คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2022

ป้องกัน: Ebook Dream Gallery 3

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 30

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 29

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 28

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 27

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 26

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Galler Chapter 25

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 24

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 23

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 22

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Dream Gallery Chapter 21

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ราชินีพลิกสวรรค์

ราชินีพลิกสวรรค์ เล่ม 1

ภาคต่อจาก พลิกปฐพี

ผู้เขียน : 荨秣泱泱 [สวินม่อยางยาง]

คำโปรย

หลังศึกใหญ่กับมู่เทียนอิน ร่างของเจียงหลี ก็ถูกดูดเข้าไปในมิติอื่นจนเหลือเพียงวิญญาณลอยอยู่ในมิติเคว้งคว้างไร้ขอบเขต แม้จะมีเพียงวิญญาณอ่อนแอ แต่จิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของนางนั้นกลับไม่อนุญาตให้ตัวเองยอมพ่ายแพ้ นางจะต้องกลับไปให้ได้ เพื่อไปหาสหายสนิทของนางผู้นั้น…

ในสนามประลองยิ่งใหญ่แห่งแคว้นซูหนาน สถานที่ที่ชีวิตของทาสทั้งหลายมีค่าเท่าเศษธุลี สถานที่ที่มีไว้เพื่อให้ความบันเทิงกับบรรดาผู้สูงศักดิ์ และนาง เจียงหลี ก็ดันฟื้นขึ้นมาใสร่างของนางทาสแห่งสถานที่นี้เสียได้!

โลกแปลกหน้าที่ยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ หลิงซือ เนี่ยนซือ วิญญาณยุทธ์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเจียงหลี แต่นางคือผู้ใด นางคือราชินีผู้เก่งกล้าแห่งแคว้นกู่วู่เชียวนะ ก็แค่ต้องฝึกฝนเบิกเนตรญาณด้วยร่างเด็กน้อยอ่อนแอ สถานะกลับตาลปัตรจากผู้สูงศักดิ์กลายเป็นทาสในเรือนของ ลู่เจี้ย ผู้ที่ได้รับฉายาหนุ่มรูปงามขี้โรค ไหนจะยังต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคนานัปการเพื่อหาหนทางกลับไปยังโลกเดิมของตนเองอีก เพียงเท่านี้เอง นางทำได้สบายอยู่แล้ว!

อ่าน พลิกปฐพี คลิ๊กลิ้งค่ะ

พลิกปฐพี ภาค 1 ภาคหลินชวน ตอนที่ 1-208
พลิกปฐพี ภาค 2 ภาคโลกแห่งยุคกลาง ตอนที่ 209-559
พลิกปฐพี ภาค 3 ภาคดินแดนแห่งเทพมาร ตอนที่ 559-975
ราชินีพลิกสวรรค์ (ภาคต่อจากพลิกปฐพี) เล่ม 2 ตอนที่ 101-200
ราชินีพลิกสวรรค์ (ภาคต่อจากพลิกปฐพี) เล่ม 3 ตอนที่ 201-300

สารบัญราชินีพลิกสวรรค์ ตอนที่ 1-100

1 เหตุเกิดจากหมั่นโถว
2 คนอะไรช่างงดงามยิ่งนัก
3 จะฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ
4 ฆ่าแกงกันไปใย ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า
5 โดนหลอกอย่างนั้นหรือ
6 คนเจ้าเล่ห์
7 หน้าตาของตระกูลเย่ว์กับคู่สวรรค์ประทาน
8 ช่างมีความพยายามเสียจริง!
9 หน้าเนื้อใจเสือ
10 ข้าต่างหากที่ทิ้งเจ้า!
11 ถึงขั้นลงมือทำร้ายผู้หญิงเชียวหรือ
12 ศักดิ์ศรีตระกูลเย่ว์ข้าจะเหยียบย่ำให้หมด
13 จู่โจมอย่างหนัก
14 ท่านเชื่อหรือไม่ว่าข้าเป็นราชินี
15 พลังนี้ ข้าก็มีนะ!
16 มาหาถึงที่
17 กล้าเดิมพันหรือไม่
18 เพิ่มเดิมพันอีกหนึ่ง
19 เสี่ยวหมีเจี้ยจื่อ
20 ถํ้าปีศาจทั้งเก้า และลู่จ้านผู้บ้าบิ่น
21 ไม่ใช่พวกพ้อง แต่เป็นศัตรู
22 ข้าถามว่าเจ้าจะยอมหรือไม่
23 ผู้มีพรสวรรค์ขั้นสูงกับขบวนรบทุบพันครั้งฝึกร้อยครา
24 เตะออกไปทันที!
25 ไสหัวไปให้พ้น! กล้าดีอย่างไรถึงมาเอาเปรียบเหล่าเหนียง!
26 ข้อสงสัยของลู่จ้าน
27 ความผิดปกตินี้มาจากไหน
28 เจ้าไม่ได้ดูดซับ แต่กลืนเข้าไปต่างหาก
29 เต็มระดับในชั่วข้ามคืน
30 วิญญาณยุทธ์ตัวแรกของนาง
31 จะเอาอะไรมาแลกกับข้า
32 ใช้ตัวข้าเองเป็นการแลกเปลี่ยน
33 นี่เป็นวิญญาณยุทธ์ชนิดใดกัน
34 จะได้โอกาสมานั้นต้องดิ้นรน
35 มีคนลอบสังหาร! ซวยชะมัด
36 พลังของเลี่ยเทียนซื่อ
37 เรื่องแปลกที่ไม่น่าแปลก
38 รู้สึกแปลกใจหรือไม่
39 วิญญาณยุทธ์ที่สิบ
40 เจ้าทำอะไรกับข้า
41 ถือว่าเสมอกัน
42 เดือนละครั้ง
43 ต้องการให้นายน้อยเจ้าเสน่ห์ปลอบใจ
44 ความลับของร่างกายลู่เจี้ย
45 อุ่นเตียงให้นายน้อย
46 เจ้าพูดอีกทีสิ
47 เสี่ยวหมีเจี้ยจื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง
48 มาพูดคุยกันหน่อย
49 เหตุใดจึงกลายเป็นคนของลู่เจี้ยไปได้
50 งานประลองชิงเจียว
51 ฐานะของนาง
52 งานประลองที่เต็มไปด้วยโอกาส
53 พบกันอีกแล้วเย่ว์หนานซี
54 เทียนเจียวของแต่ละเมือง
55 นอกใจ
56 ไป๋หลี่เฟิ่งผู้มีบารมีสูงส่ง
57 การต่อสู้ก็ไม่ยุติธรรมมาแต่ไหนแต่ไร
58 นางโชคดีขนาดนี้เชียวหรือ
59 จะรวมพลังกันอย่างนั้นหรือ
60 สิบอันดับแรกต้องมีนาง
61 ศึกล้างอาย
62 ทั้งหมดเป็นความผิดของเจียงหลี
63 ชื่อเสียงสมคำร่ำลือ
64 มั่นใจเกินไป
65 ความตกตะลึงของเย่ว์หนาน
66 เจ้ากล้าหรือ!
67 บนโลกนี้มีเรื่องอะไรที่ข้าไม่กล้าด้วยหรือ!
68 ท่าทีของท่านเจ้าเมือง
69 กลับมาได้ด้วยตัวเอง
70 การล้อมกำจัดในงานประลองชิงเจียว
71 ลวงสังหารในป่า
72 ต้อนเข้าเมือง บีบให้หมดหนทาง
73 ตระกูลเย่ว์ตัวดี
74 ทำไมต้องกลัวความเป็นความตาย
75 จูเสียปรากฎ สังหารหลิงเจี้ยง!
76 ประตูจวนตระกูลลู่
77 นางยังคงเปล่งประกายที่สุด
78 นายน้อยรูปงามผู้อ่อนโยน
79 ส่งเจ้าลงนรก
80 ลากเย่ว์หนานซีออกมา
81 เจ้าจะต้องดีใจกับความเมตตาของข้า
82 จะไปหรือไม่ไปดีล่ะ
83 เจียงหลี เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ
84 ขุดหลุมศพขึ้นมาให้ข้า
85 องค์หญิงเสด็จมาเยี่ยม
86 เจียงหลียอดเยี่ยมมาก
87 ขอมอบคำว่า ‘หย่า’ ให้ท่าน
88 เอาใจนายน้อยผู้เลอโฉม
89 มีฟืนแห้งแต่ไม่มีเชื้อไฟ
90 เชื้อไฟมาแล้ว!
91 บัดซบ! เปิดได้ไม่เป็นเวลาเอาซะเลย
92 หยอกล้อกันไป หยอกล้อกันมา ก็เลย…
93 เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลลู่ ขอฝากไว้กับเจ้าแล้ว
94 การต้อนรับอย่างดีของพระชายาลู่
95 ที่แท้คือศัตรูนี่เอง!
96 ตบหน้าตัวเอง น่าอายหรือไม่
97 เด็กหนุ่มที่งดงาม!
98 นายน้อยปกป้องเจ้าเอง!
99 เจ้าดวงซวยไปหน่อยนะ
100 เป็นคนโหดเหี้ยมคนหนึ่ง!

จะติ จะชม เม้มค่ะ

พลิกปฐพี 975

ตอนที่ 975

ตอนพิเศษ 16

บทนำราชินีเจียง

ภายในหานชุ่น ผืนป่าสีเขียวปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ก็ยังห่างอยู่อีกระยะหนึ่ง

ปราณของมู่เทียนอินไล่ตามมาติดๆ ดูเหมือนจงใจคิดจะเล่นสนุกกับพวกเขา

ทันใดนั้น เจียงหลีก็หยุดลงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หากเป็น เช่นนี้ต่อไป พวกเราคงไม่มีใครหนีรอด พวกเจ้ารีบพาชิงเกอหนีไป ข้าจะถ่วงเวลาเขาไว้เอง!”

“ไม่ได้นะแม่นางเจียง!” มู่เฉินเอ่ยห้าม

ในแววตาของโห่วก็ปรากฎร่องรอยไม่เห็นด้วย

แต่ว่า เจียงหลีกลับยืนกราน “อย่าได้ลังเลอีกเลย หากยังชักช้าอีกจะต้องตายกันทั้งหมด!”

พูดแล้วนางก็หันกายพุ่งออกไป ในมือกุมจูเสียที่มู่ชิงเกอหลอมให้นางไว้อย่างเหนียวแน่น

เกรงว่า หลังจากที่หันกายอย่างเด็ดขาด เจียงหลีก็รู้แล้วว่านี่คือการบอกลาครั้งสุดท้ายกับมู่ชิงเกอในชาตินี้…

ท่ามกลางมหาสมทุรดวงดาวที่ว่างเปล่า มีสสารที่ถูกเรียกว่า ‘ที่ว่าง’ ชนิดหนึ่งอาศัยอยู่

มันมาจากที่ใด เหตุใดถึงมีอยู่ ไม่มีใครรู้ พูดได้ว่า คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในจักรวาล ล้วนไม่มีทางรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน

คนที่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเพียงหนึ่งเดียว มีเพียงคนประเภทหนึ่ง

นั่นก็คือ…คนกึ่งตาย!

นอกจากนี้ ยังต้องเป็นคนกึ่งตายที่ถูกเนรเทศไว้ในมหาสมุทรดวงดาวจึงจะสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของที่ว่าง

คนกึ่งตายหมายถึงอะไร

ที่เรียกว่าคนกึ่งตาย หมายถึงคนที่ร่างกายถูกความว่างเปล่ากลืนกินแล้ว มีเพียงวิญญาณที่เหลืออยู่เหล่านั้น พวกเขาบ้างก็ร่อนเร่อยู่ในความว่างเปล่านานเกินไป อ่อนแอลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ถูกที่ว่างกลืนกินจนตาย ส่วนบางกลุ่ม ในระหว่างที่ร่อนเร่อยู่ก็สามารถกลืนกินที่ว่างกลายเป็นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดใหม่

เจียงหสีไม่รู้ว่าตัวเองล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่ามานานเพียงใดแล้ว ภาพความทรงจำในสมองนาง แผ่นดินแตกระแหง ภูเขา แม่นํ้าถล่มทลาย นางมองเห็นท้องฟ้าแตกออกเป็นแผ่น ร่วงลงมาทีละ แผ่นๆ…

นางได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างยิ่ง ตอนที่พลังฝ่ามือนั้นของมู่เทียนอินตกลงบนร่างนาง นางรู้สึกว่าวิญญาณของตนล้วนถูกดูดออกมาจากร่างกาย สายเลือดเก่าแก่ในร่างกายก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน

มู่เทียนอิน เป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดที่นางเคยเห็นในชีวิตนี้จริงๆ

ทว่า ยังดี…นางไม่เป็นไร

ท่ามกลางมทาสมุทรดวงดาว ร่างกายของเจียงหสีสูญสลายจนหมดสิ้นนานแล้ว มีเพียงวิญญาณที่ยังคงล่องลอยอยู่ในโลกแต่ละใบต่อไม่มีจุดมุ่งหมาย

นางกลายเป็นเงาร่างโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนที่มีแสงดาวส่องสว่าง รูปโฉมที่งดงามสง่ายังคงเห็นชัด แต่กลับดูเหมือนนอนหลับอยู่ มุมปากยกยิ้มเบาๆ เต็มไปด้วยความสบายใจชนิดหนึ่ง

‘…ชิงเกอ มู่ชิงเกอ…เขามาแล้ว เจ้าก็ปลอดภัยแล้ว แม้ว่าข้าจะไม่อาจร่วมรบเคียงบ่าเจ้าได้อีก ไม่อาจชื่นชมภูเขาลำธารกับเจ้าได้อีก แต่ข้าก็ไม่เสียดาย เพราะข้ารู้ว่าหากเปลี่ยนเป็นเจ้าก็จะเลือกทางเลือกนี้ เหมือนกัน ใครๆ ก็บอกว่าชีวิตคนยากจะเจอคนรู้ใจ ชีวิตนี้ข้าเจียงหลีได้รู้จักกับเจ้าก็เพียงพอแล้ว ขอให้เจ้าจะสุขสบายชั่วนิจนิรันดร์…’

ความคิดสุดท้าย กลายเป็นคำอวยพรตลอดกาล แผ่ขยายออกไป ท่ามกลางจักรวาลอย่างต่อเนื่อง ราวกับระลอกคลื่น ปกคลุมอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลทั้งหมด

จูเสียชิ้นนั้นกลับคืนสู่ภาวะพักผ่อนนานแล้ว มันสวมอยู่บนข้อมือของเจียงหลี กำลังกะพริบแสงริบหรี่

มันพลิ้วไหวไร้ที่พึ่งไปตามเจียงหลี ปราณของมันเองก็ถูกทั้งไว้ในโลกทุกแห่งที่ผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว มันยิ่งไม่รู้ว่า การเคลื่อนไหวที่ไม่รู้ตัวนี้ สร้างอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการตามหาเจียงหลีของมู่ชิงเกอในภายหลัง

ในมหาสมุทรดวงดาวอันว่างเปล่า มีลมพัดผ่านน้อยอย่างยิ่ง แต่กระแสอากาศที่มองไม่เห็น กลับส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เงียบๆ

เจียงหลีไม่รู้ว่าล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าของมหาสมทุรดวงดาวมานานเพียงใดแล้ว ที่นี่ไม่มีแนวคิดเรื่องเวลา เวลาชั่วพริบตาก็เท่ากับชั่วนิรันดร์ แสงดาวรอบกายนางค่อยๆ อ่อนลง ถูกความมืดสลัวที่มากยิ่งกว่าปกคลุม

ที่ว่างตัวหนึ่งค่อยๆ ปรากฎตัวอยู่แถวๆ นาง เห็นวิญญาณโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนที่กะพริบแสงสีเงินของนางก็ราวกับมองเห็นอาหารรสเลิศ ทำให้มันอดใจไม่ไหว

หลังจากเฝ้าติดตามอยู่ในความเงียบมาเนิ่นนาน ที่ว่างตัวนี้ก็เขยิบเข้าไปใกล้เจียงหลีช้าๆ ขอเพียงแค่กลืนกินนาง มันก็สามารถพัฒนากลายเป็นที่ว่างที่แข็งแกร่งขึ้นได้อีก

ในที่สุด มันก็มาอยู่ข้างกายเจียงหลี

เรือนร่างว่างเปล่าของกลุ่มธาตุอากาศค่อยๆ วิวัฒนาการเป็นปากมหึมา ในปากเต็มไปด้วยเขี้ยวฟันแหลมคม กัดคำใหญ่เข้ามาหาเจียงหลีอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น เจียงหลีที่สงบนิ่งมาโดยตลอดก็พลันเปิดตาทั้งคู่

แสงทองสองสายยิงออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของนาง ยิงตรงขึ้นไปบนฟ้าราวกับแสงทองสองช่อ การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำให้ที่ว่างที่เตรียมจะลอบโจมตีหยุดชะงักลง

ในตอนนี้เอง หน้าอกเจียงหลีก็มีงูเหลือมยักษ์มายาหนึ่งตัว ทะลวงออกมาอย่างรวดเร็ว แผดเสียงดุร้ายโผเข้าไปหาที่ว่างโชคร้ายตัว

‘อย่า!’ ที่ว่างถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว กว่ามันจะเติบโตมาถึงวันนี้ได้ ยังมีสติปัญญาของตนอีก จะตายเช่นนี้ได้อย่างไร

‘หญิงผู้นี้ตายแล้วยังน่ากลัวเพียงนั้นเลยหรือ’ ที่ว่างหนีไปพลางใช้สติปัญญาเพียงหนึ่งเดียวที่มันมีถอนหายใจไปพลาง

ทว่า มันอยากหนี กลับไม่ง่ายดายเพียงนั้น

งูเหลือมยักษ์ทะลวงออกมาจากร่างเจียงหลีอย่างรวดเร็ว ความยาวที่ไร้ขอบเขต ไล่ตามที่ว่างตัวนั้นไปติดๆ

ความเร็วของที่ว่างไม่ช้า แต่ความเร็วของงูเหลือมยักษ์เร็วยิ่งกว่า

เพียงชั่วลัดนิ้วมือ ศีรษะที่ดุร้ายของงูเหลือมยักษ์ก็มาถึงหน้าที่ว่างแล้ว ร่างของมันพันรัดที่ว่างไว้ทันที ชั่วพริบตาก็ลากกลับมาหน้าเจียงหลี

ที่ว่างผู้น่าสงสารดิ้นพล่านสุดชีวิต เดิมมันก็มีรูปร่างที่ว่างเปล่าอยู่แล้ว แต่เมื่อเจองูเหลือมยักษ์ที่รูปร่างว่างเปล่ากับเจียงหลีพร้อมกัน ความสามารถในการหนีกลับไม่เหลืออยู่อีก

หลังจากที่จับที่ว่างกลับมา งูเหลือมยักษ์ก็เก็บงำประกายกลับ เข้าไปในร่างเจียงหลี

ส่วนเจียงหลีที่นอนอยู่อย่างสงบนิ่ง จู่ๆ กลับลุกขึ้นมานั่ง ยื่นมือจับที่ว่าง “เจ้าอยากกินข้าหรือ”

บนเครื่องหน้าทั้งห้าที่โปร่งแสง มุมปากยกยิ้มอย่างหยอกล้อ

ความสามารถในช่วงเวลาเป็นตาย บีบบังคับให้นางจำใจต้องตื่นมา

นางยังตามหามู่ชิงเกอไม่เจอแล้วจะตายได้อย่างไร ในเมื่อไม่ตาย นางก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากนั้นก็หาเส้นทางกลับบ้านให้เจอ

ที่ว่างผู้โชคร้ายตัวนั้น ดิ้นพล่านอย่างหวาดกลัว

น่าแปลกอย่างยิ่ง ที่ว่างไม่มีรูปลักษณ์ภายนอก ไม่มีสีหน้าท่าทาง แต่เจียงหลีก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวของมัน

รอยยิ้มมุมปากนางกว้างขึ้น ทันใดนั้น นางก็ยกที่ว่างเข้ามาใกล้ตนเองช้าๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ข้ากินเจ้าแทนแล้วกัน”

เจ้าอยากกินข้า ข้าก็จะกินเจ้า ยุติธรรมอย่างยิ่ง

‘ไว้ชีวิตข้าด้วย!’ ความพยายามอย่างสุดชีวิตของที่ว่างแสดงความรู้สึกของมันออกมา

แต่ว่า กลับไม่มีทางห้ามการกระทำของเจียงหลีได้

นางเงยหน้าขึ้น อ้าปากกว้าง ในตอนที่ที่ว่างซึ่งถูกนางยกขึ้นตัวนั้นเคลื่อนเข้าไปใกล้มุมปากนาง ก็พลันหดตัว ถูกนางดูดเข้าไปในร่างกาย

‘อุบ!’ เมื่อดูดที่ว่างเข้าไปในร่าง เจียงหลีก็แค่นเสียงอย่างอดไม่ได้

ความรู้สึกชนิดนั้น เหมือนภายในร่างกายถูกเคาะราวกับรัวกลอง สั่นสะท้านทั่วร่าง

ชั่วพริบตาผ่านไป เจียงหลีก้มหน้ามองมือทั้งคู่ของตน แม้ว่าจะยังมีลักษณะโปร่งแสงอยู่ แต่นางก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตนแข็งแรงยิ่งขึ้น

เงาว่างเปล่าของงูเหลือมยักษ์ปรากฎออกมาข้างหลังนางอีกครั้ง พันรอบหัวไหล่นาง

ศีรษะที่ดุร้ายยื่นลิ้นงูออกมาเลียลิ้มรส คล้ายเป็นรถชาติที่พอใจอย่างยิ่ง

แววตาของเจียงหลีที่นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ค่อยๆ จ้องนิ่ง ในรอยยิ้มนางมีความโอหังอย่างผู้มีตำแหน่งสูงชนิดหนึ่ง “ในเมื่อของชิ้นนี้มีประโยชน์พวกเราก็ไปหามันมาอีกเถอะ”

นางคือราชินี ราชินีที่แคว้นกู่วู่ภาคภูมิใจที่สุดและองอาจที่สุด

นางมีความทะนงตนและยืนหยัดของนาง แม้จะไม่เกิดไม่ตาย แต่นางก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปด้วยมาดของราชินี

กาลเวลา ท่ามกลางความว่างเปล่า เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ที่สุด

ระยะเวลาที่เจียงหลีฟื้นคืนสติ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ที่ว่างผืนนี้รู้เพียงแค่ว่า พวกมันมีศัตรูที่น่ากลัวเพิ่มมาหนึ่งคน

อีกทั้ง ศัตรูผู้นี้ยังหิวกระหายอย่างยิ่ง กินที่ว่างเช่นพวกมันเป็นอาหาร

เดิมที พวกมันจึงจะเป็นผู้ล่าในสุสานความว่างเปล่า แต่หลังจากที่นางปรากฎตัว ตำแหน่งดันกลับกัน

‘ให้ตายเถอะ! ใครบ้างจะเก็บสตรีที่น่ากลัวผู้นี้ไปได้’

นี่คือคำภาวนาอันจริงใจที่สุดที่ออกมาจากใจของที่ว่างผืนนี้

บางที สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาล ผู้กุมอำนาจที่แท้จริงอาจได้ยินคำวิงวอนของพวกมันแล้ว หลังจากที่เจียงหลีออกล่าอีกครั้งเสร็จแล้ว ในที่สุดพวกมันก็เห็นความหวัง…

‘เอิ๊ก!’วิญญาณโปร่งแสงที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เริ่มก่อรูปก่อร่างขึ้นเรื่อยๆ หลังกินอิ่มแล้ว เจียงหลีก็เรออย่างพอใจ

อย่างไรเสีย ที่นี่ก็มีนางเพียงผู้เดียว ไม่อาจมีใครเตือนนางให้ระวังภาพลักษณ์ของราชินีผู้สูงศักดิ์

“อย่างไรก็ดีวิญญาณก็คือวิญญาณ ต่อให้ก่อรูปเสมือนจริงก็ไม่ใช่ร่างกายจริงๆ” เจียงหลีมองประเมินร่างกายตัวเองครู่หนึ่ง แสยะปากไม่แยแสเล็กน้อย

ทันใดนั้น หัวใจนางก็บีบแน่น พลังที่แข็งแกร่งจนไม่อาจต้านทานได้กลุ่มหนึ่ง ฉุดดึงนางออกไปไกลอย่างรวดเร็ว

‘บ้าเอ๊ย!’

เจียงหลีตกใจจนเบิกตาทั้งคู่โต

ใช้คำสถบที่เรียนมาจากมู่ชิงเกอในตอนนั้นตามจิตใต้สำนึก

‘ผีตัวไหนลอบโจมตีข้า!’ ความคิดไม่ดีความคิดหนึ่งจู่โจมหัวใจของเจียงหลีในชั่วพริบตา

ทว่า กลับไม่มีใครให้คำตอบนางได้

ต่อหน้าพลังกลุ่มนี้นางไม่มีทางต้านทานได้อย่างสิ้นเชิง เหมือนหุ่นไม้หนึ่งตัวที่ทำได้เพียงปล่อยให้ถูกควบคุม

นางค่อยๆ ถูกพลังกลุ่มนั้นพาไปไกลเรื่อยๆ วิญญาณที่ถูกนางฝึกฝนจนแข็งแรงอย่างถึงที่สุด ก็ถูกพลังกลุ่มนั้นบิดจนเป็นก้อน กลายเป็นก้อนกลมสีฟ้าโปร่งแสงหนึ่งก้อน

ก้อนกลมสีฟ้าผ่าแยกความว่างเปล่า ทะลุมิติไปยังโลกใบแล้วใบเล่าไม่ขาดสาย

ในที่สุดก็พลันช้าลง

ทว่า เจียงหลีกลับรู้สึกว่าบนก้นตนถูกคนถีบอย่างแรง ถีบนางออกไปราวกับลูกบอล

‘ระยำ!’

เจียงหลีแผดเสียงโกรธเกรี้ยวหนึ่งครา

แต่ตนกลับตกลงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับกระสุนที่ยิงออกไป

สตินางเลือนรางลงเรื่อยๆ ระหว่างที่กลิ้งตลบไม่หยุด ท้ายที่สุดก็หลับลึกอย่างสิ้นเชิง ตอนที่นางสูญเสียสติ เบื้องหน้าปรากฎกลุ่มดาวทะเลหมอกหนึ่งผืน

พื้นที่รกร้างเก้าผืน ล้อมรอบเป็นหนึ่งเดียว กระจายแสงสว่าง แวววับท่ามกลางมหาสมุทรดวงดาว

วิญญาณของเจียงหลีถูกโยนเข้าไปตรงกลางโลกใบนี้อย่างไม่อาจย้อนกลับ ไหลไปตามนํ้าด้วยสติที่เลอะเลือนในโลกใบนี้ คล้ายกำลังหาอะไรอยู่ ทั้งยังคล้ายกำลังรออะไรอยู่

เค้าโครงคูเมืองค่อยๆ ปรากฎอยู่ในเมฆหมอก แผ่นดินภูเขา สายนํ้าก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น พื้นที่ที่กระตือรือร้นไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายแห่งหนึ่ง ดึงดูดวิญญาณของเจียงหลีเข้าไป

สิ่งที่ดึงดูดนาง คือเรือนร่างที่ไม่มีพลังชีวิตแม้แต่นิดเดียวร่างหนึ่งตรงมุมกำแพง อ่อนแอไร้ที่พึ่ง

เหมือนกับตอนแรกที่พบที่ว่าง สัญชาตญาณที่ว่องไวชนิดหนึ่ง ทำให้นางใช้ความเร็วที่เร็วที่สุด พุ่งไปยังร่างร่างนั้น

ทว่า ที่มุมอีกมุมหนึ่ง มีก้อนกลมโปร่งแสงอีกหนึ่งก่อน จับจ้องร่างร่างนี้อยู่เช่นกัน มันลอยเข้าไปที่ร่างด้วยความเร็วที่ไม่ต่างจากเจียงหลี

กลุ่มแสงสองก้อน มาจากคนละที่ แต่กลับมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน

สวบ สาบ

แทบจะในเวลาเดียวกันกลุ่มแสงที่คนทั่วไปมองไม่เห็นสองก้อนก็จมหายไปในร่างร่างนั้นและร่างกายที่เดิมไม่มีพลังชีวิตเหลือแล้วร่างนั้น ก็พลันบังเกิดพลังชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ลมหายใจที่หยุดลงเริ่มกลับคืนมา เช่นกัน…

จบภาค 3 ภาคดินแดนแห่งเทพมาร

อ่านภาคต่อไป “ราชินีพลิกสวรรค์”

พลิกปฐพี 974

ตอนที่ 974

ตอนพิเศษ 15

หนี้ชาติก่อน ที่อยู่ของเจียงหลี

คนบางคน แม้ว่าจะกลับชาติมาเกิด แต่คุณก็ยังจำการมีอยู่ของเขาได้ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นในกลุ่มคน หลังจากที่คิดคำนึงมากว่าพันรอบ

สถานการณ์เช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วหากเกิดขึ้น คนผู้นั้นไม่ใช่คนรัก แต่เป็นศัตรู

มู่ชิงเกอลืมตาทั้งสอง สีหน้าใคร่ครวญหลายส่วน

นางเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเจอคนที่เคยรู้จักที่นี่ เมื่อคิดดูให้ดี พวกเขายังมีวาสนาต่อกัน อีกทั้งยังมีเวรกรรมต่อกัน

มู่ชิงเกอคิดครู่หนึ่ง เงาร่างหายไปจากที่เดิม

ตอนที่ปรากฎตัวอีกครั้ง นางก็ยืนอยู่นอกบ้านแห่งหนึ่งแล้ว

บ้านหลังนี้ขนาดไม่เล็ก มองดูแล้วเป็นตระกูลสูงส่งอย่างยิ่ง ข้างในบ้าน แต่ละส่วนๆ ระหว่างลานบ้าน ตกแต่งไม่เป็นระเบียบแต่ดูแล้วงดงาม ขึ้นๆ ลงๆ ทอดยาวออกไป

เมื่อมองดู ก็รู้ว่าไม่ใช่บ้านคนทั่วไป

มู่ชิงเกอเงยหน้าช้าๆ มองเห็นแผ่นป้ายหน้าประตูป้ายนั้น ข้างบน เขียนอักษรตัวใหญ่สี่ตัวไว้ว่า ‘จวนหวนหลังอี้’ อักษรสี่ตัวนี้ หมายความว่าอะไร นางไม่ได้อยากรู้

ทันใดนั้น นางก็กลายร่างเป็นลำแสงหนึ่งสาย จากนั้นก็เข้าไปในจวนอย่างเงียบๆ

ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว ในจวนเริ่มจุดไฟทำให้เงียบสงัดขึ้นหลายส่วน เรือนที่นางจะไป ตั้งอยู่ในพื้นที่เปลี่ยวอย่างยิ่งในจวนแห่งนี้

ดูจากตำแหน่งแล้วก็มองออกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ข้างใน มีฐานะในจวนเช่นไร

เดินไปตามทางไม่หยุด เร็วอย่างยิ่งมู่ชิงเกอก็ยืนอยู่ข้างนอกจวนเล็กที่ห่างไกลแห่งนั้น

ในลานบ้านขนาดเล็ก มีแสงไฟรางๆ ส่องออกมา ขับไล่ความดำมืด และยังพาเอาความเปล่าเปลี่ยวออกไปเช่นกัน

นางไม่รีบเข้าไป แต่กลับยืนอยู่ข้างนอก ฟังเสียงกวัดแกว่งอาวุธข้างใน ตอนนี้มีคนกำลังฝึกยุทธ์อยู่ในลานบ้าน อีกทั้งการเคลื่อนไหวยังไม่มาก คล้ายไม่อยากดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ ในจวนแห่งนี้

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว คล้ายประหลาดใจเล็กน้อย

คนผู้นั้นที่นางคุ้นเคย แต่ไหนแต่ไรไม่รู้จักถ่อมตน เหตุใดเกิดใหม่ครั้งนี้กลับรู้จักอ่อนข้อและเก็บตัวแล้วเล่า

‘น่าสนใจ’

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปากยกยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่มี หายตัวไปจากที่เดิม

ตอนที่นางปรากฎตัวอีกครั้งก็ปรากฎตัวนอกลานบ้านที่ครึกครื้น อย่างถึงที่สุดแห่งหนึ่งข้างในแล้ว สาวใช้งามหนึ่งกลุ่มกำลังยกอาหารและสุราเดินไปยังลานบ้านที่ครึกครื้นแห่งนั้น

รอยยิ้มบนใบหน้าพวกนางชวนหลงใหล ท่าทางกระตือรือร้น ทำให้เรือนเล็กที่ห่างไกลหลังนั้นยิ่งดูเหมือนถูกลืม

ทันใดนั้น ร่างสาวใช้งดงามกลุ่มนั้นก็ชะงักหยุดอยู่กับที่

มู่ชิงเกอปรากฎตัวอยู่ข้างหน้าพวกนาง ปัญญาเทวะที่แข็งกล้าครอบคลุมลงมาอย่างรวดเร็ว ทุกๆ แห่งที่ผ่านไปก็แอบอ่านความทรงจำในสมองของพวกนางหนึ่งรอบ

วิธีการแอบอ่านความทรงจำธรรมดาเช่นนี้ สำหรับมู่ชิงเกอในตอนนี้แล้ว เป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างถึงที่สุด

สายลมเย็นหนึ่งหอบพัดผ่าน เงาร่างของมู่ชิงเกอก็หายไปแล้ว

ส่วนสาวใช้งามกลุ่มนั้นก็กลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน พูดคุยหัวเราะ เดินไปยังลานบ้านที่ครึกครื้นหลังนั้นต่อ

หลังจากที่นางจากไปแล้ว ในความดำมืดก็ค่อยๆ ปรากฎเงาร่างของมู่ชิงเกอ

นางไพล่มือไว้ข้างหลัง มองลานบ้านที่แสงไฟสว่างไสว เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย ครึกครื้นอย่างถึงที่สุดหลังนั้น พึมพำเสียงตํ่ากับตัวเอง “ลูกอนุภรรยาของตระกูล แขนด้วนแต่กำเนิด บำเพ็ญตบะไม่ได้ เทียบกับพี่น้องลูกภรรยาหลวงผู้มีพรสวรรค์เหนือคนก็เปรียบดั่งโคลนใต้เท้าจริงๆ โดยเฉพาะ ยังมีมารดาที่ถูกจับชู้ได้คาเตียงผู้หนึ่งอีก”

ทันใดนั้น นางก็หัวเราะขึ้นมา “ชีวิตนี้ของเจ้า น่าสนใจจริงๆ”

มู่ชิงเกอเดินกลับไปยังเรือนหลังเล็กที่ห่างไกลแห่งนั้นอย่างช้าๆ ระหว่างทาง นางไม่กลัวว่าจะมีคนพบเห็นนางเลยแม้แต่น้อย ในความจริงแล้ว ด้วยตบะบำเพ็ญในตอนนี้ของนาง หากนางไม่ยินยอม ไม่ว่าใครก็ตามบนใบโลกนี้ล้วนไม่อาจสังเกตเห็นนางได้ทั้งสิ้น

หากบอกว่า โลกใบหลักเป็นโลกเพียงใบเดียวท่ามกลางโลกมากมายเหล่านี้ เช่นนั้น ด้วยฐานะในโลกใบหลักในตอนนี้ของนางก็คือเทพในหมู่เทพนั้นเอง

เดินไปถึงหน้าลานบ้านห่างไกล เสียงฝึกยุทธ์ข้างในยังคงดังต่อเนื่อง

ดูออกว่า ผู้ที่ฝึกยุทธ์มานะบากบั่นอย่างยิ่ง

มู่ชิงเกอเดินเข้าไปอย่างสบายอกสบายใจ ทะลุผ่านประตูเรือน ผ่านทางเดินเส้นเล็กที่คดเคี้ยว ลานบ้านนอกเรือนที่ผุพังสามหลัง ปรากฎอยู่ในสายตานางแล้ว

นางเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย คนที่กำลังฝึกกระบี่อยู่ในลาน บ้านกลับมองไม่เห็นนางอย่างสิ้นเชิง

มู่ชิงเกอเองก็ไม่ส่งเสียงรบกวน เพียงแค่เดินไปใต้ต้นไม้ในลานบ้าน ยกชายเสื้อของตนขึ้น นั่งลงบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้อย่างงามสง่า มองคนฝึกยุทธ์ผู้นั้นด้วยสีหน้าเอ้อระเหย

นี่คือเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปี แขนซ้ายด้วน

ตามความทรงจำของสาวใช้งามเหล่านั้น คุณชายลูกอนุภรรยาผู้นี้ไร้แขนหนึ่งข้างมาตั้งแต่กำเนิด

ตอนนี้ เขากำลังใช้แขนขวาที่มีอยู่เพียงข้างเดียวกุมกระบี่หนักหนึ่งเล่ม กวัดแกว่งกระบวนท่ากระบี่

กระบวนท่ากระบี่เหล่านี้ดูหยาบเล็กน้อย เหมือนกับคิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเอง

มู่ชิงเกอหรี่ตาทั้งคู่มองดู สังเกตเห็นเงาที่เคยเห็นมาก่อนจำนวนหนึ่งท่ามกลางกระบวนท่าที่ไม่สละสลวยเหล่านั้น สามารถหลอมรวมวิชามวยในการทหารแบบปัจจุบันเข้าไปในกระบวนท่ากระบี่ สร้างสวรรค์กระบวนท่าด้วยตัวเอง หมาป่าหาญก็คือหมาป่าหาญ สมกับที่เป็นดาบอันแหลมคมอันดับสองในองค์กร

แรกเริ่มที่สัมผัสปราณของหมาป่าหาญได้ มู่ชิงเกอก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะคาดเดาไว้บ้างแล้ว แต่อย่างไรเสีย นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดา

คิดไม่ถึงว่า การคาดเดานี้จะมีวันที่ได้รับการพิสูจน์

ตอนนั้นหมาป่าหาญวางแผนให้นางถูกระเบิดตายเพราะความริษยาเกลียดชัง แต่ท้ายที่สุด นางก็ลากเขาเข้าไปในระเบิดด้วยเช่นกัน ไม่มีใครรอดพ้นไปได้

ทั้งสองถือเป็นศัตรูร่วมเป็นร่วมตาย ตอนที่มีชีวิตอยู่ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ตายก็ยังนับว่าตายด้วยกัน ดังนั้น นางจึงคุ้นเคยปราณของหมาป่าหาญเป็นอย่างดี

แม้ว่า เขาจะเปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนโฉมหน้าแล้ว แต่ปราณของเขาก็ยังคงหนีไม่พ้นปัญญาเทวะของมู่ชิงเกอ

นางเชื่อว่า ถ้าหากตอนนี้ตนปล่อยปราณที่รวบรวมอยู่ในตัวของตนออกไป หมาป่าหาญก็จะจำนางได้ตั้งแต่แวบแรกเช่นเดียวกัน

‘หรือจะเป็นเพราะว่าดินระเบิดรุนแรงในปริมาณมากเพียงนั้น ระเบิดออกพร้อมกัน ฉีกการเชื่อมต่อระหว่างอากาศ บวกกับข้าและหมาป่าหาญต่างก็เป็นผู้มีพลังวิเศษ กำลังวังชาต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นจึงสามารถทะลุมิติมาเกิดใหม่ในต่างภพได้งั้นหรือ หากเป็นเช่นนี้ ตอนนี้หมาป่าหาญกลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว’ มู่ชิงเกอกล่าวเงียบๆ ในใจ

เวลาของโลกแต่ละใบต่างกันทำให้นางไม่มีทางตัดสินจุดนี้ได้

ในที่สุด หม่าป่าหาญที่กำลังฝึกกระบี่อยู่ในลานบ้าน ตอนนี้ ลมหายใจของเขาเริ่มหอบเล็กน้อยแล้ว สีผิวก็เริ่มแดงกํ่า กระทั่งบนยอดศีรษะยังมีไอร้อนจางๆ โผล่ขึ้นมา

เขาเดินเข้าไปใต้ต้นไม้ในลานบ้าน นั่งลงใต้ต้นไม้ต้นนั้นที่มู่ชิงเกอนั่งอยู่พอดี

แน่นอน ไม่ใช่เพราะเขาสังเกตเห็นมู่ชิงเกอ แต่กลับนั่งพักใต้ต้นไม้หลังจากฝึกยุทธ์เสร็จตามความเคยชิน

ข้างโต๊ะหินใต้ต้นไม้ มีม้านั่งหินเพียงสองตัว

บนโต๊ะหิน มีภาชนะดื่มชาเนื้อหยาบหนึ่งชุด ที่ต้มอยู่ข้างในก็ไม่ใช่ชาดีอะไร

หมาป่าหาญค่อยๆ เข้ามาใกล้ มู่ชิงเกอก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว

เขาเดินไปหน้าโต๊ะหิน วางกระบี่หนักลงบนโต๊ะหินอย่างระมัดระวัง จากนั้นตนก็รินชาให้ตัวเอง ดื่มลงไปช้าๆ

หลังจากออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ไม่อาจดื่มหนักได้

ความรู้ในยุคปัจจุบัน พรั่งพรูออกมาท่ามกลางความไม่รู้ตัว

ในระยะใกล้ มู่ชิงเกอมองเห็นดวงตาทั้งคู่ของเขาชัดเจนได้อย่างง่ายดาย นางดูออกว่า ในดวงตาคู่นี้อ้างว้างลุ่มลึกอย่างถึงที่สุด

หมาป่าหาญคือความเคียดแค้นของนาง แต่ไหนแต่ไรไม่ใช่สิ่งมีค่า

ความริษยาที่เขามีต่อนาง มาจากเกียรติยศ และกำลังสู้รบ ความรุ่งโรจน์ของนาง ปิดบังแสงสว่างของเขา และด้วยเหตุนี้จึงกระตุ้นด้านมืดในส่วนลึกจิตใจของเขา ปลุกความอาฆาตขึ้นมา

หมาป่าหาญในตอนนี้มู่ชิงเกอยังคงเห็นความทะเยอทะยานได้จากดวงตาคู่นั้นของเขา

เพียงแต่ ความทะเยอทะยานนี้ไม่เกี่ยวกับการสืบสายวงศ์ตระกูล และไม่ได้สนใจทรัพย์สินตำแหน่ง แต่เป็นการแสวงหาพลังอันป่าเถื่อน

ดวงตาที่ใสกระจ่างของมู่ชิงเกอ สายตากะพริบวาบเล็กน้อย ค่อยๆ คลายวิชาปราณที่เก็บไว้ในตัวลง

หมาป่าหาญที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะหินพลันเห็นว่าหน้าโต๊ะหินมีคนที่อยู่ในชุดแดงสีสดผู้หนึ่งปรากฎตัว ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างอย่างรวดเร็ว คว้ากระบี่หนักบนโต๊ะขึ้นตามจิตใต้สำนึก กวาดตามแนวขวางออกไปหามู่ชิงเกอ

โจมตีหนึ่งกระบวนท่า ไม่ว่าจะโจมตีโดนหรือไม่ เขาก็ถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว เว้นระยะห่างที่ค่อนข้างปลอดภัยเอาไว้

“เจ้าเป็นใคร” เขามองมู่ชิงเกอที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว อย่างตื่นตัว กล่าวถามเสียงเฉียบขาด

มู่ชิงเกอยังคงนั่งอยู่อย่างสบายใจ มุมปากยกยิ้มที่คลุมเครือไม่ชัดเจน “เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ”

ในใจหมาป่าหาญหวาดกลัว มองหน้าใบนั้นของมู่ชิงเกออย่างตั้งใจ

นั้นคือใบหน้าที่งามอย่างถึงที่สุด ทำให้คนมองตาค้าง ชั่วชีวิตไม่อาจลืมได้ แต่ว่า เขากลับไม่มีความทรงจำแม้แต่นิดเดียว ตอนที่เขามองดวงตาที่ใสกระจ่างคู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่มีเหตุผล ขึ้นมาในเบื้องลึกของจิตใจ

เพราะดวงตาคู่นั้น ในความทรงจำของเขาจึงค่อยๆ ปรากฎ ใบหน้าในอดีตเมื่อนานมาแล้ว แทนที่ลงไปบนใบหน้าที่งามล่มเมืองใบนี้ ช้าๆ หลอมรวมกับดวงตาคู่นั้น…

“เป็นเจ้า” หมาป่าหาญกล่าวเสียงตกใจ หลังจากที่ตกใจ เขาก็สงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว แววตาเด็ดขาด เอ่ยคำสองคำออกมาจากช่องฟัน “เขี้ยวมังกร”

มู่ชิงเกอยิ้ม แต่ว่าในรอยยิ้มที่งดงามนั้น กลับทำให้หมาป่าหาญหวาดกลัวขึ้นในจิตใจ

เขารู้จักเขี้ยวมังกรเป็นอย่างดี

คนที่เคยทำเรื่องไม่ดีกับนาง ไม่อาจมีจุดจบที่ดีได้ แม้แต่เขา ต่อให้จะเตรียมตัวมากเพียงใด ระวังมากเพียงใด ในที่สุดก็วางแผนทำร้ายนางได้ แต่สุดท้ายกลับพ่วงชีวิตตนเองไปด้วย

ความโหดเหี้ยมของเขี้ยวมังกร ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับความโหดร้ายของศัตรู แต่ขึ้นอยู่กับความโหดเหี้ยมของตัวนางเองด้วย

บนโลกนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่เขี้ยวมังกรไม่กล้าทำ

และไม่มีเรื่องไหน ที่เขี้ยวมังกรที่เขารู้จักทำไม่สำเร็จ

นางแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

แข็งแกร่งจนทำให้คนไม่มีทางหายใจภายใต้แสงสว่างของนาง ดังนั้น ภายใต้ความจนปัญญา เขาจึงอยากทำลายตำนานนี้ด้วยมือตัวเอง ทำให้ตนเองหลุดพ้น

หลังการระเบิด เขาเสียชีวิต เขาเองก็คิดว่าเขี้ยวมังกรไม่มีทางรอดภายใต้ระเบิดเช่นนั้นได้เหมือนกัน วินาทีนั้นที่ตาย จิตใจข้างในของเขาก็ผ่อนคลาย เพราะเขาคิดว่า นับแต่นี้ไป จะไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงามืดของเขี้ยวมังกรอีกต่อไป

แต่ว่า ภายหลังเขาเกิดใหม่

ตอนที่สติของเขากลับคืนมา กลายเป็นทารกแขนด้วนแต่กำเนิดคนหนึ่ง ความคิดแรกของเขาก็คือ เขี้ยวมังกรเล่า เขี้ยวมังกรจะเกิดใหม่ ด้วยวิธีนี้เหมือนกันหรืรอไม่

โชคดี สิบกว่าปีต่อมา เขี้ยวมังกรไม่เคยปรากฎตัวอีก คนที่ทำให้เขาหวาดกลัวเข้ากระดูกดำผู้นี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของเขา

ทว่า ในตอนนี้ คนที่เขาคิดว่าไม่มีทางพบเจอกันอีก คาดไม่ถึงว่าปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเขา ยังคงใช้วิธีที่เปล่งประกายเช่นนี้..

ชุดสีแดงเลือดนั้น แยงตาประหนึ่งดวงอาทิตย์ แผดเผาลานตา ทำให้คนน้อยเนื้อตํ่าใจ

“ดีมาก ดูท่าแล้วนายจะยังจำฉันได้อยู่” มู่ชิงเกอลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปข้างหน้าหลายก้าวด้วยท่าทางสบายอารมณ์

นางตั้งใจย่นระยะปลอดภัยภายในใจของหมาป่าหาญลง ทำให้เขาตื่นตระหนกยิ่งขึ้น

“ไม่คิดว่าเธอเองก็จะคืนชีพ” หมาป่าหาญกล่าวเสียงตํ่า บนร่างเขา มีคลื่นความรู้สึกที่ไม่สอดคล้องกับอายุชนิดหนึ่ง นี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง หมาป่าหาญที่ตายไปตอนนั้นอายุสามสิบปีแล้ว

เขาถอยไปข้างหลังอีกสองก้าวอย่างไม่ทิ้งร่องรอย เว้นระยะห่างออกไป

“นายกลัวฉันหรือ” มู่ชิงเกอยิ้มอย่างใคร่ครวญ ก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว ประชิดหมาป่าหาญต่อ เหมือนกับว่านางเพียงแค่กำลังเล่นเกมอยู่

หมาป่าหาญนิ่งเงียบ คราวนี้ เขาไม่ได้ถอยไปอีก “กลัวเหรอ ใช่แล้ว กลัวจนฆ่าเธอได้” นํ้าเสียงเขาภูมิใจเล็กน้อย ราวกับว่า ฆ่ามู่ชิงเกอได้หนึ่งครั้ง เป็นผลงานที่ควรค่าให้อ้อวดที่สุดในชีวิตชาติก่อนและชาตินี้ของเขา

มู่ชิงเกอไม่ได้ถูกยั่วโมโห “ถึงฉันจะตายแล้ว แต่นายก็ยังเอาความหวาดกลัวต่อฉัน กลับชาติมาเกิดด้วย”

สีหน้าหมาป่าหาญตึงขึ้นมา เพราะว่า สิ่งที่มู่ชิงเกอพูดคือ ความจริง “เธอจะเอายังไงกันแน่”

“ง่ายมาก” มู่ชิงเลิกคิ้ว ยิ้มอย่างคลุมเครือยากจะเข้าใจ “ทวงหนี้”

“เธอแอบเฝ้าดูฉันมาโดยตลอดเหรอ” หมาป่าหาญพลันกล่าว มิเช่นนั้น เขาก็คิดเหตุผลที่มู่ชิงเกอปรากฎตัวกะทันทันไม่ออก อย่างไรเสีย เขาก็อยู่แต่ในบ้านเช่นนั้น นอกจากจะตั้งใจฝึกฝนแล้ว ก็คิดแต่จะ หลบหนีมู่ชิงเกอ

เพราะเขาไม่มั่นใจว่าเขี้ยวมังกรอยู่บนโลกใบนี้อยู่ในประเทศนี้หรือไม่

มู่ชิงเกอหัวเราะร่าขึ้นมา

หมาป่าหาญมองลักษณะท่าทางสง่างามผ่าเผยของนาง ในดวงตาปรากฎความริษยาเล็กน้อย เพราะว่าเขี้ยวมังกรผู้นี้ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็สามารถดึงดูดความสนใจทั้งหมดได้ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้าน มืดสลัว

ความเชื่อมั่นในตัวเองเช่นนั้นของนาง ความแข็งกล้าเกินตัว ในขณะที่ทำให้คนอิจฉา ยำเกรง ก็ทำให้เกิดความริษยาด้วยเช่นกัน

“ฉันเพียงแค่ผ่านทางมา ตอนที่เห็นนาย ก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน” หลังจากหัวเราะเสร็จแล้ว มู่ชิงเกอก็กล่าวกับหมาป่าหาญอย่างไม่หวาดหวั่น

ผ่านทางหรือ ไม่คาดคิดหรือ

หมาป่าหาญไม่มีทางสงสัยในคำพูดของเขี้ยวมังกร เพราะเขารู้ว่า เขี้ยวมังกรเกลียดการโกหก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ บนร่างนางมีพลังชนิดนั้นที่ปรากฎออกมา…

เคร้ง!

จู่ๆ กระบี่หนักก็ตกลงมาจากมือหมาป่าหาญ เขามองมู่ชิงเกอแล้วกล่าว “ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ ในเมื่อเธอบอกว่ามาทวงหนี้กับฉัน เช่นนั้นจะฆ่าก็ฆ่าเสีย”

สายตามู่ชิงเกอกวาดผ่านตัวกระบี่หนักเล่มนั้น สุดท้ายก็ตกลงบนร่างเขา นางกล่าวอย่างหยอกล้อ “หมาป่าหาญที่ฉันรู้จัก ไม่ได้มีนิสัยยอมแพ้ง่ายๆ เด็ดขาด”

หมาป่าหาญกล่าวพึมพำ “ฉันในอดีต ย่อมไม่คิดว่าตัวเองด้อยไปกว่าเธอ แต่ว่าตอนนี้..”

เขามองแขนซ้ายที่ว่างเปล่าของตน

เป็นคนพิการแต่กำเนิดคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีวันก้าวเข้ามาในเส้นทางการฝึกตนได้อย่างแท้จริงผู้หนึ่ง เขาจะเอาอะไรไปสู้กับเขี้ยวมังกร

พลังวิเศษที่ใช้เมื่อชาติก่อนหรือ

ชีวิตนี้กลับไม่มีอยู่อีกแล้ว

“นายวางใจ ฉันไม่ไม่เอาเปรียบจุดนี้หรอก” มู่ชิงเกอหัวเราะเบาๆ กล่าว เพียงแต่รอยยิ้มนั้น ไม่มีความจริงใจ ตอนที่หมาป่าหาญส่งสายตา สงสัยไปให้นาง นางก็กล่าวต่อ “ฉันเห็นกระบวนท่ากระบี่ของนาย ยังรักษาทักษะต่อสู้ที่เคยเรียนมา ดูท่าแล้ว หลายปีมานี้ สิ่งเหล่านั้นนายไม่เคยทำให้สูญเปล่าเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเรามาใช้สิ่งที่เรียนมาด้วยกัน ตัดสินหนี้เก่าระหว่างนายกับฉันแล้วกัน”

หมาป่าหาญตกตะลึง ในแววตาคล้ายจุดประกายความหวัง เขากล่าวอย่างไม่แม้แต่จะคิด “ได้!”

ผ่านไปหนึ่งก้านธูป หมาป่าหาญกระแทกลงไปบนพื้นอย่างแรง ผิวหนังทั้งร่างต่างก็เต็มไปด้วยรอยฟกชํ้า ปากจมูกเปื้อนเลือด นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

มู่ชิงเกอยังคงยืนอยู่อย่างปราศจากคราบฝุ่นดิน สง่าผ่าเผย ท่าทางสะโอดสะอง

“ฉันแพ้แล้ว” หมาป่าหาญกำหมัด บนมือเปื้อนเต็มไปด้วยฝุ่นดิน

เขาแพ้ด้วยไม้ตายที่แข็งกล้าที่สุดในตอนนี้ของตน แพ้อย่างที่ไม่มีแรงจะสู้กลับได้เลยแม้แต่น้อย

มู่ชิงเกอปัดฝุ่นบนเสื้อเล็กน้อย ก้มลงมองหมาป่าหาญแล้วกล่าว “นับแต่นี้เป็นต้นไป ความแค้นระหว่างนายกับฉันจบสิ้นลงแล้ว”

คำพูดของนางทำให้หมาป่าหาญตะลึงงันกล่าวอย่างประหลาดใจ “เธอไม่ฆ่าฉันเหรอ”

มู่ชิงเกอหัวเราะเบาๆ กล่าวอย่างไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย “ทำไมต้องฆ่านายด้วยเล่า”

พูดจบ นางก็สะบัดแขนเสื้อหมุนตัว หายไปต่อหน้าหมาป่าหาญ

หมาป่าหาญมองภาพที่นางจากไปอย่างตกตะลึง ในแววตา ค่อยๆ รวมแสงที่ดุดัน เขาตะโกนด้วยความโกรธ “เขี้ยวมังกร! เธอยังคงเป็นเขี้ยวมังกรคนนั้นจริงๆ โหดเหี้ยมไร้ปรานี! เธอปล่อยให้ฉันอยู่ในเงามืดของเธอสองชาติไม่พอ ยังคิดจะปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตต่อไปด้วยความหวาดกลัวเธอทุกชาติทุกภพ! เธอมันโหดเหี้ยมนัก!”

“ถูกนายมองออกแล้วสิ ถ้านายไม่ยินดีก็ฆ่าตัวตายเสีย ปัญหาที่ตามมาก็จะหมดไปฉันรับรองว่าจะไม่ตามไปหานายถึงชาติหน้าอีก” ในท้องฟ้ายามราตรี เสียงที่สบายอารมณ์เสียงหนึ่งลอยเข้ามา

‘พรูด!’

ประโยคนี้ทำให้หมาป่าหาญกระอักเลือดออกมา สลบลงไป

ภาพที่หมาป่าหาญสลบไป ถอยออกจากปัญญาเทวะของมู่ชิงเกอ ความแค้นระหว่างนางกับหมาป่าหาญจบสิ้นลงแล้วจริงๆ หลังจากนี้ไป คนผู้นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางอีก

หลังจากนี้ นางจะต้องหาที่อยู่ของเจียงหลีต่อ

วันเวลาผ่านไปเหมือนเดิม แต่คนกลับไม่เหมือนเดิม

ท่ามกลางการตามหา มู่ชิงเกอหามาไม่รู้กี่จักรวาลขนาดใหญ่ กี่ล้านโลกมนุษย์แล้ว ขอเพียงเป็นที่ที่มีปราณของจูเสีย นางก็จะตามหาด้วยตัวเองรอบหนึ่ง

ชั่วพริบตา ซือมู่ก็สิบขวบแล้ว

บนเรือต้าเซียน แผนที่จักรวาลขนาดใหญ่แผ่นนั้นก็ถูกมู่ชิงเกอเขียนอย่างละเอียดมากขึ้น

บนดาดฟ้าหัวเรือ มู่ชิงเกอยืนโต้ลม แสงดาวซ้ายขวาวาดผ่านอย่างรวดเร็ว ดวงดาวที่กะพริบอยู่ไกลๆ ล้วนแต่เป็นโลกแต่ละใบๆ

ซือมั่วปรากฎตัวข้างหลังนาง โอบนางเข้ามาในอ้อมอกเบาๆ มือใหญ่หนึ่งคู่ กุมท้องน้อยที่แบนราบของนางเบาๆ “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ พวกเราออกจากโลกใบหลักมาเจ็ดปีแล้ว ไปๆ มาๆ อยู่ในมิติ หาโลกนับไม่ถ้วน ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์พวกเรากลับกันชั่วคราวดีกว่า สำหรับเจียงหลี ข้าจะส่งคนค้นหาต่อ รอเจ้าคลอดแล้ว หากยังหาไม่เจอ ข้าค่อยมาเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่”

มู่ชิงเกอก้มหน้า มองท้องตัวเองแล้วฝืนยิ้ม “ลูกคนนี้ มาไม่ถูกเวลาจริงๆ”

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์…” ซือมั่วหมดคำพูดจะเถียง

เขาเคยสาบานไว้ว่า จะไม่ให้มู่ชิงเกอต้องทนรับความเจ็บปวด จากการคลอดลูกอีก

แต่ว่า กลับทนคำร้องขอของมู่ชิงเกอไม่ไหว ต้องการมีน้องสาวให้ซือมู่จึงยอมอ่อนข้อให้

“แผนเดิมของข้า ลูกคนนี้ควรจะมีหลังจากที่หาเจียงหลีเจอแล้ว” มู่ชิงเกอกล่าวเสียงตํ่า นางหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มกล่าว “แต่ว่า กว่าจะคลอดก็ยังเหลือเวลาอีกนาน ข้ายังหาต่อได้”

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์” ซือมั่วยังคิดจะโน้มน้าวต่อ

ทันใดนั้น สายตามู่ชิงเกอก็จ้องนิ่ง ยกมือหยุดคำพูดของซือมั่ว

“ข้าสัมผัสถึงปราณของจูเสียได้อีกแล้ว” มู่ชิงเกอมองดวงดาวสีทองอ่อนดวงนั้นนอกปีแสงนับหมื่นข้างหน้า

ซือมั่วส่ายหน้ายิ้มกล่าว “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก”

“ไม่ ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ความรู้สึกครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง อีกทั้ง… บนจูเสียยังมีปราณของเจียงหลีอยู่ด้วย” หลังจากที่มู่ชิงเกอตั้งใจสัมผัสแล้ว ดวงตาทั้งคู่ก็เป็นประกายทันที

ซือมั่วเองก็ตาลุกวาวเนื่องด้วยคำพูดประโยคนี้ของนางเช่นกัน

หากครั้งนี้หาเจอจริงๆ เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถกลับไปยังโลกใบหลักได้โดยเร็ว เลี่ยงไม่ให้เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาต้องวิ่งวุ่นทนทรมานอีก

“นั้นคือโลกใด” มู่ชิงเกอชี้ดาวดวงนั้น

ซือมั่วยกมือครู่หนึ่ง แผนที่จักรวาลขนาดใหญ่ก็ปรากฎอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง

พวกเขาดูจากพิกัด เร็วอย่างยิ่งก็กำหนดจุดบนแผนที่ได้แล้ว

“โลกจิ่วฮวง!”ซือมั่วพูดชื่อดาวสีทองอ่อนดวงนั้นออกมา

พลิกปฐพี 973

ตอนที่ 973

ตอนพิเศษ 14

พลัดพรากคนรัก ไม่สมปรารถนา

สี่วัน ผ่านไปไวเพียงชั่วลัดนิ้วมือ

วันที่ต้องแยกจาก มู่ชิงเกอไม่ได้บอกผู้ใด คนที่รู้และมาส่งเพียงผู้เดียว มีเพียงหลี่ซิวหยวนที่หลายวันมานี้พัวพันอยู่กับพวกมู่ชิงเกอสามคนครอบครัว

“ซือมู่น้อย นี่คือหุ่นยนต์แปลงร่างที่พ่อบุญธรรมซื้อให้หนู แล้วก็ นี่คือวิดีโอเกมรุ่นใหม่ล่าสุด…ส่วนนี่…”

หลี่ซิวหยวนนั่งยองอยู่ข้างหน้าซือมู่น้อย ยัดสิ่งของเข้าไปในอ้อมอกเขาไม่หยุด

มู่ชิงเกอมองเขาอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวอย่างหยอกล้อ “นายเวอร์เกินไปจริงๆ ไม่ย้ายห้างมาให้เลยล่ะ” พูดจบ นางก็เหลือบตามองรถบรรทุกคันเล็กที่จอดอยู่ไม่ไกล

ไม่ต้องให้หลี่ซิวหยวนแนะนำ นางใช้ปัญญาเทวะกวาดมองก็รู้ว่าในตู้รถบรรทุก กองเต็มไปด้วยของเล่นต่างๆ หนังสือ รวมถึงอาหารรสเลิศต่างๆ นานาของเด็กน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ‘พ่อบุญธรรม’ คำเรียกนี้ ก็เป็นคำเรียกที่หลี่ซิวหยวนใช้ไม้อ่อนหว่านล้อมมาหลังจากที่ซื้อตัวซือมู่น้อยในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้

“ถ้าไม่กลัวว่าเธอจะเอาไปไม่หมด ฉันก็อยากซื้อห้างทั้งห้างมาจริงๆ” หลี่ซิวหยวนเงยหน้าขึ้น มองมู่ชิงเกอแล้วกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ราวกับว่า การทำแบบนี้ได้ เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การโอ้อวดเรื่องหนึ่ง

มู่ชิงเกอหัวเราะส่ายหน้าไม่ได้ทำลายความหวังดีของเพื่อนสนิท ยกมือโบกรถบรรทุกคันเล็กที่เต็มไปด้วยของต่างๆ คันนั้น ก็หายไปต่อหน้าต่อตา

ไปไหนแล้ว แน่นอนว่าหายไปในโลกใบเล็กที่มู่ชิงเกอประกอบขึ้นใหม่

แม้ว่า ตอนนี้โลกใบเล็กฝั่งนั้นจะยังอยู่ในขั้นแบบจำลอง ไม่สมบูรณ์เหมือนกับที่มีเหมิงเหมิงดูแล แต่ก็เพียงพอให้บรรจุของจำนวนหนึ่งได้

“เฮ้ย”

ฉากฉากนี้ทำให้หลี่ซิวหยวนตะลึงงัน เขาลุกขึ้นยืน มองบริเวณที่รถบรรทุกจอดอยู่ก่อนหน้านี้

ทัศนียภาพที่ว่างเปล่าทำให้เขากะพริบตาอย่างเหลือเชื่อ จากนั้น ก็โยนของในมือทิ้ง วิ่งเข้าไปลูบๆ คลำๆ เมื่อมั่นใจว่าหายไปแล้วจริงๆ จึงสูดลมหายใจเย็นเยียบ ละสายตามองมู่ชิงเกอ

“ก็แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย” มู่ชิงเกอยกยิ้มกล่าว

หลี่ซิวหยวนกลอกตา “เรื่องจิ๊บจ๊อยแบบนี้ก็แบ่งให้ฉันบ้าง อย่าขึ้งกไปหน่อยเลย ขอบคุณ”

“ฉันอยากสอนทักษะการป้องกันตัวนายมากกว่า ไม่ให้นายถูกจับตัวเรียกค่าไถ่อีก” มู่ชิงเกอยิ้มกล่าว

ทว่าหลี่ซิวหยวนกลับแสยะปาก คัดค้านจากใจ “ช่างเถอะ ฉันไม่ใช่คนฝึกทหาร อย่างมากครั้งหน้าฉันก็แค่ระมัดระวังตัวหน่อยก็ได้แล้ว”

เห็นท่าทางไม่สนใจของเขา มุมปากมู่ชิงเกอที่อมยิ้มอยู่ก็ค่อยๆ เก็บลง

“อย่างมากก็แค่เสียทรัพย์สะเดาะเคราะห์อย่างไรเสีย สิ่งที่ฉันมีเยอะที่สุดก็คือเงิน” หลี่ซิวหยวนเดินกลับมา อุ้มซือมู่น้อยที่อมลูกกวาดอยู่ในปากขึ้นมา กล่าวอย่างเอาใจ “ไหน เด็กน้อย เรียกพ่อบุญธรรมหน่อย”

“พ่อบุญธรรม” ซือมู่น้อยเองก็รู้จักประจบประแจง ได้ประโยชน์จากหลี่ซิวหยวนมากมายเพียงนั้น ก็เรียกเสียงดังกังวานหนึ่งครา

“เด็กดี” ชั่วขณะหลี่ซิวหยวนก็เบิกบานใจ อดไม่ได้หอมแก้มที่ตุ้ยนุ้ยของซือมู่น้อยหนึ่งครา “ได้ยินหนูเรียกพ่อบุญธรรมแบบนี้ พ่อบุญธรรมก็เต็มใจจะยกทรัพย์สินทั้งบ้านให้หนูแล้ว”

“นายตามใจเด็กเกินไปแล้วจริงๆ โชคดีที่ลูกฉันอยู่กับนายไม่นาน” มู่ชิงเกอส่ายหน้ากล่าว

แต่หลี่ซิวหยวนกลับเลิกคิ้วอย่างพอใจ “เธอไม่เข้าใจความสุขที่ได้ตามใจลูก ฉันจะไม่โทษเธอ”

มู่ชิงเกอหมดคำพูด

ตอนที่นางยังเด็กก็ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร แม้ว่าจะอยู่ต่างภพ ก็ยังใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นพวกเจ้าสำราญ แต่ความพยายามของนางกลับไม่แพ้ใคร ดังนั้น ลูกของนาง จึงไม่มีทางทำตัวกำเริบเสิบสานเพียงเพราะบารมีบรรพบุรุษและความสำเร็จของพ่อแม่

“เด็กน้อย หนูเห็นด้วยหรือเปล่า” หยอกล้อมู่ชิงเกอแล้ว หลี่ซิวหยวนก็เริ่มเย้าแหย่ซือมู่น้อย

ซือมู่น้อยกลอกตาไปมา หัวเราะ ‘คิกๆๆ’ ออกมา “พ่อบุญธรรม พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ หนูรู้เพียงแค่ว่าคุณแม่ดีที่สุด หนูเชื่อฟังคำพูดของคุณแม่”

“เจ้าเด็กคนนี้นี่” หลี่ซิวหยวนท้อใจ

“หนูจะลง” ซือมู่น้อยดิ้นอยู่ในอ้อมอกเขา

หลี่ซิวหยวนไม่ได้บังคับเขา แต่ปล่อยเขาลงบนพื้นตามความต้องการของเขา

เมื่อหลุดออกจากอ้อมกอดของหลี่ซิวหยวน ซือมู่น้อยก็วิ่งไปยังของเล่นสุดที่รักกองนั้นอย่างร่าเริงแม้เขาจะไม่รู้ว่าของเล่นส่วนใหญ่เหล่านี้คืออะไร แต่ก็ไม่อาจเก็บสัญชาตญาณที่ชอบของเล่นของเด็กน้อยไว้ได้

“ลูกมานี่หน่อย” ซือมั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็กวักมือเรียกซือมู่น้อย

ซือมู่น้อยหันหน้าไปมองเขา คิดจะขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกสายตาที่ยิ้มจนเย็นเยียบ เต็มไปด้วยความเผด็จการคู่นั้นของบิดา ตนทำให้สั่นสะท้าน

เด็กน้อยขนหัวลุกวิ่งไปหาบิดาตนด้วยความกระตือรือร้น

ซือมั่วมองมู่ชิงเกอ ความนัยในนั้น ส่งสายตากันก็เข้าใจ หลังจากที่ซือมู่น้อยวิ่งเข้ามาแล้ว เขาก็ก้มตัวอุ้มลูกไว้ในอ้อมอก เดินออกไปไกล เหลือเวลาให้มู่ชิงเกอได้บอกลาหลี่ซิวหยวน

สองพ่อลูกเดินออกไปไกลแล้ว รอยยิ้มที่เปล่งประกายบนใบหน้าหลี่ซิวหยวนก็หุบลง

เขามองมู่ชิงเกอ กล่าวด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง แต่ในที่สุดก็ยังมาถึงแล้ว”

“นายดูไม่เหมือนคนอ่อนไหวสักเท่าไหร่” มู่ชิงเกอยิ้มกล่าว

หลี่ซิวหยวนเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา “นั่นเป็นเพราะว่า คำบอกลาก่อนหน้านี้ รู้ว่าเธอจะต้องกลับมา แต่ครั้งนี้ ฉันรู้ดีว่า เธอจะไม่กลับมา อีก ไม่สิ เธออาจจะผ่านทางมาที่นี่อีกหรือเปล่าก็อาจจะกลับมาเยี่ยมเยียน แต่ว่า ถึงตอนนั้น ฉันอาจจะไม่อยู่แล้ว”

“หลี่ซิวหยวน” มู่ชิงเกอเรียกชื่อของเขาออกมา

หลี่ซิวหยวนยิ้มอย่างปล่อยวาง “ฉันเข้าใจ เธอมีชีวิตของเธอ วงโคจรชีวิตของเธอต่างจากพวกเราแล้ว”

“มู่เกอบนโลกนี้ ตายไปเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว” มู่ชิงเกอกล่าวเสียงตํ่า เมื่อนางจากไปแล้ว นางไม่อยากให้เพื่อนสนิทจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกพรากจากแบบนี้

“ใช่แล้ว มู่เกอพลีชีพแล้ว ตอนนี้พวกเรายังยืนบอกลากันตรงนี้ได้ถือเป็นกำไร กว่าหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เธอไม่มีโอกาสบอกลาฉันสักคำด้วยซํ้า” ขณะที่หลี่ซิวหยวนพูด ความรู้สึกในดวงตาก็ลึกซึ้ง

ความรู้สึกชนิดนั้น ก่อนหน้านี้มู่ชิงเกอไม่เข้าใจ

แต่ว่า หลังจากที่ผ่านความเป็นความตายความรักใคร่ผูกพันกับซือมั่วมา นางก็เข้าใจความหมายแฝงที่พยายามซ่อนอยู่ในแววตานั้นแล้ว

‘เขาคิดกับฉัน…’ มู่ชิงเกอใจเต้น

นางคิดไม่ถึงว่า ในความรู้สึกที่หลี่ซิวหยวนมีต่อนาง จะยังซ่อนความรักแบบชายหญิงเอาไว้

ต้องโทษเขาที่ซ่อนดีเกินไป หรือโทษนางที่ใสซื่อเกินไป

มู่ชิงเกอถอนหายใจในใจ ไม่ได้ฉีกกระดาษชั้นนี้ขาด ไม่ว่าจะเป็นมู่เกอที่จากไปแล้ว หรือว่ามู่ชิงเกอในตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่ซิวหยวนก็เป็นได้แค่เพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อน

ความรักแบบชายหญิงในทุกภพทุกชาติของนาง มอบให้ซือมั่วทั้งหมดที่มีแล้ว

“อย่างน้อย ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ดี” มู่ชิงเกออยากจบหัวข้อสนทนาที่ทำร้ายความรู้สึกนี้ “ความสามารถของฉันนายก็เห็นแล้ว น้อยนักที่จะมีใครทำร้ายฉันได้”

“ความสามารถยิ่งแข็งแกร่ง คนที่เรียกได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ก็ยิ่งเก่งกาจไม่ใช่เหรอ” หลี่ซิวหยวนกลับไม่ถูกนางหลอกลวง

มู่ชิงเกอตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าเถียงไม่ออก

สีหน้าหลี่ซิวหยวนจริงจังขึ้นหลายส่วน เขาเดินเข้าไปใกล้มู่ชิงเกอหลายก้าว กล่าวเสียงตํ่า “รับปากฉัน ไม่ว่าจะเจออันตรายใดๆ ต้องปกป้องตัวเองให้ดีก่อนเสมอ”

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกซับซ้อน พยักหน้าช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองของหลี่ซิวหยวน

“ของชิ้นนี้ นายพกติดตัวไว้” มู่ชิงเกอหยิบสร้อยคอหนึ่งเส้นออกมา ยื่นไปตรงหน้าหลี่ซิวหยวน

หลี่ซิวหยวนยื่นมืออกมารับ กล่าวด้วยความสงสัย “ทำไมอยู่ดีๆ ถึงให้สร้อยฉันล่ะ”

ลักษณะสร้อยคอเรียบง่ายอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับผู้ชายสวมใส่ ส่วนวัสดุ กลับดูไม่ออก แต่ไม่เหมือนมีมูลค่าตํ่า

“ในสร้อยคอเส้นนี้ ผนึกค่ายกลไว้จำนวนหนึ่ง ตอนที่นายเจออันตรายถึงแก่ชีวิต สามารถปกป้องชีวิตนายได้สามครั้ง” มู่ชิงเกออธิบาย

สำหรับสภาพร่างกายที่ถูกลักพาตัวง่ายแบบนี้ของหลี่ซิวหยวน นางทำได้มากสุดเพียงเท่านี้

แน่นอน นางสามารถทำให้ค่ายกลใช้ได้ไม่จำกัด แต่ว่านางกลับไม่ อยากให้เพื่อนสนิทพึ่งพาสร้อยคอมากเกินไป วงโคจรชีวิตของคนทุกคน ต่างก็ต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเองไปแย่งชิงมา คนอื่นไม่อาจก้าวก่ายเกินไปได้

โอกาสสามครั้งที่นางให้ไว้ ในความจริงแล้วกลับเป็นการรบกวนพื้นดวงโดยกำเนิดของหลี่ซิวหยวน

ตระหนักวิถีใหญ่ รู้ถึงกฎเกณฑ์ของเหตุผลการเวียนว่ายตายเกิด มู่ชิงเกอไม่อาจปล่อยให้ชาติหน้าของหลี่ซิวหยวนต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเนื่องจากการเปลี่ยนดวงชะตาในชาตินี้

ติดหนี้ อย่างไรเสียก็ต้องชดใช้

“ร้ายกาจแบบนี้เลย” หลี่ซิวหยวนสังเกตสร้อยคอด้วยความระมัดระวัง กล่าวอย่างตื่นเต้น “เธอทำเองกับมือเหรอ” ที่เขาสนใจกลับไม่ใช่โอกาส รักษาชีวิตสามครั้งอะไรนั่น แต่กลับสนใจเรื่องนี้แทน

มู่ชิงเกอยิ้มบางๆ “ซือมั่วทำน่ะ ฝีมือในการทำค่ายกลของเขาเก่งกว่าฉัน” นางตัดสินใจเด็ดขาดเช่นเคย หลังจากที่สังเกตเห็นความคิดของหลี่ซิวหยวน ต่อให้ยากจะพบหน้า นางก็ไม่ยอมทิ้งความเพ้อฝันที่ทำให้คนเข้าใจผิด หรือทำให้คนกอดเก็บความหวังไว้เลยแม้แต่น้อย

‘‘เธอตอบเอาใจฉันหน่อยไม่ได้หรือไง” ในดวงตาหลี่ซิวหยวนมีความอาลัยและผิดหวัง แต่ท่าทางแค้นเคืองใจชนิดนั้น กลับทำให้มู่ชิงเกอสบายใจ

มีเพียงการปล่อยวาง วางลงแล้ว จึงจะมองเห็นความสุขแท้จริงที่เป็นของตัวเองได้

‘‘นายก็รู้ว่าฉันไม่เอาใจใคร” มู่ชิงเกอยิ้มกล่าว

ทันใดนั้น นางก็คิดว่า ตอนที่นางเตรียมจะลงมือเตรียมของขวัญชิ้นนี้ให้หลี่ซิวหยวน ซือมั่วกลับขอให้เขาลงมือทำเอง ใช่เพราะว่าก่อนหน้านี้สังเกตเห็นความคิดของหลี่ซิวหยวนหรือเปล่า

‘ชายใจแคบผู้นี้นี่ ไม่ทิ้งโอกาสให้แม้แต่นิดเดียวจริงๆ’ มู่ชิงเกอแอบบ่นในใจ

“ถึงเธอจะไม่ได้ทำเองกับมือ แต่ฉันก็จะเชื่อฟังเธอ ใส่มันชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวันถอดออก” ขณะที่หลี่ซิวหยวนกล่าวก็สวมสร้อยคอลงบนลำคอตนเอง

“ถ้าใช้โอกาสสามครั้งไม่หมด นายก็ส่งต่อให้ลูกหลานของนายได้” มู่ชิงเกอกล่าวเตือน

อย่างไรเสียข้างในก็กำหนดโอกาสไว้สามครั้ง ไม่ใช้ก็เสียดาย

“เธอยังคงมองการณ์ไกลจริงๆ แม้แต่สวัสดิการของลูกหลานฉันก็คิดไว้แล้ว” หลี่ซิวหยวนกล่าวหยอกล้อ

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วยิ้ม “แต่ไหนแต่ไรฉันก็คิดการณ์ไกลอยู่แล้ว”

“แหม” หลี่ซิวหยวนแค่นเสียงใส่นาง

“ฉันควรไปได้แล้ว” มู่ชิงเกอเก็บรอยยิ้ม กล่าวกับหลี่ซิวหยวน

คำพูดที่ควรพูด ก็พูดหมดแล้ว

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ซิวหยวนค่อยๆ หายไป ซ่อนความรู้สึกอาลัยไว้ในเบื้องลึกจิตใจ เขาพยักหน้ากล่าว “ไปเถอะ ส่งพวกเธอสามคนครอบครัวไปแล้ว ฉันเองก็ควรกลับไปบริษัทเหมือนกัน อาทิตย์นี้ งานที่ค้างอยู่ กลัวว่าจะกองเป็นภูเขาแล้ว ถ้ายังไม่ไปดูอีก ไม่แน่ว่าบริษัทล้มละลายไปแล้วฉันก็ยังไม่รู้เลย”

เขาแสร้งทำเป็นพูดอย่างสบายใจ ทำให้มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ พยักหน้า

“รักษาตัวด้วย” มู่ชิงเกอกล่าวเสียงตํ่า

“เธอก็เหมือนกัน” หลี่ซิวหยวนเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง

มู่ชิงเกอพยักหน้า ถอยไปข้างหลัง

อีกฝั่งหนึ่ง ซือมั่วสัมผัสได้ว่าพูดคุยกันจบแล้ว ก็อุ้มซือมู่น้อยกลับมาอยู่ข้างๆ มู่ชิงเกอ

ทันใดนั้น หว่างคิ้วมู่ชิงเกอก็ยิงแสงทองหนึ่งสายออกมา เรือต้าเซียนที่มีขนาดเท่าเมล็ดพุทรา ก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าหลี่ซิวหยวนฉับพลัน

เขาตาค้างปากอ้ามองฉากที่เหลือเชื่อนี้ มองเรือต้าเซียนที่โดนลมพัดก็พองตัว ชั่วพริบตาก็มีขนาดใหญ่เท่าบ้าน

“หลี่ซิวหยวน นายรักษาตัวด้วย” ไม่รู้ว่าเมื่อไร มู่ชิงเกอที่ขึ้นเรือต้าเซียนแล้ว ยืนมือไพล่หลังอยู่บนหัวเรือ ก้มลงมองหลี่ซิวหยวนบนพื้นดิน

หลี่ซิวหยวนเงยหน้าขึ้น มองเรือต้าเซียนที่ลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับเกาะเล็กๆ บนท้องฟ้า มองเห็นชุดแดงแสบตาชุดนั้นบนหัวเรือ ยกมือโบกอยู่ช้าๆ

ท่ามกลางสายตาส่งลาของเขา เรือต้าเซียนกลายเป็นแสงสีทองหนึ่งสาย ยิงขึ้นไปบนขอบฟ้า…

ท้ายที่สุด ก็กลายเป็นแสงเล็กๆ หนึ่งจุด สลายหายไป

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย พบคนชัง พรากคนรัก ทุกข์จากขันธ์ห้า ไม่สมปรารถนา ทุกข์แปดประการในพุทธศาสนานี้…มู่เกอ หลายวันมานี้ฉันได้ลิ้มรสชาติทั้งหมดนี้จากเธอ” หลี่ซิวหยวนยืนอยู่ที่เดิม เงยหน้ามองท้องฟ้าแจ่มใส พึมพำเสียงตํ่า

เขาคิดว่ามู่เกอตายแล้ว เธอตายแล้วจริงๆ แต่กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะของมู่ชิงเกอ

เธอบอกว่า เธอใช้ชีวิตมาร้อยปีแล้ว เพียงเพราะว่าโลกทั้งหมดไม่เหมือนกัน จึงยังอ่อนวัยอยู่ และอายุขัยก็ยาวนาน ส่วนร้อยปีสำหรับเขา คงจะเป็นดินเหลืองหนึ่งกำ เป็นน้ำบาดาลใต้ดินไปนานแล้ว

ความรักในใจยังไม่ทันได้พูดออกไป กลับกลายเป็นภรรยาของผู้อื่น เป็นมารดาของผู้อื่นเสียแล้ว ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงเก็บความรู้สึกที่พูดไม่ได้ส่วนนั้นให้ลึกลงไปกว่าเดิม ไม่ยอมทำลายความสุขในตอนนี้เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของตน

ไม่อาจอยู่เคียงข้างทำได้แค่เพียงอวยพร เฝ้ารออยู่เงียบๆ

การจากลาในวันนี้ เป็นการจากลาทั้งชีวิต ความเพ้อฝันทั้งหมดก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ ไม่ว่าจะเป็นมู่เกอก็ดี มู่ชิงเกอก็ดี ต่างก็กลายเป็นภาพที่งดงามที่สุดภาพนั้นในใจของหลี่ซิวหยวน

วิชาดาราศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดวงดาวที่พวกเรามองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ในปัจจุบันนี้ เป็นดวงดาวเมื่อหมื่นปีก่อน หรือกระทั้งพันล้านปีก่อน เพราะว่า พวกมันอยู่ไกลเกินไป ภาพของพวกมันทะลุมิติผ่านระยะทางนับไม่ถ้วน กว่าจะมาถึงตรงนี้และถูกพวกเราสังเกตเห็นได้

บางที ฉากแวววับจับตาที่พวกเรามองเห็น ในความเป็นจริงแล้ว ดาวดวงนั้นหายสาบสูญไปในจักรวาล เผาไหม้จนเกลี้ยงไปนานแล้ว

อาจจะเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เวลาบนโลกทุกๆ ใบ ล้วนเกิดความแตกต่าง

เหมือนกับมู่ชิงเกอที่ใช้เวลาผ่านไปร้อยปีในโลกอื่น แต่ดาวโลกกลับผ่านไปสั้นๆ เพียงแค่ปีเดียว

ตอนที่มู่ชิงเกอติดตามร่องรอยผ่านจูเสียมาถึงโลกอีกใบหนึ่ง นางเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ได้ออกจากดาวโลกมาเป็นเวลาเท่าไรแล้ว

สิ่งที่นางมั่นใจได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือไม่ว่าเวลาเหล่านี้จะต่างกันเท่าไร หลังจากไปถึงโลกใบหลักแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับมาสู่ช่วงเวลาคงที่ ตามกฎเกณฑ์ของโลกใบหลัก

“นี่ที่มีปราณของจูเสียเหลืออยู่ ข้าจะลงไปดูสักหน่อย” บนเรือต้าเซียน มู่ชิงเกอมองทางเข้าโลกใบหนึ่งข้างหน้า กล่าวกับซือมั่ว

ซือมั่วหันหลังกลับ มองห้องใต้ท้องเรือ

ข้างใน ซือมู่น้อยกำลังบรรลุด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ที่เขาเกิดมา

“เจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลลูกให้ดี ข้าไปคนเดียวก็พอ” มู่ชิงเกอเอ่ยการตัดสินใจของตน

ซือมั่วเก็บสายตากลับมา จับมือของมู่ชิงเกอ “ถึงจะพูดว่า ด้วยตบะบำเพ็ญของเจ้า ไม่ต้องพูดถึงจักรวาลขนาดใหญ่เหล่านี้ ต่อให้จะเป็นโลกใบหลักก็ยากจะเจอคู่ต่อสู้ แต่ข้าก็ยังไม่วางใจ เรือต้าเชียนลำนี้มีความสามารถในการป้องกันของตัวมันเอง เชื่อมกับจิตใจของเจ้า ทิ้งซือมู่ไว้ก็ไม่เป็นไร”

มู่ชิงเกอกล่าวอย่างหมดคำพูด “มีพ่อแบบเจ้าที่ไหนกัน กำลังสู้รบของข้าเจ้าไม่เชื่อมั่น จะปล่อยลูกไว้คนเดียวไม่สนใจให้ได้? ในเรือต้าเซียน ไม่มีใครมาทำร้ายเขาได้ก็จริง แต่หากตอนที่เขาบรรลุเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมาจะทำอย่างไร”

ซือมั่วขมวดคิ้ว แววตาลังเลเล็กน้อย

“เอาเถอะ ไม่ต้องคิดแล้ว เอาแบบนี้แหละ เจ้าวางใจ ข้าจะระวังตัว” มู่ชิงเกอพูดจบก็หยิบยาลูกกลอนที่ปรุงไว้นานแล้วออกมาหนึ่งเม็ด ส่งให้ซือมั่ว “ยาลูกกลอนในนี้ ช่วยลูกเลื่อนขั้นได้ช่วงเวลาคับขัน ก็เอาให้เขากินหนึ่งเม็ด แต่ถ้าหากเขาสามารถผ่านไปได้ด้วยตัวเองจะเป็นเรื่องดีที่สุด”

ซือมั่วรับยาลูกกลอนมา ถามอย่างอาลัย “เจ้าจะไปนานไหม”

มู่ชิงเกอครุ่นคิดครู่หนึ่ง “สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดตำแหน่งของจูเสีย หากจูเสียอยู่ที่นี่ เจียงหลีก็จะต้องอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน หาเจียงหลีเจอแล้ว เกรงว่าใช้เวลาประมาณหนึ่ง”

ซือมั่วพยักหน้าน้อยๆ “เช่นนั้นก็ดี เจ้าไปก่อน รอซือมู่ออกจากด่าน ข้าจะพาเขาไปหาเจ้าด้วยกัน”

มู่ชิงเกอพยักหน้า เห็นท่าทีไม่เต็มใจของซือมั่ว นางก็กล่าวปลอบ “บางทีลูกอาจจะยังไม่ทันออกจากด่านข้าก็พาเจียงหลีกลับมาแล้ว”

“เป็นเช่นนั้นก็ดียิ่งนัก” ซือมั่วยิ้มกล่าว

มู่ชิงเกอยกยิ้ม โน้มตัวไปข้างหน้า หอมแก้มซือมั่วเบาๆ ยืดตัวขึ้นมา กระโดดลงจากเรือต้าเซียน ลงไปยังทางเข้าจักรวาลขนาดใหญ่

ตอนที่นางหลอมรวมเข้าไปในมหาสมุทรดวงดาว รอบกายก็ถูกแสงเจ็ดสีห้อมล้อม แรงดึงดูดหนึ่งกลุ่ม ดูดนางเข้าไปในทางเข้า เข้าไปยังโลกใหม่อีกใบ

ตอนที่ตกลงจากชั้นเมฆ ปัญญาเทวะของมู่ชิงเกอก็กวาดผ่านบริเวณโดยรอบพื้นดินอย่างรวดเร็ว เลือกตกลงในป่าเล็กๆ ใกล้คูเมืองแห่งหนึ่ง

นางตามปราณของจูเสียมา ตอนนี้นางยืนอยู่ในป่าเล็กๆ ใช้ ปัญญาเทวะอันแข็งแกร่งรับรู้ที่อยู่ของจูเสีย ในขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของจักรวาลขนาดใหญ่ใบนี้ไปด้วย…

จักรวาลขนาดใหญ่ใบนี้ไม่เล็ก แต่สำหรับปัญญาเทวะของมู่ชิงเกอแล้วคิดจะครอบคลุมทั้งหมด กลับไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลา และกำลังวังชามากหน่อยก็เท่านั้นเอง

โลกใบนี้ไม่ต่างจากยุคโบราณในความทรงจำของนางมากนัก จากการแต่งตัว ก็ทำให้นางมีความรู้สึกย้อนนึกถึงหลินชวนชนิดหนึ่ง

ดีเหมือนกัน อย่างน้อยมู่ชิงเกอก็ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำให้คนอื่นสนใจอีก

ทันใดนั้น นางก็ขมวดคิ้ว เก็บปัญญาเทวะกลับมา หลังจากลืมตาขึ้น นางก็สงสัยเล็กน้อย ปราณของจูเสีย ตอนที่สัมผัสได้จากข้างนอก ชัดเจนอย่างถึงที่สุด แต่เมื่อมาสัมผัสจากที่นี่กลับกลายเป็นเลือนราง ขึ้นมา

“ตามหลักเหตุผล ยิ่งใกล้ ก็ควรจะรับรู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นมิใช่หรือ” มู่ชิงเกอพูดกับตัวเอง

ไม่ตายใจ มู่ชิงเกอเก็บอารมณ์หลับตาทั้งคู่อีกครั้ง ปล่อยปัญญาเทวะที่ตนเก็บกลับมาออกไปอีก คราวนี้ สิ่งที่นางต้องการค้นหาอย่างละเอียดก็คือระยะทางร้อยลี้จากบริเวณรอบนอก

อย่างไรเสีย นางตกลงมาที่นี่ ก็เพราะว่ารับรู้ได้ถึงปราณของจูเสีย

เช่นนั้นก็ชัดเจนว่า จูเสียอยู่แถวๆ นี้ บางทีจูเสียอาจจะเคยปรากฎตัวอยู่ที่นี่

เวลา ผ่านไปอย่างช้าๆ

จากฟ้าสาง จนตะวันตกดิน กระทั้งราตรีปรากฎขึ้นมา

มู่ชิงเกอยืนอยู่ในป่า ข้างกายมีสัตว์ป่าตัวเล็กวิ่งผ่านเป็นบางครั้งคราว แต่กลับไม่มีเงาคนปรากฎตัวแม้แต่คนเดียว

ทันใดนั้นนางลืมตาอย่างรวดเร็ว แสงสว่างสองสายยิงออกไปจากดวงตา นางบังเอิญพบปราณที่คุ้นเคยระหว่างทำการรับรู้อย่างละเอียดในครั้งนี้

ชั่วพริบตา สีหน้าของมู่ชิงเกอใคร่ครวญ พึมพำเสียงตํ่าหนึ่งประโยค “นึกไม่ถึงว่า จะเจอคนที่เคยรู้จักที่นี่จริงๆ”

พลิกปฐพี 972

ตอนที่ 972

ตอนพิเศษ 13

ความลับประเทศ แยกจาก

เขี้ยวมังกร

ชายชราได้ยินคำตอบนี้ชัดเจน

ในความดำมืด เงียบสงัดลงอีกครั้ง แต่ว่า เสียงเล็กๆ น้อยๆ กลับหนีไม่พ้นหูของมู่ชิงเกอ การเคลื่อนไหวของชายชราก็ปิดบังดวงตานางไม่ได้เช่นกัน

ชายชราวางปืนที่ล้วงออกมาจากใต้หมอนกลับไปอีกครั้ง ลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างไม่รีบไม่ร้อน

ตอนที่ชายชราลุกขึ้นยืนมู่ชิงเกอก็ถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวอย่างคล่องแคล่ว เว้นช่องว่างให้ชายชรา

“ตามฉันมา” ในความมืด ชายชรากล่าวกับมู่ชิงเกอหนึ่งประโยค

มู่ชิงเกอพยักหน้าเงียบๆ เดินตามชายชราออกจากห้อง ในโถงทางเดิน ก็มืดสลัวเช่นเดียวกัน สำหรับชายชรา เขาเคยชินกับการจัดแต่งห้องที่นี่อยู่นานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเดิน ในตอนกลางคืนของเขา ส่วนมู่ชิงเกอ คืนที่มืดมิดแบบนี้ก็ไม่อาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อนางได้เข่นกัน

สุดปลายโถงทางเดิน คือห้องหนังสือของชายชรา

ผลักประตูเข้าไป ห้องๆ นี้นำความรู้สึกคุ้นเคยชนิดหนึ่งมาให้มู่ชิงเกอ

ชายชราเดินตรงไปข้างๆ โต๊ะหนังสือ เปิดโคมไฟบนโต๊ะ แสงไฟสีส้มขับไล่ความมืดภายในห้อง และในที่สุดก็ทำให้ชายชราได้เห็นคนที่ยืน อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน

เขาเงยหน้าขึ้น มองมู่ชิงเกอ

เพียงแต่ ตอนที่เขาเห็นหน้าใบนั้นของมู่ชิงเกอ ดวงตาทั้งคู่ก็หดลงอย่างรวดเร็ว ข้างในมีความตกตะลึงปรากฎออกมา “เธอ…เธอคือใคร เธอไม่ใช่เขี้ยวมังกร”

ใบหน้าที่แปลกหน้า แม้ว่าจะงดงามกว่าใบหน้าที่เขาคุ้นเคย แต่ว่า กลับไม่ใช่คนผู้นั้นที่เขารู้จัก

มู่ชิงเกอยิ้มเจื่อนในใจ

นางยกมือขึ้น ลูบแก้มของตนเอง กล่าวกับชายชรา “ท่านหัวหน้า เป็นฉันจริงๆ ค่ะ เพียงแต่ ตอนนี้ฉันเป็นคนอีกคนหนึ่ง”

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เสียงชายชราเคร่งขรึม ความตื่นตัวในแววตายังไม่จางหายไป

ตัดรูปลักษณ์ภายนอกออกไป ความรู้สึกที่คนตรงหน้ามอบให้เขา ก็คือเขี้ยวมังกรก่อนหน้านี้คือคนผู้นั้นที่เขาคุ้นเคย แต่ว่า…คนคนหนึ่ง ถูกยืนยันว่าเป็นคนที่เสียชีวิตแล้ว หนึ่งปีให้หลังปรากฎตัวอีกครั้ง จะเปลี่ยนเป็นคนอีกคนได้จริงๆ หรือ

“ฉันมั่นใจมากว่า การแถลงข่าวการตายของเธอ ไม่มีปัจจัยอื่นใด แม้ว่าหมาป่าหาญจะตายไปแล้ว แต่กองทัพก็ยังถอดยศทหารของเขาทิ้ง ลงโทษตามที่ควรจะได้รับ” ชายชราจ้องมองมู่ชิงเกอแล้วกล่าว

ที่เขาบอกว่าไม่มีปัจจัยอื่น หมายถึง ‘มู่เกอ’ ไม่ได้รับหน้าที่ที่ต้องสร้างตัวตนใหม่ใดๆ อีก ในระเบียนลับที่สุดของประเทศต่างก็เป็นคนที่ตายไปแล้วคนหนึ่ง

หมาป่าหาญ ก็คือคนผู้นั้นที่วางแผนใส่มู่เกอตอนแรก ท้ายที่สุดก็ถูกนางลากลงนรกไปด้วยกัน

เขาเองก็เป็นมีดแหลมคมที่ยอดเยี่ยมของประเทศ รองจากเขี้ยวมังกร

บางที อาจเป็นเพราะเหตุนี้ เกียรติยศของเขี้ยวมังกรทำให้เขารู้สึกกดดัน รู้สึกว่าเกียรติของตนถูกปิดบัง ด้านมืดค่อยๆ เปิดเผยจึงเกิดเรื่องนั้นในภายหลังขึ้น

ชายชราเอ่ยถึงหมาป่าหาญ สายตามู่ชิงเกอก็กะพริบวาบหนึ่งครา

จู่ๆ นางก็นึกถึงคำถามที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน…ถ้าหากว่า หลังจากระเบิดครั้งนั้นแล้ว นางทะลุมิติมาต่างภพ แบบนั้นหมาป่าหาญเล่า เขาก็ตายในระเบิดครั้งนั้นเหมือนกัน จะมีโอกาสเข้าไปในต่างภพแบบ เดียวกันหรือไม่

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก เก็บความคิดที่ลอยไปไกล นางมองชายชรา ตอบคำถามของผู้มากวัย “ท่านหัวหน้า ฉันตายไปแล้วจริงๆ แต่ ว่า…” นางหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว “ฉันยืมร่างคืนชีพอีกครั้ง”

“อะไรนะ” ชายชราเบิกตาโตด้วยความตกใจ

ยืมร่างคืนชีพ คำศัพท์นี้เขาเข้าใจ แต่ว่า…นี่คือโลกที่เป็นอเทวนิยม ผีสางเทวดาล้วนเป็นเพียงความคิดล้าสมัยที่กุขึ้นมาเอง

สีหน้าที่เปลี่ยนไม่หยุดของชายชรา ทำให้มู่ชิงเกอยิ้มเจื่อนอีก ครั้งกล่าวอธิบาย “อืม ถ้าหัวหน้าอยากได้คำอธิบายที่ดีกว่านี้ก็สามารถเข้าใจได้ว่าฉันคือมนุษย์ต่างดาว”

แบบนี้น่าจะเข้าใจง่ายกว่า

“….” ชายชรานิ่งเงียบใส่ นานอย่างยิ่ง เขาจึงกล่าว “ฉันจะเชื่อคำพูดเธอได้ยังไง”

เอ่อ…

มู่ชิงเกอยกมือลูบจมูก ทันใดนั้นก็เดินผ่านชั้นหนังสือหนึ่งแถว ด้านหลังห้องหนังสือ

การลูบจมูกแบบนี้ ทำให้ชายชราตะลึงงันไปทั้งร่าง การตอบสนองของชายชรา ถูกนางมองเห็น แต่กลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินไปข้างหน้าชั้นหนังสือ ยกมือหยิบพจนาสารานุกรมฉือไห่เล่นหนาๆ หนึ่งเล่มออกมาจากชั้นวางหนังสือแถวที่สาม

มองเห็นหนังสือที่นางถือไว้ในมือ ดวงตาชายชราก็หดลงอย่าง รวดเร็ว ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เมื่อครู่ ท่าทางลูบจมูกที่ติดเป็นนิสัยนั้นของเขี้ยวมังกร รวมถึงหนังสือที่ดูเหมือนจะธรรมดาเล่มนั้นที่นอกจากเขา แล้วก็มีเพียงเขี้ยวมังกรที่รู้…

มู่ชิงเกอถือหนังสือไปวางลงหน้าโต๊ะ เปิดมันออก

ที่แท้แล้ว ข้างในหนังสือเล่มนี้ก็ถูกคว้านให้ว่าง บริเวณที่ถูกคว้าน วางขวดเหล้าขวดเล็กหนึ่งขวดไว้ในขวดเหล้า ยังมีเหล้าว๊อดก้าอยู่ครึ่งขวด

เห็นขวดเหล้าที่บรรจุเหล้าว๊อดก้าไว้ มู่ชิงเกอก็ยิ้มออกมา แววตาคิดถึงเล็กน้อย กล่าว “ท่านหัวหน้ายังชอบเหล้าว๊อดก้าแบบนี้ฉันจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันถามท่านหัวหน้าว่าทำไมถึงหลงรักเหล้าว๊อดก้าเพียงอย่างเดียวในบรรดาเหล้ามากมายแบบนั้น ท่านหัวหน้าบอกว่า ท่านเป็นคนหยาบๆ คนหยาบๆ กับเหล้าหยาบๆ เหมาะสมที่สุด”

พูดจบ นางก็เหลือบตามองชายชราที่ตกตะลึง

ความเงียบสงัดในห้อง แผ่ขยายออกไปไม่ขาดสาย คำพูดของมู่ชิงเกอ ทำให้ชายชราตกอยู่ในสภาพไร้หนทางจะไตร่ตรองพักหนึ่ง

นานอย่างยิ่ง เขาจึงกล่าวถามเสียงแหบแห้ง “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

มู่ชิงเกอถอนหายใจอย่างผ่อนคลายเงียบๆ นางเข้าใจท่านหัวหน้า เขาถามคำถามแบบนี้ออกมา ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาเตรียมใจจะยอมรับเรื่องราวที่เหลวไหลอย่างยิ่งได้แล้ว

ตอนที่คนผู้หนึ่งยินดียอมรับ ต่อให้จะเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ เขาก็สามารถรับฟังได้อย่างสงบจิตสงบใจ ตอนที่คนผู้หนึ่งไม่ยินดียอมรับ ต่อให้จะพูดเรื่องที่มีเหตุผลอย่างไร เขาก็จะแค่นเสียงขึ้นจมูกอยู่ดี

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม มู่ชิงเกอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ท่านหัวหน้าที่ตนเคารพฟังอย่างรวบรัดหนึ่งรอบ

หลังจากที่ท่านหัวหน้าฟังจบเงียบๆ นางก็ใคร่ครวญว่าจะบอกเจตนาในการมาของตน “ท่านหัวหน้า กลับมาคราวนี้อาจจะเป็นเพราะว่าโชคชะตาของฉันกับโลกใบนี้ยังไม่จบสิ้น หรือเป็นเพราะว่าจากไปโดยเร็วภายใต้ระเบิดครั้งนั้น ทำให้ฉันไม่ทันได้กล่าวลากับคนหลายคน แต่ว่า อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเหตุไม่คาดคิด อีกไม่กี่วัน ฉันก็ต้องไปแล้ว ไปครั้งนี้ ไม่กำหนดวันกลับ คืนนี้ ฉันบุ่มบ่ามมาที่นี่ ก็เพราะว่าคนของกระทรวงความมั่นคง เหมือนจะสังเกตได้ว่าฉันกลับมา อีกทั้งยังส่งผลถึงเพื่อนของฉัน ฉัน หวังว่าท่านหัวหน้าจะสามารถออกหน้าแก้ไขเรื่องนี้ทำให้ทุกอย่างกลับมาสงบเหมือนเดิมได้”

ท่านหัวหน้าเงยหน้าช้าๆ มองมู่ชิงเกอ ทันใดนั้น เขาก็ยิ้ม กล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ตอนนี้เธอมีพลังที่แข็งแกร่งแล้ว สามารถเลือกใช้วิธีอื่นมาแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ว่า เธอกลับเลือกวิธีที่ดันตรายที่สุด และยุ่งยากที่สุด แสดงให้เห็นว่า เธอยังเป็นเด็กดี เธอเชื่อมั่นในตัวคนแก่อย่างฉัน แล้วยังเชื่อมั่นในประเทศอีกด้วย’’

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก ยืดอกตรง นางกล่าวเสียงตํ่า “แต่ไหนแต่ไรฉันไม่เคยหมดหวังกับประเทศของฉันมาก่อน ฉันเองก็รักทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยอุทิศตนให้ ยิ่งไม่เคยลืมว่าฉันเป็นทหารคนหนึ่ง และยังอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านหัวหน้าอีกด้วย”

“เธอยังเป็นหลานที่ดีของฉัน” ท่านหัวหน้าพูดต่อจากมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอใจสั่น มองชายชรา ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในต่างภพ อุปสรรคที่ฟันฝ่ามาร้อยปี ทำให้บางครั้ง นางก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนดาวโลก กลับกลายเป็นความฝัน

แต่ว่า การพบเจอกับหลี่ซิวหยวน บทสนทนากับท่านหัวหน้า กลับทำให้ความทรงจำอันเลือนรางเหล่านั้นของนาง ถูกปลุกขึ้นมาในกระดูกอีกครั้ง กลายเป็นความชัดเจน

“ท่านหัวหน้า…” มู่ชิงเกอเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

ท่านหัวหน้าเดินไปข้างหน้านาง ยกมือตบบ่าของนางเล็กน้อย เหมือนเมื่อวันวาน ทุกครั้งที่นางนำเกียรติยศกลับมา หรือว่าเสี่ยงอันตราย จากไป ชายชราก็จะให้กำลังใจแก่นาง

“เด็กดี เธอทำเพื่อประเทศมามากพอแล้ว” ท่านหัวหน้ากล่าวอย่างซาบซึ้ง

มู่ชิงเกอเม้มปาก

“วางใจเถอะ เรื่องนี้ส่งให้ฉันจัดการ คนเหล่านั้นของกระทรวงความมั่นคงตื่นตระหนกง่ายเกินไป ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา พวกเขาจะไม่ตรวจสอบเรื่องของเธออีก และจะไม่ไปรบกวนเพื่อนของเธอด้วย” ท่านหัวหน้ารับปาก

สำหรับการรับปากนี้มู่ชิงเกอไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว

นางรู้ดีว่า ท่านหัวหน้ามีความสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ มิแบบนั้นนางก็คงไม่มา

“แต่ว่า มีเรื่องบางเรื่องที่เธอต้องรับปาก” ท่านหัวหน้าคิดครู่หนึ่ง เอ่ยขออย่างหนึ่งกับมู่ชิงเกอ

“ตกลงค่ะ” มู่ชิงเกอพยักหน้ารับปากอย่างไม่คิดเลยแม้แต่น้อย

นางรับปากแบบนี้ กลับทำให้ท่านหัวหน้าตกตะลึง ชั่วขณะก็ยิ้ม ก่นด่า “เด็กคนนี้นี่ พยักหน้ารับง่ายขนาดนี้ ไม่กลัวฉันเอาเธอไปขายหรือไง”

มู่ชิงเกอยิ้มออกมา ในดวงตาปรากฎความเชื่อใจที่มีให้แค่เพียงชายชรา

วันที่สามหลังจากมา มู่ชิงเกอก็ได้รับคำเชิญจากหัวหน้า

คราวนี้หัวหน้านั่งรถมารับนางด้วยตัวเอง ออกไปพร้อมกัน บอกว่าจะไปยังสถานที่ลับที่สุดแห่งหนึ่ง

ในคฤหาสน์หัวหน้าเห็นซือมั่วพ่อลูกแล้ว

เขามอบปืนเก่าแก่ที่พกติดตัวเขามาหลายปีให้ซือมู่น้อยในฐานะ ปู่ทวด ความหมายที่พิเศษของของขวัญชิ้นนี้ มู่ชิงเกอรู้ดีในใจ และซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับซือมู่น้อยที่ได้ปืน…ไม่ต้องพูดว่าปืนไม่มีกระสุน ต่อให้จะมีกระสุน สำหรับเด็กเล็กคนอื่นๆ ถือเป็นของอันตราย แต่สำหรับซือมู่น้อยแล้ว เป็นเพียงของเล่นสุดรักชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ซือมู่น้อยที่ถูกปืนเก่าแก่หนึ่งกระบอกซื้อตัว พบหน้ากันเพียงสิบกว่านาทีสั้นๆ ‘คุณทวด’ คำเรียกนี้ ก็เรียกไม่รู้กี่รอบ ทำให้มู่ชิงเกอนึกถึงภาพที่ซือมั่วใช้เมล็ดบัวเพลิงมาหลอกล่อให้หยวนหยวนเรียกเขาว่า ท่านพ่อ ในตอนนั้น

และสำหรับซือมั่ว หลังจากที่หัวหน้าตั้งใจมองประเมินเขาหนึ่งรอบแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนไป ก็กล่าวหนึ่งประโยคด้วยความหมายลึกซึ้ง “เขี้ยวมังกรของเรา เกรงว่าคงมีเพียงคุณที่เอาเธอให้อยู่ หมัดได้ ดูแลเธอดีๆ เธอมีค่ามาก”

บนรถ มู่ชิงเกอมองหัวหน้าที่อยู่ข้างๆ อย่างขบขำ

ชายชราฮัมเพลงราวกับเด็กๆ เมื่อสังเกตเห็นการจ้องมองของมู่ชิงเกอ เขาจึงละสายตาเข้ามาถาม “เด็กน้อย มองอะไร”

มู่ชิงเกอหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า

หัวหน้าเองก็ไม่ได้ไล่ถาม เขาเพียงแค่เก็บรอยยิ้ม กล่าวกับมู่ชิงเกออย่างจริงจัง “ที่ๆ ฉันจะพาเธอไป เป็นสถานที่ลับที่สุดของประเทศ พวกเขาเองก็ไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของเธอ รู้เพียงแค่เธอคือที่ปรึกษาพิเศษที่ฉันเชิญมา”

“ฉันต้องทำอะไรเหรอคะ” มู่ชิงเกอถามต่อ

แต่หัวหน้ากลับส่ายหน้า “ไม่ต้องทำอะไร เธอแค่ช่วยฉันดูภาพ ภาพหนึ่ง ยืนยันบางสิ่งบางอย่างก็พอ”

มู่ชิงเกอสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพยักหน้า

อยู่ต่อหน้าหัวหน้า นางไม่ได้ใช้ญาณเทวะใดๆ และไม่ได้ใช้ปัญญาเทวะเพื่อรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกาย ดังนั้น ตอนนี้นางจึงไม่รู้ว่าภาพที่หัวหน้าให้นางดู เป็นภาพแบบใด

ที่ที่รถของหัวหน้าขับผ่านเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ

ถนนเส้นสุดท้าย ใช้แม้กระทั่งเทคโนโลยีพิเศษ ปกคลุมตัวรถทั้งคัน ป้องกันกันสอดแนม

มู่ชิงเกอไม่ได้สนใจ แล้วก็ไม่ได้ใช้ปัญญาเทวะสำรวจเส้นทาง ปล่อยให้รถพานางไป

ผ่านไปสามชั่วโมง รถก็หยุดลง

หัวหน้าลืมตาขึ้น กล่าวกับมู่ชิงเกอ “ถึงแล้ว ไปกันเถอะ”

มู่ชิงเกอพยักหน้า เดินลงจากรถพร้อมหัวหน้า

เมื่อออกมา แสงที่แยงตาข้างนอก ก็ปกคลุมร่างของนาง

นางเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทัศนวิสัยไม่ได้รับผลกระทบอย่างสิ้นเชิง ส่วนหัวหน้าก็หลับตาทั้งคู่พักผ่อนครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลืมตาช้าๆ

ในระหว่างการปรับตัวนี้ มู่ชิงเกอมองประเมินตำแหน่งทั้งหมดอย่างรวดเร็วหนึ่งรอบ

ที่นี่น่าจะเป็นสถานบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์สักแห่งหนึ่ง พื้นที่สูงอย่างยิ่ง บนหลังคาโดมเต็มไปด้วยไฟสปอร์ตไลต์ ข้างในสว่างราวกับช่วงกลางวัน เจ้าหน้าที่วิจัยวิทยาศาสตร์ที่สวมชุดขาวกางเกงขาวจำนวนมาก ต่างก็เดินไปเดินมา ต่างคนต่างยุ่ง ไม่ได้สงสัยต่อการมาถึงของพวกเขาเลย เพียงแต่ว่า ยังมีคนไม่น้อย มองประเมินนางอยู่พักหนึ่ง

“ไปเถอะ ตามฉันมา” หัวหน้าเดินมาข้างๆ มู่ชิงเกอ กล่าวกับนาง

มู่ชิงเกอพยักหน้า เดินตามหลังหัวหน้าไปยังด้านหน้าอาคาร

ด้วยความเคารพที่มีต่อหัวหน้า มู่ชิงเกอไม่ได้ใช้ปัญญาเทวะไปดูทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างใน เก็บปราณของตนให้เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป

หัวหน้าพานางเดินผ่านจุดตรวจแต่ละชั้นๆ ผ่านห้องโถงใหญ่ที่ปิดสนิท ชั้นล่างสุดของอาคาร

แม้จะไม่ได้ใช้ปัญญาเทวะ แต่ด้วยประสบการณ์ในอดีตของนาง มู่ชิงเกอก็ยังคงสัมผัสได้ว่าการคุ้มกันของที่นี่เข้มงวด อีกทั้งยังมีกลไกอันตรายต่างๆ นานา

“ที่นี่ ตอนที่สร้างขึ้นตอนแรก ได้เชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยมาสำรวจ ทั้งยังเชิญอาจารย์โหราศาสตร์จำนวนมากมาด้วย ใช้ความสามารถของบรรพบุรุษเรา วางศาสตร์พยากรณ์ ควบคู่กับระบบป้องกันเทคโนโลยีขั้นสูง ฉันรับประกันได้ว่า ต่อให้เป็นเธอในตอนนั้นก็เข้ามาไม่ได้” หัวหน้ายิ้มกล่าว

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วเบาๆ

ดูท่าแล้ว แม้ว่าประเทศจะป่าวประกาศว่าต้องถือหลักวัตถุนิยม อย่าเชื่อเรื่องงมงายล้าสมัย แต่ว่า ของบางอย่างยังต้องยอมรับ เพียงแค่อย่าให้สิ่งเหล่านี้รบกวนถึงชีวิตของประชาชน

มู่ชิงเกอมองไปรอบๆ นางรู้สึกได้ถึงคลื่นของค่ายกล แต่ว่า ค่ายกลเหล่านี้ในสายตานาง ไม่สมบูรณ์อย่างยิ่ง แต่ว่า นางไม่ได้พูดอะไร สิ่งของที่ไม่อาจทำอะไรนางได้เหล่านี้ บนโลกนี้ก็ถือเป็นการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วจริงๆ

แน่นอน ถ้าหากหัวหน้าเอ่ยปาก ให้นางปรับแก้ที่นี่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อน ส่วนรวมหรือส่วนตน นางก็ไม่อาจปฏิเสธ แต่ชัดเจนว่า หัวหน้าไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ ดังนั้น นางจึงรักษาความเงียบไว้

ในที่สุดประตูใหญ่บานหนึ่งก็เปิดออก มู่ชิงเกอเดินตามหัวหน้าเข้าไปข้างใน

ตรงหน้า มีเจ้าหน้าที่วิจัยวิทยาศาสตร์ที่ดูแล้วน่าจะมีตำแหน่งพิเศษจำนวนหนึ่ง

คนเหล่านี้เป็นใคร มู่ชิงเกอไม่รู้ แต่ก็ดูออกว่าพวกเขาน่าจะเป็นบุคคลสำคัญของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้

“หัวหน้า”

“หัวหน้า”

คนหลายคนเห็นมู่ชิงเกอกับหัวหน้าเดินเข้ามาก็พากันลุกขึ้นยืน กล่าวกับหัวหน้าด้วยความเคารพ สำหรับมู่ชิงเกอคนแปลกหน้าผู้นี้ ถูกพวกเขาเมินเฉยไปโดยอัตโนมัติ

หัวหน้าโบกมือ กล่าวกับคนหนึ่งในนั้น “เอาแผนที่หมายเลข 101 ออกมา”

มู่ชิงเกอละสายตามองหัวหน้า

ส่วนคนที่เหลือ เมื่อได้ยินคำสั่งของหัวหน้าใหญ่ก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก คนผู้นั้นที่ถูกเรียกชื่อ ขยับมือป้อนคำสั่ง เข้าไปในเครื่องปฎิบัติการตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก บนจอขนาดใหญ่ข้างหน้าก็ปรากฎแผนภาพหนึ่งแผ่น

ตอนที่แผนภาพนี้ค่อยๆ ปรากฎอยู่บนจอ ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอก็หดลงอย่างรวดเร็ว ในดวงตาปรากฎความตกใจ ‘แผนที่ดาว!’

หัวหน้าจ้องมองการเคลื่อนไหวของมู่ชิงเกอมาโดยตลอด หลังจากที่เขาเห็นความตกใจในดวงตานางแล้ว ความรู้สึกของตนก็ตื่นเต้นขึ้นมา เล็กน้อย

เขากล่าวกับคนอื่น “พวกเธอออกไปก่อน”

คนที่เหลือไม่ลังเล ต่างก็ถอยออกไปจากห้องเงียบๆ

หลังจากที่ในห้องเหลือเพียงมู่ชิงเกอกับหัวหน้า ชายชราก็ถามด้วย ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เธอเคยเห็นแผนภาพนี้แล้วใช่หรือไม่ โลกที่เธอรู้จักเป็นแบบนี้ใช่หรือเปล่า”

หัวหน้าเองก็ไม่ปิดบัง กล่าวกับนาง “แผนภาพนี้ เป็นรูปถ่ายที่ดาวเทียมประเทศเราบังเอิญส่งกลับมา พวกเราไม่มั่นใจว่าเป็นจักรวาลนั้น แต่ว่า เธอน่าจะรู้ บนโลกใบนี้ บนดาวโลกดวงนี้ของพวกเรา หลังจาก สงครามอาวุธร้อนสิ้นสุดลง การแข่งขันระหว่างประเทศก็กลายเป็นแหล่งพลังงานและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยเฉพาะการวิจัยอวกาศนอกโลก”

มู่ชิงเกอละสายตามองชายชรา

จุดนี้ มู่ชิงเกอย่อมเข้าใจดี

ตอนนั้น ตอนที่นางยังเป็นเขี้ยวมังกรก็เคยปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้รู้ดีว่าการแข่งขันระหว่างประเทศ ในจุดที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเป็นเข่นไร

“ถ้าหาก โลกใบนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นเหมือนอย่างที่พวกเรารู้ในตอนนี้ แต่เป็นอย่างที่เธอว่า ฉันก็หวังว่าเธอจะคลายความสงสัยให้ฉันได้ บางที คำไม่กี่คำของเธอ อาจจะเปิดโลกทัศน์ของพวกเราได้ ทำให้ ประเทศของเราได้ชิงโอกาสพัฒนาประเทศเหนือว่าประเทศอื่นๆ ในขอบเขตการวิจัยอวกาศนอกโลก” หัวหน้าพูดจุดประสงค์ในครั้งนี้ออกมา

เขาเพียงต้องการให้มู่ชิงเกอช่วยเขาดูแผนภาพ พูดคำไม่กี่คำเท่านั้นจริงๆ

ความคิดของหัวหน้า มู่ชิงเกอเข้าใจดี ทั้งยังไม่ได้ไม่พอใจ นางละสายตามองแผนที่ดาว จัดการความคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว “ฉันอยู่ ในโลกอีกใบ จักรวาลทั้งหมดที่รู้จัก มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ดาวโลกในตอนนี้ รวมถึงกลุ่มดาวและจักรวาลที่เป็นของดาวโลก ต่างก็เป็นส่วนประกอบของลำต้น และแผนที่ดาวแผ่นนี้ …” นางเดินไปข้างหน้าหลายก้าว หมุนตัวกล่าวกับหัวหน้า “ฉันรู้จักจริงๆ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะผ่านไป”

“อะไรนะ!” หัวหน้าตกตะลึง

มู่ชิงเกอกล่าว “หัวหน้า จักรวาลนี้มีโลกมากมาย โลกทุกๆ ใบ ต่างก็มีความสามารถพิเศษที่เป็นของตัวเองก็เหมือนกับดาวโลก ที่มีก็คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนโลกใบอื่นก็มีวิธีของพวกเขา ในการสำรวจจักรวาลทั้งหมด ฉันเคยผ่านมหาสมุทรดวงดาวแห่งนี้ สามารถยืนยันกับท่านได้ว่า มหาสมุทรดวงดาวแห่งนี้เป็นมหาสมุทรตาย ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ หากดาวโลกอยากจะศึกษาดวงดาวในระบบสุริยะที่มีสิ่งมีชีวิต เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลานานอย่างยิ่ง”

“พอแล้ว! พอแล้ว!” หัวหน้าพยักหน้าท่ามกลางความตกใจ “เพียงแค่พวกเรากุมโอกาสได้ก่อน รู้ทิศทาง รู้ว่าเป้าหมายของพวกเราคืออะไร แค่นั้นก็พอแล้ว”

มู่ชิงเกอนิ่งเงียบ นางอยากจะทิ้งบางอย่างไว้อย่างยิ่ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในด้านนี้ของประเทศ แต่ว่า เหมือนอย่างที่นางพูด ความสามารถของโลกทุกๆ ใบไม่เหมือนกัน ของที่นางมอบให้ ดูเหมือนจะ ช่วยได้ แต่ในความจริงแล้วกลับเป็นการรบกวนการพัฒนาวิทยาศาสตร์บนดาวโลก

“เด็กน้อย เธอจะกลับไปเมื่อไหร่” จู่ๆ หัวหน้าก็กล่าวถาม

มู่ชิงเกอไม่ได้ปิดบัง กล่าวตอบ “อีกสี่วันค่ะ”

พลิกปฐพี 971

ตอนที่ 971

ตอนพิเศษ 12

เขี้ยวมังกรในราตรี!

การตอบสนองของหลี่ซิวหยวนทำให้มู่ชิงเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย

หากนางยินยอมก็สามารถฟังเนื้อหาในสายของหลี่ชิวหยวนได้อย่างง่ายดาย แต่ว่านางไม่ได้มีนิสัยชอบแอบฟัง ยิ่งไม่อาจทำแบบนี้กับเพื่อนสนิทของตนเองได้ ดังนั้น ใครโทรมาหาหลี่ซิวหยวน นางไม่รู้เลย

หลี่ซิวหยวนมองมู่ชิงเกออย่างตกตะลึง ในห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบสงัด

ซือมั่วที่พาซือมู่น้อยมาก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน ดวงตาสีอำพันคู่นั้นของเขา กลอกไปมาอย่างเปล่งประกาย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว” ไม่นาน หลี่ซิวหยวนก็ใช้น้ำเสียงสงบนิ่ง กล่าวกับคนในสาย

แม้ว่าเขาจะพยายามทำให้ตัวเองสงบลง แต่ว่าความตื่นตระหนกในแววตายังคงทรยศเขา

คนในสาย ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับเขาทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่น มู่ชิงเกอที่สังเกตสีหน้าเขามาโดยตลอด ดวงตาทั้งคู่หรี่ลงเล็กน้อย

“พวกคุณใส่ร้ายกันโดยไม่มีหลักฐานแม้แต่นิดเดียว!” ทันใดนั้น หลี่ซิวหยวนก็เหมือนถูกเหยียบเท้า ตะคอกเสียงดังอย่างคาดเดาไม่ได้ ความโกรธของเขาล้วนออกมาจากใจ ไม่ได้เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าความโกรธของเขาพุ่งเป้าไปที่คนในสาย

ใครกันที่สามารถยั่วโมโหหลี่ซิวหยวนได้ขนาดนี้

มู่ชิงเกอเลิกคิ้วสูง ในแววตาราวกับครุ่นคิด

“ข่าวการตายในตอนนั้น พวกคุณก็ประกาศเอง คนที่ฝังศพก็คือพวกคุณเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พวกคุณยืนยันเอง แต่ตอนนี้พวกคุณมาบอกว่ามุ่เกอยังไม่ตาย แล้วยังบอกว่าเธอต้องสงสัยว่าแสร้งตาย เพื่อขายชาติอย่างนั้นเหรอ ถุย!” หลังจากที่หลี่ซิวหยวนตะคอกเสร็จก็ปาโทรศัพท์ในมือลงบนพื้นอย่างแรงทันที

ตุบ!

เสียงดังกังวาน โทรศัพท์มือถือของหลี่ซิวหยวน แตกกระจัดกระจายบนพื้นห้องหนังสือ หน้าจอที่แตกละเอียด สายโทรศัพท์ได้ถูกตัดไปแล้ว

“ถามหาฉันเหรอ” มู่ชิงเกอยิ้มขึ้นมาอย่างหยอกเล่น มองหลี่ซิวหยวน

เมื่อครู่คำพูดที่เดือดดาลหลายประโยคนั้นของหลี่ซิวหยวน ไม่ใช่เปิดเผยข่าวนางหรอกหรือ

ความโกรธบนใบหน้าหลี่ซิวหยวนค่อยๆ หายไป เผยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขามองซือมู่น้อยที่ถูกซือมั่วอุ้มอยู่ในอ้อมอก ยิ้มเหยเก กล่าว “ฉันไม่ควรโมโหต่อหน้าเด็กเลย”

ซือมั่วเผยรอยยิ้มบางๆ เอ่ยปากกล่าว “ไม่เป็นไรครับ เขาไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น”

หลี่ซิวหยวนฝืนยิ้ม ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยน มองมู่ชิงเกอ กล่าวอย่างร้อนใจ “พวกเขาสงสัยเธอ”

“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด” มู่ชิงเกอสุขุมแน่นิ่ง รินชาให้หลี่ซิวหยวน ส่งไปข้างหน้าเขา

ชาเป็นชาดี

เป็นใบชาที่หลี่ซิวหยวนส่งมาให้ด้วยตัวเองก่อนหน้านี้เขาส่งมาให้มู่ชิงเกอลองชิม จะเป็นชาธรรมดาๆ เหล่านั้นได้อย่างไร แต่ว่าหลังจากที่หลี่ซิวหยวนรับมาแล้วกลับดื่มเหมือนน้ำเปล่า เกรงว่าจะไม่ได้ลิ้มรสเลยว่าชาแก้วนี้มีรสชาติอย่างไร

หลี่ชิวหยวนดื่มน้ำในแก้ว กระทั่งใบชาลงไปในอึกเดียว จากนั้นจึงบีบแก้วชา มองมู่ชิงเกอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวถาม “หลังจากที่เธอกลับมา ได้ใช้บิตรเดบิตของเธอไปใช่ไหม”

บิตรเดบิตหรือ

มู่ชิงเกอนึกขึ้นได้ หลังจากกลับมา ที่ตัวก็ไม่มีเงินสด ซื้อเสื้อผ้าให้ซือมั่วสองพ่อลูก รวมถึงค่าเที่ยววันที่สอง นางก็ใช้บิตรเดบิตที่วางอยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้มาจ่ายเงิน

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ

ทว่า ในชั่วพริบตาที่นางพยักหน้าก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาแล้วว่าเหตุใดหลี่ซิวหยวนถึงได้ถามเช่นนี้

ไม่รอนางยืนยัน หลังจากที่หลี่ซิวหยวนเห็นนางพยักหน้าก็กล่าวทันที “เป็นเช่นนี้จริงๆ คิดไม่ถึงว่า เธอพลีชีพเพื่อชาติ แต่พวกเขายังติดตามสมุดบัญชีธนาคารของเธอ”

ขณะที่เขาพูดประโยคนี้ ก็เผยสีหน้าไม่ยินยอมแทนมู่ชิงเกอออกมา

มู่ชิงเกอกลับไม่ได้รู้สึกอะไร

นางยิ้มกล่าว “เป็นฉันที่เข้าใจผิด เวลาของสองโลกไม่เท่ากันทำให้ฉันประมาทจุดนี้ไป”

“หมายความว่าอะไร”

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์”

คำพูดของนาง ทำให้ผู้ชายสองคนในห้องสงสัย ซือมู่น้อยเองก็ยอมให้บิดาตนอุ้มนิ่งๆ อย่างหาได้ยาก ดวงตาที่อยากรู้อยากเห็น จ้องมองมู่ชิงเกอตลอด

มู่ชิงเกอกวาดสายตาผ่านใบหน้า ‘ผู้ชาย’ ทั้งสามอย่างเย็นชา ยิ้มพลางอธิบาย “เรื่องนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ฉัน แต่เป็นกฎระเบียบเดิม แม้ว่าจะตายในหน้าที่ แต่หากหาศพไม่เจอ ภายในสามปีหลังจากยืนยันว่าตายแล้ว หน่วยที่เกี่ยวข้องต่างก็ต้องเฝ้าติดตามข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้น โดยเฉพาะคนที่ไร้ญาติไร้เพื่อนอย่างฉัน ฉันใช้เวลาที่นั้นร้อยปี แต่กลับลืมไปว่า ที่นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่ปีเดียว”

‘‘ทำไมถึงต้องทำแบบนี้” หลี่ซิวหยวนถามด้วยความไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

แต่ซือมั่วกลับเพียงแค่เป็นห่วง ‘‘มีปัญหาหรือ”

เขาไม่หวังให้เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขา ถูกคุกคามหรือถูกควบคุมใดๆ

มู่ชิงเกอมองซือมั่ว ส่ายหน้าช้าๆ ไม่ได้ตอบข้อสงสัยของหลี่ซิวหยวน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม มีกฎเกณฑ์จำนวนมากที่คนทั่วไปมองดูแล้วไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ยากจะเข้าใจอย่างยิ่ง ล้วนแต่ดำรงอยู่มาหลายต่อหลายปี พวกเขารู้เพียงแค่ต้องปฏิบัติตาม จะไปคิดถึงเหตุและผลได้อย่างไร

“ใครโทรมาหานาย แล้วพูดอะไรกับนายบ้าง” มู่ชิงเกอกล่าวถาม

“เขาบอกว่าเขาเป็นคนของกระทรวงความมั่นคง” หลี่ซิวหยวนกล่าวอย่างอึดอัด เขาคิดไม่ตก เหตุใดมู่ชิงเกอถึงได้สุขุมเช่นนั้น แต่ว่า เมื่อคิดอีกที หากเธอไม่สุขุมก็คงไม่ใช่นางแล้ว

“กระทรวงความมั่นคงเหรอ” มู่ชิงเกอพึมพำหนึ่งประโยค หลุบตาลงเบาๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดปัญหาอะไรอยู่

“อืม” หลี่ซิวหยวนพยักหน้า กล่าวต่อ “เขาบอกว่า พวกเขาพบว่าบัญชีธนาคารในสองวันนี้ของเธอมีการเคลื่อนไหว ดำเนินการติดตามและตรวจสอบตามสถานที่ที่เธอใช้เงิน พบว่าผู้ใช้เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง กิริยาท่าทางคล้ายเธอมาก แล้วยังตรวจสอบพบว่า เธอคือผู้อาศัยในคฤหาสน์แห่งนี้ ส่วนฉันเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เลยโทรศัพท์มายืนยันกับฉัน พวกเขายัง บอกอีกว่า…ว่า…”

“พูดต่อ” มู่ชิงเกอยังคงสงบนิ่ง

หลี่ซิวหยวนกัดฟัน จากนั้นจึงกล่าว “บอกว่า ถ้าเธอไม่ตาย แต่ใช้หน้าที่บังหน้า ระเบิดตัวตายแล้วหนีไป ไม่ว่าเหตุผลคืออะไรก็ถือว่า ต้องโทษขายชาติ ถ้าฉันไม่ยอมบอกข้อมูลของเธอ ฉันก็จะถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ต้องรับโทษเด็ดขาดทางกฎหมาย แล้วยังบอกว่า…เธอเอาข้อมูลกับของที่สำคัญต่อประเทศอย่างถึงที่สุดไปด้วย”

สำคัญต่อประเทศอย่างถึงที่สุด…

มู่ชิงเกอรู้อยู่แก่ใจ ที่ฝ่ายตรงข้ามหมายถึง น่าจะเป็นยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ

จุดที่น่ากลัวของยาชีวเหล่านี้ นางเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จะไม่รู้ถึงคุณค่าในตัวมันได้อย่างไร เพียงแต่ว่า ตอนนั้นนางไม่รู้ว่าตนจะมีวันที่ได้กลับมายังโลกอีกครั้ง ยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอสิบขวดนั้น ถูกนางและองครักษ์เขี้ยวมังกรของนางใช้จหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว

อ้อ รวมถึงเจ้าอ้วนด้วย

สรุปว่า ของก็ไม่มีแล้ว แม้ว่าจะให้นางจะนำออกมา นางก็ทำไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่นางเข้าใจถึงความสามารถของยาเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ นางก็ตระหนักว่า อย่าให้มีอยู่บนโลกปัจจุบันนี้คงดีกว่า มิเช่นนั้น โลกใบนี้จะต้องวุ่นวายเป็นแน่

“มู่เกอ ดูท่าแล้วเธอจะอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ต้องกลับไปเดี๋ยวนี้” หลี่ซิวหยวนกล่าวกับมู่ชิงเกออย่างจริงจัง

มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้า “ฉันไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นายล่ะ พวกเขาไม่ได้คำตอบก็จะต้องมารังควานนายไม่ปล่อยแน่นอน”

หลี่ซิวหยวนกระตุกมุมปากอย่างแรง จับผมของตัวเองอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย เขาเหลือบตาขึ้น มองมู่ชิงเกอ ยิ้มกล่าว “ถ้าไม่ได้จริงๆ เธอก็พาฉันไปด้วยกันเลยสิ”

มู่ชิงเกอหลุดหัวเราะ

ข้อเสนอนี้ของหลี่ซิวหยวน ทำไม่ได้แน่นอน เขาไม่มีตบะบำเพ็ญ เป็นร่างของมนุษย์ธรรมดา จะต้านทานการท่องเรือในมหาสมุทรดวงดาวได้อย่างไร

ถ้าพูดกันตรงๆ ซือมู่น้อยยังสามารถล้มหลี่ซีวหยวนหนึ่งร้อยคน ได้อย่างง่ายดาย

เริ่มบำเพ็ญตบะตั้งแต่วันนี้หรือ

อย่าลืมสิ มู่ชิงเกอบำเพ็ญมานานเพียงใด ทั้งยังฝ่าฟันมามากเพียงใด กว่าจะสามารถท่องเรือในมหาสมุทรดวงดาวได้ อีกทั้งเงื่อนไขของเรือต้าเซียนคืออะไร

ต่อให้หลี่ซิวหยวนจะมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม บำเพ็ญตบะตั้งแต่วันนี้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีบนดาวโลก ก็ยากจะขึ้นเรือได้

“ทำไม่ได้หรอก อย่าได้คิดเลย” มู่ชิงเกอกล่าวปฏิเสธ

“ฉันก็รู้ว่าทำไม่ได้” หลี่ซิวหยวนเผยสีหน้าผิดหวัง ถ้าหากสามารถจากไปพร้อมมู่ชิงเกอได้จริงๆ เขาก็คงจะมีความสุขมากจริงๆ

อย่างไรเสีย บนโลกใบนี้ สถานที่ส่วนใหญ่เขาก็ไปมาหมดแล้ว ความปรารถนาในกระดูกดำของเขาก็สั่งให้เขาออกไปข้างนอก โดยเฉพาะ เมื่อได้รู้ว่าโลกนอกโลกใบนี้ที่รู้มาจากมู่ชิงเกอมีลักษณะเป็น เช่นไร

“ฉันเข้าใจแล้ว” ซือมั่วที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด จู่ๆ ก็เอ่ยปากกล่าว

มู่ชิงเกอกับหลี่ซิวหยวนหันมองเขาพร้อมกัน

ซือมั่วสบสายตาของมู่ชิงเกอ ยิ้มกล่าว “เสี่ยวเกอเอ๋อร์พวกเราลบความทรงจำของคนเหล่านั้นได้”

มู่ชิงเกอยกมุมปากยิ้ม พยักหน้ากล่าว “เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีจริงๆ”

“ลบความทรงจำ!” หลี่ซิวหยวนอุทานตกใจ มองคนทั้งสองอย่างตะลึงงันแล้วกล่าว “พวกเธอเก่งกาจขนาดนี้เลยเหรอ”

ทันใดนั้น บนหน้าเขาก็ปรากฎรอยยิ้มที่เหยเก กล่าวเอาใจมู่ชิงเกอ “งั้น…มู่เกอ…เธอเก่งกาจขนาดนี้ เปลี่ยนให้ฉันเป็นเศรษฐีโลกได้หรือไม่” ในเมื่อจากโลกนี้ไปไม่ได้ เช่นนั้นได้เป็นเศรษฐีเล่นก็ดีเหมือนกัน

มู่ชิงเกอกลอกตาใส่เขา ยิ้มอย่างเป็นประกายที่สุดแล้วกล่าว “ฉันทำได้แค่เปลี่ยนคนเป็นให้เป็นคนตาย อยากลองดูไหม”

“เอ่อ…ไม่เอาดีกว่า แหะๆ” หลี่ชิวหยวนถอยไปข้างหลังหลายก้าวในชั่วพริบตา

“ในเมื่อเป็นอย่างนี้…” ซือมั่วจ้องมองมู่ชิงเกอ รอนางตัดสินใจครั้งสุดท้าย

ขอเพียงแค่นางพยักหน้า เขาก็สามารถลบความทรงจำของคนทั้งหมดที่มีต่อมู่ชิงเกอบนโลกใบนี้ได้ในทันที

“ไปกินข้าวก่อนเถอะ” ทว่ามู่ชิงเกอพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“จริงด้วย เด็กน้อยบอกว่าหิวไม่ใช่เหรอ” หลี่ซิวหยวนตบศีรษะหนึ่งครา เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เดิมทีพวกเขาเตรียมตัวจะไปทานข้าว

สายตาซือมั่วกะพริบวาบ พยักหน้าเงียบๆ

สายโทรศัพท์ที่ไม่คาดคิดถูกคนเหล่านี้โยนไว้ข้างหลัง

หลังจากที่รู้ว่ามู่ชิงเกอกับซือมั่วมีความสามารถลบความทรงจำ หลี่ซิวหยวนก็ไม่เป็นกังวลอย่างนั้นอีก

เดินออกมาจากคฤหาสน์พาสามคนครอบครัวไปร้านอาหารด้วยรถยนต์ของหลี่ซิวหยวน

มีหลี่ซิวหยวนอยู่ พวกเขาย่อมได้ทานอาหารรสเลิศที่อร่อยที่สุด แน่นอนข้าวมื้อนี้นับได้ว่าทานอย่างมีความสุข

แต่ว่า ตอนที่ทานข้าว การดูแลซือมู่น้อยของหลี่ซิวหยวน ทำให้คนนอกคิดว่าพวกเขาเป็นพ่อลูกกัน แต่ว่า เมื่อเห็นดวงตาสีอำพันที่เหมือนกันของซือมั่วกับซือมู่น้อยแล้ว ก็เข้าใจในชั่วพริบตา ที่แท้แล้ว คน ทั้งสองที่ดูไม่ค่อยถูกกันนี้จึงจะเป็นพ่อลูกที่แท้จริง

ข้าวมื้อนี้ซือมั่วใส่ใจแต่มู่ชิงเกอ ซือมู่น้อยถูก ‘พี่เลี้ยง’ หลี่ซิวหยวนดูแลตลอดทั้งมื้อ

เมื่อคนทั้งสี่เดินออกมาจากร้านอาหารรูปร่างหน้าตาของซือมั่วก็สร้างความแตกตื่นไม่น้อยดังคาด

กระทั้ง มีคนคิดว่าเขาเป็นดาราที่ไหน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถ่ายรูปเขาอย่างบ้าคลั่ง

เสียงกรีดร้องของเด็กสาว ดังขึ้นไม่ขาดสาย ดึงดูดสายตารอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกที่ถูกจับตามองเช่นนี้ ทำให้ซือมั่วขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ

ยังดี หลี่ซิวหยวนพาพวกเขาออกไปได้ทันเวลา เข้าไปในรถ ออกจากสถานที่เกิดเหตุ

“ความทรงจำลบได้ แต่มีบางอย่างกลับไวกว่าความทรงจำ” หลังจากขึ้นรถแล้ว มู่ชิงเกอก็พลันกล่าวกับซือมั่ว

ซือมั่วละสายตามองนาง ไม่เข้าใจเล็กน้อย

มู่ชิงเกอ ยิ้ม

อย่างไรเสียซือมั่วก็ไม่ใช่คนบนโลกนี้ แม้ว่าจะใช้เวลาสั้นๆ ปรับตัวกับชีวิตบนโลกได้ แต่ในด้านความคิด ก็ยังมีจุดที่ขาดตกไปเล็กน้อย

“จริงสิ ถ้าหากพวกเขาบันทึกข้อมูลของเธอเข้าไปในคอมพิวเตอร์แล้ว หรือว่าส่งไปที่หน่วยงานระดับสูงอะไรแล้ว ต่อให้จะลบความทรงจำ ข้อมูลก็ยังมีอยู่” หลี่ซิวหยวนที่ขับรถอยู่ข้างหน้าตระหนักขึ้นมาได้

มู่ชิงเกอพยักหน้า

ซือมั่วขมวดคิ้วเบาๆ “อย่างนั้นก็ทำลายทั้งหมดเสีย ก่อนจะลบความทรงจำ ก็อ่านความทรงจำของพวกเขา ลบทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดเกลี้ยง”

“ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เพียงแต่ยุ่งยากเกินไป” มู่ชิงเกอกล่าว “ฉันตายไปแล้วจริงๆ ทั้งยังใจกว้างเสียสละ หากว่าทำแบบนี้ กลับกลายจะทำให้ฉันดูขี้ขลาด”

คำพูดของนาง ทำให้ซือมั่วกับหลี่ซิวหยวนต่างก็นิ่งเงียบ

ไม่ว่าจะเป็นมู่ชิงเกอ ทรอว่ามู่เกอล้วนเหมือนกันทั้งคู่ นิสัยของนาง แต่ไหนแต่ไรก็เผชิญหน้าตรงไปตรงมา ไม่อายฟ้าดิน ไม่อายตนเอง

“อย่างนั้นเธอจะทำอย่างไร เรื่องที่เธอตายแล้วฟื้นคืนชีพ ฉันเชื่อแต่คนเหล่านั้นจะเชื่อเหรอ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอมีพลังที่แข็งแกร่งขึ้น จะขูดรีดเธอต่อหรือเปล่า” หลี่ซิวหยวนกล่าวอย่างไม่ปิดบัง เลยแม้แต่น้อย

“ขูดรีดเหรอ” มู่ชิงเกอมองท้ายทอยเขาอย่างขบขำ

หลี่ซิวหยวน ‘อืม’ หนึ่งครา กล่าวอย่างไม่พอใจ “พวกเขาใช้คำว่าทำงานเพื่อประเทศ แต่ฉันมองว่ามันคือการขูดรีด”

มู่ชิงเกอถูกคำพูดของเขาเย้าแหย่ก็หัวเราะ นางกล่าว “เรื่องนี้ ฉันจัดการได้”

ได้ยินนางพูดเช่นนี้ หลี่ซิวหยวนก็ยกมุมปาก ไม่ได้พูดต่อ

มู่ชิงเกอเก็บสายตากลับมา สบสายตากับซือมั่วที่มองนางปราดหนึ่ง สองสามีภรรยาผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ความไม่พูดก็รู้ใจที่เกิดขึ้นเอง ก็แผ่ขยายอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา

คืนนั้น หลี่ซิวหยวนดึงดันจะอยู่ที่คฤหาสน์ไม่ยอมกลับไป

เขากระทงแสดงท่าทีชัดเจนว่า ก่อนที่มู่ชิงเกอและครอบครัวจะจากไป เขาจะอยู่กับพวกเขาสามคนครอบครัว ตามคำพูดของเขา ก็คือต้องการทำหน้าที่เจ้าของที่ดินให้ดี พบกันครั้งหน้า ยังไม่รู้ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้า

เห็นท่าทางน่าสงสารของเขา บวกกับที่เขาเอาอกเอาใจซือมู่น้อยได้ มู่ชิงเกอจึงปล่อยให้เขาอยู่

สำหรับการค้างคืนของเขา ซือมั่วก็เพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อตกดึกเงียบสงัด มู่ชิงเกอกลับออกไปจากคฤหาสน์เงียบๆ มุ่งหน้าไปยังบ้านแห่งหนึ่งที่นางเคยไปมาหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งยังเรียกว่าเป็นบ้านของตน

บ้านหลังนั้น มีความพิเศษอย่างถึงที่สุด หากจะเข้าไป ต้องผ่านการตรวจสอบแต่ละชั้นๆ แสดงบัตรต่างๆ เพื่อยืนยันตัว

แต่ว่า สำหรับมู่ชิงเกอแล้ว ป้อมยามเหล่านี้ กลับไม่มีประโยชน์

กลุ่มทหารที่ยืนเฝ้ายามอยู่นอกป้อม รู้ลึกเพียงแค่ลมหนึ่งหอบ พัดผ่าน ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ แต่กลับไม่รู้ว่ามีคนแฝงตัวเข้า ไปในอาคารเล็กสองชั้นหลังนั้นของหัวหน้าใหญ่แล้ว

เงาร่างของมู่ชิงเกอ ค่อยๆ ปรากฎชัดเจนในลานบ้านนอกอาคารหลังเล็ก

นางยกมือโบก ผงสีทองจางๆ ที่แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงในยามราตรี ปรากฎขึ้นอย่างไม่รู้ที่มา ปลิวว่อนในอากาศ ปกคลุมอาคารเล็กทั้งหลัง ข้างในข้างนอก แทรกซึมเข้าไปทุกที่

นี่คือยานอนหลับชนิดหนึ่ง เพียงแค่ทำให้คนจมอยู่ในอาการหลับลึกยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย แต่ยังกำจัดความเหนื่อยล้าในการนอนหลับครั้งนี้ ทำให้ร่างกายและวิญญาณฟื้นฟูสู่สภาพ ที่แข็งแรงที่สุด

คนทั้งหมดในอาคารหลังเล็กยังไม่รู้ว่าผ่านคืนนี้ไป พวกเขาได้รับของขวัญชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้นท่ามกลางความไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เสร็จเรื่องทั้งหมดนี้มู่ชิงเกอจึงเดินเข้าไปในอาคารหลังเล็ก

การตกแต่งภายในอาคารหลังเล็กเรียบง่ายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังค่อนข้างมีอายุ ดูจากการตกตแต่งแล้ว คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ น่าจะมีชีวิตเรียบง่าย ในบ้านเรียบง่ายอย่างถึงที่สุด สิ่งของทั้งหมด ต่างก็จัดวางอย่างเป็น ระเบียบเรียบร้อย ไม่สะเปะสะปะแม้แต่นิดเดียว

ภาพตรงหน้า ปลุกความทรงจำของมู่ชิงเกอขึ้นมา

บนโต๊ะทานข้าวทรงกลมตัวใหญ่ๆ ตัวนั้น นางกับเพื่อนทหารนั่งทานร่วมกันหลายครั้ง ยังมีอีกหลายครั้ง ที่มีนางเพียงคนเดียวทานข้าวเป็นเพื่อนผู้มากวัยทั้งสองคน

มู่ชิงเกอเดินไปข้างในต่อ มองเห็นรูปภาพขาวดำสองใบที่วางอยู่บนตู้

ผู้หญิงผู้ชายในภาพขาวดำ คือลูกชาย ลูกสาวเจ้าของบ้านหลังนี้ ต่างก็พลีชีพเพื่อชาติในช่วงวัยที่กำลังรุ่งโรจน์ ดังนั้น หลายต่อหลายครั้ง นางจึงรู้ดีว่า ผู้มากวัยทั้งสองดูแลนางเหมือนหลานสาว

มู่ชิงเกอเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เดินไปถึงหน้าประตูไม้หนึ่งบาน

นิ่งเงียบครู่หนึ่ง นางยื่นมือออกไป ผลักประตูห้องออก เดินเข้าไปข้างใน

ในห้อง ดำมืด

ในห้อง มีเสียงหายใจที่หลับลึกของคนสองคนดังเข้ามารางๆ

นางเดินไปข้างเตียง ข้างซ้ายข้างขวานาง วางเตียงไว้ฝั่งละหลัง นางรู้ดีว่า เพราะอายุที่มากแล้ว ผู้มากวัยทั้งสองจึงตั้งใจแยกกันนอน เพื่อไม่ให้กระทบการพักผ่อนของฝ่ายตรงข้าม

นางเดินไปทางเตียงฝั่งซ้าย ยกมือขึ้น ลูบเตียงเบาๆ หนึ่งครา

แสงสีทองอ่อนหนึ่งสายกะพริบวาบตามการเคลื่อนไหวเบาๆ บนมือนาง

ไม่นานนัก คนชราผมขาวที่นอนอยู่บนเตียงก็ลืมตาทั้งคู่ขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ในดวงตาไม่มีความสะลืมสะลือ มีเพียงความสงสัย

“หัวหน้าใหญ่” มู่ชิงเกอเรียกคนชราที่ตื่นขึ้นมาหนึ่งครา

เสียงที่ดังเข้ามาในความมืดทำให้ผู้มากวัยสังเกตเห็นเงาดำที่ยืนอยู่ข้างเตียง

เขาไม่ได้ตื่นตระหนก เพียงแค่ลุกขึ้นนี้งจากเตียงอย่างสุขุมสงบ นิ่ง มองเงาดำแล้วกล่าวถาม “คุณเป็นใคร”

ในความมืด ตกอยู่ในความเงียบสงัด

ผู้มากวัยไม่ได้เร่งรัด เพียงแค่คลำหาปืนเก่าแก่หนึ่งกระบอกที่ซ่อนอยู่ใต้หมอน

ปืนกระบอกนี้อยู่ข้างกายเขาในช่วงเวลาสำคัญ ตอนนี้เกษียณ แล้วก็ยังอยู่ร่วมวัยชรากับเขาต่อ

นานอย่างยิ่ง ในความดำมืด ก็ทำลายความเงียบสงัด เสียงที่เอ่ยปากก่อนหน้านี้ กล่าวขึ้นอีกครั้ง “เขี้ยวมังกร”

เขี้ยวมังกร

รหัสประจำตัวที่ไม่ได้ยินมานานนี้ทำให้ผู้มากวัยที่มีสติตั้งมั่น ดวงตาทั้งสองหดลงอย่างรวดเร็ว เขากล่าวเสียงหลงอย่างเหลือเชื่อ “เธอ ว่ายังไงนะ เธอบอกว่าเธอเป็นใครนะ”

“เขี้ยวมังกร” ครั้งนี้ไม่มีความนิ่งเงียบ มู่ชิงเกอให้คำตอบที่แน่วแน่ออกมาอีกครั้ง

พลิกปฐพี 970

ตอนที่ 970

ตอนพิเศษ 11

สายที่ไม่คาดคิด!

หลี่ซิวหยวนตามมู่ชิงเกอเข้าไปในห้องหนังสือ

ตอนที่ผ่านห้องรับแขกชั้นหนึ่ง เขาก็มองซือมั่วสองพ่อลูกที่แสดงท่าทาง ‘บิดาเมตตา บุตรกตัญญู’ ตามจิตใต้สำนึก มุมปากยกยิ้มที่ไม่น่ามองอย่างถึงที่สุดออกมา

ซือมั่วรู้ว่ามู่ชิงเกอต้องการพูดคุยกับหลี่ซิวหยวนลำพัง จึงรู้จักวางตัวไม่ได้รบกวนอีก เห็นรอยยิ้มที่น่าอึดอัดเล็กน้อยของหลี่ซิวหยวน เขาก็ใช้เพียงรอยยิ้มที่สง่างามราวกับสายฝนในฤดูใบไม้ผลิคลาย สถานการณ์

“นั่งสิ” เมื่อเข้าห้องหนังสือแล้ว มู่ชิงเกอก็ชี้โซฟาที่ใช้ต้อนรับแขกในห้อง กล่าวกับหลี่ซิวหยวน

หลี่ซิวหยวนเดินตามเข้าไป นั่งลงบนโซฟาที่มู่ชิงเกอชี้ หลังจากที่มู่ชิงเกอรินนํ้าให้เขาแล้ว ก็นั่งลงตรงข้าม

โซฟาที่อ่อนนุ่ม สบายอย่างถึงที่สุด แผ่นหลังทั้งแผ่นของมู่ชิงเกอต่างก็จมลงไปในโซฟา นางจัดท่านั่งให้ตัวเองนั่งสบายขึ้น จากนั้นจึงกล่าวกับหลี่ซิวหยวน “อยากถามอะไร ถามมาได้เลย”

เอ่อ…

หลี่ซิวหยวนไอเบาๆ อย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสองครั้ง ก่อนจะมา เขามีคำถามที่อยากถามให้แน่ชัดอยู่เต็มหัว

แต่ว่า เมื่อพบมู่ชิงเกอแล้วจริงๆ ภายใต้สีหน้าที่สุขุมเช่นนี้ของเธอ จู่ๆ เขากลับไม่รู้ว่าควรจะถามอะไรบ้าง

“ไม่รู้ว่าจะถามอะไรเหรอ” มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว กล่าวอย่างหยอกล้อ

หลี่ซิวหยวนตะลึงงัน เบิกตาโตอย่างไร้เดียงสาพลางพยักหน้า

มู่ชิงเกอยิ้ม ริมฝีปากสีแดงยกยิ้มเล็กน้อย เผยฟันที่ขาวเปล่งปลั่งออกมา “งั้นให้ฉันพูดแล้วกัน”

นางเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า สายตาแน่นิ่ง ราวกับว่า …นางเองก็กำลังรำลึกถึงฉากๆ นั้นในตอนแรก

“…หนึ่งปีก่อน ฉันได้รับภารกิจพิเศษ ต้องไปประเทศอื่นเพื่อขโมยงานวิจัยวิทยาศาสตร์ล่าสุด ตอนแรกฉันคิดว่า นี่คือภารกิจธรรมดาๆ แต่ คิดไม่ถึงว่าเบื้องหลังภารกิจนี้จะซ่อนแผนร้ายที่พุ่งเป้ามาที่ฉัน” นึกถึง ระเบิดครั้งนั้น แววตาของมู่ชิงเกอก็มีความเย็นยะเยือกรวมตัวกันหลายส่วน

“แผนร้าย! มีคนคิดจะทำร้ายเธอเหรอ” หลี่ซิวหยวนราวกับถูกเหยียบเท้า ลุก ‘พรวด’ ขึ้นมา น้ำเสียงตกใจ

มู่ชิงเกอเหลือบตาขึ้นมองเขา สีหน้าโกรธแค้นบนใบหน้าเขา ไม่เหมือนเสแสร้ง แต่คือความเป็นห่วงจากใจจริง มีศัตรูคู่แค้นร่วมกับนาง มิตรภาพเช่นนี้ทำให้ในใจนางอบอุ่นเล็กน้อย นางยิ้ม “เรื่องผ่านมานานแล้ว ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น”

“จะไม่ตกใจได้ไง ใครต้องการทำร้ายเธอกันแน่ แล้วก็…แล้วก็…” น้ำเสียงที่โกรธแค้นของหลี่ซิวหยวน พลันติดอ่างขึ้นมา

เขามองมู่ชิงเกอ แววตาซับซ้อน

ความรู้สึกต่างๆ ล้วนผสมเข้าด้วยกัน ทำให้เขาไม่สามารถพูดคำพูดท่อนหลังออกมาได้ เพียงแค่รู้สึกว่าลำคอตนถูกอุดไว้จนอึดอัด

“แล้วก็ ฉันตายในแผนการร้ายครั้งนั้นจริงๆ ใช่ไหม” มู่ชิงเกอถอนหายใจในใจ พูดสิ่งที่เขาอยากพูดแต่กลับไม่ยอมพูดออกมา

หลี่ซิวหยวนสั่นไปทั่วร่าง ทั้งตัวคล้ายถูกสูบกำลังวังชาออกไปจนหมด ล้มลงบนโซฟา

เครื่องหน้าที่หล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก้มหน้าลง ศอกทั้งคู่คํ้าอยู่บนต้นขา ซุกหน้าลงระหว่างฝ่ามือทั้งคู่ นิ้วมือที่เรียวยาวจิกเข้าไปในเส้นผม

ข้อต่อนิ้วของเขาขาวซีด ทำให้มู่ชิงเกอสัมผัสได้ว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้พังทลายเล็กน้อย

“ฉันยอมรับเรื่องที่เธอพลีชีพเพื่อชาติได้อย่างไรซะเธอก็เป็นทหาร นี่คือภารกิจที่ต้องทำ แต่ว่าฉันยอมรับว่าการตายของเธอคือแผนการร้ายไม่ได้ ไม่ว่าแผนการร้ายครั้งนี้จะมาจากประเทศ หรือมาจากคน ฉันก็ให้อภัยไม่ได้” หลี่ซิวหยวนใช้นํ้าเสียงที่ตํ่าลึก กล่าวช้าๆ

ตอนที่เขาพูดจบ เงยหน้าขึ้นมาจากฝ่ามือทั้งคู่ บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยคราบนํ้าตา

มู่ชิงเกอตกตะลึง นิ่งงันแล้ว

นางไม่เคยเห็นหลี่ซิวหยวนร้องไห้มาก่อน แม้ว่าจะเป็นตอนที่เขาถูกจับเรียกค่าไถ่ก็สามารถพูดคุยหัวเราะได้ไม่มีทางร้องไห้เพราะหวาดกลัวและต้องเผชิญหน้ากับการขู่ฆ่า

แต่ว่าตอนนี้…

ในดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอ แปรเปลี่ยนราวกับสายลม

นางสัมผัสได้ว่า น้ำตาของหลี่ซิวหยวน กลํ้ากลืนแทนนาง โกรธแค้นแทนนาง รู้สึกเสียดายแทนนาง

นึกถึงเมื่อก่อน ชายผู้นี้เคยพูดจากึ่งล้อเล่นหลายครั้ง บอกให้นางปลดประจำการ ตอนที่บอกนางว่าอาชีพของนางอันตรายเกินไป ในแววตาก็มักจะมีความเป็นห่วงรางๆ ซ่อนอยู่

‘บางที หลังจากที่รู้จักกันแล้ว ชายคนนี้ก็คงจะข้ามผ่านวันคืนที่อกสั่นขวัญแขวนมาไม่น้อยเหมือนกัน’ ทันใดนั้น มู่ชิงเกอก็ตระหนักขึ้นมาในใจ

นางยื่นมือออกไป ดึงกระดาษหนึ่งแผ่นออกมาจากกล่องใส่กระดาษทิชชูบนโต๊ะ โน้มตัวส่งไปข้างหน้าหลี่ซิวหยวน “เป็นผู้ชาย มีอะไรให้ต้องร้องไห้”

หลี่ซิวหยวนทำตาขวางใส่นาง รับกระดาษทิชชู่จากมือนาง เช็ดลวกๆ ลงบนหน้าตน อารมณ์ที่สูญเสียการควบคุมกลับคืนเป็นปกติแล้ว

“นี่เป็นแผนร้ายที่มีคนพุ่งเป้ามาที่ฉันส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่วางแผนทำร้ายฉันก็ไม่ได้ตายดี ตอนที่ฉันตาย ก็ลากเขาลงนรกไปพร้อมกัน” มู่ชิงเกออธิบายอย่างเรียบง่าย ดวงตาที่ใส กระจ่างคู่นั้น มีความเคียดแค้นที่เย็นเยียบแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นใครกันแน่” หลี่ซิวหยวนกัดฟันถาม

ทว่ามู่ชิงเกอกลับอมยิ้มส่ายหน้า “คนก็ตายไปแล้ว ทำไมจะต้องเอ่ยถึงเขาอีก”

“บอกฉันมา ฉันจะขุดรากถอนโคนตระกูลเขาสิบแปดชั่วโคตร!” หลี่ซิวหยวนกล่าวอย่างเดือดดาล

“พรืด!” มู่ชิงเกอถูกท่าทีของเขาหยอกเย้าจนที่สุด หัวเราะท่าทางเคืองแค้นแทนนางของหลี่ซิวหยวน เหมือนเจ้าอ้วนแซ่เซ่าอย่างยิ่งจริงๆ

มู่ชิงเกอใจลอยเล็กน้อย เพื่อนสนิทตรงหน้ากับเงาร่างอ้วนท้วนที่มีมุมเจ้าสำราญ ไปเที่ยวหอโคมเขียวกับนางผู้นั้นที่เมืองลั่วตูแคว้นฉินในความทรงจำค่อยๆ ซ้อนทับกัน

แน่นอน หลี่ซิวหยวนกับเจ้าอ้วนแซ่เซ่าไม่ใช่คนคนเดียวกัน แต่ว่าความจริงใจส่วนนั้นที่พวกเขามีต่อนาง เหมือนกัน

“สุสานบรรพบุรุษตระกูลเขา…เกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้แล้ว” มู่ชิงเกอกล่าวอย่างหยอกล้อ

หลี่ซิวหยวนบ่นพึมพำระบายอารมณ์ “ฉันรู้ว่าเธอกลัวฉันก่อเรื่อง เลยไม่ยอมบอกฉัน”

มู่ชิงเกอส่ายหน้ายิ้มเบาๆ “ไม่ได้กลัวนายทำเรื่องนอกกรอบอะไรจริงๆ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ สำหรับฉันก็ผ่านมาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจแล้วจริงๆ”

ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ใช่แผนร้ายนั้น นางจะตายแล้วคืนชีพ สร้างชีวิตใหม่ของตนบนแผ่นดินต่างภพ รู้จักคนทุกคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตนางได้อย่างไร

‘‘ร้อยปีเหรอ” หลี่ซิวหยวนมองมู่ชิงเกอด้วยความตกใจ

มู่ชิงเกอพยักหน้า “สำหรับนายแล้ว มู่เกออาจจะพลีชีพไปแค่หนึ่งปี แต่สำหรับฉัน กลับใช้เวลาไปร้อยปีแล้ว”

ทันใดนั้น มู่ชิงเกอก็เล่าเรื่องที่ตนสิงร่าง กลายเป็นคุณชายไร้ประโยชน์อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุให้หลี่ซิวหยวนฟังอย่างสั้นๆ

เรื่องเล่าเรื่องนี้ยาวอย่างยิ่ง แม้ว่ามู่ชิงเกอจะตั้งใจย่อเหตุการณ์จำนวนมากก็ไม่ได้ลงรายละเอียด หลังจากที่นางเล่าจบ ก็เข้าช่วงเที่ยงของวันแล้ว

เล่าเรื่องมากว่าสี่ชั่วโมงเต็มๆ ทำให้มู่ชิงเกอมีความรู้สึกกระหายน้ำ นางยกน้ำเปล่าที่เย็นอยู่นานแล้วบนโต๊ะขึ้นดื่ม ความรู้สึกนั้นก็คลายลง

สีหน้าของหลี่ซิวหยวน ในขณะที่มู่ชิงเกอเล่าเรื่อง เปลี่ยนจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรแล้ว ตกตะลึง ‘เรื่องเล่า’ ของมู่ชิงเกอ หรือว่าถูกอดีตที่เพ้อฝันนี้ทำให้งงงันไปแล้ว ก็มิอาจรู้ได้

มู่ชิงเกอเหลือบตามองเขาปราดหนึ่ง ไม่ได้รบกวนหลี่ซิวหยวนที่แข็งเป็นหิน รอเขาได้สติกลับมาเอง

ผ่านไปนานอย่างยิ่ง หลี่ซิวหยวนจึงปิดปากที่อ้าค้างมาเนิ่นนานของตนลงด้วยความยากลำบาก

แข็งทื่อมานานอย่างยิ่ง ขากรรไกรก็เกิดความรู้สึกเหมือนข้อต่อเลื่อน เขายกมือลูบคางของตน หลังจากที่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้ว จึงถามอย่างระแวดระวัง “เธอแน่ใจหรือว่าไม่ได้ฝันไป”

พูดจบ เขาก็ขมวดคิ้วจมอยู่ในความคิด กล่าวกับตัวเอง “หรือว่า ความจริงแล้วเธอยังไม่ตาย แต่ถูกคนช่วยไว้ แต่ว่าอย่างไรเสียอาการ บาดเจ็บที่ระเบิดส่งผลต่อร่างกายก็สาหัสเกินไปจริงๆ เธอเลยตกอยู่ในสติที่เลอะเลือนเป็นเวลานาน ใช่แล้ว เธอสติเลอะเลือนอยู่หนึ่งปีเต็มๆ ช่วงนี้ เพิ่งจะได้สติกลับมา และในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ เธอก็ฝันพิลึกกึกกือแบบนี้!”

“หลี่ซิวหยวน นายรู้จักหลอกตัวเองแล้วยังหลอกคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่” มู่ชิงเกอขัดจังหวะที่เขาพึมพำกับตัวเอง นางรู้ว่าคำพูดของนางยากจะทำให้คนเชื่ออย่างยิ่ง แต่นี่ก็คือความจริง

ถ้าหากไม่ใช่ว่านางเผชิญมาด้วยตัวเอง คนอื่นบอกนางว่า นอกดาวโลกยังมีโลกต่างๆ นานาดำรงอยู่ นางเองก็คงแค่นเสียงขึ้นจมูก คิดว่าคนคนนั้นเป็นโรคประสาท

หลี่ซิวหยวนถูกนางตะโกนเรียก ปากก็หยุดชะงัก ไม่พูดพึมพำกับตัวเองอีก แต่ว่าบนใบหน้า กลับเผยรอยยิ้มเจื่อนออกมา

ใช่แล้ว! หลอกตัวเองแล้วยังหลอกคนอื่น

หากเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ เหตุการณ์จำนวนมากก็คงไม่มีทางอธิบายได้ทั้งยังรวมถึง… พ่อลูกคู่นั้นที่อยู่ชั้นล่าง

เขาเพียงแค่…

เพียงแค่…

เพียงแค่ช่วงเวลากะทันทัน รับเรื่องนี้ไม่ค่อยได้ก็เท่านั้นเอง สิ่งที่ทำให้เขายิ่งเสียใจก็คือ ช่วงเวลาต่างๆ มากมายเช่นนั้นที่มู่ชิงเกอต้องเผชิญหน้า เขากลับไม่อาจปกป้องอยู่ข้างกายนางได้

“โลกใบนี้ มีหลายด้านที่แตกต่างกันจำนวนมากจริงเหรอ” เขาเอน หลังพิงพนักโซฟาอย่างห่อเหี่ยว ถามเสียงพึมพำ

เพราะคำพูดของมู่ชิงเกอ โลกทัศน์ทั้งหมดของเขาจึงถูกพังทลาย มู่ชิงเกอเม้มปาก จากนั้นจึงกล่าวตอบ “ตอนแรก ฉันก็ไม่อยากเชื่อ แต่ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็จำใจต้องเชื่อ ในโลกใบนั้น จักรวาลที่ฉันเข้าใจและพิสูจน์ได้ ก็คือต้นไม้หนึ่งต้น ลำต้นของต้นไม้ก็คือโลกใบหลัก และเป็นบ่อเกิดของโลกทั้งหมด ส่วนกิ่งไม้ใบไม้ที่งอกออกมาจากลำต้น เหล่านั้นก็ไม่เหมือนกันเลย มีจักรวาลขนาดใหญ่ จักรวาลขนาดเล็ก หลากหลายขนาด รวมถึงโลกมนุษย์อีกล้านๆ แห่ง”

“ดังนั้นจึงพูดได้ว่า…ตอนนี้เธอเป็นเทพเหรอ” หลี่ซิวหยวนมองนาง กล่าวถามเสียงตํ่า

เทพหรือ

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว

นางยิ้ม ความหมายแฝงในรอยยิ้มทำให้คนมองไม่ออก คิดไม่ตก นางกล่าว “เทพ เป็นเพียงทฤษฎีความสัมพันธ์สำหรับคนอ่อนแอแล้ว ใครที่มีความสามารถเหนือคนทั่วไปต่างก็เรียกได้ว่าเทพ แต่ว่าจากมุมมองของฉัน ไม่ว่าจะเป็นโลกใบไหน ต่อให้จะอยู่ในโลกใบหลักก็ไม่มีความแตกต่างระหว่างเทพกับคนธรรมดา มีเพียงการแบ่งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอ ต่อให้โลกจะไม่เหมือนกัน แต่กฎเกณฑ์การเล่นก็เหมือนกันหมด นั้นก็คือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้รอดชีวิตคือยอดฝีมือ ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวก็คือ โลกบางโลกปรากฎเห็นเด่นชัด โลกบางโลกกลับลึบลับอย่างถึงที่สุด”

คำพูดนี้ทำให้หลี่ซิวหยวนตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง

ในใจเขายอบรับตัวตนของมู่ชิงเกออยู่นานแล้ว นางก็คือมู่เกอ แต่ว่า ตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่ามู่เกอผู้นี้ ต่างจากมู่เกอคนนั้นที่เขารู้จัก ในคำพูดของนาง แฝงความหมายจำนวนหนึ่ง ราวกับว่าแฝง…หลักเหตุผลไว้

เมื่อตระหนักถึงคำพูดนี้อย่างละเอียด หลี่ซิวหยวนก็จำใจต้องยอมรับ นี่คือเรื่องจริง

เหมือนบอกว่าโลกในปัจจุบันนี้ยุคสมัยที่ดูเหมือนทันสมัยนี้ เบื้องหลังความทันสมัย ก็ซ่อนกฎเกณฑ์การเล่นที่ไม่เคยเปลี่ยนมากว่าล้านล้านปีเช่นเดียวกัน

ทรัพยากรมีจำกัด คิดอยากจะใช้ชีวิตที่ดีกว่าเก่าก็ทำได้เพียงแย่งชิงอย่างสุดชีวิต

ความแตกต่างเป็นเพียงวิธีที่ต่างกันไปในแต่ละคนก็เท่านั้นเอง

หลี่ซิวหยวนถอนหายใจ หลุดยิ้มกล่าว “ถ้ามีโอกาส ฉันอยากไปดูโลกอื่นบ้างจริงๆ”

คำพูดนี้ของเขา ยากจะแยกแยะจริงเท็จ

ทว่า มู่ชิงเกอกลับยิ้มกล่าว “ทะลุมิติไปต่างภพ ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกอย่างนั้น หากวันหนึ่ง นายมีโอกาสได้ไปจริงๆ ด้วยความสามารถนายแล้ว ฉันเชื่อว่านายจะใช้ชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอิสระเหมือนกัน”

ทะลุมิติต่างภพ ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกอย่างนั้น

ประโยคเรียบง่ายเพียงนี้ แฝงความเป็นความตายที่มู่ชิงเกอผ่านพ้นมากี่ครั้ง หากมีครั้งหนึ่งที่จิตใจของนางไม่ได้แน่วแน่อย่างนั้น ไม่ได้พยายามอย่างนั้น นางก็คงจะกลายเป็นเถ้ากระดูกไปนานแล้ว ไม่มี โอกาสได้นั่งอยู่ที่นี่พูดคุยสนุกสนานกับหลี่ซิวหยวนอย่างสิ้นเชิง

“ถูกต้อง!” คำพูดของมู่ชิงเกอ ทำให้หลี่ซิวหยวนหน้าบานเป็นกระด้ง เพื่อนของมู่ชิงเกอ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยขาดความทะนงตน เหมือนกับนาง

เจ้าอ้วนแซ่เซ่าก็ด้วย เจียงหลีก็ด้วย หลี่ซิวหยวนก็เหมือนกัน อีกทั้งคนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นบุตรผู้ภาคภูมิของสวรรค์และมีความทะนงตนเป็นของตัวเองทั้งหมด

“อย่างนั้นเธอกลับมาครั้งนี้ ตั้งใจมาเยี่ยมฉันหรือ” หลี่ซิวหยวน มองด้วยสีหน้าคาดหวัง

แต่มู่ชิงเกอกลับส่ายหน้าตามความจริงภายใต้สีหน้าคาดหวังทั้งใบของเขา

“ก่อนมา ฉันไม่รู้พิกัดดาวโลก และไม่รู้ว่าเวลาของโลกแต่ละใบไม่เท่ากัน ตอนแรกฉันต้องการหาคนๆ หนึ่งบนโลกในมหาสมทุรดวงดาว แต่บังเอิญผ่านดาวโลก เลยตัดสินใจลงมาดูชั่วคราว”

“หาคนเหรอ หาใครล่ะ” แม้ว่าในใจจะผิดหวัง แต่หลี่ชิวหยวนก็ยังคงถามด้วยความสงสัย

คำถามนี้ทำให้สีหน้าของมู่ชิงเกอดำดิ่งเล็กน้อย สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน เห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ หลี่ซิวหยวนก็เก็บท่าทางเย้าแหย่ลง

“หาคนที่สำคัญกับฉันมาก ต่อให้จะต้องเดินทางไปยังโลกทั้งหมด ฉันก็ต้องหาเธอให้เจอ พาเธอกลับบ้าน” มู่ชิงเกอกล่าวเสียงตํ่า

“ดูท่าแล้วคงจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสำราญใจอย่างนั้น” หลี่ซิวหยวน มองสีหน้าของนาง พึมพำหนึ่งประโยค

เขาเข้าใจมู่ชิงเกอ รู้ว่านางเป็นคนที่ไม่เก่งในด้านความรู้สึกมากนัก การฝึกของกองทัพที่เย็นชา ทำให้นางเคยชินกับการใช้ชีวิตตามหลักเหตุผลที่เต็มไปด้วยคำสั่ง แต่กลับลดด้านความรู้สึกของนางลง

ตอนนั้น เขาใช้ประสบการณ์มากมายเท่าไร จึงจะเดินเข้าไปในโลกของนาง กลายเป็นเพื่อนที่นางเชื่อใจได้

เพราะว่าเป็นเช่นนี้ เขาจึงรู้ดีว่า มู่เกอคือคนที่ไม่อ่อนไหวต่อความรู้สึกง่ายๆ แต่เมื่อเชื่อใจใครสักคนหนึ่งแล้ว ก็จะเก็บมาใส่ใจ ไม่อาจทอดทิ้งได้ตลอดกาล

“เธอจะต้องหาเจอแน่นอน” หลี่ซิวหยวนกล่าวปลอบ

ดวงตามู่ชิงเกอกวาดพยับเมฆครึ้มออกไปจนหมด ยิ้มกล่าว “แน่นอน! ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องรอฉันอยู่ ฉันเชื่อว่าตัวเองจะต้องหาเธอเจอ”

“อย่างนั้นเธอวางแผนจะอยู่ต่ออีกนานเท่าไหร่” หลี่ชิวหยวนถาม อย่างพะว้าพะวงในใจเล็กน้อย

เขาหวังอย่างเห็นแก่ตัวว่า ครั้งนี้มู่ชิงเกอจะอยู่ต่อได้นานอีกหน่อย เพราะเขารู้ว่าหลังจากกันไปครั้งนี้แล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตของเขา คงยากจะได้เจอ…เพื่อนคนนี้อีกครั้ง

คำถามนี้ทำให้มู่ชิงเกอขมวดคิ้ว นางกล่าว “เวลาของแต่ละโลก เดินไม่เท่ากัน ตอนนี้ฉันก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าโลกใบนั้นที่เธออยู่ เวลาเดินเร็วหรือช้า ฉันอยู่ต่อนานไม่ได้ อย่างมากที่สุดหนึ่งสัปดาห์ฉันก็ต้องไปแล้ว”

“หนึ่งสัปดาห์เหรอ!” ในดวงตาหลี่ซิวหยวนเต็มไปด้วยความอ้างว้าง

ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์สั้นเกินไปจริงๆ สั้นจนเขาไม่อาจใช้วางแผนได้ว่าจะข้ามผ่านเวลาช่วงนี้ไปได้อย่างไร

แต่ว่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลังจากที่หลี่ซิวหยวนรู้การวางแผนเวลาของมู่ชิงเกอแล้วก็ยังล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า โทรหาเลขาของตนทันที

เลขาที่กำลังทานข้าวเที่ยงตอนเที่ยง เมื่อเห็นโทรศัพท์ดังก็ตกใจ จนกลืนข้าวในปากที่ยังไม่ทันได้เคี้ยวลงไปทั้งคำ

เมื่อรับโทรศัพท์หลี่ซิวหยวนก็ไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามตอบสนอง กล่าวทันที “ยกเลิกตารางทั้งหมดในสัปดาห์หน้า ต่อให้บริษัทจะล้มละลายก็อย่ารบกวนฉันเด็ดขาด”

“นายคะ! การประชุมวันนี้เลื่อนไปแล้วหนึ่งครั้ง จะเลื่อนอีกเหรอคะ” เสียงที่ขมขื่นของเลขาดังออกมาจากโทรศัพท์

“ฉันไม่สน เธอจัดการเอง จัดการไม่ได้ก็เก็บข้าวของออกไปซะ” หลี่ซิวหยวนแค่นเสียงหนึ่งครา วางโทรศัพท์ดัง ‘ปัง’

มู่ชิงเกอมองการกระทำทั้งหมดนี้ของเขาอยู่เงียบๆ รู้ว่าเขาพาลใส่คนอื่นเล็กน้อย ควรจะพูดว่า กำลังระบายอารมณ์ เขาไม่อยากให้ตนจากไปเร็วเพียงนี้

แต่ว่า…

มู่ชิงเกอถอนหายใจ ความจริงแล้ว หากไม่ใช่บังเอิญเจอหลี่ซิวหยวนพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันออกเดินทางของพวกเขาสามคนครอบครัว

“หลี่ซิวหยวน บนโลกใบนี้ ฉันเป็นคนที่ตายไปแล้ว” มู่ชิงเกอกล่าวโน้มน้าว

หลี่ซิวหยวนหัวเราะเสียงเจื่อน “ฉันใช้เวลาหนึ่งปีก็ยังทำใจกับข่าวการตายของเธอไม่ได้ ตอนนี้ เป็นโอกาสดี อย่างน้อยฉันก็ได้รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าอยู่ในโลกอีกใบที่ห่างไกลกับฉันมาก อาทิตย์นี้ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะ ได้อยู่กับ…พวกเธอสามคนครอบครัว ได้ทำหน้าที่เจ้าของที่ดินให้เป็นอย่างดี”

เขาเพิ่งจะพูดจบ ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออก

เสียงเปิดประตู ทำให้มู่ชิงเกอกับหลี่ซิวหยวนหันหน้าไปมองพร้อมกัน มองเห็นช่องประตูที่เปิดออกเล็กน้อย มีศีรษะเล็กๆ ชะโงกออกมา

‘‘หม่าม๊า หนูหิวแล้ว หนูจะได้กินข้าวเมื่อไหร่” ซือมู่น้อยเบิกตาดวงโตที่น่าสงสาร

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปากอย่างแรง แม้ว่าซือมู่จะเด็กอยู่ แต่ด้วยตบะบำเพ็ญของเขา ไหนเลยจะหิวง่ายเพียงนั้น จะต้องเป็นซือมั่วผู้นั้นที่คำนวณเวลาว่าน่าจะคุยไปได้เกือบหมดแล้ว ไม่อยากให้นางกับหลี่ซิวหยวนอยู่กันตามลำพังอีก ดังนั้นจึงสั่งให้ปีศาจน้อยมาทำลายช่วงเวลานี้ลง

“เอ! เลยเวลามาขนาดนี้แล้ว เด็กๆ จะปล่อยให้หิวไม่ได้มู่เกอพวกเราพาหนูน้อยออกไปกินข้าวกันดีกว่า” ทว่าหลี่ซิวหยวนกลับไม่รู้เรื่องเหล่านี้ได้ยินเด็กน้อยปนหิว ก็รีบลุกขึ้นยืนกล่าว

แต่น้ำเสียงนั้นกลับ…

“ขอบคุณคุณหลี่ที่หวังดี ในเมื่อคุณหลี่บริสุทธิ์ใจจะเลี้ยงข้าวพวกผมสามคนครอบครัว พวกผมก็ไม่อาจปฏิเสธ”

ทว่า หลี่ซิวหยวนพูดยังไม่ทันขาดคำ เงาร่างของซือมั่วก็โผล่ออกมา ยืนอยู่ข้างหลังซือมู่น้อย บนใบหน้าที่หล่อเหลา ปรากฎรอยยิ้มที่ไม่เสียมารยาท

หลี่ซิวหยวนกระตุกมุมปากอย่างแรง หมดคำพูดจะโต้เถียง โชคดีไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นประธานบริษัทที่ดูแลกิจการซึ่งมีพนักงานกว่าหมื่นคน เผชิญหน้ากับความอึดชัดเช่นนี้ เร็วอย่างยิ่งเขาก็กลับเป็นปกติ “เอาที่ไหนมาพูด อันที่จริงผมก็ควรทำหน้าที่เจ้าของที่ดินที่ดี”

ในขณะที่คนทั้งสี่เตรียมจะขยับตัวออกจากคฤหาสน์ จู่ๆ โทรศัพท์ของหลี่ซิวหยวนก็ดัง

เสียงโทรศัพท์ที่ดังกะทันหันทำให้ดวงตาเขาปรากฎความหงุดหงิดขึ้นแวบหนึ่ง คิดว่าเป็นเรื่องในบริษัท หรือว่าเลขาโทรมาหาตน แต่ว่าเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู กลับพบว่าเป็นเบอร์แปลกหน้าโทร นี่คือโทรศัพท์ส่วนตัวของเขา น้อยอย่างยิ่งที่จะมีคนนอกรู้

หลี่ซิวหยวนประหลาดใจเล็กน้อย รับโทรศัพท์ “ฮัลโหล ใครครับ”

เขาถามหนึ่งประโยค แต่ว่า วินาทีต่อมา ในดวงตาเขากลับเต็มไปด้วยความตกใจ เหลือบตาขึ้นมองมู่ชิงเกอที่ยืนอยู่ข้างตัวเขาไม่ไกลตามจิตใต้สำนึก…

พลิกปฐพี 969

ตอนที่ 969

ตอนพิเศษ 10

มู่เกอยังไม่ตายหรือ

‘นั้นสิ มู่เกอก็ไม่อยู่แล้ว จะมีใครมาช่วยฉันได้อีก’ จู่ๆ หลี่ซิวหยวนก็มีสีหน้าอ้างว้าง

เพียงแค่ชั่วพริบตาในสมองของเขาก็ปรากฎภาพช่วงเวลาที่ได้รู้จักกับมู่เกอ

‘นี่ไม่เป็นไรแล้ว’

เคยจำได้ว่า เงาร่างที่ผึ่งผายของวีรสตรีคนนั้น หลังจากที่อัดโจรเรียกค่าไถ่จนสลบแล้วก็ยืนตัวตรงตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขา หันหลังให้แสง ในรอยยิ้มที่ยกขึ้นบางๆ นั้น มีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างถึงที่สุด รวมถึงความเหยียดหยันอีกเล็กน้อย

แต่ความเหยียดหยันนั้นไม่ได้ทำให้คนนึกรำคาญแต่อย่างใด

ตอนนั้น เขารู้สึกแค่เพียงคนที่จู่ๆ ก็ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเขาทำให้เขามีความรู้สึกตาพร่าชนิดหนึ่ง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็มีเป้าหมายจะเป็นเพื่อนกับเธอ ไม่ต้องถามเขาว่าเพราะอะไร…คุณชายรักสนุกอย่างเขาจะทำอะไร จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ

“นี่ไม่เป็นไรแล้ว”

ชั่วขณะที่หลี่ซิวหยวนใจลอยก็พลาดฉากที่มีเงาคนแวบผ่านราวกับสายฟ้า โจรเรียกค่าไถ่ทั้งหมดสูญเสียการรับรู้ ล้มเกลื่อนบนพื้น

ข้างหู พลันมีคำพูดที่คุ้นเคยดังเข้ามา

นํ้าเสียงที่คุ้นเคยจนถึงกระดูกดำชนิดนั้นทำให้เขายากจะลืมเลือน

หลี่ซิวหยวนเงยหน้าขึ้นตามจิตใต้สำนึก ในดวงตาปรากฎความตกใจ ตะโกนเสียงหลง “มู่เกอ! ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอยังไม่…” คำว่า ‘ตาย’ คำสุดท้ายนั้น ยังไม่ทันได้ออกจากปากก็ติดอยู่ในลำคอเขา

คนที่อยู่ตรงหน้า ยืนหันหลังให้แสงเช่นเดียวกัน

แสงไฟในในโกดังส่องออกมาจากข้างหลังของเธอ โครงร่างของเธอเลือนราง เครื่องหน้าทั้งห้าก็ถูกปกคลุมอยู่ในเงามืด ชัดเจนว่ามองเห็นไม่ชัด แต่เขาก็ยังรู้ว่า คนคนนี้ไม่ใช่คนคนนั้นที่เขารู้จัก

อย่างไรเสียรูปร่างก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมือนกัน แต่กลับคุ้นตาแปลกๆ

จู่ๆ หลี่ซิวหยวนก็ขมวดคิ้ว ความรู้สึกนั้นทำให้เขาไม่มั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

จนกระทั่ง ความรู้สึกชนิดนี้ทำให้เขาพลันเห็นโจรเรียกค่าไถ่ที่ล้มอยู่บนพื้นเหล่านั้น

“คุณคือ…ใคร” หลี่ซิวหยวนอัดอั้นอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็กลํ้ากลืน พ่นคำสามคำออกมา เขากำลังเฝ้ารอ อีกทั้งยังหวาดกลัวเล็กน้อย

การตอบสนองของหลี่ชิวหยวน มู่ชิงเกอมองเห็นทั้งหมด มุมปากของนาง ยกองศาที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เมื่อรอยยิ้มนี้ปรากฎชั่วขณะก็ทำให้หลี่ซิวหยวนใจสั่น

‘เอ๋!’

เขาร้องอุทานในใจหนึ่งครา กล่าวพึมพำ “ทำไมถึงมีท่าทางที่คล้ายขนาดนั้น เป็นไปได้ยังไง”

“หลี่ซิวหยวน” มู่ชิงเกอตะโกนเรียกชื่อของเขา ก้าวขาออกมา เดินเข้าไปใกล้เขาหลายก้าว

แสงที่ย้อนค่อยๆ หายไป เงาร่างของนางค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาในสายตาของหลี่ซิวหยวน ลูกตาของเขาค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น แววตาที่ตกตะลึงเริ่มปรากฎ

ทว่า ตอนที่เขาเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ความตกใจและการรอคอยในดวงตาของเขากลับริบหรี่ลงฉับพลัน เปลี่ยนเป็นความผิดหวัง “คุณ ไม่ใช่เธอ”

ภาพเหตุการณ์ที่คล้ายคลึง สีหน้าที่เหมือนกัน แต่กลับเป็นคนสองคนที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

อันที่จริง หญิงสาวที่ปรากฎตัวตรงหน้า มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างยิ่ง หน้าตาก็งดงามกว่าผู้หญิงสวยทั้งหมดที่เขาเคยเจอมา แต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่คนคนนั้นที่เขาคาดหวังในใจ

หลังจากยอมรับความจริงนี้ในใจ หลี่ซิวหยวนจึงสนใจความเป็นจริงที่โจรเรียกค่าไถ่ล้มเกลื่อนอยู่บนพื้นเหล่านั้น

“คุณฆ่าพวกเขา!” เขากล่าวอย่างตกตะลึง

มู่ชิงเกอหลุดหัวเราะส่ายหน้า “พวกเขาจะตายหรือไม่ตาย กฎหมายจะตัดสินเอง”

ประโยคนี้…

หลี่ซิวหยวนตะลึงงันท่าทางงุนงงบนสีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นตกตะลึง คำพูดนี้เขาคุ้นเคยอย่างถึงที่สุด

เพราะว่า ตอนที่เขาพบมู่ชิงเกอครั้งแรก เขาเองก็เคยถามคำถามที่เหมือนกัน ส่วนมู่เกอก็ตอบคำตอบที่เหมือนกัน

คำถามเมื่อครู่นี้ เขาถามออกไปตามจิตใต้สำนึก

และคำตอบของผู้หญิงตรงหน้าก็ทำให้เขาเริ่มชัดเจนขึ้นมาในความรู้สึกที่คล้ายหลุดเข้าไปในความฝัน

“คุณเป็นใครกันแน่” เขากล่าวถามเสียงหลง เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่า เสียงของตัวเอง จะมีวันที่เปลี่ยนเป็นไม่น่าฟังแบบนี้

“หลี่ซิวหยวน นายจำฉันไม่ได้จริงๆ หรือ” สายตามู่ชิงเกอคลุมเครือ ยากจะเข้าใจภายใต้เงามืด นางเดินไปใกล้เขาอีกหลายก้าว

ทั้งสองคน อยู่ใกล้กันอย่างถึงที่สุด

ระยะห่างระหว่างพวกเขา เพียงแค่หนึ่งถึงสองเมตร สายตาของมู่ชิงเกอ ละจากสีหน้าที่ตกใจบนหน้าเขา ตกลงบนแขนทั้งคู่ที่ถูกมัดของเขา

ทันใดนั้น หลี่ซิวหยวนรู้สึกแค่เพียงแขนทั้งสองที่ถูกมัดคลายลงฉับพลัน เชือกที่มัดเขาเส้นนั้น ตกลงบนพื้นอย่างเงียบๆ แขนทั้งคู่ก็ตกลงจากพนักพิง

‘ซี้ด!’

แขนทั้งคู่ถูกมัดมานาน ชาอยู่นานแล้ว จู่ๆ ก็ถูกปล่อยออก ความไม่คุ้นชินบนข้อต่อทำให้เขาสูดลมเย็นเยียบอย่างอดไม่ได้

หลี่ชิวหยวนออกแรงยกมือขึ้น นวดบ่าของตน เหลือบตาขึ้นมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน

สายตาทั้งสองสบกันกลางอากาศ แววตาที่คุ้นเคยเช่นนั้น รวมถึงการหยอกล้อที่แฝงอยู่ในดวงตา ทำให้หลี่ซิวหยวนจำใจต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

“มู่เกอ เธอโดนระเบิดตายแล้วไปศัลยกรรมมาเหรอ”

เหอะๆ

มุมปากมู่ชิงเกอกระตุกอย่างแรง ตำหนิในใจหนึ่งประโยค ‘คนชั่วนี่!’

เห็นมู่ชิงเกอ ‘นิ่งเงียบ’ หลี่ซิวหยวนก็ยิ่งมั่นใจว่าการคาดเดาของตนถูกต้อง ความผิดหวังในแววตาของเขาถูกความดีใจและประหลาดใจเข้ามาแทนที่ ทั้งยังมีความสบายใจที่ฝังลึกอยู่อีกเล็กน้อย “ไม่เลวเลย ศัลยกรรมได้สวยกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า”

มู่ชิงเกอถลึงตามองเขา มีความรู้สึกพูดไม่ออกชนิดหนึ่ง

“ฮ่าๆ! ฉันรู้อยู่แล้ว เธอยังไม่วางใจเรื่องฉัน ขอเพียงแค่เกิดเรื่องขึ้นกับฉัน เธอก็จะต้องมาช่วยฉันแน่นอน” หลี่ซิวหยวนกล่าวอย่างภูมิใจ

ราวกับว่าการที่เขาถูกเรียกค่าไถ่ เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การโอ้อวดอย่างยิ่ง

เสมือนพูดกับคนอื่นว่า ‘เฮอะ! ใครให้บ้านฉันมีเงินขนาดนั้นล่ะ’

“แต่ว่า…” หลังจากนั้นไม่รอให้มู่ชิงเกอพูด รอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็หายไป สีหน้าเคร่งขรึม จริงจังมากเป็นพิเศษ เขาลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้มู่ชิงเกอ กลอกตามองซ้ายมองขวา จากนั้นจึงกล่าวอย่างระแวดระวัง “ไม่นึกว่า เธอจะใช้วิธีระเบิดตัวตายหนีไป เห็นได้ชัดว่าเธอเบื่องานนั้นมากจริงๆ แม้ว่า ตอนนี้เธอจะศัลยกรรมจนฉันจำไม่ได้ แต่เธอมาช่วยฉันโดยไม่ห่วงตัวเองแบบนี้จะเป็นการเปิดเผยตัวตนเธอหรือเปล่า”

พูดจบ ในแววตาเขาก็เผยความซาบซึ้งออกมา

“นายเลิกคิดฟังซ่านได้แล้ว ฉันตายไปแล้วจริงๆ” มู่ชิงเกอกล่าวอย่างจนใจ

นางตัดสินใจมาพบหลี่ซิวหยวนก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะบอกเรื่องราวที่ผ่านมาของตนให้เขาฟัง เหมือนกับที่พูดกับซือมั่ว อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพื่อนที่ตนยอมรับในโลกใบนี้

เพื่อนของนางมีไม่มาก นอกจากเพื่อนร่วมรบแล้ว เพื่อนที่เหลืออยู่ก็นับนิ้วได้

และหลี่ซิวหยวนก็เป็นมิตรที่นางไว้ใจที่สุดในจำนวนเพื่อนอันน้อยนิด

ด้วยคำพูดที่เขาพูดหน้าหลุมศพของนาง รวมถึงดอกเบญจมาศสีขาวแต่ละช่อนั้น นางก็ไม่อาจปิดบังเขาไปพลางอาศัยอยู่ในบ้านที่แท้จริงแล้วเป็นของเขาไปพลาง เสพสุขกับความรู้สึกที่ได้กลับ ‘บ้านเก่า’ อย่างสบายอกสบายใจได้

“ฉันเข้าใจ เธออยู่ที่นั้น ถือว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว พวกเขาต่างก็สร้างหลุมศพให้เธอ ทั้งยังมอบสมญานามวีรสตรีผู้เสียสละให้อีก” หลี่ซิวหยวนเข้าใจคำพูดของนางผิด พยักหน้า กล่าวตามความเข้าใจของตัวเอง

เขากล่าวด้วยความสงสัย “แต่ว่า ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอปิดบังประเทศได้อย่างไร เหตุการณ์ระเบิดนี้ เธอวางแผนมานานแค่ไหน ไม่นึกเลยว่าจะปิดบังแม้แต่ฉัน แล้วยัง…”

ขณะที่พูด เขาก็ยื่นมือออกไป ลูบแก้มของมู่ชิงเกอ กล่าวพร้อมกัน “เธอไปหาหมอศัลยกรรมคนนี้จากไหน ไม่คิดว่าฝีมือจะดีขนาดนี้ เรียกได้ ว่าเป็นฝีมือของพระเจ้า”

เพี๊ยะ!

เสียงดังกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้นฉับพลัน

“โอ๊ย! เจ็บนะ!” หลี่ซิวหยวนชักมือที่ถูกมู่ชิงเกอตีกลับมาอย่างรวดเร็ว

บนข้อมือของเขาเป็นสีแดง โชคดีที่แดงอยู่เพียงแค่ชั่วพริบตาก็กลับมาเหมือนเดิม

หลังจากที่เห็นผิวบนข้อมือเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว สายตาของมู่ชิงเกอก็ละออกไปพร้อมหัวเราะเบาๆ แรงที่นางออก นางรู้อยู่แก่ใจ

หลี่ซิวหยวนสะบัดมือ มองนางอย่างเคืองๆ “ฉันรู้ว่าเป็นของปลอม ถ้าไม่ระวังก็อาจจะผิดรูป เธอวางใจเถอะ เรื่องนี้ฉันเข้าใจดีใช้แรงมากไม่ได้”

“หลี่ซิวหยวน” มู่ชิงเกอส่ายหน้าอย่างจนใจ

“ครับผม!” หลี่ซิวหยวนยืดอกเชิดหน้าทันที เครื่องหน้าทั้งห้าตึงกระชับมองนาง

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างคนทั้งสอง

ทุกครั้ง มู่ชิงเกอจนใจกับความคิดสร้างสรรค์ของเขา หลังจากตะโกนชื่อเขาออกมาแล้ว เขาก็จะทำตัวประหลาดเช่นนี้เสมอ ราวกับว่านางคือแม่ทัพ เขาคือทหาร

“หลี่ซิวหยวน นายตั้งใจหน่อย ที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง ฉันตายแล้ว จริงๆ ควรจะพูดว่า มู่เกอพลีชีพ ตายในระเบิดครั้งใหญ่จริงๆ” มู่ชิงเกอมองเขาอย่างจริงจัง กล่าวทีละคำทีละประโยค

ครั้งนี้ถึงตาที่หลี่ซิวหยวนพูดไม่ออกแล้ว

เขาเก็บสีหน้าที่มากเกินความจำเป็น เหลือเพียงสายตาที่จริงจัง มองประเมิณนางอย่างตั้งใจครู่ใหญ่ จากนั้นเขาจึงกล่าวเงียบๆ ‘‘เธอ หมายความว่า เธอเป็นผีเหรอ”

แววตาของขาละออกไปเบาๆ ตกลงบนเงาใต้เท้านาง พึมพำหนึ่งประโยค “ผีก็มีเงาด้วยเหรอ”

มู่ชิงเกอส่ายหน้า เอ่ยปากหยุดยั้งไม่ให้จินตนาการของเขาไปไกลกว่านี้ “วิญญาณมีอยู่จริง หลังจากฉันที่อยู่ในร่างมู่เกอสละชีพ วิญญาณของฉันก็ล่องลอยอยู่ในช่องว่างความว่างเปล่า คืนชีพในโลกอีกใบ ฉันในตอนนี้ ชื่อมู่ชิงเกอ สองวันก่อน ฉันข้ามมหาสมทุรดวงดาวกลับมาจากโลกอื่น”

หลี่ซิวหยวนปากอ้าตาค้างมองนาง นิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน

ในแววตามู่ชิงเกอมีความจนใจแวบผ่าน นางรู้ว่าคำพูดของตน ยากแท้หยั่งถึง ทำให้คนยากจะเชื่ออย่างยิ่ง แต่ว่า นี่คือเรื่องจริง

“ถึงเธอจะโกหก ก็อย่าพูดจาที่แม้แต่เด็กสามขวบก็ดูถูกแบบนี้สิ หรือว่าเธอกำลังดูถูกความรู้ของฉันเหรอ” หลังจากที่หลีซิวหยวนนิ่งเงียบ ในที่สุดก็เอ่ยปาก

สีหน้าของเขาแปลกประหลาดเล็กน้อย มองมู่ชิงเกอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ารอบหนึ่ง ไม่เชื่อคำพูดที่นางเอ่ยเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

เกือบจะถามไปแล้วว่า ‘เธอหนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้าที่ไหน’ หรือว่า…ทักทายเพื่อนว่า ‘สวัสดี! มนุษย์ต่างดาว’

“ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นี่ก็คือเรื่องจริง” จู่ๆ มู่ชิงเกอก็ถอยไปข้างหลังหลายก้าว กล่าวกับหลี่ซิวหยวน “ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านหลังนั้นที่นายให้ฉัน คืนนี้ก็เท่านี้ก่อน นายจัดการเรื่องที่นี่เสร็จแล้ว ถ้ารับคำพูดที่ฉันพูดเมื่อกี้ได้ พรุ่งนี้ก็มาหาฉันที่บ้าน”

พูดจบ เงาร่างนางก็เลือนราง หายไปต่อหน้าหลี่ซิวหยวนทันที

“เฮ้ย!” ภาพที่แปลกประหลาดภาพนี้ทำให้หลี่ซิวหยวนตกใจจนล้มลงไปข้างหลัง นั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกมัดก่อนหน้านี้พอดี

บนหน้าเขา เต็มไปด้วยสีหน้าที่สื่อว่า ‘โดนผีหลอก’

มู่ชิงเกอที่ออกมาจากโกดัง ตอนที่ปรากฎตัวอีกครั้งก็กลับมาถึงคฤหาสน์แล้ว

นางตั้งใช้วิชาหายตัวต่อหน้าหลี่ซิวหยวนก็เพื่อให้เขาตั้งใจใคร่ครวญถึงคำพูดของนางก่อนหน้านี้ หากเขาไม่เชื่อ ต่อให้นางจะพูดอย่างไร ก็ไม่มีประโยชน์

ในโกดัง หลี่ซิวหยวนนี้งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ในสมองฉายภาพที่มู่ชิงเกอหายตัวซํ้าไปซํ้ามา

ไม่รู้ว่าฉายซํ้าอยู่กี่รอบ สติของเขาจึงจะค่อยๆ กลับมา

“นี่มันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอะไรกันหรือว่าเป็นพลังเคลื่อนย้ายฟ้าดินในนิยายยุทธภพหรือไง ไม่ใช่สิ ต่อให้เป็นพลังเคลื่อนย้ายฟ้าดินก็ไม่ได้หายไปทั้งตัวนี่” หลังจากพึมพำกับตัวเองไม่หยุดแล้ว หลี่ซิวหยวนก็ค่อยๆ ตั้งสติได้

เขาวางเรื่องมู่ชิงเกอลงชั่วคราว มองโจรเรียกค่าไถ่เหล่านั้นที่นอนอยู่บนพื้น หาโทรศัพท์ของตัวเอง กดเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง…

“ฮัลโหล หัวหน้าอู๋ใช่ไหม ใช่ ผมเอง ใช่ ผมโดนจับเรียกค่าไถ่อีกแล้ว อืม…ช่วยรีบมาจัดการตามพิกัดในโทรศัพท์ด้วย อืมๆ…โอเค รบกวนน้องชายทั้งหลายด้วย ขอบคุณนะ หัวหน้าอู๋”

หลังจากวางโทรศัพท์แล้ว หลี่ซิวหยวนก็มองโจรเรียกค่าไถ่เหล่านั้นอีกปราดหนึ่ง แค่นเสียงหนึ่งครา “พวกแกหาเรื่องผิดคนแล้ว หึ!”

พูดจบ ด่าเบาๆ หนึ่งครา จากนั้นเขาก็หมุนตัวจากไป

เขาไม่ต้องสนใจเรื่องที่จะตามมาภายหลัง มีคนจัดการเรื่องทั้งหมดให้เอง อีกทั้งยังช่วยเขาปิดบังข่าวทั้งหมดที่เกี่ยวกับเขา ไม่ปล่อยให้สื่อรู้ข่าวมาดักรอที่บริษัทของเขา ส่งปาปารัสซี่มาไล่ตามเขา ซักถามความรู้สึกในใจหลังถูกจับเรียกค่าไถ่อีก

คํ่าคืนนี้ หลี่ซิวหยวนพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ

ไม่ใช่เพราะเรื่องที่ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ แต่เพราะมู่เกอ

คำพูดเหล่านั้นที่มู่ชิงเกอพูด ดังก้องอยู่ในสมองเขาไม่หยุด เหมือนแมวหนึ่งตัวที่คอยกวนใจเขาตลอด ทำให้เขาร้อนใจอยากให้ฟ้าสางเร็วๆ

เมื่อฟ้าสาง หลี่ซิวหยวนก็กระโดด ‘พรวด’ ขึ้นมาจากเตียง พุ่งตัวไปอาบนํ้าด้วยความรวดเร็ว สวมเสื้อกางเกงลำลอง จากนั้นก็โทรศัพท์หาเลขาของตน

“ฮัลโหล วันนี้ฉันไม่เข้าบริษัทนะ การจัดการทั้งหมด ที่ควรยกเลิกก็ยกเลิก ที่ควรเลื่อนก็เลื่อน แล้วก็ ถ้าฟ้าไม่ถล่ม อย่ารบกวนฉันเด็ดขาด”

หลังจากเสียงในโทรศัพท์ดัง ‘ตูดๆ’ เลขาของหลี่ซิวหยวนก็ยังคงกะพริบตาที่สะลืมสะลือคู่หนึ่งอยู่

เธอพยายามเบิกตาทั้งคู่ มองเวลาในโทรศัพท์

ให้ตายเถอะ! เพิ่งจะหกโมงห้าสิบเอง!

“เจ้านาย คุณอย่าทรมานพนักงานแบบนี้ได้นั้ยเนี่ย’’ โอดครวญหนึ่งครา เลขาผู้น่าสงสารก็มุดเข้าไปในกองผ้าห่มอีกครั้ง

ตอนที่หลี่ซิวหยวนขับรถมาถึงคฤหาสน์หลังนั้นของมู่ชิงเกอก็เพิ่งจะเป็นเวลาเจ็ดโมงครึ่ง

บนที่นั่งข้างคนขับในรถคันนั้นของเขา ยังมีอาหารเช้าที่มีไอร้อนกรุ่นวางอยู่ด้วย

อาหารเช้าเรียบง่ายอย่างยิ่ง มีน้ำเต้าหู้หนึ่งถุง ขนมปังถั่วแดงสองชิ้นนี่คืออาหารเช้าตอนที่มู่ชิงเกอยังเป็นมู่เกอทานเป็นประจำ

หลี่ซิวหยวนจอดรถ หิ้วอาหารเช้าเดินไปที่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์จัดปกเสื้อเล็กน้อย แล้วจึงกดกริ่งประตู

แม้ว่าในใจเขายังยากจะยอมรับข้อแก้ต่างของมู่ชิงเกอ แต่ตัวเขาเองก็รู้ดี เขาเชื่อคำพูดของเธอแล้ว ถึงได้มาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังนำอาหารเช้าที่มู่เกอทานเป็นประจำมาด้วย

ติ๊งต่อง!

เสียงกริ่งประตูดังสองครา หลี่ซิวหยวนก็ได้ยินเสียงเปิดกลอนประตู

เขาเผยรอยยิ้มที่สว่างไสว เตรียมเผชิญหน้ากับคนที่มาเปิดประตู ทว่าชั่วพริบตาที่ประตูเปิด รอยยิ้มก็แข็งทื่อ

ที่ปรากฎออกมาจากช่องประตู คือใบหน้าหล่อเหลาจนทำให้คนโกรธเคืองดวงหนึ่ง

อันที่จริงหลี่ซิวหยวนก็นับได้ว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามที่หาได้ยากแล้ว ต่อให้เทียบกับหนุ่มน้อยไอดอลมาดเท่เหล่านั้นในวงการบันเทิงก็ยังไม่เป็นสองรองใคร

แต่ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับหน้าใบนี้ ชั่วขณะเขาก็รู้สึกว่าตัวเองเป็น ลูกเป็ดขี้เหร่ เป็นคางคกมาโดยตลอด

รอยยิ้มที่แข็งทื่อของคนนอกประตูทำให้ซือมั่วเลิกคิ้วด้วยความพอใจ

คนตรงหน้าไม่รู้จักเขา แต่เขากลับรู้จักคนผู้นี้ก็คือชายผู้นั้นที่ปรากฎตัวอยู่ที่สุสาน และยังเป็นเพื่อนสนิทในใจเสี่ยวเกอเอ๋อร์

แม้จะเป็นเพื่อนสนิท แต่ขอเพียงแค่เป็นเพศตรงข้าม…อืม ก็ต้องประกาศความเป็นเจ้าของเหมือนกัน

“คุณหลี่ สวัสดีครับ เสี่ยวเกอเอ๋อร์…อืม สำหรับคุณแล้ว ต้องพูดว่ามู่เกอ ผมคือสามีของมู่เกอ ผมชื่อซือมั่ว ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ซือมั่วพูดจบ ก็ยื่นมือของตัวเองออกไปอย่างสง่างาม

ท่าที น้ำเสียง รวมถึงการกระทำของเขา เหมือนผู้ดีที่เดินออกมาจากภาพสีน้ำมันในยุคปัจจุบัน

ไม่กี่วันสั้นๆ เขาก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตบนดาวโลกอย่างหาที่ติไม่ได้แล้ว

“คุณบอกว่าคุณเป็นใครนะ” หลี่ซิวหยวนได้สติกลับมาจากใบหน้าของซือมั่ว กล่าวถามอย่างสงสัย

ซือมั่วยิ้มบางๆ กล่าวอีกครั้ง “สามีของมู่เกอครับ”

“ปะป๊า…คุณอาคนนี้คือใครเหรอ” ซือมู่ที่ถูกซือมั่วใช้ปัญญาเทวะเรียก แทรกใบหน้ารูปไข่อันน่ารักออกมาจากหลังประตูที่เปิดออกครึ่งหนึ่ง มองประเมินหลี่ซิวหยวนด้วยความสงสัย

มือใหญ่ๆ ของซือมั่วลูบลงบนศีรษะของซือมู่เบาๆ ด้วยความเอ็นดู อธิบายอย่างใจดีท่ามกลางสีหน้าที่ตกตะลึงของหลี่ซิวหยวน “นี่คือลูกชายของผมกับมู่เกอ ซือมู่ครับ”

ขณะที่พูด เขาก็มองปีศาจน้อย ยิ้มอย่างน่าหลงใหลมากเป็นพิเศษ “นี่คือเพื่อนสนิทของหม่าม๊าลูก ลูกต้องเรียกว่าคุณอาหลี่”

สามี! ลูก! คุณอา!

หลี่ซิวหยวนรู้สึกว่าตัวเองถูกคำพูดไม่กี่ประโยคที่มีปรีมาณข้อมูลเยอะอย่างยิ่ง จู่โจมจนดวงวิญญาณหายไปสามในเจ็ด

ตอนนี้ เขาเพิ่งจะพบว่า พ่อลูกสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา คาดไม่ถึงว่ามีดวงตาสีอำพันที่งดงาม สามารถดึงดูดใจคนได้อย่างยิ่งหนึ่งคู่

“พวกนายสองคนหลีกไป” เสียงผู้หญิงที่เยือกเย็นดังขึ้นจากข้างหลัง ทำลายภาพตะลึงงันของหลี่ซิวหยวนแตกกระจาย

จุดมุ่งหมายสำเร็จแล้ว ซือมั่วยังคงรักษารอยยิ้มมารยาทไว้อยู่ ก้มตัวอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมอก หันข้างถอยไปอีกฝั่ง เผยให้เห็นมู่ชิงเกอที่เดินลงมาจากบันไดข้างหลัง

มู่ชิงเกอถลึงตามองซือมั่วปราดหนึ่ง แต่ในดวงตาซือมั่วกลับปรากฎความไร้เดียงสา

นางละสายตามองมาบนร่างหลี่ซิวหยวนนอกประตูเบาๆ ท้ายที่สุดก็ตกลงบนถุงอาหารเช้าที่เขาหิ้วไว้ในมือ

นางเดินไปข้างประตู ไม่ให้โอกาสหลี่ซิวหยวนเอ่ยปาก นางก็ชิงพูดก่อน “นํ้าเต้าหู้กับขนมปังถั่วแดงเหรอ’’

หลี่ชิวหยวนพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ ยกมือยื่นอาหารเช้าเข้าไป

มู่ชิงเกอมองอาหารเช้าที่ยื่นมาตรงหน้าตน ยิ้มน้อยๆ ยื่นมือรับมา

ดวงตาซือมั่วมืดครึม หยิกซือมู่น้อยในมุมมืดหนึ่งครา

“หม่าม๊า หนูอยากกิน!” ปีศาจน้อยให้ความร่วมมือแสดงทันที

มุมปากมู่ชิงเกอกระตุก มองหลี่ซิวหยวน

หลี่ชิวหยวนได้สติกลับมา ยิ้มเจื่อน “ให้เด็กกินเถอะ”

“ขอบคุณคุณอาหลี่สิ” มู่ชิงเกอกล่าวกับซือมู่น้อย

“ขอบคุณครับคุณอาหลี่” ซือมู่น้อยพูดตามอย่างเชื่อฟังทันที

“เด็กดี” หากว่ามีกระจก หลี่ซิวหยวนจะต้องเห็นว่ารอยยิ้มของตัวเองในตอนนี้น่าเกลียดเพียงใด

“เข้ามาเถอะ” มู่ชิงเกอยื่นอาหารเช้าให้ซือมู่น้อย หันข้างให้หลี่ซิวหยวนเข้ามา

ซือมั่วเห็นว่าสมควรพอแล้วก็พาซือมู่น้อยกับอาหารเช้าหมุนตัวจากไป

เมื่อหลี่ชิวหยวนเข้ามา มู่ชิงเกอก็ปิดประตูบ้านอยู่ข้างหลัง ได้ยินเขากล่าวอย่างอึดอัดเล็กน้อย “ไม่รู้ว่าที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย ไม่งั้นฉันจะได้เอาอาหารเช้ามาสามที่”

“ไม่เป็นไร สำหรับฉันในตอนนี้แล้ว อาหารไม่ใช่ของจำเป็น” มู่ชิงเกออธิบายตามอำเภอใจหนึ่งประโยค

หลี่ซิวหยวนหันหลังกลับมองนาง มองประเมิณครั้งนี้ มีความรู้สึกที่ซับซ้อน คล้ายอยากมองมู่ชิงเกอให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เข้าใจทะลุปรุโปร่ง

มู่ชิงเกอถูกสายตาของเขามองประเมินก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่พาเขาเดินเข้าไปในบ้าน กล่าวเสียงตํ่า “นายอยากถามอะไร ฉันตอบได้หมด ดังนั้น ไม่ต้องรีบ”

พลิกปฐพี 968

ตอนที่ 968

ตอนพิเศษ 9

ความมุ่นมั่นในการเปลี่ยนชื่อของซือนาจา

หลี่ซิวหยวนมาถึงหน้าป้ายหสุมศพ วางดอกเบญจมาศสีขาวในมือลงหน้าป้ายหสุมศพเบาๆ

การกระทำนี้ เขาทำแล้วดูคล่องแคล่วอย่างถึงที่สุด คล้ายทำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

มู่ชิงเกอซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่อยากให้หลี่ซิวหยวนสังเกตเห็นนาง นั่นคือเรื่องที่ง่ายอย่างยิ่ง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยในดวงตายังไม่จางหาย

หลี่ซิวหยวน คือเพื่อนสนิทคนนั้นที่นางเล่าให้ซือมั่วฟัง

บ้านที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ก็เป็นอสังทาริมทรัพย์ของหลี่ซิวหยวน กระทั่งหลังจากที่ซื้อบ้านแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นหลี่ซิวหยวนที่จัดการให้

เขา คือหนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนนอกกองทัพของมู่ชิงเกอ

ตอนที่นางกลับไปยังคฤหาสน์ทุกสิ่งทุกอย่างข้างในต่างก็ทำให้นางรู้สึกว่า หลี่ซิวหยวนไม่รู้เรื่องที่นางตายในหน้าที่ ดังนั้นทั้งหมดจึงยังเหมือนเดิม

แต่ว่าตอนนี้ตอนที่นางเห็นหลี่ซิวหยวนยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพตัวเองกับตา นางก็รู้ว่า…ที่จริงแล้ว หลี่ซิวหยวนก็รู้ข่าวการตายของตนมานานแล้ว

‘ในเมื่อรู้นานแล้ว แล้วเหตุใดยัง…’ แววตามู่ชิงเกอจมดิ่งเล็กน้อย ทันใดนั้น นางก็หัวเราะเยาะกับตัวเอง คงจะเป็นวิธีการไว้อาลัยเฉพาะตัวอย่างหนึ่งกระมัง

ชาติก่อน นางเป็นวีรบุรุษไร้นาม ทั้งยังตายอย่างกลํ้ากลืน

แม้ว่า การยืนหยัดที่จะตายอย่างกลํ้ากลืนเช่นนั้น ได้ผ่านไปตามกาลเวลา สูญสลายไปพร้อมการคืนชีพของนาง แต่กลับไม่ได้หมายความว่าไม่เคยมีอยู่อย่างสิ้นเชิง

“มู่เกอ ฉันกลับมาแล้ว” จู่ๆ หลี่ซิวหยวนก็เอ่ยปาก

เมื่อเขาพูด มู่ชิงเกอก็หยุดความคิด นางยืนอยู่ข้างหลังเขาไม่ไกล มองใบหน้าด้านข้างและแผ่นหลังของเขา แต่ว่าเขากลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

‘‘การเจรจาธุรกิจครั้งนี้ไม่เลวเลย ถ้าราบรื่น แค่งานเดียวก็สามารถทำกำไรให้บริษัทได้เป็นพันล้านแล้ว” หลีซิวหยวนกล่าว ความหมายแฝงในคำพูดของเขาล้วนแต่เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจของตนเอง

มู่ชิงเกอฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว

หลี่ซิวหยวนรู้ดีว่านางไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ ยิ่งไม่เคยสนใจเรื่องธุรกิจเหล่านี้มาก่อน เหตุใดถึงมาพูดเรื่องเหล่านี้หน้าหลุมศพนางเล่า

พูดเรื่องที่นางสนใจ ไม่ดีกว่าหรือ

“พวกเขาต่างก็พูดว่าเธอจากไปแล้ว แล้วยังตั้งสุสานให้เธอด้วย แต่ฉันไม่เชื่อ ฉันรู้สึกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่เสมอ เพียงแค่มีชีวิตอยู่ในโลกที่ต่างจากพวกเรา” หลี่ซิวหยวนกล่าวต่อ

ประโยคนี้ของเขาทำให้มู่ชิงเกอใจสั่น คำพูดตามอำเภอใจประโยคนี้ กลับพูดความจริงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“….ดีเหมือนกัน ขอเพียงแค่เธอยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นโลกเดียวกันหรือไม่ ก็ไม่ได้สำคัญอะไร ยังไงซะฉันก็รู้ว่านิสัยและความสามารถของเธอ ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหนก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เหมือนฉันที่นอกจากทำธุรกิจแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นอีก” หลี่ซิวหยวนกล่าวพึมพำกับตัวเอง

น้ำเสียงของเขา เหมือนกำลังพูดคุยเปิดอกกับเพื่อนเก่า ราวกับว่าภายใต้หลุมศพแห่งนี้ เขาจึงจะผ่อนคลายที่สุด เป็นตัวของตัวเองที่สุด

มู่ชิงเกอไม่ได้คิดจะปรากฏตัวในตอนนี้ หนึ่งคือรูปร่างหน้าตาของนางในตอนนี้ไม่เหมือนชาติก่อนแล้ว สองคือ หลังจากที่นางปรากฎตัว ยังต้องมานั่งอธิบายทุกอย่างให้หลี่ซิวหยวนฟังหน้าหลุมศพตนงั้นหรือ

สรุปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่ดี

หลี่ซิวหยวนไม่ได้อยู่หน้าหลุมศพนานนัก หลังจากพูดคุยกับ ‘มู่เกอ’ เสร็จแล้ว เขาก็หันหลังจากไป

ตอนที่เขาจากไป มู่ชิงเกอดีดปลายนิ้ว ทิ้งปราณหนึ่งสายไว้บนร่างเขา ขอเพียงเขายังอยู่บนโลกนี้ นางก็สามารถตามหาตำแหน่งเขาได้ทุกเมื่อ

รถของหลี่ซิวหยวนแล่นผ่านหน้าซือมั่วและซือนาจาไป

พวกเขาสองคนนั่งอยู่บนรถ ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของหลี่ซิวหยวน แต่ว่ารถของหลี่ซิวหยวน กลับทำให้ซือมั่วจ้องมองอยู่สักพัก

ข้างๆ เขา ซือนาจากำลังถือโทรศัพท์มือถือ ดูการ์ตูนชื่อดังบางเรื่อง ด้วยความใจจดใจจ่อ

“เฮ้ย! เจ้าปลาไหลนี่ เดี๋ยวนาจาจะถลกหนังเจ้า เฆี่ยนเจ้าเสีย!”

ในโทรศัพท์มีเสียงเด็กดังออกมา ทำให้แววตาที่ค่อยๆ ลุ่มลึกของซือมั่วแปลกประหลาดขึ้น

ตอนนี้ปีศาจน้อยเองก็เงยหน้าขึ้น มองบิดาของตน บนใบหน้าที่บูดบึ้งเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ท่านพ่อ เหตุใดชื่อของข้าจึงอยู่ในนี้เล่า เหตุใด เด็กที่อยู่ข้างในคนนี้ถึงชื่อเหมือนข้าเลยเล่า”

บนเครื่องหน้าทั้งห้าที่หล่อเหลาของซือมั่วปรากฎสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย เขาเหลือบตาขึ้นเบาๆ มองเห็นนอกหน้าต่างรถ มีเงาร่างที่คุ้นเคยเดินมาทางนี้พอดีจึงตอบด้วยเสียงที่น่าฟัง “คำถามนี้ ต้องเป็นแม่เจ้าจึงจะตอบเจ้าได้”

ดวงตาสีอำพันของปีศาจน้อยลุกวาว มองเห็นเงาร่างของมู่ชิงเกอแล้วเช่นกัน เขาเปิดประตูรถทันที ถือโทรศัพท์กระโดดลงไป พุ่งไปข้างหน้ามู่ชิงเกอราวกับสายลมหนึ่งหอบ

จู่ๆ เบื้องหน้าก็เลือนราง เวลาเพียงชั่วพริบตา มู่ชิงเกอก็มองเห็นลูกชิ้นหนึ่งลูกโผเข้ามาในอ้อมอกตน

นางกางแขนทั้งคู่ออกตามจิตใจ้สำนึก รับ ‘ลูกชิ้น’ ที่โผเข้ามากอด ไว้ในอ้อมอก

“ท่านแม่ เหตุใดเขากับข้าถึงมีชื่อเหมือนกัน!” ปีศาจน้อยถูกมู่ชิงเกอกอดไว้ในอ้อมอก ชูโทรศัพท์ขึ้น ชี้ภาพข้างในฟ้องนาง

มู่ชิงเกอกวาดตามองภาพในโทรศัพท์มุมปากกระตุกเบาๆ

‘เหอๆ…’

นางจะตอบอย่างไร บอกลูกตัวเองหรือว่า เพราะตอนที่ตั้งชื่อเขา นางมีความเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด

ตั้งท้องสามปี ทำคลอดสามวันสามคืน ท้ายที่สุดก็ทรมานจนนางต้องผ่าท้องคลอดด้วยตัวเอง

มู่ชิงเกอทวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น…

ซือมั่วถามนางด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร

แต่นางกลับไม่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว บ่นออกมาหนึ่งประโยคอย่าง เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ‘ชื่อนาจาแล้วกัน’

ผลสุดท้าย ก็ตัดสินใจ ตั้งชื่อให้ปีศาจน้อยว่า…ซือนาจา

“ท่านแม่?” ปีศาจน้อยแหงนหน้าขึ้นในอ้อมอกของนาง เห็นนางไม่ตอบก็อดไม่ได้ดึงเสื้อของนาง เขย่าไปมา

มู่ชิงเกอได้สติกลับมาจากความคิด มองท่าทีที่เต็มไปด้วยความน้อยใจของลูกชาย หัวเราะเจื่อนเล็กน้อย ใช้เสียงที่อ่อนนุ่มจนทำให้คนขนลุก กล่าว “นาจาดีจะตายไป เป็นถึงปีศาจสุดยอดแห่งยุคเชียวนะ”

นาจาในตำนานเทพ เป็นจอมมารในร่างมนุษย์อีกทั้งวิทยายุทธ์ยังยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน เหมาะสมกับลูกชายของนางยิ่งนักมิใช่หรือ

น่าเสียดาย ปีศาจน้อยไม่ตกหลุมพราง ส่ายหน้ายืนกรานปฏิเสธ “ข้าไม่เอา! ท่านแม่ ข้าอยากเปลี่ยนชื่อ ข้าไม่อยากมีชื่อเหมือนคนอื่น โดยเฉพาะยังเป็นคนกระดาษ”

ขณะที่พูด เขาก็ชี้ภาพในการ์ตูนซ้ำๆ

เอ่อ…

คนกระดาษหรือ

สายตาของมู่ชิงเกอ ตกลงบนฉากในโทรศัพท์การ์ตูนที่ผลิตโดยประเทศเรื่องนี้ มีประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่แน่นอนแล้ว ทักษะการผลิตการณ์ตูนในตอนนั้น…เรียบง่ายอย่างยิ่งจริงๆ

“แหะๆ ลูกอย่าได้จริงจังกับชื่อไปเลย ชื่อเป็นเพียงรหัสประจำตัวเท่านั้น” มู่ชิงเกอโน้มน้าวต่อ หากจะเปลี่ยนชื่อ แม้ว่าไม่ต้องไปสถานีตำรวจท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนข้อมูลประจำตัวให้วุ่นวายเช่นนั้น แต่กลับเปลืองเซลล์ในสมองของนาง เรื่องที่ต้องใช้ความคิดเช่นนี้ ตอนนี้มู่ชิงเกอเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยง

แต่ว่า ซือนาจากลับไม่รู้ว่ามารดาของตนเกียจคร้านจึงได้หลีกเลี่ยงเช่นนี้

เขายืนกรานกล่าวต่อ “เช่นนั้น…เช่นนั้นข้าอยากเปลี่ยนรหัสประจำตัวที่ไพเราะ ไม่เหมือนใคร”

“…” มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก พูดในใจ ‘แค่รหัสประจำตัวยังต้องเลือกมากเช่นนี้นิสัยไม่มีเหตุผลแบบนี้ได้มาจากใครกันแน่นะ’

แม่ลูกสองคน ยืนเถียงกันอยู่นอกรถ

ทันใดนั้นก็มีเสียงๆ หนึ่งแทรกเข้ามา

“เช่นนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็นซือมู่แล้วกัน”

เมื่อเสียงๆ นี้ดังออกไป แม่ลูกสองคนก็เงยหน้ามองไปทางรถพร้อมกัน มองเห็นเพียงประตูรถเปิดออกอีกครั้ง ขาเรียวยาวคู่หนึ่งก้าวออกมา หลังจากนั้นก็เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาเหนือผู้ใดใบนั้นของซือมั่ว

“ซือมู่หรือ” มู่ชิงเกอมองเขา ตกตะลึง พึมพำหนึ่งประโยค

“ซือมู่เพราะยิ่งนัก ต่อไปนี้ข้าไม่ได้ชื่อนาจาแล้ว ข้าชื่อซือมู่!” ปีศาจน้อยกลอกตา เหมือนกับว่ากลัวมู่ชิงเกอจะปฏิเสธจึงกล่าวตัดสินด้วยความรวดเร็ว

มู่ชิงเกอหมดคำพูดจะโต้เถียง ซือมู่หรือ ซือมู่ชื่อชื่อนี้ เพียงแค่เอาแซ่ของคนทั้งสองมารวมกันอย่างง่ายๆ ไม่ได้มีความหมายดีไปกว่าที่นางคิด ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อที่นางตั้ง ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็เป็นประวัติศาสตร์ ยาวนาน มีที่มาและภูมิหลัง มีความหมายยิ่งกว่า

ปีศาจน้อยไม่สนใจหน้าที่ดำครํ่าเครียดของมู่ชิงเกอ ดิ้นหลุดออกจากอ้อมอกของมู่ชิงเกอ วิ่งไปหาบิดาของตน กล่าวชมอย่างไม่ฝืนใจเลยแม้แต่น้อย “ท่านพ่อชาญฉลาด! ท่านเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก!”

มู่ชิงเกอมองซือมั่ว จนใจกับใบหน้าที่ยิ้มราวกับบุปผาเบ่งบานดวงนั้นของเขาอย่างถึงที่สุด

พูดตามความจริง นางไม่คิดว่าซือมู่ชื่อนี้ เป็นชื่อที่มีความหมาย หรือดีกว่านาจาของนางตรงไหน

ซือมั่วก้มตัวลง แขนยาวอุ้มเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมอกมือเดียว บีบจมูกเล็กๆ ของเขา ยิ้มกล่าว “แม้ว่าคำพูดนี้จะไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังนับว่าน่าฟัง”

ซือนาจา…เอ่อ นับแต่นี้ไปควรจะเรียกว่าซือมู่ แสดงสีหน้าเอาอกเอาใจออกมาท่ามกลางรอยยิ้มของบิดา

ท่าทางเช่นนี้ไม่เคยปรากฎกับซือมั่วมาก่อน

ความเข้ากันที่หาได้ยากของสองพ่อลูกทำให้มู่ชิงเกอหัวเราะ ‘เหอๆ’ ในใจ ไม่ต่อกรกับปัญหาตั้งชื่อของลูกชายอีก

เมื่อคิดถึงเพื่อนเก่า รอยยิ้มบนใบหน้ามู่ชิงเกอก็หุบลง

แม้ว่าซือมั่วจะหยอกล้อลูกชายอยู่ แต่ปัญญาเทวะกลับสนใจมู่ชิงเกอมาโดยตลอด

สังเกตเห็นว่าอารมณ์ของภรรยาเปลี่ยนไป สายตาเขาก็ตกลงบนร่างนาง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “อยากทำอะไร ก็ไปทำเถอะ ในเมื่อมีวาสนาได้กลับมาแล้ว ก็อย่าได้เสียดายเลย”

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว ถามอย่างหยอกล้อ “เจ้าไม่อยากรู้อดีตของข้ากับเขาหรือ นางตั้งใจพูดให้คลุมเครือ อยากดูสีหน้าหึงหวงบนหน้าชายงาม

น่าเสียดาย นางคล้ายกับล้มเหลว

หลังจากคำพูดของนาง ซือมั่วกลับยิ้มกล่าวด้วยสีหน้าสุขุม “ไม่ว่า เจ้าจะเคยมีอะไรมาก่อน เจ้าในตอนนี้ เป็นของข้าเท่านั้น”

พูดจบ มืออีกข้างหนึ่งของเขาก็ยื่นออกมาเงียบๆ โอบเอวของมู่ชิงเกอไว้ ดึงนางเข้ามาในอ้อมอก

เอวกระชับแน่น สายตาของมู่ชิงเกอมองมือใหญ่ๆ ข้างนั้นที่โอบเอวตนตามจิตใต้สำนึก เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา นางยอมให้ชายผู้นั้นดึงตนเข้าไปอ้อมอก ไม่ได้ขัดขืน

นางสนใจต่อท่าทีหึงหวงของซือมั่วอย่างยิ่ง แต่ก็ชอบท่าทางมั่นใจในตนเองเช่นนั้นของเขาเหมือนกัน

ความรู้สึกของพวกเขาสองคน ผ่านบททดสอบความเป็นความตาย จะพ่ายแพ้อยู่ท่ามกลางความเข้าใจผิดเล็กน้อยทั่วไปได้อย่างไร

มู่ชิงเกอจะไม่ไปหาหลี่ซิวหยวนก็ได้ แต่ว่า นางเชื่อว่า ข่าวที่มีคนเข้ามาพักอาศัยในคฤหาสน์หลังนั้นของตนจะต้องดังไปถึงหูเขาด้วยความรวดเร็วแน่นอน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากชาติก่อน หรือว่าผลในชาตินี้ นางก็จะไปพบหน้าหลี่ซิวหยวนสักครั้งอย่างที่ควรจะทำ

วันนี้ มู่ชิงเกอทำตามสัญญา พาซือมั่วกับซือมู่พ่อลูกไปสนามเด็กเล่น

พวกเขาใช้ชีวิตวัยเด็กที่เด็กบนโลกควรจะมีเป็นเพื่อนซือมู่

เครื่องเล่นต่างๆ นานาในสนามเด็กเล่นทำให้ซือมู่เล่นด้วยความเบิกบานอย่างถึงที่สุด มีความสุขจนลืมบ้าน

ตกดึกแล้ว สามคนครอบครัวจึงกลับคฤหาสน์หลังจากที่วางซือมู่น้อยที่เล่นเหนื่อยจนหลับลงบนเตียงหลังเล็กเบาๆ แล้ว ซือมั่วก็กล่าวกับมู่ชิงเกอ “ไปทำสิ่งที่เจ้าควรทำเถอะ”

มู่ชิงเกอเหลือบตามองเขา ยกมุมปากยิ้ม

นางไม่ไปออกไปทันที แต่กลับก้มหน้าโน้มตัว จูบลงบนหน้าผากซือมู่น้อยอย่างหอมหวาน นางยืดตัวตรง มองซือมั่ว มือทั้งคู่โอบคอของเขาด้วยตัวเอง

การกระทำของนางทำให้ซือมั่วเลิกคิ้ว แววตาเป็นสีกุหลาบ

มือทั้งสองของเขา โอบเอวของนางตามจิตใต้สำนึก ในขณะที่เขาก้มหน้าลง คิดจะครอบครองริมฝีปากสีแดงที่ยั่วยวนนั้น มู่ชิงเกอกลับชิงนำหน้า เขย่งเท้าทั้งคู่ จูบลงริมฝีปากบางสีแดงของเขาอย่างบางเบา หลังจากนั้นก็มุดออกจากอ้อมกอดเขาอย่างว่องไว

“เฝ้าบ้านดีๆ ดูแลลูกด้วย” มู่ชิงเกอพูดอย่างหยอกล้อ เงาร่างหายไปจากหน้าเขา

เมื่อมู่ชิงเกอออกไป แววตาที่ดิ่งลึกของซือมั่วก็กลับมาเป็นปกติทันที ส่วนลึกในดวงตาสีอำทันที่โดดเด่นคู่นั้น มีความจนใจแวบผ่าน

มู่ชิงเกอออกจากบ้าน ปรากฎตัวบนถนนใหญ่

ปัญญาเทวะของนางแผ่ขยายออกไปตามหาร่องรอยของหลี่ซิวหยวน

ตามปราณปัญญาเทวะที่นางทิ้งไว้ เร็วอย่างยิ่งมู่ชิงเกอก็สามารถหาตำแหน่งของหลี่ซิวหยวนเจอจากฝูงคนได้

ทว่า ตอนที่นางพบพิกัดหลี่ซิวหยวน ดวงตาทั้งคู่ก็นิ่งงันอย่างรวดเร็ว แววตาดำดิ่งลงในชั่วขณะ เย็นยะเยือกอย่างถึงที่สุด ชั่วพริบตาต่อมา เงาร่างนางก็กะพริบวาบ กลายเป็นสายฟ้าหนึ่งสาย หายไปจากถนน

เมื่อนางจากมา ที่ไกลๆ ก็มีเสียงเบรกรถกะทันหันดังขึ้น

“ว๊าย!”ในรถเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังเข้ามาเธอทรงตัวแล้ว กล่าวกับผู้ชายข้างๆ ด้วยความโมโห “นายจะฆ่าฉันเหรอ ขับรถยังไงเนี่ย”

ใครจะรู้ ผู้ชายที่ขับรถกลับมองเพื่อนผู้หญิงด้วยความตกใจจนหน้าถอดสี กล่าวอย่างตื่นตระหนก “ชินชิน เมื่อกี้ฉันเหมือนเห็นนางฟ้า!”

หญิงสาวกล่าวอย่างหัวเราะเยาะ “นางฟ้าหรือ อย่างนั้นฉันก็เห็นปีศาจแล้วล่ะ”

“ชู่-!” ชายคนนั้นปิดปากเธออย่างรวดเร็ว ไม่สนใจลิปสติกที่เธอเพิ่งจะเติมเสร็จเลยสักนิด

“อื้อๆ…!” หญิงคนนั้นเบิกตาโตดิ้นพล่าน

แต่ชายคนนั้นกลับเตือนเสียงเบา “เธอเบาเสียงหน่อย เมื่อกี้ฉันเห็นนางฟ้าจริงๆ โผล่มาแป๊บเดียว ก็หายไปแล้ว”

หญิงคนนั้นกัดมือฝ่ายชายอย่างหงุดหงิด แค่นเสียงเหยียดหยาม “โผล่มาแป๊บเดียวก็หายไปเหรอ นายไม่พูดเลยล่ะว่าหล่อนขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ฉันว่านายกินยาเกินขนาด เห็นภาพหลอนแล้ว”

ชายคนนั้นถูกเพื่อนผู้หญิงพูดฉีกหน้าจนหน้าเปลี่ยนสี

แต่ว่า เขาไม่ได้ยืนกรานเรื่องทั้งหมดที่ตนเห็นเมื่อครู่อีกต่อไป อย่างไรเสีย ภาพภาพนั้นก็อาจจะเป็นภาพหลอนได้จริงๆ เขาพึมพำด้วยความสงสัยเล็กน้อย “หรือว่าฉันหลอนไปเองจริงๆ”

“รีบไปเถอะ ยังจะอึ้งอะไรอยู่อีก” เพื่อนผู้หญิงเร่งรัดอย่างหงุดหงิดใจ

“โอเคๆๆ ไปแล้ว” ในที่สุดชายคนนั้นก็ได้สติกลับมา หลังจากโยนสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ออกไปจากสมอง ก็ออกรถอีกครั้ง ขับออกไปจากถนนใหญ่

มู่ชิงเกอที่จากมานานแล้ว ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง

ยิ่งไม่รู้ว่า การกระทำของนางถูกใครบางคนพบเห็นเพียงเพราะนางพบเห็นอันตรายของหลี่ชิวหยวนจึงเร่งรีบออกไป

ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางตามหาหลี่ซิวหยวนอยู่ในปัญญาเทวะ ก็ ‘เห็น’ หลี่ชิวหยวนถูกรถตู้สีดำสองคันที่ปรากฎขึ้นกะทันหัน ประกบหน้าหลังระหว่างทางกลับบ้าน

หลังจากนั้น ในรถก็มีคนสวมเสื้อหนังหนึ่งกลุ่มวิ่งออกมา ชายใส่หน้ากากสัตว์ประหลาดคลุมหัว ดึงเขาออกมาจากรถ ลากไปใกล้รถตู้คันหนึ่งในนั้น

ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนคนไม่เยอะอีกทั้งมู่ชิงเกอยังสังเกตเห็นว่า พวกเขาต่างก็พกปืนไว้ข้างกาย สำหรับหลี่ซิวหยวนแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีนัก

สัมผัสได้ถึงฉากฉากนี้มู่ชิงเกอจึงรีบตามไป

นางมุ่งไปตามสัมผัสที่รับรู้ได้จากตัวหลี่ชิวหยวน เร็วอย่างยิ่งก็ไปถึงละแวกใกล้เคียงโรงงานร้างชานเมืองแห่งหนึ่ง

หลังจากที่มาถึงที่นี่ ปราณของหลี่ซิวหยวนก็หยุดลง พูดได้ว่า พวกเขาพาเขามาที่นี่ จุดประสงค์คือต้องการเรียกค่าไถ่ หรือว่าต้องการข่มขู่ ตัดสินด้วยประสบการณ์ของมู่ชิงเกอ น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า

อย่างไรเสีย หลี่ซิวหยวนก็ไม่ได้ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่เป็นครั้งแรก

เพียงแต่…ผู้ชายคนนี้ ต่อให้จะถูกเรียกค่าไถ่กี่ครั้งก็ไม่เคยรู้จักนำบอดี้การ์ดมาไว้ข้างกายเลย นิสัยที่ไปไหนมาไหนคนเดียวของเขา สร้างโอกาสดีเยี่ยมจำนวนมากให้โจรเรียกค่าไถ่มากมาย

กว่าจะได้กลับมาสักครั้ง เดิมยังคิดจะพูดคุยเรื่องในวันวานกับหลี่ซิวหยวน คิดไม่ถึงว่าจะเจอเขาถูกเรียกค่าไถ่อีกแล้ว

‘‘หลี่ชิวหยวนชีวิตนี้นายถูกลิขิตให้ฉันต้องคอยช่วยจริงๆ!” มู่ชิงเกอ บ่นกับตัวเองอย่างจนใจ

นางเก็บลมปราณ เข้าไปใกล้โรงงานร้าง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ข้างใน ก็มีแสงไฟส่องออกมารางๆ ปกคลุมร่างนาง เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็น

เสียงสนทนาก็ดังเข้ามาในหูนางเช่นกัน

“คุณชายหลี่ การซื้อขายครั้งนี้คุ้มค่าแน่นอน! หนึ่งร้อยล้าน แลกชีวิตคุณชาย ไม่นับว่าแพง เว้นเสียแต่ว่า คุณชายจะคิดว่าชีวิตของคุณชาย ไม่คุ้มค่ากับเงินร้อยล้านนี้”

มู่ชิงเกอกลอกตา ในใจรู้ดีอยู่แล้ว

ดูท่าแล้ว โจรเรียกค่าไถ่จะกำลังเจรจาต่อรองกับหลี่ซิวหยวนอยู่

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะตามความเคยชินของหลี่ซิวหยวนก็ดังขึ้น เสียงหัวเราะของเขา ปกติแล้วจะมีความหยอกล้อและเย้ยหยันอยู่เล็กน้อย “ร้อยล้านเหรอ ทำไมพวกแกไม่เอาสักพันล้านเล่า”

“คุณชายหลี่ หนึ่งร้อยล้าน พวกเราพี่น้องแบ่งกันหลายคนขนาดนี้ เงินที่ถึงมือไม่นับว่าเยอะหรอก” โจรเรียกค่าไถ่กล่าวอย่างเย็นเยียบ

“ลูกพี่ อย่าไปพูดจาเหลวไทลกับเขาเลย ไม่สั่งสอนเขาเสียหน่อย เขายังคงคิดว่าพวกเราพี่น้องล้อเขาเล่นอยู่”

“ใช่! ตัดนิ้วมือเขาสักนิ้ว ให้เขาเห็นความร้ายกาจของพวกเราพี่น้อง! อย่างไรเสียเขาก็มีเงิน พอให้เงินค่าไถ่แล้ว ค่อยหาโรงพยาบาลมารับกลับไปก็ได้”

“ลูกพี่ ถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สู้ไปหาญาติเขา ผมไม่เชื่อว่าตระกูลหลี่จะมองดูลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขาตายไปแบบนี้ได้”

โจรเรียกค่าไถ่คนที่เหลือถูกยั่วยุเพราะท่าทีของหลี่ซิวหยวน ชั่วขณะก็เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา

เพียงแต่ คำพูดของพวกเขา สำหรับหลี่ซิวหยวนแล้ว ไม่สามารถข่มขู่อะไรเขาได้เลย มือทั้งคู่ของเขาถูกมัดอยู่บนพนักเก้าอี้ไม่สามารถขยับได้อย่างอิสระ

ได้ยินคำพูดของกลุ่มโจร เขาก็ยิ้มเยาะกล่าว “คุณชายอย่างฉันไม่ถูกข่มขู่ให้กลัวได้ง่ายๆ ฉันจะบอกพวกแกให้คนที่เรียกค่าไถ่ฉันมีถมไป แต่ว่าจนถึงทุกวันนี้ หลี่ซิวหยวน ตระกูลหลี่ของฉัน ยังไม่เคยจ่ายเงินเรียกค่าไถ่เลย แม้แต่ครั้งเดียว และคนที่เรียกค่าไถ่ฉันเหล่านั้นก็ถูกส่งเข้ากองสันติบาล

ทั้งหมด”

“ถุย! แกยังมากล้าอวดดีกับฉันอีก แกคิดว่าจะขู่พวกเราพี่น้องให้กลัวได้เหรอ” มีโจรเรียกค่าไถ่โมโหแล้ว

แต่หลี่ชิวหยวนกลับถลึงตากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “เก่งนักแกก็ ฆ่าฉันสิ!” เขาแน่ใจแล้วว่า จุดประสงค์ของคนเหล่านี้คือเงิน ไม่ใช่ฆ่าคน

มู่ชิงเกอที่ฟังบทสนทนาเหล่านี้จนจบอยู่ข้างนอกก็ส่ายหน้ายิ้ม หลี่ซิวหยวนยังคงเป็นเช่นนี้

“แกคิดว่าจะมีใครมาช่วยแกได้เหรอ” ในห้อง นอกจากไฟโกรธของโจรเรียกค่าไถ่ ยังมีเสียงเศษแก้วเศษขวดแตก

ดวงตาหลี่ซิวหยวนมีแสงดำมืดแวบผ่านอย่างไม่ทันได้ระวังตัว

ราวกับว่า คำพูดของโจรเรียกค่าไถ่กระทบบาดแผลในใจเขา เขากล่าวเงียบๆ ในใจ นั่นสิ มู่เกอก็ไม่อย่แล้ว จะมีใครมาช่วยฉันได้อีก

พลิกปฐพี 967

ตอนที่ 967

ตอนพิเศษ 8

พบเพื่อนเก่า หน้าหลุมศพ

“กรี๊ด! ขโมย!”

เสียงผู้หญิงแหลมเปรียวเสียงหนึ่ง ดังมาจากข้างหลังมู่ชิงเกอ

เดิมที นางได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซด์ก็คิดจะหลบตามจิตใต้สำนึก แต่ว่า หลังจากที่ไดยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงผู้นั้นขาที่เดิมคิดจะถอยหลังของนางก็ก้าวออกไปข้างหน้า…

โครม!

เสียงดังสนั่น ดังขึ้นบนถนน

เสียงชนที่กึกก้องนี้ทำให้คนเดินถนนตกใจ รวมถึงรถก็ยังหยุดอย่างไม่รู้ตัว สีหน้าตกตะลึงแต่ละใบหน้าต่างก็ปรากฎอยู่ในดวงตาของแต่ละฝ่าย

ทว่า ผู้ริเริ่มการกระทำทั้งหมดนี้กลับเก็บขาที่ก้าวออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินกลับไปที่บ้านต่อ

หลังจากที่มู่ชิงเกอจากไป บริเวณนี้ก็ตกอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง

รถที่ตามมาข้างหลัง ไม่รู้ว่าข้างหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มองเห็นเพียงรถที่จอดอยู่ข้างหน้าเหล่านั้น จึงจำต้องลดความเร็วลง บีบแตรดัง

เสียงแตรที่หนวกทู ดังขึ้นบนถนนทำไท้คนทั้งหมดตกใจ

ไม่นานนัก เสียงไซเรนรถตำรวจก็เข้ามาใกล้ ดูเหมือนว่าจะมีคนไปแจ้งความ บอกตำรวจถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว

ตอนที่รถตำรวจจอดลงข้างๆ ผู้หญิงที่ถูกปล้นคนนั้นก็เพิ่งจะได้สติกลับมาจากความตกใจ

มองเห็นโจรล้มลงไปพร้อมรถมอเตอร์ไซด์ เธอที่สวมรองเท้าส้นสูง ก็วิ่งเข้าไปเก็บกระเป๋าที่ตกอยู่ข้างตัวโจรขึ้นมาอย่างรวดเร็วและกอดไว้ในอ้อมอกตนเองแน่น

“คุณครับ คุณคือผู้เสียหายใช่ไหม เมื่อครู่เกิดเรื่องอะไรขึ้น อุบติเทตุครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง คุณเห็นเหตุการณ์หรือเปล่าครับ”

โจรที่กำลังสะลืมสะลือถูกตำรวจพาตัวออกไป

หญิงที่ถูกปล้นคนนั้นกลายเป็นผู้เสียหายที่ให้ปากคำแก่กลุ่มตำรวจไป

อย่างไรเสีย ตอนที่พวกเขาตามมาถึงก็พบเพียงรถมอเตอร์ไซด์ที่ล้มอยู่ข้างทาง รวมถึงผู้ต้องสงสัยปล้นทรัพย์ที่ดูเหมือนศีรษะถูกกระแทก รอบข้างเขาไม่มีรถคันอื่นและไม่มีใคร คนที่ยืนตะลึงงันอยู่เพียงคนเดียวก็คือผู้เสียหายที่ถูกปล้นกระเป๋าเท่านั้น

คำถามของตำรวจทำให้หญิงสาวคนนั้นได้สติกลับมา เธอกล่าวด้วยความตื่นเต้น “คุณตำรวจคะ มีคนขโยกระเป๋าฉัน!”

พูดจบก็กอดกระเป๋าในมือตัวเองแน่นตามจิตใต้สำนึก

ตำรวจที่มาบันทึกคดีมองกระเป๋าในอ้อมอกเธอปราดหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงจดรายละเอียดจากปากคำหญิงสาวลงไปเงียบๆ เมื่ออารมณ์เธอสงบลงเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวถามอีกครั้ง “คนที่ปล้นคุณคนนั้นเขาล้มลงได้ยังไงครับ มีใครชนเขาเหรอครับ”

จากประสบการณ์ ถนนที่ไม่มีสิ่งกีดขวางเลยแม้แต่น้อยเช่นนี้ รถมอเตอร์ไซด์ไม่มีทางล้มลงเองอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้

ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือถูกชน

‘หากมีรถคู่กรณีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างนั้นรูปคดีนี้ก็จะซับซ้อน นอกจากคดีอาญาปล้นทรัพย์แล้ว ยังมีผู้ก่อเหตุที่ต้องสงสัยว่าหลบหนีอีกด้วย’ ตำรวจบันทึกคดีคิดเรื่องเหล่านี้ในใจ ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้

“ชนเขาเหรอ” หญิงที่ถูกปล้นตกตะลึง ส่ายหน้าตามจิตใต้สำนึก “ไม่มี! ไม่มีใครชนเขานะคะ”

“ไม่มีเหรอ” ตำรวจขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม แววตานั้น เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อหญิงสาว เขากล่าวเตือน “ถึงคุณจะเป็นผู้เสียหาย แต่ถ้าตั้งใจปิดบังเข้าข้างคนที่ช่วยคุณ แม้ว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้องแต่ก็ไม่สามารถขับรถชนคนได้ เพราะถือเป็นการก่อเหตุบนท้องถนนจะต้องรับผิดตามกฎหมาย ถ้าคุณรู้แล้วไม่บอกก็อาจจะโดนข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้นะครับ”

น้ำเสียงที่เด็ดขาดของตำรวจทำให้สีหน้าหญิงสาวลุกลี้ลุกลนกล่าว ด้วยความกล่ำกลืน “ไม่มีใครขับรถชนเขาจริงๆ ค่ะ”

จู่ๆ ดวงตาเธอก็ลุกวาว ภาพบางภาพก่อนหน้านี้พรั่งพรูเข้ามาในสมองเธอ

เธอกล่าวต่อ “คุณตำรวจคะ ฉันไม่ได้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่จริงๆ ฉันจำได้แค่ว่า ตอนนั้นมีผู้ทญิงสวยมากๆ คนหนึ่งอยู่ข้างหน้า เธอถีบรถมอเตอร์ไซด์แค่ครั้งเดียว เขาก็ล้มลงไปทั้งรถทั้งคนเลยค่ะ”

“คุณล้อผมเล่นหรือไง” ตำรวจตกตะลึง ยิ้มเยาะกล่าว

รถมอเตอร์ไซด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงถูกคนถีบล้ม? อีกทั้งคนที่ถีบล้มยังเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวด้วย คิดว่าเขาโง่sรือไง การกระทำที่อันตรายแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำได้หรือไม่ ต่อให้ถีบมอเตอร์ไซด์ได้จริงๆ ก็เกรงว่าคนที่พลิกควํ่าจะไม่ใช่รถมอเตอร์ไซด์แต่จะเป็นเท้าของตัวเองต่างหากที่บาดเจ็บ

“เปล่านะ! ฉันไม่ได้โกหก!” หญิงสาวอธิบายอย่างรีบร้อน

“พอแล้ว สิ่งที่พูดออกมา ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทางที่ดีคุณควรคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยพูด” ตำรวจกล่าวเสียงเด็ดขาด

หญิงสาวแทบจะร้องไห้ อธิบายอย่างร้อนใจ “ฉันไม่ได้โกหกจริงๆ ค่ะ เหตุการณ์ที่ฉันเห็นเป็นแบบนี้จริงๆ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไงเหมือนกัน”

การยืนกรานของหญิงสาว ทำให้สีหน้าตำรวจเย็นเยียบ

ตอนนี้ ตำรวจที่แยกกันไปสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์คนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้างุนงง

พวกเขาเดินไปหาชายที่นั่งอยู่ข้างๆ รถมอเตอร์ไซด์ที่ล้มลง ดูท่าแล้ว น่าจะเป็นหัวหน้าของพวกเขา

เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเดินไปหาคนคนนั้น ตำรวจที่สอบปากคำหญิงสาวที่ถูกปล้นก็คิดครู่หนึ่งเหลือบตาขึ้นมองหญิงสาวปราดหนึ่ง

หลังจากมองเห็นสีหน้าหวาดกลัวของหญิงสาวก็เดินไปตรงนั้น

ตำรวจสี่ห้านายต่างก็มารวมตัวอยู่ข้างๆ ผู้ชายคนนั้น และเอ่ยปากทีละคน

“หัวหน้าครับ ผมถามพยานมาแล้ว พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งรถทั้งคนถูกผู้หญิงวัยรุ่นที่ผ่านทางมาคนหนึ่งถีบล้มครับ”

“ฝั่งผมก็เหมือนกันครับ เพราะแบบนี้พวกเขาเลยหยุดรถบนถนน เพื่อลงมาดู แต่ว่าผู้หญิงคนนั้นก็หนีไปทันทีครับ”

“คำให้การที่ผมบันทึกมาก็เหมือนกันครับ”

“ของผมก็ด้วย”

พอได้ยินคำพูดของเพื่อนร่วมงาน ตำรวจที่สอบปากคำหญิงที่ถูกปล้นก่อนหน้านี้ก็ก้มหน้ามองเนื้อหาที่บันทึกในมือตน กล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “หัวหน้า ผมถามผู้หญิงที่ถูกปล้นแล้ว เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ถีบรถมอเตอร์ไซด์หลังจากนั้นทั้งรถทั้งคนก็ล้มลง”

พูดจบ เขาก็อดไม่ได้เสริม อีกหนึ่งประโยค ‘‘แต่ว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้เหรอครับ พวกเขาร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องคนนั้นพ้นโทษหรือเปล่า”

สมมติฐานข้อนี้ของเขาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยเช่นกัน

แต่ว่า หัวหน้าของพวกเขากลับเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เกรงว่าที่พวกเขาพูดจะเป็นเรื่องจริง”

ตำรวจหลายคนตะลึงงัน

เขายื่นมือออกไป ชี้บางจุดบนรถมอเตอร์ไซด์ คนหลายคนมองตาม ทิศทางที่เขาชี้บนตำแหน่งของมอเตอร์ไซด์นั้น คาดไม่ถึงว่าจะมีรอยบุ๋มที่ชัดเจนอย่างยิ่งรอยหนึ่ง

บริเวณรอยบุ๋ม เป็นรูปรอยเท้าหนึ่งข้าง อีกทั้งขนาดของรอยเท้านั้นยังไม่ใช่ของผู้ชายอย่างแน่นอน

คนหลายคนมองภาพๆ นี้ด้วยความตกตะลึง ส่งเสียงเดียวกันขึ้นมาในใจอย่างไม่ได้นัดหมาย

‘ผู้หญิงคนเดียวจะถีบรถมอเตอร์ไซด์ที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงล้ม หลังจากนั้นก็หนีไปสบายๆ ได้จริงๆ หรือ’

เรื่องที่เกิดขึ้นต่อเหล่านี้มู่ชิงเกอไม่รู้เรื่องทั้งสิ้น

เกรงว่า ต่อให้นางจะรู้ก็ไม่มีทางสนใจ

นางหิ้วเสื้อผ้าที่ซื้อให้สองพ่อลูกเดินกลับเขตที่พักอย่างสบายอารมณ์ เข้าไปในคฤหาสน์

เมื่อเข้าประตูบ้านไป นางก็รู้สึกว่าในบ้านเงียบสงบอย่างยิ่ง

ไม่ ควรจะพูดว่า เงียบสงบหมายถึงไม่มีคนพูดคุยกัน แต่ในห้องรับแขกกลับมีเสียงโทรทัศน์ดังอยู่

นางจำได้แม่น ตอนที่นางออกจากบ้าน ไม่ได้เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้

มู่ชิงเกอเดินเข้าไปในห้องรับแขกด้วยความสงสัย

ในห้องรับแขก เงาร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กสองเงาต่างก็เงยหน้าขึ้นมองนาง มู่ชิงเกอตกตะลึง ประหลาดใจเล็กน้อย

ตอนนี้ปีศาจน้อยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดูโทรทัศน์ ในโทรทัศน์กำลังฉายการ์ตูนช่องเด็กอยู่

ส่วนซือมั่ว…

เขานั่งอยู่บนโซฟา ขาเรียวยาวหนึ่งข้างไขว่ห้าง บนเข่าเขามีหนังสือหนาๆ หนึ่งเล่มกางอยู่ นิ้วมือที่งดงามของเขากำลังพลิกหน้าหนังสือ

บนโซฟาข้างซือมั่ว ยังกองเต็มไปด้วยหนังสืออีกจำนวนมาก

มู่ชิงเกอกวาดตามองปราดหนึ่ง พบว่า หนังสือเหล่านั้นเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ รวมถึงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สารานุกรรมต่างๆ นานา

“…” มู่ชิงเกอจำไม่ได้ว่าในบ้านตัวเองมีหนังสือเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร

ตอนแรก การตกแต่งบ้านหลังนี้ นางไม่เคยก้าวก่ายเลยแม้แต่น้อย เสร็จแล้วก็หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่เลย คิดดูแล้ว เกรงว่าหมอนั้นคงจะนำหนังสือต่างๆ จากร้านหนังสือมาให้นางตอนที่ตกแต่งกระมัง

มุมปากมู่ชิงเกอกระตุกเล็กน้อย ถือถุงเดินเข้าไปหาสองพ่อลูก

“ท่านแม่…” ซือนาจาเห็นมู่ชิงเกอกลับมาก็รีบตะโกนด้วยความดีใจ

ทว่า เขาเพิ่งจะเอ่ยปากก็มีสายตาเย็นยะเยือกสองสายตกลงบนร่างเขา ทำให้เขาสะดุ้งโหยง ปีศาจน้อยรีบพูดแก้ “หม่าม๊า”

เมื่อคำเรียกนี้ดังออกไป สายตาที่เย็นยะเยือกสองสายนั้นก็หายไปในชั่วพริบตา มู่ชิงเกอเองก็ตกตะลึงไป

“ใครให้เจ้าเรียกแบบนี้ แล้วยังมีโทรทัศน์นี้…” จู่ๆ มู่ชิงเกอก็รู้สึกว่า ตนออกจากบ้านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เหตุใดสองพ่อลูกคู่นี้ถึงได้เคยชินกับการใช้ชีวิตบนโลกนี้แล้วเล่า

สายตาที่มีความคับแค้นใจของซือนาจาหันมองซือมั่ว

มู่ชิงเกอเองก็มองตามไป สบกับดวงตาสีอำพันคู่นั้นของซือมั่ว

“ที่รัก มานี่” ซือมั่วปิดหนังสือในมือเบาๆ ยกมือขึ้น กวักเรียกมู่ชิงเกอ การกระทำนั้น คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ชื่นตาชื่นใจอย่างถึงที่สุด

เพียงแต่ เมื่อคำว่า ‘ที่รัก’ สองคำนี้ออกมาจากปากซือมั่ว ยังคงทำให้นางหัวใจสั่นไหว เผยสีหน้าไม่คุ้นชินอย่างยิ่งออกมา

นางกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้าเป็นอะไรไป”

ถามไปพลาง นางก็ยังคงเดินไปข้างชายผู้นั้น

ซือมั่วยิ้มบางๆ “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ช่วงที่เสี่ยวเกอเอ๋อร์ออกไป ข้าว่างไม่มีอะไรทำ เลยทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกเล็กใบนี้จากที่ต่างๆ”

“…” มู่ชิงเกอกวาดตามองหนังสือข้างๆ ซือมั่วอีกครั้งอย่างประหลาดใจ ถามอย่างอดไม่ได้ “หนังสือเหล่านี้เจ้าอ่านหมดภายในเวลาสั้นๆ เช่นนั้นหรือ”

ซือมั่วเลิกคิ้ว มองนางด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ “เจ้ากับข้ามีปัญญาเทวะที่แข็งแกร่งเช่นนี้ อ่านหนังสือแค่ไม่กี่เล่มจะยากอะไร”

แหะๆ…

มู่ชิงเกอเถียงไม่ออก

กลับมาที่ดาวโลก ตอนที่สิ่งของทันสมัยเข้าไปในสมองของนางอีกครั้ง นางกลับลืมปัญญาเทวะ ลืมว่านางในตอนนี้อาจจะเป็นเพียงเทพที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างในสายตาของชาวโลก

มู่ชิงเกอไม่ต่อกรกับคำถามข้อนี้ต่อ นางหยิบเสื้อผ้าที่ซื้อมา วางไว้ตรงหน้าซือมั่ว ยิ้มกล่าว “ในเมื่อเจ้าเก่งกาจเช่นนี้ ก็คงจะใส่เสื้อผ้าชาวโลกเป็น เช่นนั้นข้าไม่ช่วยเจ้าแล้ว”

พูดจบ นางก็มองซือนาจาที่กำลังมองตนด้วยดวงตาคู่โตที่น่าสงสารคู่หนึ่งข้างๆ ยิ้มอย่างเปล่งประกาย “นาจา ตามข้ามา ข้าจะช่วยเจ้าใส่เสื้อผ้า”

ซือนาจาตาลุกวาว กระโดดขึ้นมาจากพื้นทันที วิ่งไปหามู่ชิงเกอ

แต่ว่า เขาวิ่งไปได้ครึ่งเดียว ยังไม่ทันโผเข้าสู่อ้อมอกของมู่ชิงเกอ ร่างก็ถูกหยุดไว้ ห้อยอยู่กลางอากาศ

“จอมปีศาจปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” ซือนาจาตะโกนใส่ซือมั่วเสียงแหบเสียงแห้ง

ขมับมู่ชิงเกอกระตุกเล็กน้อย มองซือมั่วอย่างหมดคำพูด

ทว่าสีหน้าซือมั่วกลับเย็นชากล่าวด้วยท่าทีจริงลัง “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ นาจาโตแล้ว ใส่เสื้อผ้าเรื่องเล็กเช่นนี้ เขาทำเองได้”

พูดจบ เขาก็โบกมือ หิ้วซือนาจากับเสื้อผ้าเด็กในมือมู่ชิงเกอหายตัวไปจากห้องรับแขก

มู่ชิงเกอส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าจะทำอะไร”

วันทั้งวันเอาแต่รังแก ลูกชายนาง สนุกนักหรือไร ไม่สิ ต้องพูดว่า พวกเขาสองพ่อลูกอยู่ร่วมกันเช่นนี้ ในทุกๆ วัน ทำให้คนปวดหัวจริงๆ

เงาร่างซือมั่วกะพริบวาบ ชั่วขณะก็ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้ามู่ชิงเกอ สายลมที่พามาพัดเส้นผมของนางจนปลิวไสว

มู่ชิงเกอคิดจะถอยหลังตามจิตใต้สำนึก แต่ยังไม่ทันจะถอย เอวก็ถูกมือใหญ่หนึ่งข้างโอบแน่น ดึงนางเข้าไปในอ้อมอกของบุรุษ

“ผู้ชายที่เสี่ยวเกอเอ๋อร์มองได้มีเพียงข้าเท่านั้นข้าไม่ค่อยคุ้นชินกับเสื้อผ้าบนโลกนี้ เสี่ยวเกอเอ๋อร์ช่วยข้าได้หรือไม่” ซือมั่วกระซิบข้างหูนาง

ไอร้อนที่พ่นออกมา พ่นลงบนหน้ามู่ชิงเกอไม่หยุด ทำให้ผิวที่ขาวใสของนางมีแดงเรื่อปรากฎขึ้นจางๆ

“นาจาเป็นลูกพวกเรานะ” มู่ชิงเกอกัดฟันกล่าว

“นั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน”ซือมั่วประกาศความเป็นเจ้าของอย่างเผด็จการ “หากเขามีความสามารถ จะต้องหาสตรีที่เป็นของเขาได้แน่นอน”

มู่ชิงเกอมองเขาอย่างจนใจ มุมปากกระตุกเบาๆ กล่าว “เจ้าจะขังเขาไว้ในห้องเช่นนี้หรือไร”

ปัญญาเทวะของนางกวาดสำรวจก็รู้แล้วว่าซือนาจาถูกซือมั่วขังไว้ในห้องนอนห้องหนึ่ง เด็กน้อยกำลังบันดาลโทสะอยู่ในห้อง ถูกพลังซือมั่วกักขังไว้ในห้องอย่างจนปัญญา ปีศาจน้อยหนีออกมาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

เห็นสภาพปีศาจน้อยในห้องแล้ว มู่ชิงเกอก็ยังคงสงสารลูกชาย

แต่ว่า ซือมั่วกลับกล่าวอย่างไม่สนใจ “เขาเป็นผู้ชาย เสี่ยวเกอเอ๋อร์ ไม่ต้องเอาใจเขามากเกินไป”

ขณะที่พูด หน้าผากเขาก็ก้มตํ่า จู่ๆ ก็กระชับระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเข้ามาใกล้ ถามด้วยเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ เจ้าตั้งใจสอนข้าใส่เสื้อผ้าดีกว่า”

“อ่อ…”

มู่ชิงเกอไม่ทันได้ตอบ ริมฝีปากก็ถูกยึดครอง ปิดคำพูดที่ยังไม่ทันได้ออกจากปากของนางไว้ข้างใน

‘ใส่เสื้อผ้าหรือ ชายผู้นี้ไหนเลยจะต้องการเรียนวิธีใส่เสื้อผ้า’

มู่ชิงเกอคิดอย่างเคียดแค้นในใจ

ในเมืองใหญ่แห่งนี้มีสุสานสาธารณะหนึ่งแห่งพิเศษอย่างถึงที่สุด

เพราะว่า แม้ที่นี่จะเป็นสุสานสาธารณะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีคุณสมบัติฝังศพที่นี่ได้ คนที่ฝังศพที่นี่ได้ ล้วนเป็นวีรบุรุษที่พสีชีพเพื่อชาติ ตายในหน้าที่

พวกเขา อาจจะไม่ใช่ทหารทั้งหมด แต่จะต้องเป็นคนที่สร้างคุณงามความดีโดดเด่น

วันนี้ มู่ชิงเกอสวมชุดดำทั้งชุด มาที่นี่เพียงคนเดียว เรื่องของนาง ได้บอกซือมั่วให้รู้โดยรวมแล้ว  แต่ว่านางกลับไม่อยากให้ซือนาจารู้เยอะเกินไปนัก

ดังนั้นซือมั่วจึงรอนางอยู่บนรถกับลูกตามคำสั่งของนาง

นางรับปากปีศาจน้อยอีกประเดี๋ยวจะพาเขาไปเล่นที่สนามเด็กเล่นอย่างในโทรทัศน์

แม้ว่าซือนาจาจะแข็งกล้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่หัวใจที่ยังเป็นเด็กก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เขายังคงเป็นเพียงเด็กอายุสามสี่ขวบคนหนึ่ง

เดิมซือมั่วอยากมากับมู่ชิงเกอด้วย แต่กลับถูกนางห้ามไว้

เรื่องบางเรื่อง มู่ชิงเกออยากไปทำเพียงคนเดียว

วันนี้นางมาที่นี่ เพียงเพื่อจะไปรำลึกถึงตัวนางในอดีต

ในสุสาน เงียบสงัดอย่างถึงที่สุด

ตอนนี้ไม่ใช่วันเชงเม้ง ไม่ใช่วันตรุษจีน คนที่มาปัดกวาดหสุมศพจึงแทบจะไม่มี สุสานทั้งหมด มีเพียงคนที่ฝังอยู่ที่นี่ รวมถึงเสียงสายลมที่พัดผ่านเป็นครั้งคราว

มู่ชิงเกอเดินผ่านป้ายหลุมฝังศพแต่ละแถวๆ ปัญญาเทวะของนาง ปกคลุมสุสานทั้งหมด ตามหาตัวนางในชาติก่อน

เร็วอย่างยิ่ง นางก็กำหนดตำแหน่งได้

นางในชาติก่อน ตายในหน้าที่ แม้ว่าจะถูกระเบิดจนร่างแหลกละเอียด แต่ตามกฎแล้ว กองทัพก็ยังตั้งสุสานให้นางได้

มู่ชิงเกอเดินไปยังป้ายหลุมฝังศพของตัวเอง นางสัมผัสได้ว่า นอกจากนางแล้ว ยังมีปัญญาเทวะที่แข็งแกร่งหนึ่งสายอยู่ที่นี่ด้วย

ไม่ต้องคิดเยอะ นางก็รู้ว่านั่นคือใคร

นางรู้ดี ชายผู้นั้นเป็นห่วงนาง แม้ว่าคนจะไม่ได้ตามมา แต่ปัญญาเทวะก็ตามติดมาโดยตลอด

มาถึงหน้าป้ายหลุมฝังศพของตัวเอง สายตาของมู่ชิงเกอก็ตกลงบนรูปถ่ายใบนั้น รวมถึงชื่อบนป้ายหลุมศพ

‘หลุมศพของมู่เกอผู้เสียสละ’

ตัวอักษรจารึกหน้าหลุมศพที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง นอกจากวันเกิดวันตายแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก นี่ก็คือนาง แม้ว่านางจะเป็นมีดแหลม สร้างคุณูปการทางทหารนับไม้ถ้วน แต่เกียรติยศเหล่านั้น ล้วนแต่ไม่อาจสลักไว้บนแผ่นป้ายได้ เพราะว่าตัวนางเป็นการมีอยู่อย่างลับๆ ตายไปแล้วก็พัดทุกสิ่งทุกอย่างสลายหายไปเช่นกัน

รูปถ่ายใบนั้น เป็นรูปถ่ายครึ่งตัวที่นางสวมชุดทหารอยู่ องอาจผ่าเผย รอยยิ้มบนใบหน้ามั่นใจในตนเองอย่างถึงที่สุด ในแววตายังมีความบ้าระหํ่าอยู่หลายส่วน

นางบ้าเพราะว่านางแข็งแกร่ง

ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอหรี่ลง

นางสังเกตเห็นว่า หน้าป้ายหลุมศพ ยังมีดอกเบญจมาศสีขาวที่เหี่ยวแห้งแล้ววางอยู่

ชัดเจนอย่างยิ่งกว่า ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เคยมีคนมาไหว้นาง

‘เพื่อนเก่าในกองทัพหรือ เป็นไปไม่ได้ ทุกวันพวกเขาล้วนฝึกฝนอย่างเข้มงวด หรือไม่ก็กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่อาจออกมาตามอำเภอใจได้เป็นอันขาด ไหนเลยจะมีเวลามาไหว้’ มู่ชิงเกอคาดเดาในใจ

ศัตรูหรือ

ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้

หากศัตรูของนางรู้ฐานะของนาง เกรงว่าจะไม่ได้มาไหว้ แต่คงจะใช้ระเบิดพังสุสานของนางทิ้งเสีย

เพื่อนหรือ

เพื่อนของนางนับนิ้วได้…ชาติก่อนต่างจากตอนนี้ ตลอดทั้งปีนางอยู่ในกองทัพ หรือไม่ก็ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไหนเลยจะมีเวลาไปหาเพื่อนข้างนอก

แต่ว่า เป็นใครกัน

มู่ชิงเกอคิดจนหัวแทบแตก ก็ยากจะเดาได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นใคร

‘เสี่ยวเกอเอ๋อร์มีคนมา’ ในตอนที่มู่ชิงเกอครุ่นคิดว่าใครมาไหว้นาง ซือมั่วก็พลันเรียกสตินางผ่านปัญญาเทวะ

มู่ชิงเกอเก็บความคิด ปัญญาเทวะกวาดออกไปเช่นเดียวกัน

เป็นดังคาด รถหนึ่งคันแล่นผ่าน จอดอยู่นอกสุสาน ในรถมีชายผู้หนึ่งเดินลงมา รูปร่างสูงใหญ่ กลิ่นอายหรูหราทั่วร่าง เขาลงรถแล้วก็หันหลังกลับเดินไปอีกฝั่ง เปิดประตูรถออก หยิบดอกเบญจมาศสีขาวที่วางอยู่บนที่นงข้างคนขับออกมา จากนั้นจึงปิดประตูรถอีกครั้ง

‘เขานั้นเอง’ ตอนที่เห็นดอกเบจมาศสีขาว มองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอก็หดลงอย่างรวดเร็ว เผยสีหน้าตกใจออกมา

เพราะว่า ในการคาดเดาของนาง คนผู้นี้น่าจะไม่รู้ข่าวการตายของนาง

มิเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนั้นจะอธิบายอย่างไร

หลี่ซิวหยวนถือดอกเบญจมาศสีขาวเดินเข้าไปในสุสานในกระโปรงท้ายรถเขา ยังใส่กระเป๋าเดินทางไว้ ความจริงแล้ว เขาเพิ่งจะกลับมาจากการทำงานที่ต่างประเทศ เรื่องแรกที่เขาทำก็คือมาที่นี่

ตั้งแต่ที่เขารู้ข่าวที่ทำให้เขาไม่ยอมรับข่าวนั้น เขาก็คล้ายติดนิสัยใหม่ นั้นก็คือ ไม่ว่าเขาจะไปไหน ขอเพียงแค่ออกไปจากเมืองนี้ เขาก็จะมาเยี่ยมเธอที่นี่ทั้งก่อนไปและหลังจากกลับมา

เส้นทางการไปเยี่ยมเธอ สลักลึกไว้ในสมองของเขานานแล้ว เร็วอย่างยิ่ง เขาก็เดินไปถึงหน้าป้ายหลุมศพแผ่นนั้นที่มู่ชิงเกอยืนอยู่ก่อนหน้านี้

พลิกปฐพี 966

ตอนที่ 966

ตอนพิเศษ 7

บ้านในโลก บ้านของเรา

บนท้องฟ้า แม้ว่าจะมีคนเงยหน้าก็ไม่อาจมองเห็น ‘เรือบิน’ รูปร่างพิเศษหนึ่งลำกำลังเคลื่อนผ่านอยู่เหนือศีรษะพวกเขาช้าๆ

เร็วอย่างยิ่ง เรือต้าเซียนก็แล่นไปถึงน่านฟ้าที่มู่ชิงเกอคุ้นเคย

แผ่นดินอันเป็นที่รักของนางผืนนั้น

หลังจากที่สั่งให้เรือต้าเซียนลงจอดในป่าของชานเมืองเมืองหลวง มู่ชิงเกอก็ยังไม่ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง

“ข้าใช้ชีวิตไปมากมายเพียงนั้น ผ่านไปหลายปีเพียงนั้น คาดไม่ถึงว่าที่โลกผ่านไปเพียงแค่ปีเดียว เช่นนี้ก็พูดได้ว่า เวลาของจักรวาลขนาดใหญ่แต่ละแห่งไม่เท่ากันใช่หรือไม่” มู่ชิงเกอมองซือมั่วข้างกายอย่างอดไม่ได้

ในป่า นอกจากต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่มีของอย่างอื่นที่ทำให้สองพ่อลูกประหลาดใจ

ดังนั้น ความคิดในตอนนี้ของพวกเขาจึงรวมอยู่ที่มู่ชิงเกอ

“จะพูดเช่นนี้ก็ได้” ซือมั่วพยักหน้า

มู่ชิงเกอตาลุกวาว จู่ๆ ก็เข้าใจแล้ว เหมือนกับปีแสงของโลกใบนี้ อวกาศก็เหมือนกล่องดำใบหนึ่ง มองไม่เห็นขอบเขต ระยะห่างระหว่างดาวแต่ละดวง ต้องใช้ปีแสงมาคิดคำนวณ

ที่เรียกว่าปีแสง อธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือภาพอวกาศที่มนุษย์สังเกตได้ผ่านกล้องส่องทางไกล อาจจะเป็นลักษณเมื่อแสนปีก่อน หรือแม้กระทั่งล้านล้านปีก่อน

“พูดได้ว่า ในจักรวาล แม้ว่าข้าจะใช้ชีวิตผ่านไปร้อยปี แต่สำหรับโลกบางโลกแล้วกลับผ่านไปเพียงแค่หนึ่งปี” มู่ชิงเกอพึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้น นางก็ตาลุกวาวกล่าวอย่างดีใจ “เช่นนั้นก็พูดได้ว่า สำหรับเจียงหลีแล้ว นางอาจจะหายไปแค่หนึ่งปี หรือว่าไม่กี่ปีหรือเพียงแค่ไม่กี่เดือนสั้นๆ ใช่หรือไม่”

หากเป็นเช่นนี้จริงๆ อย่างน้อยเจียงหลีก็ไม่ต้องลำบากมากนัก

ซือมั่วมองนาง รู้ความหมายในใจของนาง แต่ก็ยังคงกล่าวเตือน “แต่ก็เป็นไปได้ว่า นางอาจจะใช้ชีวิตผ่านไปนับพันปี นับหมื่นปีแล้วเช่นกัน”

มู่ชิงเกอเม้มปาก คำพูดของซือมั่วทำให้นางนิ่งเงียบ

ไม่ว่าเรื่องใดๆ ล้วนตรงกันข้าม นางหวังว่า เจียงหลีจะสบายดี แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่านางอาจจะทุกข์ยาก

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์” เห็นนางเงียบ ซือมั่วจึงเดินเข้าไปใกล้นาง กล่าวเสียงตํ่า “เจ้าต้องเชื่อเจียงหลี นางเป็นถึงเพื่อนของเจ้า ก็ชัดเจนแล้วว่าพวกเจ้าเป็นคนประเภทเดียวกัน ไม่ว่าจะเจอความลำบากแบบใด นางก็จะใช้ชีวิต ได้ด้วยความเข้มแข็ง ต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเจ้าสองคนจะได้พบกันอีกครั้ง”

มู่ชิงเกอยิ้มบางๆ พยักหน้าเงียบๆ

ซือนาจายืนอยู่ตรงกลางคนทั้งสอง เงยหน้ามองสองคน เขารู้ว่าเจียงหลีคือใคร นางคือเพื่อนที่ดีที่สุดของท่านแม่ และยังรู้อีกว่า จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาออกจากโลกใบหลักครั้งนี้ก็เพื่อต้องการจะตามหานาง

แต่ว่า…

“ท่านแม่ พวกเราจะยืนอยู่ตรงนี้ไปถึงเมื่อไร” ซือนาจาอดไม่ได้ดึง ชายกระโปรงของมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอก้มหน้ามองตาลูกชาย เก็บความคิด แย้มยิ้มให้เขา “พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

พูดจบ นางก็เก็บเรือต้าเชียน เหลือบตาขึ้นมองซือมั่วแล้วยิ้มกล่าว “ผ่านไปเพียงหนึ่งปีก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยข้าก็ไม่รู้สึกแปลกตากับโลกที่คุ้นเคยใบนี้ แต่ว่า ตอนนี้เสื้อผ้าของพวกเราแปลกเกินไป ต้องหาที่เปลี่ยนใหม่ก่อน”

“แปลกหรือ” ซือมั่วมองประเมิณเสื้อผ้าบนร่างตนอย่างไม่เข้าใจ

อืม เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่มีตรงไหนไม่สุภาพ เหตุใดเสี่ยวเกอเอ้อร์ ถึงบอกว่าแปลกเล่า

ข้อสงสัยนี้ได้รับการคลี่คลายหลังจากที่คนทั้งสามเก็บปราณพรางตัวเดินออกจากป่า มองเห็นมนุษย์นับไม่ถ้วนบนดาวโลก

ซือมั่วจูงซือนาจา ยืนอยู่บนถนนที่มีการจราจรขวักไขว่ คนทั้งสองตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ส่วนลึกในดวงตาปรากฎความเหลือเชื่อ

ไม่ต้องพูดถึงตึกสูงระฟ้าที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเหล่านั้น รวมถึงกล่องเหล็กที่ขับเคลื่อนอยู่บนพื้นด้วยความรวดเร็ว แสงไฟต่างๆ นานา เหล่านั้น เพียงแค่คนเหล่านี้..

ซือมั่วสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาเริ่มมีพายุฝนเกาะตัว

เขามองมู่ชิงเกอที่จมดิ่งอยู่ในความทรงจำตามจิตใต้สำนึก กล่าวในใจ หรือว่า เสี่ยวเกอเอ๋อร์ก็เคยสวมชุดที่เปิดเผยเนื้อหนัง เดินไปเดินมาต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้เหมือนกัน

ตอนที่เขามองมู่ชิงเกอ กลิ่นนํ้าหอมแตะจมูกหนึ่งกลุ่มก็โชยผ่านปลายจมูกเขาไป หญิงสาววัยรุ่นสองสามคนที่สวมชุดเปิดเผยเนื้อหนัง สวมเสื้อยืดรัดรูป กระโปรงสั้นรัดรูป แสดงท่าทียั่วยวนในสายตาเขา พูดคุยเฮฮา เดินผ่านหน้าคนทั้งสามไป

แน่นอน พวกนางมองไม่เห็นคนทั้งสามที่เก็บปราณ

ซือนาจาอ้าปากตาค้างจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวหลายคน แต่ภายใต้ความไม่ระวัง กลับถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งบังสายตาไว้

เขาโมโหเล็กน้อย มือเล็กๆ ตุ้ยนุ้ยจับมือใหญ่ไว้คิดจะดึงออก

แต่ว่า เสียงเย็นเยียบของท่านพ่อผู้อหังการกลับดังเข้ามาแล้ว “ของไม่ดีห้ามมอง”

พรืด!

มู่ชิงได้ยินเสียงเย็นเยียบนี้ของซือมั่วก็อดไม่ได้หัวเราะออกมา หันกลับมามองสองพ่อลูกที่สีหน้าแปลกประหลาด นางก็หัวเราะพลางอธิบาย

“โลกแต่ละใบต่างก็มีวัฒนธรรมของโลกนั้นๆ ที่นี่ไม่มีการฝึกฝนวิทยายุทธ์อะไร ไม่มีเทพมาร แต่กลับมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอารยธรรมที่ทันสมัย ความประพฤติอันผิดหลักธรรมนองคลองธรรมในสายตาพวกเจ้า สำหรับที่นี่แล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด”

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์ก็เคยใส่ชุดไม่สุภาพอย่างยิ่งเช่นนี้ด้วยหรือ” ซือมั่วอดไม่ได้ กัดฟันกล่าวถาม

รับรู้ถึงไอเย็นที่ลอยผ่านมาบนร่างตน มู่ชิงเกอก็กล่าวสีหน้าจริงจัง “ข้าเป็นทหาร สวมเครื่องแต่งกายของทหาร ไหนเลยจะมีโอกาสสวมชุดลำลอง”

หลังจากสัมผัสได้ว่าไอเย็นจางหายไปแล้ว นางก็กล่าวต่อในใจ เว้น แต่ว่าจะออกจากหน้าที่

“เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่เหมาะกับเจ้า ตอนนี้ดูดีกว่า” ซือมั่วมองมู่ชิงเกอด้วยสายตาลุกวาว กล่าวหนึ่งประโยค

ความคิดนั้นของชายหนุ่ม มู่ชิงเกอรู้ดีแก่ใจ

มู่ชิงเกอไม่อยากวกวนอยู่กับปัญหาเล็กๆ เหล่านี้แล้ว นางลูบสันจมูก กล่าว “ไปกันเถอะ”

“ไปไหน”

สองพ่อลูกกล่าวขึ้นพร้อมกัน

ความรู้ใจที่หาได้ยาก ทำให้ชายสองคนนี้มองหน้ากันปราดหนึ่ง มีความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รู้ใจกัน’ เป็นครั้งแรก

“กลับบ้าน” มู่ชิงเกอดีดนิ้ว

กลับบ้าน?

ซือมั่วเลิกคิ้วเบาๆ สายตาคลุมเครือ

ทว่าซือนาจากลับกล่าวด้วยความสงสัย “กลับบ้านหรือ พวกเราเพิ่งจะถึง จะกลับโลกเทพมารแล้วหรือ”

“แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงโลกเทพมาร” มู่ชิงเกอตบหัวเขาเบาๆ

“คือที่ไหน” ซือนาจาลูบหัวที่โดนตีของตัวเองไล่ถามต่อ

คำสามคำทำให้มู่ชิงเกอหวนรำลึก นางกล่าวช้าๆ “บ้านที่นี่ของเรา”

ตอนที่นางยังเป็นมู่เกอ ตลอดทั้งปีฝึกฝนอยู่ในกองทัพ แม้ว่าจะลาพักร้อน บางครั้งก็อยู่แต่ในห้องที่กองทัพจัดสรร หรือไม่ก็ท่องเที่ยวไปทั่ว ข่าวการตายของนางแจ้งกลับมา ห้องที่จัดสรรห้องนั้นย่อมต้องถูกยึดคืน แต่ว่ากลับไม่มีใครรู้ว่า ในสถานที่ที่มีราคาแพงทุกตารางนิ้วในเมืองหลวงแห่งนี้ นางยังมี ทรัพย์สินส่วนตัวอยู่หนึ่งแห่ง

แน่นอนว่า นอกจากชายผู้นั้น…

มู่ชิงเกอตาลุกวาว ในสมองปรากฎเงาร่างสูงใหญ่ออกมา

“บ้านที่เสี่ยวเกอเอ๋อร์เคยอยู่หรือ” ซือมั่วเอ่ยปาก ขัดจังหวะความทรงจำของนาง

“พวกเรามีบ้านที่นี่ด้วยหรือ” ศีรษะเล็กๆ ของซือนาจาแทรกเข้ามา กล่าวด้วยความประหลาดใจ

มู่ชิงเกอพยักหน้ายิ้มน้อยๆ พาสองพ่อลูกเดินไปยังเขตบ้านหรูที่ถูกคนในเมืองหลวงเรียกว่าเขตคนรวย

ด้วยความเร็วของคนทั้งสาม เดิมก็สามารถไปถึงได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่า มู่ชิงเกอตั้งใจจะแนะนำโลกใบนี้ให้ซือมั่ว รวมถึงลูกชาย จึงลดความเร็วลง เดินไปพลาง อธิบายบางสิ่งบางอย่างที่ทันสมัยให้พวกเขาฟัง

อย่างเช่น กล่องเหล็กที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหล่านั้น เรียกว่า รถยนต์

หรืออย่างเช่น ไฟที่เดี๋ยวก็เป็นสีเขียวเดี๋ยวก็เป็นสีแดงเหล่านั้น เรียกว่าไฟจราจร

ตึกสูงระฟ้าเหล่านั้นก็คือบ้านที่คนสมัยนี้อาศัยอยู่ รวมถึงห้าง รถไฟฟ้าใต้ดินที่วิ่งใต้ดินเหล่านั้น…

เมื่อคนทั้งสามเดินไปถึงเขตนั้นอย่างน้อยซือมั่วก็เข้าใจโลกใบนี้ได้พอประมาณแล้ว

ผ่านหน้ายามที่เดินกร่างวางท่าออกมาจากทางเข้าเขต ยามไม่มองพวกเขาแม้แต่ปราดเดียว

เข้าไปในเขตแล้ว ซือมั่วก็มองไปรอบๆ พยักหน้าชื่นชมจากใจจริง “แม้ว่าความกว้างใหญ่และทัศนียภาพของที่นี่จะเทียบโลกเทพมารไม่ได้ แต่เทียบกับข้างนอกก็ไม่เลวอย่างยิ่งแล้ว อย่างน้อยก็ไม่เสียงดัง สกปรกอย่างยิ่งเช่นนั้น”

“ชื่อเสียงของเขตอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ว่าได้มาอย่างเสียเปล่า” มู่ชิงเกอยิ้มกล่าว

เดินไปถึงข้างหน้าคฤหาสน์หลังเล็กแห่งหนึ่ง ในที่สุดนางก็หยุดลงมองบ้านที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว จากนั้นนางจึงเดินไปข้างประตู

เขตคฤหาสน์ที่นี่ มีคฤหาสน์เพียง 25 หลัง มู่ชิงเกอมีหนึ่งหลังในนั้น ตอนที่ซื้อ ราคาอยู่ที่เจ็ดล้านกว่าหยวน นี่ยังเป็นราคาลด ทั้งยังเป็นเหตุผลที่คฤหาสน์มีเนื้อที่น้อยที่สุด

แม้จะบอกว่ามีเนื้อที่น้อยที่สุด แต่ในความจริงแล้วก็มีพื้นที่สองร้อยกว่าตารางเมตร มู่ชิงเกออยู่คนเดียว พื้นที่เหลือเฟืเอ

รหัสผ่านในความทรงจำป้อนเข้าไปในกลอนประตูดิจิตอล ประตูบ้านก็ส่งเสียงดัง ‘แกรก’ เปิดออก

ดวงตาซือมั่วปรากฎความประหลาดใจ กล่าวถาม “นี่คือกลไกอะไร”

“นี่เรียกว่ากลอนประตูดิจิตอล” มู่ชิงเกอหันกลับมายิ้มกล่าว

มู่ชิงเกอผลักประตูออก พาสองพ่อลูกเดินเข้าไปในบ้าน

คฤหาสน์มีโครงสร้างสามชั้น ชั้นแรกเป็นพื้นที่ส่วนรวม ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องนํ้ารวม และห้องออกกำลังกายเล็กๆ หนึ่งห้อง

ชั้นสอง ก็เป็นห้องนอนสามห้อง ใช้เป็นห้องรับแขก ห้องเด็ก ห้องคนชราได้ ชั้นสาม มีเพียงห้องนอนเจ้าบ้าน แต่ว่าในห้องนอนยังแบ่งเป็น ห้องสมุด ห้องแต่งตัว ห้องอาบนํ้า ห้องนํ้าต่างๆ

ในบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนจัดวางได้อย่างสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีฝุ่นแม้แต่นิดเดียว

มู่ชิงเกอรู้ดี นี่เป็นเพราะว่ามีคนมาทำความสะอาดเป็นประจำ

บ้านหลังนี้ นางมาไม่บ่อย ตอนแรกที่ซื้อก็เพราะว่าทนการหว่านล้อมของชายผู้นั้นไม่ไหว ดังนั้น จึงมีป้าคนหนึ่งมาทำความสะอาดครึ่งเดือนครั้ง รักษาความเป็นระเบียบภายในบ้าน คฤหาสน์ด้านหน้าด้านหลังก็ฝากให้บริหารจัดการ

ตอนนี้ช่วงเวลาที่นางสละชีพก็ผ่านไปเพียงหนึ่งปี

ซํ้าในกองทัพก็ไม่รู้ว่านางมีทรัพย์สินบ้านเรือนที่นี่ เกรงว่า นอกจากหน่วยภายใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมรบของนางแล้วก็คงจะไม่มีใครรู้เรื่องการพลีชีพของนางอย่างสิ้นเชิง

“การจัดวางภายในห้อง แปลกประหลาดยิ่งนัก” เมื่อซือมั่วเข้ามา ปัญญาเทวะก็สำรวจบ้านทั้งหลัง ทุกซอกทุกมุมไม่ปล่อยผ่าน

มู่ชิงเกอยิ้มกล่าว “ความจริงแล้ว เขตนี้เป็นทรัพย์สินของเพื่อนข้าคนหนึ่ง ตอนที่เปิดตัว เขาใช้วิธีกึ่งขายกึ่งให้ มอบบ้านหลังนี้แก่ข้า ในความจริงแล้ว เงินก้อนนั้นที่จ่ายไป ก็ยังเป็นเงินที่เขาสำรองให้”

“เอ เพื่อนหรือ” ในดวงตาสีอำพันของซือมั่ว ท่าทางคลุมเครือ มองมู่ชิงเกอ คล้ายสนใจคำว่าเพื่อนที่ออกจากปากนางอย่างยิ่ง

มู่ชิงเกอพยักหน้ากล่าว “ตอนนั้นข้าถวายชีวิตปฏิบัติภารกิจคุ้มกันภารกิจหนึ่ง ได้รู้จักกับเขา แม้ว่าฐานะทางครอบครัวของเขาจะดีเลิศ มีกลิ่นอายลูกคุณหนูเล็กน้อย แต่กลับมีนิสัยจริงใจต่อเพื่อนฝูง ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ข้าช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่ง เขาจึงกลายเป็นเพื่อนหนึ่งในไม่กี่คน นอกเหนือจากกองทัพของข้า บ้านหลังนี้ เขาบอกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต ไม่ว่าข้าจะรับไว้หรือไม่ ในสัญญาซื้อขายบ้านก็เป็นชื่อข้าทั้งหมด เดิมข้าอยากปฏิเสธ แต่เขากลับบอกว่า ไม่ช้าไม่เร็วข้าก็ต้องปลดประจำการ เขาไม่อยากให้ถึงตอนนั้นแล้วข้าไม่มีแม้แต่ที่จะอยู่”

“ฟังแล้ว กลับเป็นเพื่อนที่ไม่เลวเลย” ซือมั่วกล่าว

มู่ชิงเกอไม่ได้พูดเรื่องในอดีตต่อ ถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว มองประเมินซือมั่วที่ยืนอยู่ข้างหน้า สำหรับซือนาจาก็เข้าไปในห้องๆ หนึ่งก่อนแล้ว ไปสำรวจบ้านหลังใหม่อย่างไม่รีรอ

“เจ้าต้องเปลี่ยนโฉม ที่นี่ ผู้ชายไว้ผมยาวไม่เยอะ โดยเฉพาะยาวเช่นเจ้า แม้แต่เสื้อผ้า…ที่นี่ ข้าเคยเก็บเสือผ้าของตัวเองไว้บ้าง แต่ไม่มีเสื้อผ้า ผู้ชาย แต่ว่ามีกางเกงขาสั้นชุดฝึกหลายตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เจ้าไปลองดูก่อน อีกประเดี๋ยวข้าจะพวกเจ้าไปซื้อเสื้อผ้า” มู่ชิงเกอกล่าว

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์จะให้ข้าตัดผมหรือ” แววตาซือมั่วแปลกใจขึ้นมา

เขายังไม่เคยตัดผมสั้นมาก่อน

“เจ้าใช้บัญญัติอาคมเปลี่ยนให้สั้นก็ได้” มู่ชิงเกอกล่าวอย่าง ตรงไปตรงมา

“สั้นแบบใด” ซือมั่วถามด้วยความสงสัย

มู่ชิงเกอมองซ้ายมองขวา พบนิตยสารที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะกินข้าว หน้าปก มีดาราดังชายผู้หนึ่งพอดี เครื่องหน้าทั้งห้าที่หล่อเหลา รอยยิ้มที่น่าหลงใหล ท่าทางสบายๆ น่าจะทำให้คนใจเต้นได้

แต่น่าเสียดาย ที่ซือมั่วอยู่ที่นี่

มีเขาอยู่ ผู้ชายทั้งหมดในสายตาของมู่ชิงเกอ ใบหน้าต่างก็คลุมเครือ เสน่ห์ก็เลือนราง

“ทำตามเขาก็ได้” มู่ชิงเกอชี้ดาราชายบนหน้าปก

ซือมั่วเลิกคิ้วเล็กน้อย พยักหน้า ทำผมตามดาราชายคนนั้น ใช้บัญญัติอาคมพรางตาให้ตัวเอง

ชั่วพริบตา ทรงผมของเขาก็เหมือนกับดาราชายคนนั้น แต่ว่า พลังโจมตีวิสัยทัศน์ที่หล่อเหลาเหนือผู้ใดชนิดนั้นกลับมากกว่าดาราชายถึงสิบเท่า

ในดวงตาที่ใสกระจ่างของมู่ชิงเกอ ปรากฎความตกตะลึง

ความหลงใหลชนิดนั้นทำใหซือมั่วยกยิ้มอย่างพอใจ

ชั่วขณะ มู่ชิงเกอก็รู้สึกได้ว่าโลกทั้งใบของตน ถูกรอยยิ้มของซือมั่ว เติมเต็มหมดแล้ว นางเดินไปหาเขาอย่างไม่รู้ตัว มือทั้งคู่ประคองใบหน้าเขาไว้กล่าวด้วยเสียงตํ่าลึก แต่กลับเด็ดขาด “ผู้ชายของข้า มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”

ความจริงใจที่เข้มข้นในดวงตาทำให้แววตาซือมั่วมืดครึม

เขายื่นแขนยาวๆ ออกไป มือคู่ใหญ่โอบเอวของมู่ชิงเกอไว้ดึงนาง เข้ามาในอ้อมอกตน

ทว่าตอนนี้มู่ชิงเกอกลับได้สติขึ้นมา ยิ้มให้เขา ยื่นมือดึงมือที่ล้อมรอบเอวตนของเขาไว้ “ตามข้าขึ้นมา”

ซือมั่วถูกมู่ชิงเกอพาขึ้นมาที่ห้องนอนชั้นสาม ระหว่างทาง มู่ชิงเกอก็ลากซือนาจาที่อยู่ชั้นสองขึ้นมาด้วย

สองพ่อลูกยืนอยู่ในห้องนอน มองหน้ากันและกัน

แต่มู่ชิงเกอกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว เริ่มรื้อหาของ

“ท่านพ่อ นี่ใคร” จู่ๆ ซือนาจาก็เดินไปหน้าตู้ลิ้นชัก ชี้กรอบรูปที่วางอยู่บนตู้แล้วกล่าวถาม

ซือมั่วได้ยินเสียงก็เดินเข้าไป มองเห็นหญิงสาวท่าทางองอาจผ่าเผยผู้หนึ่งในกรอบรูป สวมชุดทะมัดทะแมง ยืนมือไพล่หลัง

นั้นคือใบหน้าที่แปลกตาใบหนึ่ง แต่ว่า ภายใต้เครื่องหน้าที่มีชีวิตชีวา ซือมั่วกลับเห็นท่าทาง รวมถึงรอยยิ้มที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

“ดูท่าแล้วจะต้องเปลี่ยนแผน” มู่ชิงเกอเดินออกมาจากห้องแต่งตัว มือเปล่า

ซือมั่วเหลือบตามองนาง กล่าวถาม “นี่คือเสี่ยวเกอเอ๋อร์เมื่อก่อนหรือ”

มู่ชิงเกอตกตะลึง สายตาตกลงบนกรอบรูปในมือซือมั่ว

ผู้หญิงในรูป สวมชุดทหาร ไม่แต่งหน้า กระทั่งบนใบหน้ายังมีคราบเหงื่อ นางเดินเข้าไปรับกรอบรูปในมือซือมั่วมาอย่างใจลอยเล็กน้อย “ใช่แล้ว ข้าเกือบจะจำหน้าตาตัวเองเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว”

ทันใดนั้น มือใหญ่หนึ่งข้างก็หยิบกรอบรูปในมือนางไป ควํ่าไว้บนตู้ลิ้นชัก

มู่ชิงเกอเหลือบตามองเขาด้วยความสงสัย แต่เขากลับกล่าว “เจ้า เป็นเจ้าเสมอมา”

ไม่ว่ารูปร่างภายนอกจะเปลี่ยนไปเช่นไรจิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อนั้นกลับเป็นนางเสมอมา

ถ้าหากไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณนั้น เขาจะรักคุณชายลูกผู้ดีจอมเสเพลอย่างมู่ชิงเกอในตอนนั้นลงหรือ

มู่ชิงเกอยิ้มอย่างสบายใจ ไม่ต่อหัวข้อสนทนานี้อีก นางกล่าวอย่างจนใจท่ามกลางแววตาที่สงสัยของซือนาจา “คาดการณ์พลาด แม้ว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้าได้ แต่ของลูกกลับไม่ได้ ที่นี่ไม่มีเสื้อผ้าเด็ก”

“ทำอย่างไรดีเล่า” ซือมั่วยิ้มถาม

มู่ชิงเกอคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าจำได้ว่าแถวนี้มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เอาอย่างนี้ พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าเปลี่ยนชุดแล้วก็จะไปที่นั้นเที่ยวหนึ่ง ไปซื้อเสือผ้าให้พวกเจ้าสองพ่อลูกก่อน หลังจากนั้นพวกเราค่อยออกไปเดินเล่นด้วยกัน”

“ตกลง” ซือมั่วพยักหน้ารับปาก

ซือนาจาอยากตามมู่ชิงเกอไปด้วย แต่กลับถูกนางใช้สายตาปฏิเสธ

“ข้ามาเลือกชุดให้เสี่ยวเกอเอ๋อร์” จู่ๆ ซือมั่วก็พูด จากนั้นก็เดินไปยังห้องแต่งตัว

มู่ชิงเกอตะลึงงันชั่วขณะไม่ได้ตอบสนองกลับมา

กระทั่งซือมั่วหยิบเสื้อสูทแบบสตรีตัวหนึ่งเดินออกมา นางจึงเข้าใจแล้วว่า ชายผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่

“ชุดนี้ไม่เลว” ซือมั่วยัดเสื้อผ้าเข้ามาในอ้อมอกมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอพูดไม่ออกชั่วขณะ ย่อมต้องไม่เลว เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว ปกคลุมร่างมิดชิด ไม่เปิดเผยแม้แต่นิดเดียว

โชคดี ตัวนางเองก็ไม่ชอบใส่กระโปรงที่ดูผู้หญิงเกินไปเหล่านั้นเช่นกัน เสื้อผ้าในห้องแต่งตัว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเสื้อกางเกงเพศกลางๆ สวมใส่ง่าย

เมื่อเปลี่ยนเสื้อกางเกงอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วแล้ว มู่ชิงเกอก็มัดผมทางม้า

นางหยิบเสื้อคลุมสีชมพูอ่อนหนึ่งตัวออกมาจากตู้เสื้อผ้า คลุมไว้ข้างนอก ร่างทั้งร่างดูสบายๆ แต่กลับไม่มีความอ่อนโยน

เห็นนางเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้ว ในแววตาซือมั่วก็มีความใจลอยแวบผ่าน

“รอข้ากลับมาพาพวกเจ้าไปกินของอร่อย” มู่ชิงเกอตบแก้มสองพ่อลูกเบาๆ จากนั้นจึงออกจากคฤหาส์นไป

เดินออกมาจากเขตแล้ว มู่ชิงเกอเกิดความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง

นางเดินไปยังศูนย์การค้าตามความทรงจำ ในกระเป๋าเสื้อนาง มีบัตรเอทีเอ็ม รวมถึงกระเป๋าเงินที่หยิบมาจากตู้เซฟในบ้าน

เร็วอย่างยิ่ง มู่ชิงเกอก็มาถึงศูนย์การค้า

สถานที่ซื้อขายในยุคปัจจุบันทำให้นางไม่คุ้นชินในวินาทีแรก

หลังจากนั้น ก็ยังคงหาชั้นเครื่องแต่งกายบุรุษและเครื่องแต่งกายเด็กได้จากป้าย นางซื้อชุดผู้ใหญ่และเด็กสองชุดด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง

มีอะไรให้ต้องเลือก

ขอร้องล่ะ ด้วยหน้าตาอันหล่อเหลาของผู้ชายสองคนในครอบครัวนาง ไม่จำเป็นอย่างสิ้นเชิง

“คุณผู้หญิงคะ ทั้งหมด 1,245 หยวน สะดวกจ่ายบัตรหรือเงินสดคะ ทางห้างเรายังใช้อาลีเพย์และวีแชทจ่ายได้ด้วยนะคะ” พนักงานเก็บเงิน ยิ้มแย้มได้มาตรฐานกล่าวกับมู่ชิงเกอ

นางพยายามแสดงท่าทีสงบนิ่งและความเป็นมืออาชีพ แต่กลับยากจะซ่อนความตื่นเต้นในแววตา

“บัตรค่ะ” มู่ชิงเกอคล้ายมองไม่เห็นความตื่นเต้นนั้น หยิบบัตรออกมาอย่างสุขุม

“ได้ค่ะ ขอบัตรด้วยค่ะ เซ็นชื่อบนใบเสร็จด้วยค่ะ” หลังจากพนักงานรูดบัตรด้วยความถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วแล้วก็พิมพ์ใบเสร็จออกมา วางไว้ตรงหน้ามู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอจับปากกา คิดครู่หนึ่ง เขียนลงไปบนใบเสร็จว่า ‘มู่เกอ’

มู่ชิงเกอเดินออกมาจากศูนย์การค้า เร่งฝีเท้า เดินข้ามเขตไป

จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซด์ที่แสบแก้วหูเสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้างหลัง ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่แหลมเปรียวเสียงหนึ่ง “กรี๊ด! ขโมย!”

พลิกปฐพี 965

ตอนที่ 965

ตอนพิเศษ 6

โลก ข้ากลับมาแล้ว!

ท่ามกลางท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาว เรือต้าเซียนเคลื่อนที่ช้าๆ

ในเรือ มู่ชิงเกอจ้องมองแผนที่ของจักรวาลขนาดใหญ่นิ่งเงียบไม่พูดจา ซือมั่วเดินมาข้างๆ นาง มือทั้งคู่วางลงบนไหล่ทั้งสองของนางเบาๆ กล่าวถาม “ยังหาทางกำหนดพิกัดไม่ได้หรือ”

มู่ชิงเกอขมวดคิ้วพยักหน้า “ปราณของจูเสีย เดี๋ยวก็รวมตัวเดี๋ยวก็กระจัดกระจาย ไม่มีทางจับตำแหน่งแน่นอนได้เลย”

ตอนแรกที่ซือมั่วกำหนดตำแหน่งของเผ่าฝูผ่านธงวิญญาณมารทำให้นางเกิดความคิดแปลกๆ ว่าจะสามารถใช้จูเสียมากำหนดพิกัด ทำให้นางหาเจียงหลีท่ามกลางจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้เจอได้หรือไม่

แต่ว่า ทฤษฎีกับความเป็นจริงแตกต่างกันยิ่งนัก

กว่าพวกเขาจะหลุดออกจากโลกใบหลัก เริ่มต้นตามหาได้ นางกลับพบว่า ต่อให้นางจะสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของจูเสียได้ แต่ก็ยังคงเคว้งคว้างไม่แน่นอน

หลายครั้ง นางคิดว่าหาเจอแล้ว เร่งตามไปด้วยความตื่นเต้น แต่กลับกลายเป็นโผเข้าหาความว่างเปล่า

ซือมั่วนั่งลงข้างๆ นาง ปลอบเสียงต่ำ “อย่าถอดใจ ขอเพียงพวกเราหาไปเรื่อยๆ จะต้องหาเจอแน่นอน”

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก พยักหน้าอย่างแรง

แสดงท่าทีหากหาเจียงหลีไม่เจอก็จะไม่หยุดพักออกมา “สิบปียังหาไม่เจอ ข้าก็จะหาต่อไปจนร้อยปี ร้อยปียังหาไม่เจอ ก็จะหาต่อไปจนพันปี พันปี ยังหาไม่เจอ ก็จะหาต่อไปจนหมื่นปี ข้าไม่เชื่อว่า ข้าพลิกทั้งจักรวาลแล้ว จะยังหานางไม่พบ”

ความเด็ดเดี่ยวในแววตาของนางทำให้ดวงตาซือมั่วปรากฎรอยยิ้ม

ตอนนั้น เขาก็ถูกแววตาที่เด็ดเดี่ยวเช่นนี้ของนางดึงดูดความสนใจ การดึงดูดครั้งนี้ทำให้ติดกับไปตลอดทั้งชีวิต

“แต่ว่า…” มู่ชิงเกอไม่ได้สังเกตเห็นความรักละมุนในดวงตาของซือมั่ว จมดิ่งอยู่ในความคิดของตน พึมพำกับตัวเอง “เหตุใดสถานที่มากมายเพียงนั้น ถึงได้มีปราณของจูเสียหมดเลย”

นางเหลือบดวงตาที่สงสัยคู่หนึ่งขึ้นมองซือมั่ว

ดวงตาที่ใสกระจ่างคู่นั้น สะท้อนดวงหน้าหล่อเหลาของซือมั่ว

มู่ชิงเกอกะพริบตา จู่ๆ มือทั้งสองก็ประคองใบหน้าของเขาเอาไว้แล้ว ออกแรงจูบลงบนริมฝีปากสีแดงของเขาหนึ่งครา แรงนั้นทำให้สีปากของซือมั่วเข้มขึ้นหลายส่วน

ซือมั่วตะลึงงัน ส่วนลึกในดวงตาสีอำพัน มีสีกลีบกุหลาบแผ่คลุมอย่างหนาทึบ

ทว่า ในตอนที่เขาคิดจะใกล้ชิดมู่ชิงเกอขึ้นอีก หญิงสาวที่เอาแต่จุดไฟไม่ยอมดับไฟผู้นี้กลับใช้นิ้วมือจิ้มหน้าอกเขาอย่างแรง

จิ้มจนความปรารถนาส่วนนั้นในใจเขามอดดับไปสิ้น

“เจ้าผ่านโลกมามากมาย ประสบการณ์โชกโชนเช่นนี้รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด” มู่ชิงเกอถามต่ออย่างไม่อับอาย

ทว่าดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วกลับหรี่ลงอย่างอันตราย “เสี่ยวเกอเอ๋อร์กำลัง เมินสามีหรือ”

เอ่อ

“เปล่าซะหน่อย!” มู่ชิงเกอโบกมือติดๆ กัน

พูดไปพลาง ดวงตาทั้งคู่ที่ใสกระจ่างก็ยังกะพริบปริบๆ แสดงความไร้เดียงสาของตน

ซือมั่วสายหน้ายิ้มอย่างจนใจ ความจนปัญญาที่เขามีต่อมู่ชิงเกอทำให้เขาขึ้นชื่อว่ากลัวภรรยาในโลกใบหลักแล้ว และคาดไม่ถึงว่าเขาจะยอมรับเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

ท่ามกลางการรอคอยของมู่ชิงเกอ ซือมั่วทำได้เพียงกล่าว “มีสถานการณ์อย่างหนึ่ง อาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้”

“อะไร!” มู่ชิงเกอตื่นตัวขึ้นมาทันที

ซือมั่วแตะปลายจมูกนางอย่างขบขำ ท่าทีรักใคร่เช่นนี้ทำให้แก้มทั้งสองของมู่ชิงเกอแดงซ่านขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จางหายไป

รู้ว่าในใจมู่ชิงเกอห่วงหาความเป็นไปของเจียงหลี ซือมั่วก็ไม่อ้อมค้อมอีก กล่าวกับนาง “บางที ระหว่างที่เจียงหลีตกลงไป จะต้องผ่านสถานที่ที่พวกเราไปก่อนหน้านี้เป็นแน่ จึงหลงเหลือปราณของจูเสีย จูเสียคือยุทธภัณฑ์ชั้นเทวะ ทั้งเจ้ายังหลอมขึ้นมากับมือ เจียงหลีใช้เลือดของตัวเองหล่อหลอม คนอื่นสัมผัสไม่ได้ แต่เจ้ากลับทำได้”

มู่ชิงเกอฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าไม่หยุด

ความเป็นไปได้ที่ซือมั่วพูดมีมากอย่างยิ่ง นางหาสถานที่ที่สัมผัสได้ถึงปราณของจูเสียก่อนหน้านี้ออกมาทันที วาดพวกมันออกมาจากแผนที่

แต่ว่า เมื่อนางวาดเสร็จแล้ว คิ้วที่ขมวดกลับขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม

“สถานที่เหล่านี้ มองดูแล้วยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ไม่มีลำดับน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย” นางจ้องมองแผนที่แล้วกล่าว

ซือมั่วเหลือบมองแผนที่ปราดหนึ่ง กล่าวปลอบใจ “บางที ระหว่างที่เจียงหลีตกลงไป อาจจะผ่านสถานที่เหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือว่าบริเวณที่เชื่อมต่อกันในนั้น พวกเรายังหาไม่เจอ”

มู่ชิงเกอเม้มปากไม่พูด เพียงแค่จ้องมองแผนที่ไม่เอ่ยปาก

ซือมั่วมองออก นางเป็นห่วงเจียงหลี จึงเอ่ยปากปลอบขวัญ “หาคน เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหาคนคนหนึ่งในจักรวาลขนาดใหญ่ ท่ามกลางมหาสมทุรดวงดาวแห่งนี้ เจ้าเองก็อย่าเป็นกังวลเกินไป เจียงหลีเป็นฮ่องเต้หญิงแคว้นกู่วู่ ครอบครองดวงชะตา ไม่อาจเป็นอะไรไปได้บางที นางอาจจะเจอโชคชะตาที่เป็นของตนแล้วก็เป็นได้”

‘‘หวังว่าจะเป็นเช่นนี้” มู่ชิงเกอถอนหายใจ

นางรู้ดี ที่ซือมั่วพูดคือความจริง เรื่องหาคนรีบร้อนไม่ได้

แต่ว่า แม้จะรู้แต่ในใจนางก็ยังคงร้อนรน ราวกับว่าไม่เห็นเจียงหลีมายืนอยู่ตรงหน้านางในสภาพปลอดภัยดี หัวใจนางก็จะไม่มีทางสงบนิ่งลงได้

ก่อนหน้านี้ไม่มีความสามารถในการค้นหา ตอนนี้มีความสามารถแล้ว แต่กลับทำให้นางเฝ้าปรารถนาต่อการค้นหาเจียงหลีมากยิ่งขึ้น

บนดาดฟ้าเรือต้าเซียนปีศาจน้อยรู้ว่าแม่ของตนอารมณ์ไม่ค่อยดีจึงไม่เข้าไปวุ่นวาย

เขาเกาะอยู่บนกาบเรืออย่างเบื่อหน่าย ดวงตาทั้งคู่ที่ปราดเปรียว กลอกตามองมหาสมุทรดวงดาวไปมา

ทันนั้น เบื้องหน้าเขาก็สว่างวาบร้อง ‘โห’ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ยืดตัวตรงขึ้นมาจากท่าหมอบที่เกียจคร้าน เขาจ้องมองดาวสีฟ้าดวงหนึ่งไกลๆ กล่าวด้วยความประหลาดใจ ‘‘สวยจังเลย!”

ดาวสีฟ้าดวงนั้นเหมือนหินหยกสีฟ้าหนึ่งเม็ดที่ถูกฝังอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี แวววับจับตาอย่างถึงที่สุด ดึงดูดให้คนเดินไปข้างหน้าไม่หยุด

แต่ว่า ดาวดวงนี้ดึงดูความสนใจของปีศาจน้อย แต่กลับไม่ได้ทำให้เรือต้าเซียนเปลี่ยนทิศทางเรือ ชั่วพริบตาเรือต้าเซียนก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างจากวงโคจรของดาวดวงนั้นไป ปีศาจน้อยร้อนใจขึ้นมา

“ท่านแม่! ท่านแม่!”

ปีศาจน้อยร้องตะโกน

อย่าเห็นว่าเขาเป็นเด็ก เขากลับรู้ว่าคนควบคุมเรือต้าเซียนคือ ท่านแม่ผู้อหังการของเขา

เสียงดังเข้าไปในห้องใต้ท้องเรือ ความรีบร้อนชนิดนั้นทำให้มู่ชิงเกอที่อิงแอบอยู่ในอ้อมอกซือมั่วลุกขึ้นมา ขมวดคิ้วเบาๆ

“นาจาเป็นอะไรไป ข้าจะไปดูหน่อย” มู่ชิงเกอเดินไปข้างหน้า อย่างไม่รีบไม่ร้อน

นางรู้ดีว่า บนเรือต้าเซียน ไม่อาจมีเหตุเหนือความคาดหมาย อะไรเกิดขึ้นได้ไม่ต้องกังวลถึงความปลอดภัยของเด็กน้อย

ซือมั่วหน้าดำครํ่าเครียด ทุกครั้งที่พวกเขาสองสามีภรรยารักใคร่ชิดเชื้อก็มักจะมีเด็กหนึ่งคนชอบก่อกวนอยู่เสมอ นี่คือลูกแท้ๆ ของเขาจริงๆ หรือ

ไม่ได้มาแย่งภรรยากับเขาจริงๆ ใช่หรือไม่

“เขาจะเป็นอะไรไปได้” ซือมั่วขัดมู่ชิงเกอ ในนํ้าเสียงมีความน้อยใจ

มู่ชิงเกอยกมุมปากกล่าวปลอบ “เจ้ายังรู้จักนิสัยของลูกไม่ดีพอ หากไม่มีเรื่องก็จะไม่ร้องตะโกนเสียงดัง ข้าไปดูประเดี๋ยวเดียวก็กลับมา”

มีเรื่อง! จะมีเรื่องอะไรได้!

ซือมั่วกล่าวในใจ เด็กคนนี้เห็นว่าพวกเขาสองสามีภรรยาอยู่ในห้องใต้ท้องเรือนานเกินไปแล้วจึงตั้งใจจะทำลายบรรยากาศ

“ข้าไปด้วย” ซือมั่วไม่ได้ห้ามไม่ให้มู่ชิงเกอไป แต่กลับจับมือของนางไว้อย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ จูงนางเดินออกจากท้องใต้ท้องเรือไปยังดาดฟ้าเรือพร้อมกัน

ท่าทางเด็กน้อยของเขา มู่ชิงเกอเพียงแค่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เหตุใดเวลาที่สองพ่อลูกคู่นี้อยู่ต่อหน้านาง ถึงแสดงท่าทีเอาอกเอาใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว สองคนนี้เทียบกันได้ด้วยหรือ

“ท่านแม่! ท่านแม่ที่รักของข้ารีบมาเร็ว!”

ตอนที่ทั้งสองเดินออกไป เสียงของซือนาจาก็ดังเข้ามาอีกครั้ง

คำพูดของเด็กน้อยทำให้มู่ชิงเกอยิ้ม

นางก้าวยาวออกไปจากห้องใต้ท้องเรือ เหยียบลงบนดาดฟ้าเรือ เมื่อมองเห็นเงาร่างของเด็กน้อยก็กล่าวถาม “เป็นอะไรไป กระต่ายตื่นตูม”

“ท่านแม่ ท่านมาแล้ว!” เมื่อเห็นมู่ชิงเกอ บนใบหน้าที่งดงามดั่งหยกเจียระไนใบนั้นของซือนาจา ก็ยิ้มแย้มราวกับบุปผาผลิบาน กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้ามา

“ท่านแม่ พวกเราไปตรงนั้นดีหรือไม่”

เด็กน้อยคนนี้ไม่เห็นตัวตนของซือมั่วอย่างสิ้นเชิง แต่กลับตั้งใจดึงมือทั้งคู่ที่จับกันของคนทั้งสองออก ยึดครองตำแหน่งของเขา ลากมู่ชิงเกอไปที่กาบเรือ

“ไปไหน” มู่ชิงเกอถามอย่างไม่เข้าใจ

แต่กลับไม่รู้ว่า ซือมั่วยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าดำเป็นถ่านแล้ว

‘ไปตายซะ! ต้องหาวิธีให้ได้แล้ว!’ ในดวงตาซือมั่วมีความเย็นเยียบแวบผ่าน นิ้วมือกำแน่นแล้วคลายออก

เขากล้ารับประกันหากเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา เขาจะต้องตีจนจมดินแน่นอน

“ตรงนั้น ดาวสีฟ้าดวงนั้น”ซือนาจาเขย่งเท้า ยกมือตุ้ยนุ้ยขึ้น ชี้ดาวที่ตอนนี้ได้กลายเป็นแสงริบหรี่ยากจะมองเห็นแล้ว

มู่ชิงเกอหรี่ตา มองทิศทางที่เขาชี้

ตอนนี้เรือต้าเซียนแล่นมาไกลแล้ว มองไม่เห็นว่าซือนาจาชี้อะไรอย่างสิ้นเชิง

แต่ว่านี่ยังคงเป็นสถานที่ที่เด็กน้อยร้องขอจะไปเป็นครั้งแรก หลังจากที่พวกเขาสามคนครอบครัวออกมาจากโลกใบหลัก นางจึงปฏิเสธไม่ลง

มู่ชิงเกอควบคุมเรือต้าเชียน มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ซือนาจาชี้

ท่าทีใจจดใจจ่อของแม่ลูกสองคน ดึงดูดความสนใจของซือมั่ว เขาก้าวเข้าไปข้างหลังมู่ชิงเกอและซือนาจาช้าๆ มองดาวที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าพวกเขาไม่หยุดนั้นพร้อมกับพวกเขา

เรือต้าเซียนได้รับคำสั่งของมู่ชิงเกอแล้ว แล่นไปใกล้ดาวสีฟ้าดวงนั้นเรื่อยๆ รูปร่างของดาวค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในสายตาคนทั้งสาม

“โห! สวยยิ่งนัก ตรงนั้นจะต้องสนุกมากเป็นแน่ ท่านแม่ พวกเราไปเที่ยวสักหน่อยดีหรือไม่” ในดวงตาที่มีสีอำพัน เปล่งประกายดุจดาราเหมือนบิดาเขาคู่นั้นของซือนาจาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและปรารถนา

ทว่า ตอนที่มู่ชิงเกอเห็นดาวดวงนั้นชัดแล้ว ดวงตาทั้งคู่กลับตกใจจนหดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ร่างกายก็สั่นอย่างแรง

ท่าทางผิดปกติของนางชัดเจนเช่นนี้ซือมั่วก็สังเกตเห็นได้ในทันที มีเพียงซือนาจาที่จมอยู่ในความตื่นเต้นของตนไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของมารดาตนอย่างสิ้นเชิง

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรไป” สายตาเป็นห่วงของซือมั่วตกลงบนร่างมู่ชิงเกอ มือใหญ่ๆ ก็วางลงบนไหล่นางเช่นกัน

แต่ว่า มู่ชิงเกอกลับไม่ตอบสนอง เพียงแค่จ้องมองดาวสีฟ้าที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดวงนั้น สมองของนางตกอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า

ดาวดวงนั้น…

ไม่ ควรจะพูดว่าโลกใบนั้น นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี

กระทั่งเค้าโครงทั้งหมดก็จดจำอยู่ในสมองของนางอย่างชัดเจน ลบไม่ออก

ดาวโลก!

ดาวบ้านเกิดของนาง บ้านเกิดที่ต่อให้นางจะเรียกลมเรียกฝนที่ต่างภพได้แต่ก็ไม่มีทางลืม แผ่นดิน มาตุภูมิที่นางเคยหลั่งเลือด หลั่งเหงื่อ สละทุกสิ่งทุกอย่างให้

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์?”

เสียงร้องตะโกนเสียงหนึ่ง ระเบิดอยู่ข้างหูมู่ชิงเกอ

ซือมั่วเห็นมู่ชิงเกอไม่ตอบสนองอยู่นานจึงจำใจต้องเรียกสตินาง เขาตะโกนครานี้ ไม่เพียงแต่ดึงมู่ชิงเกอกลับมาจากความทรงจำและอาการตกตะลึง แต่ยังทำให้ซือนาจาที่ไม่รู้เรื่องหันหน้ามา สังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของมู่ชิงเกอ

“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไป” เด็กน้อยจับกระโปรงของมู่ชิงเกอไว้ ดึงอย่างระมัดระวัง

ตอนนี้ แววตาที่เป็นกังวลของสองพ่อลูกเหมือนกันอย่างยิ่ง

สายตามู่ชิงเกอตกลงบนร่างพ่อลูกทั้งสอง ท่ามกลางการจ้องมองที่ตึงเครียดของพวกเขา นางก็เผยรอยยิ้มออกมา “ไม่มีอะไร จู่ๆ ก็นึกถึง เรื่องบางเรื่องก็เท่านั้นเอง”

นางไม่ได้คิดจะพูดเรื่องทั้งหมดออกไปในตอนนี้ เพียงแค่ก้มตัวอุ้มซือนาจาขึ้นมา ชี้โลกแล้วกล่าวถาม “เจ้าอยากไปที่นั่นหรือ”

ซือนาจาพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา

แต่ว่าเขากลับไม่ได้มองโลกอีกแม้แต่ปราดเดียวจ้องมองเพียงใบหน้ามู่ชิงเกอ ไม่นานนักเขาก็กล่าว “หากที่ตรงนั้นทำให้ท่านแม่ไม่สบายใจ นาจาไม่ไปก็ได้”

มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้า

ที่ตรงนั้นจะทำให้นางไม่สบายใจได้อย่างไร

“พวกเราไปดูสักหน่อยเถอะ” มู่ชิงเกอกล่าวกับซือนาจา

นํ้าเสียงของนาง ฟังแล้วเป็นปกติ ไม่มีความผิดปกติแม้แต่นิดเดียว แต่ว่า ซือมั่วกลับฟังความสั่นเครือเล็กๆ ที่ซ่อนไว้สุดแรงในนั้นออก

เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขากำลังกลัวหรือ

นางกลัวอะไร ดาวดวงนั้นหรือ

คิ้วคู่งามของซือมั่วขมวดเล็กน้อย เขากำลังครุ่นคิดว่าควรจะทำลายดาวดวงนั้นทิ้ง เลี่ยงไม่ให้เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาทุกข์ใจอีกดีหรือไม่

มู่ชิงเกอวางซือนาจาลง

อย่างไรเสียซือนาจาก็เป็นเด็ก เมื่อได้ยินมารดาอนุญาต บนใบหน้าเล็กๆ ก็เต็มไปด้วยความดีใจ “จริงหรือ”

มู่ชิงเกอพยักหน้า

ตอนนี้ เส้นทางเดินเรือที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ของเรือต้าเซียน ยืนยันว่าสิ่งที่นางเห็นเป็นเรื่องจริง

ด้วยความเร็วของเรือต้าเซียน เกรงว่าไม่ถึงครึ่งวัน พวกเขาก็สามารถเข้าไปใต้ชั้นบรรยากาศของโลกได้แล้ว

มู่ชิงเกอกลับหลังหันมองซือมั่ว กล่าวกับเขา “อามั่ว เจ้าตามข้ามา ข้ามีอะไรจะพูดกับเจ้า”

ซือมั่วตาลุกวาว พยักหน้าเบาๆ เดินกลับไปที่ห้องใต้ท้องเรือพร้อมกันกับนาง ทิ้งซือนาจาที่ตื่นเต้นไว้บนดาดฟ้าเรือคนเดียว

เรือต้าเซียนค่อยๆ เข้าใกล้โลก ซือนาจาไม่ได้สนใจการจากไปของพ่อแม่

อย่างไรเสีย ชีวิตบนเรือต้าเซียน ส่วนใหญ่เขาก็อยู่กับแต่ตัวเอง ใครให้มู่ชิงเกอกับซือมั่วเลือกเลี้ยงลูกแบบปล่อยเล่า

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์เจ้ามีอะไรไม่สบายใจหรือ” เมื่อเข้าไปในห้องใต้ท้องเรือ ซือมั่วก็ถามขึ้นทันที

เขาคิดแค่ว่าท่าทางผิดปกติก่อนหน้านี้มู่ชิงเกอไม่สบายใจที่จะอธิบายต่อหน้าลูก แต่กลับไม่คิดว่า คำพูดต่อไปของมู่ชิงเกอ กลับทำให้เขาตะลึงงัน

มู่ชิงเกอหมุนตัวกลับมา หันหน้าเข้าหาเขา ในดวงตามีความจริงจังที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ท่าทางเช่นนี้ทำให้แววตาของซือมั่วขรึมตามหลายส่วน

“อามั่ว มีเรื่องบางเรื่อง ที่เดิมข้าคิดจะปิดบังตลอดชีวิต ไม่บอกใครทั้งสิ้น แต่ว่า วันนี้ข้าอยากบอก” มู่ชิงเกอกล่าว

ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วหรี่ลงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยปากทันที รอคำพูดต่อไปของนาง

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงจ้องดวงตาทั้งคู่ของเขา กล่าวทีละคำๆ “ข้าไม่ใช่มู่ชิงเกอตัวจริง”

ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วหดลงอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าเขาจะเตรียมใจมานานแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามู่ชิงเกอจะพูดประโยคนี้ออกมา

“บางที ข้าควรจะพูดว่า มู่ชิงเกอตัวจริงตายไปตั้งแต่ตอนที่อยู่ในที่ราบลั่วรื่อแล้ว นางกับข้าพบกันครั้งแรก ก็คือตอนที่วิญญาณของข้าเพิ่งจะเข้าไปในหลินชวน หลอมรวมเข้ากับร่างของมู่ชิงเกอ”

ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วเบิกกว้างตามการอธิบายของมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอกล่าวต่อ “ชื่อจริงของข้า คือมู่เกอ ดาวดวงนั้นที่เจ้าเห็นเมื่อครู่ ก็คือที่ที่ข้าจากมา ที่นั้น คือโลกที่ต่างจากหลินชวนอย่างสิ้นเชิง โลกใบนั้น มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าระดับสูง รวมถึงอารยธรรมที่ทันสมัยบนดาวโลกใบนั้น ข้าเป็นทหารระดับประเทศ เขี้ยวมังกรก็คือรหัสประจำตัวของข้าในประเทศนั้น ส่วนข้า พลีชีพในหน้าที่ครั้งหนึ่ง วิญญาณกลับไม่แตกซ่าน เข้าไปในหลินชวน และเข้าไปในร่างมู่ชิงเกอที่เพิ่งตาย”

‘‘ยืมศพคืนวิญญาณ?” ซือมั่วพูดคำสี่คำนี้ออกมาช้าๆ

มู่ชิงเกอยกมุมปากพยักหน้ากล่าว “จะพูดแบบนี้ก็ได้”

นางก้มหน้า สงบนิ่งลง

นี่คือเรื่องที่นางปิดบังซือมั่วเพียงเรื่องเดียว ถ้าหากไม่ใช่ว่าเรือต้าเซียนบังเอิญแล่นผ่านโลกแล้วทำให้ซือนาจาสังเกตเห็น เกรงว่านางคงจะปิดบังเรื่องนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจไปตลอดชีวิต

ทันใดนั้น มู่ชิงเกอก็รู้สึกว่าแขนทั้งคู่ของตนกระชับแน่น ไม่ทันได้คิดอะไรมากมาย นางก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดที่ทำให้นางอบอุ่นสบายใจ

นางรู้สึกได้ว่าคางของซือมั่ววางลงบนศีรษะนางเบาๆ

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์ข้าไม่เคยมีความสุขเช่นนั้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพลังอะไรที่พาเจ้ามาอยู่ข้างกายข้า ข้าก็รู้สึกซาบซึ้งทั้งสิ้น เจ้าคือมู่ชิงเกอหรือไม่ สำหรับข้าแล้วไม่ได้สำคัญเลย ที่ข้าต้องการมีเพียงแค่เจ้าเท่านั้น”

คำพูดของซือมั่ว ปลอบขวัญความกังวลในเบื้องลึกในจิตใจของมู่ชิงเกอ

แม้ว่า นางจะมั่นใจอย่างยิ่งว่า ความเป็นมาของนาง ไม่อาจทำให้ซือมั่วแสลงใจ แต่อย่างไรเสียนางก็ไม่ใช่คนที่บริสุทธิ์ เป็นคนที่ตายมาแล้วจริงๆ หนึ่งครั้ง ยืมร่างคืนวิญญาณ คิดๆ ดูแล้วก็ยังน่าขยะแขยงเล็กน้อย

“ฉะนั้นพวกเราจะไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดที่แท้จริงของเจ้ากันใช่หรือไม่” ซือมั่วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว

เขาดึงมู่ชิงเกอออกเบาๆ ในดวงตาลึอำพันมีรอยยิ้มปรากฎ

ภายใต้ความสะเทือนใจของเขา มู่ชิงเกอเผยรอยยิ้มที่ผ่อนคลายออกมา นางพยักหน้า เลิกคิ้วกล่าว “ตอนที่ข้าจากมา โลกใบนั้นอยู่ในปี 2016 ข้าจากหลินชวนเข้าไปยังโลกใบหลัก ตอนนี้ก็เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่า โลกที่ข้าเคยรู้จักจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร”

ขณะที่พูด ดวงตานางก็มีความปรารถนาปรากฎขึ้น

“ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร ข้าก็จะอยู่ข้างกายเจ้า” ซือมั่วฉวยโอกาสสารภาพรัก ทำให้องศาที่มุมปากมู่ชิงเกอเลิกขึ้นหลายส่วน

ผ่านไปครึ่งวัน เรือต้าเซียนก็เข้าสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว

เพราะว่าบนเรือต้าเซียนมีอาคมพรางตัว ดังนั้นมู่ชิงเกอจึงไม่ห่วงว่าจะถูกดาวเทียมแต่ละประเทศที่อยู่เต็มนอกโลกพบเห็น

ข้ามผ่านชั้นบรรยากาศได้โดยที่ไม่ถูกขัดขวางเลยแม้แต่น้อย ภูเขาแม่น้ำที่คุ้นเคย ปรากฎอยู่ตรงหน้ามู่ชิงเกออีกครั้ง

เป็นถึงทหาร ภูมิประเทศที่มองดูจากข้างบนเช่นนี้ มู่ชิงเกอคุ้นเคยอย่างถึงที่สุด ภูเขา สภาพพื้นดินตรงหน้าทับซ้อนกับภาพในความทรงจำของนาง ทำให้นางขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้

‘ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว ไม่นึกว่าสภาพพื้นดินจะไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว’ นางสงสัยเล็กน้อย แต่ก็อธิบายกับตัวเองทันที ‘บางที ช่วงเวลาร้อยปี อาจจะไม่เพียงพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่’

“โห! ท่านแม่ ดาวดวงนี้แปลกยิ่งนัก กล่องเล็กสูงๆ นั้นคืออะไร แล้วกล่องเหล็กที่เหมือนมีมดไต่เหล่านั้นคืออะไร” ซือนาจากล่าวด้วยความตื่นเต้น

ฟิ้ววววว!

เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินโฉบผ่านพื้นที่ใกล้เคียงเรือต้าเซียน

“นกเหล็กยักษ์!” ซือนาจาชี้เครื่องบินที่บินไปไกลแล้วตะโกนดัง

ในดวงตาซือมั่วเกิดความประหลาดใจ เขามองไปรอบด้านด้วยความสงสัย กล่าวในใจ ที่นี่คือโลกที่ชิงเกอเคยใช้ชีวิตมาก่อนหรือ พิเศษจริง!

“นั่นคือเครื่องบิน” มู่ชิงเกอกล่าวแก้ไข

ทันใดนั้น ก็มีเครื่องบินอีกหนึ่งลำบินผ่านหน้าพวกเขาไป ครั้งนี้ มู่ชิงเกอกดับมองเห็นโฆษณาบนตัวเครื่องบินแล้ว

“ปี 2017 !” ดวงตาทั้งคู่ของนางหดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวเสียงหลง “เหตุใดถึงผ่านไปเพียงหนึ่งปี”

พลิกปฐพี 964

ตอนที่ 964

ตอนพิเศษ 5

ชีวิตคนดั่งคะนึงแรก

“เจ้าก็ชอบดื่มสุราเหมือนกันหรือ”

“ทิวทัศน์งาม คนงาม ย่อมต้องมีสุราดี”

ในแดนอู๋หวา ใต้ทิวทัศน์งามที่หาได้ยากแห่งนี้ แสงอาทิตย์อัสดงตกลงบนร่างชูเนี่ยน นางเผยรอยยิ้มที่งดงามออกมา ไหสุราในมือชนกับมู่ชิงเกอเบาๆ

“ชน!” อยู่เบื้องหน้าสุรา ความตรงไปตรงมาของนางต่างจากความสุขุมในวันปกติ

“ชน” สตรีเช่นนี้ มู่ชิงเกอเองก็ชื่นชมอย่างถึงที่สุด

ทั้งสองอาบแสงอาทิตย์ยามเย็นร่วมกัน ดื่มสุราด้วยกัน พูดคุยสัพเพเหระ มีความสุขยิ่งนัก

แต่ว่า…

บนดาดฟ้าเรือต้าเซียน ท่ามกลางมหาสมุทรดวงดาวทั่วท้องฟ้า มู่ชิงเกอเก็บความทรงจำกลับมา ถอนหายใจเงียบๆ

เจียงหลี ชูเนี่ยน

เพราะว่าพวกนาง แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เดิมนางควรจะแบกรับ

“คิดอะไรอยู่” ซือมั่วเดินมาข้างหลังมู่ชิงเกอ แขนยาวโอบผ่านเอวของนาง มือใหญ่กอดนางเข้ามาในอ้อมอก

“ชูเนี่ยน” มู่ชิงเกอไม่ปิดบัง

สายตาซือมั่วกะพริบวาบ ไม่เอ่ยปาก

ชูเนี่ยน เฟิ่งหวงที่ร่วมเป็นร่วมตายกับมู่ชิงเกอ ยินยอมชดใช้ผลข้างเคียงที่มากับการใช้คาถาหวนคืนเพื่อนาง หญิงสาวที่ถูกลบร่องรอยทุกอย่างออกไปผู้นั้น

“ชูเนี่ยนเคยบอกว่า ไม่ช้าไม่เร็วนางก็จะกลับมาอยู่ข้างกายข้า จะต้องหาปราณที่ทิ้งไว้บนร่างข้า หาข้าให้เจอ นางบอกว่า นางเป็นนกอมตะ ไม่อาจตายไปจริงๆ ได้ จะต้องกลับชาติมาเกิด นางจะกลับมาจริงหรือไม่” มู่ชิงเกอละสายตามองดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วแล้วกล่าวถาม

ซือมั่วจ้องมองนาง ยิ้มบางๆ กล่าวอย่างตั้งใจจริง “เป็นเรื่องจริง”

คำถามนี้ร้อยปีมานี้ไม่รู้ว่าเสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาถามมากี่รอบแล้ว แต่ทุกครั้ง เขาก็จะตอบอย่างตั้งใจและคำตอบล้วนเหมือนเดิม

เขารู้ดีว่ามู่ชิงเกอกำลังกลัว

กลัวว่าชูเนี่ยนจะปลอบใจนาง เพื่อให้นางวางใจจึงโกหก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว…

ซือมั่วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย อันที่จริงตามการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วของตบะบำเพ็ญพวกเขาในช่วงหลายปีมานี้ทำให้เข้าใจมากขึ้น คำตอบเรื่องชูเนี่ยนก็ชัดเจนยิ่งขึ้นเช่นกัน

ในใจเขารู้ดี ในใจมู่ชิงเกอก็รู้ดีเช่นกัน

เพียงแต่ว่า นางยังคงกอดเก็บความหวังอันน้อยนิดนั้นไว้อยู่

“ข้าเชื่อนาง นางจะต้องกลับมา” มู่ชิงเกอกล่าวด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง

ซือมั่วพยักหน้า มองท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาวที่ไร้ขอบเขตจำกัด “บางที ตอนนี้นางอาจจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในจักรวาลขนาดใหญ่ที่พวกเราไม่รู้จักสักแห่งหนึ่ง หลังจากที่นางนิพพานฟื้นคืนความทรงจำทั้งหมดแล้ว นางก็จะกลับมาหาเจ้าได้”

“ต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน” มู่ชิงเกอพยักหน้าอย่างหนักแน่น

นอกมหาสมุทรดวงดาวที่ห่างจากเรือต้าเซียนไกลแสนไกล มีจักรวาลขนาดใหญ่ นามว่า เฟิ่งลิ่น

นี่คือจักรวาลขนาดใหญ่ที่มีอสูรอยู่เป็นหลัก อสูรนับหมื่นอยู่ทั่วทุกสารทิศ มีรูปร่างลักษณะต่างๆ นานา งดงามน่าอัศจรรย์ในจักรวาลขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของเฟิ่งลิ่น ตระกูลเฟิ่งหวงที่ตกอับ ในที่สุดก็ได้ต้อนรับชีวิตใหม่ชีวิตแรกในช่วงเวลาหนึ่งพันปีมานี้ของพวกเขา

“โอ๊ยยย! เจ็บจะตายแล้ว!”

“ฮูหยิน ท่านทนอีกหน่อย ใกล้จะออกแล้ว”

“ฮูหยินท่านต้องอดทนนะ! ความหวังตระกูลของพวกเรา ฝากฝังไว้ที่ท้องท่านแล้ว!”

“ฮูหยินออกแรง! ออกแรงหน่อย!”

ข้างในข้างนอกรัง ตื่นตระหนกไม่หยุด

นอกรัง มีบุรุษของตระกูลนี้ยืนอยู่ พวกเขาต่างก็มีหน้าตาหล่อเหลา นัยน์ตาหงส์แคบยาวต่างก็เป็นสีแดงเหมือนกันทั้งหมด

แต่สีแดงชนิดนั้นกลับไม่บริสุทธิ์ มีสีเทาเจือปนเล็กน้อย ทำลายความงามที่บริสุทธิ์ชนิดนั้น

พวกเขาเป็นเผ่าเฟิ่งเพลิง แต่เพราะว่าสายเลือดไม่บริสุทธิ์จึงตกอับลงอย่างช้าๆ

“ท่านพ่อ หากครั้งนี้พี่สะใภ้สามารถคลอดบุตรที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ออกมาได้ ตระกูลพวกเราก็จะมีความหวังอีกครั้ง” ชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างผู้นำตระกูลกล่าวเสียงต่า

ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้นที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาและกำลังรอผลจากในห้องด้วยความร้อนใจ หลังจากได้ยินประโยคนี้แล้วก็ละสายตามองไปข้างหลังปราดหนึ่ง จากนั้นก็เก็บสายตากลับไปด้วยแววตากังวล

ผู้นำตระกูลถอนหายใจหนึ่งครา เหลือบตาขึ้นมองในห้องปราดหนึ่งแล้วกล่าวเสียงต่ำ “หวังว่าสวรรค์จะคุ้มครอง สายเลือดเฟิ่งหวง เดิมก็สืบทอดทายาทไม่ง่ายเหมือนเผ่าอื่นอยู่แล้ว คราวนี้ ตระกูลพวกเราจะได้มีเฟิ่งหวงคนใหม่เสียที หวังว่าสวรรค์จะเมตตาสักหน่อย ให้สายเลือดของเด็ก คนนี้บริสุทธิ์ขึ้นบ้าง”

“ใช่แล้ว! ขอเถอะ!”

“หวังว่าสวรรค์จะเมตตา”

“ตระกูลพวกเรา รอมากว่าพันปีแล้ว ครั้งนี้อย่าทำให้ผิดหวังอีกเลย”

ความคาดหวังของคนในตระกูล เสียงร้องโอดครวญที่เจ็บปวดของภรรยาทำให้ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูเกิดความกังวลขึ้นมาในใจ

เขาเป็นถึงลูกชายคนโต แบกรับหน้าที่สร้างความรุ่งเรืองให้วงศ์ตระกูล เขารู้ดีว่า ตระกูลในตอนนี้ ต้องการการปรากฎตัวของเด็กผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์หนึ่งคนเพื่อมาแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมดมากมายเพียงใด

แต่ว่า เขาเองก็เป็นสามี เป็นพ่อ เขาเห็นความคาดหวังของคนในตระกูล ได้ยินคำวิงวอนของพวกเขา แต่ว่า เขากลับยิ่งเป็นห่วงว่าภรรยาของเขาจะปลอดภัยหรือไม่

เครื่องหน้าทั้งห้าที่หล่อเหลาของเขาขึงตึงเป็นเส้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล ลมหายใจก็เผลอกลั้นไว้อย่างไม่รู้ตัว

“โอ๊ยยย!”

เสียงที่น่าเวทนาเสียงหนึ่ง ทำให้ทุกคนที่รออยู่นอกประตูด้วยความร้อนรนใจนั้น ชายที่ยืนอยู่นอกประตูผู้นั้นขาอ่อนยวบ แทบจะทรุดลงไป

“พี่ใหญ่!” โชคดี ชายผู้นั้นที่พูดกับผู้นำตระกูลก่อนหน้านี้ตาไว มือไวพยุงศอกของเขาไว้ทันจึงไม่ทำให้เขาขายหน้า

“ไม่ต้องกังวล” ชายผู้นั้นปลอบข้างหูเขาหนึ่งประโยค

เขาพูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นประตูห้องที่ปิดสนิทเปิดออก

สตรีที่อ่อนหวานชดช้อยนางหนึ่งวิ่งออกมาด้วยความดีใจ กล่าวอย่างตื่นเต้น “คลอดแล้ว! คลอดแล้ว! ฮูหยินคลอดแล้ว!”

คลอดแล้ว

ข่าวๆ นี้ ทำให้คนด้านนอกต่างถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย

นี่คือชีวิตใหม่ชีวิตแรกของตระกูลในช่วงเวลาพันปีมานี้

แน่นอน สายเลือดบริสุทธิ์หรือไม่ ยังต้องรอหลังจากฟักไข่ เด็กมีอายุเจ็ดปีแล้วจึงจะสามารถตรวจสอบได้

“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายเถิด” ผู้นำตระกูลแอบถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย หมุนตัวโบกแขนเสื้อกล่าวกับคนในตระกูลที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง

“ยินดีกับผู้นำตระกูล ยินดีกับคุณชายใหญ่!”

“ยินดีกับผู้นำตระกูล ยินดีกับคุณชายใหญ่!”

กลุ่มคนในตระกูลต่างแสดงความยินดีอย่างอาลัย จากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้าย

“ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง” หลังจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปหมดแล้ว ชายผู้นั้นจึงกล่าวถามสาวใช้ผู้นั้น

สาวใช้กล่าว “ฮูหยินสบายดีอย่างยิ่ง เพียงแค่อ่อนเพลียหลังคลอดเล็กน้อย”

ได้ยินประโยคนี้จิตใจที่เป็นกังวลมาโดยตลอดของชายผู้นั้นในที่สุดก็วางลง

ตอนนี้ ผู้นำตระกูลเดินเข้ามากล่าวกับเขา “เอาล่ะ ในเมื่อลูกสะใภ้ไม่เป็นอะไร พวกเราก็แยกย้ายกันไปเถอะ ตามกฎแล้ว นางต้องฟักไข่เฟิ่งหวงตัวน้อยของตระกูลเราจึงจะสามารถออกมาได้ถึงตอนนั้นแล้วพวกเราก็จะได้ยลโฉมว่าเฟิ่งทวงน้อยที่รอมากว่าพันปีผู้นี้”

“ขอรับ ท่านพ่อ!”

“ขอรับ ท่านพ่อ!”

ชายที่หน้าตาหล่อเหลาเหมือนกันสองคนกล่าวด้วยความเคารพ

ตอนที่กำลังจะออกมา ชายผู้ที่โตกว่าเล็กน้อยผู้นั้นก็กำชับสาวใช้ให้ดูแลเป็นอย่างดี จากนั้นจึงจากมาอย่างอาลัยอาวรณ์

ในถ้ำรัง สตรีที่ล้างเนื้อล้างตัวสะอาดแล้ว ในอ้อมอกกำลังอุ้มไข่ที่เกลี้ยงเกลาเป็นมันวาวหนึ่งใบเอาไว้

“เด็กน้อย เจ้ายังต้องรออีก 49 วันจึงจะฟักตัวออกมาได้ แม่รอเจอหน้าเจ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ” ในดวงตาหญิงผู้นั้นมีความรักของผู้เป็นแม่ จ้องมองไข่ในอ้อมอก

คราบเลือดบนไข่ถูกเช็ดจนสะอาดแล้ว ตอนนี้มีความมันวาวจางๆ เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด

“ฮูหยิน ทานนํ้าแกงบำรุงเลือดลมหน่อยเจ้าค่ะ” สาวใช้เดินเข้ามา ในมือถือนํ้าแกงร้อนๆ หนึ่งถ้วย ส่งมาข้างกายหญิงผู้นั้น

หญิงผู้นั้นยื่นมือรับเข้ามา แต่กลับไม่ทันได้สังเกต ชั่วพริบตานี้ บนไข่เฟิ่งหวงที่ฟักตัวอยู่ในอ้อมอกนาง มีลายเฟิ่งหวงสีทองหนึ่งสายแวบผ่านท้ายที่สุดก็หายไปที่ด้านล่างของเปลือกไข่

เจ็ดปีให้หลัง

“คุณหนู คุณหนู ท่านอยู่ไหน” ในป่า สาวใช้น่ารักผู้หนึ่ง วิ่งมาอย่างรีบร้อน ค้นหาทั่วทุกสารทิศ

หลังจากที่นางวิ่งไปข้างหน้าแล้ว ศีรษะเล็กๆ ศีรษะหนึ่งก็ชะโงกออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ มองแผ่นหลังของสาวใช้นางแลบลิ้นอย่างทะเล้น ลงมาจากต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วว่องไว สง่างามราวกับเฟิ่งหลากสี

“คุณหนู ท่านอยู่ที่นี่เอง!” ได้ยินการเคลื่อนไหวข้างหลัง สาวใช้ก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว หลังจากมองเห็นหนูน้อยที่คุ้นเคยแล้วจึงถอนหายใจอย่างไม่พอใจ

“ข้าอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว เจ้ามองไม่เห็นเอง” เด็กผู้หญิงเอามือไพล่หลัง เชิดคางแหลมๆ ขึ้นเล็กน้อย ท่าทางทะนงตนอย่างยิ่ง

“คุณหนูของข้ารีบตามข้ากลับไปเถิด ในจวนต่างก็รอท่านอยู่” สาวใช้กล่าวอย่างอ้อนวอน

เด็กผู้หญิงแสยะปากกล่าว “ก็แค่ตรวจสายเลือดมิใช่หรือ มีอะไรให้ตื่นตูมกัน”

สาวใช้ส่ายหน้าอย่างจนใจ “นั่นก็เพราะว่าคุณหนูไม่รู้ว่าพวกใต้เท้าผู้นำตระกูลรอมาเนิ่นนาน กว่าจะพบท่าน ตอนนี้ท่านเป็นความหวังของตระกูลแล้ว”

“ไปเถอะๆ” เด็กผู้หญิงโบกมืออย่างหงุดหงิด พลางเดินไปข้างหน้า พลางกล่าวพึมพำ “น่าเบื่อจริงๆ หลายปีมานี้ วันๆ เอาแต่พูดพรํ่า ข้างหูข้า รอตรวจสายเลือดออกมาก่อน สายเลือดของข้าจะต้องดีที่สุด!”

เดินเอ้อระเหยมาถึงสถานที่ตรวจเลือดของตระกูล เด็กผู้หญิงก็เพิ่งจะพบว่า ที่แท้แล้วคนทั้งตระกูลต่างก็รอนางอยู่จริงๆ!

ไม่เพียงแต่ท่านปู่ของนางที่อยู่ ท่านพ่อท่านแม่ ท่านอา แม้แต่ท่านป้าในห้องครัวที่จำชื่อได้จำชื่อไม่ได้เหล่านั้นต่างก็ถือมีดหั่นผักมายืนอยู่ตรงมุมของฝูงชน รอคอยอย่างตื่นเต้น

ขาที่ก้าวออกไปของเด็กผู้หญิง เก็บกลับมาอย่างอดไม่ได้กลืนนํ้าลาย ตอนนี้นางสงสัยเล็กน้อย ถ้าหากสายเลือดของตนไม่บริสุทธิ์ทำให้ตระกูลผิดหวัง ท่านป้าผู้นี้จะใช้มีดหั่นผักในมือนาง หั่นนางแล้วตุ๋นแกงบำรุงร่างกายให้ท่านปู่ของนางหรือไม่

“เด็กน้อย มานี่”

ในตอนที่นางคิดจะหนี เสียงของปู่นางกลับขัดนางไว้

นางเดินไปข้างหินตรวจเลือดอย่างไม่เต็มใจ นางกวาดสายตามองคนรอบข้างด้วยความกังวลเล็กน้อย

ถูกคนทั้งหมดจับจ้องอยู่ในใจนางก็เกิดความกลัวขึ้นมาน้อยๆ

“เข้าไป” ผู้นำตระกูลชี้บ่อรูปคนบนก้อนหินสีแดงเพลิงนั้นกล่าวกับเด็กผู้หญิง

ในดวงตาของเด็กผู้หญิงมีความหวาดกลัวแวบผ่าน เดินเข้าไปในบ่ออย่างพะว้าพะวง

ชั่วขณะ ลมหายใจของคนทั้งหมดก็ถี่กระชั้นขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง ไม่ยอมพลาดการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว

หินสีแดงที่สงบนิ่งก้อนนั้น ชั่วพริบตาก็ส่องแสงสว่างแยงตา แผ่คลุมตระกูลทั้งตระกูล

“โอ! เก้าสี!”

“ไม่นึกว่าจะเป็นเก้าสี!”

“สวรรค์! นี่คือเฟิ่งทวงเก้าสีหรือ สายเลือดที่สูงศักดิ์เช่นนี้ปรากฎอยู่ในตระกูลพวกเรา นับเป็นวาสนา!”

เสียงที่ตื่นเต้นของคนในตระกูล รวมถึงสีหน้าท่าทางนั้นเด็กหญิง มองไม่เห็นอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้นางคล้ายตกอยู่ในความรู้สึกอีกชนิดหนึ่ง ในสมองมีภาพนับไม่ถ้วนลอยผ่านมา เทตุการณ์ในภาพเหล่านั้นต่างก็แปลกตาสำหรับนาง แต่กลับเหมือนเป็นสิ่งลํ้าค่าที่สุดของนาง

“ผู้นำตระกูล สายเลือดที่สูงศักดิ์เช่นนี้ ผู้นำตระกูลต้องตั้งชื่อดีๆ ให้แล้ว!”

ใช่แล้ว! ถูกต้อง!

ผู้นำตระกูลตื่นเต้นจนยากจะเอ่ยปาก

ทว่า ในตอนนี้เอง ในแสงเก้าสี เด็กผู้หญิงเดินออกมาช้าๆ แสงสว่างปกคลุมอยู่บนร่างนาง ข้างทลังนางคล้ายมีเงาปีกของเฟิ่งหวงปรากฎออกมารางๆ

“ข้าชื่อชูเนี่ยน” นางเอ่ยปาก แต่กลับต่างออกไปจากเมื่อก่อน

พลิกปฐพี 963

ตอนที่ 963

ตอนพิเศษ 4

เมฆบนฟ้า เงาบนดิน

ท่ามกลางความดำมืดของกลุ่มธาตุอากาศ ในความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับหยุดชะงัก

ที่นี่เสมือนกับว่าทุกอย่างไร้ชีวิต ความรู้สึกทำลายล้างชนิดหนึ่ง แผ่ขยายอยู่รอบด้าน

ในส่วนลึกที่ดำมืดไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายมีแสงทองกะพริบอยู่รางๆ

ขณะที่กำลังตามหาแสงสว่าง ก็คล้ายกับตกลงในที่ที่ดำมืดยิ่งกว่า

‘ข้าคือใคร ข้าอยู่ที่ไหน’

ในที่ลึก ภายใต้การโอบล้อมของแสงทองกลุ่มนั้น มีเค้าโครงมนุษย์ผู้หนึ่งรางๆ ผ่านแสงสีทองไป จึงพบว่า ข้างในมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งนอนอยู่อย่างสงบนิ่ง

เสื้อผ้าบนร่างเขา ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้ว สีก็ซีดลงแล้ว เนื้อผ้าที่ทอเป็นรูปเมฆก็ทรุดโทรมอย่างยิ่ง

กระทั่ง แม้แต่ผิวก็มีแนวโน้มว่ากำลังจะแห้งเหี่ยว

ที่แปลกก็คือ ลมหายใจของเขายังคงสงบนิ่งราวกับนอนหลับอยู่

บนใบหน้าเขา รวมถึงผิวที่เผยให้เห็น มีอักขระสีทองต่างๆ เปล่งประกายระยิบระยับ อักขระเหล่านี้ปิดบังใบหน้าที่แท้จริงของเขา แท้จริงแล้วพวกมันกำลังปกป้องเขา หรือกักขังเขาอยู่กันแน่

ที่มาของอักขระสีทองเหล่านี้คล้ายไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง พลังแข็งแกร่งที่กระจายออกมา ขัดขวางรอยแยกในช่องว่างที่จู่โจมทำร้ายรอบด้าน

ที่นี่คือขอบเขตที่เป็นเอกราชและพิเศษปิดล้อมบุรุษไว้ข้างใน และปกป้องไว้ในนั้น

สติที่เลอะเลือนค่อยๆ ฟื้นตัวอยู่ที่ส่วนลึกในสมองของชายหนุ่ม

คล้ายกับว่าเขาหลับไปนานอย่างยิ่ง…หนึ่งเดือน หนึ่งปี? สิบปี? ไม่ ดูเหมือนจะนานกว่านั้น ร้อยปี? หรืรึอว่าหลายร้อยปี หลายพันปี?

หลับไปครั้งนี้ ยาวจนเขาลืมแล้วว่าตัวเองเป็นใคร เหตุใดถึงปรากฎตัวอยู่ที่นี่ได้

ตอนที่จิตสำนึกที่หลับลึกค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา ชายหนุ่มก็ถามตัวเองในใจไม่หยุด

ความทรงจำที่กลบเต็มไปด้วยฝุ่นเหล่านั้น ภายใต้การร้องเรียกไม่หยุดของเขา ในที่สุดก็เริ่มคลายออก ทำให้เขา ‘มองเห็น’ อดีตของตนเอง

นั้นเป็นโลกที่งามยิ่งนัก!

“ข้าเป็นใครกันแน่…”

ท้องฟ้าฟ้าอย่างยิ่ง เงียบสงบอย่างยิ่ง ใสกระจ่ายอย่างยิ่ง และยังสงบสุขอย่างยิ่ง

ฟ้าดิน กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยทัศนียภาพที่โดดเด่นต่างๆ นานา นั้นคือโลกที่หลากหลายใบหนึ่ง ไม่คิดว่าเขาในตอนนี้จะรู้สึกได้แค่เพียงความโดดเดี่ยวที่ไร้ที่สิ้นสุด

“ศิษย์เอ๋ย สิ่งที่อาจารย์พูด เจ้าได้ยินหรืรีอไม่” ไม้เรียวที่ทำจากหยก ตกลงกลางศีรษะของเขาอย่างหนักหน่วง

ไม้เรียวนี้ ดึงเขากลับมาจากความคิดที่ลอยไปไกล มองเห็นภาพเบื้องหน้า

เขานั่งคุกเข่าอยู่บนยอดเขา ข้างหน้าเขาไม่ไกล มีต้นโพธิ์ที่ใหญ่อย่างยิ่งหนึ่งต้น ใต้ต้นไม้ มีชายชราชุดขาวหนึ่งคน ผมขาวแต่ผิวยังมีเลือดฝาด ในมือถือไม้เรียว แม้ว่าท่าทางจะเคร่งขรึม แต่เขากลับมองเห็นความเป็นห่วงและรอยยิ้มในแววตาของชายชรา

“อาจารย์!” คำเรียกที่จำได้ขึ้นใจดังออกมาจากปากอย่างไม่ทันได้คิด

‘อาจารย์…ที่แท้แล้ว ข้าก็มีอาจารย์หนึ่งคน’ ท่ามกลางความว่างเปล่าของกลุ่มธาตุอากาศ ชายผู้ที่ถูกอักขระสีทองห่อหุ้ม หัวใจที่ขาดหายหากลับมาได้หนึ่งชิ้นแล้ว

การฟื้นตัวของความทรงจำ ทำให้หัวใจที่แตกสลายของเขาได้รับการฟื้นคืน โลหิตที่อุ่นร้อน เริ่มส่งจากหัวใจไปยังกระดูกแขนขาทั้งสี่

“เจ้าเด็กคนนี้ ชอบนิ่งเงียบอยู่เสมอไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ากำลังตั้งใจฟัง หรือว่ากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่” ชายชราส่ายหน้าอย่างจนใจ วางไม้เรียวในมือลง

ในดวงตาที่รักใคร่เอ็นดูคู่นั้น สะท้อนภาพเด็กหนุ่มผู้หนึ่งออกมา

เด็กหนุ่มสวมชุดสีม่วง หน้าตางามราวกับหยก ในตาหงส์ที่หางตาเฉียงขึ้นคู่นั้น มีความปราดเปรียว รวมถึงความเฉื่อยชาที่คนอื่นมองไม่เห็นหลายส่วน

อายุยังน้อย เอกลักษณ์ไม่ธรรมดา ราวกับลิขิตไว้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนทั่วไป ในภายหน้าจะต้องกางปีกเป็นมังกร

“อาจารย์ศิษย์ผิดเอง” เด็กหนุ่มน้อมคำนับด้วยความเคารพยอมรับผิด

ท่าทางถ่อมตัวเช่นนี้กลับเห็นได้น้อยยิ่งนัก

ชายชรายิ้มน้อยๆ กล่าวอย่างไม่ถือสา “เจ้ามีสติปัญญาเป็นเลิศ ผู้ชราไม่อยากบังคับเจ้าเหมือนศิษย์คนอื่นๆ เพียงแต่ มีเรื่องเรื่องหนึ่ง ที่อาจารย์กังวลใจมาโดยตลอด คิดไปคิดมา วันนี้จึงมาพูดกับเจ้าเสีย”

“อาจารย์โปรดพูด” เด็กหนุ่มยังคงเคารพ

ชายชราถอนหายใจพยักหน้า “พื้นดวงกำเนิดเจ้าไม่เหมือนใคร อาจารย์คิดคำนวณซํ้าไปซํ้ามาสามรอบ ก็ยังรู้สึกสับสนงุนงง มองเห็นได้แค่เพียงเคราะห์กรรมตอนที่เจ้าอายุ 58,000 ปีรางๆ หากผ่านไปได้ด้วยดี เจ้าก็จะมีฝีมือเพิ่มขึ้น แต่หากทำไม่ได้…เฮ้อ…”

ชายชราส่ายหน้าถอนหายใจ

แต่เด็กหนุ่มกลับยิ้มอย่างไม่สนใจ “ไม่ได้ ก็ย่อมต้องกลับคืนสู่สังสารวัฏเท่านั้นเอง”

บุคลิกสบายๆ ส่วนนี้ของเขาทำให้ชายชรานอกจากจะชื่นชมแล้วก็ยังปวดใจอย่างถึงที่สุด

ศิษย์ผู้นี้ทำให้เขาสบายใจที่สุด แต่ก็ทำให้เขาเป็นกังวลที่สุดเช่นกัน

เพราะว่า ความคิดของเขาซ่อนอยู่ลึกเกินไป เก็บทุกอย่างไว้ในใจ

สิ่งที่แสดงออกมา มักจะเป็นท่าทีที่ไม่สนใจใยดีเสมอ

ได้รับบาดเจ็บ คนอื่นมองเห็นท่าทีของเขาก็คิดเพียงแค่เขาบาดเจ็บไม่หนัก แต่กลับไม่รู้ว่า เขาบาดเจ็บหนักเจียนตาย

“อาจารย์เคราะห์กรรมอะไรหรือ” เด็กหนุ่มกล่าวถามอย่างตั้งใจ

อย่างไรเสีย 58,000 ปี ก็ยังห่างไกลจากเขาอย่างยิ่ง

เคราะห์กรรมหรือ

ชายชราตกตะลึง เนิ่นนานกลับไม่พูด

เคราะห์กรรมนี้ของศิษย์ เขามองไม่เห็น คล้ายเกี่ยวข้องกับความรักชายหญิง ซํ้ายังคล้ายเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ทั้งยังดูเหมือนเป็นพรมลิขิตหลายส่วน

ถูกตาหงส์ที่เปล่งประกายคู่นั้นของศิษย์จ้องมอง ในที่สุดชายชราก็กล่าว “เคราะห์กรรมที่ว่า ตามมาด้วยชะตากรรมความเป็นความตาย ทั้งหมด ด้านบวกด้านลบสองด้าน ศิษย์เจ้าจำไว้ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์สิ้นหวังมากน้อยเพียงใด ก็ไม่อาจละทิ้งได้ง่ายๆ”

เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ

“ชะตาของเจ้า คล้ายเมฆมิใช่หมอก ราวกับเงาที่ติดตาม อาจารย์มองไม่เห็น แล้วก็เดาไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำได้เพียงอาศัยตัวเจ้าเอง นับตั้งแต่วันนี้ไป อาจารย์จะตั้งชื่อให้เจ้า อวิ๋นอิ่ง (เงาเมฆ) เจ้าจำไว้ เมฆก็ดี เงาก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา แต่กลับเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาล ไม่เคยสลายไป”

“อวิ๋นอิ่งหรือ เมฆบนฟ้า เงาบนดิน…อวิ๋นอิ่ง” เด็กหนุ่มกล่าว พึมพำเสียงต่ำ

‘อวิ๋นอิ่ง ข้าชื่ออวิ๋นอิ่ง! ที่แท้แล้ว ชื่อของข้าก็คืออวิ๋นอิ่ง’ ในความว่างเปล่า ชายผู้ถูกอักขระสีทองห่อหุ้ม สติที่เลอะเลือน ฟื้นคืนมาหลายส่วนแล้ว

หัวใจที่ถูกผนึก มีสีสันสดใสขึ้นมาอีกครั้งแล้ว โลหิตไหลเวียน ในโลหิตของเขา มีแสงสีทองแปลกประหลาดชนิดหนึ่งปรากฎขึ้น ตามการไหลเวียนของโลหิต ผิวที่แห้งกรังสีเทา ก็ค่อยๆ กลับมาชุ่มชื้นและมีสีสันอีกครั้ง

กระทั่ง บนอักขระสีทองบนผิวของเขาที่แนบสนิทเหล่านั้นก็มีรอยแตกเล็กๆ ปรากฎขึ้น

“ฮ่วนเยวี่ย! เจ้าทำอะไร!”

ทันใดนั้น เสียงผู้หญิงที่เด็ดขาดเสียงหนึ่งก็ทะลุเข้ามาในความทรงจำในสมองเขา

‘ใคร นี่คือใคร เหตุใดเสียงของนาง ข้าถึงคุ้นเคยเช่นนี้ กระทั่งสัมผัสได้ถึงความคิดถึง’ ชายหนุ่มที่อยู่ในการหลับใหล ชีพจรเริ่มเต้นแรงขึ้นมา

หลังจากเสียงของหญิงสาว ในความทรงจำของเขาก็ปรากฎภาพ อีกภาพหนึ่ง

นั่นคือแผ่นดินที่ลุกเป็นไฟ ทุกหนทุกแห่งต่างก็มีร่องรอยของศึกสงคราม

พวกเขามีคนจำนวนมากยืนอยู่ด้วยกัน และในสายตาเขา ก็มองเห็นเพียงเงาบางๆ ที่แสบตาราวกับดวงอาทิตย์แดงฉานดุจโลหิต

นางงดงามยิ่งนัก ในเครื่องหน้าที่ละเอียดอ่อนเหนือใคร มีความองอาจที่สตรีทั่วไปยากจะมี

ใบหน้า ความงามที่ยากจะแยกชายหญิงชนิดนั้นทำให้นางต่างจากสตรีคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

‘นางแตกต่าง นางพิเศษ’ ชายหนุ่มกล่าวในใจ

มองเห็นสตรีผู้นี้ เขาก็คล้ายรู้สึกคุ้มค่าที่จะเชื่อใจอย่างยิ่ง ทำให้คนสบายใจอย่างยิ่ง และทำให้เขาสนใจ…

“โอกาสนี้ปล่อยให้เป็นของข้าเถอะ ไม่แน่ว่า ท่ามกลางความเป็นความตายนี้ข้าเองก็อาจจะตระหนักถึงหัวใจสำคัญของการเข้าสู่ขั้นบรรพเทพได้เหมือนกัน…”

‘นี่คือคำพูดที่ข้าพูดหรือ’ ชายหนุ่มกำลังถามตัวเอง

เขารู้สึกได้ถึงความกังวลและความไม่ยินยอมในแววตาของหญิงสาว และยังมองเห็นชายชุดดำผู้นั้นที่ยืนอยู่ข้างกายนาง

‘ที่แท้แล้ว ข้าก็มาช้าไป’ ตอนที่มองเห็นชายผู้นั้น เขาก็คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่างได้ในใจ

“อีกอย่าง ข้าไม่ได้ชื่อฮ่วนเยวี่ย ข้าชื่อ อวิ๋นอิ่ง” นี่คือคำพูดที่เขาพูดกับหญิงผู้นั้น ตอนที่เขาพูดประโยคนี้จบ เขาก็คล้ายถูกแรงดึงดูดที่แข็งแกร่งหนึ่งกลุ่ม ดูดเข้าไปในถํ้าลึกแห่งหนึ่ง

ในถํ้า มีอักขระสีทองตัวใหญ่ยักษ์หนึ่งตัว

อักขระตัวนั้น เต็มไปด้วยความลึกลับ พลังชนิดนั้นทำให้คนหวาดกลัว

ชั่วพริบตา ดวงตาทั้งคู่ของเขาก็ถูกแสงทองปกคลุม

ทว่า เขายังจำภารกิจอันหนักอึ้งของเขาได้โจมตีสุดแรง เขาฉีกรอยแยกช่องว่างออก แขนทั้งคู่โอบอักขระสีทองแน่น พุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้น

“พวกชั้นตํ่า เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!” อักขระสีทองกล่าวด้วยความโมโห

ความโกรธของมัน กลายเป็นแสงทองนับไม่ถ้วน แสงทองเหล่านั้นก่อตัวจากอักขระที่แตกต่างกัน พวกมันกรูกันเข้าไปในร่างกายของเขาพร้อมกัน กัดกร่อน กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

“อ๊ากกก!” ความเจ็บปวดที่ไม่เจอมาก่อน ทำให้เขาร้องตะโกนออกมาอย่างห้ามไม่ได้

ทว่า ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคงไม่ปล่อยมือ กลับกอดอักขระสีทองไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม

“ไปตายซะ! ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะใช้ร่างกายนี้ของเจ้าเป็นกาฝาก วะฮ่ะๆๆๆ!” ในน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว มีเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดังออกมา

แสงทองทั้งหมดกรูเข้าไปในร่างกายของเขา เกาะตัวเป็นอักขระเล็กละเอียดทีละชั้นๆ บนผิวชั้นนอกของเขา

เขาตกลงไปในที่ลึกที่สุดของช่องว่างพร้อมกับอักขระ

‘นี่ก็คือเคราะห์กรรมนั้นที่อาจารย์บอกหรือ ถ้าหากว่า ขอเพียงแค่นางสบายดี ข้าก็จะยอมอดทนต่อความเจ็บปวด’ ก่อนที่สติเขาจะจมดิ่งสู่การหลับใหล ในใจเขาก็ทิ้งความหวังสุดท้ายที่จะตื่นขึ้นมาไว้ในใจ

ความทรงจำที่ปิดสนิท ค่อยๆ คืนกลับมา

ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดล้วนกลับเข้ามาสู่สมองของเขา

เขาจดจำทุกอย่างได้แล้ว ทั้งยังจำคำพูดที่อักขระสีทองนั้นพูดได้เช่นกัน มุมปากเขายกขึ้นช้าๆ เผยรอยยิ้มที่คลุมเครือออกมา

ทันใดนั้น มือทั้งคู่ของเขาก็กำหมัดอย่างรวดเร็ว ตะโกนลั่นหนึ่งครา “ย๊ากกก!”

หลังจากเสียงคำรามดังสนั่น ทำลายความเงียบสงัดในช่องว่าง และยังสั่นสะเทือนอักขระสีทองรอบกายเขาจนแตกละเอียด

อักขระสีทองที่แตกละเอียดเหล่านั้น กลายเป็นแสงดาวสลายหายไป

เขาลุกขึ้นยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า สายลมที่ว่างเปล่า พัดเสื้อที่หลุดรุ่ยของเขา ผมยาวสีดำก็พลิ้วสยาย

‘บรรพชนเผ่าฝู เจ้าต้องการร่างกายของข้า เจ้ากับข้าต่อสู้กับมา หลายปีเพียงนี้สุดท้ายแล้ว ก็ยังเป็นข้าที่ชนะ!’ ดวงตาที่ปิดแน่นของเขา เปิดขึ้นฉับพลัน

ส่วนลึกในดวงตาเขา อักขระสีทองกะพริบวาบ

เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น ในมือเกาะกลุ่มเป็นอักขระสีทอง เขามองอักขระ ในตาหงส์ที่เฉียงขึ้น มีความเฉื่อยชาที่งามสง่าที่สุดชนิดหนึ่ง “มู่ชิงเกอ ข้าบอกแล้วว่าพวกเราจะเจอกันอีกครั้งที่โลกใบหลัก ตอนนี้ อวิ๋นอิ่งมาตามสัญญาแล้ว!”

พูดจบ อักขระสีทองในมือเขาก็ยิงออกไปในความว่างเปล่า

ชั่วพริบตาก็แยกความว่างเปล่าออกเป็นเส้นทางที่ลึกมืด ในเส้นทางนั้น มีแสงหลากสี ส่องแสงระยิบระยับไม่ขาดสาย

เขายืนมือไพล่หดัง สง่างามล่มเมือง จ้องมองเส้นทางนั้น เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา ยกขาก้าว เรือนร่างที่สูงใหญ่ผ่าเผย ราวกับถูกดูดเข้าไปในทางเดิน หายตัวไปแล้ว

หลังจากที่เขาหายตัว เส้นทางนั้นก็ปิดอย่างรวดเร็ว ถูกช่องว่างที่กรูเข้ามารอบด้าน ลบร่องรอยทั้งหมดออกไป

เสมือนกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

พลิกปฐพี 962

ตอนที่ 962

ตอนพิเศษ 3

ซือนาจา เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!

“ซือนาจา เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

บนท้องฟ้าโลกเทพมารพดันมีเสียงคำรามน่าตกใจเสียงหนึ่งดังลั่นขึ้นมา สั่นสะเทือนจนฝูงนกที่บินอยู่ทั่วฟ้าแตกรัง เสียงค่อยๆ ดังก้องออกไป ทำให้คนนับไม่ถ้วนตกใจ

“ซือนาจา เจ้าจะหนีไปไหน!”

เสียงตะคอกดังขึ้นอีกหนึ่งครา คนทั้งหมดเงยหน้าทอดมอง มองเห็นแสงขาวหนึ่งสายวาดผ่านบนท้องฟ้า และข้างหน้าแสงขาว ก็มีก้อนสีแดงสดราวกับเพลิงหนึ่งก้อนกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะรัวดังมาจากขอบฟ้า

เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาสนุกสนานไร้กังวล คนที่ไม่เข้าใจได้ยินแล้วรู้สึกเพียงหัวใจเบิกบาน

ทว่า คนที่เข้าใจเสียงหัวเราะนี้ กลับหน้าเปลี่ยนสีเมื่อได้ยิน

“นั่นนายน้อย!”

“คุณชายน้อยมาแล้ว! หลบเร็ว!”

ในเสียงที่ตกใจและหวาดกลัว คนหนึ่งกลุ่มบนพื้นดินต่างก็แตกตื่นวิ่งพล่าน คนจำนวนหนึ่งที่เหลืออยู่แสดงสีหน้างุนงง แต่กลับถูกคนอื่นดึงออกไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้าเด็กปีศาจ หยุดเดี๋ยวนี้!” เงาขาวบนท้องฟ้า กลายเป็นเงาร่างที่ชดช้อยหนึ่งสาย นางเท้าเอวมือเดียว อีกมือชี้เด็กน้อยที่หันหน้ามาทำหน้าทะเล้นใส่นางข้างหน้า

บนเครื่องหน้าทั้งห้าที่งดงามของไป๋สี่ ทั้งจนใจ ทั้งโมโห

อสรพิษกลืนสวรรค์เก้าบรรจบโลดแล่นไปทั่วจักรวาลหลายปีเพียงนี้เช่นนาง คาดไม่ถึงว่าจะตกอยู่ในน้ำมือของปีศาจน้อยตัวนี้

อารมณ์ชั่ววูบที่อยากกินเขาชนิดหนึ่งวนเวียนอยู่ในสมองไป๋สี่มาโดยตลอด

‘ไม่โกรธ! ไม่โกรธ! อย่าทำอะไรชั่ววูบ! ทำอะไรชั่ววูบเป็นปีศาจ! หากกินเด็กคนนี้จริงๆ ข้าก็จะต้องตายอย่างอนาถ!’ ไป๋สี่สูดหายใจสองสามครา พยายามข่มความโกรธภายในใจ

แต่ว่า…

เมื่อคิดถึงควาขมขื่นของตนก่อนหน้านี้แล้ว ไฟโกรธในใจของไป๋สี่ ก็พวยพุ่งออกมาดัง ‘พึ่บๆๆ’

“มู่ชิงเกอ เจ้าคลอดตัวอะไรออกมากันแน่!” ไป๋สี่กัดฟันกรอด กล่าว

วันนี้ เป็นวันรับประทานอาหารของนาง

เด็กคนนี้ คาดไม่ถึงว่าแอบวางยาระบายไว้ในอาหารของนางล่วงหน้า

ไป๋สี่สูดหายใจเข้าลึก สีหน้ายังคงเหยเก

ยาพิษทำอะไรนางไม่ได้ แต่ว่ายาระบาย…โดยเฉพาะ เป็นยาระบายที่เด็กคนนี้หลอกเอามาจากแม่ของเขา

โครก!

ในท้อง มีเสียงแปลกๆ ดังออกมา ทำให้ไป๋สี่หน้าเปลี่ยนสี ประสบการณ์บอกนางว่า อีกไม่นาน ความรู้สึกปั่นป่วนราวกับ แม่นํ้าไหลทะลักชนิดนั้นกำลังจะมาถึงแล้ว

“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!” ไป๋สี่สูดหายใจเข้าลึก กัดฟันไล่ตามต่อ

ก่อนที่จะเกิด “น้ำป่าไหลหลาก’ ครั้งต่อไป นางจะต้องจับปีศาจน้อยตัวนี้กลับมา ตีก้นเขาอย่างแรงให้ได้

เห็นไป๋สี่วิ่งตามต่อ ลูกชิ้นน้อยข้างหน้าก็วิ่งไปข้างหน้าทันที ซํ้ายังมีเสียงหัวเราะที่ไร้เดียงสาไม่มีพิษไม่มีภัยดังตามมาอีกด้วย

‘นี่มันตัวอะไรกันแน่! เพิ่งสามขวบก็เจ้าเล่ห์ถึงขั้นนี้แล้ว!’ ไป๋สี่กัดฟันในใจ โกรธแค้นไม่หยุด

ลองถามในโลกเทพมารดูว่า ยังมีใครไม่เคยถูกปีศาจน้อยตัวนี้ กลั่นแกล้งอย่างคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจบ้าง

โดยเฉพาะกลที่เขากลั่นแกล้งยังไม่ซํ้ากันง่ายๆ ก็คือไม่มีทางป้องกันได้ที่น่ากลัวคือ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขายังฝืนชะตาอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าตอนที่มู่ชิงเกออุ้มท้องเขา กินยาบำรุงอะไรเข้าไป

เมื่อเด็กคนนี้เกิดมาก็สามารถเคลื่อนย้ายชีพจรด้วยตัวเองได้ บำเพ็ญเพียรหนึ่งวัน เท่ากับคนอื่นบำเพ็ญเพียรหนึ่งปี

ท้อง เริ่มกลั้นไม่ไหวขึ้นเรื่อยๆ

สีหน้าของไป๋สี่บิดเบี้ยวยิ่งขึ้น

ทว่า ความเร็วของลูกชิ้นน้อยเร็วอย่างยิ่งฝีเท้าใต้เท้า ปราดเปรียวจนเรียกได้ว่าเก่งกาจยิ่งกว่าแม่เขา

ไม่ว่าไป๋สี่จะไล่ตามอย่างไรก็ห่างจากเขาอยู่ระยะหนึ่งเสมอ

ไป๋สี่ร้อนใจ ท่อนล่างกลายร่างเป็นหางงู ออกแรงสะบัดไปข้างหน้า หางงูยาวๆ ฟาดไปยังลูกชิ้นน้อยที่สวมชุดสีแดงเพลิง

เสียงฝ่าลมข้างหลังทำให้ใบหน้าเล็กๆ ตุ้ยนุ้ยหันกลับมามอง

ตอนที่ดวงตาดำสนิทคู่นั้นของเขาสะท้อนหางงูที่บินเข้ามา ปากเล็กๆ ที่อ่อนนุ่ม อวบอิ่มของเขาก็เป็นเปลี่ยนตัววงกลมในทันที

“ท่านน้าไป๋ ท่านขี้โกง! ไม่เคารพหลักคุณธรรมทั่วเจ็ดย่านน้ำเลย ท่านรังแกเด็กที่ไม่มีหางงู!” เสียงเจื้อยแจ้วกล่าวด้วยความกระหืดกระหอบ

ไป๋สี่ยิ้มเยาะ กล่าวอย่างหยอกล้อ “พูดเรื่องคุณธรรมกับใครไม่ว่า แต่อย่าได้พูดเรื่องคุณธรรมกับเด็กปีศาจเช่นเจ้า ถึงข้าจะทำโทษเจ้าไม่ได้ ก็จะจับเจ้ากลับไปให้แม่เจ้าทำโทษ”

“บุญคุณความแค้นทั่วเจ็ดย่านน้ำ ไม่อาจดึงแม่ข้าเข้ามาเกี่ยว! ท่านทำเช่นนี้น่าขายหน้าเกินไปจริงๆ!” เห็นหางงูกำลังจะฟาดมาถึงตนและพันตัวเขาไว้ เงาร่างลูกชิ้นน้อยก็กะพริบวาบ หลบได้อย่างหวุดหวิด ซํ้ายังหนีออกไปไกลกว่าเดิม

“ยังคิดจะหนีอีก!” ในดวงตาไป๋สี่ปรากฎความเยือกเย็น แค่นเสียงกล่าว

คนทั้งสองหนึ่งไล่หนึ่งหนี เปิดศึกวิ่งไล่จับบนท้องฟ้า

ปฏิกิริยาในท้องของไป๋สี่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกที่ฝืนทนชนิดนั้น ทำให้หน้าผากนางเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ หนึ่งชั้น

แต่ว่า ปิศาจน้อยตัวนั้น ขณะที่กำลังวิ่งหนี ก็ยังหันหน้ามาทำหน้าทะเล้นใส่นางไปพลาง

ในท้องไป๋สี่บีบแน่นนางสูดหายใจเข้าลึก ตะโกนกล่าว “มู่ชิงเกอ เจ้ายังไม่มาจัดการลูกเจ้าอีก!”

เสียงนั้น ดังก้องออกไปราวกับคลื่นน้ำ

มู่ชิงเกอกับซือมั่วที่กำลังอภิปรายงานกับคนอื่นๆ ในตำหนัก เงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน

คนทั้งหมดในตำหนัก ต่างก็พากันเงยหน้าขึ้น ส่วนลึกในแววตามีความปีติยินดีวาดผ่าน

ซือมั่วยกมือโบก เบื้องหน้าคนทั้งหมดก็ปรากฎของที่ด้านหนึ่งดูเหมือนกระจก สิ่งที่สะท้อนอยู่ข้างในกลับเป็นภาพที่ไป๋สี่วิ่งไล่ลูกชิ้นน้อยบนท้องฟ้า

ไป๋สี่โมโหจนสีหน้าบิดเบี้ยว ทำให้มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก กล่าวถามเสียงเรียบ “ลูกเจ้าทำเรื่องยั่วโมโหอะไรอีกแล้วเล่า”

ซือมั่วปัดแขนเสื้อ เก็บภาพกลับมา บนเครื่องหน้าทั้งห้าที่งดงามกว่าใครกลับมีความภาคภูมิใจ กล่าว “ลูกของเรา เดิมก็ไม่ควรเหมือนใครอยู่แล้ว”

มู่ชิงเกอกลอกตามองเขาปราดหนึ่ง มองหยินเฉิน

หยินเฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้ามั่นใจหรือว่าหยินเฉินจะจับเขาอยู่” ซือมั่วคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มมองมู่ชิงเกอแล้วกล่าว

มู่ชิงเกอยกมุมปาก กล่าวตามตรง “แม้ว่าเขาจะเจ้าเล่ห์แต่เทียบกับหยินเฉินแล้ว ยังด้อยกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น หยินเฉินร่วมมือกับไป๋สี่สองคน หากจะจับก็จับกลับมาได้”

ซือมั่วอมยิ้มไม่พูด เขาไม่อยากพูด ลูกของพวกเขา ตบะบำเพ็ญกับสติปัญญาล้วนพัฒนาอย่างรวดเร็ว

“อะแฮ่มราชาพิภพราชินีพิภพ…ช่วงนี้ในโลกไม่มีเรื่องอะไร ข้าอยากออกไปท่องหล้าสักเที่ยว” ล่างตำหนัก มีคนยืนขึ้นมา ขออนุญาตจากคนทั้งสองบนบัลลังก์

เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ มั่วหยางก็ก้าวออกมา ประสานมือคำนับมู่ชิงเกอ “คุณชาย องครักษ์เขี้ยวมังกรเองก็ไม่ได้ออกไปท่องหล้า ฝึกฝนนานมากแล้วเหมือนกัน”

“ราชาพิภพ…”

“นายท่าน…”

คนทั้งหมดในตำหนัก พากันแสดงท่าที ช่วงนี้ตบะบำเพ็ญตนหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้า หวังจะออกจากโลกไปสั่งสมประสบการณ์และจะได้หาโอกาสในการบรรลุ

เห็นคนทั้งหมดล่างตำหนัก ซือมั่วกับมู่ชิงเกอก็มองหน้ากันยิ้มเจื่อน

คำพูดที่คนเหล่านี้พูด เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง

ในความจริงแล้ว กลัวว่าจะถูกลูกของพวกเขาร้องหาจึงหาข้ออ้างหนีออกไป

แม้ว่าจะเข้าใจ แต่พวกเขาสองคนก็จนปัญญา ใครให้ลูกพวกเขาก่อเรื่อง ทำให้พวกเขาจนปัญญาจะจัดการเล่า

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”

“ขอบคุณราชาพิภพ ตอนนี้มิควรล่าช้า พวกข้าขอลาไปก่อน”

ไม่รอให้ซือมั่วพูดจบ คนหนึ่งกลุ่มก็วิ่งออกไปอย่างไม่รีรอราวกับได้รับอภัยโทษ

ชั่วพริบตา ในตำหนักใหญ่ที่ยังมีคนอยู่มากมายก็เหลือเพียงมู่ชิงเกอ กับซือมั่วสองคน

สีหน้ามู่ชิงเกองงงัน ละสายตามองซือมั่ว “ต้องรีบร้อนเพียงนั้นเลยหรือ”

ซือมั่วยิ้มล่มเมือง ยื่นมือออกไป จับมือของมู่ชิงเกอไว้ ลูบอยู่ในฝ่ามือตน กล่าวเสียงตํ่า “ลูกคนนี้ของเรา ควรจะมีคนดูแลให้ดีๆ บ้างแล้ว ข้าฟังว่าหลังจากที่เด็กเป็นพี่ชายแล้วก็จะรู้ประสา ไม่สู้พวกเราถือโอกาส มีน้องสาวให้เขาดีหรือไม่”

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว มองเขาอย่างหยอกล้อ “คืนนี้ที่เก่า เวลาเดิม ไม่พบไม่เลิกรา”

ซือมั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ลังเลครู่หนึ่ง กล่าวอย่างหยั่งเชิง “อันที่จริง บางทีเพิ่มยานอนหลับลงไปในน้ำแกงของเด็กน้อยสักนิดหน่อย ก็ไม่เลวเหมือนกัน”

เห็นมู่ชิงเกอไม่ค่อยตอบสนอง เขาจึงยิ้มกล่าว “อย่างไรเสีย ตอนกลางวันเขาคึกคักมีพลังอย่างยิ่ง ตกกลางคืนนอนเร็วขึ้นหน่อย ได้หลับลึกขึ้นคงจะดีกว่า”

มู่ชิงเกออมยิ้มมุมปาก มองซือมั่วด้วยแววตาแฝงนัย ท่าทางปิดปากเงียบเช่นนั้น ทำให้ในใจเขามีความกังวลเล็กน้อย

อืม…ยั่วโมโหใต้เท้าภรรยา คืนนี้จะยังเผด็จศึกได้อย่างไร

บนท้องฟ้า ลูกชิ้นน้อยชุดแดง วิ่งไปข้างหน้า

ข้างหลัง เงาร่างสีขาว ยิ่งไล่ก็ยิ่งใกล้

ทุกๆ แห่งที่หางงูกวาดผ่าน บนท้องฟ้าก็กลายเป็นเงาแต่แต่ละสายๆ

ทันใดนั้น ซือนาจาก็เห็นว่าข้างหน้ามีแสงเงินเล็กๆ ปรากฎขึ้นมา เขาละสายตา รอยยิ้มที่แปลกประหลาดคืบคลานขึ้นมาที่มุมปาก

“ท่านอาหยิน ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว ข้าจะกลับไปกับท่าน” เด็กน้อยตะโกนเสียงดัง ความเร็วฝีเท้าลดลง สองมือก็กางออกไปข้างนอก ทำท่าทางคล้ายจะวิ่งเข้าสู่อ้อมอก

ลูกชิ้นน้อยลดความเร็วลงฉับพลัน ทำให้ดวงตาไป๋สี่เกิดความดีใจ เพิ่มความเร็วขึ้น ไล่ตามเข้าไป กลัวว่าเด็กคนนี้จะหนีไปอีกครั้ง

เงาร่างของหยินเฉินกลายร่างอยู่เบื้องหน้าลูกชิ้นน้อย

เห็นเด็กน้อยกางแขนทั้งคู่โผเข้ามาหาตน รวมถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาบนใบหน้านั้น เขาก็กางแขนออก เตรียมรอรับ

สายตาของเขา ถูกชุดแดงบนร่างของลูกชิ้นน้อยบังไว้จึงมองไม่เห็นเงาสีขาวที่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วข้างหลัง

“ท่านอาหยิน”

บนใบหน้าเล็กๆ ที่ตุ้ยนุ้ย เครื่องหน้าทั้งห้าที่งามดั่งหยกเจียระไน ปรากฎรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาขึ้นมา ความน่าเชื่อถือส่งออกมาจากแววตาทำให้หยินเฉินพยักหน้า

ทว่า ตอนที่ลูกชิ้นน้อยโผเข้ามาในอ้อมอกของหยินเฉิน มุมปากที่ยกขึ้นนั้นก็พลันมีความชั่วร้ายเพิ่มเข้ามา

ทันใดนั้น เงาร่างเขาก็กะพริบวาบ หายไปจากตรงหน้าหยินเฉิน

ดวงตาทั้งคู่ของหยินเฉินหดลง ชักมือกลับตามจิตใต้สำนึก คิดอยากจะจับเขาไว้ แต่กลับมีเงาขาวหนึ่งสายโผเข้ามาอย่างรวดเร็ว

โครม!

ทั้งสองชนกันอย่างแรง

หยินเฉินโอบร่างอ่อนนุ่มในอ้อมอก กลิ่นหอมจางๆ หนึ่งกลุ่มลอยตามสายลมเข้ามาที่ปลายจมูก

มือใหญ่หนึ่งคู่ที่โอบเอวของตนแน่น ทำให้ไป๋สี่แข็งทื่อในชั่วพริบตา

นางตะลึงงัน หยินเฉินเองก็ตะลึงงัน

ตอนนี้ ปลายจมูกทั้งสองแทบจะแตะกัน ลมหายใจที่อุ่นร้อนต่างก็พ่นอยู่บนใบหน้าของแต่ละฝ่าย

ชั่วพริบตา สีหน้าของไป๋สี่ก็แดงซ่านขึ้นมาหนึ่งชั้น

ใกล้กันเช่นนี้หยินเฉินคล้ายสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นของไป๋สี่ รวมถึง… เสียงหัวใจเต้นของตน

ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็สบายใจชนิดหนึ่งได้รับการพัฒนาในชั่วพริบตา มีบางอย่างคล้ายปะทุออกมา แต่กลับเหนือความคาดหมายของพวกเขาเองเล็กน้อย

“ฮ่าๆๆๆ!”

ทว่า ที่ไกลๆ มีเสียงหัวเราะดังเข้ามา ทำลายความเคลิบเคลิ้มชนิดนี้

ใบหน้าที่แดงซ่านของไป๋สี่หายไปอย่างรวดเร็ว ถอยออกจากอ้อมอกของหยินเฉินอย่างว่องไว นางกล่าวอย่างแสร้งทำเป็นสุขุม “เจ้ามาพอดีเลย เจ้าช่วยจับเด็กคนนี้กลับไปหน่อย ข้าขอตัวก่อน”

พูดจบ นางก็กลับหลังหันจากไปโดยเร็ว

ความเร็วนั้น ตกอยู่ในดวงตาสีเลือดคู่นั้นของหยินเฉิน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ให้ความรู้สึกรีบร้อนเล็กน้อย

ทว่า เขากลับไม่รู้ว่าที่ไป๋สี่รีบไปไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความรู้สึกคลื่นลมปั่นปวนชนิดนั้นกำลังจะระเบิด นางทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

จ้องมองแผ่นหลังของไป๋สี่ ในดวงตาสีเลือดคู่นั้นก็มีความอ่อนโยน รวมถึงรอยยิ้มแวบผ่านอย่างไม่รู้ตัว

ความสนุกจบลง ลูกชิ้นน้อยมองสถานการณ์กำลังจะวิ่งหนี

น่าเสียดาย ตอนที่เขาเพิ่งจะกลับหัลังหัน หางจิ้งจอกที่มีเกล็ดก็พุ่งออกมา รัดเอวของเขาไว้อย่างไม่คาดคิด ดึงเขากลับไป

“อ๊ะๆๆ” ลูกชิ้นน้อยร้องตกใจ

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าร่างตนเองตกลง

เพียงชั่วพริบตา เขาก็เหมือนลูกบอลถูกโยนไปยังตำหนักใหญ่

“อ๊าาา!” เสียงร้องแหลม ดังออกมาจากปากลูกชิ้นน้อย

ระหว่างที่กลิ้งหลุนๆ เขาก็เห็นเงาแดงหนึ่งสายรางๆ รวมถึงเงาสีดำหนึ่งสายปรากฎอยู่ในสายตา

ทิศทางที่เขากลิ้งไปหาคือคนชุดดำ แต่ว่าเขากลับออกแรงเปลี่ยนทิศทาง กลิ้งไปหาคนชุดแดงข้างๆ

“ท่านแม่-!”

ลูกชิ้นน้อยออดอ้อนเสียงเจื้อยแจ้ว หลับตาทั้งคู่โผเข้าไปในอ้อมอกที่ตนชอบอย่างสบายใจ

ตุบ!

“อื้อ-!”

ลูกชิ้นน้อยรู้สึกว่าอ้อมอกที่กอดต่างจากอ้อมกอดที่ตนคุ้นเคย

แข็งเกินไปแล้ว!

ชนจนเขาเจ็บหน้าผาก ในดวงตามีนํ้าตาเอ่อนองอย่างรวดเร็ว

เขาเงยหน้าขึ้น ตรงหน้าไม่ใช่ใบหน้าที่งดงามดั่งบุปผาของมารดาผู้เป็นที่รักของตน แต่กลับเป็นใบหน้าของบิดาที่ทำให้เขาอิจฉาจนคันไม้คันมือ

‘เจ้าว่า ชายคนหนึ่งทำอะไรถึงได้รูปงามยิ่งกว่าเขา มีเขาอยู่ความงามเกินจะเปรียบของตน ตอนที่ยังไม่โตกลับกลายเป็นเพียงความ น่ารัก! ฮึกๆๆ-!’ ก้อนเนื้อเงยหน้าเล็กๆ ที่ตุ้ยนุ้ย มองท่าทางยิ้มแย้มของซือมั่ว

เขารับรองได้ในรอยยิ้มนี้ของบิดาเขา จะต้องซ่อนแผนร้ายที่บอกใครไม่ได้เป็นแน่

ดวงตาโตที่ชุ่มฉํ่ากะพริบปริบๆ เต็มไปด้วยความน้อยใจ เขาคว้าเสื้อของซือมั่วไว้ปากเล็กๆ เบะออก ส่งเสียง ‘ฮือออ’ ร้องไห้ลั่นออกมา

“ท่านแม่ ลูกเจ็บจะตายอยู่แล้ว! อกท่านพ่อทำมาจากหิน ท่านพ่อไม่ชอบนาจา คิดจะวางแผนฆ่าข้า” ลูกชิ้นน้อยร้องไห้โฮไปพลางฟ้องไป

เรื่องของสามคนครอบครัว คนนอกไม่อาจยุ่ง หยินเฉินถอยออกไปแล้ว

คำฟ้องร้องของลูกชิ้นน้อย ไม่ได้ทำให้มู่ชิงเกอเชื่อแต่อย่างใด

นางยิ้มพลางส่ายหน้า กล่าวพึมพำ “โลกต้องมอบรางวัลออสก้า ให้เจ้าจริงๆ”

“ก้าอะไร” ได้ยินเสียงพึมพำของแม่ตัวเอง เสียงร้องไห้ของลูกชิ้นน้อยก็พลันหยุดลง ชะโงกหน้าออกมาถามจากอ้อมอกของซือมั่วอย่างสงสัย

“ไม่มีอะไร” มู่ชิงเกอจบบทสนทนาอย่างสุขุม สีหน้านางเคร่งขรึม กล่าวถาม “เจ้าทำอะไรยั่วโมโหน้าไป๋อีกแล้ว”

คำซักถาม ทำให้ศีรษะของลูกชิ้นน้อยก้มลงมา เขากล่าวอย่างน้อยใจ “ข้าก็ไม่ได้ทำอะไร”

ซือมั่วปล่อยเขายืนบนพื้น กล่าวถาม “เจ้าไม่พูด คิดว่าพวกข้าจะไม่รู้”

ปากเล็กๆ ทำปากจู๋ใบหน้าเล็กๆ ที่งามดั่งหยกเจียระไนก็เงยขึ้นมามองพ่อแม่ของตน กะพริบตาปริบๆ ขนตาที่ราวกับพัดกระพือหลายครา

ท่าทางน่ารักเช่นนี้ สามารถทำให้สรรพสิ่งทั่วโลกหลงใหลได้เลยจริงๆ

แต่ว่า มู่ชิงเกอกับซือมั่วกลับมีภูมิคุ้มกัน

“ไม่ต้องคิดจะเฉไฉ ลูกไม้นี้ของเจ้า ไม่มีผลกับข้าตั้งแต่ตอนที่เจ้าสองขวบแล้ว” มู่ชิงเกอยิ้มเยาะกล่าว

ชีวิตประจำวันที่ประลองปัญญาความกล้าหาญกับลูกชายของตนก็ถือเป็นงานอดิเรกประจำวันอย่างหนึ่งในช่วงเวลาสามปีมานี้ของนาง

คำพูดของมารดา แทงเข้าไปในห้องหัวใจของลูกชิ้นน้อยอย่างไร้ความปรานี เขาเบะมุมปาก โผไปข้างกายมู่ชิงเกอ กอดขาของนางไว้ใช้ใบหน้าเล็กๆ ถูไถ “ท่านแม่ ท่านไม่รักนาจาแล้วหรือ ข้าเป็นเด็กดีของท่านนะ บนโลกนี้ ผู้ชายที่ไม่มีวันหักทลังท่านก็คือข้าเพียงผู้เดียว”

ประโยคนี้ของเขา ยั่วยุจนแววตาซือมั่วที่มองดูเหตุการณ์มีความเย็นเยียบที่ดุดันหนึ่งสายแวบผ่าน

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง จะยอมรับสารภาพ หรืรือจะปฏิเสธไม่เปิดปาก กฎระเบียบ เจ้ารู้ดี” มู่ชิงเกอเลิกคิ้วกล่าว

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์ไม่สู้ให้พวกข้าพูดกันสองคนพ่อลูก” ซือมั่วกล่าวอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

ทันใดนั้น ลูกชิ้นน้อยก็รู้สึกว่าตนขนลุก เขากอดขาของมู่ชิงเกอแน่นขึ้น “ไม่เอา! ข้าจะอยู่กับท่านแม่”

“พูดมาเถอะ” มู่ชิงเกอยกยยิ้มกล่าว

เมื่อปิดบังไม่อยู่ ลูกชิ้นน้อยจึงทำได้เพียงเล่าเรื่องทั้งหมดที่ทำตั้งแต่ต้นจนจบ

พูดเรื่องที่ลูกชิ้นน้อยทำจบ มู่ชิงเกอกับซือมั่วต่างก็กระตุกมุมปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

มู่ชิงเกอหน้าดำครํ่าเครียดถาม “เจ้าขโมยยาลูกกลอนในห้องปรุงยาอีกแล้วหรืรอ”

“ครั้งหน้าไม่กล้าแล้ว” ลูกชิ้นน้อยยอมรับผิดอย่างรวดเร็ว ไม่ลังเลเลยแม้แต้น้อย

มู่ชิงเกอไม่พูด แท้จริงแล้วนิสัยปรับตัวตามสถานการณ์ เจ้าเล่ห์กลับกลอกเหล่านี้ได้มาจากใครกันแน่

“เสี่ยวเกอเอ้อร์ครึ่งปีมานี้ในโลกเทพมารมีคนมากกว่าครึ่งออกไปท่องหล้าข้างนอกแล้ว” ซือมั่วกล่าวเสียงเรียบ

มู่ชิงเกอหลุบตามองลูกชิ้นที่กอดขาตัวเองแนบแน่น เด็กน้อยเงยหน้า ในดวงตาโตๆ เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา

เด็กคนนี้ไม่รู้ตัวเลยว่า คนทั้งหมดในโลกพากันออกไปท่องหล้า แม้แต่มั่วหยางยังหาข้ออ้างหนีไป ก็เพื่อต้องการจะหนีให้พ้นจากกรงเล็บปีศาจของปีศาจน้อยตัวนี้

มู่ชิงเกอสะอึกพูดไม่ออก นางกับซือมั่วล้วนไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบสร้างความลำบากให้ผู้อื่น เหตุใดถึงให้กำเนิดปีศาจน้อยเช่นนี้ขึ้นมาได้

“ดูท่าแล้ว เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ให้คนทั้งหมดออกไปท่องหล้า พวกเราคงทำได้เพียงจากไปเอง” มู่ชิงเกอนวดหว่างคิ้วกล่าว

“อืม เรือต้าเซียนเองก็ไม่ได้ใช้นานแล้วเหมือนกัน” ซือมั่วพยักหน้ากล่าว

มู่ชิงเกอครุ่นคิดครู่หนึ่ง แววตาจริงจัง “ปีนั้น พวกเราถูกดูดเข้ามาในโลกหลักโดยตรง ฆ่าฟันมาตลอดทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะจากไป ตามหาเบาะแสของเจียงหลี เพียงแต่…ผ่านมานานเพียงนั้น…”

ในดวงตานาง มีความกังวลปรากฎขึ้นมา

ซือมั่วกล่าวปลอบ “อย่ากังวล เสี่ยวเกอเอ๋อร์เจ้ายังรู้สึกถึงปราณของจูเสียอยู่มิใช่หรือ นั้นก็ชัดเจนแล้วว่า นางยังมีชีวิตอยู่ เพียงแค่ไม่รู้ว่าอยู่ในโลกใดก็เท่านั้นเอง”

มู่ชิงเกอเก็บความกังวลในแววตา พยักหน้าช้าๆ

“เรื่องของเจียงหลี สำหรับเจ้าแล้ว เป็นปมในใจ ก่อนหน้านี้ไม่มีปัจจัย ไม่มีความสามารถ ตอนนี้ปัจจัยกับความสามารถก็มีแล้ว แน่นอนว่าต้องทำ ช่วงสองสามวันนี้พวกเราจัดการเรื่องในโลกเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางพร้อมกัน” ซือมั่วยกมือ ช่วยนางทัดเศษผมที่ร่วงลงมาไว้ข้าง หลังหู

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ “อืม ตอนนี้โลกใบหลักก็นับได้ว่ามั่นคง พวกเราก็สามารถถือโอกาสออกไปสักพักหนึ่งได้พอดี”

คำพูดของพ่อแม่ ลูกชิ้นน้อยไม่ค่อยเข้าใจนัก

แต่ว่า เขากลับฟังออกพวกเขากำลังจะออกจากโลกเทพมาร อีกทั้งยังไปในที่ที่ไกลแสนไกล

เมื่อได้ข้อสรุปนี้ ดวงตาของปีศาจน้อยก็เป็นประกายทันที อยากจะเก็บของออกเดินทางทันทีจริงๆ ในใจคิดคำนวณ ต้องเอาหมอนใบเล็กของเขา ชามข้าวใบเล็กของเขาไปด้วย แล้วก็แล้วก็…

พลิกปฐพี 961

ตอนที่ 961

ตอนพิเศษ 2

ให้ตายเถอะ! นี่มันเด็กปีศาจ!

“อุแว้!”

เสียงร้องไห้ของทารกที่ก้องกังวานและน่าทึ่ง ทะลุผ่านเมฆหมอก ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนอกประตู

“คลอด…คลอดแล้วหรือ” กู่หยาอดไม่ได้ยื่นมือคว้าข้อมือของกู่เย่ไว้นิ้วทั้งห้าต่างก็จิกเข้าเนื้อของเขา

ซี๊ด!

กู่เย่เจ็บจนสูดหายใจอย่างแรง ละสายตามองกู่หยา ดวงตาทั้งคู่เบิกโต

คลอดแล้ว!

ลูกของเขากับเสี่ยวเกอเอ๋อร์เกิดแล้ว!

เสียงร้องไห้ของทารก ทำลายความสงบนิ่งที่ซือมั่วรักษาไว้ ความดีใจของการเป็นพ่อคนครั้งแรกพวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องลึกหัวใจ พุ่งทะลุกะโหลกศีรษะ แผดเผาร่างเขาทั้งร่าง

ทันใดนั้น! เงาร่างของซือมั่วก็หายไปจากที่เดิม ตอนที่ปรากฎตัวอีกครั้งเขาก็เข้าไปในห้องแล้ว

นอกประตู บนใบหน้าที่เคยสุขุมขององครักษ์เขี้ยวมังกรห้าร้อยนายก็เต็มไปด้วยความดีใจ ในที่สุดคุณชายน้อยของพวกเขาก็เกิดแล้ว คุณชายของพวกเขาก็ไม่ต้องลำบากแล้ว

มั่วหยางถอนหายใจในใจอย่างผ่อนคลาย ความตึงเครียดที่มีมาโดยตลอดก็คลายลงในที่สุด

“ถอยทัพ!” เขาออกคำสั่งเสียงตํ่า

แต่ว่า แม้องครักษ์เขี้ยวมังกรห้าร้อยนายจะเก็บไอดุร้ายทั่วร่างลงแล้ว แต่ก็ยังคงล้อมอยู่ไม่ไปไหน

มั่วหยางเลิกคิ้ว นี่เป็นครั้งแรกที่องครักษ์เขี้ยวมังกรขัดคำสั่ง

“หัวหน้า ให้พวกข้าได้คุ้มกันอยู่ที่นี่อีกสักพัก ได้เห็นคุณชายน้อยสักหน่อย” มีคนขอร้องมั่วหยาง

คำขอร้องนี้ทำให้มั่วหยางปฏิเสธไม่ลง อารมณ์บนหว่างคิ้วของเขาผ่อนคลาย ยอมรับการ ‘ขัดคำสั่ง’ ของเหล่าองครักษ์เขี้ยวมังกรโดยนัย

“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว! ข้าจะเข้าไปดู” ไป๋สี่ตื่นเต้นจนอยากจะวิ่งเข้าไป

แต่ว่า นางเพิ่งจะขยับ กลับถูกหยินเฉินจับไว้

“เจ้าทำอะไร” ไป๋สี่หันมองเขาอย่างไม่พอใจ

หยินเฉินกล่าวเบาๆ “ตอนนี้ให้พวกเขาสามคนครอบครัวพูดคุยกันดีๆ เถอะ อีกอย่าง ชิงเกอก็จำเป็นต้องพักผ่อน”

ไป๋สี่แสยะปาก พึมพำกล่าว “ด้วยความสามารถในการฟื้นตัวแปลกประหลาดนั่นของชิงเกอ ยังต้องพักอะไรอีก ไม่แน่ว่าตอนนี้นางอาจจะเริงร่าอยู่ก็เป็นได้”

แม้ว่าจะพูดเช่นนี้แต่ไป๋สี่ก็ยังคงละทิ้งความคิดจะเข้าไปรบกวน นางละสายตามองหมอตำแยที่งุนงงทั้งใบหน้าผู้นั้น รวมถึงของช่วยผดุงครรภ์หนึ่งกองใหญ่ที่รวบรวมมา มุมปากกระตุก ชี้แล้วกล่าว “ของเหล่านี้จะทำอย่างไร”

ดวงตาสีเลือดของหยินเฉินกวาดผ่านอย่างเย็นชา เอ่ยปากกล่าว “เก็บไว้เถอะ”

ไป๋สี่ตาลุกวาว พยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม “จริงด้วย ครั้งนี้ไม่ได้ใช้ ครั้งหน้าอาจจะได้ใช้”

ในตำหนัก เหล่าสาวใช้ที่เฝ้าอยู่นอกม่าน ยังไม่ได้ทันได้สติขึ้นมาจากความดีใจที่คุณชายน้อยเกิด ก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่เหยียดหยันหนึ่งสาย

พวกนางละสายตาออกไป จึงเห็น ราชาพิภพที่ก่อนหน้านี้ถูกราชินีพิภพขับไล่ปรากฎตัวอีกครั้ง

“ช้าก่อน” ข้างในม่านมีเสียงตะโกนเย็นเยียบที่เฉยชาเสียงหนึ่ง หยุดฝีเท้าของซือมั่วไว้

มุมปากซือมั่วปรากฎรอยยิ้มเจื่อนเล็กๆ ในดวงตาสีอำพันมีทั้งความดีใจ ทั้งความปวดใจ ทั้งความจนใจ “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ให้ข้าเข้าไป”

“รอข้าล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดก่อน” ครั้งนี้ มู่ชิงเกอไม่ได้ใส่เขาออกไปอีก แต่กลับให้เหตุผลที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้แทน

ซือมั่วถอนหายใจในใจ จากนั้นจึงเก็บเท้าที่ก้าวออกไปกลับมาเงียบๆ ยืนรออยู่ที่เดิม

ได้ยินเสียงของมู่ชิงเกอ โย่วเหอก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที

พวกนางถือนํ้าสะอาด รวมถึงเสื้อผ้าสะอาด และเสื้อผ้าของเด็กน้อย เข้าไปในม่าน

“ว๊าย! คุณชายน้อยน่ารักจริงๆ!”

“คูณชาย คุณชายน้อยรูปงามยิ่งนัก! น่ารักกว่าหยวนหยวนในตอนนั้นอีก”

“ตาคู่นี้ใสแจ๋วจริงๆ ดูปราดเปรียวยิ่งนัก!”

ไม่นานนัก ในม่านก็มีเสียงชื่นชมสับเปลี่ยนกันของสาวใช้ทั้งสี่ดังออกมา

คำพูดเหล่านี้ลอยเข้าไปในหูซือมั่ว ทำให้เขาร้อนอกร้อนใจ ดวงตาที่เย้ยหยันใต้หล้าหนึ่งคู่ ปรากฎท่าทีรอคอย กะพริบตาปริบๆ เฝ้ารอ

โชคดี ไม่ปล่อยให้เขารอนานนักก็มีสาวใช้หอบเครื่องนอนที่สกปรก รวมถึงเสื้อผ้าที่มู่ชิงเกอถอดเดินออกมา

เมื่อมองเห็นคราบเลือดเหล่านั้น ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วก็หดลง หัวใจบีบคั้น สีโลหิตเหล่านั้นบาดดวงตาทั้งคู่ของเขาจนเจ็บปวดจริงๆ

“ราชาพิภพ เข้าไปได้แล้วเจ้าค่ะ” โย่วเหอเลิกม่านบางแต่ละชั้นๆ ขึ้น เดินออกมาจากข้างใน ใบหน้ามีความสุข กล่าวกับซือมั่ว

ในที่สุดก็ได้รับการอนุญาต ในใจซือมั่วดีใจยกใหญ่ กลายร่างเป็นเงามายาหนึ่งสาย คนก็เข้าไปในม่านแล้ว

เมื่อเขาเข้าไป คนที่เหลือก็ถอยออกมาเงียบๆ เหลือเพียงพวกเขา สามคนครอบครัว ซึมซับช่วงเวลาแสนอบอุ่นนี้เพียงลำพัง

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์” ซือมั่วยืนอยู่ในม่าน ดวงตาทั้งคู่ตกลงบนเตียงที่ใหญ่อย่างถึงที่สุดหลังนั้นข้างม่านโปร่งทันที บนเตียงหญิงสาวที่อยู่ในชุดสีขาวสะอาดสะอ้านกำลังอุ้มทารกหนึ่งคน หว่างคิ้วที่องอาจผึ่งผาย ถูกความอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ครั้งแรกปกคลุม

เมื่อภาพภาพนี้ปรากฎในสายตาของซือมั่วก็ช่างงดงามอย่างยิ่ง

เขาไม่เคยเห็นมู่ชิงเกอที่อ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน ภาพของภรรยา และลูกเติมเต็มโลกของเขาทั้งใบ

ทันใดนั้น เขาก็มีความรู้สึกทำตัวไม่ถูกชนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอะไรต่อไป

คนที่เข้ามา เนิ่นนานไม่เห็นการเคลื่อนไหว สายตาของมู่ชิงเกอละออกไปจากใบหน้าเล็กๆ ที่ตุ้ยนุ้ย งามราวกับหยกเจียระไนใบนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ เหลือบตาขึ้นเบาๆ

ท่าทางตกใจของบุรุษทำให้มู่ชิงเกอเลิกคิ้วเบาๆ กล่าวอย่างขบขำ “เจ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น”

ถูกเสียงของมู่ชิงเกอเรียกสติ ซือมั่วจึงก้าวยาวมาข้างๆ เตียง นั่งลง “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ลำบากเจ้าแล้ว”

มู่ชิงเกอยกมุมปากยิ้ม กล่าวอย่างเรียบเฉย “มีอุปสรรคใดที่ข้ายังไม่เคยพบเจอบ้าง แค่คลอดลูก ไม่ยากเกินความสามารถข้าหรอก”

เบื้องหลังความสดใสของนาง คือความทุกข์ทนทรมานกว่าสามวันจริงๆ

ต่อให้นางจะไม่สนใจ แต่ซือมั่วจะเพิกเฉยได้อย่างไร

“ต่อจากนี้พวกเราไม่ต้องมีลูกแล้ว คนนี้คนเดียวก็พอ ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าทนทรมานได้อีก” ซือมั่วโอบมู่ชิงเกอไว้ในอ้อมอก ปกป้องนางไว้

ใครจะรู้มู่ชิงเกอกลับยิ้มกล่าว “ข้ากลับคิดว่า ยังคลอดได้อีกสอง สามคน ครั้งแรก ประสบการณ์ยังไม่พอ ภายหลังก็ไม่เป็นแบบนี้แล้ว”

ที่นางพูดคือเรื่องจริง เพียงแต่ขั้นตอนในนั้นถูกปิดบังไว้

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของร่างกายนาง การผ่าท้องเมื่อครู่ก็เจ็บเพียงแค่พริบตาเดียว เมื่อนางนำเด็กออกมาแล้ว บาดแผลก็สมานอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นแม้แต่นิดเดียว

นึกไม่ถึงว่าคลอดลูกจะง่ายเหมือนการขุดดิน นี่ทำให้มู่ชิงเกอเลิกคัดค้านปัญหาการมีทายาทสืบตระกูลแล้ว

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์…” ซือมั่วมองนางอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ทว่ามู่ชิงเกอกลับใช้ศอกกระทุ้งอกเขา กล่าวถาม “เหตุใดเจ้าถึงไม่มองลูกเจ้าเลยเล่า”

เมื่อเอ่ยถึลูก ซือมั่วก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เจ้าตัวเล็กที่ทรมานคนผู้นี้ เขายังไม่รู้เลยว่าหน้าตาเป็นอย่างไร สายตาหลุบลงเบาๆ เขามอง ‘ก้อนเนื้อตัวน้อย’ ที่อุ้มอยู่ในอ้อมอกของมู่ชิงเกอ

“หน้าเหมือนเจ้า แต่ก็เหมือนข้าด้วย” ความสนใจของซือมั่วตกอยู่ที่หน้าตาของซาลาเปาตัวน้อย เอ่ยคำวิจารณ์ตรงจุด

มู่ชิงเกอกระตุกมุมปาก กล่าวว่า “พูดได้ไม่เลว”

ซาลาเปาตัวน้อยไม่สนใจบทสนทนาของพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย ปากเล็กๆ ขยุบขยิบ ส่งเสียงจุ๊บจิ๊บ

“อุ้มออกไป ให้พวกเขาได้เห็น” มู่ชิงเกอส่งลูกเข้าไปในอ้อมอกของซือมั่ว กล่าวกับเขา

ซือมั่วพยักหน้า โน้มตัวจูบหน้าผากนาง จากนั้นจึงกล่าวอย่างอาลัย “พักผ่อนให้เต็มที่ รอข้า”

พักผ่อนหรือ

ตอนนี้นางกลับรู้สึกสดชื่นร้อยเท่า

มู่ชิงเกอพูดในใจ แต่ก็ยังคงพยักหน้าบอกเป็นนัย ไม่ได้ปฏิเสธ

ซือมั่วอุ้มซาลาเปาตัวน้อย เดินออกไปนอกตำหนัก

เงาร่างที่สูงใหญ่ของเขา ในอ้อมอกกำลังอุ้มทารกน้อย ดูไม่เข้ากันเล็กน้อยจริงๆ แต่ว่า ในวินาทีนี้สายตาคนทั้งหมด ต่างก็ตกลงบนร่างเด็กทารกในอ้อมอกเขาอย่างตื่นเต้น

“นี่คือนายน้อยของพวกเจ้า!” ซือมั่วอุ้มลูกขึ้นเบาๆ กล่าวเสียงดัง

“คารวะนายน้อย!”

คนทั้งหมดนอกตำหนัก พากันคุกเข่า ตะโกนประโยคที่พวกเขายินยอมพร้อมใจ และรอคอยมาเนิ่นนาน

ในโลกเทพมารจัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งโลกมา

หนึ่งเดือนให้หลัง

มู่ชิงเกออยู่ในห้องบรรทมกับซือมั่ว มีเสียงหัวเราะ ‘คิกๆๆ’ ของทารกดังออกมา

ซือมั่วเดินออกไปนอกตำหนัก กลุ้มใจไม่หยุด

ที่นี่คือตำหนักบรรทมของเขากับมู่ชิงเกอ แต่ว่า เขากลับไม่ได้นอนข้างในมาหนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว

เหตุผล..

ก็เพราะลูกผู้นั้นของเขา!

ซือมั่วสูดหายใจเข้าลึก กดความร้อนใจอยากฆ่าคนกลับไป จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มที่รักใคร่เอ็นดูออกมา ยกขาก้าวเข้าไปในตำหนัก

เพิ่งจะเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงดูดดังเข้ามารางๆ

เสียงๆ นี้ในหนึ่งเดือนมานี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา นี่คือเสียงที่มู่ชิงเกอกำลังให้นม เมื่อคิดถึงภาพภาพนั้น ซือมั่วก็รู้สึกตาร้อนผ่าว

ในขณะเดียวกัน ส่วนลึกในดวงตาสีอำพันก็มีความอิจฉาแวบผ่านโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

‘ไปตายซะ! สิ่งที่เดิมควรจะเป็นของข้า ก็ถูกเจ้าเด็กนั้นแย่งไป!’ เส้นเลือดดำตรงขมับซือมั่วปูดขึ้นอย่างรวดเร็ว ‘ไม่โกรธๆ! นั้นคือลูกของเรา ฆ่าไม่ได้’

หลังจากปลอบตัวเองแล้ว ซือมั่วก็ก้าวเท้าต่อไป

ตอนที่เขาเดินมาข้างหน้ามู่ชิงเกออย่างหงุดหงิด ก็มองเห็นนาง จัดระเบียบเสื้อผ้า

มู่ชิงเกอแต่งตัวเสร็จแล้ว เด็กน้อยก็สะอึกอย่างพอใจทั้งใบหน้า ทำให้แววตาซือมั่วปรากฎความผิดหวัง ‘มาช้าไป’

“อามั่ว” มู่ชิงเกอละสายตามองเขา มองท่าทีอัดอั้นของเขา ตะโกนเรียกอย่างขบขำ

“เสี่ยวเกอเอ้อร์” ซือมั่วตาลุกวาว เร่งฝีเท้าเข้ามาข้างมู่ชิงเกอ นั่งลง โอบนางกับลูกเข้ามาในอ้อมอก “คืนนี้พวกเรา…” เขากระซิบกระซาบ ข้างหูนาง

น้ำเสียงที่คลุมเครือ บอกเป็นนัยไว้ชัดเจนอย่างถึงที่สุดแล้ว

มู่ชิงเกอหูแดง แต่กลับไม่ได้ปฏิเสธ

ตอนที่ซือมั่วดีใจบ้าคลั่งในใจ จู่ๆ เสียงร้องไห้เสียงหนึ่งก็ดึงเขาจากความฝันกลับมาสู่ความเป็นจริง

“อุแว้!” ซาลาเปาน้อยที่เดิมก็กินอิ่มแล้ว จู่ๆ ก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา หางตามีนํ้าตาเม็ดใหญ่ๆ ไหลลงอย่างรวดเร็ว

“เด็กดี ไม่ร้องๆ” มู่ชิงเกอรีบกล่อมลูก บรรยากาศหวานชื่นระหว่างซือมั่วก่อนหน้านี้หายไปจนหมดเกลี้ยง

ซือมั่วหน้าดำครํ่าเครียด

เขารู้อยู่แล้ว!

หนึ่งเดือนมานี้ขอเพียงเขาอยากชิดใกล้มู่ชิงเกอ หรือว่าแสดงท่าทีสนิทสนมเล็กน้อย ปีศาจน้อยตัวนี้ก็จะร้องไห้ลั่น จะร้องจนกว่าเขาจะออกไปจึงจะยอมหยุดร้อง

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์!” ซือมั่วลุกขึ้นยืนกล่าวอย่างอัดอั้น

มู่ชิงเกอหันหน้ามองเขา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าออกไปก่อน”

ซือมั่วเจ็บปวดใจอย่างไม่มีเหตุผล ความรู้สึกถูกทอดทิ้งชนิดหนึ่งจู่โจมหัวใจ

เขายืนนิ่งไม่ขยับ มองเด็กเกเรที่ร้องไห้ไม่หยุดคนนั้นอย่างแน่นิ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

‘คืนนี้ เจ้ารอข้าที่ตำหนักหน้า’ ตอนที่เขากำลังเดินออกไปอย่างโมโห ครุ่นคิดว่าจะโยนเด็กน้อยออกไปดีหรือไม่ เสียงที่ถ่ายทอดมาของมู่ชิงเกอก็ทำให้เขาดีใจแทบบ้า

เขาเหลือบตาขึ้นมองนาง พยักหน้าอย่างรวดเร็ว หันหลังกลับ หายไปจากตำหนัก

เมื่อเขาไป เด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ทันที เพียงแต่หางตายังคงมีน้ำตาอยู่ จ้องมองมารดาของตนด้วยท่าทางน่าสงสาร

พลิกปฐพี 960

ตอนที่ 960

ตอนพิเศษ 1

ออกไปเดี๋ยวนี้! ผลข้างเคียงที่น่ากลัว

“คุณชาย ท่านออกแรงหน่อย!”

“ใช่แล้ว! คุณชาย ท่านออกแรงหน่อย!”

“คุณชายน้อยจะออกมาแล้ว ท่านออกแรงอีก! ออกแรง!”

“หุบปากให้หมด!” เสียงตะโกนที่อัดอั้นเสียงหนึ่ง หยุดเสียงของคนหนึ่งกลุ่มนอกม่าน

โย่วเหอกับฮวาเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดอลม่าน มองหน้ากันและกัน แววตาทั้งเป็นกังวล ทั้งตื่นเต้น ข้างหลังพวกนางสองคน ยังมีเสวี่ยหยา เซวี่ยนหย่า และสาวใช้คนอื่นๆ ในมือแต่ละคนถือนํ้าร้อน กรรไกร รวมถึงผ้าสะอาด เสื้อผ้าเด็กแรกเกิดต่างๆ

“อือ…” ในม่าน มีเสียงครวญคราญที่อัดอั้นดังออกมาอย่างต่อเนื่อง เงาคนที่คล้ายเห็นคล้ายไม่เห็น ทำให้พวกเขาเป็นกังวลไม่หยุด

“นายท่าน ให้พวกเราเข้าไปเถิด” เสวี่ยหยากล่าวอย่างอดไม่ได้

ผ่านไปครู่หนึ่งจึงมีเสียงมู่ชิงเกอกัดฟันเล็ดลอดออกมา “ไม่ต้อง!”

เซวี่ยนหย่ากล่าวอย่างร้อนใจ “นายท่าน ไหนเลยจะมีแบบนี้ ตัวเองทำคลอดให้ตัวเอง?”

“ใช่แล้ว คุณชาย ท่านจะทำให้พวกข้าร้อนใจตายหรืออย่างไร” เสียงที่ร้อนรนของฮวาเยวี่ย มีเสียงสะอื้นไห้แล้ว

กว่านายท่านของนางจะมีวันนี้ได้หลังจากแต่งงานกับท่านมั่วมาร้อยปี เพิ่งจะได้ต้อนรับการลงมาเกิดของนายท่านคนแรกผู้นี้!

“ข้าทำเองได้” เสียงที่เย็นเยียบเล็กน้อยของมู่ชิงเกอดังออกมาอีก

แต่ทุกคนต่างก็ฟังออก ความเย็นเยียบในน้ำเสียงนี้ของนาง เกิดขึ้นจากการสะกดกลั้นความเจ็บปวดของการคลอดบุตร

นิสัยของมู่ชิงเกอ เป็นถึงหัวหน้าสาวใช้ทั้งสี่ของนางจะไม่รู้ได้อย่างไร

พระราชวังที่ใหญ่โต สตรีชุดกระโปรงพลิ้วไหวหนึ่งกลุ่ม ล้อมอยู่หน้าเตียงใหญ่ที่มีม่านโปร่งบางทิ้งตัวลงมา นอกประตูวัง มีทัศนียภาพราวกับภาพวาด ต่างจากทิวทัศน์ที่แผ่นดินเทพมาร

ในม่านเกิดความเงียบสงัด

ทว่าบุรุษหลายคนที่ยืนรออยู่นอกประตู กลับไม่มีความรู้สึกดีใจแม้แต่นิดเดียว

“พระชายาทำคลอดมาสามวันแล้ว เหตุใดคุณชายน้อยยังไม่ออกมาอีกเล่า” กู่หยากล่าวถามกู่เย่ข้างกายด้วยเสียงตํ่า

กู่เย่เหลือบตาขึ้นมองเงาร่างสีดำที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สามวันมานี้ยังไม่ขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว จากนั้นจึงหลุบตาอย่างรวดเร็ว กล่าวกับกู่หยา “พูดให้น้อยหน่อย ยังสร้างความกังวลให้นายท่านไม่พออีกหรืออย่างไร”

สีหน้ากู่หยาเคร่งขรึม เม้มปากแน่น ไม่พูดอีก

คนที่ยืนอยู่ข้างๆ คนทั้งสองคือมั่วหยาง สามวันนี้เขาเองก็ไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว มือทั้งคู่กำแน่นอย่างยิ่งแล้ว ในดวงตาที่นิ่งขรึมคู่นั้น เต็มไปด้วยความกังวล

เขาได้ยินมาว่า สตรีคลอดบุตร คือการไปเดินเล่นที่ด่านประตูนรกหนึ่งรอบ อันตรายอย่างถึงที่สุด คุณชายของเขาจะผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่

คิดถึงจุดนี้ เขาก็เหลือบตาขึ้นมองแผ่นหลังนอกประตูนั้น ในใจก็เคียดแค้น เพราะชายคนนี้คนเดียว ทำให้คุณชายของเขาต้องเป็นเช่นนี้

“อา!”

ในประตู พลันมีเสียงร้องเจ็บปวดเสียงหนึ่งดังออกมา

ทำให้คนไม่กี่คนนอกประตูตกใจสะดุ้งทันที

โดยเฉพาะซือมั่วที่ยืนอยู่นอกประตู หัวใจทั้งดวงแทบจะระเบิดออกมา “เสี่ยวเกอเอ๋อร์!”

เขาตะโกนชื่อนางออกมา แต่กลับพบว่าเสียงของตนสั่นเครือชัดเจนอย่างถึงที่สุด

หลายปีมานี้ เขาไม่เคยหวาดกลัวเช่นนั้นมาก่อน

‘ไม่ต้องคลอดแล้ว! เด็กคนนี้ไม่เอาแล้ว!’

ความคิดหนึ่ง แวบเข้ามาในสมองของซือมั่ว เขาไม่แม้แต่จะคิด ผลักประตูเข้าไปทันที

ทายาทอะไร ผู้สืบทอดอะไร ผู้สืบสายโลหิตอะไร ล้วนสำคัญไม่เท่าเสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาทั้งสิ้น

เงาร่างสีดำที่สูงโปร่ง วิ่งพุ่งเข้าไปในตำหนัก ดึงดูดความสนใจของคนหนึ่งกลุ่มนอกม่าน

หญิงสาวทุกคนละสายตามองเขา สีหน้าสาวใช้เหล่านั้นตกใจ พากันคุกเข่าต้อนรับ ส่วนสาวใช้ทั้งสี่ของมู่ชิงเกอ กลับตกตะลึงมองเขา

“ท่านเขย ท่านเข้ามาได้อย่างไรเจ้าคะ!” โย่วเหอเดินเข้ามาหาซือมั่ว คิดจะขวางไม่ให้เขาเข้าไปใกล้เตียงใหญ่

อย่างไรเสีย สตรีที่กำลังจะคลอดบุตร บุรุษก็ไม่ควรเข้าใกล้

แต่ว่า ตอนที่ซือมั่วเห็นว่าพวกนางหนึ่งกลุ่มนี้ต่างก็เฝ้าอยู่นอกม่าน ดวงตาสีอำพันกลับโมโหขึ้นมาทันที กล่าวถาม “พวกเจ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้”

สามวันนี้ เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขา คลอดบุตรเพียงคนเพียงคนเดียวงั้นหรือ

คนที่ปรนนิบัติขณะคลอดเหล่านี้ เพียงแค่เฝ้าอยู่ที่พื้นหรือ

เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ซือมั่วก็รู้สึกปวดใจ ปวดใจที่ภรรยาของเขาแบกรับความเจ็บปวดที่มากเพียงนี้ตัวคนเดียว

“คุณชายไม่ให้เข้าไปเจ้าค่ะ” โย่วเหออธิบายด้วยสีหน้าซับซ้อน

เมื่อได้ยินเจตนาของมู่ชิงเกอ ซือมั่วก็ยิ่งเจ็บปวด เขาเดินไปข้างหน้าต่อ ไม่สนใจการขัดขวางของโย่วเหอ เดินไปพลางตะโกนไปพลาง “เสี่ยวเกอเอ๋อร์พวกเราไม่ต้องคลอดแล้ว ไม่ต้องมีบุตรแล้ว!”

“เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้!” มู่ชิงเกอแผดเสียงด้วยความโกรธ

ทันใดนั้น พลังที่แข็งกล้าหนึ่งสายก็พุ่งออกมาจากม่าน พุ่งตรงมายังซือมั่ว

ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วหดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ออกมือขัดขวาง ปล่อยให้พลังกลุ่มนั้นตกลงบนอกตัวเอง

ตุบ!

ความรู้สึกราวกับหินก้อนยักษ์ทุบลงบนหน้าอก พลังอหังการ พาร่างซือมั่วตีลังกาออกไปนอกตำหนัก ฉากฉากนี้ทำให้สาวใช้ทั้งหมดตกตะลึง

การโจมตีนั้นของมู่ชิงเกอ ย่อมไม่อาจทำร้ายซือมั่วได้ เพียงแค่ผลักเขาออกไปนอกประตู หลังจากนั้น เสียงของมู่ชิงเกอก็ดังขึ้นมาติดๆ

ทว่า คนที่นางตะโกนเรียกไม่ใช่ซือมั่ว แต่เป็นมั่วหยาง

“มั่วหยาง พาองครักษ์เขี้ยวมังกรมาคุ้มกันหน้าประตู ใครบังอาจเข้าใกล้ ฆ่าได้ไม่เว้น!”

คำสั่งที่เย็นชานี้ทำให้คนทั้งหมดนอกประตูกระตุกมุมปากอย่างแรง

ท่ามกลางความตกใจที่ซือมั่วถูกโจมตีออกมา

มั่วหยางหลังตรงอกตั้งทันที ขานรับด้วยลมปราณเต็มเปี่ยม “ขอรับคุณชาย!”

ซือมั่วละสายตา ในดวงตาเด็ดขาดราวกับมีด หันมองมั่วหยาง

แต่ว่า เขากลับไม่สนใจ ทำตามคำสั่งของมู่ชิงเกอ เรียกรวมองครักษ์เขี้ยวมังกร ตั้งแถวเป็นกำแพงมนุษย์อยู่นอกตำหนัก กันคนทั้งหมดออกไปข้างนอก รวมถึงซือมั่ว

สีหน้าซือมั่วเคร่งขรึมไม่น่ามอง แต่กลับไม่ได้ลงมือเช่นกัน

เพราะว่า เขาเองก็ไม่กล้ายั่วยุมู่ชิงเกอในเวลานี้

กู่หยากับกู่เย่ยิ้มเจื่อน สบตากับปราดหนึ่ง รู้สึกถึงความอึดอัดและจนใจแทนเจ้านายของพวกเขา

กู่หยาถ่ายทอดเสียงบอกกู่เย่ ‘เฮ้อ-! พระชายาของพวกเราไม่เหมือนใคร แม้แต่คลอดบุตรยังคลอดได้อย่างอหังการเพียงนั้น’

‘ที่ข้าสงสัยก็คือ นายท่านเข้าไปทำอะไรกันแน่ ยั่วโมโหพระชายาเข้าแล้วหรือ’ กู่เย่กล่าวเบาๆ

ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ ต่างก็ใช้สายตาเห็นใจมองซือมั่วที่มีไอเย็นพัวพันอยู่

ในตำหนัก สาวใช้ทั้งหมดที่คุกเข่า ต่างก็ตะลึงงันต่อคำสั่งของมู่ชิงเกอ เช่นกัน

พวกนางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก คลอดบุตร ยังคลอดเช่นนี้ได้ เมื่อก่อน สตรีที่กำลังจะคลอดบุตรที่พวกนางรู้มา หากไม่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แผดเสียงตะโกน ตำหนิสามี ก็รํ่าไห้ออดอ้อนสามีมิใช่หรือ

เหตุใดพอถึงตาเจ้านายของพวกนางแล้ว ถึงได้กลับกลายเป็นเช่นนี้

เป็นดั่งคาด เจ้านายของพวกนาง สมควรที่จะเป็นบุคคลที่ฝ่าฟันบนเส้นทางสายเลือดมาตั้งแต่ชั้นที่ต่ำที่สุดกลายเป็นเจ้าแห่งอำนาจในช่วงเวลาร้อยปีมานี้

คำสั่งของมู่ชิงเกอทำให้สาวใช้ทั้งสี่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

แต่ว่า พวกนางกลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แท้จริงแล้วในม่านมีสถานการณ์เช่นไร พวกนางก็ไม่รู้

ตอนนี้ทำได้เพียงวิงวอนให้มู่ชิงเกอปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก ทุกอย่างราบรื่น

ในม่าน มู่ชิงเกอเพียงแค่คลุมผ้าแพรบาง ผมดำกระเซิง บนใบหน้าและร่างกายต่างก็ถูกเหงื่อชโลมจนเปียกโชก บนเตียงยังมีกองโคลนหนึ่งแอ่ง

คราบเหงื่อ โลหิต น้ำครํ่า ต่างก็ปะปนอยู่ด้วยกัน เปรอะเปื้อนเป็นบริเวณกว้าง

ขาทั้งคู่ของนางแยกออก นั่งพิงเสาหัวเตียง มือหนึ่งค่ำยันร่างกาย อีกมือหนึ่งลูบท้องที่นูนสูงของตนเบาๆ เครื่องหน้าทั้งห้าที่งดงาม ตอนนี้ซีดเซียวเล็กน้อย แต่กลับยิ่งทำให้สวยงามมากขึ้น

‘ไปตายซะ! ทรือว่านี่จะเป็นผลข้างเคียงของยาเปลี่ยนแปลง DNA’

ภายในสามวันนี้ มู่ชิงเกอจำไม่ได้ว่าตนสาปแช่งในใจไปกี่รอบแล้ว

ทำคลอดด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่านางทะนงตน แต่เพราะมันไม่มีวิธีอื่น

ความสามารถในการฟื้นตัวของนางแข็งแกร่งเกินไป บาดแผลแม้แต่นิดเดียวก็สามารถหายดีได้ในทันที ไม่ให้โอกาสเด็กได้ออกมาอย่างสิ้นเชิง

หากไม่ใช่ว่านางยังสามารถสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นที่แข็งแรงของเด็ก นางก็กังวลว่าสามวันนี้จะทำให้เด็กหมดลมหายใจตายไปแล้ว

“ข้าทนทรมานกับปีศาจน้อยเช่นเจ้ามาสามปีแล้ว ในที่สุดตอนนี้ก็ปกป้องจนเห็นฟ้าทลังฝนแล้ว เจ้าก็ยังถูกข้าทรมาน… แต่ว่า ปัญหาคือ… ให้ตายเถอะ ล้วนเป็นข้าที่ทรมานต่างทาก” มู่ชิงเกอมองท้องตัวเอง กล่าวอย่างขมขื่น

เด็กในท้อง อยากออกมาอย่างสุดชีวิต แต่กลับออกไม่ได้

ดูเหมือนว่า เป็นความแค้นจากการทนทรมานในช่วงเวลาตั้งครรภ์สามปีที่ให้นางชำระ แต่ว่าคนที่รับกรรมก็ยังคงเป็นนางเองมิใช่หรือ

ความสามารถในการรักษาตัวเองที่ภูมิอกภูมิใจ ตอนนี้กลับกลายเป็นอุปสรรคในการคลอดบุตรของนาง

จุดๆ นี้ไม่ว่านางจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ถึง

มู่ชิงเกอหายใจหอบยกใหญ่ เด็กน้อยในท้องเหมือนทนไม่ไหวแล้ว สองมือสองเท้าเริ่มทุบตีท้องของมู่ชิงเกอ

เห็นท้องของตนมีมือเท้าเล็กๆ นูนขึ้นมารางๆ แววตาที่ทะลุปรุโปร่งของมู่ชิงเกอก็อบอุ่น ความโกรธที่ถูกทรมานมาสามวันก็หายเกลี้ยงในชั่วพริบตา

นางเผยรอยยิ้มบางๆ กล่าวเสียงต่ำกับท้องของตน “เจ้าหนูน้อย อย่าร้อนใจ อีกประเดี๋ยวก็จะออกมาได้แล้ว”

พูดจบ ในมือนางก็มีมีดแหลมคมหนึ่งเล่มปรากฎขึ้นมา

สายตาของมู่ชิงเกอมีความเด็ดขาดกะพริบวาบ ในใจตัดสินใจแล้ว

‘ไม่ได้การ ทำได้เพียงผ่าท้องให้ตัวเองแล้ว’

โลกใบหลัก ที่นี่เลื่องชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของโลกทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ต่างก็สูงเหนือโลกใดๆ

ที่นี่ กว้างใหญ่ไพศาลจนไม่มีขอบเขต มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

กระทั้ง มีคนพูดว่า สูดหายใจที่นี่หนึ่งคราก็เทียบเท่ากับกินยาลูกกลอนระดับมหาเทพหนึ่งเม็ด

บนท้องฟ้า มีแสงเงินสองสายแวบผ่าน มุ่งหน้าไปยังโลกเทพมาร หนึ่งในสิบโลกใหญ่ที่ผุดขึ้นมาในร้อยปีบนแผ่นดินผืนนี้

โลกเทพมาร ว่ากันตามความจริง ปรากฏขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน สามีภรรยาที่ขึ้นมาจากจักรวาลขนาดใหญ่หนึ่งคู่ ร่วมมือกันก่อตั้ง ใช้เวลาเพียง 60 ปีสิ้นๆ ก็แทรกตัวเข้าไปในโลกใหญ่อันดับที่ 6 จาก 10 อันดับแรกท่ามกลางโลกที่มีมากมายมหาศาลในโลกใบหลัก สั่นสะเทือนชนชั้นสูง และเจ้าอำนาจทั่วโลกใบหลัก

แม้ว่าจะอยู่ในอันดับ 6 แต่ว่า เมื่อเอ่ยถึงโลกเทพมารกลับเป็นสถานที่ที่กลุ่มอำนาจทั้งหมดบนโลกหลักไม่กล้าจะผิดใจง่ายๆ

ไม่เพียงเพราะว่าพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งของพวกเขา แต่ยังเป็นเพราะว่าผู้ปกครองของมันร้ายกาจอย่างยิ่งจริงๆ

ปราบปรามเด็ดขาดทำให้คนเสียวซ่านไปทั้งศีรษะจริงๆ

แสงเงินสองสายนั้น พุ่งเข้าไปในโลกเทพมาร ไม่ถูกขัดขวางแม้แต่นิดเดียว ตกลงหน้าพระราชวังที่ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา กลายร่างเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ไป๋สี่มองเห็นเหตุการณ็นี้นอกประตู ตกตะลึง

หยินเฉินเองก็ขมวดคิ้วมุ่น

ซือมั่วหมุนตัวมองพวกเขาสองคน กล่าวถาม “ของเล่า”

เมื่อพูดเข้าเรื่อง คนทั้งสองก็ไม่ได้ไต่ถามอีก แต่เทของที่เก็บรวบรวมมาทั้งหมดลงบนพื้นทันที “ของเหล่านี้ ล้วนเป็นของที่พวกข้ารวบรวมกลับมา ช่วยผดุงครรภได้”

“อะ!” หลังจากคำพูดของไป๋สี่ดังออกไป เงาร่างคนผู้หนึ่งก็กลิ้งตกลงบนพื้น

ซือมั่วมองคนผู้นั้น ตาทั้งคู่หรี่ลง

“หมอตำแย” หยินเฉินอธิบายหนึ่งครา

กู่หยากับกู่เย่กระตุกมุมปาก พยายามกลั้นหัวเราะ

“อุแว้!” ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ของเด็กทารกที่ก้องกังวานเสียงหนึ่ง ดังทะลุเมฆหมอก ทำลายบรรยากาศที่อึดอัดเล็กน้อยนอกประตู

พลิกปฐพี 959

ตอนที่ 959

อวสาน บทจบ

คำพูดของมู่ชิงเกอทำให้ราชินีเผ่าฝูงุนงง

ทว่า นางกลับไม่ได้สนใจกล่าวด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว “เจ้าน่ะหรือ”

มู่ชิงเกอยิ้มอย่างเย็นชา ออกคำสั่งองครักษ์เขี้ยวมังกร และเผ่าภูติภูเขาข้างหลัง “ฆ่า”

การประลองจบลงแล้ว เช่นนั้นก็ควรจะสะสางบัญชีได้แล้ว

เมื่อมู่ชิงเกอพูดจบก็วิ่งไปหาราชินีเผ่าฝูทันที

ความเร็วของนางเร็วอย่างถึงที่สุด ประหนึ่งสายฟ้า

ข้างหลังนาง คนขององครักษ์เขี้ยวมังกรรวมถึงเผ่าภูติภูเขาต่างก็ทุ่มกำลังออกมา รวมแล้วหกร้อยคน พุ่งตรงไปยังคนอักขระสีดำเหล่านั้น

คนอักขระสีดำที่ตามราชินีเผ่าฝูมา หลังจากถูกมู่ชิงเกอกลืนกินไปหลายรอบก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว มีเพียงพันกว่าคนเท่านั้น

จำนวนนี้ในสายตาของเหล่าองครักษ์เขี้ยวมังกรไม่นับว่าเป็นปัญหาแล้ว

การปรากฎตัวฉับพลันของมู่ชิงเกอ ทำให้ราชินีเผ่าฝูตกใจ นางถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว ยักษ์ตัวนั้นของนางร้องคำราม วิ่งพุ่งเข้ามาหามู่ชิงเกอ

แต่ว่า มู่ชิงเกอกลับไม่ได้สนใจมันเลย เพียงแค่กวาดสายตาออกไป พลังชีวิตในร่างยักษ์ตัวนั้นก็ขาดสิ้น ล้มลงมาจากอากาศเสียงดังสนั่น กระแทกซากปรักหักพังจนเกิดเป็นหลุมลึก

ฉากฉากนี้ทำให้ราชินีเผ่าฝูตกใจหน้าถอดสี

ฝั่งนั้น คนที่นางนำมา สู้รบอยู่กับคนที่มู่ชิงเกอนำมาแล้ว

องครักษ์เขี้ยวมังกรพร้อมใจกัน ร่วมแรงซึ่งกันและกัน พวกเขาเป็นดั่งกระบี่แหลมหนึ่งเล่ม สังหารอยู่ในเผ่าฝูไม่ขาดสาย คนอักขระสีดำปลดปล่อยพลังในอักขระออกมา แต่กลับไม่มีทางโจมตีการปกป้องรุกรานขององครักษ์เขี้ยวมังกรได้เลย

ส่วนกลุ่มมือยิงธนูเทพของเผ่าภูติภูเขาก็ยิ่งเป็นดาวมฤตยูของเผ่าฝู พลังในอักขระของพวกเขายังไม่ทันจะปล่อยก็ถูกยิงตายจากระยะไกล แม้แต่คนที่ฆ่าพวกเขาตายมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ยังไม่รู้

องครักษ์เขี้ยวมังกรกับเผ่าภูติภูเขาร่วมมือกัน คาดไม่ถึงว่าคนอักขระสีดำกว่าพันคนนั้น สู้รบจนได้เปรียบ

“เจ้าทำได้อย่างไร…” ราชินีเผ่าฝูตกตะลึงอย่างถึงที่สุด

ในความทรงจำของนาง มู่ชิงเกอไม่ควรแข็งกล้าเช่นนี้จึงจะถูก ไม่นึกว่ายักษ์ที่นางเลี้ยงมากับมือจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเช่นนี้

ชั่วพริบตา มู่ชิงเกอก็ยืนอยู่ข้างหน้านาง ใบหน้าที่งามจนทำให้นางริษยาใบนั้น ยังแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่บ้าคลั่ง มู่ชิงเกอยื่นมือออกมาคว้าไปยังหว่างคิ้วของราชินีเผ่าฝู

ราชินีเผ่าฝูตกใจหน้าถอดสี ถอยไปข้างหลัง ในอักขระสีทองปล่อยพลังทำลายล้างที่น่ากลัวนั้นออกมาท่ามกลางความเร่งรีบ

ทว่า พลังที่ไร้เทียมทานมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้กลับไม่ส่งผลใดๆ ต่อหน้ามู่ชิงเกอ

แสงเหล่านั้นตกลงบนร่างมู่ชิงเกอ ราวกับหินที่จมลงในมหาสมุทร ไม่ซัดคลื่นใดๆ ขึ้นมาอย่างสิ้นเชิง

“เป็นไปได้อย่างไร”

พลังที่พึ่งพิง คาดไม่ถึงว่าไม่ส่งผลแล้ว ราชินีเผ่าฝูมองมู่ชิงเกออย่างเหลือเชื่อ

แต่มู่ชิงเกอกลับยิ้มอย่างเหยียดหยามขึ้นมา “เป็นเพียงพลังที่ยืมมา ยังจะภูมิใจอีกหรือ อยู่ต่อหน้าข้า ยังกล้าคิดว่าตัวเองดีที่สุด”

ขณะที่พูด สายตานางก็เฉียบขาด ยื่นมือออกไปอีกครั้ง คว้าไปกลางหน้าผากราชินีเผ่าฝู

ครั้งนี้ ราชินีเผ่าฝูไม่สามารถหลบได้อีก มือของมู่ชิงเกอตกลงใกล้หว่างคิ้วนาง อักขระสีทองที่ตราอยู่ตรงหว่างคิ้วนาง ถูกมู่ชิงเกอดูดออกมา

“กรี๊ดดด” ความเจ็บปวดที่อักขระถูกดูดออกไปทำให้ราชินีเผ่าฝู ส่งเสียงกรีดร้องออกมา

นางเรียกตัวประหลาดสองตัว พวกมันโผล่ออกมาจากซากปรักหักพัง ร่างใหญ่โตอย่างถึงที่สุด แต่กลับไม่มีขาสองข้าง

“ฆ่านางซะ” ราชินีเผ่าฝูตะโกนสั่ง

อักขระสีประหลาดกลางหว่างคิ้วตัวประหลาดสองตัวนั้นยิงลำแสงสีดำสองสายไปยังหลังมู่ชิงเกอ

แต่ว่า มู่ชิงเกอกลับไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย และไม่มีเจตนาจะหลบ ตอนที่แสงดำกำดังจะตกลงบนแผ่นหลังนาง อสูรเพลิงที่แผดเสียงตัวหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากแผ่นหลังนาง อ้าปากกลืนแสงสีดำสองสายเข้าไปในท้องทันที

อสูรเพลิงกลืนแสงดำลงไป แล้วยังร้องคำรามวิ่งพุ่งไปที่ตัวประหลาดสองตัวนั้น

ดวงตาทั้งสองของราชินีเผ่าฝูกลมโตแล้ว ท่าทางตกใจไม่มีทางอธิบายสีหน้าในตอนนี้ของนางได้แล้ว ท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรง อักขระสีทองบนหน้าผากนางถูกมู่ชิงเกอดึงออกมาแล้ว

“กรี๊ดดด” นางกรีดร้องด้วยความดุร้าย สีหน้าเจ็บปวด

หลังจากที่ถูกดึงอักขระสีทองออกมาแล้ว คาดไม่ถึงว่ามีตัวอักษรยั้วเยี้ยเลื้อยขยุกขยิกไม่หยุด กระทั้งยังคิดจะเจาะเข้าไปในข้อมือของมู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอแค่นเสียหึหนึ่งครา มือออกแรงบดขยี้อักขระสีทอง ทันใดนั้น อักขระสีทองก็กลายเป็นแสงทอง หายไปในกำมือของนาง กลางหน้าผากราชินีอักขระคล้ายถูกขุดเลือดเนื้อออกไปหนึ่งชิ้น โลหิตชโลม น่าเวทนาอย่างถึงที่สุด

“ข้าจะฆ่าเจ้า!” นางตะโกนบ้าคลั่ง

แต่ว่า มู่ชิงเกอไหนเลยจะเป็นคนที่นางจะฆ่าได้ในตอนนี้นางยิ้มเยาะกล่าว “มีบางประโยค ที่ไม่เคยมีโอกาสได้พูด นั่นก็คือ…เผ่าฝูของพวกเจ้าน่ารังเกียจเกินไปจริงๆ เผ่าวิปริตเช่นนี้ ต้องประหารชีวิตให้หมด”

พูดจบ นางก็คว้าผมของราชินีเผ่าฝูอย่างแรง ตีนางอย่างทารุณ

มู่ชิงเกอไม่ได้ใช้พลังเทพ แต่ใช้พลังในร่างกายโดยตรง ระบายความเคียดแค้นในใจออกมาทั้งหมด

“หมัดนี้เพื่อวีรบุรุษที่ตายในทะเลแห่งความจริง” มู่ชิงเกอต่อยไปบนแก้มนางทำให้นางพ่นฟันหักออกมา โลหิตพุ่งกระฉูด

พลัก!

อีกหนึ่งหมัดต่อยท้องนางอย่างโหดเหี้ยม ต่อยจนนางค่อมตัว แรงหมัดโจมตีจนกระดูกสันหลังนางหัก

“หมัดนี้ เพื่อหลินชวน!”

“หมัดนี้เพื่อแผ่นดินเทพมาร!”

“หมัดนี้ เพื่อชูเนี่ยน!”

มู่ชิงเกอต่อยราชินีเผ่าฝูจนหมดสภาพแล้ว ข้างหลังนาง อสูรเพลิงแปลกตาตัวนั้น กัดกินตัวประหลาดสองตัวนั้นตายแล้ว เปลวเพลิงก็เผาไหม้อักขระกลางหน้าผากมันไปด้วย

เขากลับหลังหัน คาดไม่ถึงว่าจะกลายร่างเป็นหยวนหยวน

ที่แท้แล้ว หลังจากที่มู่ชิงเกอกลายเป็นบรรพเทพ ทวนทลิงทลงก็กลายเป็นยุทธภัณฑ์จอมเทพที่แท้จริง

“บรรพชนเผ่าฝู ช่วยข้าด้วย” ราชินีเผ่าฝูตะโกนหนึ่งประโยค

“ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว” หมัดสุดท้ายของมู่ชิงเกอ ต่อยขมับนาง พลังทะลุเข้าไปในสมองของนาง พุ่งออกไปอีกฝั่งหนึ่ง

แววตาราชินีเผ่าฝูดับมืด ตายสนิทอยู่ใต้หมัดของมู่ชิงเกอ ร่างของนางก็กลายเป็นฝุ่นผงแล้วเช่นกัน

“องค์ราชาสิ้นแล้ว”

คนอักขระสีดำที่ถูกตีพอเห็นราชินีตายก็ยิ่งไม่มีแรงต่อสู้เหลือแม้แต่นิดเดียว

แต่ว่า มู่ชิงเกอจะปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร

ในมือนางแกว่งพลังที่แข็งกล้าไร้เทียมทานหนึ่งสายออกไป พุ่งตรงไปยังคนอักขระสีดำเหล่านั้นที่เหลืออยู่ ชั่วพริบตาก็ระเบิดฆ่าพวกเขาทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว

“พลังที่ยืมมา เหอะ” มู่ชิงเกอมองบริเวณที่ว่างโล่งนั้น แค่นเสียง หึด้วยความเหยียดหยาม

ครืน!

ครืน ครืน!

ทันใดนั้น มู่ชิงเกอก็รู้สึกว่าใต้เท้าสั่นสะเทือน ซากปรักหักพัง คล้ายเริ่มขยับขึ้นมา

คนขององครักษ์เขี้ยวมังกรกับเผ่าภูติภูเขาพากันรวมตัวอยู่ข้างกายนาง มองไปรอบด้านด้วยความระมัดระวัง หยวนหยวนเองก็กลับมาข้างกายนาง กล่าวถามเสียงตํ่า “ลูกพี่ ราชินีเผ่าฝูก็ตายแล้ว แต่เหตุใดข้า ถึงรู้สึกว่ายังไม่ค่อยปกติอยู่เล่า”

เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ เงาร่างหลายร้อยสายก็ตกลงมาจากฟ้า ตกลงข้างๆ เขา

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์” ที่แท้แล้ว ก็เป็นซือมั่วกับคนอื่นๆ ที่ทำลายกองทัพชนต่างเผ่า ข้างหลังเขา มีราชาเทวะ เจ้าเมืองย่อย ราชาเฟิ่ง ราชามังกร โห่ว ไป๋สี่ หยินเฉินและคนอื่นๆ

พวกเขารวบรวมพลังที่สมบูรณ์ที่สุด ไปทำลายกองทัพเผ่าฝู แน่นอน คุณงามความดีที่ใหญ่ที่สุดในนั้นก็คือซือมั่ว เขาเพียงคนเดียว แทบจะฆ่าคนเผ่าฝูไปสองในสามส่วน

มู่ชิงเกอละสายตามองเขา กล่าวเสียงตํ่า “ก่อนราชินีผู้นั้นจะตาย ตะโกนว่าบรรพชนเผ่าฝูอะไรสักอย่างไร”

บรรพชนเผ่าฝูหรือ

ซือมั่วเลิกคิ้ว ดวงตาทั้งคู่หรี่ลง

ทันใดนั้น ซากปรักหักพังก็พลันถล่มทลาย ทำให้คนพันคนพากันถอยไปข้างหลัง ทุกคนต่างก็มองบริเวณที่ถล่มทลายนั้นด้วยความตื่นตัว

มู่ชิงเกอเขยิบไปข้างหน้า แต่กลับถูกซือมั่วดึงกลับมา

“พลังข้างในนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง น่าจะเป็นบรรพชนเผ่าฝูอะไรนั่น พลังนี้ต่างจากคนเผ่าฝู ไม่มีทางทำลายได้ทำได้เพียงเนรเทศมันไปยังความว่างเปล่า” ซือมั่วกล่าวกับมู่ชิงเกอ

“คุณชาย ข้างในนั้นคืออักขระสีทองที่ใหญ่อย่างยิ่ง” องครักษ์เขี้ยวมังกรที่ปีนขึ้นที่สูงมองเห็นภาพในบริเวณที่ถล่มทลาย รายงานมู่ชิงเกอเสียงดัง “ใต้ดินคล้ายมีแท่นบูชา บนแท่นบูชาก็คืออักขระสีทองนั้น”

“นี่จะต้องเป็นแก่นแท้ของพลังเผ่าฝู พลังของพวกเขาก็คือพลังที่อักขระสีทองยืมมา ระดับยิ่งสูง พลังที่ยืมก็ยิ่งมาก ไม่อาจปล่อยให้อยู่ที่นี่ต่อไปได้เด็ดขาด ในเมื่อทำลายไม่ได้ก็ทำตามวิธีที่เจ้าว่า” มู่ชิงเกอเก็บสายตากลับมากล่าวกับซือมั่ว ผละออกจากมือเขาวิ่งไปข้างหน้า

ทว่าซือมั่วกลับขวางไว้ข้างหน้านาง กล่าวด้วยสายตาเฉียบแหลม “หากจะไปก็ต้องเป็นข้าที่ไป”

มู่ชิงเกอเบิกตาโต กล่าวเสียงตํ่า “ข้าไม่ยินยอม”

“ไม่ยินยอมไม่ได้” ซือมั่วเองก็ไม่อ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว

ทว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียง เงาร่างสีม่วงหนึ่งสายกลับเฉียดผ่านไปอย่างรวดเร็ว พุ่งไปยังบริเวณที่ถล่มทลายนั้น

เงาร่างสีม่วง เฉียดผ่านเบื้องหน้ามู่ชิงเกอ สีหน้านางเปลี่ยนทันที เหลือบตาขึ้นแล้วตะโกน “ฮ่วนเยวี่ยท่านทำอะไร!”

ตอนนี้ ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยยืนอยู่ตรงขอบถล่มทลาย มองคนทั้งหมดที่ตกตะลึง หัวเราะร่า “ไม่ได้ทำอะไร โอกาสหายาก ข้าเองก็อยากสู้จนสุดชีวิต ดูว่าจะสามารถเข้าใจความลับขั้นสุดท้ายได้หรือไม่ พวกเจ้าสองคนเข้าสู่ขั้นบรรพเทพแล้ว ครั้งนี้อย่าได้แย่งข้าเลย ไม่แน่ว่าหลังจากครั้งนี้แล้วข้าอาจจะบรรลุ ถึงตอนนั้น พวกเราค่อยเจอกันที่โลกใบหลัก”

พูดจบ รอบด้านก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด

ไม่ว่าใครก็รู้ดี ทำเช่นนี้ไม่รอดก็ตาย แม้แต่ซือมั่วยังไม่ให้มู่ชิงเกอที่อยู่ขั้นบรรพเทพไปเสี่ยงอันตราย แล้วนับประสาอะไรกับฮ่วนเยวี่ยขั้นศักดิ์สิทธิ์ชั้นเก้า

ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยละสายตามองมู่ชิงเกอ ในตาหงส์ที่เอื่อยเฉื่อยคู่นั้น มีความรู้สึกพิเศษแวบผ่าน “ข้าไม่ได้ชื่อฮ่วนเยวี่ย ข้ามีชื่อ ข้าชื่อ…”

ครืน

ทันใดนั้น พื้นก็พังทลายอีกครั้ง ด้านล่างหลุมมีเสียงชราดังขึ้นมา “ทาสของข้า ผู้ใดบังอาจฆ่า”

เงาร่างสีม่วงกระโดดเข้าไป มีเพียงคำสองคำลอยออกมา “อวิ่นอิ่ง!”

ครืน

ในหลุมมีแสงทองที่แรงกล้าสาดออกมา ทันใดนั้นแสงทองก็หายไปราวกับว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา ทำให้คนตอบสนองไม่ทันอย่างสิ้นเชิง

ตอนที่แสงทองทายไป ทุกคนก็วิ่งเข้าไปบริเวณที่ถล่มทลายนั้น แท่นบูชายังคงอยู่ แต่ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยและอักขระสีทองกลับหายไปแล้ว

มู่ชิงเกอหน้าเปลี่ยนสีอย่างยิ่ง ทุกคนก็นิ่งเงียบไม่พูด

‘อวิ่นอิ่ง’ มู่ชิงเกอพึมพำในใจ นี่คือชื่อของราชาเทวะฮ่วนเยวี่ย แต่นางกลับเพิ่งมารู้ตอนนี้

ซือมั่วนิ่งเงียบอยู่นานจึงเอ่ยปาก “เขาน่าจะยังไม่ตาย เพียงแค่ทะลุฉากกำบังช่องว่าง ตกลงไปในความว่างเปล่าพร้อมกับอักขระสีทอง หลังจากนั้น…นี่จะกลายเป็นเคราะห์กรรมเป็นตาย หรือว่าโอกาสของเขา ก็ต้องดูโชคของเขาเองแล้ว บางที อาจจะเป็นเหมือนที่เขาพูด พวกเราอาจจะได้รวมตัวกันในโลกใบหลัก”

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก พยักหน้าช้าๆ นางเงยหน้ามองฟ้า

ในที่สุด…ก็จบแล้ว

เป็นดังคาด ท้ายที่สุดยังคงต้องใช้พลังที่สมบูรณ์มาพลิกสถานการณ์ นี่คือโลกที่คนอ่อนแอต้องตกเป็นเหยื่อคนแข็งแกร่ง เป็นโลกที่กำปั้นเป็นใหญ่

หนึ่งเดือนให้หลัง แผ่นดินเทพมาร

บนเก้าชั้นฟ้า บรรยากาศครึกครื้น ทุกหนทุกแห่งต่างก็เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองอย่างถึงที่สุด

“เหมิงเหมิง เจ้าจะออกมาได้เมื่อไร วันนี้เป็นกันสมรสของลูกพี่ หลังพิธีสมรส พวกเขาก็จะไปโลกใบหลักกันก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้อีกเมื่อไร” หยวนหยวนนั่งอยู่บนเก้าชั้นฟ้ากล่าวกับก้อนหินหนึ่งก้อน

แต่เขากลับไม่รู้ว่า ข้างหลังเขามีเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งยืนอยู่ ดวงตาที่กลมโตเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “เจ้าโง่ เจ้าเห็นก้อนหินน่าเกลียดก้อนหนึ่งเป็นข้าหรือไร”

หยวนหยวนสะดุ้งตกใจ กระโดดหมุนตัว

หลังจากที่เขาเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ตกใจจนติดอ่าง “จ…จ…จ…จ…จ…เจ้า…”

“เจ้าอะไรล่ะ ในที่สุดคุณหนูอย่างข้าก็ออกมาได้แล้ว เจ้าไม่ดีใจหรือไร” เหมิงเหมิงตีมือที่ยื่นออกมาเพราะความตกใจของหยวนหยวน กล่าวอย่างยิ้มแย้ม

ในดวงตาหยวนหยวนปรากฎความดีใจ แต่กลับแค่นเสียงอย่างทะนงตนหนึ่งครา แสยะปากกล่าว “เจ้าเลือกเวลาเก่งจริงๆ”

เหมิงเหมิงเชิดคางกล่าวอย่างพอใจ “ใช่น่ะสิ วันนี้เจ้านายข้าแต่งงาน เรื่องใหญ่เพียงนี้ข้าจะพลาดได้อย่างไร”

“หวังว่าครั้งนี้พิธีแต่งงานจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ท่านปู่มู่และคนอื่นๆ ก็ถูกรับขึ้นมาแล้ว ยังมีสหายเหล่านั้นของลูกพี่อีกด้วย” หยวนหยวนพยักหน้ากล่าว

เหมิงเหมิงเขกหัวเขาหนึ่งที เจ็บจนเขาหน้าบูดบึ้ง

“นี่ เจ้าทำอะไร” หยวนหยวนกุมหัว ถลึงตามองนาง

เหมิงเหมิงกัดฟันกล่าว “วันนี้เป็นวันดี อย่าพูดจาอัปมงคล”

หยวนหยวนรู้ตัวว่าผิดจึงไม่ได้โต้เถียงนาง

จู่ๆ เหมิงเหมิงก็มีสีหน้าอึดอัด ทำปากจู๋กล่าวถาม “เจ้าต้องตามเจ้านายไปที่โลกหลักด้วยหรือไม่”

“ข้าอยากไป แต่ลูกพี่ไม่ให้” หยวนหยวนกล่าวอย่างซึมเซา

เหมิงเหมิงตะลึงงัน มองเขาอย่างประหลาดใจ

หยวนหยวนนั่งลงมา เด็ดหญ้ากล่าว “ลูกพี่บอกว่า โลกหลักเป็นอย่างไร นางไม่รู้ แต่จะต้องเป็นสถานที่ที่ยอดฝีมือแน่นขนัดเป็นแน่ นางกับพี่เขยจะไปดูก่อน รอให้สถานการณ์แน่นอนแล้วค่อยกลับมารับพวกข้าไป ให้พวกข้าบำเพ็ญเพียรดีๆ รีบบรรลุในเร็ววัน”

“พี่เขยหรือ” เหมิงเหมิงถูกคำเรียกของหยวนหยวนทำให้เคอะเขิน

แต่ว่า หยวนหยวนไม่ไป ในใจนางกลับดีใจ มิเช่นนั้น กว่านางจะออกมาได้ คนที่เหลือก็ไปแล้ว นางก็จะต้องอยู่ตัวคนเดียว

ตอนนี้นางคือวิญญาณยุทธภัณฑ์ของเก้าชั้นฟ้า ไม่อาจออกจากแผ่นดินเทพมารได้ นอกจากจะมีวันหนึ่งที่มู่ชิงเกอแข็งแกร่งจนสามารถพานางหลุดออกจากเก้าชั้นฟ้าได้นางก็จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

แม้ว่าเป้าหมายนี้จะค่อนข้างใหญ่ แต่นางกลับเชื่อว่ามู่ชิงเกอสามารถทำได้

“นี่ เจ้าบังอาจเด็ดหญ้าข้าหรืรอ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ข้าคือวิญญาณยุทธภัณฑ์ที่นี่ เจ้ากล้าแตะหญ้าแตะต้นไม้ที่นี่ก็เท่ากับกำลังดึงขนบนร่างข้าอยู่” เหมิงเหมิงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าหยวนหยวนกำลังทำอะไร

“โอ๊ย ข้าไม่ทำแล้ว ข้าผิดไปแล้ว” ชั่วขณะหยวนหยวนก็ถูกตีจน กุมหัววิ่งพล่าน

เต๊ง เต๊ง

บนเก้าชั้นฟ้า เสียงระฆังดังแว่ว ฤกษ์มาถึงแล้ว

แต่ว่าคู่บ่าวสาวกลับหายไปไม่เห็นเงา

“แย่แล้ว ราชาเทวะกับเจ้าแห่งมารแอบหนีไปแล้ว” เสียงร้องที่น่าเวทนาอย่างยิ่งเสียงหนึ่ง ดังขึ้นบนเก้าชั้นฟ้า

เฮือก

หา

แอบหนีไปหรือ

พวกเขาสองคนแอบหนีไปจากประตูไหน

สาวใช้ที่พบจดหมายที่มู่ชิงเกอทิ้งไว้วิ่งโซซัดโซเซเข้ามา ยื่นจดหมายในมือให้มู่ซง

เมื่อมู่ซงอ่านก็โมโหจนหนวดกระดิก ถลึงตาทันที ขว้างจดหมายลงตรงหน้ามู่เหลียนเฉิงพลางก่นด่า “เจ้าดูลูกสาวตัวดีของเจ้า ไม่นึกว่าจะทิ้งงานแต่งก่อเรื่อง ไม่แม้แต่จะบอกลา ซํ้ายังบอกให้พวกเราอย่ากินกับข้าวงานเลี้ยงทิ้งขว้าง กินดื่มให้เต็มที่”

ทุกคนมองหน้ากันและกัน เหลือเพียงใบหน้าที่งงงวย ใบหน้าตะลึงงัน

มู่เหลียนเฉิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง ถือจดหมายไว้ กล่าวกับบิดาอย่างจนใจ “เช่นนั้นจะทำอย่างไร แล้วแขกอีกมากมายเพียงนั้นเล่า”

มู่ซงถลึงตา สบตากับซางซุนหวางปราดหนึ่ง ผู้สูงอายุสองคน กล่าวพร้อมกัน “จะยังทำอะไรได้อีกเล่า กินให้เต็มที่ ดื่มให้เต็มที่”

ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดารา เรือต้าเซียนกำลังเคลื่อนที่ช้าๆ

ซือมั่วนอนอยู่บนเก้าอี้นอนบนดาดฟ้าเรือ มู่ชิงเกอก็นอนอยู่ช้างๆ เขา ศีรษะหนุนอกเขา

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์พวกเราหนีมาแบบนี้ไม่ค่อยดีกระมัง” ซือมั่วกล่าวพร้อมรอยยิ้มในดวงตา

มู่ชิงเกอแสยะมุมปาก “มีอะไรไม่ดีเล่า อย่างไรเสียครั้งก่อนพวกเราก็นับว่าประกาศต่อใต้หล้าแล้ว แทนที่จะถูกคนหนึ่งกลุ่มล้อมวง ไม่สู้ถือโอกาสเข้าไปในโลกใบหลักล่วงหน้า ไปฮันนีมูน อีกทั้งจะได้หาเจียงหลีด้วย”

“ฮันนีมูนหรือ” คำศัพท์ที่แปลกประหลาดนี้ทำให้ซือมั่วเลิกคิ้ว “แต่ว่า พวกเรายังมีหนังสือสมรสอีกหนึ่งฉบับที่ยังไม่ได้บูชาดิน แม้ว่าจะเป็นพิธีก็ควรจะทำให้เสร็จก่อน”

มู่ชิงเกอพลิกมือ ในมือปรากฎหนังสือสมรสหนึ่งฉบับ

นางขยับข้อมือ พญาเพลิงเผาไหม้ในมือนาง “นี่ไง เผาแล้ว”

แสงไฟสะท้อนดวงตาสีอำพันของซือมั่ว ทำให้รอยยิ้มมุมปากเขากว้างยิ่งขึ้น

หนังสือสมรส เผาไหม้จนหมดในมือมู่ชิงเกอ ถูกลมพัด หลอมละลายเข้าไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว

“เผาหนังสือสมรสแล้วก็เท่ากับแต่งงานแล้ว หลังจากนี้พวกเรา ควรจะทำอะไรกันดี” ซือมั่วมองนางอย่างหยอกล้อ

มู่ชิงเกอพลิกตัวคร่อมร่างเขา กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “มีลูกอย่างไรเล่า”

-จบบริบูรณ์-

พลิกปฐพี 958

ตอนที่ 958

อวสานบทปลาย

“แต่ว่า” ชูเนี่ยนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

ไอดุร้ายที่เพิ่งจะจางหายไปของมู่ชิงเกอ ก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง

“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ” ชูเนี่ยนรีบกล่าว

ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอหรี่เล็กน้อย สีหน้าเย็นชาจนน่ากลัว มู่ชิงเกอในแบบนี้คือคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากจะหวนคืนมีข้อแลกเปลี่ยนอะไร” ชูเนี่ยนกล่าวถาม

ข้อแลกเปลี่ยนในการหวนคืนหรือ

ในสมองมู่ชิงเกอ ปรากฎภาพสงครามตอนที่หลินชวนในช่องว่างแห่งการทดสอบ ตอนนั้นพลังชีวิตนางขาดลงแล้ว แต่ซือมั่วกลับตัดตบะบำเพ็ญหมื่นปีทั้งใช้คาถาต้องห้ามหวนคืน ทำให้กาลเวลาย้อนกลับ กลับสู้จุดเริ่มต้น

คาถาต้องห้ามนี้ไม่เพียงแต่ตัดตบะบำเพ็ญหมื่นปีของเขาทิ้ง แต่ยังทำให้เขาถูกแรงสะท้อนกลับ ในการถ่ายพลังของเขา ได้ฝังเคราะห์กรรมเป็นตายเอาไว้

“ข้าไม่กลัว” มูชิงเกอเอ่ยปากกล่าว

ในเมื่อต้องตัดตบะบำเพ็ญทิ้งหมดของนาง ต่อให้นางจะต้องตาย ขอเพียงช่วยคนทิ้งหมดกลับมาได้ขอเพียงแก้ไขทุกสิ่งได้นางก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

“แต่ว่า ระยะเวลาบำเพ็ญตบะของเจ้าตํ่าเกินไป” ชูเนี่ยนกล่าวต่อ

มู่ชิงเกอเหลือบตาทั้งคู่ขึ้นมองนาง

ชูเนี่ยนกล่าว “แม้ว่าตบะบำเพ็ญเจ้าจะสูงอย่างยิ่ง แต่ระยะเวลาบำเพ็ญของเจ้ากลับตํ่าเกินไป ตบะบำเพ็ญทิ้งหมดของเจ้า บวกกับพลังหมื่นปีที่หลอมได้จากผลภูติ ยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยปีเลย ที่เจ้าต้องหวนคืนคือมิติของแผ่นดินเทพมารทั้งหมด จำเป็นต้องใช้ตบะบำเพ็ญมากกว่านี้”

ตูมมม

คำพูดของชูเนี่ยน ราวกับหินก้อนยักษ์ทุบลงมาบนหัวของมู่ชิงเกออย่างแรง

ตบะบำเพ็ญนางสูงอย่างยิ่ง แต่กลับสั้นเกินไปงั้นหรือ

ตอนนี้ แม้แต่ความสามารถในการหวนคืนมิติยังไม่มี ยังทำไม่ได้

ทว่า ทากนางทำไม่ได้ แล้วชูเนี่ยนจะบอกนางเรื่องนี้ทำไม

“ดังนั้น หากเจ้าคิดดีแล้วจริงๆ ว่าจะทำเช่นนี้ เช่นนั้นก็มีเพียงวิธีเดียวที่สามารถเลื่อนขั้นตบะบำเพ็ญของเจ้าได้” ชูเนี่ยนมองนางแล้วกล่าว

ไอดุร้ายบนร่างมู่ชิงเกอค่อยๆ สงบลงแล้ว

แต่ว่า ที่ปกคลุมอยู่บนร่างนาง ยังคงเป็นไอที่เย็นเยียบ “วิธีใด”

นางบีบคั้นทีละก้าว ส่วนลึกในดวงตาชูเนี่ยนปรากฎให้เห็นความเด็ดขาดและอาลัยที่ซ่อนลึกอย่างถึงที่สุดแวบหนึ่ง นางอยู่ใกล้มู่ชิงเกอเพียงนี้ หากเป็นมู่ชิงเกอเมื่อก่อน ด้วยพลังการสังเกตที่เฉียบแหลม จะต้องมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตานางอย่างแน่นอน

แต่ว่า มู่ชิงเกอในตอนนี้กลับมองไม่เห็น

นางมองเห็นเพียงความหวังที่ชูเนี่ยนนำมาให้นาง

“วิธีนี้ก็คือ…ฝืนนิพพาน” ในที่สุดชูเนี่ยนก็พูดวิธีของนางออกมา

“ฝืนนิพพานหรือ” ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอหดลง จ้องมองชูเนี่ยนนิ่ง รอให้นางอธิบาย

ชูเนี่ยนพยักหน้าเงียบๆ เดิมทีนางโผลงไปบนพื้น ตอนนี้ลุกขึ้นนั่งช้าๆ แล้ว มือของนางวางลงบนแขนของมู่ชิงเกอเบาๆ กล่าวเสียงเบา “ชะตาชีวิตเจ้าและข้าเชื่อมต่อกัน ชีวิตร่วมสุข ไฟนิพพานที่จุดขึ้นมาใหม่ สามารถเลื่อนขั้นอายุตบะบำเพ็ญของเจ้าให้สูงขึ้นได้กระทั้งสามารถเพิ่มตบะบำเพ็ญของข้าไว้ในร่างเจ้า เท่ากับว่าจะมีตบะบำเพ็ญสองเท่า เช่นนี้เจ้าก็จะมีตบะบำเพ็ญเพียงพอที่จะทวนคืนมิติ กลับไปส่จุดเริ่มต้น แก้ไขทุกอย่างได้แล้ว”

“แล้วเจ้าเล่า ฝืนนิพพานส่งผลกระทบต่อเจ้าหรือไม่”

ตอนที่มู่ชิงเกอพูดประโยคนี้ออกมา ชูเนี่ยนก็รู้ว่ามู่ชิงเกอที่นางรู้จักกลับมาแล้ว นางยังคงดึงนางกลับมาจากปลายขอบการเข้าวิถีมารได้แล้ว

ชูเนี่ยนเก็บความเศร้าโศกในใจไว้ เผยยิ้มออกมา “ข้าจะเป็นอันตรายอะไรไปได้ เฟิ่งหวงนิพพาน เดิมก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป ครั้งนี้เพียงแค่ทำก่อนเวลาก็เท่านั้นเอง”

“เจ้าแน่ใจนะ” ในสายตามู่ชิงเกอ ยังคงดุดันผิดปกติ แต่ว่าไอดุร้ายกลิ่นคาวเลือดชนิดนั้นกลับหายไปแล้ว

ชูเนี่ยนยิ้มกล่าว พยักหน้าอย่างแรง “แน่นอน”

ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอกลับมาเย็นฉํ่าอีกครั้ง นางจ้องมองชูเนี่ยนอยู่นาน ในที่สุดก็พยักหน้า “ตกลง”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็รอข้าครู่หนึ่ง ข้าจะไปกำชับราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยสักหน่อย ให้เขาปกป้องข้า หลังจากนั้นก็เริ่มนิพพานได้” ชูเนี่ยนกล่าวกับมู่ชิงเกอ

ดวงตาทั้งคู่ของมู่ชิงเกอหรี่ลงเล็กน้อย แววตามีความสงสัยกะพริบวาบ

แต่ว่า คำพูดของชูเนี่ยนไม่มีปัญหาทั้งสิ้น นางหาความผิดปกติใดๆ ออกมาจากนางไม่ได้

นางมองชูเนี่ยนเดินไปหาราชาเทวะฮ่วนเยวี่ย ทั้งสองกล่าวเสียงต่ำ สีหน้าของชูเนี่ยนสงบนิ่งอย่างถึงที่สุด ไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป

ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ มู่ชิงเกอจึงเก็บสายตากลับมามองซือมั่วที่กอดแนบแน่นอยู่ในอ้อมอกมาโดยตลอด

นางหลุบตาลง จัดผมที่ยุ่งเล็กน้อยให้เขาอย่างอ่อนโยน

“เจ้าจะทำอะไร” ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยจ้องมองชูเนี่ยนนิ่ง กล่าวถาม

เขาเข้าใจแผ่นดินเทพมารดี ดีกว่ามู่ชิงเกอมาก เขาอยู่มาหลายหมื่นปี ความลับต่างๆ ที่รู้ก็มากยิ่งกว่ามู่ชิงเกอเช่นกัน

คำพูดของชูเนี่ยน มู่ชิงเกอฟังแล้วไม่เห็นช่องโหว่แม้แต่นิดเดียว

ทว่า เขากลับรู้ดี ทากจะหวนคืนมิติแผ่นดินเทพมารทั้งหมด แก้ไขชะตาชีวิตของคนจำนวนมากเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเพียงนั้นแน่นอน

ชูเนี่ยนยิ้มบางๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ย กระซิบบอกเขาหลายประโยค ยื่นหินกึ่งโปร่งแสง ข้างในคล้ายมีโลหิตหนึ่งหยด เคลื่อนที่อยู่หนึ่งก้อนไปให้เขา

“ฝากด้วย หากถึงเวลา นางตำหนิตัวเอง ก็เอาของชิ้นนี้ให้นาง ข้ารู้ว่าตบะบำเพ็ญของท่านเข้าสู่จุดสำคัญแล้ว คาถาต้องห้ามหวนคืนไม่อาจลบล้างความทรงจำของท่านได้” ชูเนี่ยนมองราชาเทวะฮ่วนเยวี่ย ในดวงตาเต็มไปด้วยความอ้อนวอน

ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยพยักหน้าด้วยความลำบาก สีหน้าเคร่งขรึม ในมือเขากำก้อนหินที่ชูเนี่ยนมอบให้ไว้แน่น มองชูเนี่ยนหมุนตัวเดินไปหามู่ชิงเกออย่างไม่คิดหันหลังกลับ

“อามว รอข้า ข้าจะแก้ไขทุกอย่าง ไม่ว่าใครก็ตายไม่ได้” มู่ชิงเกอวางซือมั่วลงเบาๆ กล่าวกับเขา

ชูเนี่ยนเดินไปข้างกายมู่ชิงเกอ มู่ชิงเกอเงยหน้าขึ้นมองนาง “ข้าพร้อมแล้ว”

ชูเนี่ยนยิ้ม พยักหน้ากล่าว “ดี”

ทันใดนั้น นางก็หยิบสุราสองไห โยนไหหนึ่งใบในนั้นให้มู่ชิงเกอ

มู่ชิงเกอยื่นมือรับ มองนางเงียบๆ

“พวกเราไม่ได้ดื่มสุราร่วมกันนานแล้ว หลังนิพพาน ไม่แน่ว่าข้าอาจจะสูญเสียความทรงจำ ก่อนหน้านั้น พวกเราก็มาดื่มกันอีกครั้งแล้วกัน” ชูเนี่ยนกล่าวอธิบาย

มู่ชิงเกอพยักหน้าเบาๆ เปิดไหสุรา ชนกับชูเนี่ยนเบาๆ เงยหน้าดื่ม

สุราหนึ่งไห เร็วอย่างยิ่งก็ถึงก้นไห

สุรารสแรงไหลผ่านอวัยวะภายในร่างกายของมู่ชิงเกอ แผดเผาโลหิตทั่วร่างของนาง

ชูเนี่ยนดื่มหมดแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มกล่าว “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใด เจ้าถึงชอบสุราแรงมากเป็นพิเศษข้ายังคงคิดว่าสุราผลไม้เหมาะกับข้ามากกว่า”

“ชินแล้ว” มู่ชิงเกอยกมุมปากเบาๆ เผยรอยยิ้มที่บางจนแทบจะมองไม่เห็นออกมา

ชูเนี่ยนพยักหน้า โยนไหสุราในมือลง กล่าวกับมู่ชิงเกอ “เช่นนั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะ”

หลังจากที่มู่ชิงเกอพยักหน้า นางก็เดินไปข้างหลังมู่ชิงเกอ นั่งลงช้าๆ ยื่นแขนทั้งคู่ออกไป

ในตอนที่แขนทั้งสองของนางสัมผัสมู่ชิงเกอ มู่ชิงเกอก็พลันกล่าว “ชูเนี่ยน หากว่าหลังจากนิพพานเจ้าสูญเสียความทรงจำ ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอเป็นสิ่งแรก ให้คนแรกที่เจ้าเห็นตอนที่เจ้าลืมตาขึ้นมา เป็นข้า”

แววตาชูเนี่ยนสั่นไหวน้อยๆ เผยรอยยิ้มที่งดงามออกมา กล่าวเสียงเบา “ตกลง”

นางโอบมู่ชิงเกอไว้ เงาร่างลวงตา กลายร่างเป็นเฟิ่งหวงเก้าสี ปีกที่ใหญ่ยักษ์ปกคลุมมู่ชิงเกอไว้ในนั้น…

กี๊ซ

เสียงร้องของเฟิ่งหวงเก้าสี ดังกึกก้องทั่วฟ้าดิน

ไฟนิพพานปรากฎขึ้นจากร่างชูเนี่ยนฉับพลัน กลายเป็นเปลวเพลิงหนึ่งกลุ่ม ปกคลุมนางกับมู่ชิงเกอไว้ข้างใน

ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยยืนอยู่ไกลๆ มองไฟนิพพาน ความรู้สึกในใจซับซ้อน ยากจะอธิบาย

เคราะห์ร้ายครั้งนี้ เขาเห็นมาเยอะอย่างยิ่ง เยอะอย่างยิ่ง และตระหนักได้มากมายอย่างยิ่งเช่นกัน

จู่ๆ ในวินาทีนั้น เขาก็คล้ายเข้าใจได้แล้ว เหตุใดในช่วงเวลาที่ยืดยาวช่วงนี้ถึงไม่มีใครสามารถออกจากแผ่นดินผืนนี้ได้ไม่มีทางบรรลุสู่ขั้นบรรพเทพได้

ที่แท้แล้ว ตอนที่พวกเขาไขว่คว้าขั้นที่สูงที่สุด ได้ลืมรากฐานไปแล้ว

หัวใจของเขาค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็ง การตระหนักรู้วิถี ทำให้พวกเขาเมินเฉยต่อความรู้สึกแบบปุถุชนทั่วไป ลืมเรื่องที่คนธรรมดาจำนวนมากต่างก็รู้ดี

พวกเขากำลังเสาะหาการบรรลุ แต่กลับไม่รู้ว่าพวกเขาสนใจแต่สิ่งเล็กน้อยจนละเลยสิ่งสำคัญมานานแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเพียงใด ก็ไม่อาจบรรลุได้

“ตัดใจได้ ต้องตัดใจจึงจะได้ เดิมคิดว่าตัดความรู้สึกของมนุษย์ออกไปแล้วก็จะได้รับตบะบำเพ็ญที่สูงที่สุด แต่กลับไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัดออกไปคือ ปณิธานแรกเริ่มที่ได้รับ เป็นเพียงฝนแรกถุดูหนาว ไม่มีทางสัมผัสได้ถึง ตำแหน่งราชาเทวะที่เปลี่ยนไป ยืนอยู่สูงเกินไป บางทีอาจจะมองเห็นทิวทัศน์ที่ไกลอย่างยิ่ง กว้างใหญ่อย่างยิ่ง แต่กลับลืมทัศนียภาพที่อยู่ใกล้ตนที่สุด อยู่ใต้เท้าตน” ราชาเทวะฮ่วนเยวี่ยพึมพำเสียงตํ่า

บางที นี่อาจจะเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนของการกลายเป็นยอดฝีมือ

แต่ว่า เขากลับมองเห็นด้านที่ต่างออกไปจากตัวมู่ชิงเกอ

นางต้องการเลื่อนขั้นตัวเองมากกว่าใครๆ นางพยายามไม่หยุดมาโดยตลอด ไม่ยอมพลาดโอกาสใดๆ ก็ตาม ต่อให้จะต้องเลือกระหว่างความเป็นความตาย นางก็ไม่เคยขลาดกลัว แต่ว่าสิ่งที่นางต่างจากพวกเขาก็คือ สายตาของนางแม้ว่าจะมองไปยังที่ไกลๆ แต่หางตากลับใส่ใจสิ่งที่อยู่ข้างหลังนางเสมอ

“วิถีใหญ่ไร้ปรานี จะบำเพ็ญวิถีใหญ่ได้ก็ต้องปลงตก เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ” แสงของไฟนิพพาน สะท้อนอยู่บนร่างราชาเทวะฮ่วนเยวี่ย เขาเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าที่โปร่งใสไม่มีเมฆแม้แต่นิดเดียวแล้วถามตัวเอง

ในไฟนิพพาน ร่างของมู่ชองเกอถูกไฟนิพพานเผาไหม้ แต่ความรู้สึกนึกคิดของนางกลับเข้าสู่สภาวะอีกชนิดหนึ่ง

เป็นตาย

วัฎจักร

เหตุผล

ลำดับ

ตัดใจ

กลับคืน

สมบูรณ์

นางตระหนักความหมายแห่งวิถีใหญ่ที่มีมากมายหลากหลายได้แล้ว แต่ว่า วันนี้วิถีใหญ่เหล่านี้ปรากฎอยู่ในปัญญาเทวะของนางอย่างต่อเนื่อง แต่ จู่ๆ กลับทำให้นางพบว่าตนไม่เข้าใจอะไรเลย

‘เคล็ดวิชาเทวะเล่มจบ หลังจากมีตำราที่ขาดหายทลอมรวมแล้ว สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดที่ปรากฎออกมานั้น เป็นเพียงวงกลมหนึ่งวง ข้าเคยคิดว่า นั้นเป็นเพียงการล้อเล่น วงกลมหนึ่งวง จะแทนอะไรได้ ข้ายังจะศึกษาบัญญัติอาคมที่เก่งกาจอะไรจากข้างในได้ ตอนนี้ข้าเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว’ มู่ชิงเกอกล่าวกับตัวเองในใจ

การเผาไหม้ของไฟนิพพาน ความเจ็บปวดบนร่าง บนจิตวิญญาณ ต่างก็ถูกนางลืมไปหมดแล้ว

นางเพียงแค่จมดิ่งอยู่ในการตระหนักรู้ล่าสุด

‘นิ้วหนึ่งจิต หนึ่งจิตเป็น หนึ่งจิตตาย…เข้าใจความเป็นตายแล้ว แล้วจะควบคุมอย่างไร ระหว่างหนึ่งจิตจะทำให้ศัตรูพังพินาศ มิตรสหายฟื้นคืนชีพ ได้จริงๆ หรือ’

ทันใดนั้นในดวงตามู่ชิงเกอก็เปล่งประกายออกมา

ฟ้าผ่าหนึ่งสาย ราวกับโจมตีเครื่องจองจำในใจนางจนพังทลาย ทำให้นางเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

“เป็นตาย คือวงกลม เหตุผล คือวงกลม วัฎจักร คือวงกลม ลำดับก็คือ วงกลม ระหว่าการตัดใจและได้รับ ต่างฝ่ายต่างไม่อาจแยกออกจากกัน ยังคงเป็นวงกลมกลับคืน เป็นวงกลม ความสมบูรณ์…เป็นวงกลม” ในดวงตามู่ชิงเกอเกิดความประหลาดใจ

ตูมมม

ทันใดนั้น เปลวเพลิงบนร่างนางก็ลุกโหมขึ้นมาข้างบนไม่หยุด พลังชนิดนั้น ยากเกินต้านทาน หยุดยั้งไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

แกรก

มีของบางอย่าง แตกเป็นเสี่ยงอยู่ในร่างกายนาง

ทันใดนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็หมุนย้อนกลับ ราวกับลำแสงดึงทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่นางต้องการ

ปัง ปัง ปัง

มู่ชิงเกอรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนกำลังถอยหลังอย่างรวดเร็ว

ตอนที่นางดิ้นหลุดออกมาจากความรู้ถึกเช่นนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็กลับตาลปัตร ตอนที่กระจ่างชัด สิ่งที่นางมองเห็น ยังคงเป็นสนามรบที่ไม่มีพลังชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียวผืนนั้น

‘การหวนคืนล้มเหลว’ มู่ชิงเกอตกใจในใจ

นางถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวทันที จู่ๆ ภาพเบื้องหน้านางก็ถูกดึงเข้ามาใกล้นางจึงมองเห็นได้ชัดเจน ตอนนี้นางยืนอยู่ข้างๆ นํ้าพุแห่งอนาคต

ภาพที่มองเห็นเมื่อครู่ คือจุดจบที่ปรากฎออกมาจากน้ำพุแห่งอนาคต

จุดจบที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้นางเจ็บปวดบ้าคลั่งนั้น

ผ่านไปหนึ่งครั้ง ในที่สุดนางก็เข้าใจจุดจบนี้แล้วว่าเหตุใดถึงที่เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นครั้งนี้นางจะฉวยโอกาสแก้ไขทุกอย่าง

มู่ชิงเกอยืดอก หลังเหยียดตรง เหมือนอย่างแต่ก่อน คล้ายไม่มีสิ่งใดกดทับนางได้

ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่เคยเกิดขึ้น

โอกาสก็มีเพียงครั้งเดียว

มือของมู่ชิงเกอกำหมัดแน่น นางก้าวไปทีละก้าว เดินไปยังนํ้าพุแห่งอนาคต มองน้ำพุที่กลับคืนสู่ความสงบนิ่งนั้น มุมปากปรากฎรอยยิ้มเยาะ “น้ำพุแห่งอนาคตหรือ น้ำพุเล็กๆ เจ้ามีสิทธิ์มาตัดสินอนาคตทั้งหมดงั้นหรือ แม้ว่าเจ้าจะแค่บอกอนาคตล่วงหน้าแก่ข้าก็ไม่ได้”

น้ำเสียงที่เด็ดขาด ออกมาจากปากนาง

นางต่อยน้ำพุแห่งอนาคตเต็มแรง ทำลายน้ำพุแห่งอนาคตแตกเป็นเสี่ยง ก้อนหินที่ทลายลง ปิดตายปากน้ำพุ ข้างในใจกลางน้ำพุ ถล่มทลายอย่างต่อเนื่อง

บนโลกนี้ไม่มีน้ำพุแห่งอนาคตอีกต่อไป

ทำลายน้ำพุแห่งอนาคตแล้ว หัวใจมู่ชิงเกอก็คล้ายถอนหายใจออกมา

คิ้วนางขมวดเล็กน้อย พึมพำเสียงตํ่า “ไม่รู้ว่าตอนนี้ชูเนี่ยนจะเป็นอย่างไร เวลาหวนคืน นางในตอนนี้น่าจะอยู่ข้างกายราชาเฟิ่งที่แผ่นดินเทพมาร”

มู่ชิงเกอเก็บความกังวลในดวงตาลงไป เดินออกจากถํ้าจิ่วเฉวียน กลับหลินชวนทันที

วินาทีนั้นที่นางก้าวเท้าเข้าไปในหลินชวนใหม่อีกครั้ง มองเห็นจวนตระกูลมู่ที่คุ้นตา มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ปกติและสงบสุข ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกอีกใบก็จู่โจมหัวใจ

“เสียวเกอเอ๋อร์”

เสียงที่คุ้นหู เสียงที่หลอมรวมเข้าไขกระดูกนั้นดังขึ้นมา ร่างมู่ชิงเกอราวกับถูกฟ้าผ่า

นางหมุนคอที่แข็งทื่อเล็กน้อย มองซือมั่วที่ยืนมองนางอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่ นํ้าตาพลันล้นเอ่อออกมา

เมื่อนางร้องไห้ซือมั่วก็ตกใจ ขยับเข้ามาข้างนางทันที กอดนางแล้วกล่าวถาม “เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม มีคนรังแกเจ้าหรือ”

มู่ชิงเกอถูกเขากอดไว้ในอ้อมอก ถูกคำพูดของเขาทำให้ร้องไห้และยิ้มไปพร้อมกัน

แต่ว่า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของซือมั่วอีกครั้ง และไม่ใช่ความรู้สึกเย็นเยียบ ทำให้นางรู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มค่า แม้ว่าหลังจากการหวนคืนจบลง นางแก้ไขทุกอย่างแล้ว ต้องแบกรับการแว้งกัดที่ทรมานยิ่งกว่าเคราะห์กรรมเป็นตาย นางก็ยินดี

“ไม่ต้องร้องแล้ว เหตุใดออกไปแล้วกลับมาจึงเป็นเช่นนี้” ซือมั่วกล่าวด้วยความสงสาร

มู่ชิงเกอสูดหายใจเข้าลึก เก็บนํ้าตาไว้นางคว้าข้อมือของซือมั่ว กล่าวกับเขา “เจ้าตามข้ามา”

พูดจบ ทั้งสองก็หายไปจากหน้าประตูจวนตระกูลมู่

ตอนที่ปรากฎตัวอีกครั้ง ทั้งสองก็มาถึงทะเลแห่งความจริงแล้ว

เทพมารที่เผ้าระวังทะเลแห่งความจริง คู่ๆ ก็มองเห็นทั้งสองเข้ามากลางดึก ต่างตกตะลึง

“เจ้าแห่งมาร ราชาเทวะมู่”

มู่ชิงเกอกล่าวกับพวกเขา “พวกเจ้าถอยไป ห้ามใครก็ตามเข้าใกล้ที่นี่”

คนทั้งหมดถอยไปอย่างประหลาดใจ เชื่อฟังคำสั่ง ไม่กล้าเข้าใกล้

“เสี่ยวเกอเอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรไป วันนี้เจ้าแปลกๆ” ซือมั่วมองนาง ในดวงตาปรากฎความสงสัย

แปลกหรือ

แน่นอนว่านางแปลก

หลังจากที่ผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดหวังนั่นนางจะยังเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกอย่างไร นางไม่เข้าวิถีมาร ต้องขอบคุณชูเนี่ยน

หากไม่ใช่ว่านางดึงมู่ชิงเกอกลับมาทันเวลา เกรงว่า…

มู่ชิงเกอส่ายหน้า นางในตอนนี้ ยังคงหวาดผวา แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่เวลามาคิดถึงปัญหาข้อนี้

“อามั่ว เจ้าบอกข้ามาตามตรง เจ้าเข้าใจกุญแจสำคัญของขั้นบรรพเทพแล้วใช่หรือไม่” มู่ชิงเกอยืนยันกับซือมั่วเสียงตํ่า

ซือมั่วตกตะลึง ดวงตาสีอำพันปรากฎความตกใจ

เห็นสีหน้านี้ของเขา มู่ชิงเกอก็เข้าใจแล้ว

นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ใช้มือคว้าข้อมือของซือมั่วไว้ กล่าวกับเขา “ข้าหวังว่าเจ้าจะบรรลุมันเดี๋ยวนี้”

ดวงตาทั้งคู่ของซือมั่วหดลงอย่างรวดเร็ว นัยน์ตามีความตกตะลึงซัดสาด

เขาจ้องมองนาง กล่าวถามเสียงตํ่า “เสี่ยวเกอเอ๋อร์ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปรู้เรื่องนี้มาจากที่ใด เจ้าให้ข้าบรรลุ เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังบรรลุแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”

“ข้ารู้” มู่ชิงเกอกลับให้คำตอบที่แน่วแน่แก่เขาอย่างเหนือความคาดหมาย

การตอบสนองของมู่ชิงเกอ ทำให้ซือมั่วหรี่ตาอย่างรวดเร็ว

“หลังบรรลุแล้ว เจ้าจะต้องถูกบังคับให้ขึ้นไปบนโลกใบหลักภายในระยะเวลาสั้นๆ เจ้าถ่วงเวลาไม่ยอมบรรลุ เพราะว่าไม่อยากจากข้าไป ไม่วางใจในความปลอดภัยของข้า กลัวว่าข้าจะได้รับบาดเจ็บในสงครามกับเผ่าฝู” มู่ชิงเกอมองตาทั้งสองของเขา พูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจเขาออกมา

ตูม

ในสมองซือมั่วเกิดระเบิด เขาคิดไม่ตก เหตุใดมู่ชิงเกอถึงรู้เรื่องเหล่านี้

เรื่องเหล่านี้ เขาซ่อนไว้ลึกอย่างยิ่ง แม้แต่กู่หยากู่เย่ที่สนิทกับเขาที่สุด ยังไม่เคยปริปากแม้แต่นิดเดียว

เพราะว่า เขารู้ว่าเสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาฉลาดอย่างยิ่ง เฉียบแหลมอย่างยิ่ง หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ก็อาจจะถูกนางสังเกตเห็นทุกอย่างได้ เขาเองก็คาดเดาได้ว่า หากมู่ชิงเกอรู้เรื่องทุกอย่างจะต้องไม่ให้เขาเสียเวลาเพื่อตนเป็นแน่

แต่ว่า เขาปิดบังสนิทเช่นนี้มู่ชิงเกอรู้ได้อย่างไรกัน

ซือมั่วคิดไม่ตก ดวงตาสีอำพันจ้องมองนางนิ่ง คล้ายอยากจะค้นหาคำตอบจากสีหน้าของนาง

“อามั่ว เจ้าฟังข้า เจ้าต้องบรรลุ เช่นนี้จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้” ขณะที่มู่ชิงเกอพูด ก็ยกนิ้วมือชี้ไปบนท้องฟ้าเหนือทะเลแห่งความจริง

ที่นี่ในตอนนี้ยังไม่ถูกโจมตีจนเกิดซ่องโหว่ เหมิงเหมิงเองก็ยังไม่กลายเป็นหินอุดฟ้า อุดช่องโหว่ไว้

“พรุ่งนี้ที่นี่จะถูกเผ่าฝูปะทะ ความบ้าคลั่งของพวกเขาเกินกว่าที่พวกเราคาดคิด พวกเขาใช้โลกใบเล็กหนึ่งใบปะทะหลินชวน เพียงเพื่อจะเปิดประตูใหญ่มารุกลํ้าแผ่นดินเทพมาร พวกเราต้องหยุดไม่ให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น” มู่ชิงเกอกล่าว

“เจ้ารู้ได้อย่างไร” ซือมั่วไม่มองทิศทางที่มู่ชิงเกอชี้ แต่มือทั้งสองกลับจับแขนของนางไว้แน่น กล่าวถามอย่างร้อนใจ

ดวงตามู่ชิงเกอปรากฎความทุกข์ตรม ฉากแต่ละฉากที่เคยผ่านมา ปรากฎขึ้นอีกครั้งตรงหน้านาง

ความเจ็บปวดในดวงตาของนาง ทำให้ซือมั่วแสดงสีหน้า

ทันใดนั้น ดวงตาทั้งคู่ของเขาก็หดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยความตกใจ “เจ้าใช้คาถาต้องห้ามหวนคืน”

เขาไม่โง่ เหตุผลที่มู่ชิงเกอรู้เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือนางผ่านมาแล้ว

การคาดเดานี้ทำให้ซือมั่วกังวลขึ้นมาในใจทันที

ต้องผ่านความผิดหวังแบบใด ความเจ็บปวดแบบใดจึงทำให้มู่ชิงเกอเลือกที่จะใช้คาถาต้องห้ามหวนคืน

เขาเคยใช้คาถาต้องห้ามหวนคืนเพื่อมู่ชิงเกอ สัมผัสรสชาติในนั้นด้วยตัวเอง ทว่า ตอนนั้น เขาเพียงแค่หวนคืนชะตาชีวิตของคนส่วนน้อย

แต่มู่ชิงเกอเล่า นางหวนคืนชะตาชีวิตทั้งแผ่นดินเทพมารหรือ

เช่นนั้นอนาคต นางจะต้องแบกรับผลสะท้อนกลับที่มากมายเพียงใด

ผลลัพธ์นี้ซือมั่วไม่อาจแบกรับ เขาคว้าข้อมือของมู่ชิงเกอด้วยความรวดเร็ว ตรวจร่างกายของนาง ปกติแล้วคนที่ใช้คาถาต้องห้ามหวนคืน หลังจากการหวนคืนเริ่มต้นแล้ว จะต้องทิ้งตราแว้งกัดไว้ในร่างกาย

เหมือนเป็นคนที่ติดหนี้ เมื่อถูกเตือน ก็ต้องคืนหนี้ภายในระยะเวลานั้นๆ

แต่ว่า หลังจากที่เขาตรวจสอบหนึ่งรอบ กลับพบว่าภายในร่างมู่ชิงเกอไม่มีตราของการสะท้อนกลับอย่างสิ้นเชิง กระทั่งตบะบำเพ็ญยังไม่ถูกตัดทิ้ง

‘นี่มันอะไรกัน’ ซือทิ้วขมวดคิ้ว ชั่วขณะก็คิดไม่ตก

“อามั่ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดถึงปัญหาของข้า นี่คือโอกาสเพียงครั้งเดียวของพวกเรา หยุดยั้งไม่ให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น การสะท้อนกลับของคาถาต้องห้ามทวนคืน ค่อยว่ากันภายหลัง” มู่ชิงเกอดึงมือของตนออก

คำพูดของนาง ทำให้ซือมั่วตกใจ

มู่ชิงเกอคล้ายไม่รู้เลยว่า ตนไม่ได้รับการสะท้อนกลับจากคาถาต้องห้าม

แต่ว่า หากนางไม่รู้ซือมั่วก็ไม่เอ่ยเตือน อย่างไรเสีย ขอเพียงแค่เสี่ยวเกอเอ๋อร์ของเขาไม่เป็นไรก็พอแล้ว

“เจ้าบอกข้ามาก่อนว่า เหตุการณ์ที่เจ้าพบเจอก่อนหน้านี้คืออะไร” ซือมั่วเก็บอารมณ์กล่าวถาม

มู่ชิงเกอไม่ปิดบัง เล่าเรื่องทั้งหมดด้วยความรวดเร็วหนึ่งรอบ เรื่องที่เจ็บปวดเจียนตายเหล่านั้น นางไม่ได้เล่า เพียงแค่เล่าถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

หลังจากฟังเสร็จ ซือมั่วก็นิ่งเงียบ

นานอย่างยิ่ง เขาจึงกล่าว “ดังนั้น พรุ่งนี้หลินชวนจะเกิดหายนะ แผ่นดินเทพมารก็จะเปิดศึกใหญ่ด้วยเหตุนี้ ผลสุดท้ายเผ่าฝูพ่ายแพ้ แต่ว่า พวกเราเองก็สูญเสียคนไปจำนวนมากเช่นกัน…”

เขาเบนสายตา ตกลงบน หน้ามู่ชิงเกอ กล่าวเสียงตํ่า “รวมถึงข้าด้วย ช่หรือไม่”

มู่ชิงเกอเจ็บปวดใจ นางกล่าว “พวกเรามีโอกาสแก้ไข”

“เจ้าจะทำอย่างไร ข้าบรรลุขั้นบรรพเทพ สร้างเสถียรภาพให้แผ่นดินเทพมารได้ไม่ต้องกังเวลเรื่องชีวิต แต่ว่า คนที่เจ้าไม่อยากให้ตายเหล่านั้น ก็ยังยากจะหลุดออกจากจุดจบของพวกเขาได้ แต่ว่า หากต้องให้เจ้าทิ้งหลินชวน ฉวยโอกาสตอนที่ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้นพาคนทั้งหมดออกจาหลินชวน เกรงว่าคงยากจะหนีการไล่ล่า” ซือมั่วกล่าว

มู่ชิงเกอพยักหน้า “ดังนั้น พวกเราจะต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”

“ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมอย่างไร” ซือมั่วกล่าวถาม

มู่ชิงเกอกล่าว “พวกเรารู้เวลาที่พวกเขาจะเริ่มโจมตี ขอเพียงขัดขวางพวกเขาก่อนหน้านั้น ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้”

ซือมั่วจ้องมองนางนิ่ง รอประโยคถัดไปของนาง

“เรือต้าเซียน บรรทุกคนได้หนึ่งพันคน เจ้าบรรลุ ข้าไปเรียกรวมนักรบหนึ่งพันนาย นั่งเรือต้าเซียนเข้าสู่โลกเผ่าฝู ถอนฟืนใต้กระทะพร้อมกัน” มู่ชิงเกอพูดแผนการของตนออกมา

นางไม่อาจเป็นผู้ถูกกระทำได้ในเมื่อกุมโอกาสก่อน ก็ต้องเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้กระทำ

เมื่อซือมั่วบรรลุขั้นบรรพเทพแล้ว ต่อให้พวกเขาจะมีเพียงพันคน ตอนที่สู้รบกับเผ่าฝูทั้งหมด ก็ยังสามารถกุมความมั่นใจว่าจะชนะได้

ครั้งนี้พวกเขาตั้งสนามรบไว้บนโลกของเผ่าฝู เช่นนั้นโลกทั้งหมดของแผ่นดินเทพมาร ก็จะปลอดภัยหายห่วง

กระทั้ง นอกจากคนของแผ่นดินเทพมารแ