พญาเพลิง ที่ท่านพบนั้นเป็นพญาเพลิงประเภทใด” หากมิใช่หนึ่ง ในสองประเภทที่นางต้องการ นางจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองกำลัง

“ตำแหน่งของพญาเพลิงนั้น ข้ามิอาจจะบอกได้ แต่สามารถนำทางได้ จะไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้า ส่วนพญาเพลิงนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นพญาเพลิง เมฆสุริยา” ท่าทางของหานฉายไฉ่แข็งกระด้างเป็นอย่างมาก

“พญาเพลิงเมฆสุริยาอย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอก้มหน้าลงพึมพำ จากพญาเพลิงที่บันทึกอยู่ในตำราม้วนของหานฉายไฉ่ เป็นพญาเพลิงระดับ 5 เป็นธาตุไฟ และที่ สำคัญคือตรงตามความต้องการของนาง

ดูเหมือนว่า การเดินทางไปยังโรงโอสถจะต้องถูกเลื่อนออกไปอีกหน

เพียงครู่เดียว มู่ชิงเกอก็ตัดสินใจได้ เพียงแต่ว่า ในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นและเตรียมจะตอบ หานฉายไฉ่กลับหายออกไปจากห้องแล้ว

ภายในห้องที่ในขณะนี้ยังหลงเหลือกลิ่นหอมของดอกไม้ ถูกทิ้งท้ายเอาไว้เพียงประโยคง่ายๆ เพียงประโยคเดียว “โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ข้าเพียงมาตามสัญญา”

“เจ้าหานฉายไฉ่นั้นคิดจะทำการใดกันแน่” สายลมในยามคํ่าคืนที่พัดผ่าน เพิ่มความเย็นมากขึ้นหลายระดับ มู่ชิงเกอมองประตูห้องที่ถูกปิดอยู่พลางพึมพำ แต่นางรู้ดีว่า ไม่ว่าหานฉายไฉ่คิดจะทำการใด การนัดหมายในครานี้ นางจะต้องไปแน่นอน!

เบาะแสของพญาเพลิงไม่ได้ได้มาโดยง่าย หากพลาดในครานี้ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าต้องรออีกนานเพียงใด เป้าหมายของนาง ไม่ใช่เพียงแค่หลินชวน หากนางอยากจะออกจากหลินชวน เพื่อไขความลับทั้งปวง ก็ต้องทำให้ตนเองเก่งกาจมากขึ้น เพราะฉะนั้น สายโลหิตแห่งปรมาจารย์การหลอมอาวุธจะต้องถูกกระตุ้น!

สายตาของมู่ชิงเกอฉายความมุ่งมั่น ครู่หนึ่ง นัยน์ตาก็ได้กลับสู่ความแนบนิ่งอีกหน

นอนลงอีกครั้ง มู่ชิงเกอก็ได้กลับเข้าสู่ฝันดีของตนเอง

พรุ่งนี้ต้องไปลาเว่ยหลินหลางแต่เช้า แล้วค่อยไปหาหานฉายไฉ่

วันต่อมา

มู่ชิงเกอลุกจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่

หลังจากที่เก็บสัมภาระจนเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งให้มั่วหยาง และคนอื่นๆ ไปเตรียมตัวเพื่อออกเดินทาง และนางก็ไปพบเว่ยหลินหลาง เพื่อบอกว่าตนเองจะต้องไปแล้ว

เมื่อคืนที่ผ่านมา นางยังคงจำได้รางๆ ว่า ในตอนที่นั่งดื่มเหล้า เว่ยหลินหลางได้พูดกับนางอย่างจนใจว่า หากพี่น้องตระกูลเว่ยจะไปเรียนรู้ทักษะที่โรงโอสถจริงๆ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องบ้าๆ บอๆ คู่นี้ เว่ยหลินหลางจึงได้ฝากพวกเขาไว้ให้กับ “ท่านอา” อย่างนางดูแล

ในตอนนี้ นางกลับจำเป็นต้องจากไปก่อน ดูเหมือนว่าพี่น้องตระกูลเว่ยจะต้องเดินทางไปยังโรงโอสถด้วยตนเองแล้ว!

หลังจากที่ได้พบกับเว่ยหลินหลางอย่างไม่มีอุปสรรคอันใด และบอกจุดประสงค์ที่มาพบ เว่ยหลินหลางก็มิได้รั้งแต่อย่างไร เพียงแต่ว่าได้พามู่ชิงเกอไปพบกับฮูหยินของตนเองก่อนที่จะจากไป

อาการของเว่ยฮูหยินดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามดังใจต้องการก็เท่านั้น

เมื่อได้พบกับผู้มีพระคุณอย่างมู่ชิงเกอ นางก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และหลังจากที่แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงเกอจึงออกจากเรือนเล็กอันเงียบสงบนั้นไป

หลังจากที่รวมตัวกับพวกของมั่วหยาง เว่ยหลินหลางเองก็มาส่งด้วยตนเอง พวกเขาก็ได้ออกจากจวนตระกูลเว่ย และมุ่งไปสู่ประตูเมืองทางทิศเหนือ

สำหรับสองพี่น้องตระกูลเว่ย จากคำพูดของเว่ยหลินหลาง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิด อย่ากล่าวคำอำลาต่อหน้าพวกเขาจะดีกว่า

สำหรับเรื่องนี้ แน่นอนว่ามู่ชิงเกอไม่ได้สงสัยแต่อย่างไร

หลังจากออกจากประตูเมือง มู่ชิงเกอก็ได้รํ่าลาเว่ยหลินหลาง แล้วจึงพาองครักษ์เขี้ยวมังกร และสาวใช้ทั้งสองมุ่งไปยังชายแดนทิศเหนือ

นางอยากจะรู้ว่า ในครานี้หานฉายไฉ่มีแผนการอันใดอีก!

พลิกปฐพี 109-4

ตอนที่ 109-4

ฟ่งอวี๋กุยแย่แล้ว!

อืม นางชอบคนที่ดื้อดึงจนถึงวินาทีสุดท้าย เช่นนี้!

ไม่ได้สนใจฟ่งอวี๋กุย มู่ชิงเกอมองเว่ยหลินหลาง พร้อมพูดอย่างแนบนิ่งว่า “พี่เว่ย ท่านรู้หรือไม่ว่า ข้ามีความเคยชินหนึ่งในการปรุงยา นั่นคือมักจะสลักสัญลักษณ์เล็กๆ เอาไว้ในผลงานเพื่อไม่ให้มีผู้ใดทำการเลียนแบบ อีกทั้งสัญลักษณ์นั่นก็เล็กนัก เพราะข้าได้สลักอย่างละเอียด จนคนรอบข้างยากจะตรวจพบได้ทันทีที่สิ้นเลียงนี้ ในขณะที่เว่ยหลินหลางยังไม่ได้สติ ฟ่งอวี๋กุยก็รีบก้มลงมองโอสถที่อยู่บนฝ่ามือของตนเองราวกับกำลังจะตรวจสอบว่าสิ่งที่มู่ชิงเกอพูดนั้น เป็นจริงหรือไม่

ท่าทางเช่นนี้ ราวกับเป็นการอธิบายทุกอย่างแล้ว

หากเขาเป็นคนปรุงโอสถนี้ แล้วเหตุใดจึงได้มีปฏิกิริยาที่รุนแรงเช่นนี้

ทันใดนั้น ทุกคนจึงได้กระจ่างในทันที

มู่ชิงเกอยิ้ม หลังพลิกมือ บนฝ่ามือของนางก็มีโอสถที่มีลักษณะคล้ายกับโอสถในมือของฟ่งอวี๋กุย ปรากฏขึ้นอีกเม็ดหนึ่ง ทันทีที่โอสถนั้นปรากฏขึ้น กลิ่นหอมภายในห้องโถงก็มากขึ้นกว่าเดิม

อีกประการหนึ่ง กลิ่นหอมของโอสถนี้ หากไม่ได้มีปัญหาด้านการรับกลิ่น ต่างก็สามารถแยกแยะได้ ว่าเป็นกลิ่นหอมชนิดเดียวกัน อีกทั้งถือเป็นการบ่งบอกว่าใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน

ภาพนี้ ทำให้ฟงอวี๋กุยตกใจเป็นอย่างมาก

ให้ตาย เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า มู่ชิงเกอยังมีโอสถชนิดนี้ในครอบครอง! จูลี่บอกว่า ‘โอสถนี้มีเพียงเม็ดเดียวบนโลกมิใช่หรือ!’ ความแค้นปะทุขึ้นในใจของฟ่งอวี๋กุย แต่ในขณะนี้ เขาจำเป็นต้องรีบหาทางออก

ตอนนี้ มู่ชิงเกอกลับยื่นโอสถในมือให้กับเว่ยหลินหลาง

อีกฝ่ายรับและมองนางด้วยความแปลกใจ

มู่ชิงเกอพูดอย่างเบิกบานว่า “พี่เว่ยเป็นคนยุติธรรม ข้าเชื่อในตัวท่าน นี่เป็นโอสถเก้าชีวิตหวนคืน ที่ข้าได้ปรุงขึ้นเองกับมือ หากไม่เชื่อ ท่านลองเอาไปเทียบกับโอสถในมือขององค์ชายสาม ก็จะพบสัญลักษณ์ที่เหมือนกัน”

เว่ยหลินหลางพยักหน้าแล้วมองฟ่งอวี๋กุย

แต่ทว่า เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ฟ่งอวี๋กุยก็รีบเก็บมือ และอุทานอย่างเย็นเยียบว่า “ข้าอุตส่าห์เอาโอสถมาให้ หากท่านเจ้าเมืองไม่ต้องการก็ช่างมันเถิด”

พูดจบ เขาก็หันหลังและเดินจากไปพร้อมฝีเท้าที่เร่งรีบจนยากจะอธิบาย

“นี่! องค์ชายสาม พระองค์ทรงตรัสว่าคืนนี้ จะพักที่จวนกระหม่อมมิใช่หรือ” ทางด้านหลัง มีเว่ยฉียื่นคอออกมาตะโกน

ทันทีที่เขาพูดจบ ความเร็วที่ฟ่งอวี๋กุยเดินออกไปก็ดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิม

ครู่หนึ่ง บริเวณประตูก็มีข่าวมารายงานว่า ฟ่งอวี๋กุยได้นำกำลังคนของตนเองออกจากจวนไปอย่างเร่งรีบแล้ว

หลังจากที่ได้ข่าวเช่นนี้ เว่ยหลินหลางก็โล่งใจ และยื่นโอสถในมือให้แก่มู่ชิงเกอ พลางพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “น้องมู่ช่างกล้าหาญยิ่งนัก! พี่เลื่อมใส จริงๆ!”

ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินแคว้นลี่ ยังกล้าที่จะขัดแย้งกับองค์ชายแห่งแคว้นลี่ หากไม่เรียกว่าใจกล้า แล้วจะเรียกว่าอะไร

มู่ชิงเกอผลักโอสถกลับไป แล้วพูดว่า “โอสถนี่ ถือเป็นของขวัญที่ข้ามอบให้แก่ท่านพี่เว่ย หากพี่เว่ยไม่รังเกียจก็โปรดรับเอาไว้”

ยกโอสถระดับสูงให้กับคนอื่นโดยง่ายเช่นนี้ ใจกว้างเช่นนี้ ทำให้เว่ยหลินหลางตกตะลึงอยู่กับที่

“ท่านพ่อ มู่เกอนานๆ จะใจกว้างเช่นนี้ยังไม่รีบรับไว้อีก!” เว่ยกว่านกว่านมองเว่ยหลินหลางเพื่อส่งสัญญาณ

มู่ชิงเกอได้ยินคำพูดของนางก็รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เหตุใดจึงได้พูดราวกับว่านางเป็นคนตระหนี่มากเช่นนั้น

ด้วยการคะยั้นคะยอของเว่ยกว่านหว่าน เว่ยหลินหลางก็รับโอสถไว้อย่างงงๆ ยังไม่ทันได้แสดงการขอบคุณกับความใจกว้างของมู่ชิงเกอ ก็ได้ยินเสียงแสดงความชื่นชมจากเว่ยฉี “หึ องค์ชายสามแล้วอย่างไร โชคดีที่มู่ชิงเกอได้สลักสัญลักษณ์เอาไว้บนยา แม้จะใหญ่โตมีอำนาจเพียงใดก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้”

ในห้องโถง ผู้คนที่อยู่ในจวนตระกูลเว่ย ต่างก็พยักหน้าชื่นชมความละเอียดอ่อนของมู่ชิงเกอ

เพียงแต่ว่า บนใบหน้าขององครักษ์เขี้ยวมังกรและโย่วเหอ ฮวาเยวี่ยกลับเต็มไปด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

มู่ชิงเกอเอามือลูบจมูกและพูดอย่างขัดเขินว่า “ข้าโกหกน่ะ”

“โกหก? หา เช่นนั้น…ท่านหลอกเขาอย่างนั้นหรือ?!” เว่ยฉีกระจ่าง ตกใจจนลิ้นพันกัน

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปากพลางอธิบายว่า “ข้าไม่ใช่เทพเซียน จะรู้ได้อย่างไรว่าจะเจอกับเรื่องเช่นนี้ ข้าเพียงแค่ลวงเขา แต่เพราะเขาเองที่ร้อนตัว เลยหนีไปโดยไม่กล้าพิสูจน์”

ทุกคนต่างตกใจ พวกเขาขอแก้ความรู้สึกชื่นชมเมื่อครู่นี้ คุณ

ชายท่านนี้ ไม่เพียงแค่ละเอียดรอบคอบ แต่ยังใจกล้าอย่างที่สุดด้วย!

เว่ยหลินหลางสูดหายใจเข้าลึกๆ พลัน ประสานหมัดและพูดกับมู่ชิงเกอว่า “น้องมู่ช่างเป็นผู้ที่กล้าหาญยิ่งนัก” เว่ยหลินหลางหยุดไปครู่หนึ่ง

แล้วสุดท้ายก็ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ช่างสมคำรํ่าลือจริงๆ !”

คุณชายตระกูลมู่แห่งแคว้นฉิน หากไม่ขวัญกล้าเทียมฟ้า แล้วจะสามารถกวาดล้างราชวงศ์และสังหารจนแคว้นถูต้องหวาดผวาได้อย่างไร

มู่ชิงเกอยิ้มอย่างอายๆ พลันสะบัดมือและพูดว่า “เพียงแต่ว่า เรื่องในวันนี้ได้เตือนข้าว่า ข้าควรจะทำสัญลักษณ์เพื่อป้องกันการเลียนแบบเลียแล้วจริงๆ”

“มู่เกอช่างเก่งกาจที่สุด!” ในสายตาที่ส่องประกายของเว่ยกว่านกว่านราวกับมีดวงดาวผุดออกมา

เว่ยหลินหลางดีดลงตรงศีรษะของเว่ยกว่านกว่านทีหนึ่ง พลันจ้องลูกสาวและเตือนว่า “มู่เกออะไรกัน ให้เรียกว่าท่านอามู่ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่!”

“…………… “… มู่ชิงเกอ

“……………….. ” เว่ยฉี

“……………………… ” เว่ยกว่านกว่าน

“……………………………… ” ทุกคนที่อยู่ในจวนตระกูลเว่ย

เว่ยหลินหลางเก็บโอสถที่อยู่ในมืออย่างระมัดระวัง ไม่ทันได้เห็นว่าเพราะคำพูดของเขา ทำให้มู่ชิงเกอหน้านิ่วไป

งานเลี้ยงในจวนตระกูลมู่วันนี้ ไม่ได้รับผลกระทบประการใดจากการปรากฏตัวและการจากไปของฟ่งอวี๋กุย

ในทางกลับกัน ในช่วงท้ายบรรยากาศในงานเลี้ยงกลับคึกคักเป็นอย่างมาก

ผู้คนในจวนตระกูลเว่ยต่างก็ชนแก้วกับมู่ชิงเกอ ที่แสดงตัวว่าไม่เมาไม่กลับอย่างไม่ขาดสาย

ดื่มจนถึงกลางดึก ในห้องโถงก็มีผู้คนนอนระเนระนาดอยู่ สายตาของมู่ชิงเกอเองก็เริ่มพร่ามัว แก้มแดงกํ่า เว่ยหลินหลางสะบัดแขนเสื้อเพื่อเป็นการประกาศว่างานเลี้ยงได้จบลง

โย่วเหอและฮวาเยวี่ยต่างเดินเข้าไปพยุงมู่ชิงเกอ เดินมุ่งเข้าไปภายในเรือนซึ่งเป็นที่พักของนาง

ทันทีที่เข้าไปภายในเรือน มู่ชิงเกอก็ผลักสาวใช้ทั้งสองออก เดินตุปัดตุเป๋พุ่งไปทางห้องของตนเอง

โย่วเหอและฮวาเยวี่ยรีบตามไป ฮวาเยวี่ยยังพูดอย่างร้อนใจว่า “คุณชายนี่นะ เหตุใดจึงได้ดื่มเหล้ากับผู้ชายหยาบๆ เหล่านั้นอย่างไม่รู้จักปฏิเสธ”

“ข้าไม่เมา แค่รู้สึกเวียนหัว” ด้านหน้ามีเสียงอ้อแอ้แก้ตัวของมู่ชิงเกอดังลอยมา

พลิกปฐพี 109-3

ตอนที่ 109-3

ฟ่งอวี๋กุยแย่แล้ว!

มู่ชิงเกอเผยรอยยิ้มเย็น ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา จึงพูดตรงๆ ว่า “โอสถในมือขององค์ชายสามได้มาจากจูลี่ใช่หรือไม่”

นางยังคงจำได้ว่า ในตอนที่อยู่ ณ เมืองฮ่วน จูลี่เกือบจะหลุดปากพูด แต่กลับถูกฟ่งอวี๋กุยห้ามเอาไว้ และในขณะนั้นเองก็เป็นครั้งแรกที่นางและพี่น้องตระกูลเว่ยได้ยินชื่อโอสถชุบชีวิตเป็นครั้งแรก เปลี่ยนชื่อโอสถเก้าชีวิตหวนคืน โอสถนี่ก็กลายเป็นยาที่เขาปรุงขึ้นเองไปแล้ว มันจะง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ ในตอนแรก มู่ชิงเกอหาได้คิดที่จะเปิดโปงไม่ เพราะโอสถเม็ดนั้นได้ถูกประมูลไปแล้ว ส่วนเจ้าของจะจัดการอย่างไร ล้วนไม่ข้องเกี่ยวกับนางอีก นางยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ที่มีจรรยาบรรณในการทำการค้าคนหนึ่ง หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนกันแล้ว นางก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก

ใครจะคิดว่าองค์ชายสามแห่งแคว้นลี่ท่านนี้ กลับกลายเป็นดั่งสุนัขที่กัดไม่ยอมปล่อย หากถ้านางไม่ขู่เขาเสียหน่อย เขาคงคิดว่านางเป็นแมวน้อย!

“เอามาจากจูลี่อะไรกัน! ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่!” คำพูดของมู่ชิงเกอ ทำให้สีหน้าของฟ่งอวี๋กุยเปลี่ยนไป และรีบปฏิเสธในทันที

เขานึกออกแล้ว จูลี่ราวกับจะเคยบอกว่าโอสถที่อยู่ในมือเขานี้ได้มาจากไอ้หมอนี่ตอนประมูล

ถ้าเช่นนั้น โอสถที่พลิกฟ้าเช่นนี้ จะเป็นฝีมือของคนที่อายุเพียงเท่านี้จริงๆ รึ

อีกอย่าง หากเขาเป็นคนปรุงเองกับมือ แล้วอย่างไร เขาสามารถยืนยันได้หรือว่าโอสถนี้เป็นของเขา

รีบคิดทบทวนครู่หนึ่ง ในใจของฟ่งอวี๋กุยที่ตื่นตระหนก ก็ได้สงบลงอีกครั้ง เขามองมู่ชิงเกออย่างใจเย็น พลางพูดด้วยนํ้าเสียงเบิกบานว่า “เจ้าหยุดสร้างความ สับสนให้แก่ทุกคนเช่นนี้ได้แล้ว”

เมื่อเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คิ้วของเว่ยหลินหลางก็ขมวดขึ้นอีกหนเพียงแต่ว่า เขายังคงรักษาความสงบ ผู้คนในจวนตระกูลเว่ยเองก็เงียบ ทำได้เพียง ยืนดูสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ ด้วยความสงบ พี่น้องตระกูลเว่ยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เมื่อเห็นอง์ชายสามมุ่งประเด็นมาที่มู่ชิงเกอ และได้ยินคำพูดที่ชี้เป้าของมู่ชิงเกอ ทั้งสองที่ถือว่าเป็นพยานสำคัญของเรื่องนี้จึงได้สติขึ้นมาในทันที “อ๋อ! ข้าจำได้แล้ว ตอนที่อยู่เมืองจื้อ จูลี่ได้ใช้สมบัติทั้งหมดของตนเองในการประมูลโอสถเม็ดนี้ของมู่เกอ” เว่ยฉีแสร้งทำเป็นเพิ่งนึกออก คำพูดนี้ของเว่ยฉี ทำให้จิตใจที่สงบลงของฟ่งอวี๋กุยตื่นตระหนกขึ้นอีกครั้ง

แต่ว่า เขาจะไม่ยอมรับเป็นอันขาด เพราะอย่างไรก็ตาม เมื่อครู่นี้เขาได้พูดว่า โอสถเม็ดนี้เขาปรุงขึ้นด้วยตนเอง

“นั้นมันเรื่องของจูลี่ ข้าจะทราบได้อย่างไร” ฟ่งอวี๋กุย อุทานอย่างเย็นเยียบ

เว่ยกว่านกว่านเอามือไพล่หลัง แล้วเดินเข้ามาอย่างเนิบช้า เพื่อมาอยู่ข้างๆ ท่านพ่อ และพูดกับฟ่งอวี๋กุยอย่างเหยียดหยามว่า “จะเกี่ยวหรือไม่ เอาโอสถนั้นออกมา ก็รู้”

ฟ่งอวี๋กุยหรี่ตาลง ในร่องตาแฝงไอสังหารที่คมกริบ

ในวินาทีนี้ เขาอยากจะเดินเชิดหน้าออกจากจวนตระกูลเว่ย แต่ว่า หากเขาจากไปเช่นนี้ วันรุ่งขึ้นก็คงจะมีข่าวแพร่ออกไปว่าเขาต้องพบเจออะไรบ้างในจวนตระกูลเว่ย ซึ่งเขาไม่อาจจะขายหน้าได้

เมื่อนึกย้อนไปถึงรูปร่างของโอสถที่อยู่ในกำมือก็ไม่ได้ต่างจากโอสถระดับสูงอื่นๆ เขาไม่เชื่อว่ามันจะสามารถดูออกได้

เมื่อมั่นใจแล้ว ฟ่งอวี๋กุยจึงเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา พลันเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ก็ดี โอสถชุบชีวิตเม็ดนี้ เป็นโอสถที่ข้าปรุงขึ้นด้วยตนเองโดยแท้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะมีสิ่งใดมายืนยันว่าข้าได้โอสถนี้มาจากจูลี่”

พูดจบ ฟ่งอวี๋กุยก็แบมืออกอีกครั้ง เผยให้เห็นโอสถที่กลิ้งไปมาอยู่บนฝ่ามือ

กลิ่นหอมของโอสถอันรุนแรง ได้เข้าปกคลุมห้องโถงไว้อีกครั้ง

การปรากฏของโอสถระดับสูงนี้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยในที่นี้ต่างก็กลืนนํ้าลายโดยไม่อาจจะห้ามใจได้

หากไม่ใช่เพราะพวกเขายังมีสติ คงจะไม่สามารถควบคุมตนเองไม่ให้พุ่งออกไปแย่งได้!

“เจ้า พูดให้ชัดเจนนะ โอสถนี่จูลี่ได้ซื้อมาจากเจ้าอย่างนั้นหรือ” ฟ่งอวี๋กุยเชิดหน้าใส่มู่ชิงเกอ ท่าทางเย็นชา ราวกับว่า หากมู่ชิงเกอไม่มีหลักฐาน ก็จะสังหารนางทิ้ง เสียตรงนี้!

และแน่นอนว่า ในขณะที่มู่ชิงเกอยังไม่ทันได้ตอบ เขาก็ยิ้มอย่างเย็นเยียบอีกครั้ง “หากเจ้าไม่มีหลักฐาน โทษทัณฑ์จากการดูหมิ่นองค์ชายนั้น เจ้าไม่อาจจะรอดพ้น ได้เป็นแน่! ด้วยกฎของแคว้นลี่ คนธรรมดาริบังอาจหมิ่นหยามองค์ชาย ต้องถูกนหั่นออกเป็นสองท่อน! และประหารสามชั่วโคตร!”

เว่ยหลินหลางแสดงความกลัวออกมาเล็กน้อย และมองมู่ชิงเกอด้วยความเป็นห่วง

เขาไม่ใช่ผู้ที่มีความสามารถด้านการปรุงยา และไม่เคยเห็นโอสถที่จูลี่ซื้อจากมู่ชิงเกอ จึงไม่สามารถแยกแยะได้

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านเคยเห็น ทำให้เว่ยหลินหลางมองลูกทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างไม่รู้ตัว

แต่ทว่า เว่ยกว่านกว่านจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้อย่างไร

ในสายตาของนาง โอสถทุกเม็ดในใต้หล้านี้ล้วนมีลักษณะเช่นเดียวกัน แม้ว่านางจะเคยบอกว่าจะไปเรียนการปรุงยาที่โรงโอสถ แต่ก็เพียงตามมู่ชิงเกอไปก็เท่านั้น นางไม่ได้สังเกตสายตาของท่านพ่อที่จับจ้องอยู่ เพียงแค่มองโอสถนั้นแวบหนึ่ง แล้วจึงเคลื่อนสายตาออกไปมองมู่ชิงเกอด้วยความเป็นกังวล นางเป็นห่วงว่ามู่ชิงเกอจะไม่มีหลักฐานในการยืนยันที่มาของโอสถ แล้วก็ต้องโทษดูหมิ่นองค์ชาย

แต่ว่า สถานการณ์ในตอนนี้กลับทำให้เว่ยหลินหลางเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป ทำให้เขาคิดว่าโอสถที่อยู่ในมือของฟ่งอวี๋กุยนั้นไม่ใช่โอสถเม็ดที่ที่มู่ชิงเกอเอาไปประมูล

ทันใดนั้น ในใจของเขาก็เกิดความหวาดกลัว และเริ่มหาวิธีที่จะช่วยให้มู่ชิงเกอสามารถพ้นจากอันตรายในครั้งนี้

ท่าทางของพ่อลูกตระกูลเว่ย ทำให้พ่งอวี๋กุยผ่อนคลายลง เขามองมู่ชิงเกอด้วยสายตาที่แฝงรอยยิ้มได้ใจ “เป็นอย่างไรล่ะ เจ้าจะยืนยันว่าโอสถเม็ดนี้เป็นของเจ้า ได้อย่างไร”

มู่ชิงเกอกลับส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม และแก้ไขว่า “องค์ชายสามเข้าใจผิดแล้ว โอสถนี้ไม่ใช่ของข้า”

“ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับแล้ว!” ฟ่งอวี๋กุยตาเป็นประกาย พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา แต่เว่ยหลินหลางและพี่น้องตระกูลเว่ยกลับรู้สึกตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น

มู่ชิงเกอกลับพูดต่ออีกว่า “ผิด” นางกวาดสายตามองโอสถเม็ดนั้น พลันผุดรอยยิ้มและพูดอย่างเย็นชาว่า “โอสถเม็ดนี้ข้าได้ขายให้กับจูลี่ไปแล้ว แน่นอนว่ามันไม่ ใช่ของข้าอีกต่อไป”

“หึ! ข้าว่าแล้วเชียว นี้คือโอสถที่จูลี่ประมูลมาจากหอสรรพสิ่งเมืองจื้อ” เว่ยกว่านกว่านปรบมือด้วยความตื่นเต้นในทันที

ในขณะนี้ เว่ยหลินหลางเองก็โล่งใจเช่นกัน

ในตอนนี้เว่ยฉีได้เดินมายืนอยู่ข้างๆ ท่านพ่อ มองโอสถที่อยู่ในมือของฟ่งอวี๋กุย แล้วพูดกับเว่ยหลินหลางว่า “ท่านพ่อ วันนั้นคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นมีไม่มาก โอสถนี่ยังเป็นโอสถที่ท่านผู้เฒ่าตานแห่งหอสรรพสิ่งทำการแลกเปลี่ยนด้วยตนเอง คนอื่นอาจจะไม่รู้จัก แต่ท่านผู้เฒ่าตานต้องรู้จักเป็นแน่”

คำพูดของเขา ทำให้สายตาของฟ่งอวี๋กุยแฝงไอสังหาร

ท่ามกลางรอยยิ้มของเขา มีความโหดเหี้ยมเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ พลันกัดฟันและพูดว่า “โอสถนี่ถูกตัดสินเพียงลมปากของเจ้าอย่างนั้นหรือ ท่านผู้เฒ่าตานอะไรกัน อาจจะเป็นพวกเดียวกับพวกเจ้าตั้งแต่แรก ได้ยินมาว่า คุณชายมู่ท่านนี้สนิทสนมกับประมุขหอสรรพสิ่งเป็นอย่างมากนี่!

ฟ่งอวี๋กุยยังคงดิ้นรน ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่ชิงเกอยิ่งชัดเจนมากกว่าเดิม

พลิกปฐพี 109-2

ตอนที่ 109-2

ฟ่งอวี๋กุยแย่แล้ว!

เว่ยหลินหลางหัวเราะเพราะคำพูดของลูกสาว สำหรับโอสถที่อยู่ในมือของฟ่งอวี๋กุยเขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะว่า สำหรับเขาแล้ว ทักษะทางยาของมู่ชิงเกอผู้ที่สามารถรักษาภรรยาของเขาได้เก่งกาจมากที่สุด และมากกว่าองค์ชายสามเป็นอย่างมาก

“ขอแสดงความยินดีกับองค์ชายสามที่สามารถหลอมโอสถเช่นนี้ได้ คนของแซ่เว่ยได้หายจากอาการป่วยแล้ว โอสถนี้ฝ่าบาททรงเก็บกลับไปก่อนเถิดเผื่อใช้ในยามจำ ป็น” คำพูดปฏิเสธนี้ ถือว่าเป็นการไว้หน้ามากที่สุดแล้ว

แต่ทว่า ในสายตาของฟ่งอวี๋กุย ก็ยังคงรู้สึกว่า เว่ยหลินหลางยังคงไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรมิควร เขาได้ลดตัวลงมาตีสนิทหลายต่อหลายครั้ง กลับได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ทุกครั้ง ฟ่งอวี๋กุยรู้สึกไม่พอใจ พลันพูดด้วยนํ้าเลียงอันเย็นเยียบว่า “ฮูหยินหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น อวี๋กุยก็จะไม่บังคับ แต่ท่านเจ้าเมืองเว่ยจะแนะนำผู้สูงศักดิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถที่รักษาฮูหยินผู้นั้นให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”

“ผู้สูงศักดิ์ที่ฝ่าบาทอยากจะพบได้นั่งอยู่ในที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ” เว่ยกว่านกว่านยิ้มอย่างเย้ยหยัน

“อยู่ในที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือ” ฟ่งอวี๋กุยขมวดคิ้ว พลันกวาดสายตาอีกรอบและก็ยังคงไม่พบอะไร ความรู้สึกราวกับโดนกลั่นแกล้งได้ปะทุขึ้นใจของเขา

เมื่อเขาไม่เห็น เว่ยหลินหลางจึงรีบพูดว่า “ฝ่าบาท ผู้ที่รักษาฮูหยินของแซ่เว่ยจนหายคือน้องมู่ผู้นี้”

เขา!

ฟ่งอวี๋กุยหรี่ตาลง มองมู่ชิงเกอที่ท่าทางราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ จะเป็นเขาได้อย่างไร อายุของเขาเพิ่งจะเท่าไหร่เอง!

ดวงตาอันฉายความโหดเหี้ยมหรี่ลง ร่องตาเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ มู่ชิงเกอกลับดูเหมือนไม่รู้สึกอะไร

ยังคงห่วงแต่ดื่มเหล้าและทานกับแกล้มเป็นครั้งคราว ค่อยๆ เก็บสายตาสอบสวนกลับมา ฟ่งอวี๋กุยเยาะเย้ยอย่างไม่อาจจะทนได้ว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ยแน่ใจแล้วหรือว่าฮูหยินหายดีแล้ว อย่าได้โดนคนโกหกหลอกลวง จนเสียชื่อเสียง”

“นี่  เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” เว่ยกว่านกว่านกระโดดออกมาอย่างทนไม่ไหวอีกครั้ง เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับมู่ชิงเกอ เว่ยฉีก็ลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อแก้แค้นพร้อมกับน้องสาว “องค์ชายสามโปรดระวังคำพูด มู่เกอช่วยชีวิตท่านแม่ของเราเอาไว้ เป็นผู้มีพระคุณของจวนตระกูลเว่ย อีกทั้งงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ ก็จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเขา” ปฏิกิริยาของทั้งสอง ทำให้ใบหน้าของฟ่งอวี๋กุยมืดมนดั่งถ่าน

ในขณะนี้เอง เว่ยหลินหลางก็พูดขึ้นอีกครั้ง และมีจุดยืนเดียวกันกับลูกทั้งสองจึงพูดอย่างเคร่งขรึมและแน่วแน่ว่า “ใช่ องค์ชายสาม มู่เกอได้รักษาคนของเราให้หายดีแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ น้องมู่จะเป็นผู้มีพระคุณของจวนตระกูลเว่ยของข้าตลอดไป รวมทั้งเป็นแขกผู้มีเกียรติของเราด้วย”

พูดจบ เขาไม่รอให้ฟ่งอวี๋กุยตอบกลับ ก็พูดเสียงดังกับผู้คนในจวนตระกูลเว่ยว่า “ทุกท่าน แซ่เว่ยจะแนะนำน้องมู่ตั้งแต่แรก แต่ถูกขัดจังหวะ ในตอนนี้ แซ่เว่ยขอ ประกาศว่า น้องมู่ยังคงเป็นผู้มีพระคุณของข้า เว่ยหลินหลาง หากทุกท่านเห็นข้าอยู่ในสายตา ก็ต้องปฏิบัติกับเขาดั่งเป็นที่ปฏิบัติกับข้า”

“น้อมรับคำสั่ง!”

แม้ว่าในใจจะตื่นตระหนก และไม่กระจ่างมากเพียงใด แต่เพียงแค่คำสั่งเดียวของเว่ยหลินหลาง ทุกคนในจวนตระกูลเว่ยต่างก็คุกเข่าลง พร้อมประสานหมัดเพื่อคำนับมู่ชิงเกอที่นั่งอยู่บนที่นั่ง

ในวินาทีนี้ มู่ชิงเกอแม้จะอยากดูทุกอย่างอย่างห่างๆ แต่ก็ไม่อาจจะทำได้แล้ว

เมื่อไม่รู้จะควรจะทำเช่นไร จึงเพียงค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วพูดกับทุกคนที่ประสานหมัดคำนับนางว่า “ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ พี่เว่ยก็พูดเกินไป หากเราคุยกันได้เช่นนี้ ก็เป็นดั่งครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นทดแทนบุญคุณมากมายถึงเพียงนั้น”

อุปนิสัยของเว่ยหลินหลางคือให้ความสำคัญกับทุกความสัมพันธ์ เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ของมู่ชิงเกอก็ยิ่งซาบขึ้ง พูดต่อไปว่า “ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของเราก็ ส่วนหนึ่ง แต่บุญคุณก็ไม่อาจจะลืมได้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป อำนาจในทุกการกระทำ ทุกคำดั่งของท่านในจวนตระกูลเว่ยจะมีความสำคัญทัดเทียมกับข้า”

หลังจากที่สิ้นเสียงนี้ สีหน้าของฟ่งอวี๋กุยก็เย็นเยียบลงมากกว่าเดิม และอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ย การจัดการนี้ของท่านจะเกินความจำเป็นไปหรือไม่”

“องค์ชายสาม การตัดสินใจของแซ่เว่ย ยังต้องให้องค์ชายสามอนุญาตก่อนด้วยหรือ” เว่ยหลินหลางถาม พลางขมวดคิ้ว

เมื่อสัมผัสได้ว่า ในคำพูดของเว่ยหลินหลางแฝงความโกรธ ฟ่งอวี๋กุยก็ขมวดคิ้วและกัดฟันและพูดว่าอย่างเย็นเยียบว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ยอย่าได้ล้อเล่นเช่นนี้เลย ข้าจะไปยุ่งกับการตัดสินใจของท่านเจ้าเมืองเว่ยได้อย่างไร เพียงแต่ว่า ฟ่งอวี๋กุยไม่อยากจะให้ท่านเจ้าเมืองเว่ยโดนคนนอกหลอก จึงได้เตือนด้วยความหวังดี”

“องค์ชายสาม กระหม่อมเคารพพระองค์ แต่น้องมู่ก็เป็นน้องชายของแซ่เว่ย รวมทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของแซ่เว่ยไม่ใช่คนหลอกลวงหรือคนร้ายอะไร ขอให้ฝ่าบาทโปรดระวังคำพูดด้วย” นํ้าเสียงของเว่ยหลินหลางเย็นเยียบลง

คำพูดของเว่ยหลินหลาง ทำให้ใบหน้าของฟ่งอวี๋กุยกระตุกทีหนึ่ง

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านอยากร้องไห้แต่ก็ไม่สามารถร้องออกมาได้

คราวนี้ คนที่กำลังแอบรักได้กลายเป็นน้องชายของท่านพ่อ มีฐานะเป็นอาของพวกเขา แล้วพวกเขาควรจะทำอย่างไรดี

ท่าทางอันดื้อรั้นของเว่ยหลินหลาง ทำให้ในใจของฟ่งอวี๋ กุยเต็มเปี่ยมไปด้วยโทสะ เขาไม่ได้เถียงต่อ เพียงแค่มองมู่ชิงเกอที่นั่งอยู่บนเวที แล้วหัวเราะอย่างเยือกเย็น “เจ้ามีทักษะด้านการปรุงยาอย่างนั้นหรือ ข้าดูแล้วเจ้าก็อายุเพียงไม่เกิน 16-17 ปี อายุเพียงเท่านี้ ทักษะการปรุงยาของเจ้าจะแน่แค่ไหนกันเชียว” ประเด็นได้ถูกเบี่ยงมาทางมู่ชิงเกอ เว่ยหลินหลางหรี่ตาและในขณะที่กำลังจะออกปากห้าม กลับเห็นมู่ชิงเกอส่งสัญญาณให้หยุด จึงรอดูทุกอย่างอย่างเงียบๆ

แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น การที่องค์ชายสามมาปะทะกับมู่ชิงเกอ ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล

สำหรับการจงใจหาเรื่องของฟ่งอวี่กุย มู่ชิงเกอกระตุกยิ้มอย่างขบขันนางก้มสายตาลงมองมือที่กำแน่นของฟงอวี๋กุย

โอสถที่อยู่ในกำมือนั้น ทำให้รอยยิ้มของมู่ชิงเกอซัดเจนกว่าเดิม

“ทักษะด้านการปรุงยาของข้าอย่างนั้นหรือ อืม เอาอย่างนี้ โอสถที่อยู่ในมือขององค์ชายสามเมื่อครู่นี้เป็นโอสถที่ข้าสามารถปรุงออกมาได้หม้อหนึ่งตลอดเวลา” ในนํ้าเสียงของมู่ชิงเกอแฝงความโหดเหี้ยม

เมื่อครู่นี้ ฟ่งอวี๋กุยเพิ่งจะบอกว่า เขาปรุงโอสถเม็ดนี้ออกมาอย่างยากลำบากถึงจะได้มาสักเม็ดมิใช่หรือ

ในตอนนี้ เขายังจะสงสัยในความสามารถด้านการปรุงยาของนาง ตอบเขาไปเช่นนี้ก็แล้วกัน

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าบังอาจหัวเราะเยาะข้าหรือ!” เปลวเพลิงแห่งโทสะได้ปะทุออกจากสายตาของฟ่งอวี่กุยและจ้องมู่ชิงเกอเขม็ง

“มิบังอาจ” มู่ชิงเกอกระตุกยิ้ม เผยฟันขาวดั่งเปลือกหอย ใบหน้าอันงดงามดั่งดอกไม้ผลิบานชวนให้ตกตะลึง “ข้าเพียงแค่กำลังพูดความจริง”

แววตาตะลึงในความงามหายไปจากสายตาของฟ่งอวี๋กุยในทันที

แม้นหน้าตาจะงดงาม แต่คำพูดนั้น ช่างทำ ห้เขาอยากบีบมันให้แหลกละเอียด!

“ความจริงอย่างนั้นหรือ หึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอสถนี้อยู่ในระดับใด แม้กระทั่งท่านอาจารย์โหลวยังไม่กล้ายืนยันว่า โอสถนี้ปรุงจากอะไรและมีปริมาณเท่าไหร่ เจ้ากล้าดีอย่างไร จึงได้พูดจาอวดดีเช่นนี้” น้ำเสียงของฟ่งอวี่กุย ทั้งเย็นเยียบและฉายความเย้ยหยัน

พลิกปฐพี 109-1

ตอนที่ 109-1

ฟ่งอวี๋กุยแย่แล้ว!

ได้ยินมาว่า ภรรยาผู้เป็นที่รักของเว่ยหลินหลางกำลังป่วยหนัก หมอจำนวนนับไม่ล้วนต่างก็ไม่สามารถรักษาได้ ถึงขั้นที่ว่า เว่ยหลินหลางพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ เชิญปรมาจารย์แห่งการปรุงยา ท่านอาจารย์โหลวมาเพื่อรักษาภรรยา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับผลอันใด

ท่านอาจารย์โหลวอุทานออกมาเพียงคำเดียวว่า ไม่สามารถรักษาได้!

หลังจากนั้น อาการป่วยของภรรยาผู้เป็นที่รัก จึงกลายเป็นปมในใจของเว่ยหลินหลาง หากที่มีใครสามารถแก้ปมในใจนี้ของเขาได้ เว่ยหลินหลางจะซื่อสัตย์ต่อคนผู้นั้นอย่างที่สุด

หลังจากที่ได้ครอบครองโอสถเก้าชีวิตหวนคืนจากจูลี่ ฟ่งอวี๋กุยก็เริ่มมีแผนการในใจ

แต่ไม่คิดว่า หลังจากที่เข้าสู่จวนตระกูลเว่ย เขาไม่เพียงไม่ได้รับการต้อนรับอย่างมีมารยาท แต่ยังเห็นผู้ที่เคยมีปัญหากับตนเองกลายเป็นแขกของจวนตระกูลเว่ย การปฏิบัติของเว่ยหลินหลางยิ่งจุดประกายเปลวเพลิงแห่งโทสะของเขา กว่าจะพยายามเก็บอาการได้และยื่นข้อเสนอการรักษาให้ช่างยากเย็น ไม่ว่าอย่างไร ฟ่งอวี๋กุยก็จะรอคำขอร้องจากเว่ยหลินหลาง

แต่ทว่า ครู่หนึ่งผ่านไป ฟ่งอวี๋กุยก็ยังคงไม่ได้ยินคำขอร้องจากปากของเว่ยหลินหลาง ยิ่งไปกว่านั้น คือ รอบๆ ได้เงียบสงบลง ทำให้เขาสัมผัสได้ว่า มีอะไร บางอย่างผิดปกติ

สายตาของเขาเคร่งขรึม พร้อมหันไปมองผู้คนที่อยู่รอบๆ

ใบหน้าของเว่ยหลินหลางนิ่งสงบ ใบหน้าของเว่ยฉีและยังมีเว่ยกว่านกว่านที่มองเขาอย่างขบขัน แต่ไอ้คนที่เห็นแล้วขัดหูขัดตาคนนั้น กลับนั่งดื่มเหล้าอยู่บนที่นั่งอย่างไม่รู้สึกรู้สา

ส่วนพวกคนที่เหลือต่างก็แสดงอาการแปลกประหลาด ราวกับอยากจะพูดอะไร แต่ไม่กล้าที่จะพูด รอยยิ้มบนใบหน้าของฟ่งอวี๋กุยหายไป เขามองเว่ยหลินหลางและพูดขึ้นอีกครั้ง ในนํ้าเสียงได้เปี่ยมล้นด้วยโทสะ “ว่าอย่างไร ท่านเจ้าเมืองไม่เชื่อใจในความสามารถด้านการรักษาของข้าหรือ”

เว่ยหลินหลางที่ถูกเอ่ยชื่อ ราวกับเพิ่งจะได้สติ เผยรอยยิ้มจางๆ พลันก้มหน้าลงและพูดว่า “องค์ชายสามเข้าใจผิดแล้ว สำหรับความสามารถด้านยาขององค์ชาย สาม แซ่เว่ยมิบังอาจจะประเมินค่า เพียงแต่ว่าในตอนนี้ภรรยาของข้าได้หายดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรักษาอีกแล้ว แซ่เว่ย ขอขอบคุณความหวังดีจากองค์ชายสามเป็น อย่างมาก”

อะไรนะ! อาการป่วยของฮูหยินของเว่ยหลินหลาง หายดีแล้ว!

ความตื่นตระหนกเกิดขึ้นในใจของฟ่งอวี๋กุย ข้อมูลที่เพิ่งได้รับนี้ แทบจะทำให้แผนการที่เขาวางไว้พังทลายลงจนหมดสิ้น

ในตอนแรก เขาคิดจะรักษาฮูหยินให้หาย และใช้คำขอบคุณของเว่ยหลินหลางในการขอลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา เพราะหากเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ของทั้ง สองก็จะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ในขณะที่เขาได้ตำแหน่งรัชทายาท ก็จะมีผู้มีอำนาจอันยิ่งใหญ่อีกคนที่คอยสนับสนุน

ใคร? ใครกัน!

ฟ่งอวี๋กุยกวาดสายตามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นว่าจะมีใครมีความสามารถมากพอที่จะรักษาฮูหยินได้

สำหรับเขาแล้ว ผู้ที่จะสามารถรักษาฮูหยินได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก อย่างน้อยในด้านของการปรุงยา ก็แน่นอนว่าจะต้องมีความสามารถโดดเด่น

เมื่อไม่เห็นใครที่คิดว่าจะเป็นไปได้ ความคิดในใจของฟ่งอวี๋กุยก็เปลี่ยนไป และสงสัยว่าเว่ยหลินหลางโกหกเขา จึงแอบหัวเราะอย่างเย็นเยียบ และพูดกับเขาว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ยอย่าได้ฝืนเลย ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพราะมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง หรือว่าท่านทนได้ที่จะเห็นฮูหยินต้องทรมานเพราะความเจ็บปวดเช่นนี้ต่อไป ท่านจะสามารถทนเห็นคุณหนูเว่ยต้องเสียใจเกี่ยวกับอาการป่วยของท่านแม่เช่นนี้ได้อย่างไร”

เมื่อเห็นว่าฟ่งอวี๋กุยไม่เชื่อ เว่ยหลินหลางก็กระตุกมุมปาก กำลังจะอธิบาย แต่กลับไม่คิดว่า เว่ยกว่านกว่านจะส่งเสียงตะโกนแทรกเข้ามาเสียก่อน

“นี่! ท่านแม่ของข้าหายดีแล้ว เหตุใดข้าจึงต้องเสียใจ ท่านพ่อได้บอกท่านแล้ว ท่านยังจะพูดเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่ามันเป็นการสาปแช่งท่านแม่ของข้า”

“กว่านกว่านหยุดพูด” เว่ยหลินหลางกวาดสายตามามองนาง นางเงียบลงในทันที เพราะถูกเว่ยฉีดึงตัวเอาไว้ จึงนั่งลงด้วยความโกรธ

ฟ่งอวี๋กุยพยายามเก็บสายตาอันแฝงเร้นไปด้วยโทสะ เขาเคลื่อนสายตาไปที่เว่ยหลินหลาง โดยที่ไม่ตอบโต้ในสิ่งที่นางพูด เพียงแค่มองเว่ยหลินหลาง และพูดด้วยนํ้าเสียงจริงใจว่า “บางที ท่านเจ้าเมืองเว่ยอาจจะไม่เชื่อในความสามารถด้านการรักษาของข้า…” ในขณะที่พูด ก็พลิกมือ โอสถที่ส่งกลิ่นหอมอย่างรุนแรงก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา “ท่านไม่เชื่อในความสามารถของมันหรือ”

ทันทีที่เอาโอสถออกมา ทั่วทั้งห้องโถงก็มีกลิ่นหอมอันรุนแรงแผ่กระจายออกไป

แม้แต่มู่ชิงเกอผู้ที่ทั้งไม่สนใจและนั่งดื่มเหล้าของตนเองอยู่เงียบๆ ก็ได้เงยสายตาขึ้นมอง ดวงตาอันสดใสกวาดผ่านโอสถที่วางอยู่ในฝ่ามือของเขา

“ซี๊ดดด นี่มันโอสถอะไรกัน เหตุใดได้กลิ่นแล้วจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเช่นนี้” “แน่นอนว่า ระดับของโอสถนี่ จะต้องเป็นโอสถระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย”

“โอสถระดับสูงอย่างนั้นหรือ หากได้ครอบครองสักเม็ด จะต้องแลกด้วยชีวิตครึ่งชีวิตข้าก็ยอม!”

เหล่าทหารของเว่ยหลินหลาง ต่างก็หลงใหลอยู่ในกลิ่นหอมของโอสถนั่น ความจริงแล้ว แม้กระทั่งเว่ยหลินหลางเอง ในขณะที่เห็นโอสถเม็ดนั้น ในสายตาก็ดูสงสัยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โอสถระดับสูงเป็นสิ่งที่หายากมาก

องค์ชายสามผู้นี้มีโอสถระดับสูง ดูเหมือนว่าจะมีการวางแผนก่อนมาและมิได้พูดเล่น

‘เพียงแต่ว่า เมื่อครู่นี้ เขาบอกว่าตนเองมีความรู้เรื่องยา และในตอนนี้ก็เอาโอสถเช่นนี้ออกมา หรือโอสถนี่จะเป็นโอสถที่เขา…’ ในใจของเว่ยหลินหลางเกิดตื่นตะลึงขึ้นมา แต่ยังคงรักษาความนิ่งสงบ

เมืองจื้อห่างจากเมืองถัวไกลมาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะโอสถเก้าชีวิตหวนคืน ผู้คนในจวนตระกูลเว่ยจึงไม่รู้

อีกประการหนึ่ง ฟ่งอวี๋กุยเอาโอสถออกมา แต่ไม่ได้บอกชื่อของมันอย่างชัดเจน ท่ามกลางความตื่นตระหนก นอกจากเจ้าของตัวจริงและคนที่เคยเห็นแล้ว จะมีใครที่เอาโอสถนี้ไปโยงกับโอสถระดับสูงที่ก่อความวุ่นวายให้เมืองจื้อนั้นได้

“องค์ชายสาม นี่มัน…” เว่ยหลินหลางมองโอสถเม็ดนั้นแล้วถามด้วยนํ้าเสียงอันเคร่งขรึม

ในที่สุดก็ทำให้เว่ยหลินหลางเกิดความสนใจจนได้ ในสายตาของฟ่งอวี๋กุยแฝงความได้ใจ

นิ้วมือทั้งห้าของเขาประสานกัน เขากำโอสถเอาไว้ในฝ่ามืออย่างแน่นหนา เพื่อบดบังสายของของทุกคนที่มองมา ทำให้ในส่วนลึกของสายตาของทุกคนต่างฉายแววผิดหวัง

มู่ชิงเกอเพียงยิ้มและไม่ได้พูดอะไร

สองพี่น้องตระกูลเว่ยนงอยู่ข้างหลังเว่ยหลินหลาง จึงถูกบังไม่น้อย เพราะคำอุทานของคนรอบข้าง ทำให้พวกเขาอยากจะเห็นให้ชัดๆ แต่ยังไม่ทันได้เห็นเต็มตา โอสถก็ถูกฟ่งอวี๋กุยเก็บกลับไป ในตอนนี้ จึงทำได้เพียงแค่หดคอที่ยื่นออกไปและนั่งอย่างอึดอัดอยู่กับที่

“ท่านเจ้าเมืองเว่ย นี่คือโอสถชุบชีวิตที่ข้าได้ปรุงขึ้น โอสถนี้มีขั้นตอนการปรุงที่ยากยิ่งนัก ข้าทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ จึงปรุงออกมาได้เม็ดหนึ่ง โอสถนี่มี สรรพคุณในการรักษา 108 โรค เมื่อคิดถึงท่านเจ้าเมืองเว่ยที่เป็นทุกข์เพราะอาการป่วยของฮูหยิน ข้าจึงได้รีบมาที่นี่” ฟ่งอวี๋กุยกระตุกยิ้มจางๆ ความได้ใจที่สะท้อนออกมาจากสายตายากที่จะเก็บซ่อนได้ “โอสถชุบชีวิตอย่างนั้นหรือ ราวกับจะเคยได้ยินชื่อนี้!” เสียงของเว่ยฉีได้ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

“เคยได้ยินอะไรกัน ก็เขานั่นแหละที่พูด เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ ตอนที่อยู่ในเมืองฮ่วน เขาได้เคยพูดถึงโอสถชุบชีวิตมิใช่หรือ” เว่ยกว่านกว่านรีบพูดเสริม

คำพูดของพี่น้องตระกูลเว่ย ทำให้สีหน้าของฟ่งอวี๋กุยแย่ลงในทันที

ทั้งสองช่างไม่ใช่เห็นฐานะองค์ชายอย่างเขาอยู่ในสายตา หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อของพวกเขาคือเว่ยหลินหลาง เขาคงจะสั่งคนให้ไปสังหารพวกเขาให้สิ้นซาก!

พลิกปฐพี 108-5

ตอนที่ 108-5

ยื่นหน้าเข้ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ตบได้อย่างไร

เว่ยหลินหลางได้ออกปากว่าจะเตรียมวัตถุดิบปรุงยาให้เช่นนี้ มู่ชิงเกอจะเกรงใจเขาไปเพื่ออะไร จึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าเช่นนั้นภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ข้าจะเขียนรายชื่อสมุนไพรทั้งหมดที่ต้องใช้และเรื่องหลังจากนั้นก็คงจะต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองเว่ยแล้ว”

“น้องชาย อย่าได้เกรงใจไป ยังจะเรียกข้าว่าเจ้าเมืองอีก หากไม่รังเกียจเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ได้หรือไม่” เว่ยหลินหลานแกล้งทำเป็นไม่พอใจ

ทั้งสองได้สบตากันความลับบางอย่างได้ถูกซ่อนอยู่ในคำพูด

มู่ชิงเกออมยิ้มและพูดไปตามมารยาทว่า “ถ้าเช่นนั้นน้องก็จะไม่เกรงใจแล้วนะพี่เว่ย”

ความชาญฉลาดของมู่ชิงเกอทำให้เว่ยหลินหลางตาเป็นประกายและพูดกับนางว่า “หลังจากนี้หลานชายและหลานสาวทั้งสองก็ฝากท่านดูแลด้วย หากพวกเขาทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านก็สามารถอบรมสั่งสอนได้เลย”

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปากและพูดอย่างคลุมเครือว่า “หลานเว่ยฉีและหลานกว่านกว่านล้วนเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบดี ไม่จำเป็นต้องให้ข้าสอนอะไร”

“อ่าๆๆๆๆ น้องมู่ก็ชมกันเกินไป!” ราวกับได้แก้ไขปัญหาใหญ่ที่อยู่ในใจสำเร็จเว่ยหลินหลางจึงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านอาจจะยังไม่รู้ว่า เพียงแค่เวลาอันสั้นๆ นี้ เขาทั้งสองก็ได้เลื่อนขั้นจากเพื่อนของมู่ชิงเกอ มาเป็นหลานชายและหลานสาวของมู่ชิงเกอแล้ว

หากพวกเขารู้คงทำได้เพียงแค่นํ้าตานองหน้า ที่มีท่านพ่อจอมขวางโลกเช่นนี้!

มู่ชิงเกอเดินเข้ามายังงานเลี้ยงพร้อมกับเว่ยหลินหลางและพบว่างานเลี้ยงนี้ได้จัดขึ้นเพื่อตนเองจริงๆ

นางถูกเว่ยหลินหลางนำทางไปนั่งบนที่นั่งตำแหน่งหลัก ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับเว่ยหลินหลาง พี่น้องตระกูลเว่ยนั่งอยู่ด้านล่างพวกเขา นอกจากลุงโจว และองครักษ์จวนตระกูลเว่ยแล้วก็ไม่มีใครอื่นใดอีก

แน่นอนว่า มั่วหยางคนอื่นๆ ต่างก็ถูกเชิญในฐานะผู้ติดตามของมู่ชิงเกอ

แม้ว่าคนจะน้อย แต่สถานที่ถูกจัดอย่างไม่ธรรมดา ในทุกๆ ที่ล้วนฉายให้เห็นถึงความตั้งใจของเว่ยหลินหลาง อาหารอันเลิศรสที่วางอยู่บนโต๊ะส่งกลิ่นหอมโชย รวมทั้งนางรำที่ทั้งอ่อนโยนสง่าและน่าเย้ายวน แม้กระทั่งอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารก็พิเศษและดูสูงส่ง ในทุกๆ รายละเอียดล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเคารพที่มีต่อมู่ชิงเกอ แขกผู้มีเกียรติท่านนี้

มู่ชิงเกอและเว่ยหลินหลางนั่งอยู่บนเวทีที่สูงกว่าคนอื่นหนึ่งระดับจึงสามารถเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

ภายในงานเลี้ยง เว่ยหลินหลางชนแก้วอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งทำให้สายตาของผู้คนในจวนตระกูลเว่ยมองมู่ชิงเกอว่าไม่ธรรมดา

หลังจากที่ดื่มจนสมใจแล้ว เว่ยหลินหลางก็ลุกขึ้นและในขณะที่กำลังจะประกาศให้ทุกคน รู้ว่าภรรยาของตนเองได้หายจากอาการป่วยเพราะการรักษาของมู่ชิงเกอแล้วนั้น ก็ได้เห็นบ่าวรับใช้วิ่งเข้ามาจากประตูด้วยความเร่งรีบ

“ท่านเจ้าเมือง มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนขอรับ” ยังไม่ทันได้เข้าสู่ห้องโถง บ่าวก็ได้คุกเข่าลงและรายงานอยู่ที่หน้าประตู

ในเวลานี้ มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนอย่างนั้นหรือ

เว่ยหลินหลางขมวดคิ้ว ก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อสั่งให้เหล่านางรำหยุดและถอยออกไปอยู่ข้างๆ เสียงดนตรี ก็ได้ค่อยๆ หยุดลงเพื่อรอคำสั่งจากเว่ยหลินหลาง

“ใครมา” เว่ยหลินหลางมองบ่าวที่คุกเข่าอยู่แล้วถาม

บ่าวก้มหน้าลงและตอบว่า “มาจากเมืองฮ่วน และเรียกตนเองว่า องค์ชายสามขอรับ” บ่าวไม่เคยพบองค์ชายสามแห่งแคว้นลี่ฟ่งอวี๋กุยจึงทำได้เพียงตอบตามคำพูดที่อีกฝ่ายพูด

เว่ยหลินหลางหรี่ตาลงแล้วมองลุงโจว

อีกฝ่ายเข้าใจในคำสั่งและรีบเดินออกมาพร้อมพาบ่าวรับใช้ออกนอกประตูไป

‘ฟ่งอวี๋กุยมาที่นี่อย่างนั้นหรือ’ มู่ชิงเกอหลับตาลงแล้วดื่มเหล้า ขนตาอันยาวงอนบดบังความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของนาง

“เจ้าบ้าอำนาจนั้นมาเมืองถัวรึ! หึ!” ทันทีที่เว่ยกว่านกว่านได้ยินว่าองค์ชายสามมา ก็อุทานด้วยความไม่พอใจ

เว่ยหลินหลางมองนางด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไป ด้วยความฉงนใจ “กว่านกว่านพวกเจ้ารู้จักกับองค์ชายสามอย่างนั้นหรือ”

เว่ยกว่านกว่านยังคงโกรธท่านพ่อ จึงไม่ได้สนใจเขา ทั้งยังหันหน้าหนีหลังจากที่อุทาน เว่ยฉีจึงต้องตอบแทนว่า “ท่านพ่อ ในระหว่างที่เราได้กลับมารอมู่เกอที่เมืองอวี้จื้อก็ได้เกิดข้อขัดแย้งกับองค์ชายสามและเราไม่ได้ผิด”

สำหรับเรื่องนี้เว่ยหลินหลางไม่ได้รับรู้ด้วย

อาจจะเป็นเพราะว่าเหล่าโจวคิดว่า เรื่องทุกอย่างได้ผ่านไปแล้วและมันไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดจึงไม่ได้เล่า

การได้ยินเรื่องนี้ในตอนนี้ทำให้เว่ยหลินหลางขมวดคิ้วมากกว่าเดิม

และในขณะนี้เองเสียงของเหล่าโจวก็ได้ดังขึ้น จากระยะอันห่างไกล “เชิญองค์ชายสาม ท่านเจ้าเมืองของเรากำลังต้อนรับแขกอยู่ในงานเลี้ยงได้ข่าวว่าองค์ชายสามมาเยือนจึงให้ข้าน้อยออกมารับเสด็จ”

คำพูดของเขาเป็นการให้สัญญาณผู้คนที่อยู่ในห้องโถง

คนอื่นๆ ในจวนตระกูลเว่ยต่างก็ลุกขึ้นยืนแล้ว ถอยหลังไปสองก้าว

เว่ยหลินหลางเองก็ลงจากเวทีและเดินมุ่งไปทางนั้น

พี่น้องตระกูลเว่ยเห็นว่ามู่ชิงเกอไม่ขยับตัว จึงได้นั่งอยู่กับที่พร้อมรับประทานอาหารอย่างอึดอัด สำหรับองค์ชายสามที่กำลังจะเข้ามานั้นพวกเขาทำราวกับไม่เห็น

เว่ยหลินหลางเพิ่งจะเดินมาถึงที่ประตูห้องโถง ก็เห็นเหล่าโจวนำจำนวนคน 4-5 คนเดินเข้ามา

หนึ่งในนั้นท่าทางฉายความสามารถอันเต็มเปี่ยมและแฝงความโดดเด่น ส่วนอีกสี่คนดูเหมือนว่าจะเป็นองครักษ์ของเขาซะมากกว่า

เมื่อเดินเข้ามาใกล้อีกนิด ก็ได้เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นอย่างชัดเจน เว่ยหลินหลางก็ยิ่งมั่นใจในฐานะของผู้มาเยือน เขาเดินไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพ “เจ้าเมืองแห่งเมืองถัวเว่ยหลินหลางคำนับองค์ชายสามพะย่ะค่ะ”

เสื้อคลุมบนร่างกายของฟ่งอวี๋กุยมีนํ้าค้างเกาะอยู่ แสดงถึงความเย็นเยียบในยามค่ำคืน

เมื่อพบกับเว่ยหลินหลาง เขาไม่ได้แสดงการกล่าวโทษที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับด้วยตนเองเพียงพูดว่า “ไม่ต้องคำนับหรอก ข้าเองที่มาเยี่ยมเยียนอย่างกะทันหันและรบกวนท่านเจ้าเมือง อวี๋กุยผ่านเมืองถัวมาพอดี จึงอยากจะขอพักในจวนตระกูลเว่ย ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่”

แม้ว่าจะแสร้งนอบน้อม แต่คำพูดก็แข็งกระด้าง เว่ยหลินหลางหรี่ตาลง พูดด้วยรอยยิ้มว่า “หากองค์ชายสามยินยอมที่จะพักที่นี่ เว่ยหลินหลางจะไม่ต้อนรับพระองค์ได้อย่างไร ทรงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย คงจะยังไม่ได้เสวยอะไร กระหม่อมกำลังจัดงานเลี้ยง เพื่อต้อนรับเพื่อนคนหนึ่ง หากทรงไม่รังเกียจ ขอเชิญร่วมงานพะย่ะค่ะ”

เว่ยหลินหลางเป็นใคร เป็นคนที่แม้กระทั่งฮ่องเต้แคว้นลี่พบเจอยังต้องให้ความเคารพแล้วจะกลัวองค์ชายสามได้อย่างไร

ดวงตาของฟ่งอวี๋กุยเย็นเยียบ และฝืนยิ้มว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอรับคำเชิญ” ในใจกลับคิดว่า ไอ้เว่ยหลินหลาง บังอาจมากที่ให้ข้าที่เป็นถึงองค์ชายเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ!

“แปลกจริง เหตุใดต่อหน้าท่านพ่อองค์ชายสาม จึงได้นอบน้อมเช่นนี้” เว่ยกว่านกว่านพึมพำกับเว่ยฉี

เว่ยฉีขมวดคิ้ว

เว่ยกว่านกว่านหันไปมองมู่ชิงเกออย่างไม่รู้ตัว

อีกฝ่ายยิ้ม ดื่มเหล้าในแก้วและตอบว่า “นั่นเป็นเพราะว่าท่านพ่อของพวกเจ้าคือเว่ยหลินหลางอย่างไรเล่า!”

พลังเวทของเว่ยหลินหลางไม่ได้ตํ่าและสำหรับแคว้นลี่แล้ว เมืองถัวถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับราชวงศ์แคว้นลี่ เว่ยหลินหลางก็ยังคงต้องรักษาเกียรติยศของตนเองเอาไว้

สองพี่น้องพยักหน้าที่ดูเหมือนเข้าใจและไม่เข้าใจในขณะเดียวกัน

ในเวลานี้ เป็นเพราะการนำทางของเว่ยหลินหลาง ฟ่งอวี๋กุยได้ย่างเข้ามาภายในห้องโถงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทันทีที่ย่างเข้ามา เขาก็จดจ้องไปยังเว่ยกว่านกว่านที่นั่งอยู่กับเว่ยฉี ในส่วนลึกของดวงตาส่องประกายแวบหนึ่ง จากนั้นเขาจึงเคลื่อนสายตาออก

ทันใดนั้น สีแดงอันเจิดจ้าก็ได้สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา ทำให้ชุดสีเลือดหมูในตัวเขาดูหม่นหมองลง

เมื่อมองเห็นคนที่มีใบหน้าอันงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้นั่งอยู่บนที่นั่งหลักของงานเลี้ยงอย่างชัดเจน สายตาของเขาเย็นชาลง พลันฉายความเย็นเยียบออกมาในทันใด

เว่ยหลินหลางที่อยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พลางแอบมองมู่ชิงเกอที่ท่าทางราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วถามว่า “องค์ชายสาม?”

ฟ่งอวี๋กุยกลับไม่ได้ตอบ เพียงจ้องมู่ชิงเกอแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้ายังจะกล้าปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก!”

หลังจากที่สิ้นเสียงนี้ พี่น้องตระกูลเว่ยก็หันไปมองเขา ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการระแวดระวัง

เว่ยหลินหลางหรี่ตาทั้งสองข้างลง โดยที่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยืนดูอย่างเงียบๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เว่ยหลินหลางไม่มีการเคลื่อนไหว แน่นอนว่ากำลังคนของจวนตระเว่ยเองก็เช่นกัน

มีเพียงพวกของมั่วหยางที่รู้ใจมู่ชิงเกอ ในตอนนี้ต่างก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาอันโหดเหี้ยมทั้งคู่ จ้องฟ่งอวี๋กุยและผู้ติดตามทั้ง 4 คน ราวกับว่า เพียงคำสั่งเดียวของมู่ชิงเกอ พวกเขาก็พร้อมจะลงมือฆ่าทั้ง 5 คนให้สิ้นซาก

ในคำพูดของฟ่งอวี๋กุยแฝงความอันตราย ทำให้มู่ชิงเกอกระตุกรอยยิ้มเบาๆ นางวางแก้วเหล้าในมือลง พลันเงยสายตาขึ้นมองฟงอวี๋กุยที่ยืนอยู่ตรงกลางห้องโถง แล้วเผยรอยยิ้มอันเบิกบานดั่งดอกไม้ว่า “ดูเหมือนว่าฝ่าบาทต่างหากที่มาปรากฏ ตัวต่อหน้าข้า”

คำพูดนี้ทำให้ฟ่งอวี๋กุยใบหน้าแข็งกระด้างเพราะความโกรธ กลิ่นอายทั่วทั้งร่างพลันเย็นเยียบ

เขาพูดด้วยนํ้าเสียงอันโหดเหี้ยมว่า “เจ้าทำอะไรจูลี่ อาไว้ คงรู้อยู่แก่ใจ หากยังอยากจะเดินออกจากจวนตระเว่ยอย่างมีลมหายใจ ก็รีบมอบยาถอนพิษออกมา!”

“จูลี่อย่างนั้นรึ” รอยยิ้มของมู่ชิงเกอชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม พลันย้อนถามว่า “เขาเป็นอะไรรึ”

ภายใต้รอยยิ้มของนาง ฟ่งอวี๋กุยสัมผัสได้ถึงความเจตนา ตอนแรกเขาไม่ได้เชื่อคำพูดของจูลี่มากนัก ที่คิดว่าบุคคลผู้งดงามที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้เป็นคนวางยา อาจจะ เป็นเพียงแค่การคาดการณ์ แต่ว่าในตอนนี้ เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า บางที อาจจะเป็นอย่างที่จูลี่พูดว่าพิษอันรุนแรงที่อยู่ในร่างกายของเขานั้นเป็นของคนที่อยู่ตรง หน้า

“หลังจากที่เขาบังเอิญพบกับเจ้า ร่างกายก็มีตุ่มผุดขึ้นมาจำนวนมาก ทั้งบวมและมีหนองไปทั่วทั้งร่างกาย ทั้งเขาและเจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางกัน ดูเหมือนว่ายาพิษ นั้นเจ้าจะเป็นคนวางจริงๆ” ฟงอวี๋กุยหรี่ตาแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงอันเย็นเยียบ

“ฝ่าบาททรงเดินทางไกลมาถึงเมืองถัว ก็เพื่อที่จะมาหาข้าน้อย และถามว่าข้าน้อยเป็นคนวางยาจูลี่หรือไม่อย่างนั้นหรอกรึ” มู่ชิงเกอพูดพร้อมรอยยิ้มและแฝงความขบขัน

“คนแซ่จูโดนวางยาพิษอย่างนั้นหรือ เหอะ! ไอ้ลูกเต่านั้นตายไปเสียได้จะดีที่สุด คนชั่วก็ย่อมเป็นไปตามกรรม ทำไมรึ มันจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาใส่ความมู่เกอของเราอีกหรือ” หลังจากที่ได้ยินสภาพอันยํ่าแย่ของจูลี่ เว่ยกว่านกว่านก็รีบปรบมือแสดงความยินดีในทันที

เว่ยฉีเองก็พูดกับท่านพ่อว่า “ท่านพ่อ จูลี่ผู้นี้คอยขัดขวางเราทุกทาง ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในเมืองฮ่วนก็แทบจะฆ่าเรา พอมาถึงเมืองอวี้จื้อเพราะมีองค์ชายสามคอยหนุนหลังจึงอยากจะสร้างความอับอายให้กับเรา หากไม่ใช่เพราะมู่ชิงเกอมาได้ทันเวลา ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถ้าไม่เชื่อท่านก็ลองถามลุงโจวดู”

คำพูดของเว่ยฉี ทำให้ท่าทางของฟ่งอวี๋กุยเย็นเยียบลง

“มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ” สายตาอันเฉียบคมของเว่ยหลินหลางกวาดผ่านฟ่งอวี๋กุยไปยังเหล่าโจวที่ยืนอยู่ข้างหลัง

เหล่าโจวพยักหน้า ทำให้เว่ยหลินหลางเข้าใจทุกอย่างในทันที

เขามองฟ่งอวี๋กุยและพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นๆ ว่า “องค์ชายสาม คนที่คิดจะทำให้ลูกทั้งสองของข้าอับอายขายหน้าตอนนี้มันอยู่ที่ใด”

ฟ่งอวี๋กุยสะดุ้งทีหนึ่ง เขาไม่คิดว่าเว่ยหลินหลางจะไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ แต่ว่า เขาก็ไม่สามารถจะเป็นศัตรูกับเว่ยหลินหลางได้ เพราะหากเรื่องแดงออกไป เขายังจะมีสิทธิ์อะไรที่จะแย่งตำแหน่งรัชทายาทกับเสด็จพ่ออีก

เมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เขาจึงทำได้เพียงแค่พูดว่า “เขาถูกคนผู้นี้วางยา ในตอนนี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องขอบคุณน้องมู่เป็นอย่างมาก” เว่ยหลินหลางมองมู่ชิงเกอพลันประสานหมัด

ฉากนี้ทำให้ฟ่งอวี๋กุยโกรธจนเกือบจะสะบัดแขนเสื้อเดินหนี แต่พอนึกถึงเป้าหมายที่มาที่แห่งนี้ ไม่คุ้มเลยที่จะขัดแย้งกับเว่ยหลินหลางเพราะจูลี่ เขาจึงรีบพูดว่า “ในตอนนั้น อวี๋กุยไม่รู้เลยว่าทั้งสองเป็นลูกของท่าน ถ้าไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมโดนจูลี่หลอกใช้เป็นอันขาด ในวันนี้จะต้องขออภัยทั้งสองต่อหน้าท่านเจ้าเมือง”

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านไม่สนใจ เว่ยหลินหลางเองก็ไม่ได้แสดงความดีใจเพียงเพราะคำพูดนี้

ในใจของฟ่งอวี๋กุยเกลียดทั้งเว่ยหลินหลางและมู่ชิงเกอ พลันหันไปมองเว่ยหลินหลางแวบหนึ่งก่อนจะกัดฟัน พูดว่า “ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะเป้าหมายหนึ่ง อวี๋กุยได้ข่าวว่าฮูหยินกำลังป่วย ข้าพอจะรู้เรื่องยาอยู่บ้าง อาจจะสามารถดูอาการของฮูหยินได้”

พูดจบ เขาก็เชิดหน้าและยืดหลังตรง รอคอยความเคลื่อนไหวของเว่ยหลินหลาง

ไหนบอกว่า เว่ยหลินหลางใส่ใจอาการป่วยของท่านผู้หญิงของนางเป็นอย่างมาก และไม่ยอมพลาดทุกโอกาสที่จะสามารถรักษาได้

ฟ่งอวี๋กุยกำลังรอ รอคอยให้เว่ยหลินหลางขอร้องเขา แต่ไม่ได้สังเกตถึงบรรยากาศที่แฝงความขบขันอันแปลกประหลาดรอบๆ

พลิกปฐพี 108-4

ตอนที่ 108-4

ยื่นหน้าเข้ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ตบได้อย่างไร

เข้านอนจนถึงฟ้าเริ่มสาง ในขณะที่มู่ชิงเกอลืมตาขึ้น ก็พบว่าอาหารมื้อเย็นที่ตนเองทานเข้าไปได้ย่อยหมดแล้ว

ท้องที่ว่างเปล่ากำลังเรียกร้อง ทำให้นางจำเป็นต้องตื่นเพราะความหิว

เพิ่งจะอิ่มท้อง สองพี่น้องตระกูลเว่ยก็เข้ามาหา

แต่ทว่า การเจอทั้งสองในวันนี้ ใบหน้าของพวกเขาไม่ได้ดูกังวล ดวงตาอันสดใสของเว่ยกว่านกว่านราวกับร้องไห้มาทั้งคืน

เพิ่งจะพบกับมู่ชิงเกอ นางก็พูดอย่างน้อยอกน้อยใจว่า “มู่เกอ ท่านพ่อรังแกข้า!”

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก พูดอย่างไม่เข้าใจว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ยทำอะไรรึ”

ดวงตาของเว่ยกว่านกว่านแดงกํ่าอีกครั้ง “ท่านพ่อบอกว่า ท่านช่วยชีวิตท่านแม่เอาไว้และเป็นผู้มีพระคุณของจวนตระกูลเว่ย ต่อจากนี้ให้ปฏิบัติกับท่านดั่งผู้อาวุโส ห้ามเสียมารยาท”

เคารพดั่งผู้อาวุโสอย่างนั้นหรือ

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก พลางแอบคิดในใจว่า อายุของนางก็ต่างจากพี่น้องตระกูลเว่ยไม่มาก หากนางเป็นผู้อาวุโส ก็เท่ากับยัดเอียดความแก่ให้กับนาง เว่ย หลินหลางคิดจะทำอะไร

“ท่านเจ้าเมืองเว่ยก็เกรงใจกันเกินไป” ไม่กระจ่างในจุดประสงค์ของเว่ยหลินหลาง มู่ชิงเกอทำได้เพียงแค่ตอบตามมารยาท

“ท่านไม่ได้เกรงใจ แค่ทำเกินไป! ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า ข้า….เจ้า” เว่ยกว่านกว่านพูดด้วยความโกรธ แต่ทว่า เมื่อสบกับสายตาอันสว่างไสวของมู่ชิงเกอ ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว

เพียงแค่อุทานคำหนึ่ง แล้วก็วิ่งหนีออกไป

มู่ชิงเกอมองแผ่นหลังของเว่ยกว่านกว่านอย่างฉงนใจ ก่อนจะหันไปมองเว่ยฉีและพูดว่า “นางทำไมรึ”

แต่ว่า เว่ยฉีไม่ตอบคำถามของนาง เพียงแค่มองอย่างแนบนิ่ง แล้วพูดทิ้งท้ายว่า “อย่าลืมไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้” ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป

ความผิดปกติของทั้งสอง ทำให้มู่ชิงเกอลูบจมูกอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหันไปมองโย่วเหอและฮวาเยวี่ยที่ ยายามกลั้นเสียงหัวเราะ “พวกเจ้าเป็นอะไร”

ฮวาเยวี่ยกลั้นเสียงหัวเราะและใช้สายตาอันน่าเย้ายวนมองมู่ชิงเกอ แล้วพูดเบาๆ ว่า “คุณชาย ท่านทำให้หญิงสาวต้องชํ้าใจอีกแล้ว” พูดจบ นางก็หันหลังและเดินกลับไป

มู่ชิงเกอกะพริบตาหลายครั้ง ก่อนจะหันไปมองโย่วเหอ

โย่วเหอเองเพียงพยักหน้าอย่างจำนนและพูดว่า “คุณชายของข้า ท่านดูไม่ออกหรือว่าคุณหนูตระกูลเว่ยมีใจให้กับท่าน และยิ่งไปกว่านั้นคุณชายตระกู ลเว่ยก็ไม่บริสุทธิ์ใจกับท่าน”

ในที่สุดมู่ชิงเกอก็กระจ่าง

นางกระตุกมุมปากอย่างแรงทีหนึ่ง ราวกับโดนตบหน้า

ครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางก็มืดมนลง พลางกัดฟันพูดว่า “สองพี่น้องนั่นเป็นกันเองมาก ข้าคิดว่าพวกเขาล้อเล่นมาโดยตลอด”

โย่วเหอพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “จะโทษคุณชายก็ไม่ได้ ใครใช้ให้คุณชายน่าดึงดูดจนทุกคนต้องหลงใหลเช่นนี้!”

“แม่สาวน้อยคนนี้ กล้าล้อเลียนข้ารึ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะลงโทษเจ้าเสียตอนนี้!” มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว ผุดรอยยิ้มอันโหดเหี้ยมตรงมุมมาก พลางหรี่ตามองโย่วเหอ

จนโย่วเหอต้องรีบร้องขอชีวิต “คุณชายโปรดให้อภัยข้าเถิด”

“แค่นี้ก็ร้องขอชีวิตแล้วรึ” มู่ชิงเกอยกมือขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกอดรัดเอวบางของโย่วเหอเอาไว้ แล้วดึงนางเข้าไปไว้ในอ้อมกอด

โย่วเหอร้องด้วยความตกใจทีหนึ่ง แก้มทั้งสองแดงกํ่าและพูดด้วยความเขินอายว่า “คุณชาย คุณชายอย่ากลั่นแกล้งข้าน้อย”

มู่ชิงเกอกอดเอวบางของโย่วเหอเอาไว้พร้อม ปล่อยไอร้อนๆ ออกมากระทบข้างหูของนาง “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเจ้าคือผู้หญิงของข้า แค่นี้ก็จะสามารถกันพวกสาวๆ ทั้งหลายได้แล้ว”

โย่วเหอดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของมู่ชิงเกอและพูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “คุณชายคนดีของข้า ข้าน้อยเป็นคนของท่านแต่แรก ท่านจะทำอย่างไร ข้าน้อยก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไร เพียงแต่ว่าเรื่องของพี่น้องตระกูลเว่ย ท่านเจ้าเมืองเว่ยก็ได้หาทางออกให้ท่านแล้วไม่ใช่หรือ”

มู่ชิงเกออึ้งและกระจ่างทุกอย่างในทันที

นางก็คิดอยู่แล้วเชียวว่าเหตุใดเว่ยหลินหลางจึงได้ยกตำแหน่งน้องชายให้แก่นาง ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้นี่เอง!

“ถึงว่าเหตุใดสองพี่น้องนี้มาหาข้าในวันนี้จึงได้มีท่าทางไม่พอใจเช่นนั้น” มู่ชิงเกอกระจ่างทุกอย่างในทันที พลางเอามือลูบคาง

โย่วเหอถือโอกาสนี้ในการหนี นางหันตัวออก เพื่อเว้นระยะห่างของทั้งสอง แล้วจึงพูดว่า “ในที่สุดคุณชายก็รู้ตัวเสียที”

มู่ชิงเกอเกอยิ้มอย่างอึดอัดและพูดกับนางว่า “อาจเป็นเพราะหลายวันที่ผ่านมานี้ปรุงยามากเกินไป สมองข้าจึงทำงานอย่างเชื่องช้า”

“ถ้าเช่นนั้น คุณชาย ต่อจากนี้ท่านมีแผนการอย่างไร” โย่วเหอถาม นางยังจำได้ว่าสองพี่น้องตระกูลเว่ยจะตามนางไปยังโรงโอสถที่เมืองอวี๋

มู่ชิงเกอคิดทบทวนแล้วพยักหน้า แล้วจึงตอบว่า “ถึงแม้ว่าข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเว่ยหลินหลางจึงได้ทำเช่นนี้ แต่อย่างไรเสีย เขาก็ได้ลงมือจัดการแล้ว ข้าก็จะทำเหมือนว่าไม่รู้และให้ความร่วมมือกับเขา”

โย่วเหอคิดดูแล้ว ก็พยักหน้า

สำหรับนางแล้ว การจัดการเช่นนี้ของคุณชายจะสามารถทำลายความอึดอัดที่ไม่จำเป็นได้

อึกประการหนึ่ง นางก็พอจะดูออกว่า ความรู้สึกที่พี่น้องตระกูลเว่ยมีให้กับเจ้านายของตนเองไม่ได้ถือว่าลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นความรู้สึกดีๆ ก็เท่านั้น

บางทีเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะค่อยๆ พบว่า พวกเขายังคงไม่เหมาะสมที่จะยืนเคียงข้างเจ้านายของพวกนาง

แต่ว่า คำถามเดิมนี้ได้กลับมาอึกครั้ง

เจ้านายทีสมบูรณ์แบบมากถึงเพียงนีใครล่ะจะเหมาะสม ที่จะอยู่เคียงข้างนางไปจนแก่เฒ่า

โย่วเหอคิดอย่างตั้งใจ อย่างไรก็ยังคงรู้สึกว่าไม่มีใครคู่ควรอยู่ดี!

เวลาหนึ่งวันได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในวันนี้จวนตระกูลเว่ยที่เงียบสงบมาโดยตลอด เกิดคึกคักขึ้นมา

ตั้งแต่เช้ามืด จวนตระกูลเว่ยมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่และตกแต่งมากมาย ภายในห้องครัว ทุกคนต่างเร่งรีบจนวุ่นวายเพื่อจัดเตรียมอาหารขึ้นชื่อต่างๆ ของแคว้นลี่จนเต็มโต๊ะอาหาร

ฟ้ายังไม่มืด เสียงกลองก็ได้ดังขึ้นทั่วทั้งจวนตระกูลเว่ย นางรำที่เชิญมา ก็ได้เริ่มเต้นบนเวทีที่อยู่เหนือระดับนํ้า

ผู้คนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างก็คาดการณ์ไปต่างๆ นานาถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในจวนตระกูลเว่ย

คนในจวนตระกูลเว่ยรู้เพียงว่าฮูหยินของจวนนี้ที่ป่วยมานาน ในที่สุดก็ได้หาย เจ้าของจวนมีความสุขจึงได้จัดการเลี้ยงใหญ่โตเช่นนี้

สำหรับผู้ที่รู้ขาวไว ก็รู้อย่างคร่าวๆ ว่า อาการที่ดีขึ้นของฮูหยินมีความเกี่ยวข้องกับแขกที่เพิ่งเข้ามาพัก

เหมือนว่าจะเป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์ทั้งใบหน้าอันงดงามและความน่าดึงดูดในชุดสีแดงที่กลับมาพร้อมกับคุณหนูและคุณชาย ได้รักษาอาการป่วยของฮูหยินจนหายดี ทำให้ท่านเจ้าเมืองเบิกบาน จวนตระกูลเว่ยจึงได้ปัดเป่าหมอกควันที่ปกคลุมเอาไว้มาเนิ่นนานออกไป ราวกับแสงตะวันอันเจิดจ้าได้สาดส่องเข้ามาก็ไม่ปาน

ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่ม เว่ยหลินหลางได้มาเชิญมู่ชิงเกอด้วยตนเอง

ในขณะที่มู่ชิงเกอเห็นว่าเว่ยหลินหลางเดินเข้ามา ก็พลันเกิดความสงสัยและรู้สึกว่าเว่ยหลินหลางเกรงใจมากเกินไป นางไม่ได้รู้สึกว่าตนเองได้ทำเรื่องอันยิ่งใหญ่อันใด

“น้องมู่ เชิญทางนี้” ในขณะนี้เว่ยหลินหลางได้คลายความทุกข์ที่อยู่ในใจมานานนับ 10 ปี ท่าทางสง่าผ่าเผยและรอยยิ้มก็มีมากขึ้นกว่าเดิม

มู่ชิงเกอพยักหน้า เดินมุ่งไปยังห้องโถงที่จัดงานเลี้ยงพร้อมพร้อมกับเขา

“ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง” ในวันนี้ มู่ชิงเกอไม่ได้ไปเยี่ยมฮูหยินเว่ย

เหตุผลประการแรก คืออยากจะให้ครอบครัวของเขาได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน

เหตุผลที่สอง นางมั่นใจแล้วว่าฮูหยินเว่ยหายดีแล้ว แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรบกวน

คำถามนี้ เพียงแค่ถามตามมารยาทก็เท่านั้น

หรือว่า จะให้นางเงียบเช่นนี้จนเข้าห้องโถงไป

เมื่อพูดถึงอาการของภรรยาของตน เว่ยหลินหลางก็กลายร่างเป็นเทพบุตรและสามีที่รักภรรยา พลันพูดกับมู่ชิงเกอด้วยความดีใจว่า “อาการของฮูหยินข้าดีขึ้นมากแล้ว อีกทั้งยังสามารถพูดคุยกับเราได้ เพียงแต่ร่างกายยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นคืนนี้จึงยังไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงได้ และนางอยากพบกับน้องมู่สักครั้ง เพื่อแสดงความขอบคุณด้วยตนเอง”

“วันหลังข้าจะไปเยี่ยมฮูหยินและปรุงยาที่ช่วยบำรุงร่างกายไปให้” มู่ชิงเกอพูด

เว่ยหลินหลางดีใจเป็นที่สุดและพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอรบกวนน้องมู่ด้วย หากท่านต้องการวัตถุดิบอันใดในการปรุงยา ก็จงบอก ข้าจะสั่งคนให้ไปเตรียม”

เขาได้เห็นแล้วว่า มู่ชิงเกอมีความสามารถในการปรุงยาและอดไม่ได้ที่จะอยากให้เขาช่วยปรุงยาเพิ่มไว้อีกหน่อย เผื่อไว้ใช้ในอนาคต

พลิกปฐพี 108-3

ตอนที่ 108-3

ยื่นหน้าเข้ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ตบได้อย่างไร

ทันทีที่โอสถเข้าไปในปากก็ละลายโดยไม่จำเป็นต้องกลืน เพราะโอสถนั้นเมื่อเข้าไปในปากก็จะกลายเป็นไอร้อนไหลไปทั่วทั้งร่างกายของฮูหยินเว่ย กระจายไปที่ชีพจรทั่วตัวอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นร่างกายของฮูหยินเว่ยก็เกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง เหงื่อเม็ดโตทำให้เส้นผมรวมทั้งเสื้อผ้าของนางเปียกปอน

เพราะระดับความรุนแรงในการกระตุกของร่างกาย สีหน้าของนางจึงซีดเผือดลงเรื่อยๆ ลมหายใจขาดๆ หายๆไม่เป็นจังหวะ

สายตาอันสว่างไสวของมู่ชิงเกอคอยจับจ้องนางอยู่และมองเห็นทุกปฏิกิริยาของนาง ในทุกๆ วินาที แห่งความอันตราย นางมักจะบอกว่า “ฮูหยิน สามีและลูกๆ ของท่านกำลังรอท่านอยู่ ท่านสามารถทนเห็นพวกเขาผิดหวังได้อย่างนั้นหรือ”

ในทุกๆ ครั้งที่พูดจบ ลมหายใจของฮูหยินเว่ยก็จะเป็นปกติขึ้นมาในทันที ราวกับมีพลังบางอย่างที่เข้าไปช่วยเสริม

ภายในสวน เว่ยหลินหลางยืนอยู่กับที่ ร่างกายราวกับถูกสะกด จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

เขาเม้มปากแน่น มีเพียงข้อนิ้วที่ขึ้นข้อขาวเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและเป็นกังวลของเขาในตอนนี้

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านเดินไปเดินมาและคอยยื่นคอออกไปดูประตูที่ถูกปิดสนิท ในตอนนี้ นอกจากความกังวลแล้วก็ไม่มีความรู้สึกอันใดเลย

พวกเขาทั้งหวังให้มู่ชิงเกอปรากฎตัว แต่ก็กลัวการปรากฎตัวของเขา

เพราะว่า การปรากฎตัวของเขานั้นหมายถึง ความเป็นไปได้สองประการ หากไม่ใช่ท่านแม่หายจากอาการป่วย ก็คือท่านแม่ได้สิ้นชีพลงแล้ว พวกเขาหวังให้ เป็นอย่างแรกและปฏิเสธอย่างหลังอย่างเป็นที่สุด

ความสับสนและการโต้แย้งที่เกิดขึ้นภายในใจ ราวกับเป็นมดที่กำลังกัดกินตัวพวกเขาอยู่

ใช้เวลาในการรอตลอดทั้งวัน

พอตะวันลับฟ้า ท่ามกลางความกังวลและการรอคอย ในที่สุดประตูที่ถูกปิดสนิทมาตลอดทั้งวันก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสีแดงอันน่าเย้ายวน

“มู่เกอ!”

“มู่เกอ ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง”

พอเห็นชัดแล้วว่าคนที่เดินออกมาคือใคร เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านก็พุ่งเข้าไปถามอย่างไม่อาจจะทนต่อไปได้

ใบหน้าที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออกสองดวงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกลัวที่ปะปนกันอยู่

สายตาอันแน่วนิ่งของมู่ชิงเกอกวาดมองพวกเขา จนสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่เว่ยหลินหลางผู้ที่ยังคงยืนอยู่กับที่และก็มองนางเช่นกัน

ยอดฝีมือ 1 ใน 3 ของแคว้นลี่เจ้าเมืองแห่งเมืองถัว ในตอนนี้กลับเป็นเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังวิงวอนในการมองนาง อยากจะได้ยินอาการของภรรยาจากปากของนาง

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก เสียงอันชัดเจนและเย็นชาดังขึ้น “โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต”

คำพูดธรรมดาคำนี้ทำให้พลังของทั้งสามพลันมีเรี่ยวแรงขึ้นมาในทันที

เว่ยกว่านกว่านขาอ่อนและนั่งลงบนพื้นหินอันเย็นเยียบพลันร้องไห้ออกมาในทันที

เว่ยฉียังถือว่าเข้มแข็งอยู่บ้าง แต่น้ำเสียงก็แฝงการสะอื้น เขามองตาของมู่ชิงเกอ ด้วยความรู้สึกอันมากมาย ที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้นํ้า เสียงที่แฝงความจริงใจ ออกจากปากของเขา  “มู่เกอ ขอบคุณ!”

มู่ชิงเกอยิ้มจางๆ แต่ไม่ได้ตอบกลับ

ร่างกายที่แข็งจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ของเว่ยหลินหลาง ได้อ่อนลงบ้าง เขาก้าวเดินอย่างมั่นคงมาหยุดอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอ และพูดด้วยน้ำเสียงอันเคร่งขรึมว่า “ตอนนี้ภรรยาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยนํ้าตาที่นองอยู่

มู่ชิงเกอมองเขาและพูดว่า “ฮูหยินอ่อนเพลียมาก ตอนนี้หลับอยู่ ต่อจากนี้หากคอยดูแลและบำรุงอย่างดี ไม่นานนางก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างใจต้องการ”

“ข้า ข้าเข้าไปหานางได้หรือไม่” ท่าทางของเว่ยหลินหลาง ตื่นเต้นราวกับนกที่เพิ่งได้ออกจากรังเป็นครั้งแรก

มู่ชิงเกอพยักหน้า

เมื่อได้รับอนุญาตจากมู่ชิงเกอ เว่ยหลินหลางก็ผุดรอยยิ้มยินดี ก้าวเท้ายาวพุ่งไปภายในเรือน พอเดินถึงครึ่งทาง เขาก็หยุดลงอย่างกะทันหันและหันมาก้มหัวลงตํ่าเพื่อโค้งคำนับให้กับมู่ชิงเกอ

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านได้สติในทันที พลันโค้งคำนับอย่างนอบน้อมใหักับมู่ชิงเกอ

“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” มู่ชิงเกอส่ายหน้าเบาๆ ค่อยๆ ถอยออก เพื่อเลี่ยงการคำนับของพวกเขา

เว่ยหลินหลางพูดอย่างซาบซึ้งใจว่า “บุญคุณนี้ ไม่อาจจะทดแทนได้ด้วยคำขอบคุณ ต่อจากนี้ชีวิตของข้าแซ่เว่ยเป็นของน้องมู่ ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว พวกเจ้าทั้งสองส่งท่านกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้จวนตระกูลเว่ยของเราจะจัดงานเลี้ยง เพื่อแสดงความขอบคุณต่อคุณชายมู่ ผู้มีพระคุณ!”

“ไม่เป็นไร ข้ากลับคนเดียวได้” มู่ชิงเกอปฏิเสธ ในขณะที่ทั้งสองพี่น้องยังคงไม่ได้สติ

นางมองเว่ยหลินหลางด้วยสายตาอันลึกซึ้งแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินออกไป

เว่ยหลินหลางหลบสายตาแวบหึ่งและหันหลังเดินเข้าไปภายในเรือน

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านที่ยืนอึ้งอยู่กับที่ ยังคงไม่ได้สติ

ครู่หนึ่ง เว่ยกว่านกว่านจึงหันไปมองพี่ชาย “เหตุใดท่านพ่อจึงเรียกมู่เกอเช่นนั้น”

“มู่…น้องมู่” ท่าทางของเว่ยฉีดูอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

“ท่านพ่อทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” เว่ยกว่านกว่าน โกรธจนกระทืบเท้า พุ่งเข้าเรือนไปทั้งนํ้าตา เพื่อที่จะถามท่านพ่อของตนเองให้รู้เรื่อง

เว่ยฉียังคงยืนอยู่กับที่ หวนคิดทบทวนคำพูดเมื่อครู่ที่ผ่านมาของท่านพ่อแล้วพึมพำว่า “เหตุใดอยู่ๆ มู่เกอจึงได้กลายเป็นน้องมู่ของท่านพ่อไปได้ ถ้าเช่นนั้นข้าและกว่านกว่านจะต้องเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าอาอย่างนั้นหรือ”

ในอีกด้านหนึ่ง มู่ชิงเกอที่กลับไปพักในเรือนของตนเอง ก็นึกถึงคำสรรพนามที่เว่ยหลินหลางใช้เรียกตนเองที่ได้เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนั่น

นางไปเป็นพี่น้องกับเว่ยหลินหลางตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เหตุใดนางจึงไม่รู้

เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้ มู่ชิงเกอเองก็ไม่คิดต่อ ทุ่มเทพลังไปแล้วทั้งวัน นางเหนื่อยมากแล้ว หลังจากที่รับประทานอาหารเลิศรสที่โย่วเหอและฮวาเยวี่ยเตรียมเอาไว้ให้ นางก็เตรียมจะอาบนํ้าและเข้านอน

ส่วนช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นของครอบครัวตระกูลเว่ย นางไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง

พลิกปฐพี 108-2

ตอนที่ 108-2

ยื่นหน้าเข้ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ตบได้อย่างไร

มู่ชิงเกอกำลังจดจ่ออยู่กับการปรุงยา จึงไม่รู้ว่าภายในจวนจะเกิดเรื่องอันน่าสนใจเช่นนี้ขึ้น

หลังจากนั้น 3 วัน 3 คืน ในที่สุดประตูห้องของมู่ชิงเกอก็ถูกเปิดออก

ทันทีที่นางปรากฏตัว ข่าวนี้ก็พลันเข้าหูของเว่ยหลินหลางและสองพี่น้องตระกูลเว่ย

พอทุกคนเดินเข้ามา มู่ชิงเกอที่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะ แล้วลิ้มรสโจ๊กที่โย่วเหอต้มเองกับมือ

เมื่อเห็นทั้งสามเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ มู่ชิงเกอเงยสายตาขึ้น พร้อมพูดด้วยนํ้าเสียงอันเย็นชาว่า “ท่านทั้งสามรับประทานอาหารเช้าหรือยัง หากยัง เชิญ นั่งทานด้วยกัน”

ทั้งสามที่ในตอนแรกลุ้นว่าการปรุงโอสถเปลี่ยนระบบชีพจรจะสำเร็จหรือไม่ ทันทีที่ได้ยินเสียงอันเย็นชาและแนบนิ่งของนาง ก็ก้าวเท้าช้าลงในทันที

สีหน้าอันเคร่งขรึมของเว่ยหลินหลาง ผุดรอยยิ้มออกมา พลันนั่งลงข้างๆ มู่ชิงเกอ เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านเองก็นงลงข้างๆ เขา และคอยแอบมองมู่ชิงเกอที่กำลังดื่มโจ๊ก

“เชิญคุณชายมู่ทานให้อร่อย เราต่างก็รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว”

มู่ชิงเกอพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อและตั้งใจดื่มโจ๊กที่อยู่ในถ้วยอย่างใจจดใจจ่อ

ท่าทางอันผ่อนคลาย ทำให้จิตใจที่เป็นกังวลมานานหลายวันของเว่ยหลินหลาง ในที่สุดก็กำลังจะได้รับการปลดปล่อย ความตื่นเต้นในใจยากที่จะบรรยายได้

ในความคิดของเขา หากมู่ชิงเกอล้มเหลวจากการปรุงโอสถ คงจะไม่นั่งดื่มโจ๊กอย่างสบายอารมณ์เช่นนี้หรอก!

รอจนมู่ชิงเกอดื่มโจ๊กในถ้วยเสร็จ แล้ววางถ้วยลง เว่ยหลินหลางจึงถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณชายมู่ ไม่ทราบว่าโอสถที่เราต้องการ…”

มู่ชิงเกอในขณะที่เช็ดปาก พลางเงยสายตาขึ้นมองเว่ยหลินหลางและตอบว่า “ท่านเจ้าเมืองเว่ยวางใจเถิด ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมหมดแล้ว”

เมื่อได้ยินคำตอบอย่างชัดเจน ก้อนหินก้อนโตที่ทับอยู่ตรงหน้าอกของเว่ยหลินหลางราวกับถูกยกออก

แต่ ทันทีที่นึกถึงว่าภรรยาผู้อ่อนแรงของตนเอง จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างสาหัส คิ้วของเขาก็ขมวดอีกครั้งและพยายามเก็บความรู้สึก

“ช่วงที่ผ่านมานี้ อาการของฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง” มู่ชิงเกอถาม แต่หลังจากที่ถามแล้วก็ไม่รอตำตอบ เพียงยกมือขึ้นห้ามและพูดว่า “เดี๋ยวข้าขอไปดูก่อน หากร่างกายฟื้นตัวได้ดี จะให้ฮูหยินกินโอสถวันนี้เลย’’

“ลำบากคุณชายแล้ว” เว่ยหลินหลางลุกขึ้นแสดงความขอบคุณ

มู่ชิงเกอตอบกลับโดยการยกมือขึ้นอย่างผ่อนคลาย ในขณะเดียวกันก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปยังห้อง พร้อมกับเว่ยหลินหลาง

เว่ยฉีกำลังจะเดินตามไป กลับถูกเว่ยกว่านกว่านดึงชายเสื้อให้หยุดลง

เขามองน้องสาวของตนเองอย่างฉงนใจ ในแววตาเต็มไปด้วยคำถาม

เว่ยกว่านกว่านมองแผ่นหลังของท่านพ่อและมู่ชิงเกอ แล้วรีบเข้าไปหาเว่ยฉีและพูดว่า “ไอ้เว่ยฉี เจ้ารู้สึกถึงหรือไม่ ว่าท่านพ่อของเราดูจะเคารพมู่เกอเป็นอย่างมาก!”

“มู่เกอสามารถช่วยชีวิตท่านแม่ของเราได้ท่าน พ่อแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้มันแปลกตรงไหน” เว่ยฉีถามด้วยความแปลกใจ

“โธ่เอ๊ย! โง่จริง!” เว่ยกว่านกว่านเกือบจะอดไม่ได้ที่จะเอาค้อนมาทุบหัวของเขา ก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าไม่รู้สึกว่าปฏิกิริยาที่ท่านพ่อมีต่อมู่เกอ ราวกับเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้เมื่ออยู่ต่อหน้ามู่เกอแล้วเราทั้งสองต่างก็เหมือนเป็นเพียงเด็กน้อย” พูดจบ ใบหน้าอันงดงามและน่าดึงดูดของนางก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

ถูกนางเตือนสติเช่นนี้ เว่ยฉีเองก็พลันได้สติกลับมาในทันที

เมื่อหวนคิดถึงปฏิกิริยาที่ท่านพ่อมีต่อมู่เกอและความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา ก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากนั้น เขาก็ขมวดคิ้วและพูดอย่างลังเลว่า “บางทีอาจจะเป็นเพราะความสามารถของมู่เกอทำให้ท่านพ่อรู้สึกชื่นชม อีกประการหนึ่ง หากท่านแม่ของเราสามารถฟื้นขึ้นได้เพราะมู่เกอจริงๆ เขาก็ถือเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลเรา การที่ท่านพ่อจะสุภาพและให้ความเคารพต่อเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

เว่ยกว่านกว่านขมวดคิ้ว โกรธจนสับเท้า “แต่ า หากท่านพ่อแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ ต่อไปความสัมพันธ์ของข้ากับมู่เกอจะเป็นอย่างไร”

“ความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร หมายถึงอะไรกัน ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรต่อไปก็เป็นเช่นนั้น” ยิ่งพูดเว่ยฉีก็ยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม

เว่ยกว่านกว่านโกรธจนเดินเข้าไปเหยียบเท้าของเขาและวิ่งหนีออกไป ท่ามกลางเสียงตะโกนของอีกฝ่าย

ขณะวิ่ง เว่ยกว่านกว่านคิดว่า หากท่านพ่อกับมู่เกอคุยกันถูกปากถูกคอ ราวกับเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันเช่นนี้ต่อไปนางจะยังสามารถเป็นภรรยาของมู่เกอได้หรือไม่

“ไร้สาระเสียจริง” เว่ยฉีที่ถูกเหยียบเท้า มองแผ่นหลังของน้องสาวแล้วพึมพำ

ไม่ได้คิดมากเหมือนเว่ยกว่านกว่าน เว่ยฉีเองก็รีบวิ่งตามไป

ครู่หนึ่งทั้งสี่คนก็ได้เข้าไปในเรือนที่ทั้งสงบและร่มเย็น

ในห้องนอนที่ถูกตกแต่งอย่างงดงาม สบายตา ฮูหยินเว่ยยังคงนอนอยู่บนเตียงอย่างสงบเพียงแค่ว่าใบหน้าได้มีสีเลือดมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการหายใจที่ดูปกดติกว่าที่เคย

เว่ยหลินหลางสั่งให้คนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติถอยออกไป มู่ชิงเกอเดินเข้าไปอยู่ข้างเตียงเพื่อจับชีพจรของฮูหยินเว่ย

ท่ามกลางความกังวลและการรอคอยของทั้งสามแห่งตระกูลเว่ย มู่ชิงเกอค่อยๆ ปล่อยมือและพูดว่า “หลายวันมานี้ การฟื้นตัวของฮูหยินถือว่าดีมาก หาก ท่านเจ้าเมืองเว่ยคิดดีแล้ว อีกครู่หนึ่งข้าจะให้ฮูหยินกินโอสถ”

เว่ยหลินหลางมองภรรยาที่นอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง พลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ประสานหมัดและก้มหัวลงด้วยความนอบน้อม แล้วพูดกับมู่ชิงเกอว่า “ฝากคุณชายมู่ด้วย”

มู่ชิงเกอพยักหน้ารับ

ทั้งสามแห่งตระกูลเว่ยออกจากเรือนไป แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพียงแค่ยืนรออยู่ภายนอกเรือน

ในห้องเป็นคนในครอบครัวของพวกเขาและในตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย

ภายในห้องมีเพียงมู่ชิงเกอคนเดียว นางเอาโอสถที่หลอมเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมา โอสถนั้นฉายประกายสีนํ้าเงิน ไอลอยวนปกคลุมอย่างไม่ขาดสาย

ส่วนกลิ่นนั้นรุนแรงจนแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้อง เชื่อว่าผู้คนที่ได้กลิ่นนี้ต่างต้องทั้งร่าเริงและเบิกบาน

“เหมิงเหมิงกลับบอกว่า โอสถนี้ของข้ายังไม่ถึงมาตรฐานของโอสถวิเศษ” มู่ชิงเกอมองโอสถเม็ดนั้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

นางสามารถหลอมโอสถให้สำเร็จภายในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสามวันก็ถือว่าทำลายสถิติที่ผ่านมาของนางแล้ว แต่หลังจากที่เหมิงเหมิงดมแล้วกลับบอกว่า โอสถนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นโอสถวิเศษ

มู่ชิงเกอพยายามถามรายละเอียดเกี่ยวกับโอสถวิเศษกับนาง แต่เหมิงเหมิงกลับบ่ายเบี่ยงและบอกว่า มู่ชิงเกอค้นพบด้วยตนเองจะดีกว่า

เพราะฉะนั้นมู่ชิงเกอจึงเก็บโอสถอีกเม็ดหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตาโดยไม่ให้เหมิงเหมิงเอาไปเป็นลูกอม ทำให้เหมิงเหมิงที่อยู่ในช่องว่างโกรธจนทั้งสับเท้าโวยวาย

หลังจากที่มองโอสถที่อยู่ตรงปลายนิ้วอย่างละเอียดรอบหนึ่ง มู่ชิงเกอจึงป้อนโอสถเข้าไปในปากของฮูหยินเว่ย

พลิกปฐพี 108-1

ตอนที่ 108-1

ยื่นหน้าเข้ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ตบได้อย่างไร

ภายในช่องว่าง มู่ชิงเกอนั่งอยู่ในห้องหลอมโอสถ ในมือถือหลอดทดลองที่มียาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอส่วนที่เหลือบรรจุอยู่

ในหลอดทดลองเหลือยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอส่วนสุดท้าย เมื่อคิดทบทวนแล้ว มู่ชิงเกอใช้เพียงเศษ 1 ส่วน 10 และเทมันลงบนจานที่อยู่วางข้างๆ

นางใช้ให้เหมิงเหมิงตระเตรียมสมุนไพรหลายประเภทมาให้

นางไม่รู้ว่าในตอนนี้สวนสมุนไพรจะอุดมสมบูรณ์มากเพียงใด อย่างน้อยจนถึงตอนนี้สมุนไพรที่นางต้องการก็ยังไม่มีอันไหนที่เหมิงเหมิงหาไม่เจอ

คำตอบนี้คงต้องรอให้นางทะลวงสู่สายม่วงก่อน แล้วถึงจะไปค้นหาด้วยตนเองได้

ภายนอกมิติแห่งช่องว่าง ทั่วทั้งจวนตระกูลเว่ยมีแต่บรรยากาศแห่งความตึงเครียด

แม้จะไม่มีใครกระจายข่าวออกไปว่า มู่ชิงเกอจะช่วยท่านแม่ของพวกเขา แต่อารมณ์และความรู้สึกของเว่ยหลินหลางรวมทั้งพี่น้องตระกูลเว่ยก็ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง

พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รับรู้ได้ว่าเจ้านายของตนเองกำลังมีเรื่องกังวล

“ไอ้เว่ยฉี เจ้าคิดว่ามู่เกอสามารถปรุงยาที่จะใช้ช่วยท่านแม่ได้หรือไม่” ใบหน้าของเว่ยกว่านกว่านดูหนักใจ ทั้งเป็นห่วงมู่ชิงเกอและเฝ้ารอให้ท่านแม่หายดี

เว่ยฉีส่ายหน้า หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกังวล “เราต้องเชื่อใจในตัวมู่เกอ อีกประการหนึ่ง ท่านพ่อเคยบอกว่าโรคของท่านแม่ไม่ใช่โรคที่จะรักษาให้หายได้ง่ายๆ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราก็จะโกรธมู่เกอไม่ได้”

เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เว่ยกว่านกว่านลืมตาโต แสดงท่าทางเป็นเสือน้อยออกมาในทันที

“เหตุใดพวกเจ้าทั้งสองจึงมาเฝ้าอยู่ที่นี่” ในระยะที่ไกลออกไป อยู่ๆ ก็มีเสียงของเว่ยหลินหลางดังขึ้น

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านสะดุ้งทีหนึ่งรีบหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ!”

เว่ยหลินหลางอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ เดินเข้ามา พลางมองไปยังประตูเรือนที่อยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของทั้งสอง

พอเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ขมวดคิ้วและตำหนิว่า “พวกเจ้าทั้งสองมาเฝ้าอยู่แบบนี้ช่างเป็นการเสียมารยาทนัก”

เว่ยกว่านกว่านเดินอ้อมไปคล้องแขนของท่าน พ่อและพูดอย่างออดอ้อนว่า “เราเพียงแค่เป็นห่วงมู่เกอ ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ท่านพ่ออย่าได้เข้าใจผิด”

“อย่างไรก็ไม่ควรเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนคนอื่นเช่นนี้” เว่ยหลินหลางถลึงตาโต พลันพูดด้วยความขุ่นเคือง

เว่ยฉีหดคอและพึมพำว่า  “ท่านพ่อเองก็มาไม่ใช่หรือ ห้องหนังสือของท่านและเรือนของท่านอยู่คนละฝั่งกับที่นี่เชียวนะ”

“ไอ้เด็กบ้า อยากโดนดีรึ” ใบหน้าเว่ยหลินหลางแดงก่ำ ยื่นมือออกไปจะตีเว่ยฉี

เว่ยฉีหลบอย่างว่องไว และมาหยุดอยู่ข้างหลังเว่ยกว่านกว่าน ยื่นคอออกไปตะโกนว่า “ท่านพ่อเถียงไม่ชนะก็คิดจะลงไม้ลงมือ ไม่น่า ขายหน้าหรือไง”

“ท่านพ่อตีมันเลย วอนหาเรื่องดีนัก” เว่ยกว่านกว่านหลบออกจากตำแหน่งที่พี่ชายยืนอยู่ แล้วตะโกนอย่างกลัวว่าทุกอย่างจะจบลงโดยง่าย

การแสดงของทั้งสองทำให้เว่ยหลินหลางโกรธจนหัวเราะออกมา และชี้ทั้งสองแล้วพูดว่า “พวกเจ้านี่ ใช้ไม่ได้เลยสักคน!”

พูดจบเขาก็ถอนหายใจและกวักมือเรียกทั้งสอง “พอเถอะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าลำบากมากเพียงใด พวกเจ้าไม่ต้องการให้ข้าเป็นกังวลมากเกินไป ถึงได้ตั้งใจทำเช่นนี้ แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับท่านแม่ของพวกเจ้า ข้าจะไม่เป็นกังวลได้อย่างไรล่ะ”

ถูกท่านพ่อจับได้ เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านมองหน้ากัน ก่อนที่จะเดินเข้าไปอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของท่านพ่อ

“ท่านพ่อ ท่านอย่าได้กังวลไป มู่เกอบอกว่าได้ก็ต้องได้” เว่ยกว่านกว่านพูดปลอบใจ

เว่ยฉีเองก็พยักหน้าตาม “ท่านพ่อมู่เกอเก่งมาก เราต้องเชื่อในตัวเขา” ผู้ที่มีโอสถระดับสูงอย่าง โอสถเก้าชีวิตหวนคืนและสามารถรอดพ้นจากนํ้ามือ ของผู้มีอำนาจที่คอยตามล่า จะไม่เรียกว่าเก่งได้อย่างไร

“ใช่ๆ ที่เว่ยฉีพูดเมื่อครู่นี้ ถูกต้องทุกประการ มู่เกอเก่งที่สุด ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านพ่อวางใจเถิด ท่านแม่จะต้องหายแน่”ดวงตาเว่ยกว่านกว่าน โค้งลงดั่งพระจันทร์เสี้ยว พร้อมยืนยันกับเว่ยหลินหลาง

เว่ยหลินหลางมองนางด้วยความฉงนใจ เมื่อพินิจอย่างรอบคอบแล้วจึงพูดอย่างจับผิดว่า “ยัยหนู เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า เจ้าดูรู้สึกดีกับคุณชายมู่มากเป็น พิเศษ ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้ายกย่องชายคนใดเช่นนี้เลยนะ”

เมื่อท่านพ่ออ่านใจออก แก้มทั้งสองข้างของเว่ยกว่านกว่านก็แดงกํ่าขึ้นมาในทันที แต่ไม่ได้ตอบกลับ ด้วยการแสดงท่าทางเขินอายเหมือนหญิงสาวทั่วไป เพียงแค่แอบมองท่านพ่อด้วยหางตาที่ฉายความเขินอายและพูดเบาๆ ว่า “ท่านพ่อคิดว่าหากได้เขามาเป็นลูกเขยของท่านไม่ดีรึ”

เว่ยหลินหลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จ้องลูกสาวอย่างไม่ได้สติและไม่ได้สังเกตใบหน้าดำคลํ้าของเว่ยฉี

“ยัยหนู เจ้าจริงจังหรือไม่” ครู่หนึ่งเว่ยหลินหลางจึงพูดคำคำนี้ออกมา

เว่ยกว่านกว่านเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพยักหน้าอย่างเขินอาย แก้มทั้งสองแดงกํ่ามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อได้รับคำตอบเพื่อเป็นการยืนยันจากลูกสาว คิ้วทั้งสองข้างของเว่ยหลินหลางก็ขมวดปมแน่น หว่างคิ้วฉายความลำบากใจและความลังเล

รับรู้ได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติของท่านพ่อ เว่ยกว่านกว่านก็เงยหน้าขึ้นพอดีกับที่เห็นว่าท่านพ่อกำลังขมวดคิ้ว จึงรีบถามว่า “ท่านพ่อ มู่เกอปรีชาสามารถมากถึงเพียงนี้ ท่านไม่ชอบหรือ”

“ก็ไม่ใช่เช่นนั้น ”

“ท่านพ่อ ยัยเด็กนี้เพียงคิดไปเองฝ่ายเดียว มู่เกอไม่เคยแสดงปฏิกิริยาอันใด” เว่ยฉีอดไม่ได้ที่จะตัดบทคำพูดของท่านพ่อ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แม้ว่ามู่เกอจะบอกไปแล้วว่าตนเองเป็นชาย เขาก็ยังไม่หวังให้น้องสาวของตนเองได้ครอบครองมู่เกอ

การขัดขวางเช่นนี้มาจากส่วนลึกของหัวใจ

“ไอ้เว่ยฉี เจ้าพูดอะไรของเจ้า” เว่ยกว่านกว่านโกรธจนปล่อยหมัด

เว่ยฉีหลบไปข้างหลัง เว่ยหลินหลางยื่นมือออกไปจับแขนของลูกสาวเอาไว้พลางพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “พอเถอะอย่ามาทะเลาะกันต่อหน้าข้าเช่นนี้”

เว่ยกว่านกว่านโกรธจนสับเท้า ชี้เว่ยฉีแล้วพูดว่า “ท่านพ่อดูมันสิ มีพี่ชายแบบนี้ที่ไหนกัน คอยคิดไม่ซื่อกับคนรักของน้องสาว”

ข่าวนี้ช่างสร้างความตื่นตระหนกอย่างเป็นที่สุด

เว่ยหลินหลางถูกกระตุ้นจนสูดลมหายใจอย่างเย็นเยียบ ลืมตาโตจ้องลูกชายเพียงคนเดียวของตนเอง สายตานั้นแหลมคมราวกับมีดดาบ เกือบอดไม่ไหวที่จะผ่าลูกชายออกเป็นสองส่วน “เว่ยฉี เจ้า!”

“ท่านพ่อ ท่านอย่าไปฟังคำพูดพล่อยๆ ของน้องนะ !” เว่ยฉีรีบเถียงเพื่อปกป้องตนเอง

แต่ทว่า ท่าทางเช่นนี้ของเขา ทำให้เว่ยหลินหลางคิดว่าเป็นการปกปิดความจริง

ทันใดนั้น ในใจของเขาก็นิ่งไป

ลูกชายตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่ง แม้นหน้าตาจะงดงามเสียจนมากกว่าผู้หญิง ทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี

อีกประการหนึ่ง เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเว่ยของพวกเขา ยังคงต้องการผู้สืบทอด!

หากลูกชายของตนเองมีความคิดที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้ต่อคุณชายมู่จริงๆ บางที แม้ลูกสาวจะชอบมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเกี่ยวดองกับตระกูลมู่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นสองพี่น้องก็จะกลับกลายเป็นศัตรูกันไปมิใช่หรือ?

“พอเถิด พวกเจ้าทั้งสองโตจนป่านนี้แล้ว ยังจะก่อเรื่องวุ่นวายไม่เลิก เลิกคิดเรื่องนี้กันซะ แล้วตั้งใจยกระดับพลังเวทให้สูงขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากที่สุด” เว่ยหลินหลางจ้องเพื่อตักเตือนทั้งสอง

คู่พี่น้องเว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านคิดไม่ถึงว่า เพียงพริบตาท่านพ่อของตนเองจะคิดไปมากถึงเพียงนี้

ปฏิกิริยาที่มีต่อพวกเขาเปลี่ยนไปในทันที ต่างก็ตะลึง

พอได้สติ ก็พบว่าตนเองได้ถูกท่านพ่อพาตัวออกมาจากตรงนั้นแล้ว

‘เพราะเจ้าคนเดียว!’ เว่ยกว่านกว่านจ้องเว่ยฉีด้วยสายตาอันแหลมคมแวบหนึ่ง

เว่ยฉีก็จ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “คางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า!”

เว่ยกว่านกว่านพูดอะไรไม่ออกในทันที ในดวงตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ และกัดฟันแน่น

เว่ยฉียังคงยั่วนาง ราวกับชอบที่เห็นน้องสาวของตนเองจนมุมเช่นนี้!

พลิกปฐพี 107-5

ตอนที่ 107-5

คุณชายตระกูลมู่ผู้มีชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน!

มู่ชิงเกอกลับไปยังเรือนรับรองของตระกูลเว่ย เพิ่งจะเข้าไปโย่วเหอ และฮวาเยวี่ยก็เดินเข้ามาต้อนรับ

เมื่อตอบคำถามเพื่อรับมือกับสาวใช้ทั้งสองไปอย่างง่ายๆ แล้วมู่ชิงเกอจึงขังตนเองอยู่ภายในห้อง

นั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นอนนุ่ม มู่ชิงเกอหลับตาทั้ง

สองข้างลงอย่างสนิท ราวกับกำลังฝึกพลังเวท

ในความเป็นจริงแล้ว นางกำลังประเมินความสำเร็จในการรักษาฮูหยินเว่ย

ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ถึงสาเหตุของโรคเช่นนี้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ฮูหยินเว่ย สามารถรักษาโรคนั้นได้โดยไม่ต้องสนใจสาเหตุของโรค ก็คือการเปลี่ยนแปลงชีพจรใหม่!

การเปลี่ยนแปลงชีพจรใหม่ ถือว่ามีความยากเป็นอย่างสูง

ชีพจรเดิมจะถูกทำลายลงและถูกสร้างขึ้นใหม่ ในขั้นตอนต่างๆ นั้น แม้จะเป็นปกติ ยังยากที่จะทนได้ แล้วนับประสาอะไรกับฮูหยินเว่ยที่หลับใหลอยู่เช่นนี้

หากไม่สามารถต้านทานได้ มีเพียงผลลัพธ์เดียวเท่านั้น นั้นก็คือชีพจรถูกทำลายและตาย!

ในกระบวนการรักษานั้น มีความอันตรายสูงมากและมีความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว

หากจะทำการรักษา ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงชีพจรใหม่นั้น มู่ชิงเกอจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้สภาพร่างกายของฮูหยินแข็งแรงขึ้น

อีกประการหนึ่ง โอสถที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้นั้น มู่ชิงเกอไม่มี แต่ทว่า นางมีตำรายาที่สืบทอดมาจากปรมาจารย์แห่งการปรุงยา เพียงแค่ว่าโอสถทั้งหมดที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้นั้น ล้วนอยู่ในระดับที่มากกว่าระดับสูง แม้จะเป็นระดับที่ตํ่าที่สุดก็ยังอยู่ในระดับยาวิเศษ

มู่ชิงเกอในตอนนี้ ยังไม่สามารถปรุงยาที่อยู่ในระดับวิเศษได้

บางที นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อาจารย์ปรุงยา จำนวนนับไม่ถ้วนที่มาดูอาการของฮูหยินเว่ยต้องยอมแพ้

เพียงแต่ว่า เรื่องนี้ไม่อาจจะทำลายความโชคดีของมู่ชิงเกอได้ ยาเปลี่ยนดีเอ็นเอที่ติดตัวนางมาจากการทะลุมิติยังเหลืออีกเล็กน้อย มู่ชิงเกอที่ได้สัมผัสกับยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอด้วยตนเอง ล้วนรู้ผลลัพธ์ของมันเป็นอย่างดี

หากมองจากอีกมุมแล้ว มันเป็นยาเปลี่ยนแปลงชีพจรระดับเทพ!

มียาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ บวกกับสูตรของยาจากตำรายา มู่ชิงเกอมั่นใจว่า จะสามารถปรุงโอสถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้จึงกล้าพูดเช่นนั้นกับพี่น้องตระกูลเว่ย

ในตอนนี้นางจะต้องใช้เวลาที่รอตระกูลเว่ย ตอบกลับ ในการคิดหาวิธีที่จะผสมยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเข้าไปในโอสถ

ในฝั่งนี้ มู่ชิงเกอกำลังทุ่มเททั้งพลังกายและใจในการคิดค้นหาวิธีการปรุงโอสถที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรได้ อีกฝั่งหนึ่งพี่น้องตระกูลเว่ยก็ได้พบกับบิดาเว่ยหลินหลาง และเล่าทุกอย่างที่มู่ชิงเกอพูดกับเขา โดยไม่ขาดตกบกพร่อง

เมื่อได้ยินว่ามีวิธีการรักษาภรรยา เว่ยหลินหลางก็แทบจะพุ่งเข้าไปหามู่ชิงเกอจนแทบจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพื่อขอร้องให้นางยอมช่วย

แต่ทว่า ทันทีที่ได้ยินความอันตรายจากปากของลูกสาว เขาจึงได้แต่นิ่งและสงบลง

ท่ามกลางความเป็นและความตายของภรรยา เขากำลังพยายามที่จะตัดสินใจ

มู่ชิงเกอรอจนพระอาทิตย์ตกดิน แล้วจึงค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ในส่วนลึกของดวงตาอันสว่างไสว เต็มไปด้วยความสงบ ลุกออกจากห้อง ในขณะที่เตรียมจะไปขออาหารเพื่อช่วยประทังความหิวโหยจากโย่วเหอ ก็ได้เห็นเว่ยหลินหลางนำบุตรทั้งสองของตนเองเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

มู่ชิงเกอยืนอยู่บริเวณประตู ล้มเลิกความคิดที่จะเรียกตัวโย่วเหอ และรอคอยทั้งสามคน

“คุณชายมู่” ทันทีที่พบกับมู่ชิงเกอ เว่ยหลินหลางก็เรียกในทันที

มู่ชิงเกอยิ้มจางๆ และพูดอย่างแนบนิ่งว่า “เชิญท่านเจ้าเมืองเว่ย” นางหันตัวออกเพื่อหลีกทาง ท่าทางอันผ่อนคลายนั่น ราวกับนางต่างหากที่เป็นเจ้าของที่นี่ เว่ยหลินหลางและอีกสองคนเป็นเพียงแค่แขกที่มาเยี่ยมเยือน

โย่วเหอและฮวาเยี่ยที่มาตามคำสั่ง ในตอนนี้ เตรียมนํ้าชาและขนมมาวางไว้อย่างเร่งรีบ หลังจากที่เสร็จแล้ว จึงได้ถอยออกไป

หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว เว่ยหลินหลางจึงพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “คุณชาย ผู้แซ่เว่ยได้ยินมาจากฉีเอ๋อร์และกว่านกว่านแล้ว ท่านมีวิธีช่วยฮูหยินของข้า จริงๆ หรือ”

เว่ยหลินหลางใช้คำสุภาพและนอบน้อมอย่างไม่รู้ตัว

หากมู่ชิงเกอสามารถช่วยภรรยาของเขาได้จริงๆ แม้จะต้องให้เขายกตำแหน่งอันสูงสุดของจวนให้แก่มู่ชิงเกอ เขาก็จะยอมแต่โดยดี

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ “วิธีน่ะมี แต่ว่าอันตรายเป็นอย่างมาก”

เว่ยหลินหลางพูดด้วยความเคร่งขรึมว่า “จะสามารถบอกได้ละเอียดกับผู้แซ่เว่ยได้หรือไม่”

“แน่นอน” มู่ชิงเกออธิบายว่า “ระบบชีพจรในร่างกายของฮูหยินนั้นเสื่อมสภาพลง จึงทำให้เจ็บป่วย โดยปกติแล้วจะทำได้เพียงแค่รักษาอาการเอาไว้และทำให้ระบบชีพจรกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็จะสามารถทำให้ หายขาดได้แต่ว่า สิ่งที่ยากคือ เราไม่รู้ว่าเหตุใดฮูหยินจึงได้เป็นโรคนี้ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่า ควรใช้ยาอะไรในการรักษาถึงจะถูกต้อง”

เว่ยหลินหลางฟังอย่างตั้งใจ ในขณะที่มู่ชิงเกอหยุดพูด เขาก็ได้พยักหน้าและพูดขึ้นมาว่า “ตอนแรก ข้าได้ใช้ความสัมพันธ์อันดีในการเชิญปรมาจารย์แห่งการปรุงยามาจากโรงโอสถเมืองอวี๋ เพื่อรักษาภรรยาของข้า สิ่งที่เขาพูดนั้นเหมือนกับคุณชายไม่มีผิด แต่สุดท้ายแล้ว เขาเองก็ไม่มีวิธีรักษา”

มู่ชิงเกอพยักหน้า

ได้ยินมาว่าปรมาจารย์แห่งการปรุงยาของโรงโอสถเมืองอวี๋ ในระดับสูงที่สุดสามารถปรุงได้เพียงแค่ยาระดับสูง แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถปรุงยาเปลี่ยนแปลงชีพจรหรือยาที่จะเปลี่ยนแปลงธาตุภายในร่างกายได้

“ถ้าเช่นนั้น วิธีของคุณชายมู่คืออะไร” เว่ยหลินหลางถามอย่างคาดคั้น

มู่ชิงเกอเองก็ไม่ได้ถือสา เพียงแค่ปัดชายเสื้อของตนเอง แล้วพูดว่า “หากไม่สามารถรู้ถึงสาเหตุของโรคได้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาหา เพียงแค่เปลี่ยนระบบชีพจร และเปลี่ยนแปลงธาตุในร่างกาย รักษาตามความเป็นไปได้ทั้งหมดก็พอแล้ว”

เว่ยหลินหลางลุกขึ้นในทันที

ความตื่นตระหนกภายในใจนั้น ไม่อาจจะอธิบายเป็นคำพูดได้ทั้งแอบคิดว่า “ช่างเป็นวิธีที่แก้ไขปัญหาจากต้นเหตุที่ดีวิธีหนึ่ง!

มีความกล้ามากถึงเพียงนี้และวิธีการลงมืออันแหกกฎเช่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของคุณชายแห่งแคว้นฉินเสียจริง

เพียงแค่คิดไม่ถึงว่า คุณชายท่านนี้ที่ไม่เพียงแค่ลงมือปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา ในวิธีการรักษาคนไข้นั้นก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

เว่ยหลินหลางกระตุกยิ้มบนมุมปากอย่างโศกเศร้า แล้วค่อยๆ นั่งลง หลังจากที่เงียบไปสักพักเขาจึงพูดว่า “นี่ก็คือสิ่งที่คุณชายมู่บอกว่าเป็นอันตรายใช่หรือไม่”

มู่ชิงเกอพยักหน้า นางเชื่อว่าเว่ยหลินหลางที่เป็นคนหนึ่งที่ฝึกพลังเวท แน่นอนว่าจะต้องรู้ว่า การเปลี่ยนระบบชีพจรนั้นอันตรายมากเพียงใด

“คุณชายมู่มียาที่จะสามารถเปลี่ยนระบบชีพจรได้อย่างนั้นหรือ” เว่ยหลินหลางมองเขาด้วยสายตาสว่างไสว นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

มู่ชิงเกอกลับส่ายหน้าเบาๆ

แต่ทว่า ในขณะที่เว่ยหลินหลางขมวดคิ้ว นางก็ได้พูดขึ้นอย่างแนบนิ่งว่า “ตอนนี้ยังไม่มี แต่หากท่านยอมเสี่ยงข้าจะไปปรุงเดี๋ยวนี้”

“ว่าอย่างไรนะ” เว่ยหลินหลางตกใจจนลุกขึ้นอีก

ไม่เพียงแค่เขา รวมทั้งเว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านเองก็มองมู่ชิงเกอ จนอ้าปากค้างเพราะความตะลึง

พวกเขาตามมู่ชิงเกอมาเป็นเวลานานเพียงนี้ แม้จะเห็นว่ามู่ชิงเกอมีโอสถเก้าชีวิตหวนคืน แต่กลับไม่เคยได้ยินว่าจะสามารถปรุงยาได้

ตอนนี้ เขาพูดออกมาอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ช่างสร้างความตื่นตกใจยิ่งนัก!

“โอสถที่จะสามารถเปลี่ยนระบบชีพจรได้คงจะ เป็นโอสถที่อยู่ในระดับสูง คุณชายมั่นใจหรือไม่’’ ในสายตาเฉียบคมของเว่ยหลินหลางแฝงความกดดันอยู่

มู่ชิงเกอพูดด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย “ข้าไม่เคยทำอะไรที่ไม่มีความมั่นใจในผลลัพธ์”

เว่ยหลินหลางพูดอะไรไม่ออก ในใจนั้นเผยถึงความยอมจำนน

คุณชายมู่ผู้นี้ในด้านการฝึกพลังเวทถือว่าเก่งกาจแล้ว เพราะล่าสุดได้มีการคาดเดาว่า เขากำลังจะทะลวงสู่สายนํ้าเงินแล้ว ทั้งในทางความคิด โชคชะตา และความเจ้าแผนการก็ถือว่ายอดเยี่ยมจนน่าตกใจ ไม่คิดว่า ในด้านการปรุงยา เขาก็ยังคงเก่งกาจได้มากถึงเพียงนี้ ใครยังจะพูดอะไรได้อีก

หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ที่เว่ยหลินหลางได้เคยกล่าวว่ามู่ชิงเกอจะเป็นแถวหน้าของแคว้นระดับสามในยุคต่อไป เป็นเพียงการเชยชมเพื่อสร้างสัมพันธ์แล้วล่ะก็ ตอนนี้ความคิดของเขาก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

หากมู่ชิงเกอสามารถปรุงยาที่จะช่วยภรรยาของเขาได้ เขาก็คงจะไม่มีความสงสัยอันใดต่อคำพูดที่ตนเองพูดออกไปอีก

ในตอนนี้สิ่งที่มู่ชิงเกอควรพูดก็ได้พูดไปหมด แล้วและกำลังรอการตัดสินใจจากตนเอง!

หลังจากที่ลังเลพักหนึ่ง ในที่สุดเว่ยหลินหลางก็กัดฟันและตั้งใจแน่วแน่ “คุณชายมู่ หากท่านมีความมั่นใจจริงๆ ชีวิตของฮูหยินของข้าก็ขอฝากไว้ในมือท่าน หากว่าท่านสามารถรักษาฮูหยินของข้าได้ นับจากนี้เป็นต้นไปไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่ข้าแซ่เว่ยสามารถช่วยได้ แซ่เว่ยจะไม่ปฏิเสธเลย แต่หากว่าฮูหยินของข้าอ่อนแอเกินกว่าจะผ่านพ้นมันไปได้ข้าก็จะไม่ถือโทษโกรธท่าน และท่านก็ยังคงเป็นผู้มีพระคุณของจวนตระกูลเว่ย!”

คำพูดนี้พูดได้งดงามยิ่งนัก

ทั้งเป็นการแสดงถึงความสำคัญที่มีให้กับภรรยาของตนเองและเป็นการลดแรงกดดันให้กับมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอพยักหน้า รับคนไข้รายนี้ไว้

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านพูดอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “มู่เกอ พวกเราเชื่อในตัวท่าน ฝากท่านแม่ของเราด้วย”

“ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ” มู่ชิงเกอรับปาก

สองวันหลังจากนั้น มู่ชิงเกอก็ได้นำโอสถที่ได้รับการปรุงตามสูตรและยาสมุนไพรมาให้กับพี่น้องตระกูลเว่ย

พร้อมสั่งพวกเขาว่า ในหลายวันนี้ให้ฮูหยินเว่ยรับประทานโอสถให้ตรงเวลา ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ยาสมุนไพรในการอาบน้ำ เพื่อเพิ่มพลังให้กับธาตุในร่างกาย

นอกจากนี้ ยังต้องพูดข้างหูฮูหยินในสิ่งที่จะช่วยสร้างกำลังใจและความเชื่อให้กับนาง ทำให้นางเตรียมพร้อมสภาพจิตใจในการรับการรักษา ในเรื่องนี้ มู่ชิงเกอได้นำการรักษาจากโลกอีกใบหนึ่งเช้ามาปรับใช้

ในโลกนั้นเชื่อว่า แม้จะเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา ก็ยังคงมีความรู้สึกของตนเองและสามารถสัมผัสได้ถึงการดูแลจากคนในครอบครัวและได้ยินคำพูดจากพวกเขา

เพราะฉะนั้น ในขณะที่พบกับคนไข้ที่เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา คุณหมอมักจะใช้วิธีการที่ให้คนในครอบครัวคอยมาเยี่ยมเยียนและพูดคุยเพื่อเป็นกำลังใจ จุดประกายให้คนไข้มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อและตื่นจากการหลับใหล

นางไม่ได้จะใช้วิธีนี้ในการทำให้ฮูหยินเว่ยฟื้นขึ้นมา เพียงแต่ใช้วิธีการนี้ในการทำให้ฮูหยินเว่ยเตรียมใจให้พร้อมในการรักษาขั้นต่อไปและเป็นการจุดประกายความเชื่อ

ในกระบวนการเปลี่ยนระบบชีพจรนั้น ความสำเร็จครึ่งหนึ่งมาจากความเข้มแข็งและความเชื่อ

การดูแลรักษาทางร่างกายนั้น มู่ชิงเกอสามารถให้ความช่วยเหลือได้ แต่สภาพจิตใจจะต้องพึ่งตัวของฮูหยินเว่ยเอง

ทันทีที่นางเสนอวิธีการและความเชื่อใหม่นี้ หลังจากที่เว่ยหลินหลางเสร็จจากภารกิจแล้วก็จะมาให้กำลังใจภรรยาด้วยตนเอง มักบอกกับนางอยู่เสมอว่าห้ามยอมแพ้ ต้องสู้ต่อไป เพื่อเขาและเพื่อลูกๆ ของพวกเขา

และมู่ชิงเกอเอง ก็ได้ใช้ข้ออ้างว่าต้องทำสมาธิเพื่อปรุงยา ไม่ต้องการถูกรบกวน เพื่อเข้าไปภายในช่องว่างของตนเอง

พลิกปฐพี 107-4

ตอนที่ 107-4

คุณชายตระกูลมู่ผู้มีชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน!

ท่าทางของทั้งสองพี่น้อง ทำให้เว่ยหลินหลางสะดุดหางตาและติเตือนอย่างเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”

ทั้งสองยืดตัวยืนตรงในทันที

เว่ยกว่านกว่านคิดทบทวนแวบหนึ่ง แล้วรีบพูดว่า “เรากำลังรอมู่เกอออกมา แล้วจะไปพบท่านแม่ด้วยกัน”

เว่ยหลินหลางจ้อง พลางพูดว่า “พวกเจ้าจะเข้าไปพบท่านแม่ของตนเองก็เข้าไปกันสิ รอมู่เกอเพื่ออะไรกัน” ภายในห้อง เขาได้ทำข้อตกลงกับมู่ชิงเกอเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าจะไม่เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของนางต่อทุกคน

ก็อย่างที่มู่ชิงเกอได้กล่าวเอาไว้หากฐานะที่แท้จริงถูกเปิดเผย จะมีอีกปัญหามากมายที่ไม่อาจจะรู้ได้ ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีตามมา

ในเมื่อมู่ชิงเกอบอกเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องการจะปิดบัง แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำให้เสียเรื่อง

“มู่เกอมีความรู้เรื่องยา ข้าอยากจะให้เขาไปดูอาการท่านแม่” เว่ยกว่านกว่านพูดไปตามความจริง

ทันทีที่นางพูดจบ เว่ยหลินหลางกลับมองมู่ชิงเกอ ราวกับกำลังถามว่าที่นางพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ภรรยาถือเป็นจุดอ่อนไหวในใจของเขา ใครจะมาแตะต้องโดยง่ายไม่ได้

มู่ชิงเกอเผยรอยยิ้มจางๆ และพูดว่า “ข้าพอรู้ เรื่องยาเล็กน้อย และการเดินทางมายังเมืองถัวในครานี้ ก็เพื่อที่จะเดินทางไปยังโรงโอสถเมืองอวี๋ หากท่านเจ้าเมืองไม่ขัดข้องอันใด ข้าก็อยากได้พบกับฮูหยิน เพื่อ รักษาอย่างสุดความสามารถ”

เว่ยหลินหลางคิดทบทวน ก่อนจะถอนหายใจแล้วตอบว่า “ก็ได้ให้ฉีเอ๋อร์และกว่านกว่านพาเจ้าเข้าไปก็แล้วกัน” เขาราวกับไม่ได้มีความมั่นใจในตัวของมู่ชิงเกอแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน

หลังจากที่บอกลากับเว่ยหลินหลางแล้ว เพราะการนำทางของพี่น้องตระกูลเว่ย มู่ชิงเกอจึงได้เดินเข้าไปภายในเรือน

ภรรยาของเว่ยหลินหลางสลบไสลไม่ฟื้นมาตั้งนานแล้ว ในทุกๆ วันจะมีสาวใช้มาปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง หากเว่ยหลินหลางว่างจากงาน เรื่องส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนดูแลด้วยตนเองทั้งหมด โดยให้สาวใช้คอยช่วยอยู่ข้างๆ ก็เท่านั้น

เดินมุ่งไปข้างหน้าครู่หนึ่ง มู่ชิงเกอได้ผ่านเข้าไปในประตูจันทร์เสี้ยว แล้วก็เข้าไปในอีกบริเวณหนึ่ง ถึงจะเป็นสวนหย่อมที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อความวุ่นวายภายนอก

ทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัวภายในเรือนก็มีสาวใช้แห่งจวนตระกูลเว่ยหลายคนโค้งคำนับพี่น้องตระกูลเว่ย

หลังจากที่สั่งให้พวกเขาออกไปแล้ว เว่ยกว่านกว่านก็ดึงแขนเสื้อของมู่ชิงเกอให้เข้าไปภายในห้อง

“พวกท่านรอที่นี่ก่อน” เมื่อไปถึงหน้าห้องนอน เว่ยกว่านกว่านหันกลับไปพูดกับมู่ชิงเกอและเว่ยฉี ก่อนที่ตนเองจะผลักประตูแล้วเดินเข้าไป

เว่ยฉีอธิบายว่า “อย่างไรก็ตาม เราก็ถือเป็นชาย กว่านกว่านเข้าไปก่อนดีกว่า”

มู่ชิงเกอพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ครู่หนึ่ง เว่ยกว่านกว่านจึงเปิดประตูและพูดกับทั้งสองว่า “เข้ามากันเถิด”

มู่ชิงเกอเดินตามเว่ยฉีเข้าไป

ทันทีที่ เข้าไปในห้องก็ได้กลิ่นทานตะวันลั่วรื่อที่ผ่านการต้มแล้ว

ห้องนอนถูกตกแต่งในรูปแบบดั้งเดิมเรียบง่าย และเย็นตาเห็นได้ชัดว่าเว่ยหลินหลางตั้งใจจะทำให้ภรรยาของตนเองรู้สึกสบาย ถึงแม้ว่านางจะไม่สามารถรับรู้ได้ก็ตาม

ในห้อง มีมามาท่านหนึ่งยืนอยู่และน่าจะเป็นคนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินเว่ย

บนเตียง มีร่างผอมบางร่างหนึ่งนอนอยู่

ลมหายใจของนางนั้นอ่อนแรงและราวกับจะขาดไปได้ตลอดเวลา เพราะว่าการหลับใหลเป็นเวลานาน สีหน้าของนางดูขาวซีดเป็นอย่างมาก ใบหน้าอันงดงามก็ได้ลดลงหลายระดับ

“นี่คือท่านแม่ของข้า” เว่ยกว่านกว่านมองหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่บนเตียง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

แม้ว่าท่านแม่ของมู่ชิงเกอจะหายสาบสูญไปนานหลายปี แต่มู่ชิงเกอก็สามารถเข้าใจได้ถึงความรู้สึกของเว่ยกว่านกว่านในตอนนี้ การเห็นบุพการีของตนเองนอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ และคอยเป็นห่วงถึงการมีชีวิตรอดในทุกๆ วันของนางช่างเป็นเรื่องที่ทรมานยิ่งนัก

มู่ชิงเกอเดินเข้าไป ลดสายตาลงมองฮูหยินเว่ยที่นอนอยู่บนเตียง

ดวงตาทั้งสองข้างของนางปิดสนิท จนไม่อาจรู้ได้ว่านางเจ็บปวดหรือไม่ ราวกับนางเพียงแค่หลับไป แต่เพราะร่างที่ผอมแห้งลงไป ทำให้เมื่อมองนางแล้ว อดที่จะรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้

มู่ชิงเกอแนบนิ้วสองนิ้วของตนเองลงบนข้อมือของฮูหยินเว่ยและตั้งใจฟังชีพจร

ภายในห้องเงียบสงบเป็นอย่างมาก ไม่มีใครส่งเสียงรบกวน

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านมองด้วยใบหน้าที่สะท้อนถึงการรอคอยและมั่นใจในตัวนางเป็นอย่างมาก

ครู่หนึ่งมู่ชิงเกอจึงคลายมือออก ในสายตาไม่แสดงความรู้สึกอันใด

เมื่อเห็นว่านางเงียบ เว่ยกว่านกว่านที่ใจร้อนก็รีบถามว่า “มู่เกอเป็นอย่างไรบ้าง ท่านมีวิธีการรักษาหรือไม่”

“ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า” มู่ชิงเกอเงยหน้าขึ้น มองประตู

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านรีบเดินออกมาพร้อมกับนางและไปหยุดอยู่ภายในสวน

“เส้นชีพจรทั่วร่างของฮูหยินเว่ยนั้นเสื่อมลงและตีบตัน อีกทั้งอาการในตอนนี้ก็ถือว่าแย่เป็นอย่างมาก ทานตะวันลั่วรื่อทำได้เพียงแค่ยืดเวลาการเสื่อมสภาพออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นแต่อย่างไร” มู่ชิงเกอบอกผลการวินิจฉัยของตนเองออกไป

เมื่อฟังจบแล้ว เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านไม่ได้แสดงความฉงนใจอันใด

เหมือนว่าผลลัพธ์นี้พวกเขาได้ยินมาจากคนอื่นๆ นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

“หากจะต้องการรักษาจะต้องค้นหาต้นเหตุที่ทำให้เส้นชีพจรเสื่อมลง จึงจะสามารถรู้ว่าควรใช้ยาอะไรในการรักษา แต่ทว่าจากอาการของฮูหยินเว่ยในตอนนี้แล้ว เป็นเรื่องที่ยากมากหากต้องการจะหาสาเหตุ” มู่ชิงเกอพูด

โดยปกติแล้ว หากเป็นบาดแผลภายนอก อย่างน้อยก็สามารถวินิจฉัยและรักษาไปตามลักษณะของแผล

แต่หากเป็นปัญหาที่อยู่ภายในร่างกายก็ยากที่จะวินิจฉัยเพราะว่าอาจจะมีต้นเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย

แม้นจะเป็นในโลกที่มู่ชิงเกอคุ้นเคย ในยุคสมัยนั้นการที่จะวินิจฉัยโรคที่อยู่ภายในร่างกายก็จำเป็นต้องมีการตรวจซํ้าๆ การสังเกต แล้วจึงจะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาได้

และสภาพลูหยินเว่ยที่นางเจอในตอนนี้ อาการโรคของนางนั้นแสดงออกมาชัดเจนมากแล้ว แต่ก็ไม่อาจจะตอบได้ว่า สาเหตุเกิดจากอะไร จึงทำให้มีผลลัพธ์เช่นนี้

นางพูดไปตามความเป็นจริง แต่กลับทำให้สองพี่น้องตระกูลเว่ยที่มีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ต้องผิดหวังอีกครั้ง

“แต่ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการรักษา” ทันใดนั้นมู่ชิงเกอก็ได้เปลี่ยนประเด็น ทำให้ในดวงตาของสองพี่น้องเป็นประกายและจุดเปลวเพลิงแห่งความหวังขึ้นอีกครั้ง

“มู่เกอ ท่านบอกว่ามีวิธีอย่างนั้นรึ!’’ เว่ยกว่านกว่านพูดทวนเพื่อความแน่ใจด้วยนํ้าเสียงอันตื่นเต้น

เว่ยฉีเองก็สูดลมหายใจเข้าและพยายามทำให้ตนเองสงบลงและพูดว่า “มู่เกอ หากท่านมีวิธีช่วยท่านแม่ของข้า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ชีวิตของเว่ยฉีขอมอบให้กับท่าน”

“อย่าเพิ่งรีบร้อน” มู่ชิงเกอยกมือขึ้นตัดบทคำพูดของสองพี่น้อง แล้วขมวดคิ้วและเม้มปาก สุดท้ายก็เงียบลง

นางยืนอยู่ในสวน มองตรงไปราวกับกำลังชื่นชมทิวทัศน์อันรื่มรมณ์ภายในสวน

แต่ทว่า ทั้งสองกลับพยายามกลั้นหายใจ ไม่กล้ารบกวนนาง

ครู่หนึ่ง มู่ชิงเกอจึงหยุดสายตาที่พวกเขาทั้งสอง และพูดว่า “วิธีของข้ามีความเป็นไปได้เพียงครึ่งเดียว และวิธีการก็เจ็บปวดเป็นอย่างมาก หากไม่สามารถทนได้ บางทีฮูหยินเว่ยอาจจะไม่สามารถรักษาไว้ได้แม้แต่ชีวิต แต่หากสำเร็จ ไม่แน่ว่าพวกเจ้าอาจจะได้ท่านแม่ที่แข็งแรงคืนมา”

สีหน้าของเว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านเปลี่ยนไป ราวกับตกใจเพราะคำพูดของมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอเองก็ไม่เร่งรีบ เพียงแค่พูดกับทั้งสองว่า “พวกเจ้าสามารถไปบอกท่านเจ้าเมืองเว่ยในสิ่งที่ข้าบอกพวกเจ้า แต่จะเลือกอย่างไร ก็ล้วนมีพวกเจ้าเป็นผู้ตัดสิน”

พูดจบ นางก็ได้ถามที่พักของตนเอง ซึ่งเป็นเรือนรับรองตระกูลเว่ยจากคนใช้พร้อมออกจากสวน เหลือไว้เพียงแค่เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านสองพี่น้องที่ในตอนนี้ต่างก็ทำอะไรไม่ถูก

“ไปหาท่านพ่อก่อนเถิด”

ครู่หนึ่ง เว่ยฉีจึงได้พูดขึ้นมา เว่ยกว่านกว่านพยักหน้า แล้วทั้งสองพี่น้องก็เดินจากไป

พลิกปฐพี 107-3

ตอนที่ 107-3

คุณชายตระกูลมู่ผู้มีชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน!

จวนตระกูลเว่ยกว้างใหญ่มากหรือไม่ มู่ชิงเกอมิอาจทราบ แต่ทว่า สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างกว้างขวาง เพราะแทบจะไม่มีการจัดตกแต่งที่มากมายจนทำให้บดบังทัศนวิสัย

บรรยากาศที่หรูหราและการจัดตกแต่งงดงามที่มักพบในจวนเศรษฐี ในจวนนี้กลับไม่มีเลย

“ตอนนี้ท่านพ่อของข้าอาจจะอยู่ในห้องหนังสือ ข้าจะพาท่านไปพบ” เว่ยฉีพูดกับมู่ชิงเกอ

ลุงโจวรีบพามั่วหยางและคนอื่นๆไปในห้องรับแขก การไปพบกับเว่ยหลินหลาง ไม่จำเป็นต้องไปกันมากมายถึงเพียงนั้นแค่มู่ชิงเกอคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

มู่ชิงเกอพยักหน้า นางเองก็อยากจะมีโอกาสได้พบกับเจ้าเมืองที่มีชื่อเสียงในแคว้นลี่

ในที่สุด ด้วยการนำทางของพี่น้องตระกูลเว่ย มู่ชิงเกอก็ได้เดินมาถึงหน้าห้องหนังสือของเว่ยหลินหลาง

ประตูห้องหนังสือถูกปิดสนิท เว่ยฉีจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ส่วนเว่ยกว่านกว่านก็เก็บซ่อนความขี้เล่นของตนเอง ทั้งสองจึงยืนอยู่หน้าประตูแล้วพูดอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ท่านพ่อ”

พอดูออกว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับท่านพ่อของตนมากเพียงใด

“เจ้าลิงดื้อทั้งสอง ในที่สุดก็ยอมกลับมาแล้วสินะ” ภายในห้องอ่านหนังสือ มีเสียงอันนุ่มนวลดั่งหยกและหนักแน่นเป็นอย่างมากดังขึ้น

สองพี่น้องมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน เว่ยฉีเดินหน้าไปผลักประตูออก แล้วเดินเข้าไป “ท่านพ่อ เรากลับมาแล้ว คิดถึงเรามากเลยใช่หรือไม่!”

เว่ยกว่านกว่านเองก็ตามเข้าไป เพียงแต่มู่ชิงเกอยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน

ทั้งสามคนในครอบครัวได้พบกัน แน่นอนว่าต้องมีเรื่องต้องคุยกัน นางที่เป็นคนนอกจึงไม่ตามเข้าไปในเวลานี้ เพื่อความสะดวกอีกประการหนึ่ง นางก็ต้องให้เวลาพี่น้องตระกูลเว่ยได้แนะนำตัวนางเองแก่เว่ยหลินหลาง

มู่ชิงเกอกำลังยืนชมทิวทัศน์อยู่ข้างนอกได้ครู่หนึ่ง เว่ยฉีก็เดินออกมาและพูดกับนางพร้อมรอยยิ้มว่า “มู่เกอ ท่านพ่อเชิญท่านเข้าไปพบ”

มู่ชิงเกอพยักหน้าตอบรับและเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเว่ยหลินหลาง

แม้จะบอกว่าเป็นห้องหนังสือ แต่มู่ชิงเกอรู้สึกว่า นี่เป็นเสมือนค่ายทหารมากกว่า

ในทุกๆ อาณาบริเวณเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง หนักแน่นและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

นางกวาดสายตาแล้วก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ในทันที รูปร่างของเขาสูงใหญ่ ชุดสีขาวอย่างเรียบง่ายเมื่ออยู่บนตัวของเขาแล้ว ไม่เพียงแค่ไม่ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาน้อยลง แต่กลับทำให้เขายิ่งดูเข้มงวดน่าเกรงขามมากขึ้น

หน้าตาของเขาคลับคล้ายคลับคลากับพี่น้องตระกูลเว่ย แต่ว่า จิตวิญญาณแห่งวีรชนและความแน่วแน่ที่ฉายออกจากหว่างคิ้วนั้นชัดเจน ถือว่าเป็นชายหนุ่มผู้งดงามที่หายากคนหนึ่ง

ในเวลานี้ เว่ยกว่านกว่านยืนอยู่ข้างๆ เขาอย่างสงบเสงี่ยม มือทั้งสองข้างควงแขนของเขาอย่างความสนิทสนม หลังจากที่เว่ยฉีเดินเข้ามาก็ไปยืนอยู่อีกข้างของเขาเช่นกัน

มู่ชิงเกอหรี่ตาลง พร้อมประสานหมัดแล้วพูดว่า “คำนับท่านเจ้าเมืองเว่ย”

“แขกผู้มีเกียรติมาเยือน ถือเป็นเกียรติแห่งตระกูลเว่ย” คำพูดอันคลุมเครือนี้ทำให้ใจของมู่ชิงเกยากจะคาดเดาว่าคิดอะไรอยู่

“พวกเจ้าทั้งสองออกไปก่อน” ทันใดนั้นเว่ยหลินหลางพลันพูดกับพี่น้องตระกูลเว่ย

เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านสงสัย แต่เพราะไม่กล้าขัดคำสงของท่านพ่อจึงทำได้เพียงมองมู่ชิงเกอด้วยสายตาที่แฝงความกังวลและค่อยๆ เดินออกจากห้องหนังสือไป

ก่อนออกจากห้องหนังสือ เพราะความไม่ไว้วาง ใจเว่ยกว่านกว่านจึงได้พูดกับท่านพ่อของตนเองว่า “ท่านพ่อ มู่เกอเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าและพี่ชาย รวมทั้งยังเป็นเพื่อนของเรา ท่านพ่ออย่าได้รังแกเขาเชียวนะ!”

ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตอย่างนั้นหรือคำพูดนี้ราวกับจะเกินจริงไปเสียหน่อย

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก นางก็เพียงแค่ไล่หนูหูแดงที่สองพี่น้องกลัวก็เท่านั้น แต่ทว่า นางก็สามารถเข้าใจได้ถึงความปรารถนาดีของเว่ยกว่านกว่าน

ในขณะเดียวกันเว่ยฉีก็หันกลับมาและพูดว่า “มู่เกอเรารออยู่ข้างนอก หากมีอะไรก็ตะโกนดังๆ นะ”

เมื่อเห็นว่าลูกๆ ของตนเองไม่เชื่อใจตนเองเช่นนี้ สีหน้าของเว่ยหลินหลางก็ดำคลํ้าและพูดด้วยความโหดเหี้ยมว่า “ไสหัวออกไปได้แล้ว!”

ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ทั้งสองที่ยืนอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงประตูก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ประตูห้องหนังสือก็ถูกปิดลง

เพราะทั้งสองออกไปแล้วภายในห้องหนังสือก็เหลือเพียงมู่ชิงเกอและเว่ยหลินหลาง

คำพูดก่อนหน้านี้ของเว่ยหลินหลาง ทำให้มู่ชิงเกอสัมผัสได้ว่าฐานะที่แท้จริงของตนเองได้ถูกเว่ยหลินหลางดูออกแล้ว

“คุณชายแห่งตระกูลมู่ เดินทางมายังแคว้นลี่อันแสนไกลของเรา เหตุใดจึงต้องปลอมตัว” สายตาของเว่ยหลินหลางเป็นประกายเฉียบคม

มู่ชิงเกอยิ้มอย่างคลุมเครือและตอบกลับเขาด้วยความตรงไปตรงมาว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายก็เท่านั้น”

เว่ยหลินหลางพยักหน้าอย่างให้ความร่วมมือ “คุณชายมีชื่อเสียงอันโด่งดัง แน่นอนว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้จริงๆ” ในคำพูดนี้แฝงความนัยมากมายที่มีเพียงแค่เขาที่รู้

“ไม่ว่าจะปิดบังอย่างไรสุดท้ายก็หนีไม่พ้นสายตาของท่านเจ้าเมืองเว่ยมิใช่รึ” มู่ชิงเกอยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างจำยอม รอยยิ้มดูคลุมเครือ

เว่ยหลินหลางเก็บสายตาสอบสวนกลับมา พร้อมหัวเราะอย่างเปิดเผยและพูดว่า “ชื่อเสียงของคุณชายนั้นเริ่มจากแคว้นฉินเพราะความสามารถ สามารถ ทำให้แคว้นถูผู้รักในการสงครามเกรงกลัวและยอมแพ้พ่ายเมื่อครั้งรบกัน ณ ที่ราบลั่วรื่อ แม้ไม่อาจจะบอกได้ ระบือไกลไปทั่วทั้งหลินชวน แต่ในแคว้นระดับสามอย่างเรา ล้วนรู้จักวีรชนรุ่นหลังที่เกิดใหม่ หากแม้เรื่องเท่านี้ยัง ไม่รู้ก็เท่ากับมีดวงตาโดยเปล่าประโยชน์”

“ท่านเจ้าเมืองเว่ยก็ชมกันเกินไป” มู่ชิงเกอตอบอย่างผ่อนคลาย ทั้งท่าทางและแววตาไม่ได้แสดงความเย่อหยิ่งหรือได้ใจเพราะคำพูดของเว่ยหลินหลางเลยแม้แต่น้อย

ทำให้เว่ยหลินหลางที่แอบสังเกตปฏิกิริยาของนาง พยักหน้าและพูดอย่างจริงใจว่า “คุณชายเป็นสายครามที่สามารถเอาชนะสายนํ้าเงินได้ช่างสมกับที่เป็นผู้สืบทอดของท่านแม่ทัพมู่! ผู้แซ่เว่ยกล้ายืนยันได้ว่าในแคว้นระดับสามของเรา ในบรรดาคนรุ่นใหม่ จะต้องมีคุณชายเป็นผู้นำแน่”

มู่ชิงเกอเงยสายตาขึ้นมองเว่ยหลินหลาง แล้วพูดอย่างเรียบเฉยว่า “มู่ชิงเกอมิได้เก่งกาจอย่างที่ท่านเจ้าเมืองเว่ยชม หากเรื่องนี้กระจายออกไป ก็จะนำพาปัญหามาอีกมากมาย”

เว่ยหลินหลางอึ้งและเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของมู่ชิงเกอในทันที จึงรีบพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “คุณชายอย่าได้เข้าใจผิดไป ผู้แซ่เว่ยพูดออกไปโดยขาดความยั้งคิด ลูกทั้งสองของข้า หากเฉลียวฉลาดได้ครึ่งหนึ่งของคุณชาย ข้าก็คงจะหมดกังวลแล้ว”

มู่ชิงเกอเข้าใจความหมายโดนแท้ที่ซ่อนอยู่ในคำ พูดของเว่ยหลินหลาง เพียงแค่นางรู้สึกฉงนใจ ว่าตนเองมีชื่อเสียงมากขึ้นเพียงนี้เชียวหรือ จึงทำให้ผู้ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานเช่นนี้มาชื่นชม

และนางก็ไม่รู้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ แม้ว่านางจะออกจากแคว้นฉินอย่างไร้ร่องรอย แต่สำหรับคำ ล่าขานเกี่ยวกับตัวนางแล้ว กลับกระจายไปทั่วทุกสารทิศแห่งแคว้นฉิน คุณชายแห่งจวนหย่งหนิงกงตระกูลมู่นั้น ได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงของแคว้นระดับสามไปตั้งนานแล้ว นางจึงไม่ใช่คนที่ใครจะมองผ่านได้

รวมทั้งเป็นคนในระดับสูงอย่างเว่ยหลินหลา ง ในขณะที่สนทนาก็ราวกับมีศักดิ์เทียบเท่ากัน เห็นได้ว่าในตอนนี้ชื่อเสียงของนางได้กว้างไกลไปมากแล้ว

นอกประตู พี่น้องตระกูลเว่ยเอาหูแนบอยู่บนประตู ตั้งใจฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นภายในห้อง แต่กลับไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่กำลังทำตัวมีพิรุธ ประตูห้องหนังสือก็ได้กูกเปิดออกอย่างกะทันหัน เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ทั้งสองเกือบจะล้มคะมำหัวฟาดพื้น

พลิกปฐพี 107-2

ตอนที่ 107-2

คุณชายตระกูลมู่ผู้มีชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน!

มองเห็นแถวที่ต่อกันยาวจากนอกประตูเมือง และการตรวจตราอย่างเคร่งครัด มู่ชิงเกอพลันรู้สึกว่าโชคดีที่ได้พบกับพี่น้องตระกูลเว่ย เพราะไม่เช่นนั้น หากนางจะพากำลังคนเข้าไปในเมือง คงจะทำได้ยาก

คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง เข้าไปภายในเมืองโดยมีสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของคนที่เข้าแถวอยู่คอยจับจ้อง อาจจะเป็นเพราะตราสัญลักษณ์จวนท่านเจ้าเมืองของลุงโจวทำให้ผู้คนเกรงขาม จึงไม่มีใครออกมาหาเรื่องใส่ตัว

ทันทีที่เข้าสู่เมืองถัว มู่ชิงเกอก็ตาเป็นประกายในทันที

เพราะบ้านเรือนและตึกอาคารในเมืองถัว ไม่เพียงแค่มีการจัดวางอย่างเป็นระบบ แต่ยังเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้านสบายตาแต่น่าเกรงขาม

“โครงสร้างของบ้านเรือนเหล่านี้…” ม่ชิงเกอเอ่ยปากถาม

แต่ทว่า ยังไม่ทันได้พูดจบ เว่ยกว่านกว่านก็พูดต่อว่า “ท่านเองก็รู้สึกว่า เมืองถัวของเรานั้นโดดเด่นใช่หรือไม่”

มู่ชิงเกอพยักหน้า

นางพูดต่ออย่างภูมิใจว่า  “ท่านพ่อของข้าเคยบอกว่าตำแหน่งที่ตั้งของเมืองถัวนั้นมีความสำคัญ ต้องคอยป้องกันไม่ให้เหล่าสัตว์ปีกที่มีพลังเวทเข้ามาโจมตี เพราะฉะนั้นการก่อสร้างของบ้านเรือนจะต้องมีความละเอียดและชัดเจนจึงจะทำให้ทหารสามารถเข้าไปช่วยได้อย่างสะดวกและเพื่อการหลบหนีของประชาชนใน ขณะเดียวกันในทุกๆ 100 ก้าวจะมีหลุมหลบภัยซ่อนอยู่ หากเหล่าสัตว์ปีกที่มีพลังเวทบินเข้ามาโจมตี ก็ให้ประชาชนหลบเข้าไปอยู่ในนั้นเพื่อหลบภัย”

มู่ชิงเกอฟังจนอ้าปากค้างเพราะความตะลึง ช่างเป็นการหลีกเลี่ยงศัตรูที่เหนือชั้นยิ่งนัก!

‘หรือว่าเว่ยหลินหลางก็เป็นอีกคนที่มาจากโลกอีกใบ!’ มู่ชิงเกอคิดในใจ

เมื่อคิดแบบนี้นางก็ยิ่งอยากจะพบเว่ยหลินหลางมากขึ้นเสียแล้ว

จวนของเจ้าเมืองเมืองถัว ตั้งอยู่ตรงใจกลางของเมือง

หากยืนอยู่บนกำแพงจวนของเจ้าเมืองสามารถมองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของเมืองถัว ราวกับว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองถัว ล้วนหนีไม่พ้นสายตาของเจ้าเมือง ทำให้คนรับรู้ได้ถึงการป้องปราม

อีกประการหนึ่ง เจ้าเมืองเมืองถัวยังทั้งเคร่งขรึม หนักแน่นและแฝงความแน่วแน่อย่างชายชาติทหารจึงไม่ได้ฉายความอ่อนโยนที่จะมีต่อครอบครัวมากนัก

เพราะการนำขบวนของพี่น้องตระกูลเว่ย มู่ชิงเกอได้พาองครักษ์เขี้ยวมังกรเดินเข้ากำแพงจวนมา ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดกว่าเดิม พื้นที่ว่างทั้งหมด ส่วนมากถูกสร้างให้เป็นสนามฝึก ที่เหลือก็เต็มไปด้วยค่ายทหาร

เดินเข้าไปข้างในอีกพักหนึ่งก็ได้มาหยุดอยู่ตรง หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง

มู่ชิงเกอเงยหน้าขึ้นมอง ป้ายที่ห้อยอยู่ด้านล่างหลังคา ‘จวนตระกูลเว่ย’

“มู่เกอ เราถึงแล้ว” เว่ยกว่านกว่านพูดอย่างตื่นเต้น

สิ้นเสียงของนาง มีคนจำนวนหลายคนที่แต่งชุดสาวใช้ เดินออกมาจากประตูที่ถูกเปิดออก

ยังไม่ทันเดินเข้ามาใกล้ เสียงก็ได้สะท้อนเข้ามาทางเว่ยกว่านกว่าน

“ คุณหนู ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”

“ คุณหนูคิดถึงท่านมากๆ เลย”

ทันใดนั้น สาวใช้จำนวนสี่ถึงห้าคนก็ล้อมรอบม้าของเว่ยกว่านกว่านเอาไว้อย่างไม่เหลือช่องว่าง

มู่ชิงเกอเองก็พลิกตัวลงมาจากหลังของเพลิงรัตติกาล โย่วเหอและฮวาเยวี่ยรีบมาประกบข้างซ้ายและขวาของนาง ในขณะนั้นเองมั่วหยางและคนอื่นก็ได้ลงจากหลังม้า นอกจากจะเหลือกำลังคนเอาไว้ 4 คนเพื่อ ดูแลอาชาเพลิงแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็มารวมตัวกันข้างหลังตัวมู่ชิงเกอ

“ตายแล้ว! นั่นมันอาชาเพลิงนี่!”

สาวใช้หนึ่งในนั้นที่สายตาเฉียบคม หลังจากที่ได้เห็นอาชาเพลิงที่ดำเงา ตัวสูงใหญ่มากกว่าม้าธรรมดา ก็อุทานเสียงหลงในทันที

เสียงร้องของนาง ทำให้สาวใช้คนอื่นๆ รีบดึงตัวเว่ยกว่านกว่านให้ถอยห่างออกมา ในใบหน้าอันอ่อนเยาว์ผ่องใสฉายไปด้วยความซื่อสัตย์และปกป้องเจ้านาย

“โธ่เอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก อาชาเพลิงพวกนี้ได้ถูกมู่เกอและลูกน้องของเขาทำให้เชื่องแล้ว” เว่ยกว่านกว่านสะบัดออกจากมือของสาวใช้ที่จับแน่นแล้วอธิบาย

ถูกทำให้เชื่อง แล้วอย่างนั้นหรือ

ใครกันที่ช่างเก่งกาจจนสามารถทำให้สัตว์ที่มีพลังเวทเชื่องได้

ในใจของเหล่าสาวใช้ต่างเต็มไปด้วยความฉงนใจอย่างเป็นที่สุด

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ว่าในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เป็นเพราะความตะลึง

“งามจริง!”

สาวใช้คนหนึ่งพูดอย่างหลงใหล “จริงด้วยช่างงดงามยิ่งนัก!”

สาวใช้อีกคนได้เอามือทั้งสองวางบนหน้าอกของตนเองและพูด

“ช่างเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาจริงๆ”

ส่วนสาวใช้ที่เหลือต่างก็มองมู่ชิงเกอในชุดสีแดง ด้วยความหลงใหลแล้วอุทานออกมาจากใจจริง

เว่ยกว่านกว่านเห็นแล้วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และรีบกระโดดไปอยู่ตรงหน้าของสาวใช้เหล่านี้พลันอ้าแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อบดบังสายตาของพวกนางพร้อมด่าด้วยความโกรธว่า : “พวกเจ้าอย่ามาทำกริยาไม่รู้จักอายได้มั้ย เช็ดนํ้าลายของพวกเจ้าซะเดี๋ยวนี้!”

“คุณหนู ท่านอย่าบังสิ!”

สาวใช้หลายคนเขย่งเท้าและยื่นหน้าออกไปดู

“นี่! มู่เกอเป็นแขกของข้า พวกเจ้าห้ามเข้าใกล้!” เว่ยกว่านกว่านโกรธจนกระทืบเท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยกระวนกระวาย

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้องนี้ ทำให้มู่ชิงเกออมยิ้ม

อืม ต่างก็เป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา ไม่เหมือนโย่วเหอและฮวาเยวี่ยของนาง หากเทียบกับพวกนางแล้วทั้งสองดูแก่ไปหน่อย

ราวกับจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่มู่ชิงเกอกำลังคิดสาย ตาอันอ่อนโยนดั่งสายนํ้าของโย่วเหอหันมา พลันพูดด้วยนํ้าเสียงอันนุ่มนวลว่า “ท่าน ท่านรังเกียจพวกบ่าวรึ”

มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว พลางพูดอย่างขี้เล่นว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเจ้าทั้งสองเป็นที่รักของข้า”

ถูกนายสาวแซวเช่นนี้โย่วเหอและฮวาเยวี่ยเผยรอยยิ้มออกมาในทันที

“มู่เกอเราอย่าไปสนใจพวกเพ้อเจ้อพวกนี้เลย ไป เราเข้าจวนเถิด” เว่ยฉีเดินมาอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอและมองน้องสาวพร้อมสาวใช้ของน้องสาวอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำพูดที่แฝงรอยยิ้มอันสดใส

มู่ชิงเกอพยักหน้าและเดินไปพร้อมๆ กับเว่ยฉี

เห็นว่าพวกเขาเข้าไปแล้ว เว่ยกว่านกว่านก็รีบพุ่งเข้าไปและไม่หยุดที่จะตะโกนอย่างเร่งรีบว่า “รอข้าด้วย มู่เกอรอข้าด้วย”

เมื่อเห็นเว่ยกว่านกว่านรีบตามไปเช่นนั้น เหล่าสาวใช้ต่างก็มารวมตัวกันแล้วพิจารณากันจอแจ

“คุณชายที่งดงามจนหาที่เปรียบไม่ได้ท่านนั้นจะใช่คนที่อยู่ในใจของคุณหนูไหมนะ!”

“ข้าว่าใช่! พวกเจ้าเคยเห็นคุณหนูแสดงความปลื้มอกปลื้มใจเช่นนี้กับคุณชายตระกูลใดหรือไม่เล่า”

“ใช่! เราแค่มองนิดมองหน่อย คุณหนูก็เคร่งเครียดมากถึงเพียงนั้น คุณชายท่านนั้นต้องเป็นคนที่คุณหนูแอบชอบเป็นแน่”

“ถ้าเช่นนั้น คุณหนูก็ใกล้จะได้ออกเรือนแล้วสินะ?!”

“ห๊ะ! ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้ เราก็จะได้พบกับคุณชายผู้งดงามท่านนี้บ่อยๆ แล้วใช่ไหม”

พลิกปฐพี 107-1

ตอนที่ 107-1

คุณชายตระกูลมู่ผู้มีชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน!

“มู่เกอ ท่านดูสิ ข้างหน้าก็ถึงเมืองถัวของเราแล้ว !” เว่ยกว่านกว่านชี้ไปยังบ้านเรือนที่เลือนรางอยู่ข้างหน้าอย่างตื่นเต้น พลางแนะนำให้กับมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ และหันไปมองกำแพง เมืองอันใหญ่ยักษ์ดั่งสัตว์ร้ายที่ขยายอยู่เต็มพื้นที่

เมืองถัว เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของแคว้นลี่

ชายแดนที่ติดกับบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นลี่ ก็เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเมืองอวี๋มากที่สุด

กำแพงเมืองสีเทาเข้มเกือบดำ ไม่ได้หรูหรามากนัก แต่ดูเข้มงวดน่าเกรงขาม

ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ มู่ชิงเกอก็รู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่พุ่งเข้ามา!

เว่ยฉีขี่อยู่บนหลังม้าและเคลื่อนตัวไปอยู่อีกข้างของมู่ชิงเกอ เพราะม้าของเขาไม่กล้าเข้าใกล้เพลิงรัตติกาล เขาจึงจำเป็นต้องรักษาระยะห่างจากมู่ชิงเกอ

บิดขี้เกียจบนหลังม้า เว่ยฉีพูดอย่างผ่อนคลายว่า “ในที่สุดก็ถึงบ้านแล้ว! มู่เกอ ท่านมาถึงเมืองถัวของเรา ก็ต้องไปพักที่จวนของเรา ถ้าไม่เช่นนั้นก็ถือว่าไม่เห็นแก่มิตรภาพของเรา”

“ใช่ๆๆ! มู่เกอ ท่านก็กลับจวนไปพร้อมกับเรา ข้าอยากจะให้ท่านพ่อได้พบกับท่าน” ในขณะที่เว่ยกว่ากว่านพูด ก็ได้แสดงท่าทางเขินอายดุจสาวน้อย

มู่ชิงเกอไม่ได้สังเกตว่านํ้าเสียงของนางมีอะไรแอบแฝง แต่เว่ยฉีกลับสัมผัสได้

สายตาของเขามืดมนลงและเดินช้าลงหลายก้าว จากนั้นเดินอ้อมไปอยู่ข้างหลังเว่ยกว่านกว่านก่อนจะดึงแขนเสื้อของนาง เพื่อให้นางหันหลังกลับมา

เห็นถึงความฉงนใจที่ซ่อนอยู่ในแววตาของน้องสาว เว่ยฉีพูดเบาๆ ว่า “ข้าว่า เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้นกับมู่เกอเลย เขาไม่เหมาะสมกับเจ้า”

“ไม่เหมาะสมกับข้าหมายความว่าอย่างไร” เว่ยกว่านกว่านขมวดคิ้วในทันที ทันใดนั้น นางก็หันกลับมา พลันยิ้มอย่างโหดเหี้ยม “ไม่เหมาะสมกับข้า

แสดงว่าเหมาะสมกับเจ้าอย่างนั้นหรือ ไอ้ต้วนซิ่วน่าตาย ออกไปให้ไกลจากมู่เกอของข้านะ!”

พูดจบ นางก็ดึงแขนเสื้อของตนเองกลับไป แล้วกระทุ้งท้องม้า ตามมู่ชิงเกอไป

“เฮ้ย! ข้าไม่ใช่ต้วนซิ่วนะ!” เว่ยฉีแก้ตัวด้วยความโกรธ

แต่ทว่า คำพูดของเขากลับปลิวกระจายและหายไปกับสายลม

เว่ยกว่านกว่านได้มาหยุดอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอ และยังคงตั้งคำถามไม่เลิก “มู่เกอ ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลย” รอยยิ้มของนางหวานละมุนและแฝงกลิ่นไออันน่าดึงดูด

มู่ชิงเกอมองนางและคิดทบทวนแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ตอบตกลงคำเชิญชวนของพี่น้องตระกูลเว่ย

เพื่อเห็นว่ามู่ชิงเกอตอบตกลง รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยกว่านกว่านก็สดใสกว่าเดิม

สายตาของนางเห็นทางพี่ชายกำลังเข้ามาใกล้มู่ชิงเกอ จึงได้กระซิบข้างหูเพื่อเตือนว่า “มู่เกอ ท่านต้องอยู่ห่างๆ ไอ้เว่ยฉีเอาไว้ เมื่อก่อนข้ายังไม่รู้ แต่หลังจากที่พบกับท่าน ข้าจึงได้รู้ว่าเขาเป็นพวกต้วนซิ่ว!”

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก เคยชินกับนางที่คอยจิกกัดกันของทั้งสองพี่น้อง

เว่ยฉีจะเป็นต้วนซิ่วหรือไม่นั้น นางไม่สนใจและไม่มีทางเข้าไปยุ่ง

“ก่อนหน้านี้ เจ้าเคยบอกว่าท่านแม่ของเจ้าป่วยและไม่มีทางรักษาใช่หรือไม่”

เว่ยกว่านกว่านอึ้ง ราวกับคิดไม่ถึงว่ามู่ชิงเกอจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงพยักหน้า เมื่อพูดถึงท่านแม่ ท่าทางตื่นเต้นก่อนหน้านี้ของนางก็พลันหายไปอย่างรวดเร็ว ในแววตามีนํ้าตาคลออยู่ และแฝงไปด้วยความเจ็บปวด

“ไม่รู้ว่าท่านแม่ของข้าเป็นโรคประหลาดอะไร ทำได้เพียงแค่ใช้ดอกทานตะวันลั่วรื่อมาบรรเทา เมื่อเห็นท่าทางอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของท่านพ่อที่คอยเฝ้าท่านแม่ทุกวันคืน ข้ารู้สึกปวดใจอย่างเป็นที่สุด”

‘ดูเหมือนว่า เว่ยหลินหลางจะเป็นคนที่บูชาความรัก’ มู่ชิงเกอแอบคิดในใจ

ตั้งแต่ที่นางฝึกการปรุงยาจากตำรา ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของยาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาการป่วยอันแปลกประหลาดของท่านแม่ของพี่น้องตระกูลเว่ย ได้ทำให้นางเกิดความสงสัยไม่น้อยและอยากจะไปดูอาการ แต่ทว่าหากจะขอตรงๆ เช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี

“มู่เกอ ทำไมอยู่ๆ ถึงได้ถามถึงท่านแม่ของข้า” เว่ยกว่านกว่านมองนางด้วยความแปลกใจ

มู่ชิงเกอเองก็ไม่มีความคิดที่จะปกปิด และพูดตรงๆ ว่า “ที่ข้าออกมาผจญภัยในครานี้ เพื่อที่จะไปเรียนรู้ที่โรงโอสถแคว้นอวี๋ เมื่อทราบอาการของท่านแม่ของเจ้าแล้ว ก็อยากจะไปดู าโรคนั้นมีวิธีการรักษาที่ยากเพียงใด จึงทำให้ปรมาจารย์แห่งการปรุงยาและอาจารย์โอสถจำนวนนับไม่ถ้วนต้องยอมแพ้”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง’’ เว่ยกว่านกว่านพยักหน้าเพื่อแสดงความเข้าใจ “ข้ากับพี่ชายคุยกันแล้วว่า จะไปเรียนที่โรงโอสถพร้อมกับท่าน เพื่อที่จะช่วยชีวิตท่านแม่ หากถึงบ้าน ข้าจะพาท่านไปพบท่านแม่ของข้า”

ในขณะที่พูด แก้มของนางก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ นํ้าเสียงก็เบาลงมาก “หากท่านแม่ของข้าได้พบกับท่านคงต้องดีใจแน่ๆ”

“อะไรนะ” เพราะฟังไม่ถนัด มู่ชิงเกอจึงทำได้เพียงขอให้พูดอีกรอบ

เว่ยกว่านกว่านกลับรีบส่ายหน้าและปฏิเสธด้วยความตื่นตระหนกและความกระวนกระวายดั่งสัตว์ตัวน้อยที่ถูกทำให้ตกใจ “ไม่ ไม่มีอะไร”

มู่ชิงเกอไม่ได้สงสัยอะไร เพียงพยักหน้าและไม่ได้ถามอะไรต่อ

ท่ามกลางเสียงพูดคุย คนกลุ่มหนึ่งก็ได้เดินทางมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเมืองถัว

กำแพงเมืองถัว มีทหารเฝ้าอยู่ ทั้งคนเข้าและคนออก ต่างก็มีบัตรผ่าน หากยังไม่มีบัตรผ่าน จะต้องกรอกชื่อ ที่มาและตระกูล รวมทั้งเหตุผลที่เข้ามาภายในเมือง จะมาอยู่นานเท่าไหร่และอีกมากมาย…

ความเข้มงวดในการจัดการ ทำให้มู่ชิงเกอแอบพยักหน้าและชื่นชมในปรีชาสามารถของเว่ยหลินหลางอีกครั้ง

“มู่เกอ เรารออยู่ที่นี่ก่อน” เว่ยฉีเคลื่อนตัวมาอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอแล้วพูด

มู่ชิงเกอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ลุงโจวพาทั้งสองเดินเข้าไปก่อนและหนึ่งในนั้นคือมั่วหยาง

“พวกท่านเพิ่งจะมาถึง ยังไม่ได้ทำบัตรผ่าน ลุงโจวจะไปช่วยพูด ถ้าไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และอาจจะกักตัวท่านและมั่วหยางเอาไวให้กรอกข้อมูล แล้วตรวจสอบก่อนจะปล่อยตัวไป” เว่ยฉีอธิบาย

เว่ยกว่านกว่านเองก็พยักหน้าเห็นด้วย พลันเบ้ปากและพูดด้วยความไม่พอใจว่า “ใช่ ท่านไม่รู้หรอกว่าพวกเขาอยู่ในกฎระเบียบมากเพียงใด ครั้งก่อน ข้าให้นางกำนัลของตนเองออกจากเมืองไปทำธุระแทนข้าแท้ๆ เพราะความเร่งรีบจึงไม่ได้พกบัตรผ่าน ตอนขากลับไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่ยอมให้นางเข้า เมือง เดือดร้อนข้าให้ต้องออกจากจวนมารับนางด้วยตนเอง”

มู่ชิงเกอฟังจบก็ขมวดคิ้วในทันทีและแสดงความคิดเห็นของตนเอง “แต่ข้ากลับคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี”

ก่อนมา นางได้ศึกษาตำแหน่งที่ตั้งของเมืองถัวมาแล้ว และเข้าใจถึงเหตุผล ว่าเหตุใดจึงต้องเข้มงวดในการตรวจสอบ

เมืองถัวตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชายแดนแคว้นลี่ มีอาณาบริเวณอยู่ติดกับเมืองอวี๋ ในขณะเดียวกัน ก็อยู่ติดกับผืนป่าที่มีชื่อเสียงของแคว้นลี่ ได้ยินมาว่า ภายในผืนป่าแห่งนั้น มีสัตว์ที่มีวิญญาณชนิดสัตว์ปีกอยู่มากมาย หากไม่ใช่เพราะประชาชนแคว้นลี่ไม่เชี่ยวชาญด้านการควบคุมสัตว์ตอนนี้พวกเขาอาจจะมีกองทัพทหารที่บินอยู่บนท้องฟ้าสักกองทัพหนึ่งแล้ว

เพราะการนำขบวนของลุงโจว การลงทะเบียนเข้าเมืองได้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่เดินมา ลุงโจวได้พูดว่า “บัตรผ่านจะเสร็จในวันพรุ่งนี้ ถึงตอนนั้นจะมีคนไปส่งให้ถึงจวน ขอให้คุณชายมู่ทนรอสักวัน”

“รบกวนลุงโจวด้วย” มู่ชิงเกอพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

พลิกปฐพี 106-4

ตอนที่ 106-4

ไอหยา ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!

ในยามค่ำคืน ภายในวังหลวงแคว้นลี่ ณ ตำหนักบรรทมขององค์ชายสามฟ่งอวี๋กุย มีเสียงร้องครางต่ำที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านดังลอยออกมา

เสียงที่สอดรับประสาน ทำให้ผู้คนต่างคิดจินตนาการไปต่างๆ นานา ทำให้ทั้งตำหนักบรรทมเจือแทรกไปด้วยกลิ่นอายวาบหวาม

พักใหญ่ เสียงนั้นจึงค่อยๆ จางหายไป

ณ ตำหนัก ภายในแท่นบรรทมขนาดใหญ่ ร่างขาวบริสุทธิ์สองร่างยังคงก่ายกอดแนบชิดกันอยู่

ในอ้อมกอดของฟ่งอวี๋กุยมีร่างของหญิงสาวงดงามเย้ายวนนอนอยู่ ใบหน้าของนางไม่ได้ถือว่างดงามที่สุด แต่ดูมีเสน่ห์น่าดึงดูด เพียงแค่ยกมือขึ้น ก็ดูยั่วยวน เพียงสายตาหนึ่งก็สามารถทำให้ผู้คนหลงใหลได้

สำหรับความน่าเย้ายวนที่มาจากภายในแล้ว สำหรับผู้ชายมันคือการดึงดูดอย่างเป็นที่สุด

ฟ่งอวี๋กุยก็เป็นคนหนึ่งที่โปรดปรานความน่าเย้ายวนที่มาจากภายในเช่นนี้ ทำให้หลงใหลนางมากยิ่งกว่าเดิม แม้กับน้องชายของนางเขายังเอาใจเป็นอย่างมาก

“ฝ่าบาท วันนี้เหม่ยเอ๋อร์ปรนนิปติท่านได้ดีหรือไม่” จูเหม่ยยังคงอยู่ภายใต้อ้อมแขนของฟ่งอวี๋กุย ปลายนิ้วของเขากวาดผ่านหน้าอกของนางราวกับตั้งใจและไม่ตั้งใจในขณะเดียวกัน

สีหน้าของฟ่งอวี๋กุยราวกับยังไม่ได้รับความพอใจ “แค่นี้ก็เพียงพอแล้วหรือ เหม่ยเอ๋อร์ดูถูกข้ามากไปหรือเปล่า” ในขณะที่พูด เขาก็ขึ้นมาทาบทับบนตัวนางอีกครั้ง

ในตอนนี้ภายในแท่นบรรทมก็มีเสียงหัวเราะอันน่าเย้ายวนชวนหลงใหลของจูเหม่ยเอ๋อร์ดังออกมาอีกครั้ง

หลังลมฝนที่โหมกระหนํ่าผ่านพ้นไป เมื่อจูเหม่ยสัมผัสได้ว่า ในครานี้ฟ่งอวี๋กุยสมดั่งปรารถนาแล้วจริงๆ จึงขอความช่วยเหลือให้แก่น้องชายของนาง “ฝ่าบาท เหม่ยเอ๋อร์มีน้องชายเพียงคนเดียว ตระกูลจูก็มีลูกชายเพียงคนเดียว ท่านได้โปรดช่วยเหม่ยเอ๋อร์ดูแลเขาด้วย!”

เมื่อพูดถึงจูลี่ ฟ่งอวี๋กุยก็ขมวดคิ้วเบาๆ “น้องชายคนนั้นของเจ้าช่างก่อเรื่องเก่งเสียจริง เรื่องในครานี้เกี่ยวข้องกับประมุขแห่งหอสรรพสิ่งด้วย ด้วยอำนาจของหอสรรพสิ่งนั้นยิ่งใหญ่มากนัก แม้เสด็จพ่อเองก็ไม่อยากจะเป็นศัตรูกับเขา ก็ให้จูลี่อดทนหน่อยเถิด”

เมื่อไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ในส่วนลึกของสายตาของจูเหม่ยก็ลุกวาบด้วยโทสะ แต่ก็ยังคงพูดด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “แล้วเขาจะทำอย่างไรได้โดนมันหลอกจนสิ้นเนี้อประดาตัว องครักษ์ในจวนก็ตายเกือบหมดและต่างตื่นกลัวจนต้องมาพึ่งบารมีของฝ่าบาท”

เมื่อพูดเช่นนี้ คิ้วของฟ่งอวี๋กุยก็ผูกเป็นปมมากขึ้นกว่าเดิมและพูดด้วยนํ้าเสียงที่เหลือทน “ถ้าเช่นนั้นก็ให้เขาอยู่ที่เมืองฮ่วนไปก่อน ข้าจะเลี้ยงเขาไม่ได้เชียวรึ”

เมื่อสัมผัสได้ถึงนํ้าเลียงที่เริ่มจะหมดความอดทนของฟ่งอวี๋กุย จูเหม่ยเอ๋อร์ก็รีบหยุดพูด และไม่ดื้อดึงอีกต่อไป

ปรนนิบัติฟ่งอวี๋กุยมานานถึงเพียงนี้ นางรู้จักนิสัยขององค์ชายองค์นี้เป็นอย่างดี ปกติแล้วหากไม่ยั่วโทสะเขา เขาจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี แต่หากลํ้าเส้น เขาก็จะเลือดเย็นและไร้เยื่อใย

เรื่องของน้องชายนั้นสำคัญ แต่ก็ยังคงต้องรักษาตำแหน่งของตนเองในใจขององค์ชายสามเอาไว้ก่อน

จูเหม่ยเอ๋อร์จบบทสนทนานี้ลงอย่างรู้ความ และใช้ต้นทุนซึ่งก็คือร่างกายของตนเอง ในการดึงดูดฟ่งอวี๋กุยอีกครั้ง

ระยะเวลา 3 วันที่อยู่ในเมืองฮ่วน มู่ชิงเกอได้กระจ่างในที่ตั้งต่างๆ ของเมืองฮ่วน และสืบจนรู้ว่าในตอนนี้หานฉายไฉ่ไม่ได้อยู่ภายในหอสรรพสิ่ง

ไอ้จอมหลงตัวเองผู้นั้นไม่อยู่ ทำให้ความกดดันของมู่ชิงเกอลดน้อยลงไปมาก

อย่างไรก็ตาม ความสามารถของหานฉายไฉ่ นางเห็นแล้วหากในครานี้เขาอยู่ในหอสรรพสิ่ง แผนการของนางอาจจะไม่ราบรื่นนัก

ในคืนนี้ คือเวลาที่มู่ชิงเกอวางแผนว่าจะเคลื่อนไหว

ถือโอกาสในตอนท้องฟ้ามืดลงพร้อมทั้งสายลมที่พัดกระโชกแรง ชิงของเหลวเย็นมาครอบครอง แล้วเดินทางออกจากเมืองฮ่วนในทันที

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว มู่ชิงเกอก็จึงลงมือด้วยตนเอง

ใช้การอำพรางตัวของท้องฟ้าสีรัตติกาลในยามค่ำคืน มู่ชิงเกอเดินทางมาถึงหอสรรพสิ่งแห่งเมืองฮ่วนอย่างรวดเร็ว จากที่ได้สังเกตก่อนหน้านี้นางรู้แล้วว่า หอสรรพสิ่งในเมืองฮ่วนมีระบบการทำงานเหมือนหอสรรพสิ่งในเมืองจื้อ

นางไม่รู้ว่า เป็นระบบการจัดการของหอสรรพสิ่งหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด สุดท้ายนางก็ได้เปรียบ

มู่ชิงเกอที่เคยเข้าออกหอสรรพสิ่งที่เมืองจื้อมาแล้วหลายต่อหลายครั้งได้เข้าใจในระบบการทำงานทั้งหมดภายในนั้น

เข้าไปภายในหอสรรพสิ่งได้อย่างง่ายดาย มู่ชิงเกอมุ่งไปยังตำแหน่งของคลังสมบัติ

ของเหลวเย็นที่นางต้องการต้องอยู่ภายในคลังสมบัติเป็นแน่

ภายในหอสรรพสิ่งเงียบสงบแม้จะมีคนลาดตระเวนที่ปรากฏโดยบังเอิญไม่กี่คน แต่เพียงแค่ทำงานของตัวเองเท่านั้น

มู่ชิงเกอเกิดความสงสัยว่า หอสรรพสิ่งมั่นใจว่า ของของตนเองจะไม่หายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

จนกระทั่งนางตรงไปยังหน้าคลังสมบัติของหอสรรพสิ่งและสัมผัสได้ถึงการกีดขวางข้างหน้าจึงกระจ่างว่าเป็นเพราะอะไร ความจริงแล้วหน้าคลังสมบัติของหอสรรพสิ่ง มีมนต์ต้องห้ามอยู่!

มู่ชิงเกอหรี่ตาลง ยิ่งรู้จักก็ยิ่งรู้สึกว่าหอสรรพสิ่ง นั้นมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา

ในหลินชวน ผู้ที่รู้มนต์ต้องห้ามแทบจะไม่มีเลย หอสรรพสิ่งกลับใช้มนต์ต้องห้ามกับทั้งคลังสมบัติให้ปลอดภัยได้มากถึงเช่นนี้

อีกประการหนึ่ง มนต์ต้องห้ามนั้นเป็นการต้องห้ามระดับสูงและไม่ใช่สิ่งที่นางในตอนนี้จะสามารถแก้ได้

เมื่อคิดทบทวนแวบหนึ่ง มู่ชิงเกอก็คิดวิธีออก ทันใดนั้นกริชสีดำมืดเล่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในกำมือของนาง

นี่เป็นกริชที่ฟ่งเหนียงมอบให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนนางล่วงหน้า ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในตอนนี้

เหมิงเหมิงเคยบอกว่าอาวุธกึ่งเทพนี้สามารถทำลายมนต์ต้องห้ามบางส่วนได้

และมนต์ต้องห้ามตรงหน้านี้ก็อยู่ในขอบเขตที่มันสามารถคลายได้…

มู่ชิงเกอกำกริชและเดินเข้าไปกรีดลง การป้องกันในตอนแรกได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

‘น่าสนใจ!’ ตาทั้งสองข้างของมู่ชิงเกอเป็นประกายและเร่งลงมือ

ในกลางดึก

ในขณะที่แสงเทียนถูกดับลง จะมีใครคิดหรือไม่ว่าจะมีคนก่ออาชญากรรมในคลังสมบัติแห่งหอสรรพสิ่ง

ในขณะที่มู่ชิงเกอออกจากหอสรรพสิ่งอย่างไม่ทิ้งร่องรอย นางยอมรับว่าตนเองเป็นโจรที่ไม่มีสัจจะ เพราะสิ่งที่นางขโมยมาไม่เพียงแค่ของเหลวเย็น แต่ยังมีสมบัติอีกมากมาย!

สมบัติอันลํ้าค่าที่รู้จักแต่ไม่อาจจะครอบครองได้ ในวันนี้นางมาพบเข้าแล้ว จะเพียงแค่ชื่นชมแล้วจากไปอย่างนั้นหรือ

มู่ชิงเกอเบ้ปาก นางไม่ได้เป็นคนดีมากขั้นนั้น ฝัน!

เมื่อได้ของเหลวเย็นไว้ครอบครอง ทันทีที่ฟ้าสว่าง มู่ชิงเกอก็ไปรวมตัวกับพี่น้องตระกูลเว่ยและออกจากเมืองฮ่วนพร้อมกัน

หลังจากที่พวกเขาออกจากเมือง ภายในคลังสมบัติหอสรรพสิ่งก็มีเสียงร้องโหยหวนตังออกมา!

“ของเหลวเย็นหายไป!”

“ยังมีพืช 7 ดารา! ผลหอม! เถาวัลย์อมตะ! บุปผาโลหิตมังกร! เหล็กกล้าเย็น! หินทองประกายม่วง! ห่วงไม้! แสงฟ้าคราม!”

“ขโมย———- !”

นอกเรือนรับรองอันเงียบสงบที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนเมืองฮ่วน หานฉายไฉ่ผู้งดงามดั่งดอกไม้นอนอยู่บนเตียง เสื้อตัวหลวมทำให้ร่างกายกำยำและหน้าอกอันกว้างใหญ่เผยออกมาภายนอก

นอกม่านเตียง ผู้ดูแลแห่งหอสรรพสิ่งคุกเข่า และตัวสั่นอยู่บนพื้น ศีรษะแทบจะจมเข้าไปในหน้าอก

“ขโมยอย่างนั้นหรือ”

เสียงอันแฝงความเกียจคร้านของหานฉายไฉ่ดังออกมา ร่างกายของผู้ดูแลกระตุกทีหนึ่ง

“ใช่…ใช่ เจ้านาย! ข้าน้อยไร้ความสามารถ ขอให้เจ้านายโปรดลงโทษ!” ผู้ดูแลรีบพูด

“อะไรหายไปบ้าง” หานฉายไฉ่ถามด้วยนํ้าเสียงที่คลุมเครือจนไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้

ผู้ดุแลรีบตอบว่า “สิ่งที่หายไปมีพืช 7 ดารา จำนวน3 ต้น ผลหอมจำนวน 10 ผล เถาวัลย์อมตะ 1 กิ่ง บุปผาโลหิตมังกรจำนวน 7 ดอก และยังมีของเหลวเย็นที่เจ้านายเก็บเอาไว้ภายในคลังสมบัติชั่วคราว…”

“พอเถิด ในเมื่อสะเพร่าในหน้าที่ ก็ไปรับโทษเองซะ” เสียงของหานฉายไฉ่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตัดบทคำพูดของผู้ดูแล

ผู้ดูแลสะอึกทีหนึ่ง พร้อมถอยออกไป

สมบัติที่ถูกขโมยมีของเหลวเย็นรวมอยู่ด้วย ราวกับว่า เขาจะรู้แล้วว่า ผู้ร้ายคือใคร

ในดวงตาคู่เรียวยาวของหานฉายไฉ่ เป็นประกายทีหนึ่งและฉายแววอันตราย

ระหว่างทางไปเมืองถัว มู่ชิงเกอได้เข้าไปอยู่ในรถม้าของตนเอง

เว่ยกว่านกว่านก็เคยมีความคิดที่จะเข้าไปภายในรถม้า แต่ก็ถูกนางปฏิเสธ

เหตุผลก็ไม่ใช่อื่นใด เมื่อคืนเป็นหัวขโมยมาแล้วทั้งคืน ในตอนนี้ คุณชายตระกูลมู่ต้องการการพักผ่อน!

นอนอยู่บนรถม้าอันแสนสบาย ความนุ่มของเบาะ ทำใหัมู่ชิงเกอรู้สึกถึงความผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกาย

ฮวาเยวี่ยนั่งอยู่ฝั่งศีรษะของมู่ชิงเกอเพื่อนวดให้กับนาง

และโย่วเหอจุดเครื่องหอม วางลงไปในกระถางกำยาน

รถม้าที่ภายนอกดูไม่มีอะไร แต่กลับหรูหราเป็นอย่างมาก มู่ชิงเกอสามารถทนรับความลำบากได้ สำหรับความสุขนั้นก็ไม่ปฏิเสธที่จะเสพสม

“คุณชาย หลายวันที่ผ่านมานี้ มั่วหยางได้ไปสืบข่าวคราวมาบ้างแล้ว” โย่วเหอปิดฝากระถางและพูดด้วยนํ้าเสียงอันอ่อนโยน

“ลองเล่ามาสิ” มู่ชิงเกอหลับตาทั้งสองข้างเบาๆ ดื่มดํ่าความผ่อนคลายจากการนวดของฮวาเยวี่ย

โย่วเหอหันมามองนาง กำหมัดทั้งสองข้าง ทุบน่องให้กับมู่ชิงเกออย่างเบาแรง แล้วตอบว่า “องค์หญิงใหญ่ของแคว้นลี่ ชื่อว่าฟ่งอวี๋เฟย ได้ยินมาว่าเป็นหญิงสาวที่ทั้งงดงามและเปี่ยมไปด้วยความสามารถ มีนิสัยที่ค่อนข้างใจร้อน เลือดร้อนอย่างชาย พูดคำไหนคำนั้น รักษาสัจจะ ตอนนั้น ในบรรดาโอรสธิดา นางได้รับความโปรดปรานเป็นอย่างมาก แต่ทว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว นางไปรักกับคนที่ไม่ควรรักเข้า จนทำให้เสด็จแม่ของตนเองถึงกับสวรรคต จากนั้นนางจึงถูกขับไล่ออกจากราชวงศ์และหายตัวไปในทันที”

“แล้วรู้หรือไม่ว่า คนรักของนางคือใคร” มู่ชิงเกอถาม

โย่วเหอส่ายหน้าเบาๆ แล้วได้สติในทันทีว่ามู่ชิงเกอหลับตาอยู่ไม่สามารถเห็นการกระทำของนาง จึงรีบพูดว่า “ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ บางทีนอกจากราชวงศ์แคว้นลี่แล้ว ก็ไม่มีใครรู้ถึงเบื้องหลังของคนผู้นั้นเลย เขาราวกับออกมาจากกลางอากาศ ทันทีที่เข้าสู่เมืองฮ่วน ก็แสดง ให้ทุกคนเห็นถึงฝีมือที่มากกว่าชายหนุ่มธรรมดา ดูเหมือนจะพบกับองค์หญิงใหญ่ในตลาด ตอนที่ม้าขององค์หญิงใหญ่เสียการควบคุม จึงพุ่งเข้าหาผู้คน เขาก็พลันปรากฏตัวขึ้นในทันที พร้อมทั้งสามารถทำให้ม้าหยุดลงได้จึงได้รู้จักกับองค์หญิงใหญ่”

“แค่นี้หรือ” มู่ชิงเกอค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้าง แล้วหลับลงไปใหม่ “เล่าต่อ”

โย่วเหอพูดต่อว่า “หลังจากที่ทั้งสองได้รู้จักกัน ยิ่งมีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน ก็ยิ่งมีความรู้สึกดีๆให้แก่กัน ความรู้สึกนั้นเมื่อเกิดแล้วก็มิอาจห้ามได้ องค์หญิงใหญ่ได้บอกกับฮ่องเต้แคว้นลี่ด้วยตนเองว่าตนเองจะแต่งงานกับชายผู้นั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดฮ่องเต้แคว้นลี่ถึงได้ ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ถึงขั้นสั่งคนให้ไปตามจับตัวชายคนนั้น แต่ชายคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนมีฝีมือ ไม่เพียงแค่ไม่ถูกจับตัว ซํ้ายังฆ่าทหารองครักษ์จำนวนไม่น้อยของวังหลวง ได้ยินมาว่าในตอนนั้น มีคนเห็นแสงสีม่วงปรากฏขึ้นในขณะที่มีการต่อสู้”

“ยอดฝีมือสายม่วงอย่างนั้นหรือ”มู่ชิงเกอลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตานั้นแนบนิ่งเป็นอย่างมาก

“ไม่รู้ว่าใช่ยอดฝีมือสายม่วงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเขาได้สังหารคนที่ไปตามจับเขาจนสิ้นซาก แล้วจากไปอย่างสง่างาม” โย่วเหอพูด

“หลังจากนั้นล่ะ” มู่ชิงเกอถาม

“เรื่องราวหลังจากนั้นไม่มีใครรู้อย่างไรเสียคนก็ได้จากไปแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็ตัดขาดจากราชวงศ์ออกจากเมืองฮ่วนไปและไร้ซึ่งข่าวคราวจากนางนับจากนั้นเป็นต้นมา” โย่วเหอพูดจบ ก็ได้หยุดลงครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดเสริมว่า “แต่ว่าหลังจากที่องค์หญิงใหญ่จากไปไม่นาน ราชวงศ์แคว้นลี่ได้สั่งคนให้ออกไปสืบข่าวคราวของนาง ใช้เวลานับปีก็ได้ยกเลิกการสืบหาไป”

มู่ชิงเกอฟังจบแล้วยังคงหลับตาและไม่พูดอะไร

ในหัว กำลังคิดอะไรบางอย่าง

ระหว่างองค์หญิงใหญ่ฟ่งอวี๋เฟยกับฟ่งเหนียงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แล้วเหตุใดฟ่งเหนียงจึงได้บอกว่าสามีของตนเองหายตัวในผืนป่าลั่วรื่อ อีกทั้งนางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ กลับไม่ยอมเข้าไปตามหาภายในผืนป่าด้วยตนเอง และขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ชายหนุ่มคนรักขององค์หญิงใหญ่ เป็นสายม่วงจริงๆ หรือ

หากเป็นสายม่วงจริงๆ ราชวงศ์แคว้นลี่จะยอมพลาดโอกาสการเพิ่มประชากรยอดฝีมือสายม่วงและขัดขวางทั้งสองไม่ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างไร

ไม่มีเบื้องหลังที่ชัดเจน ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย…หรือว่าชายคนนั้นจะไม่ใช่คนในหลินชวน

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วเบาๆ นางค้นพบว่าเรื่องนี้ยิ่งสืบก็ยิ่งพบว่าเรื่องนี้มีคำถามเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

ณ เมืองฮ่วน จูลี่ไล่หมอทั้งหมดออกจากจวนไปอย่างโมโห

เพียงแค่เจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกายก็มากพอแล้ว แต่บนผิวหนังยังเต็มไปด้วยตุ่มหนอง ทั้งน่าขยะแขยงและน่ากลัว แม้แต่พี่สาวแท้ๆ มาเห็นยังกรีดร้องด้วยความตกใจ

หมอหลวงในวังหลวง หมอในชนบทต่างก็หมดวิธีที่จะรักษา

เพียงคาดเดาว่าเขารับประทานอาหารที่ไม่ดีเข้าไป

แต่ทว่าจูลี่กลับจำได้เป็นอย่างดี ว่าที่เขาเป็นเช่นนี้หลังจากที่พบกับไอ้คนแซ่มู่ที่โรงเตี๊ยมมหาเทพ

ตอนแรก ร่างกายของเขาเพียงแค่รู้สึกคันอย่างประหลาด บนผิวหนังมีตุ่มสีแดงมากมาย

จากนั้นก็หายคัน แต่กลับเจ็บปวดไปถึงกระดูก ตุ่มสีแดงก็ได้กลายเป็นตุ่มนํ้าที่มีหนองไหลออกมา

ทั้งใบหน้า ร่างกายของเขา ไม่เหลือส่วนดีเลย

“ออกไป! ออกไป!” จูลี่โยนของในห้องจนพัง และขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมออกไป

ดวงตาอันแดงก่ำ แฝงความโกรธอันชั่วร้าย จูลี่พยายามแคะเนื้อเน่าของตนเอง พลางพูดอย่างโหดเหี้ยมว่า “ใช่เขา! ต้องเป็นเขาแน่ๆ! ไอ้แซ่มู่! ต้อง เป็นเจ้าแน่ๆ ที่ทำร้ายข้า! ข้าจะฆ่าเจ้าให้เจ้าไม่ได้ตายดี!”

พลิกปฐพี 106-3

ตอนที่ 106-3

ไอหยา ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!

หากพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน การที่ไอ้คนแซ่มู่ปรากฏตัวอยู่ในเมืองฮ่วน แสดงว่าคนแซ่หานนั่นก็ต้องอยู่ด้วย

ทันทีที่คิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของจูลี่ก็ซีดเผือด ไร้ซึ่งโลหิต ร่างกายสั่นเล็กน้อยและหันไปเพื่อขอความช่วยเหลือจากฟ่งอวี๋กุย

“องค์ชายสาม โอสถที่ข้าน้อยมอบให้แก่พระองค์นั่น เขาก็คือ…”

“โอสถอะไร เจ้าหมายถึงโอสถชุบชีวิตที่ข้าปรุงขึ้นด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ” คำพูดของจูลี่ถูกตัดบทอย่างไม่ไยดีและคำพูดหลังจากนั้นของเขาก็เต็มไปด้วยการตักเตือนอันโหดเหี้ยม

จูลี่กลืนนํ้าลายและได้สติในทันทีจึงรีบพูดแก้ต่างว่า “ใช่ๆ ก่อนหน้านี้มีคนเอาโอสถที่องค์ชายสามทรงปรุงขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนในเมืองจื๋อและทำให้ตระกูลเนี่ยต้องถูกกวาดล้าง คนตรงหน้าก็คือหนึ่งในนั้น แล้วยังมีคนแซ่หานอีกคนได้ยินมาว่าเป็นประมุขแห่งหอสรรพสิ่ง”

โอสถชุบชีวิตอย่างนั้นหรือ รอยยิ้มตรงมุมปากของมู่ชิงเกอแฝงความขบขัน จากการสนทนาของทั้งสอง ทำให้นางพอจะเดาอะไรออก

แต่ไม่คิดว่า องค์ชายสามแห่งแคว้นลี่ท่านนี้จะหน้าด้านและขี้โกงได้ถึงเพียงนี้

เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองจื้อ ฟ่งอวี๋กุยก็ได้ยินมาบ้าง แต่จูลี่ยังไม่ทันได้เล่าอย่างละเอียด แต่ตอนนี้ยังกล่าวถึงประมุขหอสรรพสิ่ง เขาค่อยๆ ขมวดคิ้วและรู้สึกเสียใจที่รับปากจะช่วยจูลี่แก้แค้น

ไม่ใช่เพราะเขากลัวประมุขแห่งหอสรรพสิ่ง แต่เพียงคิดว่าไม่คุ้มที่จะเป็นศัตรูกับคนแบบนี้เพราะจูลี่

“มู่เกอ ที่พวกเขาพูดหมายความว่าอย่างไร” เว่ยกว่านกว่านยืนอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอด้วยใบหน้าฉงนใจ

ในขณะนี้เองเว่ยฉีก็ได้มายืนอยู่อีกข้างของมู่ชิงเกอและพูดกับนางเบาๆ ว่า “พวกเราเพิ่งจะมาถึงก็พบกับเจ้านี่ ข้าและกว่านกว่านไม่ได้คิดจะหาเรื่อง แต่พวกเขากลับไล่เราออกไปอย่างหยิ่งยโส เราทนไม่ได้จึงได้มีปากเสียงกับเขา ข้าว่าองค์ชายสามก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไร มู่เกอระวังตัวด้วย”

เจ้าเด็กนี่… ช่างจริงใจและน่ารักเสียจริง!

ต่อหน้าคนอื่น ยังจะกล้าพูดขนาดนี้

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปากทีหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร

“บางทีอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าว่าน้องชายคนนี้ดูท่าทางไม่เลว ไม่เหมือนกับคนที่จะทำความชั่ว จูลี่เจ้าจำผิดหรือเปล่า” สายตาอันโหดเหี้ยมของฟ่งอวี๋กุย หยุดอยู่บนร่างกายของจูลี่การตักเตือนที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นไม่จำเป็นต้องบอกก็ชัดเจนเป็นอย่างดี

จูลี่มองเขาด้วยความตะลึงและคิดอะไรไม่ออก ในทันที

ไหนบอกว่าจะช่วยแก้แค้นให้ไม่ใช่หรือ?

ไหนบอกว่าจะทวงความยุติธรรมให้กับข้า?

แล้วตอนนี้มันอะไรขึ้น?

การหาจังหวะเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีงามอย่างชัดเจนนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?

ใบหน้าของจูลี่เต็มไปด้วยความมึนงง แต่เพราะถูกฟ่งอวี๋กุยกดดัน จึงพึมพำเพียงว่า “ใช่…ใช่…”

แค้นนี้ของเขาไม่ชำระแล้วหรือ? ไม่ได้! เขาต้องกลับไปหาพี่สาว เพื่อให้พี่สาวขอร้ององค์ชายสาม!

แม้ว่าจะไม่สามารถฆ่าไอ้คนแซ่มู่และแซ่หานได้ เขาก็จะทรมานพวกมันให้เจ็บปวดจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีก จึงจะสามารถลบล้างความหวาดกลัวในใจของเขาได้

“แม้เป็นการเข้าใจผิด แต่ทุกคนก็ได้รู้จักกันแล้ว ถ้าเช่นนั้นร่วมรับประทานอาหารกันดีหรือไม่” แม้จะเป็นการเชิญชวน แต่สายตาของฟ่งอวี๋กุยก็ยังคงเย่อหยิ่ง

ราวกับว่า คำเชิญชวนจากเขาเป็นคำอวยพรจากสรวงสวรรค์ที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ต้องยอมรับเท่านั้น

“ไม่จำเป็น ข้าเกรงว่าจะกินไม่ลง” มู่ชิงเกอปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาในทันที

ไม่ใส่ใจใบหน้าอันเย็นเยียบของฟ่งอวี๋กุย นางเดินเข้าไปหาจูลี่อย่างขบขัน ยกมือขึ้นตบไหล่ของเขา ราวกับเป็นมิตรสหาย “คุณชายจู ช่างคิดเองเออเองเก่งเสียจริง”

ไหล่ทั้งสองข้างของจูลี่สั่นเบาๆ เพราะการกระทำของเขา ยิ่งไปกว่านั้นคือกระวนกระวายใจเพราะคำพูดของนาง

หันหลังกลับไป มู่ชิงเกอพูดกับพี่น้องตระกูลเว่ยและลุงโจว “ร้านนี้ข้าว่าเราอย่ากินเลย ได้ข่าวว่าเมืองฮ่วนมีร้านเนื้อย่างที่มีชื่อเสียงอยู่ร้านหนึ่ง เราไปที่นั่นกันเถิด”

ลุงโจวพยักหน้าหลายที กลัวว่าหากอยู่ที่นี่ต่อไป หลานทั้ง 2 จะยั่วโทสะองค์ชายสามอีก

การที่เว่ยฉีและเว่ยกว่านกว่านมาที่นี่ก็เพื่อมารอมู่ชิงเกอ ในตอนนี้นางมาแล้ว แน่นอนว่าไม่อยากจะร่วมรับประทานอาหารกับคนคนนี้ที่นี่อีกต่อไป

เพราะฉะนั้น เพราะการเสนอจากมู่ชิงเกอ ทุกคนจึงได้เดินออกจากโรงเตี๊ยมมหาเทพอย่างสง่า เหลือไว้เพียงแค่แผ่นหลังอันแฝงความเย็นเยียบให้กับใบหน้าที่ฉายแววความโหดเหี้ยม

ราวกับว่า พวกเขารังเกียจที่จะร่วมรับประทานอาหารกับเขา

“องค์ชายสาม พวกเขากล้าทำเช่นนี้เชียวหรือ!” หลังจากที่จากไปแล้ว จูลี่ก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนเองได้กลับมา จึงรีบเดินไปพูดกับฟ่งอวี๋กุย

“หึ” ฟ่งอวี๋กุยอุทานอย่างเย็นเยียบทีหนึ่ง ไม่ได้รับประทานอาหารต่อ เพียงแค่พาทุกคนเดินออกจากโรงเตี๊ยมมหาเทพ

เขาเดินจากไปอย่างกะทันหัน ทิ้งจูลี่ให้ยืนอึ้งอยู่กับที่

พอเขาเดินออกไปแล้วครู่หนึ่ง จูลี่จึงได้สติและรีบพุ่งออกจากประตู เขาจะไปหาพี่สาวเพื่อที่จะให้พี่สาวเป่าหูองค์ชายสาม

หลังจากที่ผู้มีอำนาจทั้งหมดจากไป บรรยากาศอันคึกคักก็ได้กลับสู่โรงเตี๊ยมมหาเทพอีกครั้ง

แต่ทว่า เรื่องราวที่ทุกคนสนทนากัน กลับถูกเปลี่ยนประเด็นมาเป็นอีกฝ่าย

“ชายหนุ่มในชุดแดงคนนั้นเป็นใครกัน กล้าปฏิเสธคำเชิญจากองค์ชายสาม ช่างกล้าเสียจริง” มีคนพูดอย่างชื่นชม

ทันใดนั้น ก็มีคนพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข้าว่าคุณชายท่านนั้นดูภูมิฐาน ทั้งสูงสง่าและงดงามโดดเด่นเป็นอย่างมาก ฐานะก็คงจะไม่ธรรมดา”

“ใช่ๆๆ! ใบหน้าของคุณชายคนนั้นช่างงดงามอย่างพลิกฟ้าพลิกปฐพี คนที่สมบูรณ์แบบมากถึงเพียงนี้จะเกิดจากตระกูลธรรมดาได้อย่างไร”

“แต่จะว่าไปแล้ว องค์ชายสามสามารถปรุงโอสถชั้นสูงได้จริงๆ หรือ”

“ชู่ว ข่าวนี้เพิ่งจะกระจายออกมาได้เพียง 3-4 วัน ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ข้าได้ข่าวว่าอีกไม่นานองค์ชายสาม ก็จะไปฝึกการปรุงโอสถที่โรงโอสถในเมืองอวี๋แล้ว”

“หากสามารถปรุงโอสถชั้นสูงได้ จะไปโรงโอสถเพื่ออะไรอีก”

“เหอะๆ อย่าพูดอะไรอีกเลย เรื่องของราชวงศ์ เราอย่าสนใจเลยดีกว่า”

คำวิพาษ์วิจารณ์ของแขกในโรงเตี๊ยมมหาเทพ มู่ชิงเกอไม่ได้ยิน ในตอนนี้นางกำลังฟังลุงโจวแนะนำองค์ชายสามแห่งแคว้นลี่อยู่

“ฟ่งอวี๋กุยอย่างนั้นหรือ ราชวงศ์ของแคว้นลี่คือ ตระกูลฟ่ง” มู่ชิงเกอพึมพำ พลันนึกถึงฟ่งเหนียงผู้ที่เปิดโรงเตี้ยมอยู่ในเมืองลั่วรื่อแห่งแคว้นฉินคนเดียวและก็เป็นคนที่ขอร้องให้นางตามหาสามี รวมทั้งเรื่องที่มั่วหยางเคยบอกว่าองค์หญิงใหญ่ของแคว้นลี่ได้หายตัวไป นางคิดทบทวนครู่หนึ่ง แล้วจึงเรียกมั่วหยางเข้ามาหา สั่งให้เขาใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองฮ่วนไปสืบเรื่องนี้

เรื่องของฟ่งเหนียงและมู่ยี่ นางยังจำได้เสมอ แต่เพียงแค่ไม่มีเบาะแสอะไรก็เท่านั้น

“มู่เกอ เราจะออกจากเมืองฮ่วนเมื่อไหร่” เว่ยกว่านกว่านถามอย่างรีบร้อน

มู่ชิงเกอจะไปเมืองอวี๋ ถ้าเช่นนั้นหลังจากที่ออกจากเมืองฮ่วน ก็ต้องไปเมืองถัว เมื่อไปถึงเมืองถัว ซึ่งเป็นถิ่นของพวกเขา ก็จะได้ต้อนรับมู่ชิงเกอให้ดีๆ

มู่ชิงเกอครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่อีกสักระยะ” ยังไม่ได้ของเหลวเย็นมาครอบครอง นางยังไม่สามารถออกจากที่นี่ได้

แต่ทว่า ในครานี้ นางไม่ได้มีความคิดที่จะเอาเงินไปแลก

หอสรรพสิ่งเอาเปรียบนาง แล้วยังจะเอาเงินจากนางอีกหรือ โลกนี้มีเรื่องดีเช่นนี้เชียว?

ในเมื่อของเหลวเย็นอยู่ที่หอสรรพสิ่งเมืองฮ่วน ถ้าเช่นนั้นนางไปเอามาเลยดีกว่า

คำตอบจากมู่ชิงเกอทำให้เว่ยกว่านกว่านผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงฝืน “เอาเถิด ถ้าเช่นนั้น เราจะรอท่าน อาชาเพลิงและรถม้าของท่าน เราก็พามาด้วยแล้ว อยู่ในที่พักของเรา ท่านกลับไปพร้อมเราเถิด”

พลิกปฐพี 106-2

ตอนที่ 106-2

ไอหยา ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!

“หึ ไม่ใช่ของข้าแล้วอย่างไร หากองค์ชายสามมีพระประสงค์จะเสวยพระกระยาหารที่นี่ พวกเจ้าก็ต้องจะไสหัวออกไปให้ไกลจากที่นี่ซะ!”

ส่วนเสียงนี้….ก็คุ้นมาก! มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว

โย่วเหอ เดินเข้าไปใกล้มู่ชิงเกอ และกระซิบข้างหูนางเบา ๆว่า “คุณชายเสียงนั้นราวกับจะเป็นเสียงของแม่นางเว่ย”

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ

ใช่ เจ้าของเสียงก่อนหน้านี้ คือเว่ยกว่านกว่าน

แต่อีกเสียงหนึ่งก็ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก และมันก็คือเสียงของคุณชายจูที่หนีออกจากเมืองอวี้จื้อนั่นเอง

มู่ชิงเกอหรี่ตาลงแล้วแอบคิดในใจว่า ดูเหมือนว่าที่ห่านฉายไฉ่พูดจะเป็นความจริง ไอ้เจ้าแซ่จูนั้นไม่ได้กลับเมืองจื้อ แต่ว่ามายังเมืองฮ่วน เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน สิ่งที่ติดด้างเอาไว้ทั้งหมดก็มาคิดบัญชีกันที่เมืองฮ่วนเสียเลย

แต่ทว่า เหตุใดพี่น้องตระกูลเว่ยจึงได้มาพบกับคุณชายจู แล้วเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้นอีกครั้ง

มั่วหยางพากำลังคนเปิดทางเพื่อแหวกคนออก

ผู้คนที่เบียดเสียดกันอย่างแออัด ถูกแบ่งเป็นสองข้าง จึงทำให้รู้สึกไม่พอใจและทันทีที่หันกลับมาและ กำลังจะด่า แต่กลับเห็นเป็นคุณชายในชุดสีแดง ใบหน้านั้นงดงามอย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความงดงามดั่งดวงจันทร์และร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ทำให้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทันที

การปรากฏตัวของนาง ทำให้ความโกรธของผู้คนที่ไม่พอใจกับการถูกผลักออกหายไปในทันทีและมองตามการเคลื่อนไหวของมู่ชิงเกอด้วยความหลงใหล

สายตาอันร้อนแรงที่ไม่ได้มีการปรุงแต่งเหล่านั้น ทำให้มั่วหยางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

ริมฝีปากอันเรียวบางและแฝงความหนักแน่น เม้มแน่น ราวกับกำลังควบคุมความโกรธ

ผู้คนค่อยๆ แยกออกจากกัน ทำให้มู่ชิงเกอสามารถเดินเข้าไปยังหน้าโรงเตี๊ยมมหาเทพได้อย่างสะดวกและสามารถเห็นสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่าง ง่ายดาย

โรงเตี๊ยมมหาเทพกว้างใหญ่มาก ด้านในมีแขกจำนวนไม่น้อยที่นั่งดูเรื่องราวที่เกิดขึ้น

และในตอนนี้ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านในประตูไม่ได้มีเพียงแค่พี่น้องตระกูลเว่ย แต่ยังมีลุงโจว ทางฝั่งของจูลี่นอกจากจะมีองครักษ์ที่แต่งตัวต่างจากคนอื่นหลายคนแล้ว ยังมีชายหนุ่มร่างสูงที่อยู่ในชุดสีแดงหม่นซึ่งปักลาย ต่างๆ ด้วยเส้นด้ายสีทอง

ใบหน้าของชายหนุ่มดูมีมิติเต็มไปด้วยไอหยาง ไม่ถือว่าหล่อเหลางดงาม แต่กลับมีกลิ่นอายอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก ทำให้ตัวเขาจัดว่าเป็นหนึ่งในชายหนุ่มหน้าตางดงาม

แต่ทว่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสูงส่งและเย่อหยิ่งโดยกำเนิด ราวกับว่าตัวเองเป็นเทพบุตรผู้สูงศักดิ์ ในส่วนลึกของดวงตาอันโหดเหี้ยมเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่ง

เขายืนอยู่ในระยะอันห่างไกล ราวกับว่าไม่อยากจะร่วมทะเลาะวิวาท

องครักษ์เหล่านั้น ต่างก็ยืนอยู่ข้างกายเขาอย่างเงียบๆ มีเพียงจูลี่ที่ใบหน้าแดงและกำลังทะเลาะอยู่กับพี่น้องตระกูลเว่ย แน่นอนว่า เรื่องที่ทะเลาะวิวาทน่าจะเป็นเพราะชายคนนั้น

“หึ ตอนอยู่ในเมืองอวี้จื้อเจ้าช่างยโสยิ่งนัก ไม่คิดว่ามาถึงเมืองฮ่วน ต่อหน้าโอรสสวรรค์เจ้าก็ยังโอหังเช่นนี้!” เว่ยฉีส่งเสียงอุทานอันเย็นเยียบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ

จูลี่พูดอย่างได้ใจว่า “นั้นเป็นความสามารถของข้า พวกเจ้ารีบไสหัวออกไปจากที่นี่ อย่ามารกสายตาขององค์ชายสาม และทำลายบรรยากาศการเสวย ของพระองค์”

เขาเอ่ยถึงองค์ชายสามอย่างไม่ขาดปาก ราวกับว่ากลัวคนรอบข้างจะไม่รู้ว่าเขามีใครคอยหนุนหลังอยู่

แต่ทว่า องค์ชายสามที่เขากำลังพูดถึงนั้น ในตอนนี้กลับยืนเงียบอยู่อีกด้านหนึ่ง

ลุงโจวที่ยืนอยู่ข้างหลังของพี่น้องตระกูลเว่ย เมื่อเห็นว่ายังคงทะเลาะกันไม่หยุด ถึงได้เดินออกมาประสานมือต่อหน้าคนๆ นั้น และพูดว่า “ตระกูลเว่ย จากเมืองถัว คารวะองค์ชายสาม”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ตระกูลเว่ยแห่งเมืองถัว’ ในที่สุดฟ่งอวี๋กุยก็มีการเคลื่อนไหว

แต่ทว่า การเคลื่อนไหวของเขา ก็เพียงแค่เคลื่อนสายตามาหยุดที่ลุงโจว

สายตาอันเย็นเยียบและเฉียบแหลม ทำให้ลุงโจวรู้สึกถึงไอเย็นที่เย็นถึงกระดูก

“พวกเจ้าเป็นคนของตระกูลเว่ยแห่งเมืองถัวหรือ” ฟ่งอวี๋กุยพูดขึ้น โทนเสียงของเขาตํ่ามากและแฝงความสูงส่งเฉพาะตัวบางอย่าง

“พะย่ะค่ะ! ทั้งสองท่านนี้เป็นบุตรชายหญิงของเจ้าเมืองเมืองถัว” ลุงโจวรีบอธิบาย จากนั้นก็หันกลับไปสะกิดเจ้านายน้อยทั้งสอง “คุณหนู คุณชาย ท่านนี้คือองค์ชายสามแห่งแคว้นลี่”

ความหมายของประโยคนี้ก็คือให้ทั้งสองรีบเข้ามาคารวะตามธรรมเนียมเสีย องค์ชายสามก็คงจะเห็นแก่ท่านพ่อของพวกเขา คงจะไม่ทำให้พวกเขาต้องลำบากใจเป็นแน่ เรื่องนี้ก็จะจบลงได้ด้วยดี

แต่ทว่า พี่น้องตระกูลเว่ยกลับไม่ใช่พวกที่จับคำพูดหรือสังเกตสีหน้าใครเก่งนัก

นิสัยอันตรงไปตรงมา ตอนนี้ก็ได้แสดงออกมาทั้งหมด

เว่ยกว่านกว่านไม่เข้าใจในสิ่งที่ลุงโจวต้องการจะสื่อ จึงได้พูดออกไปตรงๆ ว่า “องค์ชายสาม แล้วอย่างไร! เป็นองค์ชายสาม ก็สามารถไล่ใครออกไป ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ”

ใบหน้าของเว่ยฉีเองก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ และเชิดหน้าใส่

ปฏิกิริยาของเจ้านายน้อยทั้งสองทำให้ลุงโจวร้อง ‘แย่แล้ว’ ในใจ พยายามส่งสายตาและขอโทษแทนพวกเขาว่า “องค์ชายสาม คุณหนูและคุณชายของข้าน้อยไม่รู้ความ ขอองค์ชายสามอย่าได้ทรงถือโทษ”

“ลูกทั้งสองของเว่ยหลินหลางช่างน่าสนใจ” สายตาของฟ่งอวี๋กุยไม่มองลุงโจวเลยแม้เสี้ยวสายตาเดียว รอยยิ้มที่ผุดขึ้นฉายแววอันตรายเป็นอย่างมาก

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เว่ยกว่านกว่าน แล้วจ้องมองจนอีกฝ่ายขนลุก จึงรีบหลบไปอยู่ข้างหลังของพี่ชายในทันที

ท่าทางที่ถูกทำให้ตกใจนั้น ทำให้แสงประกายในสายตาของเขาชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ดวงตาทั้งคู่จ้องเว่ยกว่านกว่านเอาไว้ ราวกับที่นี่มีเพียงนางคนเดียว

“มองอะไร!” เว่ยฉียืดอกขึ้นบังสายตาของฟ่งอวี๋กุย

และทำให้สายตาของอีกฝ่ายมีไอสังหารเพิ่มเข้ามาในทันที

เรื่องราวแย่ลงเรื่อยๆ บนหน้าผากของลุงโจวมีเหงื่อแห่งความตื่นตระหนกผุดออกมา จูลี่ที่ต้องการจะหาเรื่องตั้งแต่แรก ในตอนนี้ยิ่งดูได้ใจ จนจมูกจะชี้ไปถึงฟ้าแล้ว

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” มู่ชิงเกอที่ดูสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ปรากฏตัว

ทันทีที่นางปรากฏตัว ก็ได้ดึงดูดความสนใจจากสายตาของทุกคน รวมทั้งแขกและฟ่งอวี๋กุย

ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบเป็นที่สุดนั้นงดงามน่าเย้ายวน ทำให้ส่วนลึกในสายตาของฟ่งอวี๋กุยเกิดความตื่นตะลึงในสายตาฉายแววอยากจะแข่งขันจางๆ

“มู่เกอ! ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว!” เว่ยกว่านกว่าน ที่ในตอนแรกหลบอยู่ข้างหลังของพี่ชาย ทันทีที่ได้ยินเสียงของมู่ชิงเกอก็รีบกระโดดออกมาและพุ่งเข้าหานางอย่างตื่นเต้น

ภาพที่ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน ทำให้ฟ่งอวี๋กุยหรี่ตาลงและมีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาจากสายตา

‘หากสามารถครอบครองทั้งสองเอาไว้ในอ้อมอก ได้คงจะเป็นเรี่องที่น่าอิจฉายิ่งนัก!’ความคิดนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นฟ่งอวี๋กุยก็ได้ยินเสียงที่หวาดกลัวของจูลี่

“เจ้า! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่าชายหนุ่มผู้งดงามที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นดั่งสัตว์ร้ายและปีศาจอันโหดเหี้ยม

ฟ่งอวี๋กุยขมวดคิ้ว

มู่ชิงเกอก้าวเข้าไปหาเขาหลายก้าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันที่โหดเหี้ยมไร้ที่เปรียบ “ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรอย่างนั้นหรือ ว่าแต่คุณชายจูเถิด เพิ่งจะจากกันที่เมืองอวี้จื้อ ไม่คิดว่าจะมาพบกันที่เมืองฮ่วนในเวลาอันรวดเร็วปานนี้”

“เจ้า เจ้าอย่าเข้ามานะ!” จูลี่กล่าวเตือนด้วยใบหน้าที่แฝงความขาวซีดพร้อมถอยกลับไปยังบริเวณที่ฟ่งอวี๋กุยยืนอยู่

สิ่งที่เขากลัวไม่ใช่มู่ชิงเกอ แต่เพราะว่าวิธีการสังหารเนี่ยซงของหานฉายไฉ่ในวันนั้นทำให้เขาตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก พอมาเจอกับมู่ชิงเกอก็คิดถึง สภาพที่เนี่ยซงสลายกลายเป็นเศษเนื้อต่อหน้าต่อตาขึ้นมา

การที่เขามายังเมืองฮ่วน แน่นอนว่าต้องการจะมาแก้แค้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาอยากจะพบกับมู่ชิงเกอในตอนนี้

เมื่อสัมผัสได้ถึงความกลัวในใจของเขา ยิ้มของมู่ชิงเกอก็ชัดเจนกว่าเดิม “เจ้ากลัวอะไร ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเนี่ยซงเสียหน่อย”

แสงแสงหนึ่งเกิดขึ้นในสมองของจูลี่ เขาชี้หน้ามู่ชิงเกอและพูดว่า “เจ้าเจ้าเจ้า….เจ้าเป็นพวกเดียวกับไอ้คนแซ่หาน!”

หากไม่ใช่พวกเดียวกัน ไอ้คนแซ่หานที่โหดเหี้ยมมากถึงเพียงนั้นจะปล่อยเจ้านี่หนีออกมาได้อย่างไร

พลิกปฐพี 106-1

ตอนที่ 106-1

ไอหยา ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!

ไอสังหารอันหนาแน่น ทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นลงหลายองศาในทันที

ไอสังหาร พัดพาผมยาวที่อยู่บริเวณใบหูของมู่ชิงเกอขึ้นมา ราวกับว่า เพียงอีกแค่นิ้วเดียวมันก็จะบาดคอของนาง

แต่ทว่า มู่ชิงเกอกลับไม่ได้โกรธ แต่กลับยิ้มอย่างขบขันให้กับหานฉายไฉ่

ทันใดนั้น ไอสังหารก็ได้จางหายไป

ริมฝีปากสีแดงก่ำอันน่าเย้ายวนของหานฉายไฉ่กระตุกขึ้น พลันหันไปรินนํ้าชาให้กับตนเอง ท่าทางอันเกียจคร้านนั้น ราวกับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อครู่ที่ผ่านมานี้ไม่ใช่ตัวเขา

“สำหรับเบาะแสของพญาเพลิง ข้ามีจริงๆ แต่ ตอนนี้ยังไม่มั่นใจในตำแหน่ง เจ้าวางใจเถิด รอให้มั่นใจแล้ว แน่นอนว่าข้าจะบอกเจ้า” อยู่ๆ หานฉายไฉ่ก็พูดขึ้นมา

มู่ชิงเกอหรี่ตาทั้งสองข้างลง จ้องเขาครู่หนึ่งแล้ว จึงพูดอย่างเย็นชาว่า “อย่าผิดคำพูด” พอพูดจบนางก็หันหลังกลับไปอย่างไม่แยแส

หลังจากที่นางหายไปจากร้านนํ้าชา หานฉายไฉ่จึงวางถ้วยนํ้าชาในมือลง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น บ่นพึมพำและคิดพินิจว่า “มู่ชิงเกอ เจ้ามีความเป็นมายังไงกันแน่ ตระกูลมู่ไม่มีทางจะมีสายโลหิตพิเศษอะไรเป็นแน่ แต่เจ้ากลับมี ถ้าเช่นนั้นก็มีเพียงความเป็นไปได้เดียว”

ในดวงตาเรียวและงดงามนั้นแฝงความเย็นเยียบ หานฉายไฉ่ตะโกนกับคนที่อยู่ข้างนอกว่า “เข้ามา”

ทันใดนั้น ลูกน้องทั้งสี่ของหานฉายไฉ่ก็ได้ปรากฏตัวตรงหน้าเขา

“ไปสืบเบื้องหลังของฮูหยินจวนตระกูลมู่แห่งแคว้นฉินมาให้ละเอียด” สายตาของหานฉายไฉ่ค่อยๆ หรี่ลง ในร่องตาสาดฉายแสงประกายอันคลุมเครือ

ออกจากร้านชา มู่ชิงเกอพลันถอนหายใจ แล้วจึงไปรวมตัวกับพวกมั่วหยางและออกเดินทางพุ่งไปยังที่ที่นัดกับลุงโจวแห่งตระกูลเว่ย ระหว่างทางนางได้เสียเวลาไปมากถึงเพียงนั้น คิดว่าพี่น้องตระกูลเว่ยคงจะถึงเมืองฮ่วนตั้งนานแล้ว

ระหว่างทาง มู่ชิงเกอดูเงียบๆ

โย่วเหอและฮวาเยวี่ยดูออกว่าอารมณ์ของนางไม่ได้ดีมากนัก จึงไม่กล้าไปรบกวนนาง

ความจริงแล้ว มู่ชิงเกอกำลังคุยกับเหมิงเหมิง

การที่รู้ว่าในร่างกายของหานฉายไฉ่มีสายโลหิต แน่นอนว่าทำให้นางแปลกใจเป็นอย่างมาก

หอสรรพสิ่งมีที่มาที่ไม่ชัดเจนมากนัก ราวกับว่าได้มาปรากฏอยู่ภายในหลินชวนอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย ในเวลาสั้นๆ เพียง 100ปี การค้าของหอสรรพสิ่งก็ได้ครอบคลุมทั้งหลินชวน

ในเวลา 100 ปีมานี้ ยอดฝีมือได้เกิดขึ้นมากมาย

แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบไปยังหอสรรพสิ่งเลยแม้แต่น้อย มิหนำซํ้ายังยิ่งใหญ่มากขึ้น ซึ่งก็เป็นการบ่งบอกว่าเบื้องหลังนั้นมีอำนาจมากเพียงใด

วันนี้ นางกลับรับรู้ว่าเจ้านายแห่งหอสรรพสิ่งมีสายโลหิตพิเศษนางจึงคิดว่าหานฉายไฉ่เป็นคนนอก หอสรรพสิ่งก็เป็นการแทรกซึมของผู้มีอำนาจจากภายนอก

‘เหมิงเหมิง เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าในหลินชวนไม่มีสายโลหิตที่เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่แน่นอน’ มู่ชิงเกอถาม เหมิงเหมิงในใจ

เสียงอันอ่อนนุ่มของเหมิงเหมิงดังขึ้น ‘ข้าสาบาน! ว่าไม่มีแน่นอน!’

‘เพราะอะไร’ มู่ชิงเกอแปลกใจเป็นอย่างมาก

เหมิงเหมิงตอบว่า ‘เพราะพื้นที่มีจำกัด ตระกูลที่มีสายโลหิต ในอดีตนับว่าเป็นตระกูลที่สูงส่ง พวกเขาไม่มีทางที่จะอยู่ในหลินชวนอันล้าหลังแห่งนี้เป็นแน่’

ความเหยียดหยันที่แฝงอยู่ในคำพูดของเหมิงเหมิง ทำให้มู่ชิงเกอขมวดคิ้วเบาๆ

‘อีกประการหนึ่ง ตระกูลที่มีสายโลหิตนั้นมีอยู่น้อยมาตั้งแต่แรก ฐานะสูงส่งมากถึงเพียงนี้ จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร’ เหมิงเหมิงพูดเสริม

คิ้วที่ขมวดอยู่มู่ชิงเกอค่อยๆ ผ่อนคลายลง บางที นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี

หากยอดฝีมือภายนอกที่เก่งกาจมากกว่าผู้คนในหลินชวนเข้าสู่หลินชวนได้อย่างง่ายดาย ถ้าเช่นนั้น หลินชวนก็จะสูญเสียความสงบสุขเป็นแน่

‘เจ้าเคยบอกว่า ในร่างกายของข้ามีสายเลือดปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธ ถือเป็นสัญญาณของการที่จะได้กลายเป็นปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธ ถ้า เช่นนั้นก็หมายความว่า ปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธในใต้หล้านี้มาจากตระกูลเดียวกันอย่างนั้นหรือ ข้าจำได้ว่า ในหลินชวนก็มีหอหลอมอาวุธ ที่นั้นมีปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธมากมาย’ มู่ชิงเกอตั้งคำถามอีกครั้ง

‘ไม่ใช่อย่างนี้นะเจ้านาย!’ มืออ้วนๆ ของเหมิงเหมิงประสานกันเอาไว้ข้างหลัง พลางพยักหน้า ‘สายโลหิตในร่างกายของเจ้านายยังไม่ได้รับการกระตุ้น แต่ก็สามารถสร้างอาวุธได้มิใช่หรือ ปรมาจารย์แห่งการหลอมอาวุธในหออาวุธก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้มีสายโลหิต แต่สามารถสร้างอาวุธได้ด้วยตำราโบราณ แต่ เพราะไม่มีสายโลหิตคอยสนับสนุน อาวุธที่เก่งกาจที่สุดที่พวกเขาสามารถสร้างได้ก็มีเพียงอาวุธในระดับที่เป็นสมบัติ อาวุธแห่งการสงครามและอาวุธวิญญาณ อาวุธในระดับสมบัติถือเป็นระดับที่สูงที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว แต่สำหรับคนที่มีสายโลหิต กลับสามารถพัฒนาอาวุธระดับเทพ อาวุธระดับปราชญ์และอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในตำนานได้’

มู่ชิงเกอเงียบและอุทานในใจว่า ดูเหมือนว่าสายโลหิตที่ว่านี้ จะเป็นการเนรมิตของสวรรค์!

ผู้ที่มีสายโลหิต แตกต่างจากคนธรรมดาตั้งแต่เกิด ก็ไม่แปลกที่จะมีฐานะอันสูงส่ง ช่างเป็นการแบ่งคนประเภทต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน

‘ถ้าเช่นนั้น สายโลหิตในร่างกายของหานฉายไฉ่ เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน’ มู่ชิงเกอยังคงถาม

เหมิงเหมิงพูดว่า ‘แท้จริงแล้ว สายโลหิตนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ต่างก็อยู่ในฐานะปรมาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือ พลังของสายโลหิตนั้นมีมาก ผู้ที่ สามารถฝึกจนถึงขั้นสูงสุดจะสามารถเรียกลม เรียกฝน ควบคุมไฟและทำให้เกิดสายฟ้าได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพราะวิวัฒนาการของมนุษย์จึงกลายเป็นบทบาทที่ไม่ได้สำคัญมากนักและมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ เช่น ผู้ที่มีสายโลหิตแห่งเปลวเพลิง สามารถปรุงยาหรือสร้างอาวุธได้ ผู้ที่มีสายโลหิตแห่งสายนํ้า สามารถฝึกทักษะการรักษาได้’

มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว

ราวกับสัมผัสได้ถึงความฉงนใจภายในใจของมู่ชิงเกอ เหมิงเหมิงรีบอธิบายว่า “ผู้ที่มีสายโลหิตแห่งเปลวเพลิง มีความสามารถในการควบคุมไฟ หากสายโลหิตได้รับการกระตุ้นจนตื่นขึ้น ความใกล้ชิดระหว่างพวกเขาและเปลวเพลิงก็จะเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการสร้างอาวุธและการหลอมโอสถเองก็ต้องมีความสามารถในการควบคุมไฟได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นจุดเด่นของพวกเขา แต่สำหรับคนธรรมดาแล้ว ถือเป็นความสามารถระดับพลิกฟ้า ส่วนผู้ที่มีสายโลหิตแห่งสายนํ้า เพราะสายนํ้าคือพลังชีวิต เพราะฉะนั้นหากพวกเขาเรียนทักษะการรักษา เมื่อเทียบกับคนธรรมดาก็ถือว่าชนะมาแล้วครึ่งทาง”

การอธิบายนี้ทำให้มู่ชิงเกอกระจ่างแจ้งแล้ว

ความจริงแล้ว คือการใช้สายโลหิตพิเศษเหล่านี้ในการสร้างอาชีพ บางทีอาจจะเป็นเพราะสายโลหิต จึงทำให้คนเหล่านี้มีความสามารถอันพลิกฟ้า

‘สายโลหิตในร่างกายของหานฉายไฉ่ได้ถูกกระตุ้นจนตื่นขึ้นแล้วหรือ’ มู่ชิงเกอนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้อย่างกะทันหัน

เหมิงเหมิงพยักหน้า ‘ใช่ สายโลหิตในตัวของคนผู้นั้นได้รับการกระตุ้นแล้ว เพียงแต่ว่ามันจางมากๆ’

‘ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แล้วเขาต้องการพญาเพลิงไป เพื่ออะไรอีก’ มู่ชิงเกอพึมพำ

หลังจากที่เหมิงเหมิงได้ยิน ก็รีบให้คำตอบว่า ‘บางที เขาอาจจะต้องการพญาเพลิงในการทำให้สายโลหิตของเขาเติบโตและเพิ่มพลังให้กับสายโลหิต สายโลหิตของเขาคือสายโลหิตแห่งเปลวเพลิง ไม่แน่จะสามารถเก็บพญาเพลิงระดับเทพไว้ภายในร่างกายของตนเองได้’

‘หมายความว่าอย่างไร?!’ มู่ชิงเกอหรี่ตาลง

‘สายโลหิตแห่งเปลวเพลิงมีความสามารถอันเหนือฟ้า คือการสะสมสารประเภทไฟ ความจริงแล้วตระกูลที่มีสายโลหิตแห่งเปลวเพลิง ต่างก็มีวิธีการ กระตุ้นสายโลหิตของตนเอง มีการกระตุ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้สามารถรู้ได้ถึงความสามารถอันพลิกฟ้าของเด็กที่อยู่ในตระกูลที่มีสายโลหิตแห่งเปลวเพลิงและการฝึกฝนหลังจากที่โตขึ้นมา การใช้พญาเพลิงในการกระตุ้นสายโลหิตนั้นถือเป็นการเสี่ยงและการพนัน หากล้มเหลว สายโลหิตจะถูกทำลายลง สายโลหิตทั้งร่างกายอาจจะถูกจำกัด จนไม่สามารถฝึกพลังเวทได้อีก เป็นดั่งร่างอันไร้ค่า หนูเหมิงคิดว่า พี่ชายที่คล้ายดั่งพญาดอกไม้คนนั้นอยากจะใช้พญาเพลิงในการเพิ่มพลังในสายโลหิตของตนเอง เพื่อเป็นการเพิ่มพลังให้กับตนเอง ไม่แน่ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก เพราะสายโลหิตที่จางมาก ทำให้ถูกขับไล่ออกจากวงศ์ตระกูลและถูกทำร้ายมามาก จึงอยากจะเก่งกาจขึ้นเพื่อเป็นการตบหน้าตระกูลตัวเองแรงๆทีหนึ่ง!หึๆ-’

ความคิดเห็นที่เหมิงเหมิงเสริมเข้ามามู่ชิงเกอไม่ได้ตั้งใจฟัง นางกำลังคิดทบทวนในอีกคำพูดหนึ่งของเหมิงเหมิง

‘หากไม่ใช่สายโลหิตแห่งเปลวเพลิงก็จะไม่สามารถเก็บพญาเพลิงไว้ในร่างกายได้หรือ’ ม่ชิงเกอถาม

พญาเพลิง ของอันลํ้าค่าเช่นนี้ ไม่สามารถเก็บไว้ ใช้ได้ทำให้นางรู้สึกปวดใจ! และคิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก!

‘โดยปกติแล้วเป็นไปไม่ได้ไม่ว่าอย่างไรหนูเหมิงก็ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินมาก่อน’ เหมิงเหมิงพูด

ในส่วนลึกของสายตาของมู่ชิงเกอแฝงความผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้ดื้อดึงอะไร

สิ่งที่นางมีถือ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างอิจฉาเป็นอย่างมาก ก็คงไม่ดีหากยังอยากมีอยากได้ในทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์อีก

เมื่อมู่ชิงเกอและเหมิงเหมิงจบบทสนทนาลง พวกเขาก็ได้มาหยุดอยู่ที่นัดหมายแล้ว

มู่ชิงเกอไม่คุ้นชินกับเมืองฮ่วน เพราะฉะนั้นที่ ห่งนี้ ลุงโจวจึงเป็นคนเลือก

เพื่อให้มู่ชิงเกอสามารถตามหาพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ลุงโจวจึงเลือกโรงเตี้ยมที่มีชื่อเสียงร้านหนึ่ง ชื่อว่า ‘โรงเตี้ยมมหาเทพ’ ได้ข่าวว่า เป็นที่ที่มีชื่อเสียงของเมืองฮ่วน ซึ่งหาง่ายมาก แม้แต่เด็ก 3 ขวบก็สามารถหาเจอได้อย่างง่ายดาย

แต่ทว่า มู่ชิงเกอยังไม่ทันจะเข้าสู่โรงเตี๊ยมมหาเทพ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทดังออกจากภายในโรงเตี๊ยม

นอกโรงเตี๊ยม ในตอนนี้ได้เต็มไปด้วยผู้คน

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงไร้ซึ่งเหตุผลเช่นนี้ที่นี่ไม่ใช่ของเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาไล่เรา?!”

มู่ชิงเกอพลันขมวดคิ้ว เสียงนี่คุ้นหูเป็นอย่างมาก

พลิกปฐพี 105-5

ตอนที่ 105-5

สายเลือดแห่งเปลวเพลิง

ไม่นาน เมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หานฉายไฉ่จึงพูดว่า “ช่างเถิด หากน้องมู่รีบมากเพียงนี้ ถ้าเช่นนั้น เราไปหาสถานที่ที่เหมาะสม แล้วข้าจะบอกทุกอย่างที่น้องมู่อยากรู้”

มู่ชิงเกอหลีกทางให้อย่างเงียบๆ เพื่อแสดงการโต้ตอบของตนเอง

ดูเหมือนว่า หานฉายไฉ่จะคุ้นเคยกับเมืองฮ่วนเป็นอย่างดี ไม่นานก็เจอร้านชาที่บรรยากาศเงียบสงบ เขาจองร้านเอาไว้คนเดียวเป็นเวลา 1 วันอย่างใจกว้าง พร้อมไล่แขกคนอื่นๆ ออกไป

ไม่นาน ภายในร้านน้ำชาที่ถูกทำความสะอาดจนใหม่เอี่ยม ก็เหลือเพียงมู่ชิงเกอและหานฉายไฉ่

ในเรือนที่ทั้งสองนั่งอยู่ นอกหน้าต่างเป็นทิวทัศน์แม่นํ้าและภูเขาอันสวยงามน่าดึงดูด นั่งพิงอยู่ตรงหน้าต่าง ดวงตาเรียวยาวและงดงามของหานฉายไฉ่จ้องมายังมู่ชิงเกอ ราวกับอยากจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวนาง

สายตาที่ไม่หลบซ่อนเช่นนี้ทำให้มู่ชิงเกอรู้สึกอึดอัด พลันขมวดคิ้ว

ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขายังคงไม่ละสายตาและจ้องมากขึ้นกว่าเดิม มู่ชิงเกอจึงพูดอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าจ้องอะไร”

“ข้าอยากจะรู้เหตุผลหลักที่น้องมู่ต้องการพญาเพลิง” หานฉายไฉ่พูดอย่างตรงไปตรงมา

แต่ทว่า คำพูดนี้กลับทำให้มู่ชิงเกอหรี่ตาลง พร้อมสีหน้าอันเคร่งขรึม

นางเงียบและอยากจะรู้ว่า ชายผู้นี้อยากจะรู้อะไรกันแน่

และหานฉายไฉ่เองก็ไม่ได้ทำให้นางผิดหวัง หลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง ก็พูดขึ้นอย่างช้าๆว่า “โดยทั่วไป แล้วพญาเพลิงมิได้มีประโยชน์ต่อมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ไม่สามารถเก็บหรอสะสมพญาเพลิงได้ แต่หากจะเป็นกรณีพิเศษ…”

สายตาของหานฉายไฉ่หยุดลงบนใบหน้าของมู่ชิงเกออีกครั้ง ในครานี้สายตาของเขาจับจ้องมากกว่าเดิม

เมื่อถูกสายตาของเขาจับจ้องจนรู้สึกตกใจ มู่ชิงเกอค่อยๆ หรี่ตาทั้งสองข้างลง

“หากว่าในร่างกายของเขามีการสืบสายโลหิตพิเศษ ถ้าเช่นนั้นในขณะที่จะทำให้สายโลหิตตื่นขึ้น การใช้พญาเพลิงในการกระตุ้นถือเป็นวิธีการขั้นพื้นฐานวิธีหนึ่ง” เสียงโทนตํ่าที่แฝงความเกียจคร้านของหานฉายไฉ่ ดังก้องอยู่ในห้อง คำพูดที่พูดออกมาทำให้สายตาอันเย็นเยียบของมู่ชิงเกอแฝงไอสังหาร

เรื่องสายโลหิตแห่งปรมาจารย์การหลอมอาวุธ เป็นความลับของนาง

เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับความเป็นมาของท่านแม่ของนาง นางไม่เคยบอกใครเลยแม้แต่คำเดียว

ในตอนนี้ กลับถูกคนที่รู้จักพญาเพลิงดีที่สุด จับได้เช่นนี้

จากเรื่องนี้ สามารถรู้ได้ว่า หานฉายไฉ่ถือเป็นคนที่รู้จักพญาเพลิงอย่างกระจ่างมากที่สุด!

แต่ทว่า เดาออกแล้ว นางก็ต้องยอมรับอย่างนั้นหรือ

มู่ชิงเกอยังคงเงียบ

และหานฉายไฉ่ราวกับจะเดาออกว่านางต้องเงียบ จึงได้พูดต่อยังไม่ใส่ใจ่ว่า “ในครานี้ข้าเพียงผ่านหอสรรพสิ่งเมืองจื้อมาเพราะความบังเอิญ และไม่คิดว่าในขณะที่หยุดพักผ่อน จะได้ยินข่าวว่ามีคนต้องการเบาะแสเกี่ยวกับพญาเพลิง ข้ารู้สึกแปลกใจตั้งแต่ตอนนั้น คนปกติเหตุไฉนจึงต้องการเบาะแสของพญาเพลิง จึงจงใจให้ชูเซิงพูดไปว่าหากต้องการเบาะแสของพญาเพลิง จะต้องไปส่งข้าที่เมืองฮ่วน เพื่อที่จะสืบว่าเป้าหมายที่คนผู้นั้นต้องการพญาเพลิงเพราะอะไร และหลังจากนั้น จากการที่เจ้าขอข้อมูลเกี่ยวกับของเหลวเย็นจากตานเฉินจื่อ ก็ยิ่งทำให้ข้ามั่นใจว่า เจ้าต้องการพญาเพลิงเพื่อกระตุ้นสายโลหิตในร่างกาย ดูเหมือนว่าข้าได้คาดเดาทุกอย่างได้อย่างแม่นยำแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ข้าไม่อาจจะรู้ได้คือ ในร่างกายของเจ้ามีสายโลหิตอะไรกัน”

คำพูดของหานฉายไฉ่ทำให้จิตใต้สำนึกของมู่ซิงเกอรู้สึกตื่นตระหนก

ความจริงแล้ว ตั้งแต่นางก้าวเข้าหอสรรพสิ่ง ก็ได้ตกอยู่ในสายตาของชายผู้นี้และถูกจับตาดูอยู่ตลอดเวลา

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงรู้จักพญาเพลิงดีเพียงนี้หรือ ว่าในร่างกายของเจ้าเองก็มีสายโลหิตอย่างที่เจ้าได้กล่าวมาอย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอย้อนถามอย่างเย็นเยียบ

แต่ทว่า หานฉายไฉ่กลับไม่ตอบและย้อนถามว่า “การที่เจ้ามีโอสถนั้น แสดงว่าเจ้ามีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาระดับสูง เจ้าสืบสายโลหิตอาจารย์ปรุงยา อาจารย์หลอมอาวุธ อาจารยทะลวงสวรรค์หรืออาจารย์ นํ้า ไฟ สายฟ้า ลม ดิน ไม้ ทองเล่า”

คำพูดของเขาสร้างความกดดันเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นการบอกอะไรหลายๆ อย่างแก่มู่ชิงเกอ

ก่อนหน้านี้นางรู้จากเหมิงเหมิงเพียงแต่สายโลหิตปรมาจารย์หลอมอาวุธในร่างของตนเองเท่านั้น นอกจากสายโลหิตแห่งปรมาจารย์การหลอมอาวุธแล้ว ยังมีประเภทสายโลหิตปรมาจารย์มากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

‘เหมิงเหมิง อาจารย์ทะลวงสวรรค์คืออะไร และอะไรคืออาจารย์น้ำ ไฟ ลม สายฟ้า ดินไม้ ทอง’ มู่ชิงเกอถามในใจ

‘โห! เจ้านายรู้มากเพียงนี้เชียวหรือ’ เหมิงเหมิงรีบตอบอย่างรวดเร็ว

‘อย่ามาพูดจาไร้สาระ!’ มู่ชิงเกอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีมากนัก

‘แงๆๆ เจ้านายใจร้าย! เหมิงเหมิงบ่นคำหนึ่ง แต่ก็ยังคงตอบคำถามของมู่ชิงเกอแต่โดยดี ‘อาจารย์ทะลวงสวรรค์คือพวกที่มีความสามารถในการฟังเสียงของสรรพสัตว์รู้เรื่อง สามารถโน้มน้าวสัตว์วิญญาณ สัตว์อสูรเทวะ และสัตว์มหาเทพให้เชื่องได้ สายโลหิตนี้ความใกล้ชิดกับสรรพสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์ฝึกสัตว์จะสามารถเทียบได้ สำหรับปรมาจารย์แห่งน้ำ ไฟ ลม สายฟ้า ดิน ไม้ ทองจริงๆ แล้วก็คือในสายเลือดของพวกเขา จะมีพลังของธาตุนั้นๆ ไหลเวียนอยู่ ก็เหมือนกับพลังสายฟ้าของเจ้านาย ถือได้ว่าเป็นสายโลหิตสายฟ้า เพียงแต่ว่า เจ้านายสามารถสะสมพลังสายฟ้าเอาไว้ได้ แต่พวกเขาทำได้เพียงรวบรวมในขณะที่ต้องการ’

บทเรียนทั้งหมดนี้ทำให้มู่ชิงเกอตื่นตระหนก อย่างเป็นที่สุด

เพราะว่า สิ่งที่นางสัมผัสได้เมื่อครู่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในหลินชวน เช่นนั้นก็หมายความว่ามันอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งและในโลกใบนั้นก็เป็นอย่างที่ซือมั่วเคยกล่าวเอา ไว้ว่ามันทั้งกว้างใหญ่และเก่งกาจกว่ามาก!

รวมทั้ง สิ่งที่นางคาดเดาเอาไว้ได้รับการยืนยันบางอย่างแล้ว นั่นก็คือท่านแม่ของนางไม่ใช่คนในหลินชวน!

‘เจ้าดูซิ ว่าในร่างกายของคนที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็นผู้สืบสายโลหิตพิเศษอะไรหรือไม่’ มู่ชิงเกอใช่พลังจิตในการพูดกับเหมิงเหมิง

เหมิงเหมิงสามารถมองเห็นหานฉายไฉ่ได้โดย ผ่านสายตาของมู่ชิงเกอ

แต่หานฉายไฉ่กลับไม่สามารถเห็นเหมิงเหมิงได้

อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดซือมั่วเองก็คงจะทำไม่ได้ เพราะกลิ่นอายของเหมิงเหมbงมั่นคล้ายกับมู่ชิงเกอ ราวกับเป็นร่างที่แยกออกมาจากตัวนาง

‘ฮู้ว เจ้านาย ร่างกายของเขาราวกับจะมีกลิ่นอายจางๆ ของผู้สืบสายโลหิตแห่งไฟ แต่ว่ากลิ่นนั้นเจือจางและบางเบามาก ไม่สามารถจะเทียบได้กับเจ้านาย’ เหมิงเหมิงให้คำตอบมู่ชิงเกออย่างรวดเร็ว

นํ้าเสียงนั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยัน

มู่ชิงเกอได้รับคำตอบ แต่หันไปมองหานฉายไฉ่ด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฉงนใจ

ไอ้จอมหลงตัวเองคนนี้ก็เป็นผู้มีพลังสายโลหิตอย่างนั้นหรือ

อยู่ๆ นางก็หัวเราะ และเป็นการหัวเราะที่ขบขันเป็นอย่างมาก ไม่ได้ตอบคำถามของหานฉายไฉ่แต่เพียงพูดว่า “แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดจึงได้รู้จักพญาเพลิงดีมากขึ้นเพียงนี้หรือว่า เจ้าเองก็ต้องการใช้พญาเพลิงในการกระตุ้นสายโลหิตแห่งเปลวไฟในร่างกายของเจ้า”

ทันทีที่สิ้นเสียงของมู่ชิงเกอ ดวงตาเรียวยาวของหานฉายไฉ่ก็หรี่ลงและเกิดไอสังหารขึ้นทั่วร่างกายในทันที

พลิกปฐพี 105-4

ตอนที่ 105-4

สายเลือดแห่งเปลวเพลิง

ชูเซิงรีบเข้าไปรับอย่างตื่นตระหนกและอ่านเนื้อความในกระดาษแผ่นนั้น

ทันใดนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป เขามองตานเฉินจื่อด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนจะร้องไห้ “เจ้านายทำตามใจตนเองเช่นนี้จะดีหรือ”

“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ หืม ~!” น้ำเสียงของตานเฉินจื่อเต็มไปด้วยความกลุ้มกังวลใจ พลันเงยหน้าขึ้น

เขาเองก็ไม่เข้าใจ เจ้านายจำเป็นต้องทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองจื้อคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของหอสสรรพสิ่งอย่างนั้นหรือ แม้ว่าความเย่อหยิ่งของเขา จะทำให้เขาขี้เกียจอธิบาย แต่อย่างน้อยก็ควรจะใช้สติปัญหาอันเฉียบแหลมของตนเองในการจัดการมิใช่หรือ

‘เจ้าจัดการเอง’ อย่างนั้นหรือ หมายความว่าอย่างไร

หลังจากที่เห็นคำพูดสุดท้ายใบกระดาษแผ่นนั้น ตานเฉินจื่อก็มีความคิดที่อยากจะหนีออกไปให้พ้น

ในตอนนี้หอสรรพสิ่งกลายเป็นศัตรูกับผู้มีอำนาจทั่วทั้งเมืองจื้อ เขาจะจัดการอย่างไรได้ โยนภาระทั้งหมดให้แก่เขา ตนเองกลับหนีไปอย่างสง่างาม มีเจ้านายเช่นนี้ด้วยหรือ

ชูเซิงวางกระดาษลง มองตานเฉินจื่ออย่างทุกข์ใจ “ท่านผู้เฒ่าตาน หากความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเมืองจื้อยังไม่ดีขึ้น รายได้ก็จะลดน้อยลง เมื่อถึงเวลา ต้องส่งรายได้ เราจะอธิบายกับสำนักงานกลางอย่างไร”

ตานเฉินจื่อพูดอย่างหมดกำลังใจว่า “เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร !”

ในครานี้ หอสรรพสิ่งถือเป็นการยกก้อนหินขึ้นแล้วโยนลงเท้าของตนเอง! ไม่เพียงแค่ไม่ได้รับประโยชน์อันใด แต่ทว่ากลับสร้างปัญหาให้กับตนเอง

‘สหายน้อยมู่เอ๋ยสหายน้อยมู่ ข้าช่างชื่นชมในตัวเจ้าเสียจริง! ’ ตานเฉินจื่อถอนหายใจให้กับตัวปัญหาตัวจริง

แต่เขาก็รู้ดีว่า เรื่องนี้จะโทษมู่ชิงเกอคนเดียวก็ไม่ได้

เรื่องราวทั้งหมดที่เจ้านายของพวกเขาได้วางแผนเอาไว้ กลับถูกมู่ชิงเกอคลี่คลายอย่างง่ายดายจนตนเองก็เดือดร้อน เขาโทษเจ้านายของตนเองที่เลือดเย็นมากเกินไป ทิ้งปัญหาเอาไว้ให้เขาจัดการ กลัวว่าเขาจะอายุยืนเกินไปหรืออย่างไร

ในขณะที่หอสรรพสิ่งกำลังแย่ มู่ชิงเกอก็ได้อยู่ระหว่างทางไปเมืองฮ่วนแล้ว

นางต้องไปส่งหานฉายไฉ่ที่เมืองฮ่วนแล้วก็ไปรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพญาเพลิงที่นั่น

ก่อนหน้านี้นางเคยคิดที่จะปฏิเสธเพราะ นางไม่เชื่อว่าด้วยความสามารถของหานฉายไฉ่ จะต้องการคนคอยปกป้องระหว่างทางไปเมืองฮ่วน หากไม่ใช่เพราะต้องการรักษาความปลอดภัย แล้วต้องการอะไร

แต่ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะปฏิเสธ หานฉายไฉ่ราวกับอ่านใจนางออก แล้วจึงพูดว่า “สำหรับพญาเพลิง ข้าว่าใต้หล้านี้คงไม่มีใครที่จะรู้ดีไปกว่าข้าแล้ว และในมือของข้ามีข้อมูลของเบาะแสของพญาเพลิง ประเภทหนึ่ง”

คำพูดนี้ทำให้ความคิดที่จะปฏิเสธของมู่ชิงเกอหายวับไปทันใด

บางทีอาจจะเพราะว่าคำพูดในตอนแรกของหานฉายไฉ่อาจจะเกินจริงไปหน่อย มู่ชิงเกอเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าซือมั่วผู้ที่มีอายุอยู่ใต้หล้านี้นับพันปี และถือเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในหลินชวนจะต้องรู้จักพญาเพลิงดีกว่าหานฉายไฉ่

แต่ว่า ใครใช้ให้น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ใด้เล่า

คุณตัวประหลาดผีเข้าผีออก ในตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนใดของโลก และไม่รู้ว่าจะปรากฏตัวอีกครั้งเมื่อไหร่ ส่วนนางเองก็ไม่อาจรออยู่เฉยๆ ต่อไปได้

และสิ่งที่ทำให้มู่ชิงเกอเปลี่ยนใจ คือคำพูดประโยคหลังของหานฉายไฉ่

นางต้องการพญาเพลิง!

และอีกประการหนึ่ง คือเบาะแสของพญาเพลิงชนิดหนึ่งจากทั้งสองประเภทที่นางต้องการ

แต่ว่า ในขณะที่นางถามหานฉายไฉ่ว่ามีพญาเพลิงประเภทใด เขากลับเก็บเป็นความลับไม่ยอมเปิด ปาก

และคำสุดท้ายที่พูดคือ ให้มู่ชิงเกอทำตามสัญญาก่อน หลังจากที่ส่งเขาจนถึงเมืองฮ่วน เขาจะบอกความจริงทั้งหมดกับนางเอง

เพราะฉะนั้น สุดท้ายมู่ชิงเกอจึงพากำลังคน และม้าของหานฉายไฉ่มาร่วมเดินทาง

พวกเขาแทบจะไม่ได้ค้างในเมืองอวี้จื้อเลยแม้แต่คืนเดียว หลังจากที่พวกเขาออกเดินทางอย่างเร่งรีบ พี่น้องตระกูลเว่ยที่อยากจะพบกับนางที่เมืองอวี้จื้อก็เสียแผนไป

เมื่อไม่อาจจะทำอะไรได้ทำได้เพียงเดินทางไปหามู่ชิงเกอที่เมืองฮ่วน

เมืองอวี้จื้อคือระยะทาง 1 ใน 2 จากเมืองจื้อไปเมืองฮ่วน โดยใช้เวลาไปประมาณ 7 วัน และทั้ง 7 วันนี้ ทุกคนต่างเร่งเดินทางแต่ระหว่างทางจากเมืองอวี้จื้อไป ยังเมืองฮ่วนนั้นทุกคนต่างเดินทางช้าลงมาก

เหตุผลนั้นแน่นอนว่าเป็นเพราะเจ้านายอย่างหานฉายไฉ่ ในทุกครั้งที่ เจอทิวทัศน์ที่สวยงามก็จะขอให้ทุกคนหยุดพักที่นั้น รอให้เขาชื่นชมจนพอใจแล้วค่อยเริ่มเดินทาง

เพราะฉะนั้น ระยะทางที่สามารถถึงเป้าหมายได้ภายใน 10 วัน ถูกเขายื้อเอาไว้จนย่างเข้าสู่วันที่ 11 ก็ยังคงเดินทางอยู่

ในตอนนี้ ระยะห่างของพวกเขากับเมืองฮ่วนหากเร่งเดินทาง ใช้เวลาอีกเพียงไม่ถึง 1 วันแล้ว

แต่ว่า ในขณะที่บังเอิญเจอน้ำตก 3 ชั้น หานฉายไฉ่ก็พลันเกิดความสนใจแล้วก็สั่งให้ขบวนหยุดลง

“ทิวทัศน์ที่นี่งดงามตระการตายิ่งนัก ช่างเหมาะสำหรับการนั่งดื่ม” ในขณะที่หานฉายไฉ่พึมพำ ลูกน้อง ทั้ง 4 ของเขาก็ได้หาที่ๆ เหมาะสมที่สุดที่หนึ่ง พลันปูพรมอย่างคล่องแคล่วและจัดวางอุปกรณ์สุราทั้งหมดเอาไว้รอเขา

มู่ชิงเกอมองหานฉายไฉ่ที่เดินพุ่งไปยังบริเวณพรมแดงโดยไม่พูดอะไร ท่าทางนั้นเย็นชาเป็นอย่างมาก

ในระหว่างทาง ไม่ได้พบกับการลอบทำร้ายอันใดเลยและไม่ได้มีอุบัติเหตุอันใดอีกด้วย ยิ่งทำให้นางไม่เข้าใจว่าเป้าหมายที่หานฉายไฉ่ให้มาคุ้มกันคืออะไร

สำหรับหานฉายไฉ่ นางจำเป็นต้องคอยระวัง

พวกเขาไม่ได้เป็นเพื่อนกันและตามหลักแล้ว ยังถือว่าเป็นศัตรู

อีกประการหนึ่ง หานฉายไฉ่และนางต่างก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก สิ่งเดียวที่แตกต่างกัน นางจะเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ก็ต่อเมื่อมีศัตรูให้ไปต่อสู้ แต่หานฉายไฉ่กลับต่างกัน ราวกับว่าความเคยชินของเขาจะเป็นเช่นนี้

หากไม่อยากจะถูกเขาลอบโจมตี สิ่งที่ทำได้คือ คอยระมัดระวังตัวอย่างมีสติ

แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางไปพร้อมๆ กัน แต่ก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ในตอนนี้ มู่ชิงเกอและคนของนาง ยืนอยู่ในระยะอันไกลจากหานฉายไฉ่

“น้องมู่ ทิวทัศน์ที่นี่ไม่งดงามหรืออย่างไร เหตุใดไม่มาร่วมดื่มกับข้า ไม่งดงามและไม่วิเศษหรือ” ในระยะอันไกลออกไป เสียงโทนต่ำอันฉายแววความเกียจคร้านดังขึ้น

เมื่อได้ยินคำสรรพนามนี้ มู่ชิงเกอพลันไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร

“ไม่จำเป็น” ตอบกลับด้วยใบหน้าอันเย็นชา มู่ชิงเกอหันกลับไปอย่างไม่เกรงใจและไม่สนใจหานฉายไฉ่อีก

หากเป็นคนอื่นที่เสียมารยาทเช่นนี้กับเขา คงจะตายจนไม่เหลือแม้กระทั่งซาก แต่ว่าใครใช้ให้คนที่ทำเช่นนี้กับเขาคือน้องมู่

คนที่งดงามเหมือนๆ กับเขา ต้องเอาใจให้มากถึงจะถูก

หานฉายไฉ่กระตุกรอยยิ้ม ในดวงตาอันเรียวยาวที่ฉายแววความงดงาม มองแผ่นหลังอันสง่าผ่าเผยของมู่ชิงเกอ เขายกมือขึ้นและเทเหล้าในแก้วเข้าปาก

โย่วเหอที่ไปตักนํ้า เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอ และยื่นกระบอกนํ้าให้กับนาง

มู่ชิงเกอรับมาดื่มคำหนึ่ง นํ้าอันเย็นชื่นใจไหลลงลำคอของนาง ลบล้างความเบื่อหน่ายในใจของนางลงไปบ้าง

“คุณชาย ท่านหานคิดจะทำการใดกันแน่” เรื่องที่แม้กระทั่งมู่ชิงเกอยังดูไม่ออก โย่วเหอเองก็สงสัย

ใบหน้าของมู่ชิงเกอฉายแววความเคร่งขรึม ส่งนํ้าคืนให้กับโย่วเหอพลางพูดอย่างเย็นชาว่า “ไม่ต้องสนใจหรอก เมื่อถึงเมืองฮ่วนและได้รับเบาะแส คนเหล่านี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา”

โย่วเหอพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะถอยออกไป

ใช้เวลาอยู่ที่นํ้าตก 3 ชั้นเป็นเวลาครึ่งวัน หานฉายไฉ่เริ่มหมดความสนใจและสั่งให้เดินทางกันต่อ

ในที่สุดก็ถึงที่หมาย มู่ชิงเกอถอนหายใจเพื่อปลดปล่อยความทุกข์

ระยะทางที่ต้องใช้เวลาเพียง 1 วันถูกยื้อออกไป ถึงตอนเที่ยงของวันที่ 2 จึงได้มองเห็นกำแพงเมืองฮ่วน

เมืองฮ่วน เมืองหลวงของแคว้นลี่ ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่ต้องไม่น้อยเป็นแน่ เมื่อเทียบกันแล้วถือว่าคึกคักกว่าลั่วตู

เช้าสู่ประตูเมืองฮ่วนโดยสวัสติภาพ มู่ชิงเกอยืนดักรถม้าของหานฉายไฉ่เอาไว้

รถม้าค่อยๆ หยุดลง หากไม่ใช่เพราะมู่ชิงเกอเห็นกับตา ก็คงจะไม่เชื่อว่าภายในรถม้าสีรัตติกาลเช่นนี้ คนที่อยู่ภายในกลับเป็นจอมหลงตัวเอง

และมู่ชิงเกอก็เพิ่งจะกระจ่างว่าที่รถม้าคันนี้ สามารถเปิดออกได้ดั่งดอกไม้ เพราะมีกระบวนการอันชาญฉลาด

ประตูยังไม่ทันจะถูกเปิดออก มีเพียงเสียงที่เกียจคร้านของหานฉายไฉ่ก็เปล่งออกมา “น้องมู่มีเรื่องอันใดหรือ”

“ถึงเมืองฮ่วนแล้ว สัญญาระหว่างเราก็ถือว่าเสร็จสิ้นตามสัญญา เจ้าต้องทำตามที่ได้กล่าวเอาไว้” ใบหน้าของมู่ชิงเกอเย็นชา น้ำเสียงเคร่งขรึม

“เหตุใดน้องมู่จึงได้รีบถึงเพียงนี้” หานฉายไฉ่พูด อย่างช้าๆ

‘แน่นอนว่าเจ้าไม่รีบ’ มู่ชิงเกอแอบเถียงในใจ แต่มิได้พูดอะไร

พลิกปฐพี 105-3

ตอนที่ 105-3

สายเลือดแห่งเปลวเพลิง

เมื่อผู้คนเมืองจื้อเห็นว่าเนี่ยซงที่เก่งกาจมากที่สุด ยังถูกทำร้ายจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ ก็พลันรู้สึกตื่นตกใจจนไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะสู้ต่อ ต่างก็ไปหลบอยู่ข้างหลังของเนี่ยซง

มู่ชิงเกอหรี่ตาลง การลงมือเมื่อครู่นี้ของหานฉ่ายไฉ่ทำให้นางตะลึง

พลังอันยิ่งใหญ่เช่นนี้กลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าความสามารถของหานฉายไฉ่จะมากกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว

หากเป็นตัวนางจะทำเช่นนี้ได้หรือไม่

มู่ชิงเกอย้อนถามตนเอง

การต่อสู้หยุดลงอย่างกะทันหัน ทุกคนจากเมืองจื้อต่างค่อยๆ ถอยหลัง และคิดจะหนีกลับเข้าไปในผืนป่าใหญ่ที่เพิ่งหนีออกมาเมื่อครู่นี้

ในตอนนี้หานฉายไฉ่ที่นั่งอยู่ ได้ยืนอยู่บนที่นอนที่ประดับไปด้วยลวดลายสีทองต่างๆ

ในขณะที่เขายืนขึ้นมู่ชิงเกอจึงลังเกตเห็นว่า ผู้ชายคนนี้สูงมาก

เขายืนอยู่ใจกลางดอกไม้ราวกับเป็นเกสร แต่ใบหน้าอันงดงามน่าเย้ายวนกลับทำให้กลีบดอกไม้สีชมพูที่มีกากเพชรสีทองตกแต่งอยู่ดูหมองหม่นลง

ชุดที่มีลายดอกไห่ถางปักอยู่ในตอนนี้โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม

ความงดงามของหานฉายไฉ่แฝงความน่าเย้ายวนที่สะกดทุกความรู้สึก!

ในขณะที่เขายืนอยู่ ดวงตาฉายแววนิ่งเฉย ราวกับผู้คนจากเมืองจื้อ ล้วนเป็นดั่งมดตัวน้อยนิด

ท่าทางเช่นนี้ของเขา ทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว และไม่อยากจะเผชิญหน้าอีกต่อไป

โชคดีที่มู่ชิงเกอได้ ‘ประสบการณ์ จากไอ้ตัวประหลาดบางคนมาเป็นเวลานาน จึงมีภูมิต้านทานกับท่าทางเช่นนี้ อย่าว่าเพียงแต่ท่าทางของหานฉายไฉ่ในตอนนี้เลย แม้จะเป็นท่าทางดั่งเทพบุตรอันพลิกฟ้าของซือมั่วนางยังไม่แม้กระทั่งจะขมวดคิ้ว

“ตอนนี้ ถึงทีข้าบ้างแล้ว” หานฉายไฉ่พูดโดยไม่แสดงอาการใดๆ และไม่รอให้ทุกคนมีโอกาสได้โต้ตอบ

เขาก็ยกมือขึ้นกำหมัดแน่นแล้วพูดเบาๆ ว่า “สลาย!”

ทันใดนั้นร่างกายของเนี่ยซงก็ราวกลับมีตาข่ายสีนํ้าเงินปรากฏขึ้นและแยกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ จำนวนนับไม่ล้วน

มู่ชิงเกอหรี่ตาทั้งสองข้างลงอย่างเย็นเยียบ พลันคิดในใจด้วยความตะลึง นี่มันทักษะสงครามอะไรกัน

ตาข่ายสีนํ้าเงินประกายม่วงนั้น ทำให้นางรู้ความสามารถของหานฉายไฉ่ว่าเทียบเท่ากับตัวนางคือ ห่างจากสายม่วงเพียงเอื้อมมือ

“สวรรค์!”

ท่ามกลางความตื่นตระหนก เสียงที่หวาดกลัวก็ได้ดังขึ้น

ผู้คนที่เผชิญหน้าอยู่กับเศษเลือดเนื้อเหล่านั้น ต่างถอยหนีออกไปไกล

“หนีเร็ว! ” ผู้นำบางคนพุ่งเข้าไปภายในผืนป่า อย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และดึงสติทุกคนกลับมาในทันที ต่างก็ทิ้งอาวุธในมือลงและพุ่งเข้าไปภายในผืนป่าอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหานฉายไฉ่เป็นดงปีศาจร้าย หากหนีออกไปช้าแม้แต่ก้าวเดียวก็จะตายอย่างน่าอนาถ

ท่านเนี่ยมองหานฉายไฉ่ด้วยดวงตาสีโลหิตที่แฝงความโกรธแค้น แล้วจึงหันหนีเข้าไปภายในผืนป่า ในขณะนี้มือของเขายังคงเปือนเลือดของเนี่ยซง แต่เพราะรู้ว่าอยู่ต่อไปก็ไม่อาจจะแก้แค้นได้ ทุกอย่างล้วนต้องคิดการณ์ไกล

หานฉายไฉ่มองผู้คนที่วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงออกไปดั่งหนู ในแววตาพลันมีความเยาะเย้ยจางๆ เขาไม่ได้ลงมืออีกและไม่ได้ส่งใครออกไปตามฆ่า

แต่ทว่า ในขณะที่กวาดสายตามองแผ่นหลังของท่านเนี่ย กลับสั่งลูกน้องว่า “ตระกูลเนี่ยในเมืองจื้อกวาดล้างให้หมดสิ้น”

สิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดอันง่ายดายนนคือฉากพายุแห่งการกวาดล้างของวงศ์ตระกูลหนึ่ง

มู่ชิงเกอหันไปมองเขาและไม่ได้สั่งให้ตามฆ่าเช่นกัน นางไม่ได้เป็นปีศาจร้ายที่จะฆ่าล้างตระกูลเช่นนี้ ในตอนนี้ วามขัดแย้งระหว่างตัวนางกับผู้คนเมืองจื้อ ได้กลายเป็นปัญหาของคนที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ถือเป็นการแสดงการตอบโต้จากนางต่อแผนการของเขา

เรื่องระหว่างนางและเมืองจื้อได้จบลงแล้ว ที่ยังเหลือก็คือคุณชายจูที่ยังคงกัดนางไม่ปล่อย

ในส่วนลึกของสายตาราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ มู่ชิงเกอไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นคนดีอะไร!

“คุณชายมู่ เจ้าว่าหากข้าเหลือคนแซ่จูเอาไว้ให้เจ้า เจ้าคิดว่าจะดีหรือไม่” และในขณะนี้เอง เสียงเบาๆ ที่เกียจคร้านของหานฉายไฉ่ก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง

มู่ชิงเกอหันกลับไปมองหานฉายไฉ่ กระตุกมุมปากราวกับยิ้มและไม่ยิ้มในขณะเดียวกัน “ไม่รีบ อย่างไรก็ต้องพบกันอีก”

หานฉายไฉ่เองก็ยิ้มและพูดว่า “ก็จริง คุณชายมู่ทำให้คนแซ่จูถูกคุณชายมู่หลอกเงินจนหมดตัว ลูกน้องก็ตายทั้งหมด บางทีหากหนีไปเช่นนี้ที่ๆ จะไปคงจะไม่ใช่เมืองจื้อแล้ว แต่เป็นเมืองฮ่วน”

“ดูเหมือนว่า คนที่ต้องการให้ข้าอารักขา คือ ท่านหานสินะ” มู่ชิงเกอพูด

หานฉายไฉ่ตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าเอง”

ทั้งสองต่างก็กำลังยิ้มแท้ๆ แต่สายตาที่สบกันกลับแฝงความอันตราย

ในสายตาของคนนอกแล้ว ราวกับเป็นจิ้งจอกสองตัวที่กำลังกล่าวต่อกันว่า ‘ขอบคุณๆ ไม่เป็นไรๆ’ อย่างนั้น

‘ท่านประมุข! หากท่านยังไม่กลับมา ภรรยาตัวน้อยที่ท่านหมายปองอาจจะเป็นที่หมายตาของผู้อื่นไปแล้ว’ ความเหมือนจนน่าประหลาดใจของทั้งสองทำให้กู่หยาที่แอบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดปาดเหงื่ออย่างไม่รู้ตัวและเป็นกังวลแทนท่านประมุขของตนเอง

จนขนาดนี้แล้ว หากเขายังดูไม่ออกว่าท่านประมุขของเขากำลังหวั่นไหว ก็ควรจะหาต้นไม้สักต้นมาผูกคอตายได้แล้ว!

แต่ทว่า เพียงแค่เขาที่ดูออกไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอก!

เรื่องเช่นนี้ ต้องให้เจ้าตัวทั้งสองดูออกต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ

“เฮ้อ ~! เฮ้อ ~!”

หอสรรพสิ่งในเมืองจื้อ ได้ปิดทำการอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ตานเฉินจื่อที่นั่งอยู่ภายในอาคารจำไม่ได้แล้วว่าตนเองได้ถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ เสียงถอนหายใจนั่นราวกับได้ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในกระถางได้ เหี่ยวแห้งและร่วงหล่นลง

ชูเซิงยืนอยู่ในบริเวณอันห่างไกลและไม่กล้าเข้าใกล้

แม้ตานเฉินจื่อจะจำไม่ได้ แต่เขากลับจำได้เป็นอย่างดีว่า ที่ตานเฉินจื่อมานั่งเหม่อและถอนหายใจอยู่ที่นี่ เริ่มต้นจากตอนที่เขาได้รับจดหมายจากเจ้านาย

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ทำให้ท่านผู้เฒ่าตานผู้ดูแลหอสรรพสิ่งในเมืองจื้อทุกข์ใจได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ยืนอยู่พักหนึ่ง ชูเซิงจึงได้เดินเข้าไปใกล้อย่างลังเล และแอบย่องเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ตานเฉินจื่อ พลันยื่นชาร้อนให้กับเขาถ้วยหนึ่ง เมื่อท่านผู้เฒ่าตานรับไป เขาจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดและถามว่า “ท่านผู้เฒ่าตาน เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เจ้านายมีคำสั่งว่าอย่างไร”

เมื่อเอ่ยถึงหานฉายไฉ่ในดวงตาที่เหม่อลอยทั้งคู่ของตานเฉินจื่อก็ลุกเป็นไฟขึ้นมาและตะโกนว่า “อย่าพูดถึงเจ้านาย!”

โทสะที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ชูเซิงตกใจจนคอหดและเดินถอยหลังไปหลายก้าว

ในใจก็ยังคงรู้สึกฉงนไม่หยุด เจ้านายทำอะไรท่านผู้เฒ่าตานกันแน่ จึงได้ทำให้ท่านผู้เฒ่าตานเป็นทุกข์ได้มากถึงเพียงนี้

ตานเฉินจื่อระบายความโกรธออกมา

ท่านผู้เฒ่าตานถอนหายใจอีกครั้งและพูดว่า “เจ้านายจะกวาดล้างตระกูลเนี่ย”

กวาดล้างตระกูลเนี่ยอย่างนั้นหรือ

ฟู่ ฆ่าคนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ช่างสมกับอุปนิสัยของเจ้านายเสียจริง

ชูเซิงไม่ได้รู้สึกตกใจกับการตัดสินใจของหานฉายไฉ่ แต่ฉงนใจที่เหตุใดท่านผู้เฒ่าตานจึงได้โกรธเคืองมากถึงเพียงนี้ “กวาดล้างก็กวาดล้างสิ ใช่ว่าเราจะไม่มีความสามารถนั้นเสียหน่อย”

“เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลเนี่ยหรือ” ตานเฉินจี่อจ้องตาเขม็ง พลันพูดด้วยความโกรธว่า “ตระกูลเนี่ยมิได้มีความหมายอันใดเลย ไม่ เพียงแต่เนี่ยซงผู้มีความสามารถมากที่สุดยังถูกเจ้านายสังหาร ถึงแม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ ตระกูลเนี่ยก็มิได้ดูน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย”

“ใช่ๆ! หากเลือกยอดฝีมือจำนวนหนึ่ง ก็จะสามารถกวาดล้างตระกูลเนึ่ยได้หากเป็นเช่นนั้น ท่านมาถอนหายใจอยู่ที่นี่เพราะเหตุใดกัน” ชูเซิงถาม

หนวดของตานเฉินจื่อกระตุกทีหนึ่ง แล้วยื่นกระดาษที่กำอยู่ในมือตลอดให้กับชูเซิง “เจ้าดูเองเถิด!”

พลิกปฐพี 105-2

ตอนที่ 105-2

สายเลือดแห่งเปลวเพลิง

“จนถึงตอนนี้ ข้าจึงได้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้มีคนวางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว เหตุผลก็เพื่อเป้าหมายอันสกปรกที่ไม่อาจบอกใครได้” พูดจบสายตาของมู่ชิงเกอก็หันไปมองหานฉายไฉ่อย่างเคียดแค้นรังเกียจผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังอีกครั้ง

เพราะได้รับผลกระทบจากความรู้สึกของมู่ชิงเกอ ผู้คนเมืองจื้อต่างมองหานฉายไฉ่ด้วยความโกรธ

“ท่านหาน ท่านไม่คิดจะแก้ตัวสักหน่อยเลยหรือ” ท่านเนี่ยมองหานฉายไฉ่ด้วยสายตาที่แฝงความเย็นเยียบ ในแววตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

หานฉายไฉ่ไม่มองเขาเลยแม้แต่เสี้ยวสายตาเดียว สายตาอันงดงามและน่าเย้ายวนนั่น หยุดอยู่บนตัวของมู่ชิงเกอ

ราวกับว่า คนที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ มีเพียงร่างในชุดแดงที่สามารถดึงดูดความสนใจจากเขาได้

ท่าทางอันเย่อหยิ่งนั่น ทำให้ผู้คนเมืองจื้อต่างก็โกรธจนทนดูไม่ได้อีกต่อไป ทันใดนั้น ท่ามกลางผู้คนก็ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร

“หึ ถ้าเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าหอสรรพสิ่ง” ท่านเนี่ยพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ

ท่ามกลามผู้คนมีคนพูดด้วยความโกรธในทันทีว่า “หอสรรพสิ่งคิดจะกวาดล้างเราอยู่แล้ว ยังจะต้องไว้หน้าอีกหรือ ประมุขแห่งหอสรรพสิ่งบ้าบออะไรกัน ฆ่าให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย กำลังคนของเรามากมายถึงเพียงนี้จะตื่นตระหนกเพราะแค่ชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ”

‘รนหาที่ตายจริงๆ!’ มู่ชิงเกอแอบจุดเทียนไว้อาลัยในใจให้กับคนที่กล้าพูดตรงๆ ออกมาแบบนี้

แน่นอนว่า ทันทีที่เขาพูดจบ สายตาอันเย็นเยียบของมู่ชิงเกอก็หันมามองเขา เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ล้มลงบนพื้นอย่างไม่อาจจะตั้งตัวได้

ฉากนี้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างตื่นตระหนกและถอยหลังไปหลายก้าว

เนี่ยซงกลับเดินเข้ามา สังเกตสภาพของร่างไร้วิญญาณนั่น

“เจ้าฆ่าเขา!” เนี่ยซงหรี่ตาลง พลางเงยหน้าขึ้นถามหานฉายไฉ่อย่างกล่าวโทษ

สามารถสังหารคนได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้เชียวหรือ ในใจของเนี่ยซงเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา ความสามารถของประมุขหอสรรพสิ่งนี้ คงไม่ง่ายจะต่อกรเป็นแน่

แต่ในตอนนี้หลานชายของตระกูลเนี่ยตายด้วยนํ้ามือของประมุขหอสรรพสิ่งผู้นี้ ระหว่างพวกเขาจะยังสามารถปฏิบัติต่อกันอย่างใจดีมีเมตตาได้อีกหรือ สายตาของเนี่ยซงฉายแววเคร่งขรึมและยังคงเต็มไปด้วยไอสังหาร

ดูเหมือนว่า ศึกในวันนี้จะต้องเกิดขึ้นจริงๆ เสียแล้ว !

โชคดีที่ว่า กำลังคนของพวกเขามีมาก ฝ่ายศัตรูจึงไม่สามารถลอบทำร้ายพวกเขาได้อย่างง่ายดาย!

เพียงพริบตา เนี่ยซงก็ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว

“แล้วอย่างไร” หานฉายไฉ่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนสังหารอย่างตรงไปตรงมา ส่วนคนทั้ง 4 ที่อยู่ข้างๆ เขาก็ราวกับรู้สึกว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา

“หึ! ท่านผู้เฒ่าเนี่ย เจ้าสองคนนี่เย่อหยิ่งและอวดดีมากถึงเพียงนี้ข้าว่าสังหารไปเลยจะดีกว่า!” จูลี่ เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ เนี่ยซง พลันพูดอย่างโหดเหี้ยม

คำพูดเหล่านี้ สะท้อนเข้าหูของมู่ชิงเกอและหานฉายไฉ่อย่างสมบูรณ์

มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว มองจูลี่ด้วยสายตาที่ฉายแววความคลุมเครือ แต่หานฉายไฉ่แสร้งทำเหมือนไม่ได้ยิน และไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

รับรู้ถึงสายตาของมู่ชิงเกอ จูลี่พลันใช้สายตาอันเย็นเยียบและแฝงอันตรายมองนางแวบหนึ่งอย่างไร้ซึ่งความกลัว

ช่างกล้า!

มู่ชิงเกอแอบหัวเราะอย่างเย็นเยียบ

เป้าหมายของนางคือ การให้หานฉายไฉ่เผยธาตุแท้ของตนเองออกมา เพื่อทำให้เขาไม่สามารถนั่งชมเรื่องราวทั้งหมดอยู่เบื้องหลังอย่างสบายใจได้อีกต่อไป เรื่องที่จะทำให้ตนเองรอดพ้นจากเรื่องนี้ นางรู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะว่า ระดับความโลภของคนพวกนี้ แม้ว่าสิ่งที่นางพูดจะเป็นจริง พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะปล่อยนางไป และแน่นอนว่าต้องฆ่านางเสียแล้วจึงค้นด้วยตนเองว่ามีโอสถเก้าชีวิตหวนคืนจริงหรือไม่

แต่ว่า สิ่งที่ผิดไปจากที่นางคิดเอาไว้คือ หานฉายไฉ่กลับเย่อหยิ่งอย่างที่สุด ไม่อธิบายและขี้เกียจจะโต้เถียง ถึงขั้นไม่สนใจในชื่อเสียงของหอสรรพสิ่งที่กำลังจะเสียไป

“ใช่! ต้องฆ่าคนพวกนี้ให้หมด เพื่อเป็นการสังเวยให้กับดวงวิญญาณของผู้คนเมืองจื้อที่ตายในป่า!” เนี่ยซงพูด

“ฆ่า!”

“ฆ่า———- !”

ทันทีที่เสียงแห่งการสังหารดังขึ้น ผู้คนที่พุ่งตัวไปข้างหลังก็สาดฉายพลังสีต่างๆ

เนี่ยซงที่เป็นผู้นำสาดแสงประกายสีนํ้าเงินออกมา แสงระยิบระยับแสบตาเป็นที่หวาดกลัวและเป็นที่น่าอิจฉาของผู้คน

เขาได้ใช้ทักษะการสงครามของตนเองในทันที มือทั้งสองข้างกำแน่น พลังทั่วทั้งร่างกายปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“ดาบอัสนีบาต————- !” เสียงร้องอันดังก้องของเนี่ยซง บริเวณมือที่กำแน่น ได้มีพลังเคลื่อนเข้ามารวมตัวกัน ดาบด้ามหนึ่งสาดฉายแสงประกายค่อยๆ ปรากฏขึ้นในอุ้งมือของเขา

ดาบยาวเล่มนั้น มีขนาดใหญ่จนทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมอง มันวาดลงมาจากฟากฟ้า ราวกับได้ผ่าท้องฟ้าแยกออกจากกัน

ดาบอันใหญ่เสียดฟ้าเล่มนี้ พุ่งเข้าหาหานฉายไฉ่พร้อมสายลม

ทันใดนั้น บริเวณที่หานฉายไฉ่อยู่กลายเป็นศูนย์กลางการโจมตี แทบจะ 2 ใน 3 ของกำลังคนและม้าจากเมืองจื้อต่างพุ่งเข้าหาเขาเหลือเพียงแค่ 1 ใน 3 ที่พุ่งตัวเข้าไปหามู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอยืนเอามือไพล่หลัง สำหรับคนที่พุ่งเข้ามานั้น นางทำราวกับไม่เห็น เพียงแค่จับจ้องการต่อสู้ระหว่างเนี่ยซงและหานฉายไฉ่อยู่ห่างๆ

มั่วหยางนำองครักษ์เขี้ยวมังกร ก่อตัวกันเป็นกำแพงกล้าที่ไม่อาจจะทะลุผ่านได้ตรงหน้ามู่ชิงเกออย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเข้ามาของศัตรู เพื่อไม่ให้พวกเขาได้ก่อกวนมู่ชิงเกอเลยแม้แต่น้อย

ที่เหมือนกับองครักษ์เขี้ยวมังกร คือองครักษ์ทั้งสี่ของหานฉายไฉ่

ในขณะที่คนและม้าของผู้คนเมืองจื้อเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาก็ได้กระจายตัวออกไปทั้ง 4 ทิศ เพื่อป้องกัน แต่ว่าคนของพวกเขามีน้อย ศัตรูที่ต้องรับมือมีจำนวนมากและต่างฝ่ายต่างต้องต่อสู้ศัตรูที่สามารถหยุดเอาไว้ได้มีไม่มาก แต่ก็ยังคงมีบางส่วนที่เปลี่ยนทิศทางและพุ่งโจมตีหานฉายไฉ่

มู่ชิงเกอค่อยๆ หรี่ตาลง นางเห็นสารถีของหานฉายไฉ่ยกแส้ม้าขึ้นสูงและสะบัดซ้ายขวาอย่างไม่รู้หยุด

เงาของแส้แต่ละที คอยปกป้องดอกไม้ที่อยู่ภายใต้ร่างของหานฉายไฉ่เอาไว้เป็นอย่างดี ผู้คนที่เข้าใกล้ต่างก็ถูกแส้ม้าเฆี่ยนตีจนตัวปลิวออกไป!

‘ผู้ที่สามารถปรนนิบัติประมุขแห่งหอสรรพสิ่งได้ ช่างเป็นผู้ที่มีความสามารถไม่ธรรมดาจริงๆ!’ มู่ชิงเกอแอบชื่นชมในใจ

ในตอนนี้ทักษะการสงครามของเนี่ยซงได้เสร็จสมบูรณ์ดาบที่สาดฉายแสงประกายลีนี้าเงินนำพาพลังอันมหาศาลที่ยากจะต้านทานเอาไว้ได้ ผ่าแส้เหล่านั้น และเล็งศีรษะของหานฉายไฉ่เอาไว้

หานฉายไฉ่เงยดวงตาดวงเรียวยาวดวงนั้นขึ้น ในสายตาอันฉายแววความเกียจคร้านมีเงาของดาบยาว และใบหน้าอันโหดเหี้ยมของเนี่ยซงสะท้อนอยู่

รอยยิ้มจางๆ ที่ฉายแววความเยาะเย้ยเกิดขึ้นตรงมุมปากของเขาอย่างไร้ร่องรอย

เขาค่อยๆ ยกมือขึ้น นิ้วมืออันเรียวยาวรับดาบที่พุ่งเข้าหาตนเองเอาไว้!

ดาบยาวหยุดลงอย่างกะทันหัน เพราะถูกหานฉายไฉ่ใช้นิ้วมือในการควบคุมเอาไว้จนไม่อาจขยับเลยแม้แต่น้อย

ฉากนี้ทำให้เนี่ยซงตื่นตระหนกและคิดจะหนี

แต่ว่า แน่นอนว่าในตอนนี้หานฉายไฉ่จะไม่ให้โอกาสเขาในการหนีเป็นแน่ บนใบหน้าปรากฏความโหดเหี้ยม ริมฝีปากสีแดงดั่งโลหิตค่อยๆ กระตุกขึ้นมา ในดวงตาที่สาดฉายแสงสีนํ้าเงินสะท้อนภาพของดาบยาวที่แตกกระจายและกลายเป็นเศษผงก่อนจะกระจายลงสู่พื้นดิน

“อัก——– !” ทักษะการสงครามถูกทำลาย ในปากพลันมีโลหิตสีแดงสดพุ่งทะลักออกมา และเดินถอยหลังไปหลายก้าว

“ท่านผู้เฒ่า!” ท่านเนี่ยที่สังเกตสถานการณ์ทุกอย่างอย่างใกล้ชิดรีบพุ่งตัวออกไปพยุงเขาเอาไว้

เนี่ยซงเอามือจับหน้าอกที่กำลังม้วนตัวเป็นเหมือนดั่งคลื่นแรงเอาไว้ ยังไม่ทันได้เช็ดคราบเลือดบริเวณมุมปาก พลันมองหานฉายไฉ่อย่างตื่นตระหนก และพูดกับท่านเนี่ยว่า “แย่แล้วรีบหนีไป!”

เสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก แต่ก็ทำให้ทุกคนที่ อยู่ ณ ที่แห่งนั้นได้ยินโดยทั่วกัน

พลิกปฐพี 105-1

ตอนที่ 105-1

สายเลือดแห่งเปลวเพลิง

‘แย่แล้ว!’

ดวงตาหงส์เรียวยาวหรี่ลง สายตาสาดความเย็นเยียบออกมา

คำพูดของมู่ชิงเกอเหมือนเป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้กับเขา ไม่เพียงแค่เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองจื้อเท่านั้น กระทั่งเรื่องที่เกิดขึ้นภายในผืนป่า ‘อุบัติเหตุ’ ที่คร่าชีวิตคนนั่น ก็โทษว่าเป็นฝีมือของเขาด้วย

เขาคิดที่จะยับยั้ง แต่พอเห็นเงาร่างอันเลือนรางที่อยู่บริเวณทางออกผืนป่า ก็รู้เลยว่าทุกอย่างได้สายเกินไปแล้ว

‘เขาเจตนาที่จะทำเช่นนี้!’

หานฉายไฉ่คาดเอาไว้แล้วว่า มู่ชิงเกอจะต้องตอบโต้ แต่เขาก็ยังคงนั่งใจเย็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของเขา แต่กลับไม่คิดว่ามู่ชิงเกอจะโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นดึงเขาลงนํ้า แต่ตนเองกลับปัดสวะให้พ้นตัวได้อย่างหมดจดเช่นนี้

ตนเองถูกเปิดโปงว่าเป็นคนร้ายที่อยู่หลังม่านยังไม่พอ ตอนนี้ยังกลับกลายเป็นฆาตกรตัวจริงที่จะฆ่าคนปิดปากไปเสียอีก!

สิ่งที่น่าโกรธมากที่สุดคือ เขามาหาเรื่องเองถึงที่!

เมื่อเห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเคียดแค้นของมู่ชิงเกอ เขาเองยังแทบจะเชื่อเลยว่าตนเองมาที่นี่เพื่อฆ่าคนปิดปากจริงๆ แล้วจะนับประสาอะไรกับเจ้าพวกสุกรโง่เมืองจื้อนั้นเล่า

“คุณชายตระกูลมู่ ท่านรู้หรือไม่ว่าจุดจบจากการเล่นกับไฟคืออะไร” หานฉายไฉ่กล่าวเตือนด้วยนํ้าเสียงโทนต่ำ ในโทนเสียงอันเกียจคร้านเจือมาด้วยความเย็นเยียบและไอสังหาร

มู่ชิงเกอเองก็กระตุกรอยยิ้มอย่างไม่ยอมน้อยหน้า พลันถามย้อนว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านหานคงจะรู้ความหมายของคำว่าเล่นกับไฟจนโดนไฟเผาใช่ไหมว่า หมายความว่าอะไร”

สายตาที่ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศเกิดเป็นแสงประกายอันร้อนแรง จนไม่อาจจะประเมินได้ว่าใครด้อยกว่า!

ท่าทางการเผชิญหน้าของหานฉายไฉ่และมู่ชิงเกอ สะท้อนอยู่ในสายตาของทุกคนราวกับเป็นการยืนยันคำพูดที่นางพูดเมื่อครู่นี้

ขบวนจากเมืองจื้อที่ในตอนแรกจะเข้ามาจับตัวมู่ชิงเกอ ได้หยุดการเคลื่อนไหวในขณะที่นางพูดและหลังจากที่ฟังนางพูดจบ ทุกคนล้วนยืนอึ้งอยู่กับที่

ราวกับว่า ท่ามกลางพวกเขาไม่มีใครเคยคิดเลยว่า เรื่องนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่แอบซ่อนอยู่มากมายถึงเพียงนี้!

หอสรรพสิ่งคิดจะกวาดล้างผู้มีอำนาจในเมืองจื้อและเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือ

เพื่อการนี้จึงได้เชิญคนนอกเข้ามาใช้โอสถในการหลอกล่อ ทำให้พวกเขาไม่ทันได้ระมัดระวัง แล้วเข้าสู่ขบวนตามล่าโอสถโดยไม่อาจจะปฏิเสธได้

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ‘อุบัติเหตุ’ ภายในผืนป่าที่ทำให้ทุกคนต่างหวาดผวานั้นล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์อย่างนั้นหรือ

ประมุขแห่งหอสรรพสิ่งผู้นี้ถึงขั้นสั่งคนให้มาวางกับดักต่างๆ เอาไว้ในผืนป่าแห่งนี้อย่างนั้นรึ!

ระหว่างที่เขาเดินทางมานั้น ก็ได้ฆ่าคนของพวกเขาไปแล้วหลายร้อยอย่างเงียบเชียบ!

ช่างน่ากลัวเสียจริง!

ประมุขหอสรรพสิ่งผู้นี้ฉลาดแกมโกงมากถึงเพียงนี้เชียว! ทั้งโหดเหี้ยม! และน่ากลัว!

ผู้คนเมืองจื้อที่ถูกฝันร้ายจากผืนป่าแห่งนั้นทรมานจนสะบักสะบอม ในตอนนี้พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ของมู่ชิงเกอก็ได้ ‘กระจ่าง’ ทุกอย่างในทันที!

ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากเนี่ยซง พวกเขาต่างก็ถืออาวุธของตนเองและพุ่งตัวออกจากผืนป่ามายืนอยู่ตรงกลางระหว่างมู่ชิงเกอและหานฉายไฉ่

พวกเขาจับจ้องกำลังคนและม้าของทั้งสองฝ่าย ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยการระวังภัยและความเคียดแค้น

เนี่ยซงเป็นตัวแทนของทุกคนในการถามมู่ชิงเกอว่า “คนแซ่มู่ ที่เจ้าพูดเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริงหรือ” เขายังไม่ลืมว่าหลานที่เขารักมากที่สุดก็ได้ทิ้งชีวิตเอาไว้ในผืนป่าแห่งนี้เช่นกัน

เขาก็เอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเหตุใดเถาวัลย์พิษนั้นจึงได้รุนแรงมากถึงเพียงนั้น

แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะมีคนแอบวางยาเอาไว้!

สายตาอันสว่างไสวของมู่ชิงเกอกวาดผ่านเขาอย่างช้าๆ พลางยิ้มอย่างเย็นเยียบในใจ แต่บนใบหน้าโกรธแค้น พลันกัดปากและพยักหน้า ท่าทางเช่นนั้น ความเคียดแค้นและความหมดหวังเหล่านั้นช่างเหมือนคนที่กำลังจะถูกฆ่าปิดปาก

ความมั่นใจของนาง ยิ่งทำให้แรงอาฆาตในใจของเนี่ยซงเพิ่มมากขึ้น

แต่ทว่า เขากลับไม่รู้จักหานฉายไฉ่ ทำได้เพียงมองและถามเขาว่า “เจ้าคือประมุขแห่งหอสรรพสิ่งอย่างนั้นหรือ”

หานฉายไฉ่ที่หลงตัวเองมากถึงเพียงนี้ จะตอบคำถามของสุนัขแก่อย่างเนี่ยซงได้อย่างไรกัน แม้นจะรู้ว่าตนเองถูกมู่ชิงเกอใส่ความและควรจะแก้ตัว แต่เขาก็ไม่ทำ

ในดวงตาที่เรียวยาวและงดงามนั้น มีความเหยียดหยามอย่างคลุมเครือเกิดขึ้น ทำให้แรงอาฆาตในดวงตาของเนี่ยซงพุ่งทะลัก มือทั้งคู่ถูกแสงสีนํ้าเงินครอบคลุมไว้ในทันที

“ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่คนแซ่มู่พูดเมื่อครู่นี้ เจ้ายอมรับทั้งหมดอย่างนั้นสินะ” เนี่ยซงยังคงไม่ละความพยายามที่จะถาม

หานฉายไฉ่กลับหัวเราะเยาะ ในสายตาเต็มไปด้วยความขบขัน พลันพูดด้วยนํ้าเสียงที่เจือความความสงสารว่า “ช่างโง่เขลาเสียจริง ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด”

“เจ้าอยากตายรึ!” เพราะความโกรธ เนี่ยซงจึงเกือบจะใช้พลังในทันที

แต่ทว่า กลับถูกท่านเนี่ยที่ยืนอย่างสงบอยู่ข้างๆ ห้ามเอาไว้ ดวงตาทั้งคู่ของเขาแดงกํ่า หลังจากที่ลูกชายของตนเองตายก็กลายเป็นเช่นนั้น ท่าทางของเขาดูโหดเหี้ยมและน่ากลัว

เขาห้ามเนี่ยซงเอาไว้ พลันเดินออกมา ดวงตาสีโลหิตกวาดผ่านหานฉายไฉ่ แล้วจึงหันไปหามู่ชิงเกอและถามว่า : “เจ้ามีหลักฐานอันใดที่จะมายืนยันว่า ที่เจ้าพูดนั้นเป็นความจริง” เขาไม่หลงเหลือสติใดแล้ว เพียงแต่ไม่อยากจะผิดพลาดจนปล่อยตัวคนร้ายตัวจริงไป ในขณะที่แก้แค้นให้กับลูกชาย

“หลักฐานอย่างนั้นหรือ” มู่ชิงเกอกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน สายตาที่เจือรอยยิ้มฉายแววเยาะเย้ย “ก็เพราะข้าหลงเชื่อในชื่อเสียงของหอสรรพสิ่ง จึงถูก พวกเขาดึงเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้น่ะสิ”

นางหันไปมองหานฉายไฉ่ พลางถามเสียงดังด้วยความโกรธที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ “ตอนนี้ ข้าอยากจะถามท่านหานว่า ข้าเป็นเพียงแค่คนต่างบ้านต่างเมืองที่ผ่านมาและต้องการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกับหอสรรพสิ่ง เหตุใดจึงต้องดึงข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องพวกนี้ วย หอสรรพสิ่งของท่านอยากจะเป็นผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า นี่เป็นการกลั่นแกล้งคนต่างถิ่นที่ไม่มีทางสู้อย่างนั้นหรือ”

พูดถึงตรงนี้นางก็หันไปมองขบวนของเมืองจื้อ และตะโกนว่า “ทุกท่าน ข้าเคยพูดหรือว่าโอสถนั้นเป็นของข้าและเคยออกไปประกาศอะไรหรือไม่ ข้าเพียงแค่ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานประมูลของหอสรรพสิ่งอย่างไร้ที่มา จากนั้นก็กลายเป็นเป้าหมายของทุกคน ตอนนั้นข้าเพียงคิดว่าจะคลี่คลายเรื่องนี้อย่างไร แต่ท่านหานกลับเข้ามาหา ให้ข้าออกจากเมืองจื้อไปตามเส้นทางที่เขาได้วางเอาไว้ข้าเองก็เพิ่งจะรู้ว่าตนเองถูกหลอกใช้หลังจากที่ออกมาจากผืนป่าแห่งนี้!”

ท่าทางของมู่ชิงเกอสมจริงเป็นอย่างมาก ราวกับว่า ตนเองเป็นคนที่ถูกกระทำจากเรื่องราวทั้งหมดนี้

หานฉายไฉ่ดูการแสดงของเขาโดยไม่พูดอะไร ราวกับว่าไม่เห็นผู้คนเมืองจื้อเหล่านั้นอยู่ในสายตา

ลูกน้องทุกคนของมู่ชิงเกอล้วนตะลึงกับภาพที่เห็น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้านายของตนเองจะมีพรสวรรค์ด้านการแสดงมากขึ้นเพียงนี้และทำการแสดงได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้

“ไม่ใช่! ข้าเห็นกับตาว่าท่านผู้เฒ่าตานไปเอาโอสถเก้าชีวิตหวนคืนออกมาแลกเปลี่ยนกับข้าจากห้องของเจ้า” ในขณะที่ผู้คนเมืองจื้อล้วนเชื่อในการแสดงของมู่ชิงเกอ ทันใดนั้นก็มีคนแสดงความแปลกใจ

คนพูด แน่นอนว่าคือจูลี่

ความทรงจำที่เขามีต่อมู่ชิงเกอถือว่าชัดเจนเป็นอย่างมาก ก่อนอื่น คือความไม่พอใจที่นางสามารถเข้างานประมูลได้ ต่อมาคือรูปลักษณ์และท่าทางอันสง่างามของนาง จากนั้นคือการเปิดศึกการประลองอย่างดุเดือดกับนาง สุดท้ายคือเขาชนะและเสียเงินจนหมดตัว

ข้อสงสัยของจูลี่ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มลังเล

ในสายตาอันสว่างไสวของมู่ชิงเกอมีไอเย็นเยียบวาบผ่านปรากฏท่าทางโศกเศร้าแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบา

ในเสียงหัวเราะนั้น ราวกับได้เต็มไปด้วยความทุกข์อันมหาศาล “หากเป็นโอสถของข้า ข้ายังจะต้องแย่งประมูลราคากับเจ้าหรือ ข้าเองก็แปลกใจเป็นอย่างมาก ว่าเหตุใดเจ้าเป็นผู้ชนะ แต่ท่านผู้เฒ่าตานกลับไม่ได้เข้าไปในห้องของเจ้า แต่เข้ามาในหัองของข้าแทน จากนั้นก็พูดคุยไปเรื่อยเปื่อย แล้วจึงออกไป อีกทั้งหลังจากที่จบงานประมูลยังห้ามให้ข้าออกจากประตูหลัก และให้ออกทางลับแทนด้วย”

คำพูดนี้ คลุมเครือเป็นอย่างมาก แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันสมจริงมาก

หากสามารถอธิบายทุกข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ก็จะยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความเคลือบแคลงมิใช่หรือ?