คลังเก็บหมวดหมู่: Novel Comedy

สะดุดรักยัยกะล่อน 33

ตอนที่ 33

อาณาจักรของสองเรา

ภายในพระราชวังของอาณาจักรแห่งนี้ยังคงมีเหล่าสมุนรูปร่างล่าสันกำยำใหญ่โตเดินกันขวักไขว่ไปมาอย่างเนืองแน่น

เนื่องจากว่าทุกคนยังคงตามติดหัวหน้าใหญ่อย่างหลี่เซียวเหยาและหัวหน้าเจินเจินของพวกเขาอยู่อย่างภักดีไม่สร่างซา

ตามด้วยเหล่าอนุชายาที่ยังคงคอยติดตามหลี่เซียวเหยาและเจินเจินอยู่อย่างหน้าชื่นตาบานไม่เปลี่ยนแปลง

ภายในลานกว้างสำหรับฝึกยุทธของราชวังของแคว้น…

“ข้านึกชมชอบอนุชายาของหัวหน้าใหญ่อยู่นางหนึ่ง”

เสียงทุ้มใหญ่ของสมุนนายหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างทุกข์ใจกับสหายสมุนด้วยกันอยู่ตรงโต๊ะกลางสวนภายในพระราชวัง

“ข้าชอบนางจริงๆ” เขายังคงเอ่ยต่ออย่างอารมณ์พลุ่งพล่านเกินเก็บข่ม จนสหายที่นั่งอยู่ด้วยกันต้องคอยปลอบใจถึงความเป็นไปที่ช่างยากเย็นอย่างเห็นได้ชัดเจน

และภาพนั้นก็หาได้รอดพ้นสายตาของคมกริบของหลี่เซียวเหยาไม่

ภายในศาลากลางสวนสวยอีกทางหนึ่งของอุทยาน…

“ข้าช่างเหงาใจยิ่งนัก” เสียงอ่อนหวานของอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เมื่อนึกภาพของเจินเจินกับหลี่เซียวเหยารักใคร่กลมเกลียวกัน นางกำลังอยากมีความรู้สึกระหว่างคนรักกระทำต่อกันอย่างนั้นบ้าง

“ข้าเองก็เช่นเดียวกัน” เสียงหวานใสของอนุชายาอีกคนเอ่ยตาม พลางถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงคล้ายนัดหมาย

ซักพักก็มีเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำเดินผ่านไปตามทางเดินเขาเข้ามาตามคำสั่งของเจินเจินเพื่อเข้ามารับการมอบหมายงานจากเจินเจิน

อนุชายาอีกคนบังเอิญหันไปเห็นบุรุษผู้นั้น ซึ่งแม้จะเป็นระยะทางที่ไกลกันมากแต่ก็สามารถทำให้นางถึงกับหน้าแดงเกินเก็บข่ม ด้วยเพราะบุรุษผู้นั้นนางแอบพึงใจปักใจอยู่อย่างเงียบเชียบ

และภาพนั้นก็หาได้รอดพ้นจากสายตาของเจินเจินไม่

“เจ้ากำลังมีความรัก” เสียงแว่วหวานของเจินเจินดังขึ้นอยู่ตรงทางเดินไม่ไกลจากศาลา

“อ่ะ… หม่อมฉัน เอ่อ…หม่อมฉัน” อนุชายาคนเดิมยิ่งเพิ่มระดับความหน้าแดงเกินยับยั้ง

ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาตามความรู้สึกอย่างไม่คิดจะปิดบัง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมาพวกนางมักจะพูดคุยกันอย่างเปิดอกกันอยู่เสมอเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่แคว้นต้าหลี่ “หม่อมฉัน…พึงใจบุรุษท่านนั้น เพคะ”

“แล้วเจ้าเล่า” เจินเจินหันหน้าไปถามอนุชายาอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกันเนื่องจากได้ยินประโยคที่ทั้งสองคุยกันก่อนหน้านี้

“เอ่อ…หม่อมฉัน” อนุชายาอีกคนเอ่ยตอบไม่เป็นคำแต่สีหน้าของนางกลับบ่งบอกแก่เจินเจินได้อย่างชัดเจน

“พวกเจ้ารู้อะไรหรือไม่” เจินเจินรีบเอ่ยออกมาด้วยประโยคที่ทำให้สองอนุชายาในศาลาและอนุชายาอีกสองสามคนจากมุมไหนก็มิทราบได้โผล่ออกมาอย่างร่วมยินดีรับฟัง

“บุรุษคนนั้นเป็นแม่ทัพ และบุรุษคนนั้นเป็นรองแม่ทัพ ส่วนบุรุษอีกด้านหนึ่งเป็น…เป็น…เฮ่อ! เอาเถอะ บุรุษแต่ละคนของข้าฐานะล้วนไม่ธรรมดา ฝีมือยิ่งไม่ธรรมดา แต่…”

เจินเจินเว้นวรรคเพียงนิดแต่กลับทำให้เหล่าสนมหูผึ่งทั้งยังมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ทันได้สังเกต

“พวกเราในฐานะสตรีที่มีจำนวนน้อยกว่าเหล่าบุรุษในขณะนี้” เจินเจินเอ่ยออกมาอย่างเรียบเรียงคาพูดให้คนฟังเข้าใจได้ง่ายเพราะว่าอาณาจักร์แห่งนี้ของนางกับหลี่เซียวเหยานั้นมีสมุนอยู่มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษ

“เช่นนั้นแล้ว สตรีเช่นพวกเจ้า ย่อมมีสิทธิ์เลือก”

“หือ!” เหล่าอนุชายาพากันอุทานพร้อมกระวีกระวาดเข้ามาใกล้เจินเจินอีกนิด

“มิใช่ว่าจะต้องเป็นบุรุษที่มีสิทธิ์เลือกบุปผาเพียงฝ่ายเดียว เหล่าสตรีอย่างพวกเราก็มีสิทธิ์ชี้นิ้วคัดเลือกบุรุษเช่นเดียวกัน” เจินเจินกล่าวปิดท้ายสรุปอย่างสวยงาม

“อา….” และเสียงอื้ออึงของเหล่าอนุชายาก็ดังกระหึ่มอย่างตื่นเต้นและเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง

ในเวลาต่อมา…

“กระหม่อมต้องทำอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ” เสียงสมุนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างต้องการคำปรึกษาจากหลี่เซียวเหยาเมื่อมีประกาศจากเจ้าของอาณาจักรอย่างหลี่เซียวเหยาและเจินเจินว่าให้บรรดาบุรุษแสดงออกถึงความสามารถเพื่อให้ต้องตาต้องใจเหล่าสตรีภายในพระราชวัง

หลี่เซียวเหยาที่บังเอิญได้ยินเหล่าสมุนปรับทุกข์ใส่กันจึงมีความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกันกับเจินเจิน ซึ่งต่อให้เขาไม่เห็นด้วย เจินเจินก็เอาชนะเขาได้อยู่ดี

“เจ้าก็ต้องคอยติดตามเพื่อที่จะได้คอยดูแลเอาใจใส่ หาโอกาสเพื่อที่จะได้เสวนากับนางคนที่เจ้าพึงใจ” หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นเพื่อชี้นำ

ถึงแม้ว่าตัวเขามิเคยต้องเกี้ยวพาราสีนางใด หนำซ้ำเจินเจินยังเป็นฝ่ายเข้าหาเขาเมื่อแรกเริ่มพบเจอกัน

แต่ทว่าหลังจากนั้นล้วนเป็นเขาที่ต้องคอยตามติดนางเพื่อดูแลเอาใจใส่ไม่ห่างกาย

“แล้วถ้าหากนางปฏิเสธกระหม่อมเล่า” เสียงสมุนอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง

“เจ้าก็ต้องทำใจ” หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นอย่างมิรู้ได้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใด

“ถ้าหากว่านางพึงใจคนอื่น เจ้าก็ไม่ควรทำตัวเป็นปัญหาให้นาง เข้าใจหรือไม่”

ในเวลาต่อมา…

ภาพภายในอาณาจักรของหลี่เซียวเหยาและเจินเจินแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยภาพของกิจกรรมต่างๆที่บรรดาบุรุษเพียรพยายามทำเพื่อที่จะเอาชนะใจเหล่าสตรี

โดยที่เหล่าสตรีเพียงนั่งรอชมเพื่อเป็นฝ่ายเลือกเฟ้นบุรุษที่นางพึงใจ

ช่างเป็นภาพที่สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้แก่บรรดาสตรีเพศผู้อ่อนแอจิตใจเปราะบางยิ่งนัก

อา…

ชีวิตน้อยๆของเหล่าสตรีภายในอาณาจักรแห่งนี้

ช่างเต็มไปด้วยความสุขกายสบายใจเหลือจะกล่าวเสียนี่กระไร

หลายปีต่อมา…

ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแห่งหนึ่งตรงเชิงเขาภายนอกอาณาเขตของราชวังของหลี่เซียวเหยา…

ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้มุมสูงจากเชิงเขาตรงนี้ยืนสำรวจอาณาจักรของตนไปโดยรอบทิศทางอย่างถ้วนทั่ว

เขาเพียงยืนนิ่งๆด้วยมาดของผู้สูงศักดิ์อย่างงามสง่าไม่สร่างซา สายตาคมเข้มกำลังทอดมองออกไปยังเบื้องหน้าจนสุดสายตา เขามีนามว่าหลี่เซียวเหยา

อีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ไกลกันกับมุมที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้น ได้ปรากฏร่างงามระหงของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเดินหมุนตัวไปหมุนตัวมา ล้อเล่นอยู่กับหมู่ภมรอย่างอารมณ์ดี

นางมีนามว่า เจินเจิน

เพียงครู่สายตาของหญิงสาวพลันสะดุดเข้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

อา…

บุรุษผู้นี้ช่าง….

หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบกระโดดเข้าไปหายังทิศทางที่ชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นในทันที

“ท่าน” เสียงแว่วหวานของนางเอ่ยทักออกไปพร้อมกับวงแขนเรียวสวยอ้าออกเพื่อหมายจะเข้าไปโอบกอดชายหนุ่มผู้นั้น

อ๊ะ!

เดี๋ยวนะ!

ทำไมบรรยากาศและภาพยามนี้มันคุ้นๆ

บุรุษหนุ่มรูปงามยืนนิ่งๆอยู่ใต้ต้นไม้…

อา…

เจินเจินถึงกับชะงักกึกเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าที่แสนจะคุ้นตา

คลับคล้ายคลับคลำว่าเคยเกิดภาพเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน

หลี่เซียวเหยาเมื่อมองเห็นแล้วว่าเจินเจินเดินหมุนตัวไปมาก่อนทำท่าจะกระโจนเข้าหา

เขาจึงยืนรอให้นางกระโดดเข้ามา แต่นางกลับหยุดชะงักเสียกลางคัน เขาถึงกับงุนงง

ชายหนุ่มเพียงยืนมองหญิงสาวที่กำลังทำท่าทางฉงนกับอะไรบางอย่างด้วยท่าทางน่าเอ็นดูจึงเป็นฝ่ายยกวงแขนของตนขึ้นแล้วอ้าออกเพื่อเป็นสัญญาณตอบรับการจู่โจมของนาง

เจินเจินถึงกับตกตะลึงตาโตกับภาพตรงหน้า

บุรุษรูปงามใต้ต้นไม้ใหญ่หันหน้ามามองนางพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์และวงแขนพร้อมโอบกอด

หญิงสาวถึงกับหน้าร้อนผ่าวเห่อแดงฉับพลันด้วยภาพที่ปรากฏอยู่ตรงด้านหน้านั้นช่างคล้ายคลึงกับความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว

ในกาลนั้น

บุรุษผู้นี้

เขายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยมาดนิ่งๆสีหน้าเย็นชาพร้อมด้วยสายตาดำดิ่งลึกลับไร้ก้นบึ้ง ทำหน้าถมึงทึงพร้อมฟาดฟันนาง แต่ยามนี้…

รอยยิ้มนั้น

วงแขนนั้น

อา…

น้ำตาจะไหล

เจินเจินถึงกับเม้มริมฝีปากของตนเอาไว้แน่นพลางกระโดดจนตัวลอยเข้าไปหาอ้อมกอดของหลี่เซียวเหยา

หลี่เซียวเหยารีบโผรับการเข้าหาของเจินเจินก่อนจะก้มหน้าลงจูบหนักๆที่ริมฝีปากของนางอย่างรักใคร่

เจินเจินถึงกับหน้าแดงเห่อร้อนแก้มพองตาโต

“อะไรของเจ้า” หลี่เซียวเหยาเห็นเจินเจินทำท่าทางอย่างนั้นจึงเอ่ยถามออกมาแกมกระเซ้า นางยังคงเป็นเจินเจินของเขาไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

หญิงสาวมิได้เอ่ยคาใด นางเพียงซุกหน้าซบเข้ากับแผงอกอุ่นอย่างคลอเคลียอยู่อย่างนั้น

อา…

ดีจริง

ช่างดีจริงๆ

เจินเจินคิดในใจพลางกอดรัดหลี่เซียวเหยาเอาไว้อย่างแนบแน่น

หลี่เซียวเหยาเพียงก้มมองเจินเจินที่ยังคงซุกซบอย่างแนบแน่นไม่ออกห่าง เขาจึงประคองกอดนางเอาไว้ให้แนบอกอุ่นอยู่อย่างนั้น

“ข้ารักเจ้า…” เขากระซิบออกมาเพียงเบาๆ

และประโยคนั้นก็ทำใครบางคนถึงกับเพิ่มแรงกอดรัดในทันที

“ข้ารักเจ้า” เขายังคงเอ่ย “ข้ารักเจ้า…เจินเจิน”

เจินเจินจึงเพิ่มแรงกอด

“ข้ารักเจ้า…”

อา…

บุรุษผู้นี้…

จับกินตรงนี้เสียเลยเป็นไร

ร่างงามเร็วเท่าความคิด ชายหนุ่มพลันตกอยู่ใต้ร่างของนางในทันที

ตรงเนินสูงของเชิงหุบเขา…

ภายใต้ร่มไม้ใหญ่แห่งเดิมซึ่งมีภาพของชายหนุ่มยืนอยู่อย่างสง่างามเมื่อครู่นั้น พลันหายไปเมื่อมีสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามา

สตรีนางนั้นกำลังกระทำการบางอย่างกับชายหนุ่มรูปงามผู้นั้น

อยู่ตรงหลังพุ่มไม้นั่นแล…

สะดุดรักยัยกะล่อน 32

ตอนที่ 32

ชินอ๋อง

ภายในอาณาเขตของแคว้นต้าหลี่ในส่วนของสถานที่โล่งแจ้งกว้างขวางด้านหลังของพระราชวังต้าหลี่นั้น

บัดนี้ปรากฏภาพของขบวนเหล่าทหารกล้าแต่งกายเต็มยศสวมชุดเกราะหนักพร้อมด้วยอาวุธในมือกำลังยืนตัวตรงอย่างเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้าของสตรีนางหนึ่ง

สตรีนางนั้นแต่งกายด้วยชุดสีเข้มในตำแหน่งแม่ทัพหญิงอย่างงามสง่าทรงพลัง ใบหน้าแม้งดงามอ่อนหวานแต่ท่วงท่าของนางช่างน่าเกรงขามดั่งนางพญา

นางกำลังยืนนิ่งๆเพื่อประเมินความพร้อมของเหล่าทหารกล้าทั้งหลายด้วยดวงตางดงาม วงคิ้วเรียวสวย

ริมฝีปากได้รูปของนางยกยิ้มตรงมุมปากด้วยมาดนิ่งขึงไม่มีล้อเล่น

เจินเจินในยามนี้

นางพร้อมแล้ว…

นางพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปสร้างอาณาจักรของตนเอง

นางเพียรพยายามวางแผนมานาน จนลืมไปหาหมอ จนแล้วจนรอดนางก็ยังมิได้ไปหาหมอ

แม้ว่านางจะรู้สึกอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่เมื่อนางนึกถึงอาณาจักรที่นางต้องการจะสร้าง เลือดในกายพลันสูบฉีดทะลุทะลวง จนเรี่ยวแรงก่อกำเนิดอย่างล้นปรี่

ทหารกล้าทั้งหลายเจินเจินตวาดเสียงหวานดังก้อง

พร้อมหรือไม่จบคำของหญิงสาวเสียงหอกกระแทกพื้นดังสนั่นเป็นจังหวะ เสียงดาบกระทบกับโล่โลหะดังกระหึ่มตอบรับกันอย่างพร้อมเพียงจากบรรดาเหล่าทหารที่องค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางให้หยิบยืม ตามด้วยเสียงครางกระหึ่มกังวานจากเหล่าสมุนตัวโตในอาณัติของพรรคมารที่แฝงตัวอยู่โดยรอบพลันดังตาม

เพื่ออาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เพื่อลูกหลานที่กำลังเติบโต เพื่อพวกเราทุกคน!เจินเจินยังคงส่งเสียงคำรามดังกึกก้องเพื่อปลุกใจเหล่าลูกน้องของตน

เพื่อเกียรติยศอันเกริกไกร ไป!!จบคำหญิงสาวจึงเตรียมตัวพุ่งทะยานขึ้นนั่งบนหลังอาชาตัวใหญ่อย่างสวยงาม

วูบ!

พลันเสียงลมพาดผ่านใบหู

ตามด้วยร่างนุ่มนิ่มของเจินเจินถูกโอบอุ้มก่อนจะถึงหลังม้า

เจ้ากำลังทำอะไรตามด้วยเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูเอ่ยออกมาอย่างขัดเคือง

เจินเจินถึงกับงุนงงกระพริบตาปริบๆเมื่อตกอยู่ในวงแขนกำยำของหลี่เซียวเหยา

หลี่เซียวเหยานั้น หลังจากจัดการกับหลิงอวิ๋นด้วยวิธีการนุ่มนวลมิให้ต้องกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นต้าหลี่กับเสด็จพ่อที่แคว้นหลี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขายังต้องคอยดูแลมารดาที่ป่วยอยู่

ซึ่งต่อมาเขาได้รับรู้ความจริงว่ามารดาของเขาถูกพิษชนิดหนึ่งจึงเพียรพยายามหายาถอนพิษมาให้มารดา จนไม่มีเวลาไปหาเจินเจิน

มิคาดว่า เจินเจินของเขากำลังคิดการใหญ่ โดยการจะไปสร้างอาณาจักรเพื่อที่นางกับเขาจะได้ปกครองด้วยกัน เพื่อลดช่องว่างของฐานันดรระหว่างเขากับนาง

แน่นอนเขาย่อมเห็นด้วย

มารดาของเขายิ่งเห็นด้วย

แต่….

แต่ว่านางกำลังตั้งครรภ์

นางกำลังมีลูกน้อยอยู่ในท้อง

นางจะไปทำการใหญ่อย่างนี้ได้อย่างไร

ถ้านางกับลูกเป็นอะไรไป

แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร

มันใช่หรือไม่หลี่เซียวเหยายังคงเอ่ยเสียงดุไปทางสตรีในอ้อมแขน

เขายังคงเอ่ยต่อโดยไม่สนใจใคร ข้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนชุด

หา!เจินเจินถึงกับขมวดคิ้วอุทานอย่างพิศวง ขณะถูก หลี่เซียวเหยาอุ้มตัวลอยเดินไปตามทาง

เหล่าทหารที่ยืนอยู่เต็มขบวนและเหล่าสมุนที่แฝงตัวอยู่เต็มพื้นที่เพียงมองตามอย่างงุนงงเงียบกริบ

เพียงไม่นานต่อมา หลังจากที่เจินเจินถูกหลี่เซียวเหยาโอบอุ้มพาเข้ามายังตำหนักแล้ว

นางก็ถูกเหล่าผู้คนมากมายรุมล้อมพาอาบน้ำขัดเนื้อขัดตัวเพื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากชุดเกราะสีเงินและชุดคลุมสีเข้มให้กลายเป็นชุดสีแดงมงคลตามด้วยผ้าคลุมปิดหน้าต่อด้วยถูกยกขึ้นเกี้ยวหลายคนหาม

และมาสุดทางที่มีหลี่เซียวเหยายืนรออยู่ด้วยชุดสีแดงมงคลไม่ต่างกัน โอบล้อมด้วยเหล่าสหายและลูกน้องคนสนิท

เบื้องหน้าสูงขึ้นไปมีฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน ฮองเฮาหงเหม่ยหลง และเซียงหวงกุ้ยเฟยมารดาของหลี่เซียวเหยา นั่งกันอยู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอบอุ่น

อา…

นี่ใช่งานแต่งงานหรือไม่

งานแต่งงานของ…

หลี่เซียวเหยาในชุดเจ้าบ่าวรีบเดินอย่างงามสง่าเข้าไปประคองร่างระหงของเจินเจินในอาภรณ์สีมงคลพลางกระซิบ

ข้าแอบเตรียมการเพื่อเจ้ากับลูกของเรา

หา!เจินเจินยังคงอุทาน สมองของนางเริ่มคิดสิ่งใดไม่ออกอีกแล้ว

หลายวันมานี่นางมัวแต่คลุกอยู่กับเหล่าแม่ทัพและหัวหน้าเหล่าสมุนเพื่อเตรียมแผนการไปถล่มเมืองรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างอาณาจักรโดยไม่รู้เอาเสียเลยว่า หลี่เซียวเหยาของนางกำลังเตรียมงานแต่งงานให้นางอยู่

แต่…

เดี๋ยวนะ

เขาเตรียมงานแต่งงานนี้เอาไว้ให้นางกับใครนะ

กับลูก

ลูกของเรา

หือ!?

ท่านหมายความว่าอย่างไรเจินเจินเอ่ยถามออกมาอย่างโง่งมไม่สร่างซาผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดง ลูกของเรารึ

ครานี้เป็นหลี่เซียวเหยาบ้างที่งุนงง

อะไรของเจ้าชายหนุ่มเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ

เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ยามนี้ เช่นนั้นแล้ว งานแต่งงานก็ต้องทำเพื่อเจ้าและลูกของเราในคราวเดียวกัน

ข้ารึเจินเจินอุทานออกมาอีก ข้าตั้งครรภ์รึ

อะไรของเจ้าหลี่เซียวเหยาเริ่มฉุนเฉียว

มานี่เลยชายหนุ่มเอ่ยเสียงดุขณะประคองกอดเจินเจินให้รีบเดินเข้ามาเพื่อทำพิธีแต่งงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

นางกำลังจะบิดพลิ้วหาเรื่องเบี่ยงเบนเล่นตัวไม่ยอมแต่งงานกับเขาอีกแล้ว ฮึ่ม!

หลี่เซียวเหยานึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจขณะพาร่างบางให้เดินเข้ามาตรงด้านหน้าของผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว

ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินและฮองเฮาหงเหม่ยหลงเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว และมารดาของเขาย่อมเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว

แม้พิธีแต่งงานจะเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติแต่ยังคงเป็นไปแบบรวบรัดเพราะหลี่เซียวเหยาไม่อยากเสียเวลาให้เนิ่นนานมากไปกว่านี้อีกแล้ว

โดยบรรยากาศในงานนั้นตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นอย่างท่วมท้น เรียกรอยยิ้มของทุกผู้คนได้อย่างชื่นมื่นถ้วนหน้า

ยามนี้มารดาของหลี่เซียวเหยายอมรับเจินเจินแบบเต็มหัวใจ นางแอบสังเกตการกระทำและความเป็นไปของเจินเจินมาโดยตลอดหลังจากที่หายจากพิษร้ายอย่างดีแล้ว นางไม่แปลกใจแต่อย่างใด ว่าทำไมหลี่เซียวเหยาถึงได้ตกหลุมรักเจินเจิน

และแล้วเวลาแห่งพิธีการต่างๆก็ได้ผ่านและลุล่วงไปได้เป็นอย่างดี

ทุกฝ่ายต่างส่งยิ้มให้กันและกันอย่างรื่นรมย์เปรมปรีดิ์

เมื่อถึงเวลาส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอจนกระทั่งเสร็จสรรพลำดับสุดท้าย เจินเจินจึงได้มีโอกาสพูดคุยเพียงลำพังกับหลี่เซียวเหยา

ท่านบอกว่าข้ากำลังตั้งครรภ์รึเจินเจินยังคงติดใจเรื่องสำคัญ

นางกำลังตั้งครรภ์ กำลังจะมีลูก นางไม่คาดคิดมาก่อนเลย

หลี่เซียวเหยาที่กำลังเปิดผ้าคลุมหน้าของเจินเจินออกตามพิธีการถึงกับชะงักงัน

ชายหนุ่มถึงกับหรี่ตามองอย่างไม่สบอารมณ์ยามเอ่ย

มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะเล่นตัวเพื่อประโยชน์อันใด

เจินเจินยังคงขมวดคิ้วเรียวสวยของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางกำลังตั้งครรภ์หรอกหรือ ความผิดปกติก่อนหน้านี้เป็นเพราะว่านางกำลังตั้งครรภ์นี่เอง ทำไมนางถึงคาดไม่ถึงกันนะ

อา… ข้าอยากไปหาหมอหญิงสาวกล่าวออกมาพลางลุกขึ้นเพื่อเดินไปทางประตูห้องหอ

หลี่เซียวเหยาเห็นหญิงสาวลุกขึ้นพรวดพราดทำท่าจะออกจากห้องหอในคืนแรกของการแต่งงานจึงรีบดึงมือของนางเอาไว้ พลางเอ่ยเสียงต่ำ เจินเจิน…

หืม…เจินเจินขานรับเสียงเนือยเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง นางกำลังโง่งมที่สุดในชีวิต

หลี่เซียวเหยาเริ่มแปลกใจกับกิริยาของเจินเจิน เขาจึงดึงร่างบางของนางให้ลงนั่งบนตักแข็งแกร่งของเขา

อย่าบอกนะว่า เจ้าไม่รู้จริงๆชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มใส่หน้าหญิงสาวที่ยังคงขมวดคิ้วมุ่น เขาจึงยกนิ้วมือขึ้นมากดตรงหว่างคิ้วของนางเพื่อให้มันคลายตัวเองออก

มิน่าเล่า ข้าจึงรู้สึกว่าร่างกายของข้ามันแปลกๆ อีกทั้งพวกของเสี่ยวเหมยมักจะวนเวียนนำยามากมายมาให้ข้าดื่ม ข้ามัวแต่ห่วงเรื่องวางแผนจึงไม่ได้ไปหาหมอเสียที ข้าผิดเอง

เจินเจินกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดมหันต์พลางยกมือเรียวงามของตนขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองขณะซุกซบอยู่ตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยา

นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแว่วหวาน ข้าขอโทษ เซียวเหยา ข้าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยกล่าวจบน้ำตาก็พลันร่วงริน นางร้องไห้อีกแล้ว ช่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ร้องไห้ได้ตลอดสิน่า

หลี่เซียวเหยาก้มหน้ามองสตรีในอ้อมแขนอย่างนึกเอ็นดูอย่างมากมายเหลือคนา

นางมัวแต่ห่วงเรื่องของเขา จนละเลยตนเองถึงเพียงนี้ เขาเองที่เป็นสามีและพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง

เรื่องสร้างอาณาจักรข้าจะจัดการเอง เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกของเราที่กำลังจะเกิดมา

ประโยคนั้นของหลี่เซียวเหยายิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาให้ไหลออกมาอาบแก้มนวลของเจินเจิน

หญิงสาวถึงกับเม้มริมฝีปากได้รูปเอาไว้แน่นจนแก้มป่องพองแดงเปล่งปลั่งออกมา

ลำบากท่านแล้วเจินเจินเปล่งเสียงอู้อี้อยู่ตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยาขณะซุกซบกดใบหน้างามอยู่อย่างนั้นพลางกอดกระชับชายหนุ่มอย่างรักใคร่

ลำบากท่านแล้ว…เซียวเหยา

ข้ายอม…เพื่อเจ้าหลี่เซียวเหยากล่าวเสียงเบาขณะกดริมฝีปากลงบนเรือนผมดาขลับของนางอย่างรักใคร่ไม่ต่างกัน

ชายหนุ่มหญิงสาวยังคงประคองกอดกันอย่างนัวเนียคลอเคลียจากโต๊ะจนกระทั่งถึงเตียงนอน

แม้จะมิได้ทำสิ่งใดรุกล้าล่วงเกินที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์

แต่ทั้งสองกลับสุขสมอารมณ์หมายด้วยไออุ่นจากกันและกันที่มอบให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง

หลี่เซียวเหยายังคงโอบกอดเจินเจินเอาไว้อย่างแนบแน่นพลางก้มหน้าลงเพื่อหอมแก้มซ้ายขวาของเจินเจินก่อนจะจับกดศีรษะของนางไว้ตรงซอกคอบนแผงอกของเขา ฝ่ามือร้อนลวกของเขายังคงลูบแผ่นหลังให้นางอย่างต้องการกล่อมนางให้หลับไหลไปอย่างฝันดี

เพียงไม่นานเจินเจินก็หลับไหลไปอย่างว่าง่ายภายใต้อ้อมกอดอันอบอุ่น กลิ่นกายของหลี่เซียวเหยาช่างเป็นอะไรที่ทำให้นางหลับตาลงได้อย่างสบายอกสบายใจ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่เจินเจินได้ฝันร้ายและนอนร้องไห้จนหลี่เซียวเหยาต้องตื่นขึ้นมากล่อมนางให้หลับอยู่พักใหญ่

ในวันนั้นหลี่เซียวเหยาตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าเพื่อรีบไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินพระเชษฐาของตนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นต้าหลี่

มาหาข้าตั้งแต่เช้า มีธุระอันใดรึ น้องพี่ฮ่องเต้หลี่ซื่อ หมินเอ่ยทักทำยหลี่เซียวเหยาพระอนุชาของตนอย่างเป็นกันเองเมื่อมองเห็นเขาเดินเข้ามายังห้องทรงอักษรแห่งนี้

กระหม่อมมีเรื่องอยากทูลขอพะย่ะค่ะหลี่เซียวเหยารีบเอ่ยขึ้นไปทางหลี่ซื่อหมิน

กระหม่อมอยากขอสมรสพระราชทาน พะย่ะค่ะหลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นโดยไม่มีการอ้อมค้อมแต่อย่างใด

หลี่ซื่อหมินถึงกับชะงักเพียงนิดก่อนวางงานในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลี่เซียวเหยาแบบเต็มตา

สมรสพระราชทานระหว่างกระหม่อมกับเจินเจิน พะย่ะค่ะ เสด็จพี่หลี่เซียวเหยาย้ำประโยคเดิมอีกรอบกับฮ่องเต้

ภายในห้องทรงอักษรแห่งนี้พวกเขามักจะเรียกกันอย่างสนิทสนมแตกต่างจากเวลาอยู่ภายในท้องพระโรง

สมรสพระราชทานหรือหลี่เซียวเหยาลุกขึ้นจากโต๊ะทรงงานเพื่อเดินมาทางหลี่เซียวเหยาพลางเอ่ย กับเจินเจิน

พะย่ะค่ะหลี่เซียวเหยาตอบรับ

เรื่องนั้นย่อมได้ แต่ข้ามีเงื่อนไขหลี่ซื่อหมินนึกเป็นห่วงเรื่องระหว่างเจินเจินกับเซียงหวงกุ้ยเฟยจึงเอ่ยออกไปอย่างนั้น

ย่อมได้ เสด็จพี่หลี่เซียวเหยาไม่มีเกี่ยงงอน

มานั่งทางนี้ก่อนหลี่ซื่อหมินเอ่ยพลางเดินนาทางไปที่ห้องรับรองภายในตำหนักทรงอักษรแห่งนี้

เมื่อทั้งสองนั่งจิบชาตามอัธยาศัยตามประสาพี่น้องยามอยู่กันเพียงลำพังโดยปลอดคนนอกแล้วจึงเอ่ยต่อในเรื่องสำคัญ

ข้าอยากให้เจ้ารับตำแหน่งชินอ๋องแล้วพาทหารกับพวกพ้องสมุนของฝ่ายอิทธิพลมืดไปรวบรวมดินแดนหลี่ซื่อหมินเอ่ยตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจเอาไว้นานแล้ว

เขายังคงเอ่ยต่อ ข้าอยากให้เจ้าปกครองแผ่นดินที่ได้ทำการรวบรวมและที่นั่นเจ้าใหญ่ที่สุด แม้แต่มารดาของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ เจ้าคิดว่าอย่างไร

เสด็จพี่หลี่เซียวเหยาถึงกับอึ้งด้วยคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเงื่อนไขอย่างนี้ของฮ่องเต้

เจ้าควรจะรับตำแหน่งนี้เสียที เจ้าปฏิเสธข้ามานานมากแล้วนะ เซียวเหยาหลี่ซื่อหมินยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เขาเคยพยายามจะแต่งตั้งตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ให้กับน้องชายอันเป็นที่รักของเขาเป็นนานแล้ว แต่น้องชายของเขาผู้นี้กลับไม่นิยมอำนาจ สนใจแต่ธรรมะและจมปลักอยู่กับอดีต คิดแต่จะกลับไปอยู่เป็นเพียงองค์ชายที่แคว้นหลี่

 

หลี่ซื่อหมินยังคงเอ่ยต่อ ฝีมือการต่อสู้ของเจ้านับได้ว่ามีดีเหนือผู้ใด ความสามารถทางการทหารก็มิได้ยิ่งหย่อน อีกทั้งความรู้เชิงบุ๋นของเจ้าก็หาใครเทียบชั้นได้ไม่ เซียวเหยา…ข้าดีใจที่เจ้าตื่นจากฝันร้าย เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เจินเจิน จบคำก็หัวเราะออกมา

เสด็จพี่หลี่เซียวเหยายังคงทำสีหน้าไม่ถูกเมื่อถูกเอ่ยเย้า

หรือเจ้าคิดว่าข้าพูดคำเท็จหลี่ซื่อหมินยังไม่หยุด

เจินเจินของกระหม่อมย่อมไม่ธรรมดาหลี่เซียวเหยาถือโอกาสยกยอสตรีของตน

ฮึ! เช่นนั้นแล้ว ฮองเฮาของข้าก็เช่นเดียวกันหลี่ซื่อ หมินถือโอกาสเอ่ยถึงหงเหม่ยหลงภรรยาของตนบ้าง

กับผู้อื่นแล้วนางกลับได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมไร้เมตตาปราณีได้ชื่อว่าเป็นราชสีห์เพศเมีย แต่นางมักจะน่าเอ็นดูเฉพาะกับข้า เวลาอยู่กับข้านางกลับกลายเป็นแม่กระต่ายน้อยจบคำก็หัวเราะชอบใจอย่างรื่นเริงที่ได้นินทาเมียรักให้น้องชายฟัง

เช่นนั้นเจินเจินของกระหม่อมก็คงเช่นเดียวกัน นางเป็นเพียงลูกแมวน้อยของกระหม่อมหลี่เซียวเหยาวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะพลางเอ่ยกระเซ้าถึงสตรีของตนอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

นั่นจึงทำให้องค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางได้ถูกเรียกตัวเข้าหาบุคคลทั้งสองด้วยเรื่องดินแดนที่ต้องการให้ไปรวบรวมในเวลาต่อมาในอีกหลายวันให้หลัง

และต่อมาหลังจากที่หลี่เซียวเหยาได้จัดการเรื่องของ หลิงอวิ๋นเสร็จสรรพแล้วนั้น เขาจึงได้รับรู้ว่าเจินเจินของเขาก็กำลังคิดการณ์ใหญ่อยู่เช่นเดียวกัน…..

และแล้วเวลาค่ำคืนแห่งการเข้าหอของสองสามีภรรยาก็ผ่านพ้นไปอย่างหวานชื่น เมื่อตื่นขึ้นมาก็ถึงเวลาของพิธีการยกน้ำชาตามธรรมเนียมปฏิบัติ

เจินเจินอยู่ในชุดอาภรณ์สวยงามเรียบร้อย เพื่อทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ให้แก่แม่สามี

เซียงหวงกุ้ยเฟยตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้าเริ่มสว่างเช่นเดียวกัน นางกำลังนั่งรอรับน้ำชาจากลูกสะใภ้ที่ครั้งหนึ่งนางได้ทำความผิดเอาไว้อย่างไม่น่าให้อภัย

เวลาผ่านไปพร้อมกับบรรยากาศชื่นมื่นระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้

หลี่เซียวเหยาจึงถือโอกาสบอกกล่าวแก่มารดาถึงเรื่องลูกในครรภ์ของเจินเจิน

ยิ่งสร้างความปลื้มปริ่มให้แก่เซียงหวงกุ้ยเฟยเป็นอย่างมาก เพราะว่าเมื่อครั้งที่หลี่เซียวเหยาตบแต่งชายาคนแรกนั้น สตรีนางนั้นยังมิทันได้ตั้งครรภ์ ก็พลันทำเรื่องงามหน้าขึ้นมาเสียก่อน

ช่างดียิ่ง ดีจริงๆ เปิ่นกงดีใจยิ่งนัก แต่งเมื่อคืนตั้งครรภ์เมื่อเช้า ช่างดียิ่งเซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยออกมาอย่างมิได้คิดสิ่งใด แต่กลับทำให้ทั้งหลี่เซียวเหยาและเจินเจินถึงกับทำหน้าไม่ถูกกันเลยทีเดียว

พระนางถึงกับเกิดใจกระตุกสั่นไหวรุนแรงฉับพลัน เมื่อคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่นางคิดจะวางแผนทำขนมอาบยาพิษให้เจินเจินกิน

ถ้าหากว่าครานั้น นางทำสำเร็จ และเจินเจินได้กินขนมอาบยาพิษนั่น หลานของนางจะเป็นอย่างไร

อา… ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดยิ่งนัก รู้สึกผิดเสียนี่กระไร…

เวลาผ่านไปอย่างชื่นมื่นเรียบเรื่อย เมื่อถึงเวลาที่หลี่เซียวเหยาพร้อมด้วยองค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางพระโอรสหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ต้องนำกำลังลูกน้องทั้งเหล่าทหารและเหล่าสมุนพรรคมารเดินทางไปจัดการรวบรวมดินแดนที่ยึดครองเอาไว้ให้กลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เจินเจินที่กำลังตั้งครรภ์ก็อยู่ในความดูแลของเซียงหวงกุ้ยเฟยพร้อมทั้งพวกของเสี่ยวเหมยรวมถึงเหล่าอนุชายาทั้งหลายเป็นอย่างดี

เวลาผ่านไปร่วมปี หลังจากรวบรวมดินแดนและก่อสร้างพระราชวังภายในอาณาจักรเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย

หลี่เซียวเหยาที่สถาปนาตนเองเป็นหวังคนใหม่ของแผ่นดินจึงส่งคณะเดินทางมารับตัวภรรยาและลูก

เจินเจินจึงได้เวลาพาลูกน้อยที่คลอดออกมาได้เพียงสี่เดือนเดินทางไปสมทบกับหลี่เซียวเหยาที่รออยู่แล้วภายในพระราชวังแห่งใหม่

การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่พร้อมทั้งการแต่งตั้งสถาปนาตำแหน่งต่างๆที่สำคัญและจำเป็นของอาณาจักรผ่านก็พ้นไปอย่างไร้ปัญหา

เซียงหวงกุ้ยเฟยนั้น แม้จะต้องกลับไปประจำอยู่ที่แคว้นหลี่ตามหน้าที่สนมขั้นสูงแต่ก็ยังคงส่งของขวัญของกำนัลมาให้เจินเจินและลูกน้อยไม่เคยขาดสาย

บนเตียงใหญ่ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำนุ่มนวลอย่างมีเสน่ห์ของบุรุษเพศอยู่เต็มเปี่ยมกำลังเอ่ยคำบางอย่างขณะกำลังแนบชิดอยู่ตรงซอกคอขาวผ่องหอมกรุ่นของเนื้อนวลนาง เขากำลังเริ่มต้นบทรักให้ภรรยาของเขาได้เป็นอย่างดี

คืนนี้ เจ้าอย่าหวังว่าจะได้หลับเลย เจินเจินหลี่เซียวเหยายังคงเอ่ยเตือนเจินเจินด้วยเสียงแหบพร่าลมหายใจร้อนระอุขณะกำลังก้มหน้าฝังจมูกและริมฝีปากของตนอยู่ตามพวงแก้มและลำคอระหงอย่างโหยหาแสนคิดถึง

เขาใช้เวลานานร่วมปีเพื่อรวบรวมดินแดนและก่อสร้างอาณาจักร ทั้งยังต้องรอจนกระทั่งงานเฉลิมฉลองเสร็จสิ้นจึงจะหาโอกาสอยู่กันเพียงลาพังกับภรรยาของเขา

นานมาแล้วที่มิได้ใกล้ชิดกัน

นานมาแล้วที่ต้องเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่อย่างทรมาน

นานมาแล้วที่มิได้ทำอะไรอย่างลึกซึ้งกับเจินเจิน

อา… เขาทนไม่ไหวแล้ว

เจินเจินที่กำลังอ่อนระทวยด้วยสัมผัสของผู้เป็นสามีเพียงเอ่ยตอบคาเบาๆ อืม…เซียวเหยา…ข้าคิดถึงท่าน

หญิงสาวเอื้อมมือเรียวสวยของตนขึ้นเพื่อจับกระชับชายหนุ่มอย่างสุดแสนจะโหยหาและคิดถึงไม่ต่างกัน พลางช่วยเขาปลดอาภรณ์บนเรือนร่างกำยำออกอย่างรู้งาน

หลี่เซียวเหยายังคงพรมจูบเจินเจินไปทั่วเรือนกายขาวผ่องผิวพรรณนวลเนียนตามแนวอาภรณ์ที่เคลื่อนตัวออก

สาบเสื้อของเขาและของนางพลันร่วงหล่นออกอย่างพร้อมเพียง เพียงไม่นานเรือนร่างกำยำแข็งแกร่งและเรือนร่างขาวละมุนนุ่มนิ่มก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าทั้งส่วนบนและส่วนล่าง

หลี่เซียวเหยายังคงใช้ริมฝีปากและฝ่ามือร้อนลวกของตนสัมผัสไปถ้วนทั่วทุกอณูของเนื้อนวลนางคล้ายกับต้องการจะให้มันมอดไหม้ละลายไปพร้อมๆกัน

อา…เซียวเหยาเจินเจินเริ่มครวญครางเมื่อหลี่เซียวเหยาเริ่มสัมผัสหนักหน่วง

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากชุ่มชื้นออกจากทรวงอกอวบอิ่มก่อนเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาหาใบหน้างามเพื่อหมายจะมอบจุมพิตที่แสนจะดูดดื่มลึกล้าให้

เจินเจินเหม่อมองริมฝีปากสีแดงสดของหลี่เซียวเหยาด้วยดวงตาทอประกายหวานล้ำพร้อมเผยอรับฝีปากได้รูปของตนออกเพื่อรับกลีบปากจากเขาอย่างเรียกร้อง

นางค่อยๆเค้นคลึงฝ่ามือเรียวงามของตนไปตามแผงอกบึกบึนเคลื่อนไล้ไปตามช่วงไหล่ล่ำสันก่อนจะจับกดอยู่ตรงแผ่นหลังแข็งแกร่ง

ฝ่ามือเรียวยาวของหลี่เซียวเหยายังคงลูบคลำเค้นคลึงอย่างสบายมืออยู่ตรงเนินอกหยุ่นนุ่มของเจินเจินในขณะที่ริมฝีปากของเขายังคงล้วงลึกอยู่ตรงริมฝีปากของนางอย่างต้องการควานหาความหวานล้ำนุ่มลึกจนเรียกเสียงครางในลำคอของกันและกันให้ครวญออกมาได้อย่างน่าชื่นชม

หลี่เซียวเหยาเคลื่อนฝ่ามือร้อนกรุ่นของตนออกจากทรวงอกนุ่มนิ่มเลื้อยพาดผ่านไปทางหน้าท้องราบเรียบก่อนจะล้วงลึกไปตามโคนขาของเจินเจินพลางจับยกต้นขาของนางให้แยกออก

เจินเจินเพียงยกขาเรียวงามของตนขึ้นเพื่อแยกออกพร้อมรองรับต้นขาเรียวยาวของหลี่เซียวเหยาที่พร้อมแล้วสำหรับขั้นตอนอันสำคัญ

แง๊ แง๊พลันเสียงลูกน้อยก็ดังขึ้น

รอครู่เดียวนะเพคะ องค์หญิง ประเดี๋ยวเสด็จแม่ก็มาแล้วเพคะตามด้วยเสียงของเสี่ยวเหมยดังอยู่หน้าประตูห้องนอน

ประเดี๋ยวข้าน้อยเคาะประตูห้องก่อนนะเจ้าคะซิงซิงและจิงเยว่รีบเอ่ยตาม

ก๊อก ก๊อก ก๊อก และเสียงเคาะประตูก็ดังตามมา

โอว…สวรรค์!!!

เจินเจินและหลี่เซียวเหยาเจ้าของห้องนอนถึงกับหน้าถอดสี

เพียงไม่นานทั้งเจินเจินและหลี่เซียวเหยาที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิดใส่เสื้อผ้ากันอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินมาเปิดประตูห้องนอนให้บุตรสาวของตนได้เข้ามา

องค์หญิงร้องไห้งอแงอยากหาเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะเสี่ยวเหมยที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเจินเจินเอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงใยในสภาพจิตใจของธิดาหนึ่งเดียวของคนทั้งคู่ และยิ่งรู้สึกดีเมื่อองค์หญิงน้อยเงียบกริบเพียงเพราะมองเห็นหน้าของบิดามารดา

หลี่เซียวเหยารีบเอื้อมมือของตนขึ้นเพื่อรับตัวบุตรสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพวงแก้มเปล่งปลั่งเอามาอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมรักใคร่ตามด้วยเจินเจินช่วยจับประคองก่อนจะพากันเดินไปยังเตียงนอนอีกห้องหนึ่งซึ่งสร้างแยกออกจากห้องนอนห้องใหญ่แต่ติดกันนี้

ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมเอาไว้ยามที่บุตรของนางโยเยร้องไห้เรียกหา

คืนนี้ให้ลูกข้านอนห้องนี้ก็ได้ พวกเจ้ากลับไปนอนเสียเถอะ ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าต้องการ ข้าจะเรียกหาเจินเจินกล่าวออกไปเมื่อช่วยหลี่เซียวเหยาจับร่างนุ่มนิ่มตัวน้อยให้นอนลงบนเตียงอุ่นเรียบร้อยดีแล้ว

พวกเราจะเฝ้าอยู่หน้าห้องไม่ไกลเพคะพวกของเสี่ยวเหมยเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงด้วยเพราะอยากทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้อย่างดียิ่งยวด

ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกเจ้ากลับไปห้องเถิดเจินเจินรีบกล่าว

ไม่เป็นไรเพคะ พวกเราไม่นอน พวกเรา…อ่ะเสียงของพวกเสี่ยวเหมยพลันต้องสะดุดลง เพราะสายตาพิฆาตของใครบางคน

ไปแล้วเพคะ ไปแล้วสามสามรีบกระวีกระวาดจากไปอย่างไม่รีรอ เมื่อใครบางคนแผ่รังสีสังหารออกมาอย่างเข้มข้น

เจินเจินและหลี่เซียวเหยาใช้เวลาเล่นกับลูกน้อยจนลูกน้อยหลับใหลไปในที่สุด

เมื่อเห็นแล้วว่าลูกน้อยของพวกตนหลับสนิทโดยไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาอีก ทั้งสองจึงเงยหน้าจากลูกน้อยขึ้นมาแล้วจ้องตากันอย่างรู้ใจ

ไปกันหลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นเบาๆด้วยเกรงว่าลูกจะตื่น

อืม…เจินเจินตอบรับเบายิ่งกว่าด้วยเกรงว่าลูกจะตื่นเช่นกัน

เพียงไม่นานเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยของชายหนุ่มหญิงสาวก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงครวญครางบางเบาที่พยายามกดให้ต่ำที่สุดในชีวิตผสมผสานกับเสียงลมหายใจหอบหนักถี่รัวเป่ารดกันและกันอย่างกระชั้นชิดพร้อมด้วยเสียงหลากหลายผสมผสานกันอย่างลงตัว

โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัวเลยว่าเสียงเหล่านั้นช่วยกล่อมลูกน้อยที่เตียงเล็กให้นอนหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุขจนตลอดทั้งคืน…

สะดุดรักยัยกะล่อน 31

ตอนที่ 31

เวรกรรมมีจริง

และข่าวคราวของหลิงอวิ๋นกับหลี่เซียวเหยานั้นก็ยังคงแพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหงจนหลิงอวิ๋นถึงกับนั่งอยู่ไม่ติดตั่งเลยทีเดียว

ด้วยเพราะว่านางนั้นกำลังตื่นเต้นที่ความใฝ่ฝันของนางกำลังจะกลายเป็นจริง

เพราะในยามนี้ข่าวของนางนั้นล่วงรู้ไปถึงท่านพ่อของนางที่เป็นถึงแม่ทัพคู่ใจของฮ่องเต้แคว้นหลี่ผู้เป็นถึงบิดาขององค์ชายหลี่เซียวเหยา

โดยท่านพ่อของนางนั้นได้นำเรื่องข่าวคราวระหว่างนางกับองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาขึ้นกราบทูลต่อองค์ฮ่องเต้แคว้นหลี่ที่เป็นพระบิดาขององค์ชายหลี่เซียวเหยาเป็นที่เรียบร้อย จนฮ่องเต้แคว้นหลี่ยังต้องเกรงใจท่านพ่อของนางอยู่ถึงสามส่วน

ในเมื่อข่าวของนางขจรขจายไปจนทั่วอย่างนี้แล้ว องค์ชายหลี่เซียวเหยาไม่มีทางปฏิเสธได้อย่างแน่นอน

เพราะว่าถ้าหากเขาคิดจะบิดพลิ้วไม่รับผิดชอบนาง

นั่นย่อมนำปัญหามาสู่แคว้นอย่างเลี่ยงมิได้

อา…

ต้องรีบไปตัดชุดเอาไว้เสียแล้ว

ต้องออกไปหาร้านตัดชุดที่ดีที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้

เมื่อคิดได้แล้วหญิงสาวจึงไม่คิดจะรีรอ หญิงสาวรีบเอ่ยขึ้นกับหลี่เซียวเหยาที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงของเซียงหวงกุ้ยเฟยในทันที

องค์ชายเพคะ หม่อมฉันว่าเราควรไปตลาดกันนะเพคะหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยกิริยาอ่อนน้อมอย่างถือสิทธิ์ในตัวของ หลี่เซียวเหยา

นางกำลังจะได้แต่งงานกับเขา และได้เป็นชายาเอกของเขา

เช่นนั้นแล้ว นางย่อมมีสิทธิ์เอ่ยเช่นนี้

ซึ่งเดิมทีนางจะเรียกให้ช่างมาวัดตัวและตัดเย็บภายในตำหนักแห่งนี้ก็ย่อมจะกระทำได้

แต่การออกไปปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชนย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ จะได้ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในข่าวคราวเสียเลย

หลี่เซียวเหยามิได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงมองมารดาของเขานิ่งๆอย่างนึกห่วงใยไม่สร่างซา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินนำหน้า หลิงอวิ๋นออกไปตามทาง เสด็จแม่ของเขายังคงป่วยอยู่ถึงเพียงนี้เขาจึงมิอาจหักหาญน้ำใจมารดาที่กำลังทรุดโทรมได้แต่อย่างใด

เขาเพียงต้องทำตามน้ำตามคำสั่งของมารดาไปก่อนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

หลิงอวิ๋นเห็นหลี่เซียวเดินนาทางไปอย่างไม่มีเกี่ยงงอนแต่อย่างใด นางรีบเดินนวยนาดตามหลังออกไปจากห้องแห่งนี้ในทันที

ตั้งแต่เซียงหวงกุ้ยเฟยล้มป่วยจนเดินเหินไม่ได้อย่างนี้ องค์ชายหลี่เซียวเหยาจึงมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเซียงหวงกุ้ยเฟย ด้วยเพราะว่าเซียงหวงกุ้ยเฟยนอนป่วยเป็นผักอยู่บนเตียงนอนโดยที่องค์ชายคอยเฝ้าวนเวียนดูแลอยู่ไม่ห่างจึงเป็นผลทำให้นางที่อยู่กับเซียงหวงกุ้ยเฟยได้โอกาสอยู่ใกล้ๆเขาได้ตลอดเวลา

ซึ่งนั่นจึงทำให้นางได้อยู่ใกล้ชิดสร้างความสนิทสนมกับเขาด้วยเช่นเดียวกันถึงแม้ว่าในบางครั้งมักจะมีนางกำนัลคนหนึ่งมาคอยขัดจังหวะอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้สาเหตุก็ตามที

แต่ถึงกระนั้นในช่วงเวลานี้ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นางจะได้ทำอะไรตามอำเภอใจอย่างที่สุด

องค์ชายสี่ก็มิเคยคัดค้านความต้องการของนางแต่อย่างใดเมื่ออยู่ต่อหน้าของเซียงหวงกุ้ยเฟย

หลิงอวิ๋นยังคงคิดอยู่ในใจอย่างปลื้มปริ่มยินดีเหลือคนาขณะเดินตามหลังของหลี่เซียวเหยาไปโดยไม่หันมามองทางเซียงหวงกุ้ยเฟยแต่อย่างใด

เซียงหวงกุ้ยเฟยที่กำลังนอนพะงาบๆด้วยอิทธิฤทธิ์ของว่าที่สะใภ้ตัวดี ทำได้เพียงนอนมองตามร่างระหงที่เดินออกจากประตูห้องแห่งนี้ไปด้วยสายตาไร้แววพลางกระพริบตาปริบๆอย่างเข็ดขยาดกับชีวิต

นางไม่น่าเลย นางไม่น่าเลย เซียงหวงกุ้ยเฟยคิดได้อยู่แค่นั้น หาได้ทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ไม่

นางรับรู้แล้วว่าเวรกรรมมีอยู่จริง นางแค่คิดจะวางยาเจินเจิน แต่นางกลับถูกวางยาเสียเอง นางถูกวางยาจากสตรีหน้าสวยท่าทางดูดีกิริยาสูงส่งชาติตระกูลสูงศักดิ์

นางผิดไปแล้ว นางผิดไปแล้วจริงๆ

ภายในตลาดกลางเมืองหลวงของแคว้นต้าหลี่ สองหนุ่มสาวพากันมาเดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมายมากหน้าหลายตา แต่ละคนล้วนพากันเมียงมองมาที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวอยู่เป็นระยะๆ

ด้วยเพราะว่าฝ่ายชายหนุ่มนั้นช่างดูดีมีสง่าราศีเปี่ยมเสน่ห์เหลือร้ายมองอย่างไรก็รู้ได้ว่ามิใช่บุรุษธรรมดา เขาย่อมเป็นบุรุษผู้สูงศักดิ์อย่างแน่นอน

ส่วนฝ่ายหญิงนั้น ก็ช่างสวยสดงดงามไร้ที่ติ กิริยารึก็ช่างสง่างาม ท่วงท่ายามย่างกรายรึก็ช่างดูสูงส่ง ใบหน้างามของนางนั้นยังคงเชิดขึ้นอย่างหยิ่งผงาด นางเดินตัวลอยอย่างมิรู้ได้ว่ากำลังเดินด้วยเท้าหรือเดินด้วยอากาศเลยทีเดียว

ในสายตาของชาวบ้านนั้นต่างมุงมองสองหนุ่มสาวกันอย่างตื่นตาตื่นใจกระเหี้ยนกระหือรือ

บรรดาเหล่าสตรีที่มองเห็นฝ่ายบุรุษนั้นต่างพากันหน้าเห่อแดงสายตาพราวระยับ ด้วยเพราะว่าฝ่ายชายหนุ่มนั้นช่างงดงามมีเสน่ห์เหลือจะกล่าว พวกนางต่างพากันเมียงมองตามด้วยสายตาพาละห้อย ชะเง้อคอยาวมองตามอย่างไม่อาจเอื้อมได้ถึง

บางคนเพียงกัดเม้มริมฝีปากลอบกลืนน้ำลาย

บางคนถึงกับยกนิ้วเรียวของตนขึ้นกัดเม้มน้อยๆอย่างเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านกันเลยทีเดียว

สองหนุ่มสาวนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลี่เซียวเหยาและหลิงอวิ๋นนั่นเอง

หม่อมฉันเป็นปลื้มเหลือจะกล่าวเพคะองค์ชายหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานล้ำใส่จริตตลอดเวลา

นางได้อยู่ใกล้ชิดกับองค์ชายหลี่เซียวเหยาเพิ่มมากขึ้น ยิ่งนางได้อยู่ใกล้เขา นางยิ่งชมชอบเขา

นอกจากเขาจะเป็นองค์ชายมีตำแหน่งสูงศักดิ์ใหญ่โตอย่างที่นางต้องการแล้ว เขายังงดงามรูปร่างสูงสง่าเปี่ยมเสน่ห์ของบุรุษเพศเป็นอย่างยิ่ง

ลำตัวปราดเปรียว ช่วงไหล่บึกบึน แผงอกกำยำ

ถ้าได้กอดรัดคงจะอบอุ่นอยู่ไม่น้อย หลิงอวิ๋นคิดในใจอย่างละลาบละล้วง แต่ยังคงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงหวานล้ำมีจริตปกติ

องค์ชายทรงพระกรุณามาส่งหม่อมฉันหาร้านตัดเย็บอย่างนี้ หม่อมฉันมิรู้ได้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดได้เลย เพคะจบคำก็ส่งยิ้มหวานหยดดวงตาทอประกายระยิบระยับอย่างมีเสน่ห์เหลือจะกล่าว

นางต้องทำท่าทางยั่วยวนโปรยเสน่ห์ใส่เขาตลอดเวลาเพื่อที่เขาจะได้ลุ่มหลงนางอย่างโงหัวไม่ขึ้น

หลี่เซียวเหยาเพียงยืนเอามือไขว้กันไว้ที่เบื้องหลังมิได้กล่าวโต้ตอบแต่อย่างใด

เขาเพียงแต่ปล่อยให้หลิงอวิ๋นกล่าวออกไปตามใจ แล้วแต่นางจะกล่าว อยากกล่าวสิ่งใดก็กล่าวไป เขามิได้อยากฟัง

ชายหนุ่มคิดในใจขณะมองตอบกลับไปยังสตรีด้านหน้าที่กำลังทำท่าทางน่าเบื่อหน่าย

เขาจำต้องออกมากับนางเพียงเพราะแผนการบางอย่าง

เขาเพียงหวังเอาไว้ว่า มันจะสำเร็จโดยเร็ว เขาเบื่อเล่นงิ้วกับนางเต็มที ท่าทางยั่วยวนรึสู้เจินเจินของเขาก็ไม่ได้

หลิงอวิ๋นยังคงเดินทอดน่องเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่จนตลอดแนวทั่วทั้งตลาดใหญ่แห่งนี้โดยไม่คิดจะนั่งรถม้าแต่อย่างใด

นางกำลังทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็นกันถ้วนหน้าว่านางมากับใคร และกำลังทำอะไร

นางกำลังพาว่าที่เจ้าบ่าวเข้าๆออกๆร้านตัดเย็บชุดเจ้าสาว…

หลิงอวิ๋นคิดในใจอย่างปลื้มปริ่มใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา

ท่าทางของเจ้า ช่างมีความสุขยิ่งนักเสียงของบุรุษผู้หนึ่งพลันดังขึ้นอยู่ทางด้านหลังของหลิงอวิ๋นกับหลี่เซียวเหยา

ทำทั้งสองชายหนุ่มหญิงสาวถึงกับต้องหันไปหาทางต้นเสียงในทันที

ข้ารู้สึกอิจฉายิ่งนักเสียงของบุรุษคนเดิมยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความขุ่นเคืองมากมายหลายส่วน

ท่าน…หลิงอวิ๋นถึงกับอุทานเมื่อมองเห็นชัดถนัดตาแล้วว่าเป็นใคร ทะ…ท่าน…มาได้อย่างไรหญิงสาวถึงกับเอ่ยคำผิดๆถูกๆอย่างตะกุกตะกักเมื่อเห็นคนรักเก่าอย่างเอี้ยนหนันเฟย

ชายหนุ่มนามว่าเอี้ยนหนันเฟยก้าวเท้าเข้ามาอีกเพียงนิดเพื่อทำความเคารพไปทางหลี่เซียวเหยา

หลี่เซียวเหยาเพียงรับการแสดงความเคารพของชายหนุ่มผู้มาใหม่นิ่งๆ เขารอชายหนุ่มผู้นี้มานานจนคิดว่าอยากจะออกเดินทางไปตามหาเพื่อลากคอเขามาด้วยตัวของเขาเองเลยทีเดียว

เอี้ยนหนันเฟยนั้นเป็นบัณฑิตรูปงามคนหนึ่ง เขาเป็นคนรักเก่าของหลิงอวิ๋น เขาคบหากับหลิงอวิ๋นมาได้ระยะหนึ่ง

จนกระทั่งวันหนึ่งสตรีนามว่าเซียงอวี๋ได้เดินทางมาหาเขาพร้อมด้วยจดหมายตัดรอนจากหลิงอวิ๋นที่เขียนข้อความมาขอยุติความสัมพันธ์กับเขาอย่างไม่มีเหตุผล

เขาทั้งโกรธทั้งเสียใจอย่างสุดประมาณ

เขาเพียรพยายามออกตามหาหลิงอวิ๋นมานานร่วมเดือน

จนในวันหนึ่งก็มีนกประหลาดตัวหนึ่งสีดำทมิฬใหญ่โตท่าทางน่ากลัวนำสารติดข้อเท้ามาส่งให้เขา

ข้อความในสารนั้นบอกตำแหน่งที่อยู่ของหลิงอวิ๋นเอาไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสั่งกำชับให้เขามารับตัวของหลิงอวิ๋นกลับไปกับเขา

เขาจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อจะพานางกลับไป

แต่เขา…

แต่เขากลับไม่คาดคิดว่า….

ท่านมาได้อย่างไร มาทำอะไรที่นี่พลันเสียงของ หลิงอวิ๋นก็ดังแทรกเข้ามา

นางเปลี่ยนน้ำเสียงจากเดิมที่ออกจะตกอกตกใจเป็นน้ำเสียงแข็งกระด้างอย่างทันท่วงที

นางเป็นหญิงงาม แน่นอนย่อมต้องเกิดการช่วงชิงกันระหว่างบุรุษอย่างช่วยไม่ได้

หญิงสาวคิดอย่างนั้นพลางเอ่ยออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่ว่าท่านจะมาทำอะไร มาได้อย่างไร แต่ท่านก็ควรตัดใจจากข้าเสีย ข้ากำลังจะแต่งงานกับองค์ชายสี่จบคำก็เชิดหน้าจนดั้งจมูกเชิดโด่งอย่างสูงสง่าพร้อมทั้งเบี่ยงกายเข้าหาหลี่เซียวเหยาอย่างจงใจ

หลี่เซียวเหยาเพียงปรายหางตามองหลิงอวิ๋นนิ่งๆด้วยมาดเคร่งขรึมทรงพลัง มิได้เบี่ยงกายหลบเลี่ยงแต่อย่างใดพลางเอ่ยด้วยประโยคเกินบรรยาย เจ้าควรกลับไปหาคนรักของเจ้า ข้าไม่อาจแต่งงานกับสตรีที่มีคนรักอยู่แล้ว

 

เขาตั้งใจพูดให้เสียงดังเพื่อที่บรรดาชาวบ้านชาวเมืองที่แอบฟังอยู่โดยรอบทั้งหลายจะได้ไม่ต้องนำตีความให้เป็นอื่นแต่อย่างใด

กระหม่อมมิได้มาเพื่อรับนางกลับไปพะย่ะค่ะ

เอี้ยนหนันเฟยเอ่ยออกมาอย่างฉับพลัน

ได้อย่างไร นางเป็นคนรักของเจ้าหลี่เซียวเหยารีบเอ่ยขัด

ทูลองค์ชาย ข้ามีคนรักใหม่แล้วเอี้ยนหนันเฟยกล่าว

แม้ว่าเจ้าจะมีคนรักอีกกี่คน นางก็ยังคงเป็นคนรักของเจ้า เจ้าควรเอานางกลับไปหลี่เซียวเหยาเอ่ยขัดกลับออกมา

หามิได้พะย่ะค่ะองค์ชาย ข้ามิได้ต้องการนางแล้วเอี้ยนหนันเฟยเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอมจำนน

ข้าเป็นถึงองค์ชาย ย่อมไม่อาจรับสตรีที่เคยต้องชายใดมาก่อนเพื่อแต่งงาน ท่านควรรับนางกลับไปหลี่เซียวเหยาไม่ยอมเช่นกัน

องค์ชายโปรดอภัย กระหม่อมมีคนรักใหม่เสียแล้ว นางคงไม่อาจจะแบ่งข้ากับใครเอี้ยนหนันเฟยยังคงยกเหตุผลมาช่วย

เอาคืนไปหลี่เซียวเหยาเบื่อต่อความจึงเอ่ยเพียงสั้นๆเพื่อรวบรัด

ไม่เอาเอี้ยนหนันเฟยตอบสั้นๆรวบรัดเช่นเดียวกัน

เอาไป

ไม่เอา

ถ้าเจ้าไม่เอานางไป ข้าจะฆ่าเจ้า

กระหม่อมไม่เอา กระหม่อมยอมตาย

อยากตายใช่หรือไม่หลี่เซียวเหยาถลึงตาใส่

กระหม่อมไม่อยากได้นาง องค์ชายได้โปรดเอี้ยนหนันเฟยถึงกับหน้าซีด

เอาไป

ไม่เอา

เอาไป

ไม่

ทั้งสองยืนเถียงกันไปมาคล้ายเตะลูกหนังใส่กันอยู่กระนั้น เพราะต่างคนต่างไม่มีผู้ใดยอมที่จะรับสตรีนามว่า หลิงอวิ๋นเอาไว้

ชาวบ้านที่พากันมุงดูมุงฟังต่างหูกางผึ่งผ่างอย่างสนใจ

ด้วยเพราะเหตุการณ์ที่เคยพบเจอนั้นมักจะมีแต่บุรุษพากันยื้อแย่งใคร่ได้ในตัวของสตรี

แต่ยามนี้

บุรุษสองคนนี้

พากันผลักไสสตรีผู้นี้อย่างไม่มีใครยอมใคร

อา… อนิจจา เกิดมากระทั่งอายุปูนนี้ถึงได้มาเจอเป็นครั้งแรก

บรรดาผู้คนที่มุงมองอยู่ไม่ไกลต่างพากันคิดในใจทำนองเดียวกัน

หลิงอวิ๋นถึงกับอึ้งตะลึงงันอ้าปากแข็งค้าง

แทนที่จะยื้อแย่งกันต้องการนาง แต่กลับพากันผลักไสนาง

ทะเลาะกันเพื่อที่จะผลักไสนางออกจากตัว

บ้า

บ้าไปแล้ว

อะไรกัน

สาวงามอย่างนางถูกผู้ชายสองคนพากันผลักไสอย่างไม่ใยดี ไม่มีใครต้องการ

โอว…ไม่….

ในขณะที่สติของหลิงอวิ๋นกำลังจะเตลิดพลันสายตาของนางก็สบเข้ากับสายตาของสตรีนางหนึ่ง

เซียงอวี๋

นั่นเซียงอวี๋

นางมาอยู่ที่นี่

ใช่แล้ว

จริงด้วย

วันก่อนนางแอบออกมาเพื่อรับยาสลายกำลังจาก เซียงอวี๋เพื่อนรักของนาง

นางลืมไปได้อย่างไรว่าเซียงอวี๋อยู่ที่เมืองนี้

นางต้องให้เซียงอวี๋พาเอี้ยนหนันเฟยกลับไป

เมื่อคิดได้แล้วหลิงอวิ๋นจึงส่งสัญญาณมือให้เซียงอวี๋เดินเข้ามาใกล้ยังทิศทางที่นางยืนอยู่ เพื่อช่วยเหลือนางในเหตุการณ์ที่บุรุษกำลังทะเลาะกันเพื่อปฏิเสธนางในขณะนี้

มาแล้วหรือ อวี๋เอ๋อร์เอี้ยนหนันเฟยหยุดเถียงกับหลี่เซียวเหยาในทันทีพลางเอ่ยขึ้นไปทางเซียงอวี๋เมื่อมองเห็นหญิงสาวกำลังเดินนวยนาดเข้ามา

อวี๋เอ๋อร์!? หลิงอวิ๋นถึงกับสะดุดหูกับคำเรียกขานที่ออกมาจากปากของคนรักเก่า

พี่เฟยเซียงอวี๋เรียกขานเอี้ยนหนันเฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเมื่อเดินมาจนถึงตัวของชายหนุ่ม

หลิงอวิ๋นถึงกับหน้าม้านอย่างสุดฉงน พี่เฟยรึ!?

เอี้ยนหนันเฟยยกแขนขึ้นโอบเกี่ยวเอวบางของเซียงอวี๋อย่างนุ่มนวลอ่อนโยนเหลือจะกล่าว เมื่อเซียงอวี๋เดินกรีดกรายเข้ามาประชิดร่างของเขา

สองหนุ่มสาวส่งสายตาเปล่งประกายบางอย่างให้กันและกัน ทำหลิงอวิ๋นถึงกับอ้าปากค้างกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

เดิมทีเอี้ยนหนันเฟยนั้นตั้งใจออกมาตามหาหลิงอวิ๋นเพื่อที่จะนานางให้กลับไปกับเขา โดยการนำพาเซียงอวี๋ผู้ร่วมขบวนการกับหลิงอวิ๋นเพื่อบอกเลิกเขาให้ติดตามมาด้วยกัน

เพื่อที่จะใช้เซียงอวี๋ให้พูดจาหว่านล้อมให้หลิงอวิ๋นกลับมาคืนดีกับเขา

แต่เขาไม่คาดคิดว่า เขากับเซียงอวี๋จะเกิดชะตาต้องกันในระหว่างการเดินทางและพักอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้

และเมื่อคืน

เมื่อคืน…

เขากับนาง…

สองหนุ่มสาวต่างพากันยืนทอดสายตาเหม่อมองกันและกันพลางคิดถึงเรื่องเมื่อคืนอย่างมิอาจห้ามใจ คล้ายกับว่าที่ตรงนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคน

หลิงอวิ๋นยืนมองคนทั้งสองด้วยอาการคล้ายหลุดโลกลอยคว้างไปถึงไหนต่อไหน

หนึ่งคือคนรักที่นางตีจากเพื่อหวังมาแต่งงานกับองค์ชายที่แคว้นนี้

สองคือเพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือนางตั้งแต่ตัดสัมพันธ์กับคนรักจนกระทั่งส่งยาและปล่อยข่าวลือระหว่างนางกับองค์ชาย

อะ

อะ

อะไรกัน

อะไรกัน

เจ้า…พวกเจ้าหลิงอวิ๋นพยายามเปล่งเสียงที่หายไปเนิ่นนานให้กลับมา

พวกเจ้า…นางเอ่ยออกมาได้แค่นั้น

พวกเจ้า…หนันเฟย เซียงอวี๋ พวกเจ้า พวกเจ้าหักหลังข้าหลิงอวิ๋นเอ่ยออกมาได้ในที่สุด

เจ้า… เซียงอวี๋…เจ้า…เจ้ายุยงให้ข้าตัดสัมพันธ์กับ หนันเฟย เจ้าบอกกับข้าว่าจะช่วยให้ข้าได้แต่งงานกับองค์ชาย แล้วเจ้าจะมาเป็นอนุชายา แล้ว…แล้ว…ใยเจ้า…กับหนันเฟย เจ้า…หนันเฟย…กับเจ้า…เจ้า…หลิงอวิ๋นกล่าวคำยาวเหยียดอย่างตะกุกตะกักของจริงไม่มีเสแสร้งประการใด

ข้าขอโทษอวิ๋นเอ๋อร์ ข้าจะยกตำแหน่งอนุภรรยาของพี่เฟยให้เจ้าก็ได้ เจ้าอย่าถือโทษโกรธข้าเลยเซียงอวี๋หันหน้ามาทางหลิงอวิ๋นพลางกล่าวอย่างอ่อนหวานหาได้สะทกสะท้านอันใดไม่

ความต้องการจะเป็นอนุชายาขององค์ชายหลี่เซียวเหยาพลันเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน

เมื่อคืน…นางกับพี่เฟย…เมื่อคืน…พี่เฟย… กับนาง…

เซียงอวี๋หยุดกล่าวสิ่งใดเสียกลางคันเมื่อสายตาหันมาสบประสานกับสายตาของเอี้ยนหนันเฟย ความร้อนรุ่มพลันเกิดขึ้นแบบฉับพลัน นางกำลังติดใจพี่เฟยของนาง

พวกเจ้าทั้งสองใจเย็นก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าไปเปิดห้องหับให้ แต่อย่าลืมพาสตรีนางนี้ไปด้วยหลี่เซียวเหยาที่ยืนชมงิ้วอย่างสาแก่ใจในแผนการทั้งหมดของตน เขาเพียงยืนชมงิ้วฉากนี้ตรงหน้าอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นไปทางเอี้ยนหนันเฟยกับเซียงอวี๋อย่างใจดี พลางปรายหางตามองไปทางหลิงอวิ๋นเป็นเชิงให้สองชายหญิงนำหลิงอวิ๋นกลับไปเสียด้วยกัน

อะ…องค์ชายเพคะ หม่อมฉัน…หม่อมฉันต้องแต่งงานกับองค์ชายนะเพคะหลิงอวิ๋นยังคงตีหน้ามึนอย่างไม่ยอม

นางไม่อาจยอม

นางยอมไม่ได้

ทำไมเป็นอย่างนี้

เป็นอย่างนี้ไม่ได้

หลี่เซียวเหยาพลันเงียบงันมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงยืนนิ่งๆ ใช้สายตาคมกริบดำสนิทมองกลับไปทางหลิงอวิ๋น แล้วปล่อยให้คำตอบทั้งหมดออกมาจากปากของบรรดาชาวบ้านที่รุมล้อมกันอยู่อย่างเต็มพื้นที่

ช่างหน้าไม่อาย

นั่นสิ มีคนรักอยู่แล้วยังใจกล้าหน้าด้านมาเสนอตัวให้องค์ชาย

เป็นบุตรสาวบ้านไหนกัน ช่างทำงามหน้าได้อย่างนั้น

ถ้าเป็นบุตรบ้านข้า มีหวังต้องเผาบ้านทิ้งอพยพหนีไปในทันที

น่าอาย น่าอายยิ่งนัก

บรรพบุรุษคงนอนตายกันตาไม่หลับแล้ว

บิดามารดานางเป็นใครกัน

นั่นสิ

เสียงเซ็งแซ่ดังอื้ออึงด้วยประโยคทำนองเดียวกันดังกระหึ่มจนเวลาล่วงเลย

ถึงแม้ว่าบุคคลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหลี่เซียวเหยา หลิงอวิ๋น เอี้ยนหนันเฟย และเซียงอวี๋ จะมิได้อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

 

แต่เสียงนินทาว่ากล่าวยังคงดังกระพืออยู่อย่างต่อเนื่อง ดังยิ่งกว่าข่าวคราวเกี่ยวกับการแต่งงานขององค์ชายสี่แห่งแคว้นกับบุตรีของแม่ทัพแห่งแคว้นก่อนหน้านี้เสียอีก

และเหตุการณ์นี้ก็มีผลทำให้ตระกูลแม่ทัพหลิงมือขวาของฮ่องเต้แคว้นหลี่ต้องมีมลทินอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งเดิมทีนั้น ข่าวที่มีออกไปว่าหลิงอวิ๋นกำลังจะแต่งงานกับองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาซึ่งเป็นโอรสของฮ่องเต้แคว้นหลี่ที่แยกตัวออกมาช่วยเหลืองานราชกิจกับแคว้นต้าหลี่ที่แยกขยายอาณาเขตปกครองออกมานั้น ได้สร้างความปริ่มเปรมอย่างล้นเหลือล้นพ้นหาใดเปรียบให้กับแม่ทัพหลิงเป็นอย่างมาก

จนท่านแม่ทัพหลิงได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าต้องได้แต่งงานอย่างเสียมิได้

เพราะว่าหลิงอวิ๋นเป็นถึงบุตรสาวแห่งจวนแม่ทัพที่เป็นถึงมือขวาของฮ่องเต้แคว้นหลี่ นับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญของแคว้นซึ่งฮ่องเต้ยังคงต้องนึกเกรงใจอยู่บ้าง

ซึ่งอย่างไรเสียองค์ชายสี่ก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อข่าวที่เกี่ยวกับบุตรสาวของเขาได้

แต่ต่อมา มิคาดว่า ข่าวที่ออกมาต่อจากนั้น จะเป็นข่าวว่า หลิงอวิ๋นมีคนรักอยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นคนรักคนเดียวกันกับเพื่อนของตัว ทั้งยังมีตำแหน่งเป็นน้อยให้กับเพื่อนเสียอีก

พยานรู้เห็นก็มีอยู่เป็นร้อยชีวิตกลางเมืองหลวงยังไม่รวมที่ได้กระจายไปอย่างทั่วถึงอีกนับไม่ถ้วน

เสื่อมเสียไปทั่วถึงวงศ์ตระกูลทั้งตระกูล จนท่านแม่ทัพ หลิงและฮูหยินหลิงจำต้องขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อขอลุแก่โทษที่บุตรสาวบังอาจทำให้โอรสของฮ่องเต้ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติ

แต่คำขอลุแก่โทษแทนบุตรสาวเป็นอันต้องตกไป เพราะแม่ทัพหลิงเป็นบุคคลสำคัญต่อฮ่องเต้แคว้นหลี่เป็นอย่างมาก

ฮ่องเต้แคว้นหลี่ไม่สามารถตัดใจลงโทษแม่ทัพมือขวาของพระองค์ได้ โทษจึงต้องตกไปเป็นของหลิงอวิ๋นซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล

โทษของหลิงอวิ๋นที่ได้รับก็คือถูกเนรเทศไม่ให้เข้ามาเหยียบบนแผ่นดินของแคว้นหลีและแคว้นต้าหลี่อีก

และโทษนี้ก็ตกไปถึงเอี้ยนหนันเฟยและเซียงอวี๋ด้วย

เนื่องจากเซียงอวี๋เคยล่วงเกินหลี่เซียวเหยาเอาไว้เมื่อครั้งใช้ยาปลุกกำหนัดจนถูกสั่งเนรเทศให้ออกไปก่อนหน้าแล้ว แต่ว่านางยังกล้ากลับเข้ามา

ส่วนเอี้ยนหนันเฟยนั้นต้องโทษฐานล่วงเกินหลี่เซียวเหยากลางตลาดโดยการโต้เถียงกับเชื้อพระวงศ์ต่อหน้าชาวเมืองมากมาย

ทั้งสามคนถูกหลี่ซื่อหมินสั่งเนรเทศออกนอกแคว้นให้ไปอยู่ด้วยกันยังดินแดนห่างไกล

ด้วยเหตุนี้ทั้งสามคนที่ประกอบด้วยหนึ่งบุรุษเอี้ยนหนันเฟย สองสตรีหลิงอวิ๋นกับเซียงอวี๋ จึงจำต้องกลายเป็นสามคนผัวเมียไปโดยปริยาย…

เมื่อคืนเจ้าได้ปรนนิบัติหนันเฟยไปแล้ว คืนนี้ย่อมเป็นข้า เจ้าเอ่ยอันใดออกมากันเสียงหวานล้ำของหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์อยู่ตรงริมระเบียงของบ้านหลังหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างครอบครัวสามคนผัวเมียภายในเขตแดนอันห่างไกลความเจริญของเมืองหลวง

นางรู้สึกขัดหูยิ่งนักที่เซียงอวี๋บอกกล่าวแก่นางว่าหนันเฟยจะเรียกหาเซียงอวี๋อีกในคืนนี้

ข้าจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเป็นความต้องการของพี่เฟย

เซียงอวี๋เถียงกลับด้วยน้ำเสียงหวานล้ำไม่แตกต่างกัน

มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อนางมีดีเรื่องบนเตียงมากกว่าหลิงอวิ๋น

หญิงสาวยังคงเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานไปทางเพื่อนรัก เย็นนี้เจ้าแค่มีหน้าที่ทำกับข้าวหุงหาอาหารก็พอ เพื่อที่ข้าจะได้มีเวลาเตรียมเนื้อเตรียมตัวรอปรนนิบัติพี่เฟย อา… คงไม่ได้หลับไม่ได้นอนอีกตามเคยเซียงอวี๋จบประโยคที่ทำให้ใครบางคนถึงกับเต้นเร่าๆคล้ายกับจับขวดยาเขย่าให้เข้ากัน

เสียงถกเกียงกันเพื่อยื้อแย่งความโปรดปรานจากเอี้ยนหนันเฟยเกิดขึ้นอยู่แบบนี้ในทุกๆวัน จนเอี้ยนหนันเฟยนึกกระหยิ่มยิ้มย่องในความมีเสน่ห์ของบุรุษเพศของตนเป็นอย่างยิ่ง

จนวันหนึ่งชายหนุ่มจึงได้พาสตรีอีกสองนางเข้ามาเป็นอนุภรรยาเพิ่มเพื่อความบันเทิงในทุกค่ำคืน

เขาเพียงสำนึกรู้ตัวแล้วว่า บุรุษเช่นเขาย่อมต้องมีภรรยาหลายคนเพื่อแบ่งปันความสุขให้กันและกันอย่างทั่วถึง

พลังของเขาช่างมีมากมายอย่างเหลือล้น

มันมีมากมายเสียจนเขาช่างภาคภูมิใจในตัวเองยิ่งนัก ชาตินี้เขาทำบุญด้วยอะไรหนอ

เมื่อเอี้ยนหนันเฟยพาอนุภรรยาเข้าบ้านมาเพิ่มอีกสองคน ทำให้เซียงอวี๋และหลิงอวิ๋นกลายเป็นของเก่าคร่าครึ สู้อนุภรรยาผู้มาใหม่ไม่ได้ พวกนางจึงทำได้แค่เพียงกัดฟันกรอดอย่างเก็บข่ม

ถึงแม้ว่าหลิงอวิ๋นจะมีวิชายุทธติดตัวมา ทั้งยังไม่มีสตรีนางใดกล้าล่วงเกินนาง แต่การที่ต้องอยู่ในสภาพอย่างนี้ เป็นเพียงภรรยารองของเอี้ยนหนันเฟยอย่างนี้ การมีวรยุทธลึกล้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรนางได้

ต่อให้นางซัดพวกอนุภรรยาเสียสลบเหมือดแล้วอย่างไร ในเมื่อเอี้ยนหนันเฟยก็หาภรรยาเพิ่มเข้ามาได้อีกอยู่ดี

มิรู้ได้ว่านางทำเวรทำกรรมอันใดไว้ ถึงต้องมาอยู่ในสภาพอย่างนี้

การจะหนีออกไป นางก็ไม่อาจทำ ด้วยเพราะความอับอายที่ได้รับ ทำให้นางจำต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ที่นี่

แทนที่นางจะได้เป็นชายาเอกแล้วคอยข่มเหงอนุชายา กลับต้องกลายมาเป็นภรรยารองโดยถูกสามีทำรุณจิตใจไปเสียนี่

เซียงอวี๋เองก็รู้สึกได้ไม่แตกต่างกันกับหลิงอวิ๋น มิรู้ได้ว่านางทำเวรทำกรรมอันใดนักหนา ถึงต้องมาตกอยู่สภาพอย่างนี้

เดิมทีนางคิดว่าการเป็นเพียงสตรีอุ่นเตียงหรือเป็นอนุชายาขององค์ชายหลี่เซียวเหยาเป็นเรื่องที่นางอยากจะทำ ด้วยเพราะมิได้คิดว่ามีอันใดเสียหาย

การแบ่งสามีจากชายาเอกมันมิได้มีสิ่งใดต้องตระหนักให้รู้สึกผิดอันใด

แต่มาวันนี้ นางได้เป็นภรรยาเอกของเอี้ยนหนันเฟย ตามด้วยภรรยารองเป็นหลิงอวิ๋น และอนุภรรยาที่มีวี่แววว่า พี่เฟยของนางจะรับเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ นางจึงได้ตระหนักและรับรู้ได้ว่า การเป็นภรรยาเอกมันไม่สนุกเอาเสียเลย

เฮ้อ!!!

เสียงถอนหายใจของทั้งสองสาวในเรือนนอนดังลั่นจนทะลุทะลวงออกมาจากเรือนนอนของเซียงอวี๋และหลิงอวิ๋นอย่างพร้อมเพรียง แต่กลับถูกกลบด้วยเสียงบางอย่างจากเรือนนอนของอนุภรรยาอีกนางหนึ่งที่ขณะนี้กำลังทำกิจกรรมบางอย่างกับสามีเพียงหนึ่งเดียวของบ้าน…

สะดุดรักยัยกะล่อน 30

ตอนที่ 30

เหนือฟ้ายังมีฟ้า

ภายในตำหนักของเจินเจิน

เจินเจินนนนเสียงของเหล่าบรรดาสตรีทั้งหลายต่างพากันมารุมล้อมเจินเจินกันอย่างครึกครื้นออกจะคึกคักด้วยข่าวที่แพร่สะพัดออกไป ทำเอาตำหนักของเจินเจินนั้นช่างวุ่นวายโกลาหลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง

พวกเรามาให้กำลังใจเจ้านะ

เจ้าต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆนะ

พวกเราอยู่ข้างเจ้านะ

เจินเจินนนนน

เวลาผ่านไปหลายชั่วยามกว่าที่เหล่าอนุชายาและนางกำนัลประจำตำหนักของหลี่เซียเหยาจะพากันกลับไป

หลังจากพวกนางได้พากันมาให้กำลังใจเจินเจินกันอย่างสามัคคีเนืองแน่น เจินเจินจึงต้องใช้พลังงานในการต้อนรับขับสู้จนหมดสิ้นเรี่ยวแรงใดๆ

หญิงสาวจึงพาร่างอันแสนจะเหน็ดเหนื่อยกลับมายังห้องนอนเพื่อหวังจะได้นอนหลับให้ชื่นช่ำใจ

สองสามวันมานี่นางรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน กับหมอหลวงก็ยังมิได้ไปหา กับแผนการที่จะพาเหล่าสมุนไปจัดการถล่มเพื่อยึดครองแคว้นก็ยังกระทำการวางแผนไปไม่ถึงไหน

แล้วเมื่อไหร่จะได้มีอาณาจักรเป็นของตัวเองเสียที

เจินเจินครุ่นคิดอยู่ภายในใจขณะกำลังเดินทอดน่องเข้ามาภายในห้องนอนเพื่อเป้าหมายเดียวคือเตียงนอนนั่นเอง

พลันสายตาของเจินเจินก็สะดุดกับอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะไม่ไกลกันกับเตียงนอน มันมีลักษณะสีเหลืองสีส้มน่ากิน

อา…

ลูกพลับ!

หญิงสาวถึงกับรีบพุ่งตัวมาคว้าหมับก่อนจะนั่งกินลูกพลับอย่างกระตือรือร้น มิรู้ได้ว่าทำไมช่วงนี้นางถึงโปรดปรานลูกพลับหนักหนา

ข้าเก็บมาให้เจ้าเสียงของบุรุษผู้หนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงใหญ่ดังขึ้นอย่างเรียกร้องความสนใจ เจินเจินของเขาสนใจลูกพลับมากกว่าเขาไปเสียได้

ข้าแค่จะขอกินเจ้านี่ให้มีเรี่ยวแรงเสียก่อนเท่านั้นเจินเจินเอ่ยแก้ตัวออกไปก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วโน้มตัวโผเข้าหาแผงอกกำยำที่แสนจะคุ้นเคย

หลี่เซียวเหยาเพียงกางแขนออกเพื่อรับร่างบางที่กำลังโถมกายเข้ามา พลางยิ้มกรุ้มกริ่มใส่หน้างามพร้อมด้วยก้มหน้ากดจูบหนักๆลงที่ริมฝีปากที่กำลังเคี้ยวลูกพลับจนเต็มปากนั่น

เจินเจินถึงกับหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ขณะนั่งอยู่บนตักของหลี่เซียวเหยาบนเตียงนอน

หลี่เซียวเหยายังคงก้มหน้ากดจมูกใส่หญิงสาวในอ้อมกอดอย่างนึกเข่นเคี้ยวไปตามพวงแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างหยอกเย้า พลางเอ่ยเสียงนุ่ม เจ้าช่างมีเสน่ห์ยิ่งนัก แม้แต่เพศเดียวกัน

ข้ามักเป็นเช่นนี้เจินเจินตอบรับขณะซุกซบคลอเคลียอยู่ตรงแผงอกอุ่นเปี่ยมเสน่ห์

หลี่เซียวเหยาก้มมองใบหน้างามที่กำลังอมยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อได้เจอหน้าของเขาจึงเอ่ยแกมกระเซ้า เมื่อครู่ข้าเห็นสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าอิดโรย แต่ยามนี้สตรีนางนั้นพลันเปลี่ยนไปเมื่อได้เจอหน้าของข้า

ข้ามักเป็นเช่นนั้นเจินเจินยังคงตอบรับคำเดิม

อะไรของเจ้าหลี่เซียวเหยาเริ่มขมวดคิ้ว พูดคำอื่นไม่เป็นแล้วหรือไร

ข้าคิดถึงท่านหญิงสาวรีบตอบทันควัน

เจ้า…ชายหนุ่มถึงกับถลึงตามองสตรีในอ้อมกอด

นางช่างลื่นไหลไร้ที่ติ! คิดได้ดังนั้นจึงกดริมฝีปากประทับจูบหนักหน่วงใส่ริมฝีปากช่างเจรจานั่นทันที

ซักพักหลี่เซียวเหยาก็ถอนริมฝีปากออกมาเพียงนิดก่อนจะกดจูบเข้าไปใหม่

เขาจูบเจินเจินอย่างโหยหาเพลิดเพลินในเวลาเดียวกัน

จูบของชายหนุ่มยังคงประทับแนบแน่นอยู่ตรงริมฝีปากได้รูปของเจินเจิน

ซักพักเขาเพียงถอนริมฝีปากออกก่อนเพื่อให้นางได้หายใจ แล้วกดจูบเข้าไปใหม่

เขายังคงบรรจงจูบนางอยู่อย่างนั้น เนิ่นนาน นุ่มนวล

เจินเจินถึงกับหน้าแดงแก้มแดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าไม่เคย แต่ทำไมมันรู้สึกหน่วงๆ ความรู้สึกนี้มันช่างร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวง หญิงสาวถึงกับใจเต้นระส่ำอยู่ภายในอ้อมกอดของชายหนุ่ม

หลี่เซียวเหยาถอนริมฝีปากของเขาออกจากริมฝีปากของเจินเจินอย่างอ้อยอิ่ง

เขาเพียงก้มมองร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน เห็นใบหน้างามของนางเห่อแดง ดวงตาของนางหวานเชื่อมหยาดเยิ้ม พลันเกิดใจสั่นกระตุก ไม่ใช่ว่าไม่เคย เพียงแต่ว่ามันยังอยู่ในช่วงห้ามใจ เขาต้องห้ามใจเอาไว้เพื่อลูกของเขาที่อยู่ในครรภ์ของนาง

อา…

ช่างทรมาน

ทรมานยิ่งนัก…

คิดได้ดังนั้นก็ก้มหน้าจูบเจินเจินต่อ

จูบแล้วจูบอีกอยู่อย่างนั้น

เจินเจินยังคงหลับตาพริ้มตอบรับจูบของเขาอยู่เพลิดเพลิน พลางเบียดกายซุกซบคลอเคลียหาความอบอุ่นจากร่างบึกบึนช่วงอกแข็งแกร่ง มือเรียวงามของนางยังคงจับขยุ้มอยู่กับสาบเสื้อตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยา

ยามนี้นางอยากอยู่อย่างนี้ไม่อยากขยับไปไหนเอาเสียเลย

เจ้า…หลี่เซียวเหยาขยับริมฝีปากแม้แนบชิดอยู่เพื่อเอ่ยขึ้นเบาๆขณะก้มหน้าแนบสนิทกับใบหน้างามที่ตอนนี้เริ่มแสดงออกถึงความต้องการไม่ต่างจากเขา

เจ้าควรพักผ่อน เจินเจิน…เขาเอ่ยออกมาอย่างสุดจะกลั้นด้วยลมหายใจร้อนกรุ่น

เขากำลังอยากทำมากกว่าจูบ

อยากทำมากกว่าลูบคลำ

อยากทำมากกว่าเบียดเสียด

อยากทำมากกว่าคลอเคลีย

อยาก…

อยากเหลือเกิน…

ท่านต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือเจินเจินเอ่ยออกไปแม้ภายในใจจะรู้ดีถึงแผนการของหลี่เซียวเหยา

แต่มันก็ยังอดที่จะนึกขัดเคืองใจมิได้

อยากทำแล้วทำไมไม่ทำเล่า??? นางคิด

ทั้งหมดนี้ ข้าทำเพื่อเรา…ชายหนุ่มตอบเสียงนุ่มใส่หน้าสตรีในอ้อมกอด เขาต้องทะนุถนอมนางให้มากที่สุดรอจนกว่านางจะคลอดลูกออกมาแข็งแรงเป็นอย่างดี

อืม…ข้าเชื่อใจท่านหญิงสาวกล่าวอย่างอกเอาใจ

ยามนี้นางรับรู้ได้ว่าหลี่เซียวเหยากำลังเล่นตามน้ำระหว่างมารดาของเขากับสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั่น

สืบเนื่องจากว่า สตรีนางนั้นค่อนข้างจะมีอิทธิพลกับแคว้นหลี่และแคว้นต้าหลี่ การจะกระทำสิ่งอันใดต้องคิดการให้รอบคอบ มิเช่นนั้นอาจเกิดศึกภายในราชวงศ์ขึ้น

ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดี นางเป็นใคร นางเป็นเจินเจินนะ นางสวยและฉลาดอย่าบอกใคร เจินเจินคิดในใจอย่างหลงตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง

ชายหนุ่มหญิงสาวยังคงโอบกอดคลอเคลียนัวเนียพลางห้ามใจของตนอยู่อย่างยากลำบาก ด้วยภายในใจของพวกเข้านั้นกำลังเข้าใจกันไป คนละอย่าง คนละทิศคนละทาง อย่างสิ้นเชิง

ข้าต้องกลับไปแล้ว… เจ้าควรพักผ่อนเสีย เจินเจิน…หลี่เซียวเหยาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าลมหายใจติดขัด ขณะยังคงประคองกอดร่างนุ่มนิ่มไว้อย่างแนบแน่น

เขาเริ่มจะประคองอารมณ์ของตนเองเอาไว้ไม่อยู่เสียแล้ว ถ้ายังอยู่กับเจินเจินนานกว่านื้ เขาคงได้จับนางกดและเผด็จศึกนางทั้งคืนเป็นแน่

อืม…ข้ารู้แล้ว…เจินเจินกัดเม้มริมฝีปากของตนเองเอาไว้แน่นอย่างเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่าน หลี่เซียวเหยาของนางช่างเป็นบุรุษที่มีความรับผิดชอบในแผนการเป็นอย่างยิ่ง

นางต้องให้ความร่วมมือกับเขาเป็นอย่างดีให้ถึงที่สุด นางย่อมเป็นเช่นนี้ นางทั้งสวยและก็ฉลาดเสียจริง

ข้าไปล่ะ…หลี่เซียวเหยาเอ่ยเบาๆ ขณะค่อยๆปล่อยมือของตนออกจากมือเรียวงามของเจินเจินอยู่ตรงประตูห้องนอน

อืม…เจินเจินเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน นางกำลังสะกดกลั้นอารมณ์อ่อนไหวขั้นรุนแรง

สองหนุ่มสาวค่อยๆปล่อยมือออกจากกันอย่างอ้อยอิ่งเชื่องช้าพลางทอดสายตามองกันละกันอย่างอาลัยอาวรณ์ปานจะขาดใจ

เจินเจินยังคงยืนเกาะบานประตูเอาไว้แน่นเพื่อมองตามแผ่นหลังของหลี่เซียวเหยาที่กำลังเดินจากไปจนลับสายตา

หญิงสาวถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

จะร้องไห้อะไรกันนักกันหนา นางยังคงแปลกใจ

ณ มุมมืดมุมหนึ่งภายในตำหนักของหลี่เซียวเหยา

จริงรึ?” เสียงหวานปานน้ำผึ้งของหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างสาแก่ใจ

ดียิ่งช่างดียิ่ง!นางกำลังสะใจกับข่าวคราวที่ได้รับจากนางกำนัลคนหนึ่ง

องค์ชายสี่กับสตรีของพระองค์มิได้นำพาต่อกันแล้วจริงๆนะเจ้าคะ ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างน่าเวทนาปานจะขาดใจ ข้าน้อยเห็นมากับตา องค์ชายสี่เดินออกมาจากห้องของแม่นางเจินเจินโดยไม่หันหลังกลับไปมอง ส่วนแม่นางเจินเจินก็

ยืนเกาะประตูร่ำไห้อย่างอาลัยอาวรณ์ปริ่มๆคล้ายกับใจจะขาด ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเวทนาเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะนางกำนัลที่ยามนี้มีตำแหน่งพ่วงขึ้นมาคือตำแหน่งสายลับจับข่าวมาขายให้ หลิงอวิ๋นกำลังเอ่ยรายงานรัวเร็วไม่มีตกหล่น

หึ! สมใจข้ายิ่งนักหลิงอวิ๋นกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดีพลางยื่นถุงเงินให้นางกำนัลนางนี้

เจ้าทำได้ดี นี่รางวัลของเจ้า คอยจับตาดูสองคนนั่นเอาไว้ให้ แล้วนำข่าวมาบอกแจ้งแก่ข้า ห้ามมีตกหล่นแม้แต่ครึ่งคำ ไปได้แล้วจบคำก็เดินกรีดกรายจากไปอย่างสวยงาม

อา… การจับแยกคู่รักออกจากกันเป็นอะไรที่รื่นเริงบันเทิงใจยิ่ง

หลิงอวิ๋นคิดในใจอย่างปลื้มปริ่มรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น

หึ! เมื่อองค์ชายสี่แยกกับสตรีนางนั้นแล้วมันก็มิใช่เรื่องยากที่นางจะทำให้เขาโปรดปรานนาง ความสวยงามรึ นางมีมากมายเสียจนมิรู้ได้ว่ามีส่วนใดด่างพร้อย เรื่องบนเตียงรึ นางก็มิได้น้อยหน้าใครอย่างแน่นอน…

อา…

มีความสุข…

มีความสุขเสียจริงเชียว

หลิงอวิ๋นเดินทอดน่องจากไปอย่างกรุ้มกริ่มตัวลอย ปล่อยให้นางกำนัลยืนก้มหน้าน้อยๆยกยิ้มมุมปากอยู่ตรงมุมมืดมุมเดิม

เจ้าทำได้ดีซักพักเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเนิบนาบจากทางด้านหลังของนางกำนัลนางนี้

เพคะองค์ชายนางกำนัลที่รู้ตัวได้ว่า มิได้ยืนอยู่คนเดียวอีกต่อไปจึงรีบหันหน้าไปหาทางต้นเสียงพร้อมทั้งทำความเคารพบุรุษผู้สูงศักดิ์ในทันที

หลี่เซียวเหยายังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เจ้าจงบอกกล่าวแก่นางในทำนองอย่างนี้ให้ได้มากที่สุด ให้นางได้ตายใจไปเรื่อยๆจบคำชายหนุ่มเพียงยกถุงเงินถุงหนึ่งให้นางกำนัลรับเอาไว้ก่อนเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

นางกำนัลคนเดินรับถุงเงินเอาไว้ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่กว้างขึ้น ด้วยเพราะถุงเงินถุงที่สองนี้หนักกว่าถุงแรกอยู่มากมายนัก หนักเสียจนนางต้องย่อเข่าเลยทีเดียว

นางกำนัลคนเดิมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่คิดจะเดินออกจากมุมมืดมุมเดิมนี้แต่อย่างใด

ซักพักก็มีเงาของสตรีนางหนึ่งปรากฏขึ้นที่ทางด้านข้างของนางกำนัลพร้อมกับเสียงแว่วหวานเปี่ยมเสน่ห์ดังขึ้น จับตาดูพวกเขาเอาไว้ให้ดี

เจ้าค่ะแม่นางนางกำนัลรีบตอบคำอย่างภักดี

ถ้าหากองค์ชายทรงพลั้งเผลอให้กับสตรีนางนั้นเมื่อไหร่ เจ้ารีบเข้าไปขัดจังหวะเลยนะ ขัดแบบไม่ให้พวกเขาได้ไปต่อ เอาแบบค้างกลางอากาศชนิดปางตายไปเลย เข้าใจหรือไม่เจินเจินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำพลางยิ้มแย้มอย่างจริงใจ

แน่นอนเจ้าค่ะ แม่นาง เชื่อมือข้าน้อยได้เลยนางกำนัลคนเดิมยิ้มแย้มตอบรับกลับไปด้วยใบหน้ากลมแป้นดวงตาหยีหรี่จนเป็นเส้นตรง

ดียิ่งเจินเจินแย้มยิ้มส่งท้ายก่อนเดินจากไปนิ่งๆด้วยมาดอ่อนหวานแต่ทรงพลัง

นางกำนัลยังคงก้มหน้าน้อยๆยกยิ้มมุมปากเกือบฉีกถึงใบหู

นางยิ้มจนมิรู้ได้ว่าจะหุบยิ้มลงได้อย่างไร

ด้วยเพราะแม่นางเจินเจินของนางนั้น ให้ทั้งบ้าน ให้ทั้งรถม้า พร้อมให้นางได้ออกไปเสวยสุขได้ตลอดเวลา

อา…แม่นางเจินเจินของข้า…

แม่นางฟ้านางสวรรค์ของบ่าว…

สะดุดรักยัยกะล่อน 29

ตอนที่ 29

ว่าที่สะใภ้สุดที่รัก

ภายในห้องนอนหรูหราอลังการของตำหนักหลี่เซียวเหยา

ทรงดื่มยาบำรุงก่อนนะเพคะเสียงอ่อนหวานของ หลิงอวิ๋นเอ่ยกับเซียงหวงกุ้ยเฟยอย่างมีจริตแสดงออกว่าห่วงใยพระวรกายของพระนางมากมายแนบเนียน

เซียงหวงกุ้ยเฟยรับยาบารุงที่หลิงอวิ๋นยื่นส่งให้มาดื่มอย่างไม่รีรอ

หลิงอวิ๋นเพียงนั่งมองเซียงหวงกุ้ยเฟยดื่มยาจนหมดถ้วยก่อนจะยื่นมือมารับถ้วยยามาวางไว้ตรงโต๊ะดังเดิม

รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างเพคะหลิงอวิ๋นกล่าวอย่างนอบน้อมไปทางเซียงหวงกุ้ยเฟย

อืม…เซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยได้แค่นั้น นางรู้สึกปลื้มปริ่มเป็นยิ่ง ที่ว่าที่สะใภ้ของนางช่างดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี หลิงอวิ๋นคอยวนเวียนดูแลนางอยู่ไม่ห่าง ทั้งยังนำยามาให้นางได้ดื่มกินอยู่หลายถ้วย

แต่เพียงไม่นาน…

เวลาเพียงไม่ถึงเค่อ(15นาที) เซียงหวงกุ้ยเฟยจึงมีอาการคล้ายวิงเวียนศีรษะหนักมากกว่าเดิม จึงเอ่ยกับหลิงอวิ๋น เปิ่นกงเริ่มวิงเวียนอีกแล้ว อวิ๋นเอ๋อร์ช่วยพาเปิ่นกงไปนอนที่เตียงหน่อยเถิด

ได้เลยเพคะหลิงอวิ๋นกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวานพลางลุกขึ้นพยุงร่างของเซียงหวงกุ้ยเฟยให้ลุกขึ้นเพื่อจะพาเดินไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกล

อืม…นางช่างหนังเหนียวเสียนี่กระไร ให้ดื่มยาสลายกำลังไปแล้ว ยังไม่เป็นอันใดไปอีก หลิงอวิ๋นคิดอย่างชั่วร้ายขณะกำลังประคองร่างของเซียงหวงกุ้ยเฟยเพื่อหมายจะไปยังเตียงนอน

อืม…นางต้องรีบรวบรัดให้หลิงอวิ๋นได้แต่งงานกับหลี่เซียวเหยาเสียที สะใภ้ที่น่ารักน่าเอ็นดูอย่างนี้ นางต้องจัดการให้เป็นเมียของบุตรชายโดยไว

ก่อนอื่น…นางต้องกาจัดสตรีนามว่าเจินเจินให้ออกไปจากบุตรชายเสียก่อน

นางควรทำอย่างไรดี

หากสั่งคนให้ไปจับตัวนางมาลงโทษมันอาจจะเป็นการกระทำที่อุกอาจไปหน่อย ทั้งยังเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น

มิได้ มิได้

เช่นนั้นแล้ว ส่งขนมผสมยาพิษไปให้นางได้กินน่าจะง่ายกว่า

เซียงหวงกุ้ยคิดอย่างชั่วร้ายขณะกำลังไอค่อกแค่กจนตัวโยนตามด้วยหลิงอวิ๋นกุมแขนเพื่อเดินไปยังเตียงนอน

ยามนี้บ่าวไพร่หรือนางกำนัลมิได้อยู่ภายในห้องแห่งนี้ เนื่องจากเซียงหวงกุ้ยเฟยสั่งให้อยู่แต่ด้านนอกมิให้ใครได้เข้ามายุ่มย่ามกวนใจ หลิงอวิ๋นถือโอกาสนี้แอบปล่อยมือจากแขนของเซียงหวงกุ้ยเฟยเพื่อหวังจะให้พระนางล้มหัวฟาดพื้น

ทันใดนั้นเซียงหวงกุ้ยเฟยที่กำลังค่อยๆเดินทอดน่องอย่างอ่อนแรงทั้งยังวิงเวียนศีรษะอยู่พลันหลุดออกจากการเกาะกุมจนร่างของเซียงหวงกุ้ยเฟยถึงกับเซถลาล้มลงบนพื้นเสียงดัง

อา…พระองค์หลิงอวิ๋นแสร้งทำตกใจสีหน้าตระหนกสุดขีด

เป็นอย่างไรหรือไม่เพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันสมควรตายเพคะหลิงอวิ๋นทุ่มร่างของตนลงกับพื้นพร้อมโขก

ศีรษะเสียงดังก่อนจะลนลานเข้าประคองเซียงหวงกุ้ยเฟยที่นอนหายใจรวยรินอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

หลิงอวิ๋นประคับประคองร่างอ่อนปวกเปียกของเซียงหวงกุ้ยเฟยขึ้นไปนอนพักบนเตียงนอนอย่างยากลำบาก แต่นางก็ยังคงพยายามเป็นอย่างดี

ยามนี้เซียงหวงกุ้ยเฟยคล้ายคนเจ็บป่วยปางตายอย่างใจของหลิงอวิ๋นที่คาดหวังเอาไว้แล้ว แค่เพียงดื่มยาเข้าไปยังไม่เท่าไหร่ แต่ทำให้ล้มทั้งยืนแบบนี้ คล้ายกับจับเขย่าให้ยาเข้ากันอย่างนี้ เลือดลมผสมผสานกับยาสลายกำลังจนซึมลึกเยี่ยงนี้ มีหรือสตรีอายุมากนางนี้จะทนรับได้ไหว

หลิงอวิ๋นก้มหน้ามองสตรีที่กำลังนอนยาวเหยียดอยู่บนเตียงนอนพลางยกยิ้มมุมปากอย่างสาแก่ใจโดยไม่รู้ตัว จนเซียงหวงกุ้ยเฟยที่ยังมิได้หลับตาถึงกับสะดุดใจ แต่พอจะเอ่ยปากถามออกไป กลับรู้สึกตัวได้ว่าไม่สามารถว่ากล่าวสิ่งใดออกไปได้

นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใด จึงได้แต่นอนขมวดคิ้วมองหลิงอวิ๋นตาปริบๆ

อา…อยากกล่าวสิ่งใดหรือเพคะหลิงอวิ๋นยังคงส่งเสียงออดอ้อนไปทางเซียงหวงกุ้ยเฟยที่นอนอ้าปากพะงาบพะงาบอยู่บนเตียงนอน

หญิงสาวเลือกนั่งลงบนขอบเตียงแทนที่จะนั่งอยู่ข้างๆเตียงด้านล่างอย่างที่ควรทำ

นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงน่าฟัง พระองค์ทรงทนอีกไม่นานหรอกเพคะ ถ้าหากว่าองค์ชายสี่เสด็จเข้ามาแล้วพระองค์ต้องทรงสั่งเสียให้หม่อมฉันได้อภิเษกกับองค์ชายสี่นะเพคะ

แม้น้ำเสียงจะฟังดูรื่นหูแต่ประโยคที่เอื้อยเอ่ยกลับสวนทางกัน อย่าง…แปลกๆ

เซียงหวงกุ้ยเฟยเริ่มรับรู้ได้แล้วว่ามีสิ่งผิดปกติบางอย่าง เมื่อเวลาก่อนหน้านี้เพียงไม่นานนางยังพอจะพูดคุยได้บ้าง

แต่เมื่อครู่หลังจากดื่มยาที่หลิงอวิ๋นนามาให้นางก็เริ่มวิงเวียนศีรษะมากกว่าเดิม แล้วจู่ๆนางก็ล้มลงกับพื้นอย่างไม่มีเหตุผล หนำซ้ำยามนี้ยังไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะกล่าวสิ่งใดเสียอย่างนั้น

ถ้าหากว่าองค์ชายสี่รับปากว่าจะอภิเษก หม่อมฉันจะให้ยาถอนพิษแก่พระองค์นะเพคะหลิงอวิ๋นเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหยอดหวานไม่เปลี่ยนแปลงขณะจัดท่านอนให้เซียงหวงกุ้ยเฟยและห่มผ้าให้พระนางอย่างดีพลางส่งยิ้มหวานประจบพร้อมเอ่ยด้วยประโยคที่สวนทางกับรอยยิ้ม

แต่ว่าถ้าหากพระองค์ไม่ทำการสั่งเสียอย่างที่หม่อมฉันต้องการ ยาถอนพิษก็อย่าหวังว่าจะได้ นะเพคะ…

เซียงหวงกุ้ยเฟยถึงกับชะงักงัน กับคำว่า ยาถอนพิษ

ยาถอนพิษ???

!!!???

เพียงไม่นานหลี่เซียวเหยาก็พาร่างสูงโปร่งงามสง่าเดินเข้ามายังห้องบรรทมของเซียงหวงกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาอย่างเร็วรี่หลังจากที่นางกำนัลวิ่งกระหืดกระหอบไปแจ้งพระอาการของเซียงหวงกุ้ยเฟยแก่เขา

เมื่อหลี่เซียวเหยามาถึงก็พบว่าเซียงหวงกุ้ยเฟยคล้ายกับอาการป่วยหนักหนายากเกินเยียวยา หมอหลวงที่เดินตามมาด้วยไม่รอช้ารีบเข้ามารุมล้อมดูอาการในทันที

หลี่เซียวเหยาถึงกับชะงันกับอาการของมารดาด้วยเพราะคาดไม่ถึงว่าเสด็จแม่ของเขาจะอาการหนักถึงเพียงนี้

ชายหนุ่มทำได้เพียงยืนเบี่ยงตัวหลบให้หมอหลวงเข้าไปดูอาการโดยสะดวก

หลิงอวิ๋นถึงกับถลึงตาเขียวใส่นางกำนัลที่ให้คาบข่าวไปบอกแก่หลี่เซียวเหยาว่าเซียงหวงกุ้ยเฟยอาการหนักนั้น นางทั้งสั่งกาชับกับนางกำนัลแล้วว่าให้แจ้งแก่องค์ชายสี่เพียงพระองค์เดียว

แล้ว…

บรรดาหมอหลวงทั้งหลายคืออันใด?

หญิงสาวทำได้เพียงยืนกำมือเอาไว้แน่นพลางส่งสายตาจิกกัดไปทางนางกำนัลอย่างคาดโทษจนนางกำนัลต้องนั่งลงก้มหัวแนบพื้นอย่างสั่นสะท้าน

นางกำนัลพวกนี้เป็นนางกำนัลประจำตำหนักของหลี่เซียวเหยามาเนิ่นนาน พวกนางนึกไม่ชอบสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นซักเท่าไหร่

ตั้งแต่สตรีนางนี้เข้ามาพานักพักพิงที่ตำหนักหลี่เซียวเหยานั้น พวกนางหาได้มีชีวิตที่ปกติสุขเหมือนเช่นกาลก่อนไม่

สตรีนางนี้วางมาดวางท่าทางหยิ่งผยองวางมาดใหญ่โตค้าฟ้าใช้อำนาจข่มแหงพวกนางไม่เว้นแต่ละวัน

หนำซ้ำยังเรียกใช้งานพวกนางได้อย่างหนักหนาสาหัส พวกนางยืนอยู่เสียไกลเวลาเรียกใช้ก็เรียกให้มาประเดี๋ยวนี้จนพวกนางต้องวิ่งวุ่นล้มลุกคลุกคลานกับเพียงแค่เพื่อมายกถ้วยชาที่อยู่แค่มือเอื้อมของสตรีนางนี้

เวลานี้สตรีนามว่าหลิงอวิ๋นเป็นแค่อาคันตุกะยังทำถึงเพียงนี้ ถ้าหากได้เป็นชายาเอกขององค์ชายสี่พวกนางคงไม่เหลือชีวิตน้อยๆเอาไว้เพื่อส่งเบี้ยหวัดกลับบ้านกระมัง

นางกำนัลนั่งก้มหน้าครุ่นคิดค่อนขอดอยู่ในใจพลางส่งสายตาให้กับเพื่อนร่วมชะตากรรมที่นั่งก้มหัวอยู่ข้างๆก่อนจะอาศัยช่วงวุ่นวายพากันหลบเร้นซ่อนกายหายตัวออกไปจากในห้องแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ

หลังจากหมอหลวงพากันรุมล้อมตรวจอาการและสรุปอาการว่าเซียงหวงกุ้ยเฟยนั้นแค่เพียงอ่อนแรงตามกำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดตามอายุอานามที่เพิ่มมากขึ้น จึงเพียงจัดยาบำรุงร่างกายให้เซียงหวงกุ้ยเฟยก่อนจะพากันเดินทางกลับไป

หลิงอวิ๋นยังคงลอบมองตามอย่างนึกขัดใจ

สิ่งที่นางตั้งใจคือให้เซียงหวงกุ้ยเฟยมีอาการป่วยปางตายพร้อมสั่งเสีย มิใช่ว่าแค่อ่อนแรงกำลังเยี่ยงนี้

ฮึ!

ยาสลายกำลังที่เซียงอวี๋ส่งมาให้ช่างอ่อนยิ่ง

นางจะต้องไปหายาที่รุนแรงกว่าเดิมมาเพิ่มเองเสียแล้ว

ในขณะที่หลิงอวิ๋นกำลังคิดการณ์อันชั่วร้ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มละไม เซียงหวงกุ้ยเฟยก็กำลังพยายามยกมือขึ้นเพื่อเรียกตัวบุตรชายให้เข้าไปใกล้ๆ

เมื่อหลิงอวิ๋นสังเกตเห็นดังนั้นนางจึงไม่รอช้ารีบเดินนวยนาดเข้าไปหาเซียงหวงกุ้ยเฟยในทันทีพร้อมๆกับหลี่เซียวเหยาเลยก็ว่าได้

หลิงอวิ๋นเลือกนั่งลงข้างล่างข้างๆเตียงนอนฝั่งศีรษะของเซียงหวงกุ้ยเฟยเพื่อส่งสายตาอย่างมีความนัยไปทางเซียงหวงกุ้ยเฟยในระยะประชิด

ในขณะที่หลี่เซียวเหยาเพียงนั่งลงบนขอบเตียงนอนของมารดา

แต่ง…งาน…เซียงหวงกุ้ยเฟยมองตาของหลิงอวิ๋นก่อนเอ่ยออกมาอย่างใช้ความพยายามไปทางหลี่เซียวเหยา แต่ง…งาน

หลิงอวิ๋นไม่รอช้ารีบเสริมประโยคนั้นในทันที พระองค์ทรงต้องการให้องค์ชายสี่แต่งงานกับหม่อมฉันน่ะเพคะ พระนางทรงต้องการที่จะจัดการเรื่องระหว่างเราให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนที่อาจจะ…เอ่อ…องค์ชายสี่…

จบคำหญิงสาวรีบยกมือขึ้นซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอมกรุ่นที่เตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี

นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือให้ตะกุกตะกักพร้อมกับน้ำตาคลอจนล้นออกมา

นางกำลังร่ำไห้อย่างสวยงามเปี่ยมสง่าราศีไม่มีตกหล่น

หลี่เซียวเหยาถึงกับนิ่งงันมองมารดาสลับกับสตรีตรงหน้าอย่างงุนงง ก่อนจะยกมือขึ้นจับกุมมือมารดาของตนเอาไว้นิ่งๆ ใช้สายตาจับจ้องมองมารดาอย่างเงียบงันไร้วาจาใดๆ

มารดาของเขากำลังป่วยถึงเพียงนี้ เช่นนั้นแล้วเขาจะทำการใดๆคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

หลิงอวิ๋นเห็นหลี่เซียวเหยานิ่งเงียบไม่ว่ากล่าวสิ่งใดแม้จะไม่ตอบรับแต่ก็มิได้ปฏิเสธ นางจึงรีบสานต่ออย่างรวดเร็ว

องค์ชายสี่เพคะหลิงอวิ๋นลุกขึ้นนั่งในท่าคุกเข่าก่อนจะยื่นมือเรียวงามของตนออกมาทางมือของเซียงหวงกุ้ยเฟยแล้วถือวิสาสะจับกุมมือของเซียงหวงกุ้ยเฟยก่อนจะเปลี่ยนมาจับมือของหลี่เซียวเหยาที่กำลังจับกุมมือของเซียงหวงกุ้ยเฟยอยู่

พลางเอ่ยออดอ้อนไปทางหลี่เซียวเหยา เพื่อเสด็จแม่ขององค์ชาย นะเพคะ…

แต่งงานกันนะเพคะ องค์ชาย…หลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นขณะจับกุมมือของหลี่เซียวเหยาเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

หลี่เซียวเหยาเพียงนั่งนิ่งๆปรายตาคมกริบมองหลิงอวิ๋นไม่ได้กล่าวทัดทานแต่อย่างใด

และภาพของหลี่เซียวเหยากับหลิงอวิ๋นที่กำลังจับกุมมือกันอยู่ตรงเตียงนอนของเซียงหวงกุ้ยเฟยนั้น ก็ได้ปรากฏแก่สายตาของใครบางคนเข้าอย่างพอดิบพอดี

เจินเจินที่ถูกนางกำนัลสองนางที่ไปฟ้องนางต่างๆนานาเกี่ยวกับความน้อยเนื้อต่ำใจก่อนจะพยายามพาตัวนางมายังที่แห่งนี้ได้เห็นภาพนั้นของหลี่เซียวเหยาอย่างได้จังหวะพอดิบพอดี

วันก่อนนางถูกเหล่าอนุชายาลากไปลากมาวันนี้ยังถูกนางกำนัลไปลากตัวมาอีก ชีวิตน้อยๆของเจินเจินช่างมีเสน่ห์ต่อทุกเพศทุกวัยเสียจริงเชียว เจินเจินคิดในใจขณะกำลังทอดมองไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่ที่กำลังปรากฏภาพชายหญิงกำลังนั่งจับกุมมือกันพร้อมด้วยประโยคขอแต่งงาน

พลันน้ำตาจากไหนก็ไม่รู้ของเจินเจินก็เอ่อล้นออกมาจนอาบอยู่บนสองแก้มนวล ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอันใด ร้องไห้ได้ดั่งใจสั่ง เจินเจินคิดอย่างนั้นขณะยืนร้องไห้อยู่ตรงทางเดินไม่ไกลกันจากเตียงบรรทมของเซียงหวงกุ้ยเฟย

หญิงสาวยืนร่ำไห้อยู่อย่างนั้นมิได้กล่าวสิ่งใดออกมา นางเพียงยืนนิ่งๆร้องไห้อยู่เงียบๆปล่อยน้ำตาให้ไหลรินหยดลงเป็นทางโดยไม่คิดจะทำสิ่งใดมากไปกว่านี้

หลิงอวิ๋นรีบหันหน้ามามองทางเจินเจินทันทีเมื่อรู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครมายืนร้องไห้อยู่ หญิงสาวถึงกับลอบยิ้มด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่กำลังพยายามบีบให้ไหลออกมา

ช่างดียิ่ง ดีจริงๆ หลิงอวิ๋นคิดในใจ

หลี่เซียวเหยาหันหน้าไปมองทางเจินเจินเช่นเดียวกัน เขาเพียงมองเจินเจินนิ่งๆไม่เปลี่ยนแปลงสีหน้าจากเดิมแต่อย่างใด สายตาคมกริบดำดิ่งไร้ก้นบึ้งไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดของเขาได้ในขณะนี้

นางกำนัลสองนางถึงกับรู้สึกผิดอย่างมหันต์ พวกนางเพียงต้องการให้เจินเจินมาช่วยจัดการกับสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นให้ระเห็จออกไปจากตำหนักเพื่อที่พวกนางจะได้มีเจ้านายที่เป็นชายาเอกขององค์ชายสี่เช่นเจินเจิน มิคาดว่าจะกลับกลายเป็นพาเจินเจินมาให้เห็นภาพบาดตาบาดใจเยี่ยงนี้

เซียงหวงกุ้ยเฟยเองก็ไม่ต่างกัน นางกำลังรู้สึกผิดอย่างมหันต์ พลางเหล่ตามองนางกำนัลที่กำลังจับประคับประคองเจินเจินอยู่ตรงทางเดินหน้าประตูไม่ไกลจากเตียงนอนที่นางกำลังนอนอยู่

ทั้งเหล่าอนุชายาทั้งเหล่านางกำนัลล้วนแล้วแต่เป็นคนของสตรีนามว่าเจินเจินทั้งสิ้น มิรู้ได้ว่าทำไม แต่หากนางรอดพ้นเงื้อมมือของว่าที่สะใภ้อันเป็นที่รักของนางได้แล้ว นางคงต้องหันกลับมาพิจารณาสตรีของหลี่เซียวเหยาเสียใหม่

เจินเจินเพียงยืนนิ่งๆจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหลี่เซียวเหยาอย่างค้นหาความจริง แม้ว่าสายตาของนางยามนี้จะพร่าเลือนไปด้วยม่านน้ำตาพร่างพราวแต่นางก็ค่อนข้างแน่ใจว่านางเข้าใจไม่ผิด หญิงสาวเพียงก้มหน้าน้อยๆปล่อยให้น้ำตาร่วงรินอย่างน่าเห็นใจก่อนจะพาร่างอันอ่อนเปลี้ยเพลียแรงให้เดินจากไปอย่างเงียบเชียบด้วยการถูกจับประคับประคองจากนางกำนัล

หลิงอวิ๋นมองตามเจินเจินที่เดินจากไปด้วยสภาพน่าสมเพชเวทนาอย่างสาแก่ใจก่อนจะผินใบหน้ากลับมาหาหลี่เซียวเหยาพร้อมกับปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสร้อยน้ำตาคลอหน่วยอย่างงดงามไม่สร่างซา

นางต้องสวยสดงดงามดูดีมีราคาทุกเวลาแม้ยามร่ำไห้ หลิงอวิ๋นคิด

หลี่เซียวเหยายังคงจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งๆด้วยสายตาคมกริบเหมือนเคย พลางก้มมองมารดาที่กำลังนอนร่ำไห้น้ำตาไหลพรากอยู่บนเตียงนอน

วันนี้เป็นวันอะไร สตรีทุกนางช่างสามัคคีกันร้องไห้ต่อหน้าเขา ชายหนุ่มสงสัยอยู่ในใจ

หลิงอวิ๋นพยายามประโคมข่าวออกไปเกี่ยวกับงานแต่งงานของนางกับหลี่เซียวเหยาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ

และข่าวของนางก็กระพือไปไกลทั่วทั้งเมืองหลวงได้อย่างสวยงามและสำเร็จได้ด้วยดี โดยไร้ผู้ใดออกมาปฏิเสธข่าวคราว สร้างความปิติยินดีได้ข้ามแคว้นอย่างเสียมิได้

หญิงสาวเพียงหวังในใจขณะพยายามทำให้เรื่องไม่จริงให้กลับกลายเป็นจริงด้วยข่าวลือ

ข่าวที่ออกไปอย่างนี้ ไม่ว่าอย่างไรองค์ชายก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่านางเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่เสื่อมเสียชื่อเสียงก็เพราะเขา

นางเป็นถึงบุตรสาวของแม่ทัพที่เปรียบเสมือนมือขวาของฮ่องเต้แคว้นหลี่บิดาของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินและองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยา

เช่นนั้นแล้ว เขาต้องรับผิดชอบ ฮึฮึ!

หลิงอวิ๋นอมยิ้มกรุ้มกริ่มขณะคิดในใจ

ยามนี้หลี่เซียวเหยาอยู่เหย้าเฝ้าตำหนักไม่ห่างกายมารดา ทำให้นางได้มีโอกาสใกล้ชิดกับหลี่เซียวเหยามากยิ่งขึ้น ช่างรื่นเริงเบิกบานใจเสียนี่กระไร

หลิงอวิ๋นใช้ตัวเองอยู่เฝ้าอาการของเซียงหวงกุ้ยเฟยไม่ยอมห่างกายแต่อย่างใด อีกทั้งนางยังได้เป็นคนคอยป้อนยาให้พระนางอย่างไม่ขาดสาย ยามนี้เซียงหวงกุ้ยเฟยทำได้แค่เพียงพยักหน้ากับส่ายหน้าได้เพียงเท่านั้น

อีกทั้งในยามนี้หลี่เซียวเหยาต้องอยู่เฝ้าดูแลมารดาอันเป็นที่รักไม่ห่างกาย หลิงอวิ๋นมักจะใช้โอกาสนี้แสดงจริตมารยาที่มีติดตัวมาได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังใช้โอกาสนี้ให้ได้ใกล้ชิดกับหลี่เซียวเหยาเพื่อสร้างความสนิทสนมแบบแนบแน่นให้มากยิ่งขึ้น

ชายหญิงได้อยู่ใกล้ได้เห็นหน้าได้ทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างนี้ จะไม่ให้รู้สึกอันใดต่อกันจะไปได้อย่างไร

ยิ่งได้แสดงงิ้วว่าเป็นสะใภ้ที่ดีที่คอยดูแลเอาใจใส่แม่สามีอย่างนี้แล้ว ดูทีเถอะว่านางจะได้แต่งงานกับองค์ชายสี่หรือไม่

หึหึหึ!

สะดุดรักยัยกะล่อน 28

ตอนที่ 28

ลูกแมวน้อยกับกระต่ายน้อย

เซียงหวงกุ้ยเฟยกับหลิงอวิ๋นทำทุกวิธีทางเพื่อบีบหลี่เซียวเหยาและขับไล่เจินเจินให้ออกห่างจากกันโดยใช้ความเป็นมารดาของบุตรชายและความรักจากบุตรชายที่มีต่อมารดา

อีกทั้งกฎระเบียบกฎมณเฑียรบาลของเมืองหลวงเกี่ยวกับการที่จะให้บุรุษผู้ที่เป็นถึงองค์ชายอภิเษกกับสตรีนั้นย่อมต้องเป็นสตรีที่พรั่งพร้อมด้วยชาติด้วยศักดินาสูงส่งเทียบเคียงกัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักที่สตรีต่ำต้อยไร้สกุลอย่างเจินเจินต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ซึ่งมันก็มีผลทำให้เซียงหวงกุ้ยเฟยสามารถทำได้ไม่ยากในการจัดการกับเจินเจินด้วยเหตุผลทั้งปวง

เจินเจินที่อุ้มท้องลูกของหลี่เซียวเหยาอยู่ในยามนั้นได้เก็บข่มอาการน้อยเนื้อต่ำใจและได้หลบเร้นซ่อนกายหนีหายไปจากยุทธภพด้วยจิตใจที่บอบช้าสุดจะพรรณนา

ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถตามหาหญิงสาวได้พบ

ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถได้พบเจอเจินเจินและลูกของนางได้อีกเลย

แม้แต่หลี่เซียวเหยา…

ปีแล้วปีเล่าจนเวลาล่วงเลย….

แรกเริ่มเดิมทีหลี่เซียวเหยาก็ยังคงตามหาเจินเจินอยู่จนแทบจะพลิกแผ่นดิน แต่เมื่อพยายามแล้วจนสุดความสามารถเขาจึงได้ถอดใจและเลิกตามหาไปโดยปริยาย

สิบกว่าปีต่อมาบุตรสาวของเจินเจินก็เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งงดงามกว่าสตรีนางใด ด้วยเพราะว่ามีมารดาที่สวยโดดเด่นสะดุดตาและบิดาที่มีรูปโฉมงดงามปานเทพเซียนอย่างหลี่เซียวเหยา

แต่หาได้มีใครล่วงรู้ไม่ ว่าหญิงสาวผู้ที่เติบโตมาจากในสถานที่อันห่างไกลความเจริญ ห่างไกลผู้คนเยี่ยงนี้ จะเป็นถึงบุตรสาวขององค์ชายที่เป็นถึงพระอนุชาของฮ่องเต้แห่งแคว้นต้า หลี่ที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า

ทุกผู้คนต่างรับรู้แค่เพียงว่านางเป็นบุตรสาวของสตรีไร้ฐานะไร้ฐานันดรใดๆ

มารดาของสตรีผู้สวยสดงดงามไร้ที่ตินางนี้ เป็นเพียงสตรีต่ำต้อยด้อยค่า เป็นเพียงหญิงหม้ายชั้นต่ำไร้ราคาไร้ชายใดเหลียวแล

 

นางอุ้มท้องและเลี้ยงดูบุตรสาวอยู่เพียงลำพังอย่างยากลำบาก หญิงสาวเติบโตมาท่ามกลางการดูถูกดูแคลนของผู้คนรอบข้างตลอดมา

จนวันหนึ่งนางจึงได้ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาบิดาที่แท้จริง ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการแก้ไขความด่างพร้อยให้แก่ชีวิตของตนและของสตรีผู้เป็นมารดา

โดยระหว่างการเดินทางนั้นก็ช่างยากลำบากแสนเข็ญ หญิงสาวได้เจอะเจออุปสรรคขวากหนามมากมาย เจอกับภยันต์อันตรายนานัปการทุกชนิด

อีกทั้งบุรุษทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชนชั้นธรรมดาสามัญชน ไม่ว่าจะเป็นคุณชาย หรือแม้กระทั่งองค์ชายจากหลายๆแคว้นต่างพากันต้องการครอบครองหญิงสาวที่งดงามปานล่มเมืองผู้นี้

บุรุษทุกคนที่ได้พานพบนางมักจะตกหลุมรักนางและพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะได้ครอบครองนางโดยไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจถูกผิด ซึ่งมันก็สร้างความลำบากใจให้แก่นางยิ่ง

ในเวลาต่อมาหญิงสาวก็ได้เจอกับบิดาของนางในที่สุด

แต่ทว่า…

หลี่เซียวเหยาบิดาของหญิงสาวนั้นได้มีบุตรชายบุตรสาวอยู่แล้วจนเต็มบ้านเต็มเมือง จนไม่มีที่ว่างอันใดเหลือไว้ให้บุตรสาวหนึ่งเดียวของเจินเจินอีกเลย

คงเหลือไว้เพียงตำแหน่งบุตรสาวนอกสายตา

อีกทั้งยังต้องเจอสายตาดูถูกดูแคลนจากบรรดาภรรยาของบิดาและบุตรของบิดา

และที่หนักหนาที่สุดก็คือสายตาคลางแคลงใจของผู้เป็นบิดาที่แฝงความเคลือบแคลงใจอย่างเด่นชัดว่านางนั้นเป็นบุตรสาวของเขาจริงหรือไม่

อา…

ชีวิตน้อยๆของสาวน้อยอันเป็นบุตรสาวสุดที่รักหนึ่งเดียวของเจินเจินจะต้องอยู่ในสภาพเยี่ยงนั้น

ฮือ…

ไม่ดีแน่…

ไม่ดีแน่ๆ

ฮือ…ฮือ…

เจินเจินหลุดออกจากความฝันของตนจนตื่นขึ้นมากลางดึก วันนี้ทั้งวันนางกินลูกพลับเข้าไปมากเสียจนเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราว

นางฝันว่านางท้อง และ…

นางฝันว่านางถูกมารดาของหลี่เซียวเหยาเล่นงานด้วยเหตุผลของเมืองหลวงบ้าบอ

มิหนำซ้ำหลี่เซียวเหยาและนางยังต้องแยกจากพลัดพรากกันไป จนความรู้สึกรักใคร่เสื่อมถอยตามกาลเวลาที่ล่วงเลยผสมผสานกับการที่ต้องห่างกายกัน

ซ้ำร้ายบุตรสาวของนางยังต้องตกระกาลำบากแบกความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเอาไว้ภายในจิตใจอย่างบอบช้าสุดจะบรรยาย

ฮือ…

ไม่นะ

ฮือ….

ไม่….

เจินเจินนอนทบทวนความฝันของตนพลันน้ำตาก็ร่วงไหลรินเป็นสายอย่างไม่อาจห้ามใจ มิรู้ได้ว่าเหตุใดช่วงนี้นางถึงได้จิตใจเปราะบางยิ่งนัก

หลี่เซียวเหยาที่นอนกอดเจินเจินอยู่รับรู้ได้ว่าร่างบางในอ้อมแขนกำลังตัวสั่นเทาคล้ายกับว่ากำลังร่ำไห้จึงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมากลางดึกเช่นเดียวกัน เขาเพียงจับกระชับร่างบางที่กำลังสั่นเทิ้มของเจินเจินให้หันหน้ากลับมาหาแผงอกของเขาเพื่อจะได้พิศดูนางว่านางเป็นอะไรหรือไม่

เจินเจินถึงกับสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกฝ่ามือหนาของใครบางคนจับกระชับร่างให้หันหลังกลับไป เมื่อหญิงสาวหันหน้ากลับไปเจอเข้ากับหลี่เซียวเหยา นางถึงกับผวาโผเข้าสวมกอดหลี่เซียวเหยาในทันที

หลี่เซียวเหยาถึงกับงุนงง ทั้งยังรับรู้ได้ว่าสตรีในอ้อมกอดกำลังร่ำไห้

นางเป็นอะไร???

เจินเจิน…ชายหนุ่มพยายามเรียกสติของเจินเจิน

เจ้าเป็นอะไรเขาถามเสียงเบาฟังนุ่มหู เมื่อรับรู้ได้ถึงน้ำตาของนางที่กำลังเปียกชื้นอยู่บริเวณสาบเสื้อตรงหน้าอกของเขา

นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้เจอะเจอกันกับนาง เขาไม่เคยได้เห็นเจินเจินร้องไห้เลยซักครั้ง นี่เป็นครั้งแรก

เจ้าเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม หืม…หลี่เซียวเหยายังคงใช้น้ำเสียงนุ่มนวลย้ำถามเจินเจินพลางเอื้อมมือขึ้นจับใบหน้างามเพื่อเชยคางของนางขึ้นพิศมองแบบเต็มตา

เซียวเหยา…เจินเจินสะอื้นไห้น้ำตานองหน้าขณะเอ่ยชื่อของหลี่เซียวเหยาเบาๆ นางดีใจเหลือเกินที่ตื่นขึ้นมาแล้วเจอเขา นางดีใจเสียจนร่ำให้ออกมา ความฝันนั่นทำเอานางรู้สึกกลัวยิ่งนัก

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะร้องไห้ทำไมกันนักกันหนา ช่วงนี้นางร้องไห้ได้ง่ายดายยิ่ง

หลี่เซียวเหยาก้มมองหน้านางด้วยสายตานึกเอ็นดู เจินเจินของเขาแม้ยามร้องไห้น้ำตาเปื้อนเปรอะก็ยังคงงดงามทั้งยังน่าสงสารจับใจ

เซียวเหยา…เจินเจินยังคงคร่ำครวญสะอื้นไห้ตัวสั่นเทาขณะพยายามเรียกชื่อของหลี่เซียวเหยา

ว่าอย่างไร หืม… ไม่เอา ไม่ร้องไห้ คนดีเสียงทุ้มเบาของหลี่เซียวเหยาทั้งไพเราะทั้งปลอบประโลม น้ำตาของนางทำเขาใจกระตุกสั่นไหวอยู่ไม่น้อย

ข้า…ข้า..เจินเจินสะอึกสะอื้นพยายามเอ่ยออกมา

ข้าไม่อยากแยกจากท่าน ข้าอยากอยู่กับท่าน ข้าอยากอยู่กับท่านตลอดไป เซียวเหยา…หญิงสาวกล่าวรัวเร็วอย่างไม่อาจห้ามใจ

นางต้องรีบพูดก่อนที่อาจจะไม่มีโอกาสจะได้พูด นางคิดเช่นนั้นในยามนี้ นางจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเป็นเหมือนดั่งในความฝันบ้าบอนั่น

หลี่เซียวเหยาก้มมองหน้าของเจินเจินด้วยแววตาอบอุ่นที่สุดในชีวิต พลางคิดในใจ นางคงจะกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับตัวเขาเพราะมารดาของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

นางกำลังตั้งครรภ์ เช่นนั้นแล้วสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของนางย่อมเป็นเช่นนี้

แม้ว่าเขาจะเป็นบุรุษแต่ด้วยเขานั้นค่อนข้างจะสนิทสนมแน่นแฟ้นกับน้องห้าของเขาเป็นอย่างดี ยามที่เหล่าชายาขององค์ชายห้าหลี่จื้อเฉิงได้ตั้งครรภ์ แต่ละนางล้วนแล้วมีอาการเช่นนี้

เขาได้เห็นเหล่าสตรีที่กำลังตั้งครรภ์บุตรให้องค์ชายห้าเมื่อยามที่ไปเยี่ยมเยือนน้องห้าที่ตำหนักของหลี่จื้อเฉิงอยู่บ่อยไป

ข้าย่อมอยู่กับเจ้า เราจะแต่งงานกันโดยเร็ว และอยู่ด้วยกันตลอดไป เจินเจิน…ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแม้เพียงเบาๆแต่ทว่าช่างหนักแน่น

มันมิใช่แค่เพียงคาพูดแต่มันเป็นคำสัตย์

คำสัตย์ที่เขามีต่อนาง

อา…

เขาต้องรีบทำอะไรสักอย่าง

เพื่อเมียและลูกของเขาที่กำลังจะเกิดมา…

หลี่เซียวเหยาเริ่มครุ่นคิดอย่างหมกมุ่นอยู่ภายในใจขณะประคองกอดเจินเจินเอาไว้แนบอกอุ่น

เขาเพียงตบหลังหญิงสาวเบาๆเพื่อเป็นการปลอบประโลมและกล่อมนางให้หลับใหล

ยามนี้เขาเริ่มรับรู้ได้ว่าเจินเจินของเขาช่างดูบอบบางทั้งยังดูอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก เขาผิดเองที่มิได้นึกเอะใจแต่อย่างใด

เมื่อครั้งที่นางถูกพวกของเสี่ยวเหมยตามประกบประคบประหงมอย่างเอาเป็นเอาตาย นับตั้งแต่วันที่เขาไปจัดการดูแลภารกิจให้นางจนกระทั่งเดินทางและจนถึงเมื่อวาน นั่นก็เป็นเวลามากพอที่นางจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจนเขาสังเกตได้

ความเป็นนางพญาจิ้งจอกเจินเจินคงสิ้นฤทธิ์เสียแล้วในยามนี้

คงเหลือไว้เพียงสตรีบอบบางที่เขาจะต้องคอยดูแลและทะนุถนอมเอาไว้เป็นอย่างดี

ชายหนุ่มก้มหน้าพิศมองสตรีในอ้อมกอดอีกครั้งหนึ่งเมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นแผ่วที่บัดนี้กำลังเป่ารดหน้าอกของเขาด้วยจังหวะสม่ำเสมอ

เขาเพียงยกมือขึ้นมาเพื่อใช้ปลายนิ้วของเขาปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มนวลเนียนของนาง ก่อนจะก้มลงจุมพิตเบาๆที่หน้าผากกลมมนอย่างรักใคร่ มิรู้ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกรักนางและหลงใหลในตัวนางมากมายอย่างนี้

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน สตรีนางนี้ปรากฏกายให้เขาได้เห็นด้วยท่าทางของสตรีที่แตกต่างจากสตรีของเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง

พวกสตรีของเมืองหลวงนั้น แต่ละนางแสดงออกถึงความสนใจในตัวเขาในแบบที่คล้ายคลึงกัน

พวกนางแสดงออกว่าชมชอบเขาต้องการเขาก็จริง

แต่เขาก็พอสังเกตได้ว่าพวกนางเพียงต้องการตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์จากเขา จนต้องฟาดฟันกันเองในหมู่สตรี

พวกนางพร้อมลงสนามต่อสู้ฟาดฟันกันโดยมิได้สนใจความรู้สึกของเขา

แม้พวกนางจะพยายามยั่วยวนเขาแต่ยังคงไว้ซึ่งท่าทางไม่ยอมเสียเปรียบใดๆ

พวกนางมักจะดีดลูกคิดเอาไว้ในใจเป็นอย่างดีเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าเขา เมื่อได้พบเจอเขาหรือได้ใกล้ชิดกับเขาพวกนางมักจะวางตัวสูงศักดิ์สูงส่งดั่งนางพญา แตกต่างจากเจินเจิน

เมื่อครั้งที่เขาได้แอบติดตามนางไป นางมักจะคงไว้ซึ่งมาดของผู้นำอย่างสง่างามที่แท้จริง

นางมีมาดของนางพญาอย่างไม่ต้องพยายาม

แต่เมื่อยามใดที่นางได้อยู่กับเขา นางจะเป็นเพียงสตรีธรรมดาไม่มีมาดยิ่งใหญ่แต่อย่างใด

นางจะกลายร่างเป็นเพียงลูกแมวน้อยเจินเจินของเขา

และไม่ว่าเขาจะดุร้ายกับนางอย่างไร แต่นางก็ยังคงทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูกับเขา

เมื่อนึกย้อนกลับไป

ครั้งนั้นเขาเอาดาบวิ่งไล่ฟันนาง พยายามจับนางโยนบึงสระบัว ข่มขู่นางสารพัด คิดๆดูแล้ว เขาช่างผิดต่อนางยิ่งนัก

หลี่เซียวเหยายังคงจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองขณะก้มพิศมองใบหน้างามยามหลับใหลของเจินเจิน

เขายังคงก้มลงจุมพิตนางเพียงเบาๆอยู่อย่างนั้นก่อนจะกอดนางเอาไว้แนบอกอย่างแนบแน่น

ยามนี้นางกำลังตั้งครรภ์ให้เขาอย่างที่เขาได้ตั้งใจเอาไว้ เขามิได้สนใจสตรีนางใดนอกจากเจินเจิน แต่…

จะติดปัญหาก็เพียงแค่มารดาของเขา

เขาจะทำอย่างไรดี…

แสงแดดยามเช้าทอประกายลอดเข้ามาทางช่องแคบๆของหน้าต่างที่ยังคงปิดเอาไว้ภายในห้องนอนของเจินเจิน

หญิงสาวงัวเงียตื่นขึ้นมาพร้อมกวาดมือปัดป่ายไปทั่วๆบนบริเวณเตียงนอน

นางพบเพียงความว่างเปล่าของเตียงนอนข้างกายของนาง พลันใจของนางก็เกิดกระตุกสั่นไหววูบวาบขึ้นมา

เจินเจินนึกถึงความฝันเมื่อคืน

ความฝันที่ทำให้นางถึงกับร่าไห้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ถ้าหากว่าเรื่องราวระหว่างนางกับหลี่เซียวเหยามันเกิดเป็นเหมือนดั่งในความฝันเล่า

ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น

นางจะทำอย่างไร?

ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น

ไม่!

นางไม่ยอม

นางจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้น

กฎระเบียบของเมืองหลวงรึ นางหาได้ใส่ใจ

กฎมณเฑียรบาลบ้าบออันใด ใครสนใจกัน

นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

เจินเจินตื่นขึ้นมาด้วยภาวะอารมณ์ร้อนกรุ่น ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยจิตใจอันแสนจะพลุ่งพล่าน

เดิมทีหญิงสาวคิดจะไปหาหมอให้ตรวจจับชีพจรดูความผิดปกติของร่างกาย

แต่เวลานี้ นางรู้สึกว่าเลือดในกายกำลังพุ่งฉีดกระจัดกระจายรุนแรงไปทั่วทุกอณูอยู่ตามร่างกาย ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงได้หดหายไปเพราะความฝันอันเลวร้ายเมื่อคืน

ก่อนจะไปหาหมอ

นางขอไปหาฮองเฮาหงเหม่ยหลงก่อนเป็นไร

คิดได้ดังนั้นแล้วก็ลุกขึ้นอย่างหมายมาดไปทางตำหนักของหงฮองเฮาในทันที…

ณ ตำหนักทรงอักษรภายในห้องรับรองของตำหนักกลางในฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินเสด็จพี่ของหลี่เซียวเหยา ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินของแคว้นต้าหลี่ ปรากฏภาพของสองบุรุษหนุ่มกำลังนั่งดื่มชากันอยู่อย่างสบายอารมณ์

ฮองเฮาของข้าก็เช่นเดียวกัน หลี่ซื่อหมินเอ่ยถึงหงเหม่ยหลงอย่างนึกเอ็นดูไม่สร่างซา

กับผู้อื่นแล้วนางกลับได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมไร้เมตตาปราณีได้ชื่อว่าเป็นราชสีห์เพศเมีย แต่นางมักจะน่าเอ็นดูเฉพาะกับข้า เวลาอยู่กับข้านางกลับกลายเป็นแม่กระต่ายน้อยจบคำก็หัวเราะชอบใจอย่างรื่นเริงที่ได้นินทาเมียรักให้น้องชายฟัง

เช่นนั้นเจินเจินของกระหม่อมก็คงเช่นเดียวกัน นางเป็นเพียงลูกแมวน้อยของกระหม่อมหลี่เซียวเหยาวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะพลางเอ่ยกระเซ้าถึงสตรีของตน

ทั้งสองพากันสรวลเสเฮฮาอย่างรื่นเริงบันเทิงใจจนใครบางคนที่แอบฟังอยู่ด้านหน้าของประตูห้องถึงกับขมวดคิ้วมุ่น

ฮองเฮาหงเหม่ยหลงกับเจินเจินที่พากันเดินมาจนถึงตำหนักทรงพระอักษรและหน้าห้องรับรองแห่งนี้เพื่อหมายจะปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาชีวิตของเจินเจิน จึงได้แต่มองสบตา

กันและกันพลางทำหน้างุนงงว่าเหตุใดทำไมถึงมีแต่ฝ่ายสตรีเท่านั้นที่เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ฝ่ายบุรุษกลับกำลังนั่งเสวนาพาทีกันอย่างออกรสออกชาติปานนั้น

ที่สำคัญ…

กำลังพากันนินทาพวกนาง!

อืม…

สามีที่เคารพรัก ช่างน่าจับมาขย้ำกัดคอยิ่งนัก

ข้าว่าเรากลับไปตั้งหลักกันก่อนดีกว่าเจินเจินหงเหม่ยหลงกระซิบกระซาบเอ่ยกับเจินเจิน

เพคะเจินเจินรีบรับคาแต่โดยดีขณะเดินตามหลังหงเหม่ยหลงออกไปจากห้องทรงพระอักษรอย่างเงียบเชียบ

ภายในตำหนักของฮองเฮาหงเหม่ยหลง…

หญิงสาวทั้งสองเดินเข้ามาภายในห้องรับรองพร้อมกับ หลี่หงจินหยางโอรสคนสำคัญเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาชีวิตของเจินเจินโดยหงฮองเฮาเปลี่ยนใจไม่คิดจะปรึกษาอันใดกับฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินอีกแล้ว เนื่องจากนึกนางเข่นเขี้ยวที่พวกเขาพากันเสวนากันอย่างรื่นเริงในขณะที่เจินเจินต้องกระสับกระส่ายอยู่เพียงฝ่ายเดียว

 

กระหม่อมเห็นควรว่าดินแดนฝั่งตะวันตกที่มีอาณาเขตติดกับฝั่งของอาณาเขตของสำนักหมื่นโลกันตร์แห่งนี้เหมาะสมที่สุดหลี่หงจินหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจท่วงท่าทรงพลังเกินอายุ ขณะกางแผนผังของแคว้นต่างๆลงบนโต๊ะ

มันมีเขตแดนเชื่อมต่อกับแคว้นต้าไห่ที่ท่านอาเจินเจินได้ช่วยกันถล่มเมื่อคราวที่แล้ว

ดี…เอาแคว้นนี้ล่ะหงเหม่ยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เจ้าพาสมุนไปทำการรวบรวมให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วถือครองที่นั่นเสีย เจินเจิน

ไม่ยาก…เจินเจินเอ่ยขึ้นเนิบนาบอย่างมั่นใจ

หม่อมฉันจะจัดการให้เหี้ยนเตียน รอดูได้เลยเพคะ

ดี…เท่านี้ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่ามารดาขององค์ชายสี่จะว่ากระไรหงเหม่ยหลงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแววตาดุดันยกยิ้มแสยะมุมปาก

เพคะ…เจินเจินรับคาด้วยสีหน้าไม่แตกต่างกัน

สองหญิงสาวต่างมองหน้ากันและกันด้วยแววตากระเหี้ยนกระหือรือพลางกระตุกยิ้มมุมปากหัวเราะ หึหึ อยู่ในลำคอ

เจินเจินนั้นหากจะต้องให้นางรอ นางไม่อาจรอให้นานไปมากกว่านี้ เนื่องจากความฝันที่นางได้ฝันไปเมื่อคืนนั้น เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ดีที่ชี้ทางให้นางเลยก็ว่าได้

นางจึงตัดสินใจเข้าหาฮองเฮาหงเหม่ยหลงเพื่อรวบรัดตัดตอนหนทางการสร้างอาณาจักรโดยการตั้งตนเสนอตัวเข้ายึดแคว้นเพื่อนำมาปกครองเองเสียเลย

แค่นี้ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

หึหึหึ!

สองสาวต่างหัวเราะอยู่ในลำคอพลางยกยิ้มแสยะอยู่ตรงมุมปากใส่หน้ากันและกันอย่างอารมณ์ดีร้ายกาจ

หลี่หงจินหยางเพียงแต่นั่งมองสองสาวนิ่งๆด้วยดวงตาสั่นไหวบางเบาอย่างบ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก

มารดาของเขาเป็นสตรีที่น่ากลัวคนหนึ่งก็ว่าได้ นางเป็นราชสีห์ที่อยู่ในคราบของหงส์แห่งวังหลวง

 

ส่วนท่านอาเจินเจินก็เป็นสตรีที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นางเป็นนางพญาจิ้งจอกเจินเจินไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เพราะอย่างนี้ล่ะ เขาถึงไม่นิยมสตรี

เขาขออยู่บนสนามรบอย่างเดียวยังจะดีเสียกว่าหากต้องมาอยู่บนสนามรักแล้วต้องมาทนปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนี้…

สะดุดรักยัยกะล่อน 27

ตอนที่ 27

ไม่คาดคิด 3

ท่านพี่…พลันเสียงใสๆของสองดรุณีก็ดังขึ้นอยู่ทางด้านหลังของหลี่เซียวเหยาที่กำลังเดินตามหาเจินเจินอยู่

ซิงซิง จิงเยว่ เจ้ายังคิดว่าเป็นอนุภรรยาปลอมตัวอยู่อีกเรอะ เดี๋ยวก็ได้หัวหลุดออกจากบ่าหรอก มานี่เสี่ยวเหมยที่รู้งานรู้การกว่าสองนางน้อยรีบเดินเข้ามาห้ามปราม เกรงว่าจะเป็นการหมิ่นเบื้องสูงของแคว้นต้าหลี่ เพราะยามนี้หญิงสาวตระหนักดีแล้วว่าหลี่เซียวเหยาเป็นถึงองค์ชายสี่แห่งแคว้นต้าหลี่

ซิงซิง และจิงเยว่จึงทำหน้าย่นถอยหลังสองก้าวหดหัวแทบไม่ทัน พวกนางแค่อยากทักทายตามประสาเพียงเท่านั้นเอง

หลี่เซียวเหยามิได้ใส่ใจกับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆนี่แต่อย่างใด พลางเอ่ยถาม พวกเจ้าเห็นเจินเจินบ้างหรือไม่

ท่านพี่เจินเจินหรือเพคะ…เสี่ยวเหมยเป็นคนตอบ

หม่อมฉันเองก็กำลังตามหาอยู่เหมือนกันเพคะ ท่านพี่เจินเจินต้องดื่มยานี่หญิงสาวกล่าวพลางยกถ้วยยาที่มีฝาปิดมิดชิดอย่างดีขึ้นให้หลี่เซียวเหยามองตาม

เสี่ยวเหมยมักจะคอยดูแลต้มยาตามมาให้เจินเจินได้ดื่มกินอยู่ทุกที่ทุกเวลาไม่ขาดสาย

เสี่ยวเหมยยังคงเอ่ยต่อ ยานี่บำรุงครรภ์ได้เป็นอย่างดี ท่านหมอเทวดาให้กับข้ามาเองกับมือเพคะจบคำก็ทำหน้ากรุ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจ

ถ้าเจินเจินคลอดลูกออกมานางจะเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย เรียกได้ว่าดูแลกันตลอดไปเลยทีเดียว

….

เงียบ…

ไม่มีเสียงใดๆอีกแล้ว

ซิงซิง และจิงเยว่ ยืนมองหลี่เซียวเหยาตาแป๋ว

เสี่ยวเหมยมองหลี่เซียวเหยาตาปริบๆ

ข้าพูดผิดอันใด???

หลี่เซียวเหยาที่ยืนตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว เมื่อได้ยินประโยคนั้นของเสี่ยวเหมย

ทำเอาสามสามถึงกับพากันงุนงงพักใหญ่

เจ้า…หลี่เซียวเหยาพยายามหาเสียงของตนเองจนเจอ

เจ้าว่าอย่างไรนะ…เขาถามเสียงเบาตาคมจ้องเขม็ง

เสี่ยวหมยนึกทบทวนคำ เมื่อครู่นี้ว่านางพูดอะไรไปบ้าง

 

อืม…หญิงสาวเอานิ้วจิ้มขมับนึกคำพูดออกมาอีกคราด้วยความระมัดระวังเมื่อเห็นท่าทางของหลี่เซียวเหยาคล้ายกับจะเข้ามาจับขย้ำคอของนางอยู่ก็ไม่ปาน

หมอเทวดา…นางเอ่ยเสียงเบา แล้วก็ยา…

เสี่ยวเหมยเหล่ตามองหลี่เซียวเหยาอย่างระแวง นางไม่ค่อยไว้ใจบุรุษสักเท่าไหร่โดยเฉพาะกับหลี่เซียวเหยาที่มักจะทำสายตาดุดันท่าทางน่ายำเกรง

นางยังคงพยายามเอ่ยต่ออย่างละมุนละม่อม

เอ่อ… หม่อมฉันแค่อยากดูแลท่านพี่เจินเจินให้ได้เป็นอย่างดี แล้วก็อยากจะช่วยเลี้ยงลูกให้นางเมื่อนางคลอดออกมาในอีกไม่นานนี่ ได้หรือไม่เพคะเขาจะนึกรังเกียจหญิงคณิกาอย่างนางหรือไม่กันหนอ ที่บังอาจอยากเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของเขา เสี่ยวเหมยคิดอย่างไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมา

เจินเจินตั้งครรภ์หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นมาเพียงเบาๆ

ยามนี้ ใจของเขาเต้นระส่าไม่เป็นจังหวะ

เจ้าหมายความว่า เจินเจินของข้ากำลังตั้งครรภ์เขาถามย้ำ

เสี่ยวเหมยถึงกับงุนงง อย่าบอกนะว่าเขายังไม่รู้ ไม่รู้ได้อย่างไร ทำไมถึงไม่รู้ เป็นไปได้อย่างไร หญิงสาวยังคงสงสัย โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นสาเหตุ

แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำใดร่างสูงโปร่งงามสง่าของหลี่เซียวเหยาก็หายวับไปเสียแล้ว

สามสาวถึงกับมองหน้ากันไปมาอย่างไม่เข้าใจในชีวิต….

ตรงทางเดินลาดยาวระหว่างทางบริเวณริมสระบัวปรากฏต้นพลับตั้งตระหง่านอยู่ตรงขอบสระบัวอยู่ต้นหนึ่ง

บนต้นพลับต้นนั้นกำลังออกลูกออกผลสีเหลืองสีส้มผสมปนเปกันอย่างสวยงามอร่ามตา เจินเจินที่กำลังเดินทอดน่องมาอย่างใจเย็นถึงกับสะดุดตาพาลน้ำลายไหล หญิงสาวนึกอยากกินลูกพลับขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามใจ นางรีบสาวเท้าเดินปรี่ตรงไปยังต้นพลับในทันที

นางเมียงมองอย่างหมายมาดจะเก็บกินลูกพลับบนต้นจนลืมไปเลยว่าตนเองนั้นกำลังต้องการจะเดินทางไปหาหมอหลวงให้ตรวจจับชีพจรหาสาเหตุของอาการผิดปกติภายในร่างกาย

หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ตรงโคนต้นพลับ นางพยายามจะปีนขึ้นไปบนต้นพลับอย่างสวยงาม แต่คล้ายกับว่าไม่มีเรี่ยวแรงเช่นกาลก่อน

นางจึงทำได้เพียงยืนกอดต้นพลับเอาไว้แน่น

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนางถึงอยากกินลูกพลับขึ้นมา

ไม่รู้ทำไมจึงอยากกินอะไรกันนักกันหนา

อยากกินจนต้องร่ำไห้ออกมา…

ฮือ…

อยากกิน…

และภาพนั้น

ภาพที่ใครบางคนกำลังยืนกอดต้นพลับเอาไว้ราวกับจะขาดใจพลันปรากฏอยู่ในสายตาของบุรุษสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นจึงไม่รอช้า เขาเข้าใจในตัวภรรยาของเขาในทันที

วูบ

พลันเสียงลมผ่านใบหูของเจินเจินพร้อมกับร่างบางถูกโอบอุ้มเอาไว้แนบอกก่อนจะถูกจับยกให้นั่งบนไหล่แข็งแกร่งบึกบึนจนความสูงได้ระดับสามารถเอื้อมมือเก็บลูกพลับเอาไว้ได้

หญิงสาวไม่รอช้ารีบเก็บเกี่ยวเอาผลไม้ตรงหน้ามาก่อนจะสนใจว่าใครเข้ามาอุ้มเอาไว้ ความอยากกินมันมีมากเสียจนไม่คิดจะสนใจสิ่งอื่นใด เมื่อเก็บได้จนพอใจจึงก้มหน้าสั่งเจ้าของช่วงไหล่กว้างให้เอาตัวของนางลง

ใยเจ้าไม่สั่งให้บ่าวไพร่หามาให้เล่าหลี่เซียวเหยาที่ค่อยๆอุ้มร่างของเจินเจินให้นั่งลงกับพื้นเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยแม้จะช่วยนางเก็บจนพอใจแล้วเสร็จ

ก็ข้านึกอยากกินตอนนี้นี่ ตรงนี้ไม่มีบ่าวไพร่เจินเจินตอบคำขณะอมยิ้มกรุ้มกริ่มกับผลไม้ตรงหน้าโดยไม่สนใจหลี่เซียวเหยาแต่อย่างใด

ชายหนุ่มเดินตามหาเจินเจินจนเจอด้วยใจที่เต้นระส่าไม่เป็นจังหวะเมื่อรู้ว่าหญิงสาวกำลังตั้งครรภ์จึงไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดหรือขัดใจแต่อย่างใด เขาย่อมตามใจนางไม่ว่านางต้องการสิ่งใด

เจ้าอยากได้อีกหรือไม่หลี่เซียวเหยาเอ่ยถามเสียงนุ่มพลางประคองร่างบางให้นั่งอยู่ใกล้กันกับเขา

พอก่อนเจินเจินกล่าวตอบอย่างอารมณ์ดีขณะกินผลไม้อย่างสบายอารมณ์ ไม่รู้ทำไมผลไม้ในมือน่าสนใจมากกว่าหลี่เซียวเหยาของนาง

หลี่เซียวเหยาเพียงนั่งนิ่งๆมองเจินเจินกินผลไม้ตรงหน้าอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน ยามนี้เขารู้สึกสบายอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก

สองหนุ่มสาวจึงนั่งเคียงกันใต้ต้นพลับโดยไม่คิดจะไปทางใดต่อ

พวกเขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นจนเวลาล่วงเลย

เจินเจินเพียงชี้นิ้วบอกหลี่เซียวเหยาว่าอยากกินลูกพลับลูกใด หลี่เซียวเหยาก็เก็บลงมาให้อย่างไม่รีรอ

บรรยากาศของทั้งสองเป็นไปอย่างชื่นมื่นลืมเรื่องราวก่อนหน้าไปโดยปริยาย

เจินเจินนั่งกินลูกพลับอย่างพออกพอใจจนลืมไปเลยว่าตนเองนั้นกำลังต้องการไปหาหมอ

หลี่เซียวเหยาเองก็เช่นเดียวกัน เขาต้องการมาสอบถามเจินเจินถึงเหตุการณ์ของมารดาของเขา แต่เมื่อรับรู้ได้ว่าเจินเจินของเขากำลังตั้งครรภ์เขาจึงคิดสิ่งอื่นใดไม่ออกอีกเลย…

ภายในตำหนักของหลี่เซียวเหยา เซียงหวงกุ้ยเฟยยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ภายในห้องหรูหราอลังการโดยมีหลิงอวิ๋นคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

นางไม่ต้องการไปพานักพักพิงที่ตำหนักอื่นตามที่ทางพระราชวังได้จัดสรรให้เพราะต้องการอยู่ภายในตำหนักเดียวกันกับหลี่เซียวเหยาโดยให้หลิงอวิ๋นอยู่ใกล้ๆเสียด้วยกันจะได้เป็นการเปิดโอกาสให้บุตรชายของตนกับสตรีที่ตนหมายมั่นได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน แต่…

แต่จนแล้วจนรอดเจ้าลูกชายตัวดีก็ยังไม่ยอมอยู่ภายในตำหนักตามประสงค์ที่ตนได้ตั้งใจเอาไว้

จนแล้วจนรอดเจ้าลูกชายตัวดีก็ยังไม่มีทีท่าสนใจใยดีในตัวของหลิงอวิ๋นแต่อย่างใด

จนแล้วจนรอดเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็ยังคงสนใจแต่สตรีนามว่าเจินเจินนั่น

น่าเจ็บใจยิ่งนัก.

แค่ก แค่ก

เซียงหวงกุ้ยเฟยนึกฮึดฮัดอยู่ในใจจนไอออกมาด้วยอาการเจ็บป่วยประจำตัวตามอายุขัย นางรึอุตส่าห์ทุ่มทุนเล่นงิ้ว

สุดตัวล้มร่างลงอย่างเสียเกียรติต่อหน้าธารกำนัล เจ้าลูกชายตัวดีถามอย่างห่วงใยอยู่เพียงไม่นานก็ตามหมอหลวงมารุมล้อมจนหายใจหายคอไม่ออกก่อนจะเดินหายตัวออกไป

ช่างน่าเจ็บใจเสียจริง…

พระองค์ทรงพยายามเต็มที่แล้วเสียงของหลิงอวิ๋นเอ่ยอย่างตัดพ้อน้ำตาคลอ

แต่…แต่องค์ชาย…หลิงอวิ๋นบีบน้ำตาด้วยใจของตนนั้นนึกสนใจแต่เรื่องของตัวเองโดยมิได้สนใจอาการของเซียงหวงกุ้ยเฟยที่กำลังไอค่อกแค่กแต่อย่างใด

นางน่าจะปล่อยให้เซียงหวงกุ้ยเฟยล้มหัวฟาดพื้นไปเลยจะได้อาการหนักมากกว่านี้อีกหน่อย องค์ชายสี่จะได้ไม่หายตัวไปที่ใด ถ้าขืนยังเป็นแบบนี้อยู่ ตำแหน่งชายาเอกในองค์ชายสี่ของแคว้นหลี่เมื่อไหร่จะได้เป็นกัน ฮึ! หลิงอวิ๋นฮึดฮัดอยู่ในใจเช่นเดียวกัน

หึ! ถ้าเป็นอย่างนี้เห็นทีจะต้องใช้ไม้แข็งกับนางเจินเจินนั่นเสียแล้ว นางจะใช้อำนาจที่เป็นหวงกุ้ยเฟยสั่งลงโทษนางนั่นที่บังอาจล่วงเกินนาง

แค่ก แค่ก

นางควรต้องคิดการให้รอบคอบจะได้ไม่เหนื่อยเปล่าเช่นครานี้

เซียงหวงกุ้ยเฟยกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงใหญ่อยู่อย่างสง่างามในท่วงท่ากิริยาเดิมพลางคิดฮึดฮัดอยู่ในใจ

ฮึ! อาการป่วยของเซียงหวงกุ้ยเฟยแค่นี้คงยังเรียกร้องความสนใจจากบุตรชายได้ไม่มากพอ พระองค์ควรจะป่วยให้หนักกว่านี้อีก

อา… เห็นทีจะต้องให้เซียงอวี๋เพื่อนรักช่วยอีกแรงเสียแล้ว

หลิงอวิ๋นนั่งหมอบอยู่ข้างเตียงนอนขนาดใหญ่ของเซียงหวงกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อมต่อพระนาง ด้วยน้ำตานองหน้าแววตาหวานหยดพลางคิดฮึดฮัดอยู่ในใจ

เมื่อยามค่ำคืนมาถึง…

ณ ตำหนักส่วนตัวของเจินเจิน ภายในห้องนอนอันอบอุ่นบนเตียงนอนหนานุ่มเตียงหนึ่ง

หลี่เซียวเหยาได้สั่งการเสียงเข้มว่าห้ามให้ใครเข้ามารบกวนเขากับเจินเจินเป็นอันขาดโดยเฉพาะพวกของเสี่ยวเหมย

ด้วยเพราะว่าหลายวันที่ผ่านมานั้นเขาต้องอยู่ห่างจากเจินเจินก็เพราะพวกของเสี่ยวเหมยคอยดูแลเจินเจินดีจนเกินไป

ภายในตำหนักของเจินเจินบนเตียงนอนขนาดใหญ่นั้น หลี่เซียวเหยายังคงนอนประคองกอดเจินเจินอยู่ไม่ห่างโดยไม่คิดจะรังแกนางแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะกำลังต้องการนางอย่างมากมายจนสุดจะกลั้นก็ตามที

แต่ด้วยเกรงว่าจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์เขาจึงทำได้แค่เพียงโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของเขา

เจินเจินได้แต่นอนมองหลี่เซียวเหยาตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ

นางไม่เข้าใจว่าทำไมคืนนี้หลี่เซียวเหยาของนางถึงทำกับนางเพียงแค่กอดจูบลูบคลำแต่ไม่ยอมเผด็จศึกนางเสียที

อืม…

นางไม่เข้าใจ

หญิงสาวยังคงไม่รู้ตัวอยู่ดีว่าตนเองนั้นกำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะวันนี้ทั้งวันนางยังไปไม่ถึงตำหนักหมอหลวงแต่อย่างใด

เพราะมัวแต่นั่งกินลูกพลับอยู่กระทั่งเย็นจนเผลอหลับไป และสุดท้ายก็ถูกหลี่เซียวเหยาอุ้มกลับมายังตำหนักของตนเองเสียอย่างนั้น

เสด็จแม่ของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจินเจินนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เกิดขึ้นตรงด้านหน้าตำหนักของหลี่เซียวเหยา หญิงสาวจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างห่วงใยจากใจจริง

เสด็จแม่ของข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก เหล่าหมอหลวงพากันตรวจดูและจัดการเรียบร้อยดีแล้ว แต่…เรื่องนั้น ข้าเองก็อยากจะถามเจ้าอยู่เหมือนกันหลีเซียวเหยานึกขึ้นได้เช่นเดียวกันเมื่อเจินเจินเอ่ยถามขึ้นจึงถือโอกาสถามหญิงสาว

มันเกิดอะไรขึ้น

ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่สังเกตเห็นสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั่น ย่อตัวลงเพื่อเตรียมรับร่างของพระนางก่อนที่พระนางจะล้มตัวลงไปเสียอีกเจินเจินตอบตามจริงพลางเอื้อมมือขึ้นล้วงเข้าไปในสาบเสื้อแล้วลูบๆคลำๆแผงอกบึกบึนของหลี่เซียวเหยา

……..

เงียบ

สองหนุ่มสาวถึงกับมองหน้ากัน

หลี่เซียวเหยาจึงได้เข้าใจ เขาคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเสด็จแม่ของเขากับสตรีนางนั้นต้องกำลังเล่นไม่ซื่อ เพราะเจินเจินไม่มีทางทำร้ายเสด็จแม่ของเขา

และพวกบ่าวไพร่พวกนั้น…

คงเป็นคนของเสด็จแม่อย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าเช่นนั้น…หลีเซียวเหยาหรี่ตามองเจินเจินที่กำลังลูบๆคลำๆแผงอกของเขาอยู่

เราคงต้องเล่นตามงิ้วของพวกนางไปก่อนเขากล่าวพลางเอื้อมมือของตนขึ้นจับมือเรียวของใครบางคนที่กำลังเลื้อยลงต่ำกว่าแผงอกของเขาไปทางหน้าท้อง

นางกำลังทำเขาอารมณ์ขึ้น

ย่อมได้…เจินเจินตอบคำขณะกำลังพยายามลวนลามหลี่เซี่ยวเหยา

ข้าต้องทำอย่างไรหญิงสาวถามออกไปอย่างให้ความร่วมมือแม้จะถูกบุรุษตรงหน้ากำลังจับนางพลิกหมุนตัวหันหลังให้เขา

เจ้าไม่ต้องเหนื่อย เจินเจินหลี่เซียวเหยาตอบคำขณะหมุนพลิกร่างของเจินเจินให้หันหลังชนกับแผงอกของเขาแล้วกอดเอาไว้อย่างแน่นหนา

เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจบคำหลี่เซียวเหยาเพียงข่มตาให้หลับลงอย่างยากเย็นด้วยเพราะสตรีในอ้อมแขนกำลังทำเขาปวดหนึบไปทั้งตัว

เจินเจินได้แต่นอนทำตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจอยู่ดี

ทำไมหลี่เซียวเหยาของนาง ไม่เผด็จศึกนางเล่า

เจินเจินนอนเกาที่นอนดัง แกรก แกรก อย่างไม่เข้าใจ

ฮือ….

ไม่เข้าใจ

ไม่เข้าใจจริงๆ

สะดุดรักยัยกะล่อน 26

ตอนที่ 26

ไม่คาดคิด 2

นั่น! นั่น!ดรุณีสองนางชี้มือมาทางต้นขาของเจินเจินพลางตะโกนดังลั่น เลือด!!!

เจินเจินขมวดคิ้วฉงนพลางก้มลงมองตามมือของสาวน้อย

หญิงสาวจึงได้เห็นคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ตรงหว่างขาของตน

!!!???”

พลันร่างของเจินเจินก็วูบไหวโอนเอนจนเสี่ยวเหมยต้องรีบเข้ามาประคองตามด้วยสองดรุณีน้อยวิ่งเข้ามาใช้ร่างน้อยๆอ้อมมาทางด้านหลังของเจินเจิน เพื่อรองรับร่างบางของเจินเจินเอาไว้ไม่ให้ล้มจนร่างกระแทกพื้น

ภายในห้องพักของโรงเตี้ยมที่ทั้งหมดใช้เป็นที่พานักพักพิงในขณะนี้ ร่างงามของเจินเจินยังคงนอนหลับหมดสติอยู่บนเตียงนอนประจำห้องพักโดยมีหมอประจำหมู่บ้านที่ซิงซิงและจิงเย่วสองดรุณีน้อยวิ่งไปฉุดกระชากลากถูให้ตามพวกนางมา

เด็กยังอยู่หมอประจำหมู่บ้านกล่าวขึ้นเนิบๆเมื่อจับชีพจรของเจินเจิน แข็งแรงดี ไม่มีปัญหา

….

….

เงียบ

บรรยากาศโดยรอบนิ่งสนิทคล้ายไม่มีใครนั่งอยู่

สักพักจึงได้ยินแต่เสียงหายใจ

ทุกคนในห้องต่างจ้องมองกันตาแป๋ว

เสี่ยวเหมย ซิงซิงและจิงเยว่ นั่งกลั้นหายใจก่อนพ่นลมออกมาอย่างโล่งใจ

เด็กยังอยู่ซิงซิงเอ่ยเบาๆ

เด็กยังอยู่จิงเยว่เอ่ยตาม

เด็กยังอยู่เสี่ยวเหมยเอ่ยบ้าง

จะย้ำเพื่อ?” ท่านหมอเอ่ยถาม

ทั้งสามรีบกระโจนตัวเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าท่านหมอที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงข้างๆร่างที่กำลังแน่นิ่งของเจินเจินอย่างรวดเร็วพลางส่งเสียงอย่างประสานพร้อมเพรียง ท่านหมอ…

!!!

ท่านพี่เจินเจินตั้งครรภ์หรือเจ้าคะเสี่ยวเหมยเอ่ยอย่างโล่งใจ ดียิ่ง ช่างดียิ่ง

โชคดีจริงๆที่ไม่เป็นอะไร

ใช่ๆ ถ้าเป็นอะไรไปพวกเราต้องรู้สึกผิดไปจนตลอดชีวิตแน่ๆ

ทั้งสามพากันพร่างพรูทั้งดีใจทั้งตื่นเต้นระคนรู้สึกผิดอย่างเปิดเผย

ทั้งสามสาวเป็นต้นเหตุของเลือดที่ออกนั่น

จึงรู้สึกเสียใจอย่างมากมายมหาศาล

เอาล่ะ เอาล่ะท่านหมอเอ่ยขึ้นเนิบนาบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเจอผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยมาแล้วทุกรูปแบบ รวมทั้งรูปแบบตรงหน้าขณะนี้

แม่นางท่านนี้เป็นคนที่ร่างกายแข็งแรง พลังธาตุแข็งแรง และเด็กในครรภ์ก็แข็งแรงมาก ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าจะจัดยาบำรุงให้พวกเจ้าเอาไว้ต้มให้นางดื่ม เช่นนั้นแล้ว…ปล่อยขาข้าก่อน…ปล่อยขาข้า!ท่านหมอกล่าวเสียงเข้มขึ้นขณะกระชากขาที่กำลังถูกสามสาวครอบครองอยู่อย่างยากลำบาก

เมื่อท่านหมอหลุดออกจากพันธนาการของสตรีทั้งสามแล้ว ในเวลาเพียงไม่นานห่อยาทั้งหลายจึงถูกส่งต่อให้พวกนางอย่างครบถ้วน

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เจินเจินจึงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา

โอว…ระดูมาทีไร เป็นอย่างนี้ทุกที เจินเจินคิดในใจ

ท่านพี่เจินเจินซิงซิงและจิงเยว่เรียกเจินเจินพร้อมกันเมื่อมองเห็นหญิงสาวตื่นงัวเงียขึ้นมา ดีขึ้นหรือไม่

อืม…เจินเจินตอบคา

มา มา ดื่มยาบารุงเสียหน่อยเสี่ยวเหมยรีบลุกขึ้นไปรินยาที่เตรียมเอาไว้อย่างดี มาให้เจินเจิน

เมื่อเจินเจินดื่มจนหมดแล้วเสี่ยวเหมยจึงเอื้อมมือขึ้นจับมือของเจินเจินมากุมเอาไว้ พลางเอ่ยอย่างจริงใจสีหน้าจริงจัง

ท่านใช้เรี่ยวแรงในการจัดการกับมนุษเพศผู้พวกนั้นมากจนเกินไปจึงเป็นเช่นนี้ นั่นเพราะต้นเหตุเกิดจากข้า ข้าขอสาบานว่าจะดูแลท่านอย่างดีเจ้าค่ะ

ข้าไม่เป็นไร ข้ารู้อยู่แล้วเจินเจินเอ่ยคาเรื่อยๆ นางรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมักจะหน้ามืดยามระดูมา

หือ! ท่านรู้อยู่แล้วรึ?” เสี่ยวเหมยมองตาปริบๆถามออกไป

เฮ่อ! ถ้าข้ารู้ ข้าจะระวังตัวให้มากกว่านี้ ไม่น่าเป็นต้นเหตุให้ท่านเลย ข้าขอโทษเจ้าค่ะ

เจินเจินคลี่ยิ้มสดในส่งให้เสี่ยวเหมยก่อนเอ่ยอย่างไม่ถือสาแต่อย่างใด ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ให้ข้าดูแลท่านนะเจ้าคะ ข้าจะดูแลท่านอย่างดีเสี่ยวเหมยรีบเอ่ยอย่างลุแก่โทษ

ข้าด้วยเจ้าค่ะดรุณีสองนางเอ่ยตาม

เจินเจินมองอย่างงุนงง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก

พวกนี้เป็นอะไรกัน?

ยามชวี(19.00น.-20.59น.) ภายในห้องพักของหลี่เซียวเหยา

ท่านหัวหน้าใหญ่สมุนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหลี่เซียวเหยาในห้องพักเพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการของการจัดการแคว้นต้าไห่เพื่อเสริมแผนการขององค์ชายหลี่หงจิน หยาง

สมุนคนเดิมรีบเอ่ย ตอนนี้มีพวกโจรป่าปรากฏตัวขอรับ พวกมันถูกสังหารโหดไปห้าคนตรงชายป่าหลังหมู่บ้านเมื่อยามบ่ายของวันนี้ มันจึงโกรธมากและกำลังพาพวกเข้ามาสร้างความปั่นป่วนโดยรอบของหมู่บ้านแห่งนี้ คาดว่ามันน่าจะพยายามเข้ามาภายในหมู่บ้านขอรับ

โจรป่ารึหลี่เซียวเหยายืนเอามือไขว้หลังอย่างงามสง่าอยู่ตรงริมระเบียงรับฟังอย่างครุ่นคิด

เพียงไม่นานเขาจึงวางแผนการให้ลูกน้องไปจัดการ

เช่นนั้นเราอาจจะใช้ประโยชน์จากโจรป่าพวกนี้ได้ มันน่าจะเสริมสร้างความปั่นป่วนให้แคว้นนี้ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ เราต้องล่อพวกมันให้ไปอีกทางหนึ่ง ไปทางฝั่งของเมืองหลวงได้ยิ่งดี จะได้เป็นการปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้ และล่อเสือที่แอบอยู่ในพระราชวังของแคว้นต้าไห่ให้ออกมา ว่าแต่…เจินเจินหัวหน้าสายตรงของพวกเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่

พวกของเสี่ยวเหมยไม่ให้พวกเราเข้าใกล้หัวหน้าเจินเจินเลยขอรับ พวกนางล้อมหน้าล้อมหลังคอยเฝ้าหัวหน้าเจินเจินของพวกข้าไม่ห่างเลยสมุนคนเดิมกล่าวออกมาอย่างน้อยอกน้อยใจ

หลี่เซียวเหยาหรี่ตามองอย่างเข้าใจ เขาเองก็ไม่ต่างกัน! คืนนี้เขาคงได้นอนคนเดียวอีกเป็นแน่ฮึ่ม!

เวลาล่วงเลยจนเข้ายามจื่อ(23.00น.-24.59น.) หลี่เซียวเหยาใช้เวลาในการช่วยสมุนวางแผนการเพื่อจะนำเหล่าสมุนไปจัดการกับพวกโจรป่าอยู่ถึงสองชั่วยาม

เมื่อวางแผนการเสร็จสรรพจึงได้เรียกรวมพรรคพวกให้มารวมตัวกันแล้วเตรียมตัวออกเดินทางโดยเขาต้องการไปจัดการด้วยตัวเองเพื่อที่เจินเจินของเขาจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปเพราะว่าบางทีนางอาจจะกำลังตั้งครรภ์ให้เขาอยู่ก็เป็นได้

หลี่เซียวเหยาคิดในใจอย่างปลื้มปริ่มพลางยกยิ้มมุมปากขณะกำลังกางแผนผังของแคว้นต้าไห่อยู่ตรงโต๊ะภายในห้องพักท่ามกลางการรายล้อมของพวกสมุนหลายคน

เหล่าพวกสมุนเห็นหัวหน้าใหญ่ยกยิ้มมุมปากออกมาอย่างไม่รู้สาเหตุ จึงทำได้แค่มองตากันพลางยกยิ้มมุมปากตามอย่างไม่มีสาเหตุเช่นกัน

เมื่อเหล่าพวกพ้องสมุนเตรียมตัวพร้อมแล้ว หลี่เซียวเหยาจึงเป็นหัวหน้านำขบวนพากันเดินทางออกไปหมายจัดการตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ โดยมีเจินเจินยืนมองตามตาละห้อยคล้ายสตรีในห้องหอยืนส่งสามีไปออกรบก็ไม่ปาน

นางกำลังยืนเอาผ้าเช็ดหน้าโบกมือให้กำลังใจหลี่เซียวเหยาสามีของนางอยู่ตรงริมระเบียงของโรงเตี้ยมโดยมีเหล่าอนุภรรยาปลอมตัวล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ไม่ห่าง

หลี่เซียวเหยาที่นั่งงามสง่าบนหลังม้าอยู่เหนือขบวนเหล่าสมุน เพียงหันหลังไปมองเจินเจินที่ยืนอยู่ริมระเบียง

เขากำลังรู้สึกคล้ายกับว่าจะไปออกรบแล้วมีภรรยากำลังอุ้มลูกน้อยโบกมือลา พลันให้ความรู้สึกฮึกเหิมยากจะบรรยาย เขาจึงยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

เหล่าสมุนยังคงมองตามหัวหน้าใหญ่ของตน พวกมันเห็นหัวหน้าใหญ่ยกยิ้มมุมปากอยู่อย่างไม่รู้สาเหตุ จึงส่งยิ้มให้กันและกันกับพวกพ้องอย่างไม่มีสาเหตุอีกตามเคย

นั่นพวกเขากำลังจะไปรบมิใช่รึ เสียงชาวบ้านที่แอบดูอยู่กระซิบถามกัน

ใช่ๆ พวกเขากำลังจะไปปราบโจรป่าเพื่อช่วยหมู่บ้านของเรา ชาวบ้านอีกคนกระซิบตอบ

แล้วใยส่งยิ้มหวานละมุนให้กันปานนั้นเล่า ชาวบ้านอีกคนกระซิบถามอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นเหล่าบุรุษตัวใหญ่ส่งยิ้มให้กันและกันอยู่อย่างนั้น

มันเป็นกลยุทธ์หลอกลวงข้าศึก เจ้าไม่รู้อะไร ชาวบ้านอีกคนตอบอย่างล่วงรู้ไปทุกสรรพสิ่ง

วันเวลาล่วงเลย หลี่เซียวเหยาพาพวกสมุนเดินทางไปจัดการกับพวกโจรป่าแล้วหลอกล่อให้พวกมันเปลี่ยนเส้นทางให้ไปปั่นป่วนภายในเมืองหลวงของพวกต้าไห่เพื่อล่อเสือออกจากถ้า

ส่วนหนึ่ง

ส่วนพวกของหลี่หงจินหยางก็ทำการปลุกปั่นพวกกบฏภายในแคว้นอีกส่วนหนึ่ง

ยามนี้ พวกของแคว้นต้าไห่เกิดการระส่าระส่ายอยู่ทุกสารทิศ

บ้างต้องออกมากำจัดโจรป่า บ้างต้องออกมาจัดการกับพวกกบฏ

หลี่หงจินหยางจึงอาศัยจังหวะนี้เองเข้ายึดส่วนกลางของเมืองหลวงซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของพระราชวังแคว้นต้าไห่ และแบ่งกระจายพรรคพวกของตนให้ล่อหลอกพวกชนชั้นสูงของแคว้นต้าไห้ให้ออกจากวังตามไล่ล่าพวกของหลี่หงจินหยางไปทางชายแดนที่มีพวกของเยว่เทียนและซือเว่ยตั้งกองกำลังเป็นกำแพงมนุษย์อยู่

ในเวลาต่อมาแคว้นต้าไห่จึงถูกโจมตีจนแตกกระเจิงจากรอบทิศโดยพรรคพวกขององค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางที่กระจายกำลังเอาไว้อยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วทุกมุมของแคว้นต้าไห่

มีผลให้แคว้นต้าไห่ถูกหลี่หงจินหยางยึดครองได้ทั้งหมดในเวลาต่อมา…

เมื่อสะสางแคว้นต้าไห่เป็นที่เรียบร้อยดีแล้วหลี่เซียวเหยาจึงพาคณะสมุนกลับมารับเจินเจินเพื่อเดินทางกลับแคว้นต้าหลี่

เขายังต้องไปจัดการกับเหล่าสตรีทั้งหลายภายในวังของเขาและทำทุกอย่างให้เสด็จแม่ของเขายอมรับในตัวของเจินเจิน

ข้าขี่ม้าไปเองก็ได้ ใยต้องมานั่งรถม้าด้วยเล่าเสียงเจินเจินเอ่ยถามพวกของเสี่ยวเหมยอย่างไม่เข้าใจ

หญิงสาวยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมสามสาวพวกนี้ต้องคอยดูแลนางอย่างกับนางเป็นองค์หญิงก็ไม่ปาน

นั่งรถม้านี่ล่ะ สบายดีเสียงเสี่ยวเหมยตอบคาขณะส่งผลไม้รสเลิศส่งให้เจินเจินไม่ขาดสาย

ใช่เจ้าค่ะซิงซิงและจิงเยว่เอ่ยอย่างเห็นด้วยกับเสี่ยวเหมยพลางส่งผลไม้เข้าปากของตน

นั่นมันสำหรับท่านพี่เจินเจิน พวกเจ้ากินได้อย่างไรเสี่ยวเหม่ยตวาดเสียงเขียวใส่สองดรุณี

อ่ะ! ข้าน้อยลืมตัวสองดรุณียิ้มแห้งก่อนส่งผลไม้คืนให้กับเสี่ยวเหมย

เสียงโหวกเหวกโวยวายยังคงดังอยู่อย่างไม่ขาดสายจากภายในรถม้ากลางขบวน หลี่เซียวเหยาที่กำลังควบม้าคุมขบวนอยู่ได้แต่หรี่ตามองไปทางต้นเสียงของพวกเสี่ยวเหมย

ตั้งแต่ไปจัดการกับพวกโจรป่าจนกลับมาเหล่าสตรีพวกนี้ก็รุมล้อมเจินเจินของเขาเอาไว้ จนเขาไม่มีโอกาสได้ทำอะไรตามอำเภอใจกับเจินเจินเลย ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้พูดคุยหยอกเย้ากัน แล้วเมื่อไหร่เจินเจินของเขาจะตั้งครรภ์ให้เขาเสียที

หลี่เซียวเหยานึกเข่นเขี้ยวอยู่ภายในใจตลอดการเดินทางจนเข้าอาณาเขตของแคว้นต้าหลี่…

ภายในตำหนักที่พักประจำตัวของเจินเจินนั้น ยังคงมีเสี่ยวเหมย ซิงซิงและจิงเยว่คอยวนเวียนตามดูแลปรนนิบัติพัดวีเจินเจินเป็นอย่างดี ในขณะที่หลี่เซียวเหยาต้องเดินทางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน พลันเสียงเอะอะโวยวายของเหล่าสตรีหลายคนก็ดังอยู่ด้านนอกของตำหนักแห่งนี้

เจินเจินรีบเดินออกมาดูสาเหตุของเสียงโหวกเหวกโวยวายในทันที

หญิงสาวเห็นเป็นเหล่าอนุชายาของหลี่เซียวเหยาพากันร้องห่มร้องไห้พลางวิ่งเข้ามาหาเจินเจิน

เจินเจิน เจ้ากลับมาแล้วเสียงอนุชายาหมายเลขสามเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นเจินเจินเดินออกมา

เจินเจิน เจ้าต้องช่วยพวกเรานะเสียงอนุชายาหมายเลขสี่เอ่ยบ้าง

สตรีนามว่าหลิงอวิ๋นอะไรนั่น ร้ายกาจมากเลยทีเดียว เจินเจินเสียงอนุชายาทั้งหลายพากันเอ่ยออกมาอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งหมดจึงพาเจินเจินมายังตำหนักของอนุชายาคนหนึ่ง นางกำลังร้องไห้คร่าครวญอย่างน่าเวทนา

เมื่ออนุชายานางนั้นมองเห็นเจินเจินเดินเข้ามาจึงรีบกระวีกระวาดเดินเข้าหาเจินเจิน

นางสะอื้นไห้เอ่ยขึ้น เจินเจิน สตรีนางนั้นหยามเกียรติข้า นางตบหน้าข้า ต่อหน้าบ่าวไพร่ เจินเจิน… ฮึกๆฮือ

เจินเจินกระพริบตามองปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ

แค่ตบหน้าใย เป็นเรื่องใหญ่ หรือสตรีเมืองหลวงจะคิดเล็กคิดน้อยกันปานนี้

นางเป็นสตรีพรรคฝ่ายมารเจอการกระทำทำรุณมาหลายรูปแบบการตบหน้ากันจึงไม่นับว่าเป็นอันใด

ฮึกๆ เดิมทีการตบหน้าองค์หญิงเช่นข้าต่อหน้าบ่าวไพร่ถือเป็นเรื่องที่ไม่บังควรมากพอแล้วอนุชายาคนเดิมกล่าวขยายความพร้อมแสดงหลักฐานบางอย่าง

แต่นี่!นางตบหน้าข้าพร้อมกับปล่อยวิชายุทธ เจ้าดูอนุชายาเปิดเสื้อตรงหน้าอกและแขนทั้งสองข้างที่มีรอยฟกช้าดาเขียวให้เจินเจินดู

เนื่องจากภายในห้องแห่งนี้มีเพียงเหล่าสตรีจึงสามารถกระทำได้อย่างไม่ต้องเกรงใจกัน

ข้าถูกตบด้วยพลังฝ่ามือของสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั่นจนกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบเนื้อตัวระบมไปหมด ฮึกๆฮืออนุชายานางนั้นยังคงสะอื้นไห้เอ่ยต่อเนื่อง

ก่อนหน้านั้นข้าก็ถูกหลิงอวิ๋นนั่นซัดฝ่ามือใส่เช่นเดียวกันอนุชายาอีกคนเอ่ยบ้าง

สตรีนางนั้นถือโอกาสยามที่องค์ชายสี่ไม่อยู่รังแกพวกเราอนุชายาอีกคนเอ่ยเสริม

นางมีเซียงหวงกุ้ยเฟยให้ท้ายอยู่ จะทำอย่างไรกับพวกเราก็ได้อนุชายาอีกคนเอ่ยตัดพ้อ

นางยังไม่ทันได้เป็นชายาเอกขององค์ชายสี่เลย ยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ อนุชายาพากันเอ่ยเป็นเสียงเดียว

เจินเจินนนนอนุชายาทั้งหลายพากันคร่าครวญ

เจินเจินถึงกับหน้ามืดมึนงงกับบรรดาเหล่าอนุชายาที่ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่กันอย่างเนืองแน่นประหนึ่งว่านางเป็นเจ้าชีวิตของทุกคนเสียอย่างนั้น

เสี่ยวเหมยที่คอยเดินตามปรนนิบัติเจินเจินอยู่ไม่ห่างถึงกับต้องรีบเข้ามาประคองร่างบางของเจินเจินเอาไว้

เพียงไม่นานเจินเจินก็ถูกเหล่าอนุชายาพาเดินมายังตำหนักของหลี่เซียวเหยา

ยามนี้เจินเจินรู้สึกคล้ายกับว่าตนเองมิใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกหิ้วไปหิ้วมาเพียงเท่านั้น

มาแล้วหรือ…เสียงเยียบเย็นของเซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นอย่างทรงอำนาจมาทางเจินเจินและเหล่าอนุชายาที่กำลังยืนออกันอยู่ตรงทางด้านหน้าของพระตำหนักของหลี่เซียวเหยา

พระนางกำลังเดินกรีดกรายออกมาอย่างงามสง่าโดยมี หลิงอวิ๋นเดินนวยนาดตามติดออกมาอย่างแช่มช้อยสวยงาม

เมื่อเซียงหวงกุ้ยเฟยและหลิงอวิ๋นเดินเข้ามาจนถึงร่างของเจินเจินเหล่าอนุชายาจึงพากันถอยหลังห่างออกมาอย่างสามัคคี เพื่อให้เจินเจินได้จัดการกับสตรีตรงหน้าได้ถนัดถนี่

โดยมีพวกนางคอยลุ้นและให้กำลังใจกันอย่างคึกคักจริงใจ จนเจินเจินอยากร่ำไห้ออกมา

เปิ่นกงจะจัดการกับสตรีชั้นต่ำเยี่ยงเจ้าอย่างไรดี ช่างบังอาจล่อลวงองค์ชายสี่ได้ถึงเพียงนี้ สั่งเนรเทศดีหรือไม่ นางสตรีต่ำช้าเซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เกรงใจเมื่อเดินมาจนถึงร่างของเจินเจิน

สายตาของพระนางยามมองมาทางเจินเจินนั้นช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แสนจะรังเกียจ

สตรีนามว่าเจินเจินนี้ทำให้แผนการแต่งงานระหว่างหลี่เซียวเหยาและหลิงอวิ๋นเป็นอันต้องล้มเหลวลงไปเพราะหลี่เซียว

เหยาถึงกับหนีออกจากพระราชวังเพื่อออกตามหาและตามติดนาง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้นั้นหลี่เซียวเหยาบุตรชายหนึ่งเดียวของนางไม่เคยนิยมชมชอบสตรีนางใด นางแน่ใจว่าสตรีนามว่าเจินเจินต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมารยาและอาจจะใช้วิชามารเข้าใส่บุตรชายของเขาเป็นแน่ เซียงหวงกุ้ยเฟยจ้องมองเจินเจินพลางคิดอย่างเหยียดหยันอยู่ภายในใจ

หลิงอวิ๋นเองก็ไม่ต่างกัน นางมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเดียดฉันท์อย่างเปิดเผย นางไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าทำไมองค์ชายสี่ถึงโปรนปรานสตรีนางนี้มากมายนัก ทั้งๆที่ตัวนางเองออกจะสวยสดงดงามกว่า ฐานะสูงส่งกว่า มีอันใดที่นางต่ำต้อยกว่าสตรีนามว่าเจินเจินนี่

ทั้งสามคนยืนมองจ้องตากันนิ่งงัน

ทันใดนั้นเซียงหวงกุ้ยเฟยก็ล้มลงทั้งยืน มีโลหิตไหลออกมาทางริมฝีปากโดยมีหลิงอวิ๋นรีบทิ้งตัวเองลงช่วยจับประคองเซียงหวงกุ้ยเฟยไม่ให้หัวกระแทกพื้น

เกิดอะไรขึ้นพลันเสียงของหลี่เซียวเหยาก็ดังขึ้นมา เขาอยู่ไม่ไกลจากมุมกำแพงของตำหนักตรงทางเดิน

ชายหนุ่มกำลังเดินพ้นมุมกำแพงเข้ามาพอดีในจังหวะที่เซียงหวงกุ้ยเฟยล้มตัวลงตรงด้านหน้าของเจินเจิน

เสด็จแม่หลี่เซียวเหยาเอ่ยออกมาอย่างร้อนรนพลางรีบเดินเข้ามาช้อนร่างของสตรีผู้เป็นมารดาขึ้นอุ้มเอาไว้แนบอก

ยามนี้เซียงหวงกุ้ยเฟยสลบไสลไม่ได้สติมีโลหิตไหลซึมอยู่บริเวณริมฝีปาก

เกิดอะไรขึ้น เจินเจินชายหนุ่มหันมาถามเจินเจินอย่างร้อนรน

เจินเจินเพียงยืนมองนิ่งๆไม่ได้กล่าวสิ่งใด

เจินเจิน ทำไมเจ้าถึงร้ายกาจเยี่ยงนี้ ฮือ องค์ชาย… ท่านต้องจัดการนะเพคะหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตานองหน้าแววตาตระหนกตกใจ

หลี่เซียวเหยาถึงกับชะงักงันด้วยคาดไม่ถึงว่าเจินเจินจะทำอะไรโง่งมอย่างนี้ เขาไม่ควรปล่อยให้เหล่าสตรีอยู่ด้วยกันตามลำพัง เขาควรจะอยู่กับเจินเจินตลอดเวลา

เหล่าอนุชายาพากันตกตะลึง เจินเจินของพวกนางฝีมือร้ายกาจยิ่ง สมแล้วที่พวกนางยกให้เป็นผู้นำ ลงมืออย่างรวดเร็วแทบไม่ทันกระพริบตา

รีบพาพระองค์เข้าไปด้านในเถิดเพคะ พวกเจ้าตามหมอหลวงเร็วหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนมาทางหลี่เซียวเหยาพร้อมทั้งสั่งการไปทางบ่าวไพร่ในทันทีอย่างถือสิทธิ์

หลี่เซียวเหยาก้มมองมารดาของตนก็ให้ร้อนใจจึงรีบอุ้มเซียงหวงกุ้ยเฟยเดินเข้าไปยังตำหนักอย่างไม่รีรอ

….

….

เงียบ

ทุกคนพากันเงียบงัน

ไม่มีเสียงหรือใครเปล่งวาจาใดๆออกมา

แม้แต่เจินเจิน.

ณ ศาลากลางสวนสวยภายในตำหนักของเจินเจิน

หญิงสาวกำลังนั่งอยู่คนเดียวโดยสั่งไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวาย นางกำลังครุ่นคิดถึงความผิดปกติของตนเองอยู่

นางรู้สึกว่าร่างกายของนางกำลังตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวรอบด้านได้อย่างเชื่องช้า

นางยังรู้สึกอีกด้วยว่านางมักจะหน้ามืดอยู่บ่อยครั้งและไร้เรี่ยวแรงอยู่ตลอดเวลา ระดูที่มาก็มาเพียงน้อยนิดผิดจากปกติที่เคยมีมา

ดูอย่างวันนี้ นางถูกเหล่าอนุชายาหิ้วไปหิ้วมาโดยที่นางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขัดขืน

นางรู้สึกอีกว่าไม่อยากจะพูดคุยหรือเสวนากับใคร แม้แต่หลี่เซียวเหยาของนาง

อีกทั้งนางยังอยากจะหลับอยู่ตลอดเวลา

อา…

เป็นอย่างนี้ไม่ดีแน่

นางต้องไปหาหมอเสียแล้ว…

เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่รอช้า นางรีบประคองตัวเองให้เดินออกไปยังตำหนักของหมอหลวงในทันที

หลี่เซียวเหยาที่กำลังออกเดินตามหาเจินเจินอยู่ในเวลานั้น จึงคลาดกันกับเจินเจิน

เขาได้ฟังคาพูดจากปากของหลิงอวิ๋นกับมารดาของเขาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเจินเจิน

จะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่มีทางเชื่อว่าเจินเจินของเขาจะลงมือกระทำการอย่างนั้น แต่บ่าวไพร่ที่อยู่ตรงบริเวณนั้นกลับตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเจินเจินเป็นคนลงมือกับมารดาของเขา

มันจะเป็นไปได้อย่างไร

เจินเจินไม่มีทางทำอะไรเยี่ยงนั้นอย่างแน่นอน

แล้วอย่างนี้ นางกับเสด็จแม่ของเขาจะเข้าใจกันได้อย่างไร

เขาจะช่วยเจินเจินของเขาได้อย่างไรดี

สะดุดรักยัยกะล่อน 25

ตอนที่ 25

ไม่คาดคิด 1

เจ้านกประหลาดบินกลับไปด้วยอาการโล่งใจคล้ายยกภูเขาออกจากอก เหลือเพียงบุรุษหนุ่มรูปงามที่กำลังกลัดกลุ้มใจและหนักอกแทน

วังของข้ากำลังวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหลี่เซียวเหยาทิ้งตัวลงนอนกอดร่างบางของเจินเจินต่อหลังจากปล่อยนกประจำพรรคให้บินออกไปก่อนจะบอกเล่าข่าวคราวในกระดาษให้หญิงสาวได้รับฟัง

เสด็จพี่ต้องคอยว่าราชกิจราชการไม่มีว่างเว้น จึงทำให้แค่เพียงส่งข่าวมาให้ข้า ส่วนฮองเฮานั้นย่อมไม่ยุ่งเกี่ยวหากไม่กระทบกับการปกครองของวังหลัง

ท่านกำลังห่วงอันใดเจินเจินถามขึ้นขณะกำลังลูบไล้แผงกล้ามหน้าอกบึกบึนของชายหนุ่มอยู่อย่างเพลิดเพลิน

ข้าย่อมกังกล เพราะต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดล้วนมาจากเสด็จแม่ของข้าหลี่เซียวเหยาเอ่ยคำเรื่อยๆขณะหรี่ตามองสตรีในอ้อมแขน ก่อนเอ่ยต่อเสียงขุ่น

ดูท่าทางเจ้ามิได้ทุกข์ร้อนอันใดเกี่ยวกับสตรีมากมายที่พยายามเข้าหาข้าเอ่ยขึ้นมาก็ให้นึกเคือง

นางไม่หึงหวงเขาเลยหรืออย่างไร?

ข้าย่อมรู้สึก…เจินเจินตอบกลับตามตรง ก่อนเอ่ยต่อ

แต่ข้าไม่นิยมทำร้ายสตรีด้วยกัน เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับบุรุษ หากท่านมีใจให้พวกนาง ข้าจะทำอย่างไรได้ ต่อให้ข้าตามฆ่าพวกนางทั้งหมด แล้วอย่างไร ท่านก็ไปรักชอบกับสตรีอื่นได้อีก สู้ให้ข้า หันมาฆ่าท่านยังจะง่ายกว่า

!!!???”

นางมารของจริง ชายหนุ่มคิด

เจินเจินสังเกตสีหน้าดำคล้ำสายตาคมมืดของบุรุษตรงหน้าจึงรีบออดอ้อน ใยมองข้าเช่นนั้นเล่า ท่านมิได้เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย

จบประโยคก็หัวเราะคิกซุกซบหน้าตรงแผงอกอบอุ่นพลางวาดวงแขนของตนโอบกอดกระชับช่วงเอวของเขา

หากกลับกัน มีบุรุษมารุมล้อมเจ้า เจ้าจะทำอย่างไรเขายังคงบ่นอุบนึกขัดเคือง

เซียวเหยา…เจินเจินเอ่ยเรียกชื่อขณะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม

นางยังคงอมยิ้มขณะกล่าวเรื่อยๆ ข้าเติบโตมาท่ามกลางบุรุษมากหน้าหลายตา ไม่มีใครที่มีความสามารถทำให้ข้าโอนอ่อนผ่อนตาม…

หลี่เซียวเหยานิ่งฟัง ภรรยาเก่าของเขาที่ตายไปเป็นสตรีในห้องหอจิตใจไม่มั่นคง แตกต่างจากเจินเจิน

หญิงสาวยังคงเอ่ยต่อ เหล่าสตรีสูงศักดิ์พวกนั้น ล้วนแล้วแต่ชมชอบท่าน แต่ท่าน…กลับชมชอบข้าเจินเจินคลี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม

ข้าภาคภูมิใจยิ่งนักไม่เคยมีการถ่อมตนเลย นี่คือนาง

ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเรื่องทางนี้ก่อนแล้วพาเจ้ากลับไปพร้อมกับข้า แล้วเราแต่งงานกันเลยชายหนุ่มออกคำสั่ง

เฮ่อ!เจินเจินถอนหายใจ ก่อนเอ่ยต่อ เสด็จแม่ของท่านคงไม่ยอม

นั่นล่ะปัญหา ชายหนุ่มนิ่งคิด

ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นสตรีของฝ่ายอิทธิพลมืด แต่ใช่ว่าข้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับระบบของเมืองหลวงหญิงสาวเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งๆไม่มีล้อเล่น ท่านเป็นถึงองค์ชาย เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ ส่วนข้า…

เจินเจินเอี้ยวตัวขึ้นเพื่อก้มมองหลี่เซียวเหยาอย่างจริงจังขณะเอ่ยต่อ ข้าเป็นเพียงสตรีไร้หัวนอนปลายเท้า บิดามารดาก็อย่างที่ท่านทราบ นั่นคือปัญหา ข้าอาจจะทำให้ท่านดูตกต่ำ ทั้งยังทำให้ราชวงศ์ของท่านต้องเสื่อมเสียเกียรติ ข้าน่ะ ไม่ได้สวยอย่างเดียวนะ ข้าฉลาดด้วยจบคำก็เปลี่ยนเป็นยิ้มใส่หน้าชายหนุ่มอย่างน่าเอ็นดู

หลี่เซียวเหยานิ่งฟังขณะมองมารยาของสตรีตรงหน้า

นางช่างไหลลื่นแม้จะเป็นเรื่องที่คุยกันอย่างเคร่งเครียด นางทำให้เขาสบายใจขึ้นแม้กำลังเจอเรื่องหนักอก

เจ้ามิได้ต่ำต้อย เจินเจิน เจ้าเป็นรองแค่ฮองเฮาเขาเอ่ยขัด

นั่นมันฝ่ายอิทธิพลมืด หาใช่ฝ่ายเมืองหลวง

เช่นนั้นข้าย้ายไปเป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายเดียวกับเจ้าดีหรือไม่

ท่านเป็นอยู่แล้ว

เช่นนั้นข้าไม่เป็นองค์ชายแล้ว ดีหรือไม่

เช่นนั้นฮ่องเต้หลี่คงได้ซัดฝ่ามือใส่ข้ากระมัง

….

หลี่เซียวเหยาเริ่มเคือง

นางจะเอาอย่างไรกันแน่ เล่นตัวเสียจริง

เจ้าไม่อยากแต่งงานกับข้า…เขาเอ่ยเสียงขุ่น

จะแต่งหรือไม่ ข้าก็เป็นของท่าน

มันไม่ถูกต้องเจินเจิน เจ้าเป็นสตรี ทำตัวเยี่ยงนี้ย่อมไม่เหมาะ

เจินเจินจนคำพูด รักจริงๆเลยคนนี้ นางคิดอย่างปลื้มปริ่มไม่สร่างซา ก่อนโน้มหน้าเข้าหาเพื่อจะจูบเขาอย่างอ่อนโยน

หลี่เซียวเหยายังรู้สึกเคืองอยู่จึงไม่ยินยอม

ทำไมเล่าหญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อชายหนุ่มเบี่ยงหน้าหลบ

นางเคลื่อนหน้าตามริมฝีปากที่หลบเลี่ยงไปมา

อย่าหลบเชียวนางเอ่ย

ไม่!ชายหนุ่มตอบพลางดันหน้าหญิงสาวออก

หันมานางกล่าวขณะจับมือหนาออกก่อนโน้มใบหน้าตามติด

….

เขาเงียบเลี่ยงหลบ

หญิงสาวไล่ตามจับกด อย่าหนี

สองหนุ่มสาวเคลื่อนตัวไล่เบียดกันไปมา

ฝ่ายชายหลบเลี่ยง

ฝ่ายหญิงไล่จูบ

เตียงนอนขนาดใหญ่กลายเป็นสนามไล่ล่าด้วยบุคคลที่ลงสนามอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์และอาวุธใดๆในมือ

เสียงต่อสู้ฟาดฟันจึงมีเพียงเสียงเสียดสีของเรือนร่างกับผ้าปูเตียง

และเพียงไม่นานชายหนุ่มก็ถูกหญิงสาวครอบครองอีกครา…

เจินเจินไม่ได้บอกกล่าวออกไปถึงความตั้งใจจริงว่าอยากสร้างอาณาจักรเพื่อตัดช่องว่างระหว่างฐานันดรของนางกับเขา

เพราะหญิงสาวมิรู้ได้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะสัมฤทธิ์ผล การสร้างอาณาจักรมันไม่ใช่เรื่องที่ใช้เวลาแค่เพียงน้อยนิด

บางที…กว่าจะถึงเวลานั้น

ชายหนุ่มนามว่าหลี่เซียวเหยา

อาจเปลี่ยนไป…

นั่นคือสิ่งที่นางกลัว

จึงไม่กล้าเอ่ยออกมาก่อนเวลาอันควร…

การเป็นสตรีแบบเจินเจิน ช่างยากแท้ เฮ้อ!

หญิงสาวนั่งจับเจ่าอยู่กับมโนความคิดของตนเองมาพักใหญ่ภายในห้องพักของนาง พลันต้องสะดุ้งตกใจเมื่อดรุณีน้อยอนุภรรยาปลอมตัววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

ท่านพี่เจินเจิน แย่แล้วเจ้าค่ะ พี่เสี่ยวเหมย พี่เสี่ยวเหมยเด็กสาวกล่าวรัวเร็วฟังไม่รู้เรื่องเมื่อมาถึงตัวของเจินเจิน

อันใดรึหญิงสาวถามกลับเสียงเนือย

ตามข้ามาก่อนเจ้าค่ะ

เมื่อเจินเจินวิ่งตามสาวน้อยมาจนถึงชายป่าหลังหมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่าปลอดผู้คนแต่เต็มไปด้วยต้นไม้โดย เบื้องหน้านั้นเป็นภาพของกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งหน้าตาท่าทางคล้ายพวกกับเถื่อนดิบ กำลังจะทำมิดีมิร้ายกับเสี่ยวเหมยอยู่ โดยมีดรุณีน้อยอีกนางหลบอยู่ไม่ไกลพร้อมไม้ในมือ

ช่วยด้วย ปล่อยนะ ช่วยด้วยเสี่ยวเหมยกรีดร้องน้ำตานองหน้า แม้นางจะเป็นเพียงหญิงคณิกา แต่ถูกบุรุษบ้าพวกนี้ ย่ำยีอย่างนี้ มันออกจะเกินไป

เจินเจินเห็นดังนั้นจึงกระโจนเข้าใส่อย่างไม่รีรอ

ชายฉกรรจ์ผู้ที่กำลังจับเสี่ยวเหมยกดไว้กับพื้นถึงกับลอยกระเด็นออกไป ชายฉกรรจ์ที่เหลือห้าคนกรูกันเข้ามาทางเจินเจิน หญิงสาวไม่รอช้า นางสู้ยิบตากับเจ้าพวกบ้าใจกล้าเยี่ยงนี้

เสี่ยวเหมยนั้นเมื่อหลุดจากพันธนาการจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้มา หวังจะช่วยเหลือเจินเจิน

หยุด!เสียงเจินเจินตะโกนคำราม

ไม่ต้องช่วยนางยังจำแจกันใบนั้นได้ดี

เสียงต่อสู้ฟาดฟันจึงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด เจินเจินทั้งรุกทั้งรับในขณะต่อสู้อย่างพัลวันพันตูเพราะพวกชายฉกรรจ์พวกนี้มีจำนวนมากกว่าและกำลังรุมล้อมหญิงสาวอยู่โดยรอบ

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่การต่อสู้ก็จบลงได้ด้วยดี เพราะไม่มีสิ่งใดลอยมาขัดจังหวะจากมือน้อยๆของเสี่ยวเหมย

เมื่อจัดการกับกลุ่มชายฉกรรจ์น่าตายอย่างอเนจอนาถกระจัดกระจายได้แล้ว เจินเจินจึงเข้าไปหาสามสาวที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ตรงมุมไกลออกไป

พวกนางช่างให้กำลังใจได้ไกลหูไกลตายิ่งนัก เจินเจินคิด

ท่านพี่เจินเจิน ท่านเป็นอะไรหรือไม่เสี่ยวเหมยรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเจินเจินตามด้วยดรุณีน้อยสองนางวิ่งตามมาทีหลังเพราะขาสั้นกว่า

ท่าน…เสี่ยวเหม่ยถึงกับสะดุ้งตกใจสุดขีดพลางตะโกนออกมา ท่านมีเลือดออก

หือ!?” เจินเจินงุนงง นางไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด ใยมีเลือดออก

นั่น! นั่น!ดรุณีสองนางชี้มือมาทางหว่างขาของเจินเจินพลางตะโกนดังลั่น เลือด!!!

เจินเจินจึงก้มลงมองตามมือของสาวน้อยจึงได้เห็นคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ตรงโคนหน้าขาของตน

!!!???”

อา…

หาหมอด่วน!

สะดุดรักยัยกะล่อน 24

ตอนที่ 24

กลืนกินสามี

อืม…เซียวเหยา…อา…เจินเจินเริ่มส่งเสียงครวญครางไม่เป็นภาษาเมื่อหลี่เซียวเหยาเพิ่มจังหวะหนักหน่วงกระชั้นถี่ จนหญิงสาวต้องจิกเล็บงามๆลงกลางแผ่นหลังกว้างใหญ่ ปลายเท้าจิกเกร็งกดลงบนพื้นเตียงอย่างเสียวซ่านสุดสยิว หน้าท้องบีบรัดหน่วงหนัก

อืม…หลี่เซียวเหยาครางคำรามในลำคอเมื่ออารมณ์พลุ่งพล่านกำลังได้รับการปลดปล่อยจนเกือบจะถึงฝั่งฝัน พากล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งเกร็งพร้อมกระตุก ฝ่ามือจับขยุ้มอยู่ตรงผ้าปูเตียง เหงื่อเม็ดโตพร่างพราวผุดขึ้นอยู่ตามกล้ามเนื้อแข็งแกร่งเป็นมัดๆหยดลงใส่สตรีใต้ร่างผสมผสานกับเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนเรือนกายงามอร่ามของนางอย่างลงตัว

สองหนุ่มสาวพากันหลับตาคล้ายเก็บกด ส่งเสียงครวญครางดังอื้ออึง เรือนร่างของทั้งสองสอดประสานคล้ายจะละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

เสียงเตียงนอนดัง ครืดคราด ครืดคราด ผสมปนเปกับเสียงหายใจเหนื่อยหนักและเสียงร้องครางแว่วหวานกับเสียงครวญแหบพร่าทุ้มต่ำ อีกทั้งสีหน้าเจ้าของเรือนกายทั้งสองที่

คล้ายกับเจ็บปวดอย่างเหลือจะกล่าว ทำเอาเจ้านกประหลาดประจำพรรคต้องกระพริบตาเพ่งมองด้วยความรู้สึกทรมาน

เพียงไม่นานเจ้านกผู้น่าสงสารก็หมดแรงเกี่ยวเล็บจิกขอบหน้าต่างมันจึงตกลงบนพื้นห้องเสียอย่างนั้น

เวลาผ่านไปอึดใจเสียงโอดครวญกระชั้นถี่ที่ดังอื้ออึงตลบอบอวลคล้ายจะขาดใจพลันเงียบหายไปคงเหลือไว้เพียงเสียงหายใจหอบที่ยังคงถี่รัวไร้เสียงครวญครางใดๆ

บนเตียงนอนขนาดใหญ่สองร่างกายเปลือยเปล่ายังคงแนบชิดสนิทแน่นิ่งซ้อนทับกันอยู่อย่างนั้นเพื่อปล่อยให้อารมณ์รัญจวนจัดการตัวมันเอง ลมหายใจหอบหนักรัวเร็วค่อยๆปรับสภาพให้กลายเป็นเพียงลมหายใจปกติ

หลี่เซียวเหยายังคงฝังร่างของตนเอาไว้นิ่งนานบนเรือนร่างในกายของเจินเจินเพื่อหมายจะให้เชื้อสายจากภายในกายของเขาได้เข้าไปฝังรากลึกภายในกายของนาง

นาง…

จะต้องตั้งครรภ์

ให้เขา….

เจินเจินยังคงนอนกอดหลี่เซียวเหยาเอาไว้ด้วยความรักความเสน่หาเหลือประมาณ สำหรับสตรีแล้ว การได้รักบุรุษและมอบทุกอย่างให้เขา เป็นสิ่งโง่เง่าแต่ก็ยังคง เต็มใจกระทำกัน

นาง…

รักเขา

นางรักหลี่เซียวเหยา

รัก….เหลือเกิน

แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยนึกชื่นชมบุรุษคนใด

นางนึกรังเกียจเสียด้วยซ้ำ

แต่เมื่อครั้งที่ท่านประมุขสำนักหมื่นโลกันตร์ ท่านหงซีกวน ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางจากการถูกไล่ล่าจับกุมจากชายฉกรรจ์ประจำหอคณิกาเมื่อนางอายุได้แปดขวบปี ครานั้นนางก็รู้สึกนึกชื่นชมในตัวบุรุษเป็นครั้งแรกและเทิดทูนท่านอยู่เหนือหัวแทนบิดาที่มิรู้ได้ว่าเป็นใคร และต่อมานางได้เจอกับหลี่ซื่อหมินพระสวามีของหงเหม่ยหลง ในยามนั้นทำให้นางได้รู้สึกว่าความรักปักใจของบุรุษต่อสตรีนางหนึ่งมิได้เป็นเพียงเรื่องฝันเฟื่อง นางจึงยกหลี่ซื่อหมินสามีของหงเหม่ยหลงให้เป็นบุรุษต้นแบบ จนสุดท้าย นาง

ได้มาเจอกับหลี่เซียวเหยา บุรุษผู้มีรักปักใจกับอดีตภรรยาที่ตายไป

แม้ว่าเริ่มแรกเขาจะนึกรังเกียจนาง แต่ยามนี้…

เจินเจินยังคงยกมุมปากยิ้มอ่อนหวานอย่างเคลิบเคลิ้มอยู่มิคลำยแม้ว่ากิจกรรมสุดบรรยายจะผ่านพ้นไปแล้ว

ทำเอาบุรุษเจ้าของเรือนร่างเหนือเรือนกายของนางพลันเกิดฮึกเหิมขึ้นอีกครา

อา…

สตรีนางนี้…

เขาจะทำอย่างไรกับนางดี…

นางเป็นแบบนี้

จะไม่ให้เขาหลงใหลได้อย่างไร.

หลี่เซียวเหยาคิดในใจขณะก้มมองสตรีใต้ร่างที่กำลังส่งยิ้มละมุนละไมใส่หน้าเขาพลางยกร่างกำยำของตนขึ้นพร้อมเปิดศึกรอบใหม่ใส่เจินเจิน

หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงกอดกระชับรอบลำคอของเขาก่อนออกแรงเอี้ยวตัวเพื่อม้วนร่างของตนกับของชายหนุ่มให้พลิกกลับสลับตำแหน่ง

รอบนี้หลี่เซียวเหยาจึงเป็นฝ่ายอยู่ใต้ร่างของเจินเจิน หญิงสาวส่งยิ้มหวานล้ำหยาดหยดส่งให้อย่างต่อเนื่อง ดวงตาเรียวดั่งหงส์หวานเยิ้มทอประกายไม่เสื่อมคลาย นางเพียงก้มมองบุรุษใต้ร่างด้วยสายตาบอกรักเปิดเผย ก่อนจะยกมือเรียวของตนขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วเกลี่ยใบหน้าของชายหนุ่มเบาๆอย่างหลงไหล

ชายหนุ่มก็เช่นเดียวกัน เขายกฝ่ามือของตนขึ้นมาก่อนจะใช้ปลายนิ้วไล้ปอยผมของหญิงสาวออกจากวงหน้างดงาม เขาไล้ปลายนิ้วไปมาตามพวงแก้ม แล้วเกลี่ยเบาๆที่ริมฝีปากได้รูปของนางด้วยหัวแม่มือ ก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าของหญิงสาวให้ก้มหน้าลงมาแล้วมอบจุมพิตแสนวิเศษให้

เจินเจินก้มจูบหลี่เซียวเหยาตามแรงโน้มถ่วงของฝ่ามือร้อนกรุ่นอย่างนุ่มนวลเนิ่นนานก่อนจะถอนริมฝีปากของนางออกจากริมฝีปากของเขาแล้วเป็นฝ่ายไล้ปลายลิ้นไปเรื่อยๆตรงแนวคาง ตามสันกราม ลงไปที่ลำคอ แผงอก ไล้กดจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ ตรงกล้ามแผงหน้าอก ตามกล้ามแผงหน้าท้อง หญิงสาวสัมผัสเรือนร่างกำยำของเขาอย่างหลงใหล บุรุษผู้นี้มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ใด เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์นี้

หลี่เซียวเหยาถึงกับส่งเสียงกดต่ำอยู่ในลำคอ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นนั่งแล้วจับร่างระหงของเจินเจินให้นั่งชนกับหน้าท้องของเขาแล้วเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าหาใบหน้าของนางเพื่อกดจูบริมฝีปากของนางอย่างหนักหน่วง แขนข้างหนึ่งของเขาอ้อมโอบเกี่ยวไปทางด้านหลังของนางเพื่อใช้ฝ่ามือร้อนลวกเลื่อนไล้แผ่นหลังนวลเนียนก่อนจะจับกระชับเอาไว้แน่นส่วนฝ่ามือร้อนกรุ่นไม่แพ้กันอีกข้างของเขาเอื้อมต่ำมาจับขยาอยู่ตรงบั้นท้ายกลมมนของนาง

เจินเจินยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบลำคอของหลี่เซียวเหยาเอาไว้ก่อนตอบกลับด้วยจูบหน่วงหนักไม่ต่างกันพลางยกโยกลำตัวขึ้นเพื่อเป็นฝ่ายควบคุมจังหวะบ้างในครานี้

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากของเขาออกจากริมฝีปากของนางก่อนจะก้มหน้าเคลื่อนออกจากใบหน้างามแล้วก้มลงต่ำเพื่อกดจูบดูดเม้มตรงหน้าอกนูนเด่นที่ขยับอยู่ตรงหน้า

เมื่อจังหวะของหญิงสาวตรงหน้าขาเริ่มกระชั้นถี่เขาจึงเอนหลังไปเท้าแขนด้วยฝ่ามือข้างหนึ่งกับเตียงนอนเหลือเพียงฝ่ามืออีกข้างช่วยจับกระชับตรงสะโพกกลมกลึงให้สตรีตรงหน้าขาโยกขยับอย่างได้จังหวะไม่มีสะดุด

 

หญิงสาวเอื้อมมือหนึ่งจับตรึงกับไหล่กว้างของชายหนุ่มส่วนอีกมือหนึ่งกดจิกที่กล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นๆนั้นขณะแหงนหงายพลิ้วสะบัดดั่งหงส์ร่อนพามังกรบินทะยาน

หลี่เซียวเหยาลูบไล้แผ่นหลังโก่งโค้งสวยงามอย่างเพลิดเพลินไปมาก่อนเลื้อยไล่กลับมาเค้นคลึงตรงเนินเนื้อนูนนุ่มอร่ามงามตาตรงหน้า

สองหนุ่มสาวสบตอบประสานสายตาหวานเชื่อมร้อนแรงใส่กันและกันพร้อมด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มยั่วยวนร้ายกาจอย่างไม่มีใครยอมใครในขณะที่จังหวะอันแสนหฤหรรษ์ยังคงกำลังดำเนินไป

เจินเจินโน้มตัวเข้าหาหลี่เซียวเหยาก่อนจะกดริมฝีปากของนางเข้าหาริมฝีปากของเขาแล้วจูบอย่างดูดดื่มขณะที่กลางลำตัวยังคงควบคุมจังหวะเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

เสียงประกบริมฝีปากจึงผสมผสานเข้ากันได้ดีกับเสียงครางสยิวร่วมกับเสียงหอบถี่ของลมหายใจ

และเพียงไม่นาน

ฝ่ายชายหนุ่มก็ถูกฝ่ายหญิงสาวครอบครองทั้งส่วนบนและส่วนล่างโดยไม่อาจต้านทาน

ความแข็งแรงของบุรุษเพศที่มี ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนกำลังถูกหลอมละลายโดยร่างนุ่มนิ่มลีลาพลิ้วไหวปลิวสะบัดโหมกระพือ

และเสียงหลากหลายผสมผสานปนเปรอบใหม่ที่ดุดันไม่แพ้รอบเก่าก็ปลุกเอานกส่งสารตัวเขื่องที่ตกจากขอบหน้าต่างให้ตื่นสะลึมสะลือขึ้นมา

มันลุกขึ้นเพ่งมองพร้อมส่งเสียงจนคอแห้ง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีผู้ใดสนใจมัน

เสียงของมันไม่สามารถดังไปกว่าเสียงอื้ออึงที่สร้างความแปลกประหลาดต่อความรู้สึกแต่อย่างใด

มันจึงกระพือปีกเร่งเร้าโฉบบินอย่างเร่งร้อนไปมาภายในห้องด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะหมดเรี่ยวแรงไปเองอย่างสิ้นหวัง

เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่นั้น เสียงสอดประสานดั่งพายุโหมกระหน่ำของสายใยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งแน่นหนาผสมผสานกับเสียงเกรี้ยวกราดของนกประหลาดก็เป็นอันสิ้นสุดลง

คงเหลือไว้เพียงความสงบเงียบกริบยามหลับใหลของสองร่างไร้อาภรณ์บนเตียงนอน

เนิ่นนานผ่านไปจนเวลาล่วงเลย

เจ้าสัตว์ปีกผู้มีความสำคัญยิ่งในการส่งสารจึงได้แน่ใจว่าจะไม่มีพายุลูกใหม่ มันจึงได้ทีสบโอกาสรีบกระโจนจนตัวลอย เพื่อขึ้นไปเกาะอยู่บนขอบเตียง ก่อนใช้เท้าของมันเขี่ยๆไปตรงขาของเจ้านายที่นอนอยู่บนเตียงแห่งนั้นเพื่อหวังแจ้งแก่นายว่ามีข่าวด่วนมาถึง มันจะได้ออกไปจากห้องนี้เสียที

ขืนอยู่นานมันคงทรมานเจียนตาย

หลี่เซียวเหยาและเจินเจินที่เริ่มจะตื่นตัวขึ้นมาหลังจากที่ได้พักผ่อนและกำลังเริ่มคลอเคลียนัวเนียหวังจะก่อตัวปลุกระดมระรอกใหม่นั้น พลันหยุดชะงักเมื่อเห็นนกประหลาดประจำตัวใช้เท้าข้างที่มีกระดาษส่งสารติดอยู่ขึ้นเขี่ยพร้อมทั้งชี้หน้ามาอย่างหาเรื่อง

ทั้งสองจึงหันไปสนใจเจ้านกตัวเขื่องนั่นทันที

ชายหนุ่มหันหน้ากลับมาทางหญิงสาวแล้วกดจูบนางไปแรงๆหนึ่งทีก่อนจะลุกขึ้นไปจับเจ้านกประหลาดมาดึงกระดาษออกจากข้อเท้า

ภายในกระดาษมีข้อความที่ส่งตรงมาจากฮ่องเต้หลี่ซื่อ หมินแจ้งเกี่ยวกับความวุ่นวายที่วังของเขาในแคว้นต้าหลี่

 

เสด็จแม่ของเขาและสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นกำลังสำแดงอิทธิฤทธิ์กับเหล่าอนุชายาที่เขาจำใจรับมาเพื่อแบ่งเบาภาระ มาจากเสด็จพี่ของเขา

หลี่เซียวเหยาถอนหายใจอย่างนึกระอา

เหล่าสตรีพวกนั้นไม่ได้มีอันใดสำคัญกับเขาแม้แต่น้อย แต่กับเสด็จแม่ของเขานี่สิ

เขาจะทำอย่างไรดี…

สะดุดรักยัยกะล่อน 23

ตอนที่ 23

แผนกำจัดอนุภรรยา

(กลืนกินภรรยาตัวดี)

ค่ำคืนแห่งความทรมานของหลี่เซียวเหยาและเจินเจินก็ผ่านไปอีกหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน…

ยามอิ่ว(17.00น.-18.59น.)ของวันนี้ ในช่วงเวลาของอาหารมื้อเย็นภายในห้องอาหารของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เจินเจินยังคงนั่งส่งสายตาออดอ้อนอย่างรู้สึกผิดไปทางหลี่เซียวเหยาที่ยังคงนั่งหน้าตึงมืดครึ้มอยู่ตรงหัวโต๊ะอาหาร

ใยเจ้าไม่รีบเรียกบรรดาอนุภรรยาของสามีมาทานข้าวเสียด้วยกันหลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นกับเจินเจินด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ดวงตาวาวโรจน์

เจินเจินมองสบตาของหลี่เซียวเหยาอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนก่อนเอ่ยเสียงเบา ท่านไม่โกรธพวกนางแล้วรึ

ไม่!เขาตอบสั้นๆห้วนๆแค่นั้น

…..

ท่านพี่…บรรดาอนุภรรยาพลันส่งเสียงมาอย่างพร้อมเพรียงคล้ายกับว่าใครจุดธูปอัญเชิญ

มากันแล้วรึประโยคนี้เป็นเสียงของหลี่เซียวเหยา เขากำลังรอให้เหล่าอนุภรรยาตัวปลอมของเขาโผล่หน้าออกมาอยู่เป็นนาน

สามสาวถึงกับชะงักเท้ากึกเมื่อมองมาทางหลี่เซียวเหยาที่นั่งกอดอกด้วยมาดทรงพลังแผ่รังสีทรมานคนมองอยู่ตรงโต๊ะอาหาร ก่อนจะกระซิบกระซาบอย่างระแวดระวังใส่กันและกันอยู่ตรงระหว่างทางเดินก่อนจะถึงโต๊ะอาหาร

พี่เสี่ยวเหมย บุรุษท่านนั้นเขาเป็นองค์ชายปลอมตัวมาจริงๆรึดรุณีน้อยคนที่หนึ่งเอ่ยขึ้นกับเสี่ยวเหมย

นั่นสิ ข้าว่าเขาคล้ายกับเป็นจอมมารปลอมตัวมาเสียมากกว่านะดรุณีน้อยคนที่สองเอ่ยตาม

บางทีเขาอาจจะเป็นจอมมารมากเล่ห์ปลอมตัวเป็นองค์ชายแล้วปลอมตัวซ้ำซ้อนมาอยู่ข้างกายเจินเจินของเราเสี่ยวเหมยคาดการณ์ด้วยสีหน้าจริงจัง เช่นนั้นแล้ว เราต้องช่วยกันคอยระแวดระวังภัยให้กับเจินเจินนะ

อืม…เจ้าค่ะสองสาวน้อยก้มหน้าหงึกหงักรับคาอย่างมุ่งมั่น พวกนางต้องตอบแทนบุญคุณของเจินเจินที่ช่วยชีวิตเอาไว้อย่างถึงที่สุด นั่นคือคาสัตย์ปฏิญาณตั้งแต่เจินเจินได้ช่วยเหลือพวกนางเอาไว้

พวกเจ้า…มาเร็วเจินเจินส่งเสียงใสเรียกพวกของเสี่ยวเหมยให้มานั่งทานอาหารด้วยกันอย่างกระตือรือร้น

ทั้งหมดจึงมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร สักพักเสี่ยวเอ้อก็นาอาหารมาจัดวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างสวยงาม อาหารแต่ละอย่างคล้ายกับว่าสั่งปรุงขึ้นมาอย่างพิเศษ โดยมีอาหารสามจานที่ดูแล้วน่าตาน่ากินอย่าบอกใคร

มันมีเพียงสามจานเท่านั้นขอรับเสียงของเสี่ยวเอ้อเอ่ยขึ้นเมื่อนำอาหารสั่งทำพิเศษวางลงบนโต๊ะ

หลี่เซียวเหยาสังเกตเห็นว่าพวกของสาวน้อยกำลังมองอาหารที่นามาวางด้วยดวงตาแวววาวเป็นประกายจึงแอบยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง ครู่หนึ่งเท่านั้น แค่เพียงพริบตา จนไม่มีใครทันสังเกต

มีแค่สามจาน ฮูหยินควรจะเสียสละให้พวกนางดีหรือไม่หลี่เซียวเหยาเอ่ยกับเจินเจินอย่างใจดี

ย่อมได้ พวกเจ้า…ตามสบายเลยเจินเจินยิ้มแย้มจัดการยื่นส่งจานอาหารให้แต่ละนาง

เหล่าอนุภรรยาตัวปลอมถึงกับทำหน้าพิศวงงุนงงพลางคิด พวกนางคงคิดมากจนเกินไปกระมัง กับบุรุษผู้นี้

กินเลย กินเลยเจินเจินรีบดูแลทั้งสามสาวเป็นอย่างดี นางกำลังดีใจที่หลี่เซียวเหยาหายโกรธเคืองพวกของเสี่ยวเหมยแล้ว

หลี่เซียวเหยาเพียงมองบรรดาสตรีตรงหน้า ด้วยสายตาพิฆาตความคิดโหดเหี้ยม เขาต้องกาจัดเหล่าอนุภรรยาตัวปลอมให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยเผด็จศึกกับฮูหยินของเขา ฮึ!

ยามไฮ่(21.00น.-22.59น.)…

เจินเจินเดินเข้ามายังห้องของหลี่เซียวเหยาด้วยอาการมึนงงไม่สร่างซา

หญิงสาวเดินเข้ามาด้วยสายตาที่ยังคงทอดมองออกไปยังห้องฝั่งตรงกันข้ามที่มีพวกของเสี่ยวเหมยอาศัยอยู่

คืนนี้ช่างแปลกยิ่งนักที่พวกของเสี่ยวเหมยคล้ายกับว่าไม่นำพาใดๆกับนางเอาเสียเลย เมื่อทานอาหารกันเสร็จสรรพก็พากันกลับเข้าที่พักแล้วปิดห้องหับหลับเป็นตายโดยไม่คิดจะเรียกให้เจินเจินไปอยู่เป็นเพื่อนดั่งเช่นคืนก่อนๆ

เดิมทีพวกนางไม่คิดจะหลับจะนอนกันเลยนะ

ด้วยเพราะเกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดเข้ามาจับตัวไปขณะหลับใหล แต่คืนนี้ ทำไม…

เจินเจินยืนทำท่างุนงงอยู่ตรงหน้าประตูห้องอยู่อย่างนั้น นางกำลังลังเลอยู่ว่าจะกลับเข้าไปคอยเฝ้าดูพวกเสี่ยวเหมยดีหรือไม่ ท่าทางพวกนางผิดปกติเสียจริงเชียว

หลี่เซียวเหยาที่ยืนกอดอกเอนหลังพิงอยู่ตรงขอบหน้าต่างห้องกำลังมองเจินเจินอยู่เช่นเดียวกัน

เขาสั่งให้เสี่ยวเอ้อประจำโรงเตี๊ยมเตรียมอาหารชุดพิเศษสามจานนั้นให้ แล้วสั่งให้พวกสมุนแอบเอายานอนหลับใส่ลงไปเพื่อให้พวกเสี่ยวเหมยได้หลับอย่างสงบไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับเขาและเจินเจินอีก

เขาอยากใช้เวลากับเจินเจิน

หลายวันมาแล้วตั้งแต่แอบติดตามเจินเจินมา

หลายวันมาแล้วที่อยู่ท้ายขบวน แอบสังเกตการกระทำและภารกิจของเจินเจิน

แอบคุ้มครองนางมาตลอดทาง จนถึงโรงเตี๊ยมแห่งนี้

หลายวันมานี้ที่เขาไม่ได้ใช้เวลาอันมีค่ากับเจินเจินของเขาเลย เพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดการตามแผนการขององค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางเพื่อเข้ายึดครองแผ่นดินของแคว้นต้าไห่

อันที่จริงมันมิใช่เวลาหลายวัน

แต่มันเป็นเวลาเกินเดือนมาแล้วที่เขายังมิได้แตะต้องว่าที่ชายาของเขา

ใช่แล้ว!

ว่าที่ชายา

เขาอยากจะแต่งงานกับเจินเจินให้ถูกต้องเสียที

แต่ดูเหมือนกับว่า เจินเจินช่างใจเย็นเหลือเกิน

ห่วงงาน ห่วงภารกิจ ห่วงคนนั้น ห่วงคนนี้ ไปเสียหมด

ถ้าเป็นสตรีนางอื่นคงจะรีบแต่งงานโดยไม่คิดห่วงสิ่งใดและคงไม่ให้เขาได้คิดไตร่ตรอง

และถ้าหากว่าเจินเจินของเขา

ตั้งครรภ์

ใช่!

ถ้าหากว่านางตั้งครรภ์ให้เขา

ดูทีเถอะว่า

นางยังจะใจเย็นอยู่หรือไม่!

เมื่อหลี่เซียวเหยาคิดได้ดังนั้น เขาจึงเดินเข้าไปหาเจินเจินจากทางด้านหลังและเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปปิดประตูลงกลอนเสียเองโดยไม่ให้เวลาเจินเจินได้ยืนคิดไตร่ตรองสิ่งใด

เจินเจินถึงกับสะดุ้งเฮือกหลุดออกจากภวังค์ของตนเมื่อรู้สึกได้ถึงริมฝีปากชุ่มชื้นลมหายใจกรุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจากด้านหลังก่อนจะก้มลงประทับกดลึกอยู่ตรงซอกคอพร้อมด้วยฝ่ามือร้อนระอุกำลังเคลื่อนอ้อมจากด้านหลังเข้ามาพัวพันปัดป่ายอยู่ตามลำตัวของนาง

อ๊ะ…ท่านเจินเจินถึงกับหลุดอุทานเมื่อฝ่ามือของหลี่เซียวเหยาข้างหนึ่งกำลังล้วงเข้ามาในสาบเสื้อก่อนจะลูบคลำเค้นคลึงตรงเนินอกอวบอิ่มของนาง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเขากำลังเลื่อนลงไปลูบไล้ช่วงกลางลำตัวของนางก่อนจะกระตุกสายคาดเอวออกอย่างเร็ว

อืม…เจินเจินเริ่มครวญครางขณะยืนหันหลังให้หลี่เซียวเหยาประกบอยู่อย่างนั้น

หลี่เซียวเหยายังคงกระทำการบางอย่างอยู่กับเรือนร่างงดงามของเจินเจิน จนหญิงสาวเริ่มจะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่จึงเอื้อมมือขึ้นเกาะกุมอยู่ตรงประตู

คืนนี้…หลี่เซียวเหยาเอ่ยเสียงเบาพร้อมพ่นลมหายใจกรุ่นร้อนรดต้นคอของเจินเจิน เจ้าอย่าหวังว่าจะหลุดมือข้า เจินเจินจบคำชายหนุ่มจึงจับเจินเจินให้หันหน้าเข้าหาเขา หญิงสาวถึงกับเซถอยหลังชนกับประตูโดยมีชายหนุ่มก้มหน้าฝังลงมาอย่างจมเขี้ยวอยู่ตรงซอกคอ เขาเริ่มต้นได้รวดเร็วและรวบรัด

เจินเจินถึงกับแหงนหงายใบหน้าหายใจติดขัดอย่างไม่ทันตั้งตัว มือเรียวสวยของนางจับขยุ้มอยู่กับสาบเสื้อตรงแผงอกของชายหนุ่มเอาไว้แน่น เสื้อผ้าอาภรณ์ของนางหลุดลุ่ยจนเสียทรงร่นติดอยู่ตรงช่วงแขนเปิดเผยอออกตรงส่วนของหน้าอกอวบนูนโดยที่เอี๊ยมตัวบางได้หลุดออกไปเสียตั้งแต่ทีแรก

อา…ท่านเจินเจินส่งเสียงครางออกมาก่อนเมื่อพยายามจะเอื้อนเอ่ย ข้า…จะไปดูพวก…เสี่ยวเหมย

ไม่ต้องห่วงหรอกน่าชายหนุ่มขู่เสียงต่ำแหบพร่าก่อนเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาเพียงนิดแล้วกดริมฝีปากของเขาประกบจูบริมฝีปากของเจินเจินเพื่อไม่ให้นางได้กล่าวทัดทานสิ่งใดอีกต่อไป

อือ…อื้อ…เจินเจินถึงกับหายใจไม่ออกเมื่อหลี่เซียวเหยาโหมกระหน่ำจูบนางไม่ยั้ง

ซักพักหลี่เซียวเหยาจึงถอนริมฝีปากชุ่มชื้นของเขาออกมาเพื่อให้เจินเจินได้หายใจ เขาก้มหน้ามองนางที่กำลังหายใจหอบเหนื่อยอยู่ตรงหน้าในระยะประชิดด้วยแววตาร้อนแรง ชายหนุ่มกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อเอาฝ่ามือยันเอาไว้ที่ประตูในท่ายืนคร่อมเจินเจินอยู่ เขาจะไม่ให้นางได้มีหนทางบ่ายเบี่ยงแต่อย่างใด

เจินเจินเหม่อมองสายตาพราวเสน่ห์ของเขาและรับรู้ได้ว่ายามนี้หลี่เซียวเหยาของนางต้องการนางมากเพียงใด

นางเองก็เช่นเดียวกัน

หญิงสาวยกตัวขึ้นพร้อมกับเอื้อมวงแขนขึ้นโอบรอบลำคอของชายหนุ่มก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มตัวขึ้นจูบเขาอย่างเร่าร้อนเริ่มต้นใหม่อย่างเร่งเร้า

หลี่เซียวเหยารับรู้ได้ถึงการเริ่มต้นใหม่ครานี้ของเจินเจินจึงรีบประคองกอดร่างระหงตรงหน้าให้หมุนตัวไปตามทิศทางยังเตียงนอนในขณะที่ริมฝีปากของทั้งสองยังคงล้วงลึกเข้าหากันอย่างนัวเนียแนบแน่น

ลำแขนแข็งแกร่งของเขายกตัวของนางจนลอยขึ้นจากพื้นก่อนจะพากันไปจนถึงเตียงนอน

ชายหนุ่มค่อยๆวางร่างของหญิงสาวลงบนเตียงนอนในขณะที่ริมฝีปากยังคงพรมจูบไปทั่วใบหน้านวลเนียนที่บัดนี้เปลี่ยนจากสีชมพูระเรื่อเป็นสีแดงเปล่งปลั่ง

เขายังคงใช้ปลายลิ้นไล้เลียไปทั่วจนลงไปเรื่อยๆตามลำคอระหงขาวผ่อง ฝ่ามือร้อนลวกโลมไล้ไปทั่วทุกอณูของเรือนร่างผิวกายนาง อาภรณ์ที่ก่อนหน้าแค่เพียงหลุดลุ่ยบัดนี้ค่อยๆเปิดออกทั้งหมดจนเปิดเผยผิวขาวนวลเนียนสว่างแก่สายตา

หลี่เซียวเหยาต้องยอมรับว่าเจินเจินเป็นสตรีที่สวยสดงดงามมากคนหนึ่ง ใบหน้าของนางได้รูปเรียวเล็ก คิ้วโก่งเรียวสวยรับกับดวงตาหงส์ ปากได้รูป จมูกจิ้มลิ้ม ผิวเนียนละเอียดสะอาดสะอ้านงามตา ยามสัมผัสช่างนุ่มลื่นสบายมือ เนินอกของนางกลมกลึงอวบอิ่มเต่งตึง ช่วงเอวเล็กคอดรับกับสะโพกโค้งเว้างามงอน หน้าท้องแบนราบ ช่วงขาเรียวสวย

เขายอมรับว่านางมีเสน่ห์ของสตรีเพศอยู่เต็มเปี่ยม เดิมทีเขายังนึกแปลกใจตนเองว่าทำไมเขาถึงนิยมชมชอบร่วมรักกับนางทั้งๆที่เขามิได้นึกนิยมชมชอบเรื่องอุ่นเตียงกับสตรีนางใด แต่กับเจินเจิน เขามักจะมีความต้องการ

เขาต้องการนาง…

หลี่เซียวเหยาถอยใบหน้าถอนริมฝีปากออกจากหน้าอกหยุ่นนุ่มเพื่อพิศมองสตรีใต้ร่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสของเขา ยามนี้ใบหน้าของนางแสดงออกถึงอารมณ์เพศเช่นเดียวกับเขา ดวงตาของนางหยาดเยิ้มทอประกายเย้ายวนเว้าวอนเมื่อมองขึ้นมาที่เขา ริมฝีปากได้รูปกำลังขบเม้มน้อยๆอย่างมีอารมณ์ ชายหนุ่มก้มหน้าลงอีกครั้งเพื่อจุมพิตเบาๆที่เปลือกตาของหญิงสาวที่กำลังทอประกายร้อนแรงเรียกร้องจากเขา

สัมผัสนั้นทำเจินเจินถึงกับรู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา ริมฝีปากอุ่นชื้นของเขาที่แตะต้องนางในทุกๆที่ยังไม่สามารถเทียบเท่าได้กับเมื่อครู่นี้ตรงเปลือกตา มันให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนหวานโดยไม่รู้ตัวใส่หน้าของหลี่เซียวเหยาที่ถอยออกเพื่อพิศมองนางอย่างสำรวจ

ชายหนุ่มพิศมองรอยยิ้มหวานล้ำนั้นของหญิงสาวจึงหลุดยิ้มอ่อนโยนตอบกลับ ก่อนก้มหน้าลงจุมพิตละมุนมอบให้ตรงริมฝีปาก

เขาค่อยๆเปลี่ยนจุมพิตนุ่มนวลเป็นดูดดื่มเพิ่มเป็นหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะพรมจูบหญิงสาวไปทั่วผิวพรรณนวลเนียน

ละเอียดลออของนาง ฝ่ามือกรุ่นร้อนของเขายังคงลูบคลำเลื่อนไล้ไปทั่วตั้งแต่เนินอกจนถึงหน้าท้องแบนราบก่อนจะเกี่ยวเอาชั้นในตัวบางออกไป เขาใช้เวลาเพียงครู่เพื่อปลดอาภรณ์ของตัวเองออกในขณะที่ริมฝีปากอุ่นร้อนยังคงแต่งแต้มไปตามเรือนกายของนาง

ซักพักหลี่เซียวเหยาก็ถอนริมฝีปากออกมาอีกคราก่อนก้มหน้ามองเจินเจินอย่างลึกซึ้ง

เจินเจิน…ชายหนุ่มเรียกนางเสียงเบา เราแต่งงานกันนะ…

ประโยคนั้น น้ำเสียงนั้น ทำเจินเจินถึงกับใจกระตุกสั่นไหวรุนแรง

นางเอ่ยเสียงเบาแผ่ว เซียวเหยา…

แต่ยังมิได้ตอบคาใด หญิงสาวเพียงเม้มริมฝีปากอมยิ้มส่งให้พร้อมแววตาซาบซึ้งสุดหัวใจ

เจินเจินแอบคิดเอาไว้ว่า นางอยากจะสร้างอาณาจักรให้ได้เสียก่อน อาณาจักรที่มีเพียงหลี่เซียวเหยาและนางครองคู่กันปกครอง โดยไม่ต้องสนใจฐานะฐานันดรใดๆ เขามิใช่องค์ชาย

 

และนางมิใช่เพียงสตรีไร้สกุล แต่เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแห่งนั้น

ว่าอย่างไร…เขายังคงย้ำถามเสียงแหบต่ำขณะก้มหน้าลงตรงซอกคอระหงของนาง

อืม…เจินเจินพยักหน้าเบาๆยอมรับไปก่อนเพื่อมิให้เสียบรรยากาศ เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นของเขาทั้งตัวและหัวใจ

สองหนุ่มสาวจึงเริ่มพัวพันคลอเคลียแนบชิดสนิทแนบแน่นกันยิ่งขึ้นเมื่อหลี่เซียวเหยาใช้ต้นขาของเขาดันต้นขาของเจินเจินออกห่างเพื่อเริ่มบทเพลงบรรเลงบทรักอันแสนรัญจวน

เจินเจินนอนแอ่นกายขึ้นรับสัมผัสของเขาพลางหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข

หลี่เซียวเหยาก้มหน้าซบซอกคอขณะโยกกระชับพร้อมขยับอย่างมีชั้นเชิง

เสียงครวญครางอ่อนหวานของเจินเจินที่ดังอยู่ข้างใบหูของเขายิ่งเพิ่มอารมณ์บุรุษเพศของเขาให้พร้อมสร้างความหฤหรรษ์อย่างต่อเนื่อง

ความรู้สึกเสียวสยิวที่กำลังเกิดขึ้นกับเจินเจิน ทำให้นางต้องยกแขนขึ้นโอบรอบไหล่และลำคอของหลี่เซียวเหยาเอาไว้แน่น เพื่อยกกายเบียดสะโพกเข้าหาสัมผัสจากเขาอย่างเต็มที่

เสียงเนื้อสัมผัสเนื้ออย่างเป็นจังหวะพร้อมเสียงครวญครางอย่างเสียวซ่านผสมผสานกับเสียงหายใจหนักหน่วงหอบถี่ร้อนกรุ่นเป่ารดซอกคอของกันและกันจนไม่ได้ยินเสียงอื่นใด แม้แต่เสียงของนกประหลาดตัวใหญ่สีดำทมิฬผู้มีหน้าที่คอยส่งข่าวสารที่กำลังเกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่าง

เจ้านกขาประจำของพรรคฝ่ายมารตัวนี้มันบินมาเกาะอยู่ตรงริมระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อนจะพยายามเบียดกายดันหน้าต่างห้องนี้จนเกิดเสียงดัง แกรก แกรก อยู่เป็นนาน ก่อนจะแทรกตัวเข้ามาจนสำเร็จเพื่อทำหน้าที่ส่งสารตามความรับผิดชอบอันสูงส่ง มันพยายามส่งเสียงแล้วแต่ไม่สามารถดังไปกว่าเสียงบางอย่างบนเตียงอุ่นนั่น เสียงนั้นมีหลายเสียงผสมผสานกัน เสียงนั้นมันกำลังดังกันอยู่อย่างหลากหลายจนเจ้านกตัวเขื่องต้องหยุดฟัง

นานแล้วที่มันยืนฟังแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเสียงที่รบกวนการส่งสารของมันจะหยุดลงแต่อย่างใด แต่มันก็ยังคงทนฟังอยู่

อย่างใจเย็น นานเข้าจึงรู้สึกแปลกๆ มันจึงใช้เท้าจิกพื้นขอบหน้าต่างเอาไว้แน่น…

แน่นเสียจนเมื่อยขบ

นานเข้ามันจึงตัดสินใจส่งสัญญาณชีพของตนเองอีกครา

แคว่ก แคว่ก

อา…อา..

แคว๊ก แคว๊ก

อ๊า…อ๊า..”

แคว๊กก

อา…

…..

อา…อา…อ๊า..

มันจึงจิกเล็บลงตรงขอบหน้าต่าง

รอต่อไป….

สะดุดรักยัยกะล่อน 22

ตอนที่ 22

ก.ข.ค.

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายของค่ายทหารประจำชายแดนของแคว้นต้าไห่แห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำมอดไหม้ลุกลามไปทั่วทั้งค่ายตั้งแต่โรงเก็บเสบียงไปจนตลอดที่พักต่างๆ

เสียงต่อสู้ฟาดฟันกันของเหล่าทหารและพวกสมุนของเจินเจินยังคงดังกึกก้อง

องค์ชายเว่ยหม่าเจิ้งยังคงโดนรุมทึ้งจากสมุนหลายคนที่หลี่เซียวเหยาสั่งการเสียงเข้มให้เข้าไปจัดการโทษฐานล่วงเกินเจินเจิน

จนสุดท้ายเว่ยหม่าเจิ้งจึงถูกจับมัดเอาไว้ได้

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความเสียหายและเรียกร้องความสนใจให้กับฝั่งเมืองหลวงของแคว้นต้าไห่ได้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างจึงเป็นไปตามแผนการที่เจินเจินได้ตั้งใจเอาไว้

และถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์สั่นสะเทือนด้วยภาพของความเสียหายอย่างหนักหน่วงอยู่มากมายอย่างนั้น

กลับมีมุมเล็กๆมุมหนึ่งที่คล้ายกำลังอยู่ท่ามกลางสวนสวยโรยด้วยกลีบดอกไม้นานาพรรณก็ไม่ปาน

มุมนั้นปรากฏภาพของหนึ่งชายหนึ่งหญิงกำลังยืนจ้องตากันและกันอย่างหวานซึ้งประหนึ่งดั่งใต้หล้านี้มีเพียงเราสอง มิได้มีใครหรือมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย

เจินเจินยังคงยืนใช้สายตาหวานเยิ้มลึกล้าเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่เซียวเหยาอยู่อย่างไม่วางตา คล้ายกับเกรงว่าเขาอาจจะหายไปต่อหน้าต่อตาถ้าหากว่านางเผลอกระพริบหลับตาเพียงนิด

ใช่เขาจริงๆ เขาแอบตามนางมา…

เจินเจินคิดในใจขณะเอื้อมมือเรียวข้างหนึ่งของตนขึ้นลูบไล้เกลี่ยเบาๆไปทั่วใบหน้าได้รูปของหลี่เซียวเหยาเพื่อความแน่ใจว่าไม่ผิดตัวผิดตน ส่วนมือเรียวอีกข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นลูบคลำไปทั่วแผงอกบึกบึนก่อนจะถือวิสาสะล้วงเข้าไปในสาบเสื้อด้วยความเคยชิน

อา…

เนื้อแน่นๆ กล้ามเป็นมัดๆ อย่างนี้

ใช่เลย!

หลี่เซียวเหยาที่ก้มหน้ามองสบตากับเจินเจินอยู่ด้วยสายตาคมเข้มสีดำนิลแฝงความหวานล้ำไม่ต่างกันพลางคิด มันใช่ตรงนี้หรือไม่!

ชายหนุ่มคิดอย่างนั้นขณะรู้สึกได้ว่ามือไม้ของเจินเจินทำเขาลมหายใจเริ่มติดขัดจนอยากจะดึงนางเข้ามารวบรัด

เขาเอื้อมมือของตนขึ้นจับมือของเจินเจินที่กำลังซุกซนออกมาจากสาบเสื้อก่อนยกมันขึ้นมากดจูบด้วยริมฝีปากแผ่วเบาเพื่อเป็นการหยุดการกระทำอันแสนทรมานจิตใจในยามนี้

หญิงสาวยังคงจ้องตากับชายหนุ่มก่อนจะเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พวงแก้มนวลเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อรับรู้ได้ถึงริมฝีปากของเขาที่สัมผัสเรียวมือของนาง พลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งแรกที่ได้เจอกัน ครานั้นนางก็ทำกับเขาอย่างนี้ ในยามนั้นเขาจับข้อมือของนางออกมาบีบและบิดออกอย่างแรง

แต่ครานี้…

ในครานี้…มันแตกต่าง

เขาทำอย่างนี้…

เขาทานางใจสั่นไหวรุนแรง

รุนแรงขึ้นไปอีก

เป็นท่านจริงๆเจินเจินเอ่ยออกมาในที่สุดด้วยประโยคที่มิรู้ได้ว่าจะกล่าวสิ่งใดได้มากกว่านี้

ข้าคิดว่าท่านคงจะอยู่กับว่าที่ชายาเอกของท่านเสียอีกกล่าวเสร็จก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง นางไม่ควรเอ่ยถึงสตรีอื่นเมื่อมีโอกาสได้อยู่กับเขา นั่นเป็นมารยาขั้นพื้นฐานของสตรีนะ ฮือ…

หากข้าไม่แอบติดตามมาเกรงว่าเจ้าคงจะเสร็จเจ้าคนหน้าหนาอย่างองค์ชายบ้าอะไรนั่นหลี่เซียวเหยาเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อนึกถึงภาพที่เจินเจินเกือบจะเสียทีให้เจ้าบ้ากามตนนั้น

ข้าไม่เสียท่าใครง่ายๆหรอกน่าเจินเจินกล่าวออกไปอย่างมั่นใจ เพราะนางมอบหมายให้สมุนคอยสะกดรอยตามอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าสมุนที่คอยสะกดรอยเพื่อติดตามนางมาตลอดเวลาจะเป็นหลี่เซียวเหยาของนาง

เขาทานางตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อีกสิน่า จริงๆเลย

หญิงสาวคิดในใจพลางอมยิ้มกรุ้มกริ่มแก้มพองอยู่ตรงหน้าของหลี่เซียวเหยา

กิริยานั้นของเจินเจินทำหลี่เซียวเหยาคลำยอารมณ์คุกรุ่นจนต้องก้มหน้าลงหวังกดจมูกคมสันของตนเพื่อฝังลงกับแก้มนวลของนางอย่างไม่อาจห้ามใจ

แต่ยังไม่ทันได้สูดดมกลิ่นหอมของเนื้อแก้มนวลนาง เจินเจินพลันเอ่ยขึ้น อ๊ะ! แย่แล้ว

อันใด!หลี่เซียวเหยาถึงกับคิ้วขมวดมีโทสะฉับพลัน

หลายวันมาแล้วที่เขาได้แต่แอบมองนางอยู่ไกลๆท้ายขบวนกับเหล่าสมุน

หลายวันมาแล้วที่เขาเพียงแค่เห็นเฉพาะแผ่นหลังที่ตั้งตรงงามสง่าอยู่บนหลังอาชาตัวใหญ่สีดำนิลนั่น

หลายวันมาแล้ว…

ที่เขา

ไม่ได้สัมผัสนางอย่างที่ใจต้องการ…

หลี่เซียวเหยาถอนใบหน้าของตนออกห่างจากใบหน้าของเจินเจินพลางส่งสายตาดุดันอย่างนึกขัดใจ

พวกของเสี่ยวเหมยเล่าเจินเจินมิได้สนใจสายตาของ หลี่เซียวเหยาแต่อย่างใด ด้วยเพราะตอนนี้จิตใจนึกขึ้นได้ว่ามีพวกของเสี่ยวเหมยอยู่ด้านในของค่ายทหารที่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงร้อนระห่าอยู่ในขณะนี้

พวกนางยังอยู่ในนั้น ข้าต้องรีบเข้าไปช่วยเจินเจินกล่าวพร้อมกับดีดตัวออกห่างหลี่เซียวเหยาเพื่อจะกลับเข้าไปในค่ายทหารแห่งนี้

หลี่เซียวเหยาจับดึงแขนของเจินเจินเอาไว้ก่อนเอ่ยออกมาอย่างรู้เท่าทันสตรีตรงหน้า ข้าสั่งให้สมุนไปช่วยออกมาก่อนแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง

จริงรึหญิงสาวชะงักกึกกับประโยคนั้นของหลี่เซียวเหยา

อา…

เขาช่างรอบคอบรู้ใจนาง

เหมาะแก่การเป็นหัวหน้าพรรคมารของนางยิ่ง

เจินเจินคิดในใจด้วยสีหน้ากรุ่มกริ่มไม่เปลี่ยนแปลงแก้มแดงเปล่งปลั่งนวลเนียนของนางยังคงป่องออกมาอย่างน่าเอ็นดู ขณะถูกฝ่ามือหนาดึงให้หมุนตัวกลับเข้าหาแผงอก

หลี่เซียวเหยานึกเข่นเขี้ยวสตรีตรงหน้าที่บัดนี้เขารู้สึกได้ว่านางเริ่มเล่นตัว ทำให้เขาคิดอยากจะผูกมัดนางมากขึ้นไปอีก

ชายหนุ่มอยากจะหอมแก้มนวลเนียนที่บัดนี้ขยับขยุกขยิกอยู่ตรงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้มหน้าเข้าหาหญิงสาว เสียงหนึ่งพลันแทรกขึ้นมา

เจินเจินเสียงของเสี่ยวเหมยนั่นเอง หญิงสาวพร้อมพวกพ้องสตรีด้วยกันอีกสองนางวิ่งกระหืดกระหอบมาทางเจินเจินกับหลี่เซียวเหยา

เจ้าอยู่ที่นี่นั่นเอง ข้าตามหาเสียนานเสี่ยวเหมยเข้ามาจนถึงตัวของเจินเจินพลางจับดึงเจินเจินให้ออกจากการเกาะกุมของหลี่เซียวเหยา พลางเอ่ยรัวเร็วขณะจับร่างของเจินเจินหมุนซ้ำยหมุนขวาอย่างสำรวจความเสียหาย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ไม่เป็นไรนะ ข้าขอโทษจริงๆนะ เรื่องแจกัน

ข้าไม่เป็นอะไร แล้วเจ้าเล่า พวกเจ้าด้วยเจินเจินถามกลับออกไปอย่างเป็นมิตรพร้อมกวาดสายตาไปถ้วนทั่วทุกผู้คน พวกสตรีเหล่านี้ช่างน่าเห็นใจ

พวกนางเป็นเพียงสตรีต่ำต้อยไร้ผู้ใดเหลียวแล

เจินเจินเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความรู้สึกของการเป็นเพียงสตรีชั้นล่างมาแล้ว เมื่อสมัยเป็นแค่เด็กหญิงในวัยเพียงแปดปี

ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือจากประมุขพรรคมารบิดาของฮองเฮาหงเหม่ยหลง

นางจึงเข้าใจความรู้สึกและนึกห่วงใยเหล่าสตรีตรงหน้าอยู่หลายส่วน

หลี่เซียวเหยายืนมองบรรดาเหล่าสตรีพวกนี้ที่เข้ามาขัดจังหวะของเขากับเจินเจินอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย

แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

เจินเจินของเขาแม้จะเป็นเพียงสตรีไร้ศักดิ์ไร้ฐานันดรทางเมืองหลวง

แต่กับกลุ่มอิทธิพลมืดแล้วนางอยู่เหนือหลายผู้คน

ด้วยฝีมือที่เก่งกาจ ด้วยไหวพริบปฏิภาณ และด้วยจิตใจที่สูงส่งจนได้ใจพวกลูกน้องอย่างไม่ต้องสงสัย

ในด้านของกลุ่มอิทธิพลมืดนั้น นางเป็นรองเพียงฮองเฮาหงเหม่ยหลงเท่านั้น

และยามนี้ที่เขาสัมผัสได้ถึงตัวตนของนาง

คือนางไม่นิยมทำร้ายสตรีด้วยกัน

ผิดจากนิสัยทั่วไปของสตรีในเมืองหลวงที่เขาได้เห็นมานักต่อนักอย่างสิ้นเชิง

เรียนหัวหน้า พวกทหารที่เหลือรอดชีวิตหนีตายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงองค์ชายของแคว้นที่ถูกพวกข้ามัดตรึงอยู่ เอาอย่างไรต่อดีสมุนคนหนึ่งของเจินเจินวิ่งเข้ามากล่าวรายงานกับเจินเจิน

ทำตามแผนการขั้นต่อไปเจินเจินผละออกจากพวกของเสี่ยวเหมยเพื่อไปตามทิศทางที่เหล่าสมุนรวมตัวกันอยู่เพื่อรอฟังคำสั่ง

กระจายข่าวออกไปเกี่ยวกับการจับองค์ชายผู้นั้นเป็นตัวประกัน ให้คนของเราเฝ้าเอาไว้จำนวนหนึ่ง เจ้า…อาจินพาพวกอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปแฝงตัวอยู่ในตัวเมือง เอาที่เป็นเมืองเล็กๆก่อนแล้วทำตามแผนการที่ข้าได้ให้ไว้ ส่วนเจ้า…อาเซียวพาพวกกระจายกำลังออกไปแฝงตัวตามเมืองใหญ่ๆ รอรับช่วงแผนการต่อจากอาจิน และพวกเจ้าที่เหลือกระจายกำลังออกไปอาพรางตัวเองเอาไว้ให้กลมกลืนกับผู้คนของแคว้นนี้ให้มากที่สุด ห้ามรวมตัวกันจนกว่าจะมีคำสั่งจากข้า จำเอาไว้ ห้ามทิ้งกันเด็ดขาด คอยระวังหลังให้กันด้วย ไปได้

จบคำสั่งของเจินเจินเหล่าสมุนก็เคลื่อนกายกระจัดกระจายออกไปตามคา

หลังจากนั้นทั้งหลี่เซียวเหยาและเจินเจินรวมถึงสตรีคณิกาที่เหลือรอดจึงพากันออกเดินทางเข้าไปยังเมืองของแคว้นต้าไห่

ภายในตัวเมืองของแคว้นต้าไห่คราคร่ำไปด้วยผู้คนของแคว้นต้าไห่

เจินเจินและหลี่เซียวเหยาปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาอาศัยอยู่ภายในโรงเตี้ยมไปเรื่อยๆระหว่างเดินทางเข้าเมืองหลวงของแคว้นต้าไห่

การกระทำทุกอย่างเป็นไปอย่างใจเย็น เพียงเพื่อรอรับและสร้างเสริมแผนการขององค์ชายหลี่หงจินหยางให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างราบรื่น

แผนการนั้นคือต้องการสร้างความปั่นป่วนจากจุดเล็กๆไปหาจุดใหญ่ๆ

สร้างเรื่องราวจากเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าวลือให้น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการสั่นคลอนของเมืองหลวง

การสร้างข่าวลือเกี่ยวกับกลุ่มโจรป่า

การสร้างข่าวลือเกี่ยวกับการไม่แน่นอนของการคงอยู่ต่อแคว้นต้าไห่แห่งนี้

และข่าวลืออีกมากมายที่มากพอจะทำให้ชาวบ้านนึกหวาดผวากลัวเกรงจนต้องพากันอพยพออกจากเมืองต้าไห่ไป

ด้วยเหตุผลหนึ่งคือสร้างความระส่าระส่ายให้แก่ผู้ปกครองแคว้นต้าไห่ และสอง เพื่อป้องกันการล้มตายของชาวบ้านตาดำๆ ไม่ให้ต้องรั้งอยู่เมื่อสงครามภายในแคว้นแห่งนี้ปะทุขึ้นด้วยฝีมือของพรรคพวกของแคว้นต้าหลี่และฝ่ายอิทธิพลมืดที่เจินเจินพาเข้ามา

ด้วยเพราะเป้าหมายหลักของการแอบมาเยือนแคว้นต้าไห่แห่งนี้ขององค์ชายหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ก็เพื่อเข้ามาทำลายล้างและยึดครองแคว้นต้าไห่แบบเบ็ดเสร็จ

ในระหว่างที่รอให้แคว้นนี้ลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงของจริงจากภัยของสงครามนั้น ยังคงมีมุมเล็กๆมุมหนึ่งที่ยังคงสวยสดงดงามอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

มุมนั้นมีชายหนุ่มหญิงสาวที่ยังคงอยู่ด้วยกันอย่างชื่นมื่นเนื่องจากยามนี้พวกเขาปลอมตัวเป็นสามีภรรยาแบบชาวบ้านทั่วไป

ท่านพี่ ทานนี่เสียหน่อยนะเจ้าคะเสียงของภรรยาเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนหวานเอาอกเอาใจผู้เป็นสามีขณะตักข้าวและกับข้าวส่งให้อย่างอ่อนช้อยอยู่ตรงโต๊ะรับประทานอาหารภายในห้องอาหารของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

ฮูหยิน ข้าอิ่มแล้วฝ่ายสามีกล่าวออกไปอย่างไม่สามารถกินอะไรได้ลงอีกแล้ว

เนื่องจากภรรยาของเขาดูจะเล่นได้สมบทบาทเสียจริง จนเขานึกเคืองในการปลอมตัวอย่างนี้อยู่หลายส่วน

นางน่าจะปลอมตัวเป็นภรรยาของเขาเพียงแค่คนเดียว ไม่เห็นจะต้องให้มีเหล่าอนุภรรยาปลอมตัวติดตามมาด้วยเลย

ท่านพี่เจ้าคะ ท่านก็ต้องกินด้วยนะเจ้าคะ อย่ามัวแต่ตักให้คนอื่นเสี่ยวเหมยที่อุตส่าห์ปลอมตัวเป็นอนุภรรยาของ หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นไปทางเจินเจินที่ปลอมตัวเป็นฮูหยินใหญ่ของหลี่เซียวเหยา นางกล่าวขึ้นพลางตักอาหารให้เจินเจินอย่างต่อเนื่อง

ท่านพี่เซียวเหยาของข้าอิ่มแล้ว ข้าก็อิ่มด้วยเจินเจินที่ปลอมตัวเป็นฮูหยินใหญ่ของหลี่เซียวเหยากล่าวออกไปกับเสี่ยวเหมยที่ปลอมตัวเป็นอนุภรรยาเพื่อความแนบเนียนต่อผู้พบเห็นขณะอาศัยอยู่ภายในเมืองของแคว้นต้าไห่แห่งนี้

เช่นนั้นเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ ไปคุยกันตามประสาหญิงสาวนะเจ้าคะเสี่ยวเหมยเอ่ยออกมาพลางลุกขึ้นฉุดดึงเจินเจินให้ลุกตามตนเองออกจากโต๊ะอาหารก่อนจะพาเจินเจินออกจากห้องไป ตามด้วยดรุณีน้อยที่ปลอมตัวเป็นอนุภรรยาของหลี่เซียวเหยาอีกสองนาง

ขณะเดินออกไปยังแอบส่งสายตาจิกกัดอย่างนึกรังเกียจในความเป็นบุรุษเพศมาทางหลี่เซียวเหยาอีกด้วย

หลี่เซียวเหยาเพียงหรี่ตามองตามเสี่ยวเหมยอย่างเข้าใจความหมายทางสายตานั้นเป็นอย่างดี

ถ้าเป็นยามปกติฝ่ายภรรยากับอนุภรรยาต้องแตกคอกันเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานจากสามี

แต่นี่… พวกนางกลับแย่งชิงความโปรดปรานจากเจินเจินผู้เป็นภรรยาของเขาเสียอย่างนั้น

หลายวันมานี่แทนที่เขาจะได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับเจินเจินอย่างคู่สามีภรรยาแบบชาวบ้านธรรมดา แต่กลับต้องถูกกีดกันจากพวกของเสี่ยวเหมยที่กลัวว่าเจินเจินจะทิ้งพวกนางไป

เจินเจินนี่ก็กระไร ช่างใจอ่อนกับเสียงอ่อนเสียงหวานของสตรีด้วยกันไปเสียได้

หลี่เซียวเหยาคิดในใจอย่างแค้นเคือง แม้จะพยายามเข้าใจในตัวของเจินเจินและเหล่าสตรีด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังอดเคืองไม่ได้

ถ้าเป็นบุรุษด้วยกันพยายามเข้าหาเจินเจิน เขาคงจัดการได้ง่ายกว่านี้

หรือถ้าเป็นฝ่ายสตรีพยายามเข้าหาเขา เขาก็สามารถสลัดได้โดยง่ายเช่นกัน

แต่นี่…

แบบนี้มัน…

ฮึ่ม!

บัดซบยิ่งนัก!

เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม…

ภายในห้องๆหนึ่งของโรงเตี๊ยม…

ท่านพี่…ข้ามาแล้วเสียงแว่วหวานของเจินเจินดังเข้ามาภายในห้องเมื่อเวลายามค่ำคืนมาเยือน

นางพยายามหาโอกาสอยู่ด้วยกันกับหลี่เซียวเหยาตลอดเวลา แต่เหมือนกับว่าช่างยากเย็น

ด้วยเพราะว่าเสี่ยวเหมยและดรุณีน้อยอีกสองนางไม่ยินยอมให้นางได้ห่างกาย

พวกนางเกรงว่าจะถูกรังแกจากพวกของหอโคมเขียวที่อาจจะไล่ติดตามให้พวกนางกลับไปเป็นหญิงคณิกาอีก

และที่สำคัญเสี่ยวเหมยนั้นยึดเอาเจินเจินเป็นที่ตั้งทั้งยังไม่ไว้ใจในตัวของหลี่เซียวเหยา

เพราะเสี่ยวเหมยนั้นนึกระหวาดระแวงบรรดาบุรุษเพศจนนึกหวงเจินเจินขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

ยามนี้นางรอจนพวกของเสี่ยวเหมยหลับไปก่อนจึงแอบย่องออกมา

เจินเจินเข้ามาภายในห้องแห่งนี้แล้วกลับพบเพียงความว่างเปล่า

หลี่เซียวเหยาหายไปไหน หญิงสาวคิดพลางเมียงมองไปทั่วห้อง ไม่ใช่ว่าเคืองนางจนแอบกลับแคว้นต้าหลี่ไปแล้วนะ

ฮือ…

มาแล้วรึ!เสียงหลี่เซียวเหยาดังขึ้นอยู่ทางด้านหลังของเจินเจิน ทำหญิงสาวต้องรีบหันขวับกลับไปมองอย่างโล่งใจที่เขายังอยู่

ท่านพี่…เจินเจินส่งเสียงอ่อนหวานไปทางหลี่เซียวเหยาอย่างเอาอกเอาใจมากมายพร้อมกับกระโดดเข้าประชิดร่างของชายหนุ่ม

พวกสมุนแจ้งข่าวมาหาข้าเมื่อครู่นี้ว่าศึกใกล้เข้ามาแล้วหลี่เซียวเหยาเอ่ยเป็นงานเป็นการขณะเอื้อมวงแขนขึ้นรับร่างบางที่โถมเข้าใส่

เขาต้องคอยสั่งการลูกน้องของเจินเจินเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว เขาจะได้พานางกลับแคว้นต้าหลี่แล้วไปแต่งงานเสียที

ลำบากท่านแล้วเจินเจินเอ่ยเสียงหวานใส่หน้าของหลี่เซียวเหยา

ตั้งแต่มีเขาอยู่ด้วยกันนางไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจเลย

ตั้งแต่เติบโตมาได้รับภารกิจก็หลายครั้ง แต่ละครั้งนางเหนื่อยสายตัวแทบขาด

แต่ครั้งนี้มีเขาอยู่ด้วย ช่างดียิ่ง

อา…

นางตัดสินใจแล้ว…

นางอยากสร้างอาณาจักรที่มีเพียงเราสอง

เป็นองค์หญิงมันยากและเป็นไปไม่ได้

เป็นเจ้าของอาณาจักรดูจะง่ายกว่ามาก

ไม่เห็นจะต้องเป็นองค์หญิงเลย

เจินเจินคิดในใจอย่างกรุ้มกริ่มพลางซบหน้าลงตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยาคล้ายลูกแมวน้อยกำลังคลอเคลีย

กิริยานั้นทำหลี่เซียวเหยาหายเคืองนางเรื่องเกี่ยวกับพวกของเสี่ยวเหมยไปในทันที

เจ้าไม่ไปนอนกับเสี่ยวเหมยอีกรึ เห็นนอนด้วยกันทุกคืนหลี่เซียวเหยาแกล้งค่อนขอดเจินเจิน

พวกนั้นหลับแล้ว ข้าจึงแอบมาหญิงสาวกล่าวตามจริง

ฮึ!ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ

ท่านไม่โกรธข้าได้หรือไม่เจินเจินส่งเสียงหวานออดอ้อนอย่างเต็มที่เพราะรู้สึกผิดต่อหลี่เซียวเหยา แต่จะให้นางทิ้งๆขว้างๆพวกเสี่ยวเหมยได้อย่างไร

หลี่เซียวเหยาเพียงก้มหน้ามองเจินเจินนิ่งๆไม่ได้กล่าวคำใด ยิ่งเขาได้อยู่ใกล้นางมากเท่าไหร่เขายิ่งได้รู้จักตัวตนจริงๆของนาง เขายิ่งแน่ใจว่าชมชอบสตรีไม่ผิดคน

เจินเจินเห็นหลี่เซียวเหยานิ่งงันไร้วาจาเอื้อนเอ่ย จึงรีบงอนง้อโดยการหอมแก้มซ้ายขวาเอาใจ พลางเอ่ย คืนนี้ข้าขอนอนห้องนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ

หญิงสาวกล่าวพลางส่งยิ้มหวานประจบอย่างหยาดเยิ้มดวงตาพร่างพราวยั่วยวน

นอนได้แต่อย่าคิดว่าจะได้หลับเลย ฮูหยินหลี่เซียวเหยากล่าวพลางส่งสายตาเปล่งประกายร้ายกาจจนเจินเจินถึงกับหน้าแดงเห่อร้อนอย่างคาดไม่ถึง

อา…

นางคิดว่ามารยาของนางร้ายกาจแล้วเชียว เจอมารยาของเขาเข้าไปนางถึงกับตาลาย

เจินเจินเงยหน้าเหม่อมองหลี่เซียวเหยาอย่างเผลอไผลโดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกปลดอาภรณ์ออกตั้งแต่เมื่อไหร่

หลี่เซียวเหยาเลื่อนปลายนิ้วไล้เกลี่ยไปทั่วแผ่นหลังของเจินเจินอย่างยั่วเย้า ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมาจับท้ายทอยของนางเพื่อประคองใบหน้างาม แล้วก้มหน้าลงขบเม้มแก้มแดงระเรื่ออย่างอ่อนโยน

เขาไล้ปลายลิ้นไปจนเจอกับริมฝีปากได้รูปก่อนจะละเลียดชิมอย่างเย้ายวน แล้วค่อยๆดื่มด่ำอย่างดูดดื่ม

อืม…

เจินเจินเริ่มครวญครางขณะทำได้เพียงแหงนหงายใบหน้าเพื่อตอบรับสัมผัสอย่างเคลิบเคลิ้มจนเกือบจะทรงตัวยืนไม่อยู่

นางทำได้เพียงเอื้อมมือขึ้นเกาะกุมไหล่กว้างใหญ่ของหลี่เซียวเหยาเอาไว้พร้อมเบียดเสียดหน้าอกนุ่มนิ่มเข้าหาชายหนุ่มอย่างต้องการไออุ่นจากแผงอกร้อนผ่าว

หลี่เซียวเหยาช้อนร่างของเจินเจินขึ้นอุ้มก่อนจะเดินเข้าไปทางเตียงนอนแล้ววางร่างระหงลงอย่างนุ่มนวลในขณะที่ริมฝีปากยังคงล้วงลึกอยู่ตรงกลีบปากของนาง

เอี้ยมตัวบางถูกปลดออกจากหลังลำคอก่อนจะค่อยๆไหลลื่นออกจากเนินสูงของเนื้อนูนนั้นเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่ม กางเกงชั้นในตัวบางกำลังถูกฝ่ามือกรุ่นร้อนของหลี่เซียวเหยาค่อยๆลูบคลำเค้นคลึงบนเนื้อนุ่มนั่นอย่างยั่วยวนจนเจินเจินต้องเอื้อมมือมาจับกุมฝ่ามือของเขาเอาไว้แน่นก่อนที่ฝ่ามือหนาของเขาจะเคลื่อนย้ายล้วงเข้าไปอยู่ภายใต้ชั้นในบางเบาแล้วทำบางอย่างด้วยความเร่าร้อนสร้างความร้อนรุ่มปั่นป่วนให้หญิงสาวจนต้องส่งเสียงครางออกมา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้น

ท่านพี่เจินเจินตามด้วยเสียงของดรุณีน้อยสองนางและเสี่ยวเหมย

เฮ่อ!

และตามด้วยเสียงถอนหายใจหนักหน่วงของบุรุษตรงหน้า

อีกแล้ว!

เจินเจินกับหลี่เซียวเหยาคิดในใจพร้อมกันอย่างไม่รู้ตัว

หลายวันมาแล้วที่เป็นแบบนี้

ให้ตายเถอะ!

สะดุดรักยัยกะล่อน 21

ตอนที่ 21

สตรีของข้า…ใครก็ห้ามแตะ

และแล้วแผนการของเจินเจินกับเสี่ยวเหมยก็เกิดขึ้น…

เจินเจินเพียงแอบอยู่ตรงมุมมืดเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม

ส่วนเสี่ยวเหมยก็กระทำการปรนนิบัติตามหน้าที่เช่นยามปรกติเหมือนที่เคยกระทำมาโดยตลอด

เมื่อกิจกรรมสุดสยิวเริ่มขึ้นและดำเนินไป ในระหว่างที่บุรุษกำลังอยู่เหนือเรือนร่างของสตรีด้วยสติทั้งหมดกำลังหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ตึงเครียดและกำลังได้รับการปลดปล่อย

แต่ก่อนที่จะถึงจุดที่สุขสม

จังหวะนั้นเองที่เปิดทางให้เจินเจินได้เข้าไปจัดการได้โดยสะดวก

ฉับ!

เสียงตวัดดาบในมือของเจินเจินเพียงครั้งเดียวบุรุษผู้เก่งกาจก็ชะงักงันแข็งค้างกลางอากาศ

เสี่ยวเหมยใช้จังหวะนี้ผลักร่างของบุรุษผู้นั้นจนพลิกกายตกเตียงล้มพับสลบเหมือดไปในทันที

สตรีทั้งสองต่างมองสบตากันก่อนจะส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร

เสี่ยวเหมยรีบลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เรียบร้อยก่อนจะรีบเดินมาสมทบกับเจินเจิน

หญิงสาวรีบถามหางานชิ้นต่อไปอย่างกระตือรือร้นพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ต้องทำอย่างไรต่อ

เจ้าเคยเห็นองค์ชายหรือไม่เจินเจินถามออกไปเกี่ยวกับเป้าหมายที่สำคัญ

เคยเห็นนะ แต่…เสี่ยวเหมยตอบตามจริง องค์ชายอะไรนั่น ดูท่าทางน่ากลัวยิ่งนัก

เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าย่อมตามประกบคอยช่วยเหลือเจ้า

อืม…เสี่ยวเหมยก้มหน้ารับคาอย่างมั่นใจในฝีมือของเจินเจิน

แล้วเราจะทำอย่างไรกับศพของทหารพวกนี้เล่าเสี่ยวเหมยถามขึ้นอย่างนึกกังวล ถ้ามีใครเข้ามาเห็นคงเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายน่าดู

นั่นล่ะที่ข้าต้องการ รีบไปเถอะเจินเจินตอบคำอย่างหมายมาดก่อนจะให้เสี่ยวเหมยเดินนาหน้าไป โดยที่เจินเจินเพียงแอบย่องตามติดอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเสี่ยวเหมยและเจินเจินเดินออกจากห้องไปแล้ว บุรุษผู้ที่เดิมทีกำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นกลับสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา

ด้วยเพราะเขาเป็นถึงแม่ทัพมีฝีมือร้ายกาจจึงมิได้เสียท่าโดยง่าย

ชายผู้ผู้เป็นแม่ทัพนั้นยันกายของตัวเองให้ลุกขึ้นมา แล้วมองตามหลังของสตรีสองนางนั้นอย่างแค้นเคือง เขาไม่มีทางให้พวกนางหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน

เขาลุกขึ้นไปใส่กางเกงก่อนจะเดินไปหยิบดาบเล่มใหญ่ตรงมุมห้องออกมาหวังจะพุ่งตัวออกไปตามสังหารสตรีทั้งสองที่บังอาจมาลูบคมเขา

ฉึก!

สิ้นเสียงดาบ ท่านแม่ทัพผู้ที่กำลังจะเข้าไปประทุษร้ายต่อเสี่ยวเหมยและเจินเจินก็ล้มแน่นิ่งไปอีกครั้ง

ครานี้เขาถึงกับตาเหลือกอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีใครมาแทงเขาจากทางด้านหลังซ้ำสอง

หลี่เซียวเหยายังคงแอบตามเจินเจินมา เขาลอบสังเกตการณ์อยู่เบื้องหลังของเจินเจินตลอดมาตั้งแต่ต้น

แต่เมื่อเห็นว่าบุรุษผู้ที่เจินเจินได้ทำการสังหารเมื่อครู่ยังไม่หมดฤทธิ์เขาจึงย่องเข้ามาแทงข้างหลังมันผู้นี้ซ้ำสอง

ชายหนุ่มใช้มือที่กำดาบเอาไว้หมุนไปมาเพียงนิดเพื่อตัดขั้วหัวใจ ก่อนจะดึงดาบออกจากทางด้านหลังของท่านแม่ทัพผู้นี้อย่างรวดเร็ว

เขาต้องคอยตามเก็บงานให้เจินเจิน

นั่นคือหน้าที่ของเขาในยามนี้

เสี่ยวเหมยใช้เวลาเดินมาซักพักจึงถึงห้องๆหนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นห้องพักขององค์ชาย เพราะมีทั้งนางกำนัลและข้าราชบริพารบางส่วนยืนอยู่หน้าห้องอย่างเป็นระเบียบ

หญิงสาวเพียงทำความเคารพเหล่าข้าราชบริพารที่ยืนอยู่หน้าห้องก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างอ่อนหวาน ข้าน้อยมารอปรนนิบัติองค์ชายเจ้าค่ะ

เช่นนั้นรึ ดีดีขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะพาเสี่ยวเหมยเดินเข้าไปด้านในอย่างรู้หน้าที่

เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องอีกชั้นหนึ่ง ขุนนางผู้นั้นเพียงเอ่ยของอนุญาตเข้าไปยังบุคคลที่นั่งอยู่ภายในห้องอย่างนอบน้อม

ก่อนจะเปิดประตูให้เสี่ยวเหมยได้เดินกรีดกรายเข้าไปอย่างสวยงาม

ภายในห้องพักแห่งนี้แม้จะเป็นเพียงห้องๆหนึ่งในค่ายทหารแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราอลังการสมฐานะขององค์ชายแห่งแคว้นต้าไห่สำหรับใช้พานักพักพิงเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากภายในห้องจะดูดีสูงค่าสูงราคาแล้วนั้นยังมีกลิ่นอายของผู้สูงศักดิ์ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณอีกด้วย

เสี่ยวเหมยผู้ที่เป็นเพียงสตรีต่ำต้อยในหอโคมเขียว แม้จะผ่านบุรุษมาเกือบทุกรูปแบบ

แต่กับบุคคลระดับนี้ นางทำได้แค่เพียงลอบกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหายใจเข้าปอดลึกๆอย่างนึกหวาดหวั่น

เสี่ยวเหมยนั้นนับได้ว่าเป็นสตรีที่สวยสดงดงามอันดับต้นๆของหอหมื่นสราญเลยก็ว่าได้ จึงได้รับการคัดเลือกและซื้อตัวมายังค่ายทหารแห่งนี้เพื่อรอรับใช้พวกเจ้านายระดับสูง

ก่อนหน้านั้นนางได้ปรนนิบัติพวกนายทหารและขุนนางมากยศมาแล้ว ล้วนเพราะพวกนั้นเป็นฝ่ายเรียกหา

แต่กับบุรุษระดับนี้นางยังไม่เคยได้ถูกเรียกใช้งานแต่อย่างใด

เจ้า…เข้ามานี่เสียงของบุรุษผู้ทรงอำนาจดังออกมาจากมุมหนึ่งของห้องแห่งนี้ เขาเรียกเสี่ยวเหมยที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงกลางห้อง

เมื่อเสี่ยวเหมยหันไปตามทิศทางของเสียง นางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะที่มีจอกเหล้าพร้อมด้วยอาหารอีกหลายอย่าง

บุรุษผู้นั้นเป็นองค์ชายเจ้าของห้องอย่างไม่ต้องสงสัย เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สมฐานะอย่างไม่ต้องอธิบายใดๆ

เสี่ยวเหมยรีบเดินกรีดกรายด้วยท่วงท่างดงามเข้าไปหาองค์ชายผู้นี้ตามคา

ถวายบังคมเพคะ องค์ชาย…หม่อมฉันเสี่ยวเหมยเพคะเสี่ยวเหมยทำความเคารพอย่างน้อมน้อมที่สุดในชีวิต

สายตาที่มองไปยังบุรุษหนุ่มผู้นี้หวานเยิ้มหยดย้อยมากมายเป็นพิเศษ

ริมฝีปากของนางยกยิ้มขึ้นอย่างมีจริตมารยาเปี่ยมเสน่ห์เหลือร้าย มันเป็นงานของนางที่ทำมาตั้งแต่ในวัยแรกแย้มจึงมิใช่เรื่องยากอันใด

องค์ชายผู้นี้มีนามว่า เว่ยหม่าเจิ้ง เขาเพียงหรี่ตามองสตรีผู้มาใหม่อย่างดูแคลน

เหล่าสตรีในเมืองหลวงนั้นเขาล้วนเชยชมมามากหน้าหลายตา พวกนางไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด ทั้งจริตทั้งมารยาทั้งรสชาติของเนื้อนวลนางล้วนแล้วไม่แตกต่างกัน

สตรีก็แค่เอาไว้อุ่นเตียง พวกนางมีเอาไว้แค่สนองตัณหาของเขาเพียงเท่านั้น มิได้มีค่าอันใด

เข้าไปอาบน้ำชาระร่างกายให้สะอาดแล้วไปรอข้าที่เตียงเว่ยหม่าเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางส่งสายตาไปทางหลังฉากกั้นที่อยู่ไม่ไกลกันกับเตียงนอนขนาดใหญ่

เสี่ยวเหมยก้มหน้าแย้มยิ้มรับคาก่อนเดินไปตามทิศทางนั้นแต่โดยดี

หญิงสาวใช้เวลาชำระร่างกายเพียงครู่ก่อนจะใส่ชุดคลุมเนื้อบางเบาที่มีเตรียมไว้ให้หลังฉากกั้นแล้วเดินออกมาไปทางเตียงนอนนางขึ้นไปนั่งรอบนเตียงนอนอย่างสงบเสงี่ยม

งานบริการเยี่ยงนี้มิได้มีสิ่งใดแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติมา บุรุษทุกคนล้วนแล้วแต่เหมือนกันหมด ไม่ว่าสูงหรือต่ำ ดำหรือขาว เสี่ยวเหมยคิดในใจแม้สีหน้ายังคงอ่อนหวานประดับรอยยิ้มพราวเสน่ห์

ซักพักองค์ชายหนึ่งเดียวภายในห้องแห่งนี้ก็ลุกเดินเข้ามาหาทางเสี่ยวเหมย

เขาทอดมองมายังเสี่ยวเหมยด้วยสายตาน่าหวาดหวั่น จนเสี่ยวเหมยต้องหลุบตาลงเพราะไม่กล้าสบตาแต่อย่างใด

ด้วยเกรงว่าเขาจะมองเห็นแววตาที่แท้จริงของนาง แววตาแห่งความเกลียดชัง แววตาแห่งความขยะแขยงเหลือเกินกับบรรดาบุรุษเพศ ไม่ว่าผู้นั้นจะสูงศักดิ์รูปงามปานใด ก็ไม่สามารถลดความน่ารังเกียจลงได้เลยในความคิดของเสี่ยวเหมย

แต่แล้วเสี่ยวเหมยก็ต้องกระตุกสายตาขึ้นมองบุรุษผู้นี้อย่างกะทันหัน ด้วยเพราะคางเรียวงามของนางกำลังถูกฝ่ามือหนาของเขาจับกุมเอาไว้ก่อนจะบังคับให้หญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นมอง

อ่ะ…องค์ชาย…หม่ะ…หม่อมฉัน..เจ็บ เพ..เพคะเสี่ยวเหมยเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากเพราะปลายคางยังคงถูกจับกุมด้วยฝ่ามือที่คล้ายคีบเหล็กก็ไม่ปาน

เจ้าก็แค่สตรีชั้นต่ำเว่ยหม่าเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงรอดไรฟัน

เสี่ยวเหมยถึงกับขมวดคิ้วงุนงงกับประโยคนั้นอย่างไม่เข้าใจความนัย อ่ะ..อะไร..เพคะ

เจ้าบังอาจมองข้าด้วยสายตาเยี่ยงนั้น อยากตายหรืออย่างไรเว่ยหม่าเจิ้งกล่าวอย่างบันดาลโทสะ แม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงอึดใจเดียวแต่เขาก็มองออกถึงสายตาอย่างนั้นของสตรีนางนี้

หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ หม่อมฉันเปล่านะเพคะเสี่ยวเหมยรีบออดอ้อนแก้ตัวพัลวันแต่เหมือนว่าจะไม่เป็นผลแต่อย่างใด นางแค่เผลอไผลชั่วครู่เดียวเท่านั้น ไม่น่าเลย…

เว่ยหม่าเจิ้งไม่เคยสนใจกับมารยาใดๆในตัวอิสตรี เขาจึงมิได้ใส่ใจกับเสียงออดอ้อนอย่างนั้น ชายหนุ่มจับกระชากร่างของเสี่ยวเหมยให้กระแทกลงกับเตียงนอนอย่างไม่สบอารมณ์

นางช่างบังอาจยิ่ง ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ นางกล้าใช้สายตาอย่างนั้นมองเขา นางเป็นเพียงสตรีด้อยค่า แค่ได้เข้ามาภายในห้องแห่งนี้ก็มากเกินพอแล้ว

เจินเจินที่แอบมองอยู่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกมาจากการซุ่มแอบดูอยู่

หญิงสาวพุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะผลักร่างกำยำขององค์ชายเว่ยหม่าเจิ้งจนเซถลาออกห่างจากตัวของเสี่ยวเหมยและเตียงนอน

เสี่ยวเหมยเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นไปหลบอยู่ด้านหลังของเจินเจินในทันที

เว่ยหม่าเจิ้งถึงกับชะงักงันกับสตรีผู้มาใหม่ นางเป็นใคร กล้าดีอย่างไร นาง…กล้าผลักเขาเชียวรึ!

เมื่อเจินเจินแยกชายหนุ่มออกจากเสี่ยวเหมยได้แล้ว นางจึงเพียงยืนคุมเชิงให้เสี่ยวเหมยนิ่งๆ หญิงสาวรู้สึกไม่ถูกชะตากับบุรุษผู้นี้เอาเสียเลย

เว่ยหม่าเจิ้งและเจินเจินจึงยืนจ้องหน้ากันและกันอยู่อย่างนั้น

นานหลายอึดใจ…

เจินเจินจ้องมองเว่ยหม่าเจิ้งด้วยดวงตาเรียวสวยแฝงความน่ายำเกรงไม่มีล้อเล่น

นางกำลังประเมินฝ่ายตรงข้ามพร้อมเปิดศึก

หากเป็นยามที่บุรุษกำลังพลั้งเผลอ นางสามารถสังหารได้อย่างรวดเร็วชนิดตาไม่ทันกระพริบ

แต่ยามนี้ บุรุษผู้นี้ยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน นางต้องรอบคอบเข้าไว้มิเช่นนั้น อาจเสียท่าได้โดยง่าย

เว่ยหม่าเจิ้งมองเจินเจินด้วยสายตาประเมินค่าประเมินราคา

เขาสังเกตเห็นหญิงสาวตรงหน้าไม่เหมือนสตรีทั่วไปของเมืองหลวง

นางดูแตกต่าง

นางดูสวยสดงดงามหยาดเยิ้มแฝงความน่ายำเกรง

ภายใต้คิ้วเรียวสวย มีดวงตาเรียวดั่งหงส์มองสะกดเขาเอาไว้ได้อยู่หมัด

ใบหน้าเรียวงามน่าลูบไล้ ริมฝีปากได้รูปน่ากดจูบ ทรวดทรงองเอวรึ น่าจับมาขยำยิ่งนัก ยิ่งท่าทางแสดงออกถึงมาดน่าหวาดหวั่นนั่นอีก

อา…

นางช่างถูกใจ!

เจ้าช่างเป็นสตรีอุ่นเตียงที่น่าสนใจยิ่งเว่ยหม่าเจิ้งเอ่ยออกมาตามความคิดของตนอย่างไม่มีปิดบัง สายตาคมของเขามองกวาดไปทั่วเรือนร่าง ริมฝีปากยกยิ้มอย่างถูกใจเปิดเผย

เจินเจินเพียงรับฟังนิ่งๆไม่ต่อคำใด กับบุรุษพวกนี้นางไม่นิยมเสียเวลาเสวนา นางเลือกจะทำตัวน่าเอ็นดูเฉพาะกับคนที่สมควรได้รับเท่านั้น

หากคืนนี้เจ้าทำให้ข้าถูกใจ ข้าอาจจะพาเจ้ากลับเข้าเมืองหลวงกับข้า พร้อมยกฐานะของเจ้าให้ได้ตบแต่งกับข้า เจ้าว่าดีหรือไม่เว่ยหม่าเจิ้งถามออกไปอย่างใจคิด เขาถูกใจนางเสียจริง

เจินเจินส่งยิ้มเย็นก่อนตอบเนิบนาบ ถามดาบในมือของข้าก่อนเป็นไรนางกล่าวพลางยกดาบในมือขึ้นระดับสายตาเตรียมพร้อมประจัญบาน

หึหึชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจในกริยาอย่างนั้นของหญิงสาว ก่อนเอ่ยต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน เช่นนั้น ข้าจะยอมเล่นกับเจ้าเสียหน่อยเป็นไร แม่จิ้งจอกน้อย…

เข้ามา!เจินเจินตะโกนคำรามด้วยเสียงหวานใสพร้อมกระโจนเข้าใส่ก่อนตวัดดาบในมือส่งออกไปอย่างไม่กลัวเกรง

เว่ยหม่าเจิ้งถึงกับถอยร่นหลบคมดาบอย่างคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวนางนี้จะมีฝีมือรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด และด้วยความเร็วร้ายกาจของนาง เขาจึงต้องเบี่ยงตัวเพื่อหลบของหญิงสาวอยู่หลายกระบวนท่า

แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ชายหนุ่มก็สามารถตั้งรับพร้อมทั้งเปลี่ยนเป็นรุกได้อย่างทันท่วงที ชายหนุ่มหญิงสาวจึงต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร

เสี่ยวเหมยที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องเฝ้าจับตามองอย่างหวั่นเกรงกลัวว่าเจินเจินจะเป็นฝ่ายเสียท่าพลาดพลั้ง

หญิงสาวจึงคิดอยากจะช่วยเหลือเจินเจินอีกแรง

นางจึงพยายามมองหาสิ่งใดก็ได้ภายในห้องแห่งนี้เพื่อนามาเป็นอาวุธ

เจอแล้ว!

แจกัน!

เสี่ยวเหมยคิดได้ดังนั้นนางจึงวิ่งไปที่แจกันที่อยู่ตรงมุมห้องในทันที

หญิงสาวเอื้อมมือของตนไปทางแจกันเพื่อยกมันขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงออกไปหมายจะให้โดนเจ้าองค์ชายอะไรนี่อย่างมุ่งมั่น

เฟี้ยว!

เสียงแจกันแหวกอากาศมาจากมุมห้องตรงไปทางเจินเจิน เต็มๆ

เสี่ยวเหมยถึงกับอ้าปากค้าง ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ

เจินเจินถึงกับเสียหลักเมื่อต้องหลบแจกันใบโตขณะประมือกับบุรุษตรงหน้า

เสี่ยวเหมยนะเสี่ยวเหมย เจินเจินเข่นเขี้ยวในใจ

เว่ยหม่าเจิ้งได้ทีสบโอกาสดึงร่างของเจินเจินเข้ามากอดเอาไว้เสียเลย

เสร็จข้าล่ะชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างกรุ้มกริ่มสายตาคมแฝงความเจ้าชู้อย่างชัดเจน

เจินเจินได้แต่กัดฟันโกรธขณะพยายามขัดขืนร่างของตนให้ออกจากการเกาะกุมจากวงแขนแข็งแกร่งขององค์ชายผู้นี้

ฟิ้ว!

เสียงดาบเล่มหนึ่งแหวกอากาศมาทางเว่ยหม่าเจิ้งอย่างแม่นยำ ทำเอาชายหนุ่มต้องเผลอปล่อยลำแขนของตนออกจากการเกาะกุมร่างระหงเพื่อเบี่ยงตัวหลบอาวุธลับ

เจินเจินรีบเบี่ยงร่างของตนออกเพื่อหลบการกอดรัดและหลบอาวุธลับไปพร้อมกัน แต่ยังไม่ทันจะได้ทรงตัวร่างของนางก็ถูกโอบเกี่ยวด้วยวงแขนของผู้มาใหม่อีกคน

วันนี้นางรู้สึกเปลืองตัวยิ่งนัก! เจินเจินคิดในขณะกลับหลังหันไปมองบุรุษผู้มาใหม่ซึ่งพุ่งตัวออกมาจากทิศทางใดมิอาจทราบได้ เขา…กำลังโอบกอดนางอยู่

หลี่เซียวเหยาที่ตามเก็บงานให้เจินเจินแอบตามมาทันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรวมถึงการต่อสู้ของนางก่อนจะพลาดพลั้งเพราะแจกันใบนั้นจนถูกเจ้าหน้าหนาผู้นี้แอบกินเต้าหู้

เขาจึงไม่คิดที่จะหลบซ่อนอีกต่อไป

หลี่เซียวเหยาเหวี่ยงดาบในมือออกมาก่อนจะพุ่งทะยานออกมาแล้วดึงเจินเจินเข้ามากอดเอาไว้ก่อนจะอาศัยจังหวะที่นางกำลังชะงักงันมองหน้าเขาแย่งดาบในมือของนางมาถือเอาไว้

เขาเปลี่ยนให้นางไปอยู่ทางด้านหลังเพื่อใช้ร่างสูงใหญ่ของตนบดบังสายตาล่วงเกินจากบุรุษใจกล้าผู้นั้น

เจินเจินถึงกับตกตะลึงตาโตแข็งค้างเมื่อเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าเจ้าของวงแขนกำยำที่โอบกอดนางคือใคร

นางคงไม่ได้คิดถึงเขามากเสียจนเห็นภาพหลอนใช่หรือไม่!

นางเป็นสตรีของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์หลี่เซียวเหยาตะโกนคำรามพร้อมชี้ดาบขึ้นด้านหน้าอย่างเอาเรื่องไปทางเว่ยหม่าเจิ้ง มันผู้นี้บังอาจมาแตะต้องเจินเจินของเขา

เว่ยหม่าเจิ้งตั้งหลักได้อย่างรวดเร็วก่อนเอ่ยออกไปอย่างหมายมาด หึ! แล้วอย่างไร ข้าต้องการนาง

อย่าได้ฝันหลี่เซียวเหยาเอ่ยแค่นั้นก่อนพุ่งร่างของตนเข้าใส่เว่ยหม่าเจิ้งอย่างรวดเร็ว

การต่อสู้รอบใหม่จึงเกิดขึ้นจากบุรุษทั้งสองซึ่งบัดนี้สาเหตุมาจากเจินเจินแบบเต็มๆ

ช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก เจินเจินคิดในใจอย่างปลาบปลื้มลืมเป้าหมายหลักไปโดยปริยาย

เสียงต่อสู้ฟาดฟันของสองชายหนุ่มเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ผลัดกันรุกผลักกันรับปะทะกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

ฝ่ายหนึ่งหมายมาดอยากได้สตรีนางนี้ไปนอนกด

ฝ่ายหนึ่งหวังปกป้องมิให้ใครได้แตะต้องกระทั่งปลายเล็บ

การต่อสู้จึงโรมรันพันตูดังกระหึ่มไปทั่วที่พักแห่งนี้

มีผลทำให้เหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารรวมถึงทหารเวรยามหน้าห้องต่างตื่นตัวจนเกิดเหตุการณ์อลหม่าน

หลี่เซียวเหยาไล่ต้อนเว่ยหม่าเจิ้งด้วยฝีมืออันร้ายกาจพร้อมดวงตาวาวโรจน์อย่างบันดาลโทสะ เขาอยากจะตัดแขนของมันผู้นี้ออกเสียให้จงได้ มันบังอาจใช้โอบกอดเจินเจินไปเมื่อครู่

แต่ด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายผสมผสานกับเสียงฝีเท้าของทหารมากมายที่กำลังใกล้เข้ามาทำให้หลี่เซียวเหยาต้องรีบผละออกจากการต่อสู้ก่อนจะฉุดร่างของเจินเจินให้ออกไปจากในห้องแห่งนี้ด้วยเกรงว่าจำนวนคนที่มากกว่าอาจจะทำให้ทั้งเขาและเจินเจินพลั้งพลาดเอาได้

ส่วนเสี่ยวเหมยนั้นนางอาศัยช่วงชุลมุนหลบฉากวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิตไปก่อนหน้านั้นอย่างรู้งานเป็นนานแล้ว

หลี่เซียวเหยาพาเจินเจินออกมาจากภายในที่พักขององค์ชายผู้นั้นก่อนจะใช้เวลาเพียงครู่กระโจนตัวออกมาจนถึงด้านนอก

เสียงโกลาหลภายในค่ายทหารยังคงดังอย่างกึกก้องต่อเนื่อง

ตามด้วยแสงสีแดงจากเปลวเพลิงโหมกระหน่ำอย่างโชติช่วงยิ่งเพิ่มความปั่นป่วนให้ค่ายทหารแห่งนี้ได้อย่างน่าชื่นชม

เกิดอะไรขึ้นเจินเจินถามขึ้นไปทางหลี่เซียวเหยาเมื่อเห็นความวุ่นวายที่เหนือความคาดหมาย

ข้าสั่งการพวกสมุนของเจ้าให้ไปเผาโรงเก็บเสบียงชายหนุ่มตอบพลางจับจูงมือของหญิงสาวให้เดินเข้าไปรวมตัวกันกับพวกสมุนที่รออยู่ด้านนอกไม่ไกล

เจินเจินถึงกับอึ้งกับการสั่งการของหลี่เซียว

หยุด!เสียงของเว่ยหม่าเจิ้งดังขึ้นอยู่ทางด้านหลังของคนทั้งสอง เจ้าช่างบังอาจยิ่ง ทหาร!จัดการ

สิ้นเสียงของเว่ยหม่าเจิ้งเหล่าบรรดาทหารจึงโหมกระหน่ำดั่งพายุห่าฝนเข้ามาทางหลี่เซียวเหยาและเจินเจินในทันที

แต่ยังไม่ทันที่พวกทหารจะเข้าถึงร่างของคนทั้งสอง ศีรษะของแม่ทัพและรองแม่ทัพก็หล่นดัง ตุ้บ ตรงกลางวงอยู่เบื้องหน้าของเหล่าทหาร

ทำเอาทหารทั้งหมดถึงกับชะงักงันด้วยเพราะเจ้าของศีรษะเปรียบเสมือนหัวเสือของค่ายทหารแห่งนี้รองจากมังกรน้อยอย่างองค์ชายเว่ยหม่าเจิ้ง

เหล่าสมุนของเจินเจินสังเกตเหตุการณ์อยู่จึงไม่รอช้ารีบเข้ามาประจัญบานกับเหล่าทหารในทันที

จัดการองค์ชายผู้นี้เสียหลี่เซียวเหยาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ตัดมือมันออกซะ จะได้ไม่กล้ามาแตะต้องสตรีของข้าอีก

ประโยคนั้นทำเจินเจินถึงกับสะดึงสุดตัว

อา…

ถ้าไม่รู้จักกัน นางคงไม่เชื่อแน่ๆว่าเขาเป็นองค์ชายของเมืองหลวง

นางคงคิดว่าเขาเป็นประมุขคนหนึ่งของพรรคฝ่ายมารของนางอย่างแน่นอน

สะดุดรักยัยกะล่อน 20

ตอนที่ 20

สตรีต่ำต้อย

เมื่อเจินเจินอยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงคณิกาแล้วจึงทำท่าทางคล้ายเดินหลงทางในค่ายทหารเพื่อไม่ให้เหล่าทหารที่พบเจอนางผิดสังเกตจนเกินไป

เจ้า!เสียงทหารคนหนึ่งเอ่ยทักเจินเจินเมื่อเห็นนางเดินไปมาคล้ายหลงทิศ มาเดินทำอะไรตรงนี้ ใยไม่ไปปรนนิบัติเจ้านาย

ข้าไปมาแล้ว กำลังจะกลับที่พัก แต่เกิดหลงทางเจ้าค่ะเจินเจินตอบกลับไปอย่างแนบเนียน

นั่น! ทางนั้น… รีบไปเลยทหารคนเดิมชี้นิ้วไปตามทิศทางให้เจินเจิน หญิงสาวจึงทำความเคารพอย่างอ่อนน้อมพร้อมส่งยิ้มหวานอย่างมีจริตก่อนจะรีบเดินไปตามทิศทางนั้นแต่โดยดี

นางต้องการเข้าไปรวมกลุ่มกับบรรดาสตรีคณิกาด้วยกันเสียก่อนเพื่อหาข้อมูลจากพวกนางว่าใครเป็นใคร ผู้ใดคือองค์ชายหรือข้าราชบริพาร ใครยิ่งใหญ่พอที่จะเรียกร้องความสนใจจากคนในวังหลวงของแคว้นต้าไห่ให้ออกมาจากพระราชวังได้

เมื่อเดินเข้ามาในห้องที่น่าจะเป็นห้องพักของบรรดาสตรีคณิกาประจำค่ายทหาร เจินเจินสังเกตเห็นหญิงสาวที่เป็นเพียงดรุณีในวัยแรกแย้มอยู่สองนาง

ทั้งสองนางนั้นกำลังนั่งตัวติดกันอยู่ตรงมุมห้องคล้ายกับกลัวใครมาจับแยกกระนั้น

อ่ะ! มาแล้ว มาแล้วเสียงหนึ่งในดรุณีน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจเมื่อมองเห็นสตรีผู้มาใหม่เดินนวยนาดเข้ามาในห้องแห่งนี้

แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น

นางจึงเอ่ยออกมาอีก อ้าว! ไม่ใช่พี่เสี่ยวเหมยนี่ ท่านเป็นใครกันสาวน้อยนางนั้นถามมาทางเจินเจินซึ่งเป็นสตรีผู้มาใหม่ที่กำลังเดินกรีดกรายเข้ามาอย่างสวยงาม

เดี๋ยวพี่เสี่ยวเหมยก็มา เจ้าใจเย็นนะหนึ่งในดรุณีน้อยเอ่ยขึ้นกับอีกหนึ่งดรุณีที่นั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่สนใจเจินเจินอีกต่อไป

ข้ามีนามว่าเจินเจิน เป็นหญิงคณิกาคนใหม่เจ้าค่ะ

เจินเจินตอบกลับไปทั้งๆที่ไม่ได้มีใครสนใจนางแล้ว

เจินเจินทำท่าจะเอ่ยถามที่มาที่ไปของเหล่าหญิงคณิกาพวกนี้ด้วยเห็นว่าสาวน้อยทั้งสองดูจะเด็กเกินไปสำหรับภารกิจสุดระห่ำอย่างเช่นค่ายทหารนี่

แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคาใดอย่างใจคิด เสียงสตรีอีกนางหนึ่งพลันดังแทรกเข้ามา

ข้ามาแล้ว มีใครเรียกใช้บริการอีก บอกมาหญิงสาวผู้มาใหม่เอ่ยออกมาเช่นนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

พี่เสี่ยวเหมยดรุณีน้อยทั้งสองเรียกนามสตรีนางนั้นอย่างพร้อมเพรียง

อ่ะ! เจ้า…สตรีผู้ที่มีนามว่าเสี่ยวเหมยเอ่ยถามขึ้นกับเจินเจินเมื่อมองเห็นเจินเจินเพิ่มเข้ามาให้ห้องแห่งนี้ที่เดิมทีมีเพียงสาวน้อยอยู่แค่สองนาง

เสี่ยวเหม่ยเอ่ยต่อเนื่องไปทางเจินเจิน เจ้าถูกซื้อตัวมาเพิ่มหรือ

อืม..ใช่แล้วเจินเจินตอบออกไปในทันทีอย่างรู้งาน

สาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงตั่งรีบลุกพรวดพราดขึ้นมาหาและเอ่ยขึ้นกับเสี่ยวเหมย พี่เสี่ยวเหมย เมื่อครู่มีนายทหารเข้ามาแจ้ง

พวกเราว่าให้เตรียมตัวไปปรนนิบัติรองแม่ทัพอะไรซักอย่างเจ้าค่ะ

พี่เสี่ยวเหมย ข้าได้ข่าวว่ารองแม่ทัพอะไรนี่น่ากลัวยิ่งนักสตรีน้อยอีกนางเอ่ยตามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เสี่ยวเหมยรับเองสตรีนามว่าเสี่ยวเหมยเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปหลังฉากเพื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เพียงครู่และเดินออกมาด้วยชุดใหม่สวยงาม ก่อนจะมานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อแต่งหน้าทาปากเพิ่มเติม

เจินเจินเพียงมองและสังเกตการณ์นิ่งๆไม่ได้เอ่ยคำใด

พี่เสี่ยวเหมย มีนายทหารอีกคนหนึ่งมาแจ้งว่า ท่านแม่ทัพอะไรซักอย่างเรียกหาด้วยนะเจ้าคะสาวน้อยอีกนางเอ่ยขึ้น

ได้เลย พี่เสี่ยวเหมยขอเหมาทั้งหมดเสี่ยวเหมยเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้านขณะลุกขึ้นจากโต๊ะเครื่องแป้งตรงหน้า

เจินเจินได้แต่มองตามตาปริบๆพลางคิดในใจ สตรีนางนี้ช่างเก่งกาจยิ่งแล้ว

เมื่อเสี่ยวเหมยเดินออกมาจากในห้องพักของเหล่าคณิกา เจินเจินจึงรีบเดินตามออกมา

เจ้าควรอยู่เป็นเพื่อนกับสองคนนั่นเสี่ยวเหมยเอ่ยขึ้นกับเจินเจินด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

เจินเจินสังเกตความเหนื่อยล้าในแววตานั่นของเสี่ยวเหมย เห็นได้ชัดว่าก่อนเข้ามาในห้องแห่งนี้ ตัวสตรีนางนี้คงปรนนิบัติบุรุษคนใดคนหนึ่งมาเพียงไม่นาน รอยขบกัดที่ลำคอระหงของเสี่ยวเหมยบ่งบอกได้เป็นอย่างดี

เจ้ากำลังปกป้องสาวน้อยสองนางนั่นนั่นคือสิ่งที่เจินเจินเอ่ยออกไปอย่างรู้เท่าทันสตรีนามว่าเสี่ยวเหมย

หือ!เสี่ยวเหมยอุทานเบาๆก่อนหรี่ตามองเจินเจิน

สองสาวต่างจ้องมองหน้ากันและกันอยู่อึดใจหนึ่ง

ซักพักเสี่ยวเหมยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ข้ามีปัญญาปกป้องพวกนางได้เท่านี้ล่ะ เจ้าก็เห็นว่าพวกนางยังเด็กนัก พวกทหารเหล่านี้ช่างกักขฬะยิ่ง การต้องอยู่ใต้ร่างบุรุษโดยที่ร่างกายและจิตใจยังไม่พร้อม เจ้าคิดว่าพวกนางจะทรมานมากเพียงใดกัน

เจินเจินนิ่งฟังและคิดตาม สตรีน้อยสองนางที่นั่งกันอยู่ในห้องนั้น นางพิศมองอย่างไรก็ไม่พ้นวัยสิบห้าปีอย่างแน่นอน

สองนางนั้นถูกขายเข้ามาในหอนางโลมเพียงไม่นานก็ถูกคนของค่ายทหารแห่งนี้ซื้อตัวมา พวกนางยังไม่เคยได้ขึ้นเตียงกับใคร นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีคณิกาคนใดคิดยื่นมือช่วย เจ้าคิดว่าอย่างไรจบคำเสี่ยวเหมยก็เดินกรีดกรายจากไปทิ้งเจินเจินที่กำลังยืนอึ้งอยู่กับที่อย่างไม่ใยดี

ภายในที่พักของรองแม่ทัพ….

อา…เสียงของบุรุษคนหนึ่งดังมาจากในห้องพักของรองแม่ทัพผู้ซึ่งเรียกใช้บริการจากหญิงคณิกา จะหนีไปไหน

อ๊ะ! ท่านเสียงที่ดังตามมาเป็นเสียงของเสี่ยวเหมยนั่นเอง ข้า…เจ็บ…

เจินเจินที่แอบตามเสี่ยวเหมยมากำลังมองดูทั้งสองอยู่จากตรงมุมมืดภายในที่พักแห่งนี้

หญิงสาวเห็นได้ชัดเจนว่าบุรุษผู้นี้ช่างเป็นบุคคลที่ไม่คิดจะถนอมบุปผาแต่อย่างใด

ด้วยสีหน้าของเสี่ยวเหมยนั้นแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเจ็บปวดจากการปรนนิบัติชายผู้นี้ นางกำลังหลับตาข่มความทรมานจากการถูกชายผู้นี้ขบกัดอย่างไม่ปราณีขณะร่วมอภิรมย์ด้วยท่าทางโลดโผนเร่าร้อนรุนแรง

เจินเจินหรี่ตามองอย่างนึกรังเกียจ

นางรังเกียจบุรุษประเภทนี้เป็นที่สุด

แล้วอย่างไร เจ็บก็ต้องทน อา…เสียงของบุรุษผู้นั้นยังคงคำรามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าน่าขยะแขยง เป็นแค่สตรีชั้นต่ำ ทำเป็นสำออย อา… อา…

ประโยคนั้นทำเจินเจินสติหลุดทันที

นางกระโจนเข้าไปหมายขย้ำชายผู้นี้ให้จมเขี้ยว

หญิงสาวพุ่งตัวออกมาจากมุมมือเพื่อประชิดถึงขอบเตียงอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวก่อนจะจับกระชากร่างไร้อาภรณ์ของบุรุษที่กำลังกระทำการอุกอาจอยู่บนเรือนร่างของเสี่ยวเหมยอย่างไร้ความปราณี

ฉับ!

สิ้นเสียงดาบ

ชายผู้นั้นถึงกับตัวกระตุกชักเกร็ง ลำคอมีบาดแผลฉกรรจ์จากดาบสั้นในมือจนศีรษะเกือบจะหลุดออกจากบ่านอนตายตาเหลือกอย่างไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนได้หมดลมหายใจไปแล้ว ส่วนกลางของลำตัวยังคงพองออกบ่งบอกว่าเป็นอาวุธชนิดเดียวที่ติดตัวอยู่ขณะโดนปลิดชีพอย่างไม่ทันตั้งตัว

เจินเจินยืนมองภาพของศพบุรุษเพศผู้ ที่นอนจมกองเลือดสีแดงฉาดด้วยดวงตาจับนิ่ง สีหน้าเย็นยะเยือก

ไม่ว่าบุรุษผู้นี้จะมีฝีมือการต่อสู้ที่ร้ายกาจเพียงใด

แต่เมื่อยามที่สติสัมปชัญญะของพวกมันกำลังดำดิ่งอยู่กับอารมณ์เพศขณะทำกิจกรรม พวกมันย่อมจัดการได้โดยง่าย

และด้วยความรวดเร็วฉับไวของเจินเจินที่แม้กระทั่งโลหิตยังไม่ทันได้ไหลออกมาเมื่อดาบเฉือนเข้าไปในเนื้อ มันจึงเป็นเรื่องง่ายต่อการสังหารอย่างโหดเหี้ยมนี้

เสี่ยวเหมยที่กำลังหลับตาข่มความเจ็บปวดจากการย่ำยีของบุรุษผู้นี้ที่มอบให้ค่อยๆปรือตาขึ้นมองเมื่อรู้สึกได้ว่าเรือนร่างของตนได้รับอิสระภาพจากการถูกขึ้นขย่มเมื่อครู่

นางถึงกับผงะกับภาพตรงหน้า

แต่หาได้กรีดร้องออกมาไม่

ด้วยเพราะกำลังตกตะลึงตัวแข็งทื่อจนลืมว่าตนเองมีปากเอาไว้ส่งเสียง

เจ้าปกป้องสตรีด้วยกันด้วยวิธีของเจ้าเจินเจินส่งเสียงเยียบเย็นไปทางเสี่ยวเหมย

ส่วนข้าก็จะปกป้องพวกเจ้าด้วยวิธีของข้า… เจ้าคิดว่าอย่างไรนางกล่าวพลางหันหน้าไปมองสบตาของเสี่ยวเหมยที่กำลังนั่งเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง น้ำเสียงของเจินเจินจริงจังแม้เบาแผ่วเพียงเพื่อให้ได้ยินแค่พวกนาง

….

เงียบ…

ไม่มีคำตอบ

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

มีเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยติดๆขัดๆของเสี่ยวเหมยที่ค่อยๆกลับมาเป็นปกติเพียงเท่านั้นก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยบนใบหน้างามของหญิงสาว

นางกำลังร่ำไห้

ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่…

นานมากแล้ว

นานมาแล้ว

ที่นางอยากถูกปกป้อง

นางอยากจะถูกใครสักคน

ปกป้องนางบ้าง

ทุกครั้งที่นางถูกข่มเหงจากพวกบุรุษหน้าเนื้อใจเสือ

ตั้งแต่นางเกิดจากแม่ผู้เป็นคณิกาในหอโคมเขียว

ตั้งแต่ที่นางคิดหนีแต่ไม่สำเร็จ

ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อยังนางเป็นเพียงเด็กหญิงและได้ถูกบังคับให้ปรนนิบัติบุรุษ

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

ไม่เคยมีใครคิดจะช่วยนาง

แม้นางจะก้มกราบกรานร้องขออ้อนวอนสารพัด

แต่ไม่เคยมีใครเลย ที่จะช่วยนาง

เจ้าเป็นอะไรเจินเจินสังเกตเห็นเสี่ยวเหมยนิ่งเงียบอยู่นานจึงถามขึ้นอย่างนึกห่วง “ร้องไห้ทำไม”

สงสัยนางคงกำลังอารมณ์ค้าง เจินเจินคิดอย่างไม่เข้าใจในตัวของเสี่ยวเหมยเลยสักนิด

ข้าเห็นเจ้าทำหน้าคล้ายกับว่ากำลังเจ็บปวดออกปานนั้น ข้าก็เลยอยากจะช่วยเจ้าเจินเจินพยายามแก้ตัวด้วยเพราะ

เข้าใจอารมณ์ยามเข้าได้เข้าเข็มตอนกำลังทำกิจกรรมหฤหรรษ์เป็นอย่างดี

นางก็เคยเป็นนะ ตอนที่กำลังร่วมรักกับหลี่เซียวเหยาของนาง

แต่… หลี่เซียวเหยาถนอมนางมากนะ ไม่ได้ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้

ฮึกๆ…ฮือเสี่ยวเหมยร้องไห้ออกมาอีกด้วยเสียงที่เริ่มดังขึ้น

เจินเจินถึงกับหน้าเหรอหราทำอะไรไม่ถูก

จะจับคอของเจ้านี่ให้กลับเข้าที่แล้วปลุกวิญญาณมันขึ้นมาทำกิจต่อให้เสร็จดีหรือไม่! เจินเจินคิดในใจเมื่อหันหลังกลับไปมองศพของบุรุษที่นางสังหารไปเมื่อครู่

ข้า…เสี่ยวเหมยพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆขณะเช็ดน้ำตาที่กำลังอาบแก้มของตนออก ข้าขอบคุณ…ขอบคุณเจ้า…ขอบคุณจริงๆ เจ้า…ดียิ่ง…ช่างดียิ่ง…นางกำลังพบทางสว่าง เสี่ยวเหมยคิดในใจขณะลุกออกจากเตียงเดินเข้ามาหาเจินเจินก่อนจะจับมือของเจินเจินขึ้นมากุมเอาไว้

เจินเจินมองหน้าของเสี่ยวเหมยเพียงนิดก่อนจะตัดสินใจเอ่ยความจริงออกไป อันที่จริง…เอ่อ…ข้าต้องการใช้ประโยชน์จากเจ้า ข้าต้องการหาข้อมูลของบุคคลในค่ายทหารแห่งนี้ และต้องการให้เจ้าช่วยล่อลวงเจ้าพวกนั้นให้ข้าได้จัดการได้โดยสะดวก และเมื่อครู่…ข้าอยากช่วยเจ้าจากใจจริง

เสี่ยวเหมยรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากดวงหน้าพร้อมพยักหน้าหงึกๆอยู่ตรงด้านหน้าของเจินเจิน

นางพร้อมทำตามทุกอย่างเลย นางจะติดตามสตรีตรงหน้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ นางจะได้ไม่ต้องทนให้บุรุษข่มเหงอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เสี่ยวเหมยคิดในใจ

ข้ายินดีช่วยเจ้า…เสี่ยวเหมยตอบออกไปหลังจากเช็ดน้ำตาจนแห้งดีแล้ว ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการทุกอย่างเลย…

ดี…เจินเจินยิ้มแย้มออกมาอย่างโล่งอก เจ้าควรใส่เสื้อผ้าเสียก่อน

เสี่ยวเหมยรีบไปใส่เสื้อผ้าตามคำแต่โดยดี

หญิงสาวใช้เวลาในการจัดการกับตนเองเพียงครู่ก่อนจะเดินเข้าไปหาเจินเจินที่กำลังยืนกอดอกรออยู่

เจ้าต้องเลือกเข้าไปปรนนิบัติพวกบุรุษตำแหน่งสูงๆ ยิ่งถ้าเป็นองค์ชายยิ่งดี

เจินเจินเริ่มต้นแจ้งแผนการแก่เสี่ยวเหมย ในระหว่างที่พวกบุรุษกำลังมีสติอยู่แค่เพียงเจ้า ยามนั้นข้าจะเข้าไปกระทำการเช่นเดียวกันกับที่ทำไปเมื่อครู่

เสี่ยวเหมยพยักหน้าหงึกๆอย่างให้ความร่วมมือเต็มที่ ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดให้เจินเจิน

เจินเจินเพียงส่งยิ้มหวานหยดไม่ต่างกันส่งกลับให้เสี่ยวเหมย

ก่อนที่รอยยิ้มหวานหยดนั้นของทั้งสองจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือกร้ายกาจอย่างรู้ใจกัน

การเข่นฆ่าบุรุษที่นิยมเอาเปรียบสตรีเป็นอะไรที่พวกนางกระหายยิ่งนัก

หึหึหึ!

และเหตุการณ์ทั้งหมดรวมทั้งรอยยิ้มอันน่ากลัวของสองสาวนั้นหาได้รอดพ้นสายตาคมเข้มของใครบางคนไม่!

หลี่เซียวเหยาที่ปลอมตัวเป็นทหารยามของค่ายทหารแห่งนี้ได้แอบตามเจินเจินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขาได้เห็นการ

กระทำทั้งหมดนั้นจากสตรีของเขา นางไม่ทำให้เขาได้ผิดหวังเลย เดิมทีเขาคิดว่านางจะใช้เรือนร่างของนางเข้าล่อหลอกบุรุษเพื่อให้แผนการสำเร็จลุล่วงด้วยดีโดยไม่สนใจสิ่งใด

นางทั้งเก่งกาจ ทั้งเฉลียวฉลาด แต่…

แต่รอยยิ้มนั้น รอยยิ้มนั้นของพวกนาง

มันช่างชวนขนหัวลุกยิ่งนัก

มันทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ แปลกๆ

สะดุดรักยัยกะล่อน 19

ตอนที่ 19

สตรีสูงศักดิ์

สตรีนางหนึ่งนั่งนิ่งๆอยู่บนอาชาตัวเขื่องด้วยมาดทรงพลังงามสง่าผิดจากบุคลิกลักษณะยามปกติ ท่าทางขี้เล่นช่างเจรจามักจะไม่ปรากฏให้ได้เห็นเมื่อที่ต้องทำหน้าที่อันสำคัญในการเป็นผู้นำของทุกภารกิจ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน

เจินเจินในชุดสีเข้มปกปิดมิดชิดพกพาทั้งอาวุธลับและไม่ลับประดับประดาอยู่ตรงสีข้างและด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นมีดสั้นและดาบทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งพร้อมยกมือขึ้นหยิบจับมาใช้งานในการสังหารศัตรู

นางกำลังนั่งอยู่บนม้าสีนิลตัวใหญ่

นางต้องนำขบวนให้พวกสมุนทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่หลังจากกระจายกำลังไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วนเพื่อไปประชิดยังแนวชายแดนของแคว้นต้าไห่

เดิมทีนางต้องเดินทางไปก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ทว่าด้วยใจที่ยังคงห่วงหน้าพะวงหลังกับบุรุษผู้หนึ่ง จึงยังคงรั้งรออยู่

หัวหน้าเสียงลูกน้องของเจินเจินเอ่ยขึ้นเนิบๆ พวกเรารอนานแล้วนะ เจ้านั่นหลับไปแล้วเขากล่าวพลางโบ้ยสายตาไปยังสหายร่วมขบวนอีกคนหนึ่งที่เกาะเกี่ยวขาของเขาเอาไว้ใช้ต่างหมอน

พวกสมุนทั้งหลายจากเดิมก็ยืนรอกันอย่างเป็นระเบียบแต่เมื่อผู้นำขบวนอย่างเจินเจินยังคงนั่งนิ่งๆอยู่บนหลังม้าโดยที่ยังไม่ได้ออกคำสั่งให้เคลื่อนขบวนเสียทีจึงเปลี่ยนจากยืนเป็นนั่งและบางคนถึงกับนอนกันเลยทีเดียว

รอก่อนเจินเจินเอ่ยเสียงเรียบไร้อารมณ์ใดๆ

นางต้องการรอให้แน่ใจ

ว่าไม่ควรรออีกต่อไป…

เมื่อคืนหลี่เซียวเหยามาหานางถึงตำหนักที่พักของนาง ซึ่งเดิมทีเขาไม่เคยเป็นฝ่ายเข้ามาหานางถึงที่พักส่วนตัวของนางอย่างนี้มาก่อน

มีเพียงนางที่มักจะเป็นฝ่ายถือวิสาสะเข้าไปหาเขาที่ตำหนักของเขา

เพราะเมื่อคืนนางกำลังวางแผนการเดินทางไปแคว้นต้าไห่จึงไม่ได้ไปหาเขาเหมือนเช่นปรกติ

เจ้ากำลังจะไปหลี่เซียวเหยาที่ยืนกอดอกมองนางอยู่นานตรงมุมประตูห้องของนางเอ่ยขึ้นด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำแฝงความขุ่นเขืองเชิงน้อยใจ เราควรคุยกันให้เข้าใจก่อนที่เจ้าจะจากไปทำภารกิจเขากล่าวขณะเดินเข้ามาใกล้นางที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

นางวางมือจากแผนที่และแผนผังที่ลูกน้องบางส่วนที่นางส่งไปก่อนหน้าได้วาดภาพถึงภูมิทัศน์ของแคว้นต้าไห่อย่างละเอียดส่งมาให้ผ่านทางนกประหลาดประจำตัวของนางเพื่อให้นางใช้ในการวางแผนการ

ท่านมาหาข้าหญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจไม่ปกปิดก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกระโดดขึ้นวาดวงแขนของตนให้โอบรอบลำคอของหลี่เซียวเหยาจากทางด้านหน้า

ชายหนุ่มกางวงแขนของเขาออกเพื่อรับร่างบางที่ถาโถมเข้าหาก่อนจะประคองกอดนางเอาไว้ด้วยวงแขนแข็งแกร่งของเขา

ข้าควรเป็นฝ่ายเข้าหาเจ้าเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมพลางก้มมองใบหน้าของนางด้วยสายตาอบอุ่นมิได้ดำสนิทไร้ก้นบึ้งเหมือนเช่นกาลก่อน

แค่ท่านไม่ไล่ข้าออกมาจากห้องของท่านเหมือนเมื่อก่อนก็ดียิ่งแล้วเจินเจินกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสใส่หน้าของหลี่เซียวเหยาที่ก้มลงมองนางในระยะประชิด

เขายกมุมปากขึ้นยิ้มอบอุ่นไม่ต่างจากดวงตาก่อนโน้มจมูกคมสันเข้าหาแก้มนวล แล้วหอมแก้มนางฟอดหนึ่ง

หญิงสาวถึงกับแก้มแดงเห่อร้อนขึ้นมาเพราะปรกติแล้วมักจะเป็นนางที่เป็นฝ่ายเข้าหาเขาแล้วหอมแก้มเขาอยู่ตลอดมา

เจินเจินเงยหน้าขึ้นมองหลี่เซียวเหยาด้วยสายตาระริกสั่นไหวอมยิ้มกรุ้มกริ่มจนชายหนุ่มต้องก้มหน้าหอมแก้มนางอีกข้างหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบา ข้าขอโทษ…

ท่านขอโทษข้าเรื่องอันใดนางถามออกไปแม้จะรู้อยู่แก่ใจเกี่ยวกับสตรีของเขาที่มีนามว่าหลิงอวิ๋นที่มารดาของเขาพามาหาเขาอย่างเปิดเผย

ข้ามิได้มีสิ่งใดพิเศษกับสตรีนางนั้นก็จริงแต่กับเสด็จแม่ของข้า ข้าย่อมต้องดูแลเอาใจใส่มิอาจเพิกเฉยเขาเอ่ยอธิบายขณะยังคงกอดกระชับร่างของนางให้แนบกับอกอบอุ่นของเขา

ท่านโชคดียิ่ง ที่ยังมีมารดาให้คอยใส่ใจนางกล่าวตามจริง เพราะตัวนางเองยังไม่มีบุญที่จะได้ดูแลมารดาของตนแม้ว่าจะมีความต้องการมากมายแค่ไหนก็ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย

สำหรับนางแล้ว สตรีมิได้มีเอาไว้แค่อุ่นเตียงหรือคลอดบุตร แต่สตรีเป็นเพศที่ยิ่งใหญ่

พวกนางต่างให้กำเนิดชีวิตอันมีค่ามากมายแก่แผ่นดิน แม้จะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนสูงศักดิ์ปานใด ยังต้องอาศัยสตรีเพศเพื่อที่จะได้เกิดและลืมตาออกมา

เจ้าอย่าได้เคืองเสด็จแม่ของข้า ได้หรือไม่เขาเอ่ยออกมาเบาๆ

เจินเจินไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใดออกมา เพราะแท้จริงแล้ว นางเคืองมารดาของเขาที่บังอาจพาสตรีหน้าตาสวยงามท่าทางอ่อนหวานกิริยาสูงส่งมิหนำซ้ำยังชาติตระกูลสูงศักดิ์มาเพื่อประเคนให้บุรุษของนาง

นางกำลังหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางกลัวว่าหลี่เซียวเหยาของนางจะหลงชมชอบสตรีที่มีดีกว่านางทุกอย่างเยี่ยงนั้น

แต่จะให้นางกล่าวออกมาตามตรง นางย่อมไม่อาจทำ เรื่องอย่างนี้แน่นอนว่ามันไม่สามารถบังคับกันได้ เรื่องของจิตใจของบุรุษเพศเป็นสิ่งที่นางไม่อาจคาดเดาและไม่กล้าคาดหวัง

แต่จะให้นางทิ้งงานทิ้งภารกิจมาคอยตามประกบเขา มาคอยยื้อแย่งเขาจากเหล่าสตรีด้วยกันนั้น นางยิ่งไม่อาจทำ มันไม่ใช่นาง

ข้าจะเคืองได้อย่างไรเล่านางกล่าวออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

นางทำได้แค่นั้น ถึงแม้นางจะอยู่กับเขาตลอดเวลาก็ใช่ว่าจะห้ามใจเขามิให้ไปชมชอบสตรีนางอื่นได้

ยิ่งต้องห่างไกลกันอย่างนี้ จะทำปั้นปึ่งไปเพื่อสิ่งใด ดังนั้นทุกเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันย่อมมีค่า

ยิ่งมีเวลาแค่คืนนี้เท่านั้น

เจ้ากำลังทำให้ข้ากลัว เจินเจินหลี่เซียวเหยาเอ่ยเสียงเบาหวิวขณะก้มมองหน้าของเจินเจิน เจ้ากำลังทำให้ข้าหวั่นไหวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เช่นนั้นท่านจะหวั่นไหวกับสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นด้วยหรือไม่กัน นั่นเป็นประโยคที่เจินเจินไม่ได้ถามออกไป เพราะต่อให้ถามออกไปในยามนี้คำตอบย่อมต้องเป็นคำตอบในยามนี้ มันไม่ได้รวมไปถึงในภายภาคหน้าที่ยากจะคาดเดา

ถ้าหากเขากล้าที่จะรักนาง

ถ้าเขากล้าพอเพื่อสตรีต่ำต้อยอย่างนาง

ถ้าเป็นเช่นนั้น…

เซียวเหยาเจินเจินถือวิสาสะเรียกชื่อเขาที่เป็นถึงองค์ชาย

หืม…

ข้าอยากให้ท่านรอนางเอ่ยเสียงเบาไม่ต่างกัน

นางอยากเชื่อใจเขา ผู้ซึ่งเป็นบุรุษสูงศักดิ์รูปงามที่มีบรรดาสตรีสวยสดงดงามฐานะสูงส่งล้อมหน้าล้อมหลังอยู่มากมาย

แต่เหมือนว่ามันจะมากเกินไปนางกล่าวขณะเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาคมเข้มด้วยความคาดหวัง

นางหวังว่าเขาจะรักปักใจเพียงนาง

หลี่เซียวเหยาไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ก่อนจะก้มหน้าลงจุมพิตนางอย่างอ่อนโยนคล้ายปลอบประโลม

นี่อาจจะเป็นการหลอกล่อให้ตายใจก่อนจะเปลี่ยนไปในอีกไม่นานตามความคิดของเจินเจิน

นางจึงเพียงหลับตาจูบตอบเขาอย่างนุ่มนวลอ่อนโยนและปลอบประโลมไม่ต่างกัน

นางต้องห่างจากเขาไปยังดินแดนอันห่างไกลทั้งยังยาวนาน

การทำกิจกรรมอันเป็นที่โปรดปรานของบุรุษเพศคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอนุชายาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

อีกทั้งเขายังมีสตรีที่ยามนี้อุตส่าห์เดินทางมาเพื่อเขาอย่างหลิงอวิ๋นอะไรนั่น

สตรีนางนั้นคงหวานล้ำกว่านางเป็นอย่างมาก

ฮือ…ยิ่งคิดยิ่งช้ำใจ

แม้ภายในใจของนางจะกำลังรวดร้าว แต่ภายนอกกลับต้องการตักตวงความอบอุ่นจากหลี่เซียวเหยาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

หากในภายภาคหน้าเขาจะเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยภายในค่ำคืนนี้ นางก็ขอเก็บความทรงจาอันมีค่ามากมายมหาศาลระหว่างนางกับเขาเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขายังคงจูบนางอย่างดูดดื่ม นางเองก็เช่นเดียวกัน

นางไม่อาจถอนริมฝีปากของตนออกจากริมฝีปากของเขาได้

ยิ่งจูบยิ่งเพิ่มแรงปรารถนาในการทำอย่างอื่นที่มากกว่า

ยิ่งโอบกอดยิ่งเพิ่มความต้องการสัมผัสที่เข้มข้นขึ้นเป็นทวีคูณ

การกระทำอันแสนรัญจวนจึงเกิดขึ้นเมื่อนางและเขากอดเกี่ยวกันเข้ามายังห้องนอนและเสียงพูดคุยจึงเปลี่ยนไปเป็นเสียงครวญครางอย่างสุขสมคล้ายอัดอั้นอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มจนตลอดเกือบทั้งคืน

เขายังคงกอดนางเอาไว้แนบอกแกร่งที่ยังคงร้อนผ่าวเมื่อพายุอารมณ์ของเราสิ้นสุดลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบเบา

ข้าไม่อาจรอเจ้าอย่างใจเย็นได้ เจินเจินประโยคนั้นของเขาทานางต้องหลับตาข่มอารมณ์เอาไว้อย่างยากลำบาก

พรุ่งนี้ท่านจะไปส่งข้าออกจากวังหรือไม่นางเปลี่ยนเรื่องโดยถามกลับไปด้วยประโยคเรียบเรื่อยไม่คาดหวังอีกต่อไป

ย่อมไม่เขากล่าวออกมาเพียงแค่นั้นก่อนจะก้มหน้าลงจูบนางอย่างต่อเนื่อง

นางทำได้แค่เพียงตอบรับจูบจากริมฝีปากของเขาอย่างโง่งม

มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ

ใครใช้ให้นางชอบเขามากมายเพียงนี้กันเล่า

เขายังคงจูบนางอย่างหนักหน่วงฝ่ามือของเขายังคงเคล้าคลึงคลอเคลียไปตามส่วนต่างๆอย่างไหลลื่น

แน่นอน…เขาตักตวงจากนางได้

นางก็ตักตวงจากเขาได้เช่นเดียวกัน

บทรักทุกบทใช่ว่าสตรีจะเป็นฝ่ายถูกครอบครองอยู่ฝ่ายเดียวเสียเมื่อไหร่

เจินเจินยังคงนั่งนิ่งๆอยู่บนม้าตัวใหญ่สีเข้มพลางหลับตาลงเพื่อระลึกถึงค่ำคืนอันแสนหฤหรรษ์ของนางกับหลี่เซียวเหยา

นางกำลังรอให้เขามาส่งนางที่ด้านหน้าประตูวังนี่

นางรอมาครู่ใหญ่แล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะมาปรากฏกายเพื่อส่งนางให้กำลังใจนางในการเดินทางแต่อย่างใด

ขณะนี้เวลาของกำหนดการเดินทางได้ล่วงเลยมานานมากแล้ว หญิงสาวเพียงปรายตามองไปยังลูกน้องที่รอจนหลับไป

หลายคนจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะส่งสัญญาณทางสายตาไปยังสมุนคนที่ไม่ได้หลับให้ไปปลุกคนที่หลับอยู่

ไป!เจินเจินตะโกนก้องอย่างทรงพลังด้วยคำสั้นๆแค่นั้นก่อนจะพาม้าคู่ใจพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วด้วยมาดของนางพญาเหมือนดังเช่นที่เคยเป็น

ในเมื่อเขาไม่มาส่งนางเดินทางก็ไม่เป็นไร นางจะได้รู้เอาไว้ว่าเขาอาจจะไม่รอนาง

และนางก็จะได้เต็มที่กับภารกิจโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป

ภายในตำหนักของหลี่เซียวเหยา…

เปิ่นกงได้หาฤกษ์งามยามดีเอาไว้ให้เจ้าแล้วนะหลิงอวิ๋นเซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นกับสตรีที่นางหมายหมั้นปั้นมือให้มาตบแต่งกับบุตรชายของนางอยู่ภายในห้องรับรองอย่างอารมณ์ดี

นางเห็นหลี่เซียวเหยาเงียบงันมิได้ว่ากล่าวสิ่งใดกับเรื่องนี้นางจึงตัดสินใจดำเนินการอย่างถืออำนาจในความเป็นมารดาของบุตรชาย

อีกทั้งสตรีตรงหน้านั้นยินดีกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งนางจึงกระทำการอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

หม่อมฉันมิรู้ได้ว่าควรกล่าวสิ่งใด หม่อมฉันดีใจเหลือเกินเพคะหลิงอวิ๋นกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมด้วยอาการขวยเขินใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา

ต่อไปเจ้าจะต้องมาเป็นชายาเอกของบุตรชายของเปิ่นกงแล้วนะหลิงอวิ๋นเซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยพลางตบหลังมือของ หลิงอวิ๋นเบาๆ

ทั้งรูปร่างหน้าตากิริยามารยาทและที่สำคัญชาติตระกูลของหลิงอวิ๋นทำให้เซียงหวงกุ้ยเฟยชมชอบสตรีนางนี้เสียจริง

แล้วสตรีผู้นั้นขององค์ชายสี่เล่าเพคะหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลแสดงออกว่าน้อยเนื้อต่ำใจ ท่าทางองค์ชายสี่จะชมชอบสตรีนางนั้นอยู่มากโขนะเพคะ

เจ้าจะห่วงอันใดกัน สตรีนางนั้นเปิ่นกงพอจะรู้ประวัติอยู่บ้าง นางเป็นสตรีไร้สกุลอย่างหาที่ใดมิได้ มารดาเป็นคณิกาของหอนางโลม บิดารึ! เป็นใครก็ยังไม่รู้ มีสิ่งใดเทียบกับเจ้าได้กัน หลิงอวิ๋นเรื่องนี้เซียงหวงกุ้ยเฟยสืบทราบมาแล้วจากปากของเซียงอวี๋เป็นอย่างดีจึงเอ่ยได้เต็มปาก

จริงหรือเพคะ ตายจริง!หลิงอวิ๋นมีสีหน้าตกอกตกใจตามด้วยสีหน้าดูถูกดูแคลนอย่างโจ่งแจ้ง เช่นนั้น องค์ชายสี่ทรงร่วมอภิรมย์ได้ลงคอเช่นนั้นหรือ

ก็แค่เอาไว้อุ่นเตียงน่ะ เมื่อได้เจอกับเจ้าแล้วย่อมเห็นถึงความแตกต่าง

นั่นสิเพคะ

ทั้งสองจบประโยคสนทนาด้วยเสียงหัวเราะอย่างสบายอารมณ์เมื่อนึกถึงสตรีนางหนึ่งผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้กับพวกนางแม้แต่นิดเดียว

หลี่เซียวเหยาได้ยินบทสนทนาของสองสตรีได้อย่างชัดเจน

เขาแน่ใจว่าเจินเจินของเขามิได้มีดีแค่อุ่นเตียงแต่อย่างใด

ดังนั้นแล้วเขาจึงได้ตัดสินใจ

หัวหน้าใหญ่เสียงของสมุนคนหนึ่งของเจินเจินกระซิบกระซาบเรียกหลี่เซียวเหยาอยู่ข้างๆไม่ห่างกัน

พวกสมุนของเจินเจินได้เห็นแล้วว่าองค์ชายผู้นี้ปราบหัวหน้าเจินเจินของเขาเสียอยู่หมัดจึงจัดให้เขาเป็นหัวหน้าใหญ่เสียเลย

สมุนคนเดิมกระซิบต่อ หัวหน้าเจินเจินเดินทางไปแล้วขอรับ

ดี…หลี่เซียวเหยาตอบรับก่อนหมุนตัวเดินออกไปจากมุมมืดของห้องรับรอง

วันนี้เขารั้งรอให้เจินเจินเดินทางนำหน้าไปก่อน เขาจึงจะปลอมตัวเป็นสมุนของนางแล้วออกติดตามนางอยู่ห่างๆกับสมุนส่วนหนึ่งของนาง

เจินเจินไม่รู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่เขาถามสมุนคนเดิมขณะแอบเดินออกมาทางด้านหลังตำหนักของเขา

ไม่รู้ขอรับ เรื่องนี้มีแค่ข้ากับสมุนอีกสองคนเท่านั้นที่รู้สมุนคนเดิมกล่าวอย่างหนักแน่น

ถึงแม้ว่าหัวหน้าเจินเจินของเขาจะรู้ เขาก็แน่ใจว่าไม่เป็นไร แต่เขาจะไม่ให้รู้หรอก มันสนุกดี…

ท่ามกลางสวนสวยของอุทยานภายในตำหนักของหลี่เซียวเหยา…

หลิงอวิ๋นยังคงเดินนวยนาดไปมาอย่างต้องการสำรวจตรวจตราพื้นที่ทุกสัดส่วนภายในตำหนักแห่งนี้

เพราะในอีกไม่นานนางจะได้มาเป็นชายาเอกของที่นี่อย่างจริงแท้และแน่นอน

อีกทั้งยังต้องการมองหาสตรีนามว่าเจินเจินเพื่อจะได้ประเมินคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเพื่อจะได้แย่งชิงความโปรดปรานขององค์ชายสี่ได้ในที่สุด

แต่แทนที่จะเจอกับสตรีนามว่าเจินเจินกลับต้องมาเจอเหล่าอนุชายาองค์ชายสี่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ทำให้นางเสียอารมณ์สุนทรียิ่ง!

พวกเจ้า!หลิงอวิ๋นเอ่ยเสียงเข้มไปทางเหล่าอนุชายาที่กำลังพากันเดินไปมาอยู่ไม่ห่าง

ควรจะอยู่ในตำหนักของตัวเอง ไม่ควรมาเดินทอดน่องวุ่นวายในตำหนักกลางแห่งนี้นางกล่าวอย่างวางอำนาจบาตรใหญ่อย่างถือสิทธิ์

อะไรกันเจ้าคะอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พวกเราก็เดินไปเดินมาอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว

เดินมาก่อนที่ใครบางคนจะมาเสียอีกอีกคนเอ่ยตาม

อีกสองคนช่วยหัวเราะเสริมอย่างคิกคัก ใช่ๆ

ต่อไปข้าไม่อนุญาตหลิงอวิ๋นเอ่ยทันควันอย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นมาในกิริยาอย่างนั้นจากเหล่าอนุชายา

ข้ากำลังจะแต่งเข้ามาเป็นชายาเอกของที่นี่ ข้าไม่ชอบให้ใครมาเพ่นพ่านให้มากคนมากความ

อุ๊ย! กลัวจังเลยอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีจริต

นั่นสิ! น่ากลัวเสียจริง พวกเรา! ไปเรียกอนุชายาคนอื่นๆมานะ พามาเดินแถวนี้กันอนุชายาอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างท้าทายไปทางหลิงอวิ๋น จนอนุชายาอีกสองนางพากันหัวเราะอย่างขบขัน

พวกเจ้า พวกเจ้าหลิงอวิ๋นถึงกับหน้าขึ้นสีชาดตัวสั่นเทาพลางยกนิ้วขึ้นชี้หน้าเหล่าอนุชายา

ทำไม ทำไมเหล่าอนุชายาถามขึ้นอย่างพร้อมเพรียงยียวนกวนอารมณ์อย่างตั้งใจ

และแล้วเหล่าสตรีทั้งหลายที่มีทั้งรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามและมีทั้งชาติตระกูลสูงศักดิ์ก็เปิดศึกสาดน้ำลายใส่กันอย่างครื้นเครงอยู่ภายในตำหนักของหลี่เซียวเหยา

เวลาผ่านไปหลายวันสำหรับการเดินทางจากแคว้นต้าหลี่มายังอาณาเขตเชื่อมต่อของแคว้นต้าไห่เป้าหมายในการถล่มเมืองในครานี้

เจินเจินยังคงเป็นผู้นาอย่างงดงามทรงพลังเปี่ยมสง่าราศีอยู่เหนือขบวนของเหล่าสมุนด้วยมาดน่ายำเกรงสมกับตำแหน่งหัวหน้าระดับสูงอย่างแท้จริง

หญิงสาวพาพวกพ้องของตนลัดเลาะไปตามทางของหุบเขาอย่างเป็นระเบียบและรัดกุมตามแผนผังของอาณาเขตต่างๆที่นางจาได้อย่างแม่นยำจากภาพวาดที่เหล่าสมุนได้ส่งมาให้ก่อนหน้านี้

เมื่อเจินเจินพาพรรคพวกเดินทางมาถึงชายแดนฝั่งหนึ่งของแคว้นต้าไห่ หญิงสาวเพียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่เพื่อรอฟังคำสั่งของนาง

ทุกคนแม้แต่หลี่เซียวเหยาที่แอบปลอมตัวเป็นสมุนของเจินเจินอยู่ท้ายขบวนเพียงรอฟังคำสั่งจากนางแต่โดยดี

ยามนี้เขาได้เห็นเพียงแค่เบื้องหลังที่นั่งตัวตรงอย่างงามสง่าของนาง สตรีผู้ซึ่งมักจะมีท่าทางขี้เล่นยียวนกวนประสาทเขา ออดอ้อนเขา พะเน้ำพะนอเขา ได้หายไป จะเหลือก็แต่เพียงมาดของผู้นำหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่เหนือขบวนที่ติดตามโดยเหล่าบุรุษผู้ภักดี

เมื่อขบวนเดินทางหยุดลงตามสัญญาณมือของเจินเจินหญิงสาวจึงกระโดดลงจากหลังม้าด้วยท่าทางปราดเปรียวสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยดวงตาดั่งหงส์มองกวาดบริเวณโดยรอบอย่างแน่วแน่จริงจัง ก่อนจะปรายตามองมายังสมุนบางส่วนให้เข้าไปล้อมวงแล้วกางแผนผังออกเพื่อให้สมุนบางคนเข้าไปฟังแผนการของนาง

พวกเจ้ากระจายกันไปทางทิศต่างๆก่อนเพื่อรอสัญญาณจากข้าเสียงของเจินเจินเอ่ยสั่งการเพียงเบาๆไม่ให้ดังจนเกินไปกับบรรดาสมุนของนางอยู่ตรงมุมมืดหลังพุ่มไม้ ห่างออกมาจากค่ายของเหล่าทหารประจำชายแดนของแคว้นต้าไห่ สีหน้างดงามของนางยามนี้ช่างจริงจังไม่มีล้อเล่นแต่อย่างใด เหล่าสมุนก้มหัวรับฟังคำเตรียมทำตามคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงเงียบเชียบแต่แข็งขัน

ข้าจะเข้าไปล่อพวกมันออกมาก่อนด้วยแผนที่หนึ่งกล่าวจบเจินเจินก็คาบมีดสั้นในมือเอาไว้ก่อนยกมือเพื่อเกล้าผมขึ้นมัดรวบตึงเอาไว้จนหมดทั้งศีรษะก่อนจะหยิบหน้ากากปิดหน้ามาปิดเอาไว้ให้เหลือแค่เพียงดวงตาพร้อมทั้งสวมชุดคลุมสีดำตัวใหญ่ทับเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ยามนี้หญิงสาวอยู่ในมาดของหัวหน้าเจินเจินผู้ทรงพลัง

พวกเจ้าต้องจัดการกับกลุ่มนี้ให้หมดอย่าให้เหลือเจินเจินทิ้งท้ายด้วยประโยคแค่นั้นก่อนพาร่างของตนพุ่งทะยานออกไปยังกลุ่มทหารยามประจำชายแดนกลุ่มหนึ่งอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวเลือกที่จะปรากฏกายตรงด้านหน้าของกลุ่มทหารเหล่านั้นเพื่อล่อหลอกให้พวกมันพาคนออกตามนางมา หญิงสาวใช้ความปราดเปรียวคล่องตัวที่ฝึกฝนมานานจนเก่งกาจ อีกทั้งเลือกกระทำในคืนเดือนมืดไร้แสงจันทร์สาดส่อง

นั่นใคร อย่าหนีนะ พวกเรา ตาม!นั่นคือเสียงของเหล่าทหารกลุ่มแรกที่เป็นเป้าหมายของเจินเจิน

หญิงสาวม้วนตัวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดไปทางมุมมืดมุมหนึ่งซึ่งมีสมุนของนางรออยู่แล้วจำนวนหนึ่ง

ก่อนจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าสมุนในลำดับต่อไปเมื่อเหล่าทหารพวกนั้นหลงกลไล่ตามนางมา

หญิงสาวทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบตามจุดต่างๆรอบนอกของค่ายทหายชายแดนแห่งนี้

ผลที่ได้คือเหล่าทหารที่เป็นเวรยามหลายนายได้หายหน้าหายตาไป ทำให้นางสามารถใช้แผนในลำดับต่อไปได้โดยสะดวก

เมื่อเห็นได้ว่าทางเริ่มสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว นางจึงปล่อยผมออกให้ยาวสยาย ปลดหน้ากากออก ถอดชุดคลุมสีเข้มออกแล้วสวมทับด้วยชุดคลุมสีอ่อนพลิ้วไหวเดินนวยนาดเข้าไปยังค่ายทหารด้วยมาดของสตรีบอบบางอ่อนแอในคราบของหญิงคณิกาประจำค่ายทหาร

นางสืบทราบมาว่าวันนี้มีองค์ชายผู้หนึ่งของแคว้นต้าไห่ได้เดินทางมาตรวจการที่ค่ายทหารแห่งนี้

หากนางทำให้ค่ายทหารแห่งนี้ปั่นป่วนได้ นั่นย่อมต้องเรียกความสนใจส่วนใหญ่จากเมืองหลวงให้มาสนใจทางนี้ได้ไม่มากก็น้อย

ซึ่งมันก็จะมีผลทำให้องค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางโอรสหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ในแคว้นต้าไห่แห่งนี้สามารถกระทำการในลำดับต่อไปได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ด้วยเป้าหมายของเจินเจินในครานี้คือต้องการปกป้องและเปิดทางให้องค์ชายหลี่หงจิน หยางได้กระทำการเข้ายึดครองแว่นแคว้นต้าไห่แห่งนี้นั่นเอง

หลี่เซียวเหยาที่ได้แอบติดตามเจินเจินมาได้เห็นการกระทำทุกอย่างของนางทุกอย่างจนตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกลักษณะท่าทาง ท่วงท่ากิริยา และทุกการกระทำ

เขาต้องยอมรับว่านางทำได้ดี นางเป็นบุคคลที่มิใช่แค่เพียงสตรีธรรมดา นางมิใช่แค่เจินเจิน แต่นางเป็นมากกว่านั้น

แต่…

ปลอมเป็นหญิงคณิกาของค่ายทหารนี่มัน…

สะดุดรักยัยกะล่อน 18

ตอนที่ 18

ชายาเอก & อนุชายา

“ท่านโกรธข้าจริงๆรึ” เจินเจินยังคงถามอย่างออดอ้อนกับหลี่เซียวเหยาขณะยังคงนั่งซุกซบอยู่บนตักแข็งแกร่งของชายหนุ่มอยู่บนเตียงนอนภายในห้องบรรทมของเขา

พลางเอ่ยต่อ “ท่านยังมีเหล่าอนุชายาอีกหลายนาง ท่านย่อมมีคนคอยปรนนิบัติไม่เว้นแต่ละวัน”

“ข้ามิได้ต้องการร่วมรักกับใครอื่น” หลี่เซียวเหยาตอบใส่หน้าของสตรีร่างนุ่มนิ่มบนตักด้วยน้ำเสียงราบเรียบจริงจังต่อเนื่อง “ข้าย่อมต้องรับผิดชอบเจ้า เมื่อได้ครอบครอง”

ถ้าเป็นสตรีอื่นคงรีบจนตัวสั่นให้แต่งงานเพื่อรวบหัวรวบหางเขา แต่สตรีนางนี้ นางโง่หรือไร!? ชายหนุ่มคิดในใจ

ประโยคของหลี่เซียวเหยาทำเอาเจินเจินต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พวงแก้มสีชมพูระเรื่อปรากฎริ้วรอยสีแดงเพิ่มมากขึ้น สายตาของนางที่มองเขารู้สึกซาบซึ้งเปี่ยมสุขอย่างบอกไม่ถูก

เขาเป็นบุรุษที่ดีจริงๆ นางชอบคนไม่ผิด ถ้าเป็นบุรุษคนอื่นคงแค่อยากจะเอาเปรียบอิสตรี แต่เขาไม่! หญิงสาวคิดในใจ

อา…

เขากำลังทำให้นางไม่อยากไปทำงาน

นางกำลังอยากเป็นแค่สตรีในห้องหอของเขา

นางพญาจิ้งจอกเจินเจินคงเป็นแค่เพียงตำนานจริงๆเสียแล้ว…

หญิงสาวคิดในใจพลางซุกซบคลอเคลียชายหนุ่มอยู่ไม่ห่าง

หลี่เซียวเหยาก้มมองใบหน้างามในอ้อมอก

เขาเริ่มแน่ใจว่าเขาชอบนาง

เขาอยากครอบครองนางตลอดไป

เจินเจินเอื้อมมือเรียวงามของตนขึ้นก่อนใช้นิ้วไล้เกลี่ยเบาๆที่ใบหน้าของชายหนุ่ม

เขามิได้รูปงามอย่างเดียวแต่เขามีดีกว่านั้น

หญิงสาวคิดในใจขณะช้อนสายตาหวานเยิ้มหยดย้อยจับจ้องที่ใบหน้าของเขาอย่างหลงไหล ก่อนโน้มใบหน้าของเขาให้เข้าหา

ริมฝีปากชุ่มชื้นของเขาเคลื่อนเข้ามาประกบกับริมฝีปากได้รูปของเจินเจินอย่างไม่มีเกี่ยงงอนหรือบ่ายเบี่ยง

เขาบรรจงจูบนางอย่างนุ่มนวลอ้อยอิ่ง

ยิ่งได้รู้ว่านางจะต้องไปทำงานในที่ห่างไกลและยาวนาน

เขายิ่งอยากจะยืดเวลาให้ได้อยู่กับนางให้นานยิ่งขึ้น

แต่…

แค่จูบอย่างเดียวเขาคงได้แต่คลั่ง

หลี่เซียวเหยาจึงเริ่มจูบเจินเจินอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น

แม้เมื่อคืนจะร่วมรักกับนางแล้วทั้งคืน

แต่เหมือนกับว่ามันจะยังไม่เพียงพอ

กับนาง

เขาไม่เคยพอ

เจินเจินรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มเริ่มมีความต้องการมากยิ่งขึ้น ตักแข็งแกร่งของเขาเริ่มมีบางอย่างแจ้งแก่นาง

นางเองก็ไม่ต่างกัน

นางชอบสัมผัสเขา และ ชอบให้เขาสัมผัสนาง

สัมผัสจากบุรุษเพศ มีเพียงเขาที่นางต้องการ

หลี่เซียวเหยาเริ่มปลดสาบเสื้อของเจินเจินที่เพิ่งใส่ได้แค่เพียงไม่นาน

เมื่อผ้าคาดเอวกระตุกออก มือเรียวยาวของเขาจึงค่อยๆล้วงเข้าไปในสาบเสื้อนั้นของนางเพื่อแยกมันออกจากกันจนเผยช่วงไหล่กลมกลึงนวลเนียนให้ปรากฎแก่สายตา

เขาเอื้อมฝ่ามือร้อนลวกล้วงเข้าไปในเอี๊ยมตัวบางแล้วเค้นคลึงทรวงอกอวบอิ่มของนางเบาๆใช้หัวแม่มือเกลี่ยเน้นๆบนยอดเนินนั้น

ริมฝีปากของเขายังคงขบเม้มอยู่กับริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม ปลายลิ้นของเขายังคงแทรกซึมควานหาความหวานล้ำจากริมฝีปากของนางอย่างต่อเนื่อง

เจินเจินเองก็ไม่น้อยหน้า มือเรียวสวยของนางกำลังล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของชายหนุ่มเพื่อสัมผัสลูบไล้แผงอกบึกบึนของเขาก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งปลดสาบเสื้อแล้วแหวกออกจากลำตัวของเขา ในขณะที่ริมฝีปากของนางยังคงแนบสนิทกับริมฝีปากของเขาอย่างแนบแน่นพลางตอบสนองด้วยความดูดดื่มจนเรียกเสียงครางให้ออกมาจากลำคอของเขา

สองหนุ่มสาวผลัดกันลูบคลำเค้นคลึงเรือนร่างของกันและกันอย่างอ้อยอิ่ง เนิ่นนาน ผ่านสัมผัสแผ่วเบาแต่ร้อนระอุของฝ่ามือของกันและกัน

เพียงไม่นานเสื้อผ้าของชายหนุ่มหญิงสาวที่เพิ่งสวมใส่แค่เพียงครู่เดียวพลันหลุดรุ่ยก่อนจะหลุดร่วงลงสู่พื้นห้องปูพรมข้างเตียงนอนในขณะที่หลี่เซียวเหยากำลังโอบอุ้มร่างระหงของเจินเจินให้ม้วนตัวจนนอนเหยียดยาวบนเตียงนอนเพื่อรอรับร่างของเขาขึ้นทาบทับ

ริมฝีปากของทั้งสองยังคงประกบแลกลิ้นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“อือ…อืม….”

เจินเจินเริ่มปล่อยเสียงครวญครางเมื่อหลี่เซียวเหยาถอนริมฝีปากของเขาออกจากริมฝีปากของนางเพื่อไล้ปลายลิ้นไปเรื่อยๆตามพวงแก้ม ตามปลายคาง เลื่อนลงไปขบเม้มตามลำคอขาวผ่องจนเกิดริ้วรอยรอบใหม่ทับซ้อนกับริ้วรอยดั้งเดิมจากหลายรอบที่ผ่านมา ฝ่ามือร้อนระอุของเขายังคงลูบคลำเค้นคลึงที่เนินอกหยุ่นนุ่มกลมกลึงที่บัดนี้เต่งตึงมากยิ่งขึ้นจากสัมผัสของเขาจนเกิดริ้วรอยสีแดงก่ำ ริมฝีปากที่ร้อนจัดไล้ลิ้นตามมาขบเม้มดูดดันบนยอดปทุมถันอย่างมีชั้นเชิง

“อา…ท่าน”

หญิงสาวยิ่งเพิ่มเสียงครางอย่างกระเส่าออกมาเมื่อฝ่ามือของชายหนุ่มที่ร้อนเร่ามิได้อยู่แค่เนินอกแต่กำลังเคลื่อนลงต่ำไปที่หน้าท้องแบนราบก่อนจะเริ่มล้วงลึกเข้าหาเนื้อนุ่มแล้วแยกต้นขาของนางออก ริมฝีปากของเขาที่ร้อนรุ่มไม่แพ้กันก็กำลังเคลื่อนที่ขบเม้มดูดดึงไปเรื่อยๆจนทั่วเรือนร่างขาวผ่องนวลเนียนดั่งหยกของนาง จนนางต้องแอ่นกายยกขึ้นอย่างเสียวซ่านพร้อมปล่อยเสียงโอดครวญ

“อา….”

มือเรียวที่ขยุ้มกับผ้าปูเตียงต้องรีบคว้าจับไหล่กำยำของเขาเอาไว้แน่นก่อนจะเปลี่ยนมาขยุ้มผมนุ่มลื่นของเขาเพื่อดึงใบหน้าของเขาให้เคลื่อนขึ้นมาหาใบหน้าของนางอย่างร้อนรน นางเริ่มทนไม่ไหว

เจินเจินส่งสายตามองหลี่เซียวเหยาอย่างหลงไหลเย้ายวนเร่งเร้าพลางเผยอริมฝีปากของตนออกแล้วจับกดท้ายทอยของชายหนุ่มให้ริมฝีปากแดงสดของเขาเข้าหาริมฝีปากของนางอย่างเว้าวอน

หลี่เซียวเหยาก้มหน้าลงใช้ริมฝีปากของเขาจัดการตอบสนองเจินเจินอย่างหนักหน่วงในขณะที่ฝ่ามือของเขายังคงคล้ายจะลวกผิวนวลเนียนของนางให้มอดไหม้ไปหมดทั้งตัว

ร่างร้อนผ่าวของเขาและของนางเบียดเสียดเข้าหากันด้วยความร้อนเร่า ความปวดหนึบของเขาและความปวดหน่วงของนางกำลังต้องการเข้าหากันเพื่อเติมเต็ม

หลี่เซียวเหยาใช้ต้นขาของเขาดันต้นขาของเจินเจินให้แยกออกจากกันมากยิ่งขึ้นเพื่อรอรับการถาโถมกลางลำตัว

เจินเจินเอื้อมมือเรียวของตนโอบกระชับแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขาเอาไว้อย่างเตรียมพร้อมรับการจู่โจม

แต่ก่อนที่กิจกรรมเคาะจังหวะของหนุ่มสาวจะเริ่มขึ้น

เสียงเคาะประตูพลันดังมา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ทูลองค์ชาย เฉินกงกงมารอเข้าเฝ้าเพคะ” เสียงของนางกำนัลนางหนึ่งดังขึ้นอยู่หน้าประตูนอกห้องนอนอีกชั้นหนึ่ง

สองหนุ่มสาวที่กำลังพร้อมจะมอดไหม้กันและกันถึงกับชะงักงันแข็งค้างอยู่กลางอากาศ

แต่เวลานี้

ช้างมาฉุดก็เอาไว้ไม่อยู่

เมื่อนางกำนัลที่มาแจ้งข่าวไม่ได้รับการตอบรับใดๆกลับออกมา นางจึงเดินจากไปอย่างรู้งาน

หลี่เซียวเหยาและเจินเจินไม่รอช้า รีบใช้เวลาที่มีค่าทั้งหมดในทันที

บทบรรเลงเพลงรักจึงดังขึ้นด้วยเสียงโอดครวญครางกระเส่าอย่างรัญจวนพร้อมลมหายใจหอบถี่เป่ารดกันและกันอย่างกระชั้นชิด ผสมผสานกับเสียงพรมจูบสลับกับเสียงเนื้อกระทบกันอย่างมีจังหวะจนเวลาล่วงเลย…

ภายในห้องโถงอันกว้างใหญ่ของตำหนักหลี่เซียวเหยา ตรงโต๊ะไม้ลายสลักตัวหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องมีขันทีคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้านล่างของโต๊ะตัวนั้น ขันทีคนนั้นกำลังหลับอยู่คล้ายกับตายไปแล้ว

“เจ้ามีธุระอันใด เฉินกงกง” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ ของหลี่เซียวเหยาดังขึ้นเมื่อเดินมาจนถึงร่างที่กำลังฟุบหลับอยู่ใต้โต๊ะตัวนั้น

เฉินกงกงที่นั่งรอหลี่เซียวเหยาอยู่นานจนเผลอหลับไปถึงกับสะดุ้งจนกลิ้งไปหนึ่งตลบ

“พระอาญาไม่พ้นเกล้า กระหม่อมขอประทานอภัยพะย่ะคะ” เฉินกงกงถึงกับลนลานกล่าวสิ่งใดไม่ถูกขณะลุกขึ้นคลานเข่าก้มหน้างุดๆตรงเบื้องหน้าของร่างสูงโปร่ง

“มีอะไรก็ว่ามา” หลี่เซียวเหยาถามเฉินกงกงอีกครั้งอย่างนึกหงุดหงิดอยู่บ้างที่เฉินกงกงบังอาจมาขัดจังหวะของเขากับเจินเจินเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา

แม้จะขัดไม่สำเร็จก็เถอะ!

“ทูลองค์ชายสี่ ฮ่องเต้ให้กระหม่อมมาทูลเชิญไปพบที่ตำหนักกลางพะย่ะค่ะ” จบคำของเฉินกงกงหลี่เซียวเหยาเพียงหันหน้าไปทางเจินเจินที่เดินออกมาด้วยกัน

เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เจ้ากำลังจะไปพบฮองเฮา งั้นเราไปด้วยกันเถอะ”

“อืม…” เจินเจินเงยหน้ารับคำหลี่เซียวเหยายิ้มๆก่อนเดินเคียงกันไปตามทางอย่างอารมณ์ดี

เมื่อทั้งสองเดินเข้ามายังตำหนักกลางอันหรูหราอลังการจึงทำความเคารพฮ่องเต้และฮองเฮาเจ้าของตำหนักตามปรกติและได้พบกับแขกผู้มาเยือน หลี่เซียวเหยาจึงรู้แจ้งในทันทีถึงการเรียกพบของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินในยามนี้

“เสด็จแม่” หลี่เซียวเหยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงดีใจอยู่หลายส่วนเมื่อมองเห็นสตรีสูงวัยนางหนึ่งที่กำลังนั่งคุยอยู่กับฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน สตรีวัยกลางคนนางนั้นเพียงผินหน้ามาทางเขา ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหาก่อนจะทำความเคารพอย่างนอบน้อม

“เหยาเอ๋อร์…” เซียงหวงกุ้ยเฟยพระสนมเอกในฮ่องเต้แคว้นหลี่ที่เป็นพระมารดาของหลี่เซียวเหยาเอ่ยเรียกบุตรชายของตนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่ต่างกัน

“เสด็จแม่มาได้อย่างไร เสด็จพ่อทรงอนุญาตหรือพะย่ะค่ะ” หลี่เซียวเหยาถามขึ้นไปทางมารดาขณะเดินเข้าไปประคองสตรีสูงวัยให้ลุกขึ้นเพื่อโอบกอดและลูบหลังเขาอย่างที่เคยกระทำมาตามประสาแม่ลูกผูกพัน

“ย่อมแน่นอน เป็นกรณีพิเศษน่ะ นอกจากแม่แล้วยังมีคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพภาคมากับแม่ด้วย” เซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดีพลางโบ้ยสายตาอย่างมีเลศนัยไปทางสตรีนางหนึ่งที่ยืนเยื้องออกไปไม่ไกลกัน

“หลิงอวิ๋นถวายบังคมองค์ชายสี่เพคะ” สตรีหน้าตางดงามรูปร่างอรชรท่าทางอ่อนหวานกิริยาสูงส่งนามว่าหลิงอวิ๋นที่เซียงหวงกุ้ยเฟยเอ่ยถึงรีบแนะนาตัวเองอย่างเนียนๆพร้อมกับเดินนวยนาดเข้ามาใกล้บุคคลทั้งสองก่อนจะทำความเคารพมาทาง หลี่เซียวเหยาอย่างนอบน้อม

ทำเอาคนทั้งหมดในตำหนักกลางถึงกับชะงักอย่างรู้ความนัย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน ฮองเฮาหงเหม่ยหลง โดยเฉพาะหลี่เซียวเหยาและที่หนักสุดเห็นจะเป็นเจินเจินที่เดินเคียงกันมากับหลี่เซียวเหยาเมื่อครู่

หลี่เซียวเหยาจึงถือโอกาสดึงร่างของเจินเจินที่เดินเข้ามาพร้อมกันให้เข้ามาใกล้เขาก่อนจะเอ่ยแนะนาให้มารดาของตนได้รู้เสียเลย

เจินเจินจึงรีบทำความเคารพอย่างรู้งานในทันที

 

“แค่สตรีอุ่นเตียงใยต้องแนะนาเปิ่นกงกัน” นั่นคือประโยคของเซียงหวงกุ้ยเฟยที่เอ่ยทักทายอย่างถือตัวด้วยน้ำเสียงผิดจากเมื่อครู่อย่างชัดเจน เนื่องจากนางได้รับรู้มาบ้างเกี่ยวกับสตรีของ หลี่เซียวเหยาบุตรชายของตน

หลิงอวิ๋นถึงกับหลุดขำอย่างจงใจโดยยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากอย่างมีจริต

หลี่เซียวเหยาถึงกับทำหน้าไม่ถูกเมื่อมองไปทางเจินเจิน

เจินเจินเพียงรับฟังนิ่งๆอย่างรู้งานอีกเช่นกัน นางไม่โง่และไม่อยากสู้รบปรบมือกับสตรีอ่อนแอ อีกทั้งเป็นถึงมารดาอันเป็นที่รักของบุรุษที่นางพึงใจ

นางจึงเพียงยกยิ้มตอบกลับไปอย่างไม่ถือสา

ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินกับฮองเฮาหงเหม่ยหลงที่พอจะรับรู้เรื่องของหลี่เซียวเหยาและเจินเจินอยู่บ้างจึงรีบเอ่ยไปทางข้าราชบริพารที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกลให้พาอาคันตุกะทั้งสองไปยังที่พักที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ โดยให้หลี่เซียวเหยาเป็นคนตามไปดูแล

หลี่เซียวเหยาจึงเดินประคองมารดาของตนให้เดินออกไปจากตำหนักกลางตามด้วยหลิงอวิ๋นและบ่าวรับใช้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง

ต้นเหตุที่จู่ๆมารดาของหลี่เซียวเหยาพาสตรีมาให้ชายหนุ่มถึงที่นั้นเป็นเพราะเซียงอวี๋นั่นเอง

เซียงอวี๋นั้นเมื่อจับหลี่เซียวเหยาไม่สำเร็จเมื่อครั้งวางยาปลุกกำหนัดหลี่เซียวเหยา จึงจำต้องเลิกตอแยหลี่เซียวเหยาเนื่องด้วยเหตุการวางยาหลี่เซียวเหยาที่เป็นถึงองค์ชาย นางจึงถูกทำโทษอย่างหนักและโดนเนรเทศให้ออกไปจากแคว้นต้าหลี่

แต่ต่อมาเซียงอวี๋นั้นบังเอิญได้รับความช่วยเหลือจาก หลิงอวิ๋นซึ่งเคยเป็นเพื่อนรักกันกับเซียงอวี๋ ตัวเซียงอวี๋จึงคิดแผนการขึ้นมาใหม่

อันที่จริงสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั้นนางได้มีคนรักอยู่แล้ว แต่เซียงอวี๋ก็ทำให้ทั้งสองเลิกรากันเพียงในเวลาแค่ไม่นาน ด้วยการหว่านล้อมหลิงอวิ๋นโดยการยกตำแหน่งชายาเอกในองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาแห่งแคว้นต้าหลี่มาหลอกล่อ โดยการชักนำ หลิงอวิ๋นเข้าหาเซียงหวงกุ้ยเฟยมารดาของหลี่เซียวเหยา

สตรีทั้งสองนางนี้ ทั้งเซียงอวี๋และหลิงอวิ๋นนั้นมีสัญญาใจต่อกันว่าถ้าหลิงอวิ๋นได้เป็นชายาเอก เซียงอวี๋จะต้องได้เป็นชายารอง หากแผนการผลักดันให้หลิงอวิ๋นเป็นชายาเอกสำเร็จ ตำแหน่งชายารองของเซียงอวี๋ก็คงเป็นไปได้ไม่ยาก เซียงอวี๋คิดอย่างนั้น

และด้วยฐานะของหลิงอวิ๋นนั้นที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพของแคว้นหลี่ผู้ที่เปรียบดังมือขวาของฮ่องเต้แคว้นหลี่ซึ่งแคว้นหลี่นั้นเป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นกับแคว้นต้าหลี่

ด้วยเพราะว่าฮ่องเต้ของแคว้นหลี่เป็นบิดาของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินแห่งแคว้นต้าหลี่จึงไม่ใช่เรื่องยากที่มารดาของหลี่เซียวเหยาจะคล้อยตามและนำพากันมาในวันนี้

เมื่อมารดาของหลี่เซียวเหยาและสตรีผู้มาใหม่ หลิงอวิ๋น พร้อมด้วยขณะบ่าวไพร่ได้พากันออกไปตามคำสั่งของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินแล้วนั้น ในห้องนี้จึงเหลือเพียงฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน ฮองเฮาหงเหม่ยหลง และเจินเจิน

“เจินเจิน…” หงเหม่ยหลงเห็นเจินเจินเงียบไปจึงเอ่ยเรียกลูกน้องคนสนิทของตนอย่างห่วงใย

“หม่อมฉันไม่เป็นไร” เจินเจินเอ่ยขึ้นเนิบๆ ด้วยมาดนิ่งๆ เพราะกำลังเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่านบางอย่างอยู่อย่างยากลำบาก

เดิมทีเจินเจินกับหลี่เซียวเหยาตั้งใจมาบอกกล่าวแก่ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินกับฮองเฮาหงเหม่ยหลงเรื่องการแต่งงานของพวกตน

แต่ในเมื่อรูปการณ์ออกมาเป็นอย่างนี้ เจินเจินจึงได้มีเวลาใคร่ครวญ และตัดสินใจ

ในระหว่างที่นางต้องนำพรรคพวกออกเดินทางไปคอยช่วยเหลือเป็นทัพสนับสนุนให้องค์ชายหลี่หงจินหยางโอรสหนึ่งเดียวของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินและฮองเฮาหงเหม่ยหลงที่แคว้นต้าไห่นั้น

นางจึงคิดจะใช้โอกาสและเวลานี้ดูเชิงบุรุษของนาง

หลี่เซียวเหยา!

นางอยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไร

หากเขาปักใจรักนางจากใจจริงและกล้าพอเพื่อนาง

นางขอสาบานว่าจะยกพวกไปถล่มเมืองใดเมืองหนึ่งแล้วยึดเอามาถือครอง

แล้วเขากับนางจะร่วมกันปกครองโดยไม่สนใจใคร

แต่ถ้าไม่….

ถ้าไม่…

???

ค่อยคิดอีกทีแล้วกัน…

ฮึ!

ถึงแม้ว่ามารดาของหลี่เซียวเหยาจะยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเกี่ยวกับหลิงอวิ๋นสตรีที่นางเอามาประเคนบุตรชายถึงที่

แต่การแสดงตัวตนของสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั้นกลับฉายชัดออกมาอย่างไม่มีการเก็บข่มอาการใดๆ

ยามนี้หลี่เซียวเหยากับมารดาใช้เวลาอยู่ด้วยกันโดยปล่อยให้หลิงอวิ๋นได้ออกมาแผ่รังสีของชายาเอกก่อนล่วงหน้าอย่างแข็งขัน โดยมีนางกำนัลและบ่าวไพร่คอยดูแลปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง

หญิงสาวกำลังเดินนวยนาดไปมาตามทางเดินของสวนสวยในอุทยานของตำหนักหลี่เซียวเหยาด้วยมาดของนางพญาไม่มีเก็บกดท่วงท่าของชายาเอกแต่อย่างใด

กิริยาของนางฉายชัดอยู่ทุกย่างก้าวอย่างจงใจ

นางต้องการข่มขวัญคนที่นี่เอาไว้เพื่อกันไม่ให้มีอะไรผิดพลาด เพราะนางค่อนข้างแน่ใจในความสวยสดสูงค่าของตน

เหล่าบรรดาอนุชายาเมื่อได้ข่าวเกี่ยวกับสตรีผู้มาใหม่และยังได้ข่าวด่วนปานสายฟ้าแล่บชนิดเร็วกว่าไฟลามทุ่งว่าสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นนั้นอาจจะได้มาเป็นชายาเอกของตำหนักหลี่เซียวเหยาอย่างจริงแท้แน่นอน

ด้วยเพราะว่าสตรีนางนั้นได้เดินทางมากับสตรีสูงศักดิ์ที่เป็นถึงพระมารดาขององค์ชายสี่

พวกนางจึงรวมใจกันมายลโฉมและตั้งใจมาเพื่อทำความรู้จักกับหลิงอวิ๋นกันอย่างพร้อมเพรียง

“เหล่าอนุชายาขององค์ชายสี่เจ้าค่ะ คุณหนู” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยกับหลิงอวิ๋นอย่างประจบประแจงเมื่อมองเห็นเหล่า อนุชายาพากันเดินนวยนาดใกล้เข้ามาทางหลิงอวิ๋นที่เป็นถึงว่าที่ชายาเอกในองค์ชายสี่

หลิงอวิ๋นเห็นบรรดาสตรีหมายเลขสามสี่ห้าหกขององค์ชายสี่จึงเพียงปรายตามองอย่างถือตัวและทำท่าทางสูงส่งอย่างเข้มข้นเพื่อข่มขวัญสตรีเหล่านั้นเอาไว้

ต่อไปถ้านางเป็นชายาเอก นางจะต้องดูแลจัดการเหล่าอนุชายาให้อยู่หมัดภายใต้อาณัติของนาง หญิงสาวคิดอย่างนั้น ขณะวางมาดเหย่อหยิ่งอย่างคนชั้นสูงเพื่อต้องการข่มขวัญออกมาอย่างชัดเจน

เหล่าอนุชายาเมื่อเห็นสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นทำท่าทีอยู่เหนือพวกตนมากมายแบบนั้น พลันเปลี่ยนใจจากเดิมว่าจะเข้าไปทักทำยอย่างผูกมิตรไมตรีเอาไว้จึงเพียงแค่กล่าวทักทำยตามมารยาทและพากันนวยนาดเดินจากมา

เมื่อเหล่าอนุชายาทั้งหลายได้พากันเดินออกมาห่างจากหลิงอวิ๋นพอสมควร…

“ข้าว่าเจินเจินยังดีกว่า” อนุชายาหมายเลขสามเอ่ยขึ้น

“ใช่ๆ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้พวกเรารู้สึกต่ำต้อยเยี่ยงนี้” อนุชายาหมายเลขสี่อีกคนเอ่ยตาม

“เช่นนั้น พวกเราต้องจัดการ” อนุชายาหมายเลขห้าอีกนางรีบเสริม

“เขี่ยสตรีนามว่าหลิงอวิ๋นออกไป” อนุชายาหมายเลขหกเอ่ยขึ้นพลางยกยิ้มเป็นสัญญาณ

และทั้งหมดก็หัวเราะในลำคออย่างพร้อมเพรียง

หึหึหึ!

สะดุดรักยัยกะล่อน 17

ตอนที่ 17

ขอแต่งงาน

เนื่องจากว่าเจินเจินนั้นนับได้ว่าเป็นผู้นำระดับสูงคนหนึ่งของฝ่ายอิทธิพลมืด

นางเป็นบุคคลสำคัญที่ฮองเฮาหงเหม่ยหลงทรงไว้วางใจให้ทำเรื่องสำคัญๆรองลงมาจากหลิวฉวนหยู่ร์สหายคู่ใจของฮองเฮา

และงานที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้นั้นมันยิ่งสำคัญเพราะว่ามันเกี่ยวพันถึงชีวิตและความปลอดภัยสูงสุดของโอรสองค์เดียวของฮองเฮา นามว่า หลี่หงจินหยาง

เนื่องจากว่าแคว้นต้าหลี่นั้นมีศัตรูตัวฉกาจคือแคว้นต้าไห่ที่เคยเป็นปรปักษ์กันมาตั้งแต่ตีแคว้นเว่ยจนราบคาบแล้วยึดเอามาครองครองก่อนจะสถาปนาเป็นแคว้นต้าหลี่

และข่าวกรองที่ได้รับมานั้นมีใจความมาว่าแคว้นต้าไห่ที่มีพวกของแคว้นเว่ยนั้นกำลังซุ่มสร้างขุมกำลังเอาไว้มากมายสำหรับพาพรรคพวกมาถล่มแคว้นต้าหลี่แห่งนี้

ดังนั้นฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินจึงได้มอบหมายภารกิจลับให้โอรสหนึ่งเดียวคือองค์ชายหลี่หงจินหยางเข้าไปแทรกซึมจัดการอย่างเงียบเชียบ

และฮ่องเฮาหงเหม่ยหลงนั้นก็ได้แอบสั่งการกับเจินเจินให้นำกำลังของตนเข้าไปคุมสถานการณ์อีกชั้นหนึ่ง

“ว่าอย่างไร…” เสียงแหบพร่าทว่ามีเสน่ห์ของหลี่เซียวเหยายังคงเอ่ยอย่างกระเส่าอยู่ตรงหน้าของเจินเจินที่บัดนี้กำลังนั่งคร่อมอยู่บนตักของชายหนุ่มอยู่ในอ่างอาบน้ำ

สายตาร้ายกาจผสมกับริมฝีปากแดงสดที่กำลังคลี่ยิ้มอย่างหมายมาดจนหญิงสาวต้องลืมตาขึ้นเหม่อมองใบหน้าของชายหนุ่มยามนี้ในระยะประชิด ลมหายใจกรุ่นร้อนยังคงเป่ารดใบหน้ากันและกัน

“นี่คือคำตอบ…” เจินเจินเอ่ยเพียงเบาๆก่อนก้มหน้าลงจูบหลี่เซียวเหยาอย่างดูดดื่ม นุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง

นั่นจึงทำให้หลี่เซียวเหยาคลี่ยิ้มออกมาได้กว้างยิ่งขึ้นก่อนจะโน้มใบหน้าของหญิงสาวให้เข้ามาและเริ่มบรรเลงเพลงรักอันแสนรัญจวนให้นางอย่างถึงใจ

“อือ…ท่าน” เจินเจินครางเสียงกระเส่าอยู่บนตักแข็งแกร่งของหลี่เซียวเหยาที่กำลังจับสะโพกของนางให้ขยับตามแรงโน้มถ่วงของเขา

“เจ้าชอบหรือไม่…” หลี่เซียวเหยาถามเสียงแหบเบาลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้างามอย่างหยั่งเชิง

“อ่ะ…อือ” เจินเจินหน้าแดงหูแดงนัยน์ตาหยาดเยิ้มกัดริมฝีปากน้อยๆก่อนตอบกลับไปอย่างยากเย็น อืม…

 

“เช่นนั้น…” ชายหนุ่มกัดฟันถามออกไปขณะบังคับจังหวะของร่างงามในอ่างอาบน้ำให้อยู่ในการควบคุมของเขาอย่างใจเย็น “เจ้าควรทำ…อย่างไร”

“อือ…แต่ง…แต่งงาน” หญิงสาวพยายามตอบคำขณะแหงนหน้าขึ้นอย่างเสียวสยิว นิ้วเรียวงามจิกกดอยู่ตรงไหล่ล่ำสันของชายหนุ่ม

“แต่ง..กับใคร” ชายหนุ่มยังคงคาดคั้นขณะเพิ่มจังหวะของกิจกรรมเพื่อทรมานคนตอบ

“กับ…อา…กับท่าน…อื้อ…” เจินเจินรีบตอบกลับไปก่อนจะกัดริมฝีปากได้รูปของตนเองไว้แน่นด้วยความรู้สึกซาบซ่านสุดจะทน

“จริงรึ?” เขาถามขณะจับนางโยกจนตัวโยน

“อา…จริง…แท้…อือ…อื้อ…” นางส่งเสียงครางตอบอย่างยากเย็นเมื่อร่างนุ่มนิ่มของตนอยู่ในการควบคุมของชายหนุ่มทั้งหมด

หลี่เซียวเหยาถึงกับครางเสียงต่ำอยู่ในลำคอเช่นกันเมื่อคาขอแต่งงานของเขาสัมฤทธิ์ผล

“จริงแน่…”

“อา… ท่าน…อ๊า…”

สองหนุ่มสาวยังคงขอแต่งงานกันอยู่ในอ่างอาบน้ำอุ่นจนน้ำกระฉอกออกนอกอ่างจนเกือบจะหมดแทบไม่เหลือน้ำให้อาบแต่อย่างใด

เวลาผ่านไปจากค่ำคืนของรัตติกาลจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน

หลี่เซียวเหยาที่แต่งกายเสร็จเรียบร้อยดีแล้วยังคงนั่งกอดอกด้วยใบหน้าเรียบนิ่งท่าทางเย็นชาแววตาคมดาที่ยังคงแฝงความขัดเคืองอยู่บนเตียงนอน

เขาเพียงทอดสายตาดำดิ่งของตนมองไปยังสตรีที่เขาเพิ่งจะขอนางแต่งงานไปเมื่อวาน

นางกำลังแต่งตัวอยู่หน้าโต๊ะคันฉ่องอย่างใจเย็น

“คำตอบของเจ้ามิใช่คำตอบที่ข้าต้องการทั้งหมดเจินเจิน” หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดอยู่ไม่จาง

“ข้ามิได้ต้องการเพียงร่วมรักกับเจ้า ที่ข้าต้องการเพียงมีเจ้าอยู่กับข้า”

เจินเจินที่แต่งกายด้วยชุดสวยงามดีแล้วเพียงหันหน้ามามองทางชายหนุ่มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะคลี่ยิ้มสดใสส่งให้เขา ขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มเชิงกระเซ้า “ก็ท่านถามว่าจะแต่งงานหรือไม่”

หญิงสาวยังคงไว้ด้วยท่าทางขี้เล่นมิได้สนใจสายตาดุดันสีหน้ามืดครึ้มของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงเตียงนอนแต่อย่างใด

นางเพียงหมุนตัวแล้วกระโดดจนตัวลอยขึ้นมานั่งบนตักของเขาพลางเอ่ยต่อ “ข้าก็ตอบแล้วว่าแต่งอย่างไรเล่า ขอหอมแก้มก่อนทีนึง”

ชายหนุ่มมิได้กล่าวต่อสิ่งใด เขายังคงไว้ซึ่งสีหน้าบอกบุญไม่รับ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างขัดใจกับสตรีบนตักของเขา

“ขอหอมอีกทีนึง” เจินเจินยังคงหอมแก้มซ้ายขวาของเขาอย่างหน้าชื่นตาบานไม่สะทกสะท้านใดๆกับอาการขัดเคืองแววตาพิฆาตอารมณ์ร้อนกรุ่นของเขา

หลี่เซียวเหยาเพียงนั่งนิ่งๆด้วยใบหน้าขึงตึงอย่างเก็บข่มอารมณ์พลุ่งพล่าน

เจินเจินของเขารับปากจะแต่งงาน

แต่…

แต่นางต้องการหมั้นหมายเอาไว้ก่อน

แล้วค่อยแต่งงานกันหลังจากไปทำศึกสงครามกับแคว้นต้าให่

หมั้นหมายบ้าบออันใดกัน

กินกันอย่างเมามันเยี่ยงนี้แล้ว

จะมามัวหมั้นเพื่อประโยชน์อันใด

ฮึ่ม!

สตรีนางนี้

นาง…

นาง…

เขาจะทำอย่างไรกับนางดี???

สะดุดรักยัยกะล่อน 16

ตอนที่ 16

ยั่วยวน

ภายในห้องนอนอันโอ่อ่าหรูหราอลังการของหลี่เซียวเหยา ภายใต้ม่านมุ้งด้านข้างของเตียงนอนผืนใหญ่หนานุ่มปรากฎร่างระหงของสตรีนางหนึ่งได้แอบย่องเข้ามาอย่างย่ามใจ

นางต้องการเข้ามาลวนลามบุรุษเจ้าของห้อง!

อืม…

เมื่อช่วงบ่ายนางได้ฝึกทำท่ายั่วยวนกับบรรดาอนุชายาทั้งหลายมานะ นางจะนำมาใช้กับหลี่เซียวเหยาของนาง คิกคิก

แต่…

เดี๋ยวนะ!

ถ้านางยั่วยวนเขาได้ผล เหล่าอนุชายาก็คงจะยั่วยวนเขาได้ผลเหมือนกัน

แย่แล้ว…

เจินเจิน! ทำไมเจ้าถึงได้โง่งมอย่างนี้

หลงกลพวกสตรีเมืองหลวงเสียแล้ว

ทำอย่างไรดี…

อา…

ทำอย่างไร ทำอย่างไร

หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักอกหนักใจอยู่ใกล้ๆกับเตียงนอน

อ๊ะ! นางดีดนิ้วดังเปาะ

ลองท่าใหม่ก็แล้วกัน เอาท่าที่ยังไม่ได้สอนเหล่าสตรีพวกนั้น ท่าใหม่ ท่าใหม่

เมื่อคิดได้ดังนั้น เจินเจินจึงกระโดดตัวลอยขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียงนอนของหลี่เซียวเหยาอย่างถือวิสาสะก่อนจะนั่งครุ่นคิดถึงท่าทางยั่วยวนเพื่อที่จะใช้กับหลี่เซียวเหยา

หญิงสาวนั่งเอียงหน้าน้อยๆกลอกตาไปมาพลางครุ่นคิดอย่างมีมาด แต่เมื่อนางได้ทำการคิดแล้วคิดอีก คิดแล้วคิดอีก แต่เหมือนกับว่า นางจะพลั้งเผลอสอนเหล่าอนุชายาของชายหนุ่มไปจนหมดสิ้นแล้วทุกกระบวนท่า

หญิงสาวจึงได้แต่ทำท่าคิดหนักจนคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด เครียดมาก…

โดยที่นางไม่รู้ตัวเลยว่าภาพที่ตนเองกำลังใช้ความคิดแบบผิดปกติวิสัยนั้นได้ตกอยู่ในสายตาของบุรุษเจ้าของห้องที่กำลังเดินเข้ามาอย่างพอดิบพอดี

เขากำลังเข้าใจในตัวของหญิงสาวผิด อย่างมหันต์

นางกำลังคิดแผนการร้ายกาจอันอีก!?

ยังคิดจะไปจากเขาใช่หรือไม่!?

หลี่เซียวเหยานึกเคืองเจินเจินขึ้นมาในทันที

ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนกระทั่งยามนี้ นางมักจะทำให้เขารู้สึกขัดเคืองอยู่ตลอดเวลา

นางจะเอาอย่างไรกับเขากันแน่

นางมักจะทำให้เขาคิดมากเรื่องของนางอยู่ร่ำไป

หลี่เซียวเหยาปรายตามองเจินเจินที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของนางโดยไม่ได้สนใจการเข้ามาของเขา

ชายหนุ่มจึงทำเป็นไม่สนใจเจินเจินเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปยังห้องข้างๆกันและเรียกบ่าวไพร่จากประตูข้างหลังให้มาเติมน้ำลงอ่าง

วันนี้เขามัวแต่ยุ่งๆเกี่ยวกับการช่วยงานราชกิจให้เสด็จพี่หลี่ซื่อหมินของเขา จนไม่มีเวลาให้ตัวเองและไม่มีเวลาให้นาง

เขาจะใช้เวลานี้ ใคร่ครวญคิดถึงเรื่องของใครบางคน

เพียงครู่เดียวหลี่เซียวเหยาก็นั่งแช่น้ำอุ่นอยู่ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่หลังฉากกั้นภายในห้องอาบน้ำ เขาต้องการใช้การแช่น้ำอุ่นเพื่อช่วยทำให้สมองของเขาได้ปลอดโปร่งมากยิ่งขึ้น จะได้คิดหาวิธีจัดการกับใครบางคนได้อย่างจริงจังเบ็ดเสร็จ

และในขณะที่ชายหนุ่มกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น

“ท่านอยู่ตรงนี้!” เสียงหวานๆของสตรีที่หลี่เซียวเหยากำลังนึกเข่นเขี้ยวอยู่พลันดังขึ้นอยู่ตรงฉากกั้น

เจินเจินได้ยินเสียงจากห้องข้างๆที่นางกำลังนั่งอยู่จึงเดินเข้ามาก่อนจะยืนเกาะฉากกั้นแน่นพร้อมทำตาโตกับภาพตรงหน้า

เขาอาบน้ำอยู่!

ชายหนุ่มเพียงปรายตามองไปทางหญิงสาวอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเอ่ยเรียกเสียงเข้ม “มานี่เลย…”

เจินเจินได้ยินดังนั้นจึงไม่การรอช้าแต่อย่างใด นางรีบทำตามคำอย่างเร็ว

“ข้าถูหลังให้ท่านนะ” หญิงสาวรีบถามขึ้นพลางกระโดดเข้าไปหาหลี่เซียวเหยาที่อ่างอาบน้ำก่อนจะนั่งลงนอกอ่างอาบน้ำตรงข้างหลังของชายหนุ่ม

“เจ้าคิดอะไรอยู่” ชายหนุ่มถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงความขัดเคือง

เจินเจินถึงกับชะงักมือที่กำลังถูหลังให้เขา นางจะบอกตรงๆได้อย่างไรเล่าว่ากำลังคิดแผนยั่วยวนเขาอยู่?

หลี่เซียวเหยาเห็นอาการชะงักงันของเจินเจินยิ่งเพิ่มระดับความคุกรุ่นทางอารมณ์

เขาไม่มีทางปล่อยนางให้ได้ลอยนวลเป็นแน่ นางไม่มีสิทธิ์ไปจากเขา!

เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเอียงตัวไปพร้อมยกแขนขึ้นก่อนจะโน้มร่างของเจินเจินให้ลงมาแช่ในอ่างอาบน้ำด้วยกันพลางปลดสาบเสื้อของหญิงสาวออกอย่างเร็ว

พริบตาเดียวชุดสวยของเจินเจินก็หลุดออกจากตัวจนหมดเกลี้ยง

“หือ!” เจินเจินถึงกับหลุดอุทานพลางคิด

เดี๋ยวก่อน! นางยังไม่ได้ยั่วยวนเลย

โธ่! อุตส่าห์คิดเสียนาน

“แต่งงานกัน” หลี่เซียวเหยาพลันเอ่ยขึ้น

“หา!”

“….”

เงียบ

ไม่มีคำตอบ

เจินเจินถึงกับอ้าปากค้างอยู่ตรงตักแข็งแกร่งของหลี่เซียวเหยาในอ่างอาบน้ำ

เวลาผ่านไปซักพักหลี่เซียวเหยาจึงเอื้อมมือขึ้นจับริมฝีปากของเจินเจินให้กลับเข้าที่พลางเอ่ย

“ตกลงเลย…” ชายหนุ่มยังคงใช้คำสั่งเสียงเรียบดวงตาจับนิ่งที่ใบหน้าของหญิงสาว

เจินเจินทำท่าจะอ้าปากอุทานออกมาอีก

หลี่เซียวเหยาถึงกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนเอื้อมมือขึ้นจับริมฝีปากได้รูปของเจินเจินให้กลับเข้าที่อีกครั้ง เขากลัวว่าจะมีนกบินเข้าไปทำรังในปากที่อ้าออกนั่นของนาง

หญิงสาวกลอกตาคำนวณในใจ

ช่วงนี้นางได้รับมอบหมายด้วยคำสั่งลับสุดยอด ให้ออกตามไปคอยคุ้มกันองค์ชายหลี่หงจินหยาง

อีกทั้งนางต้องไปคอยดูแลความเรียบร้อยให้เหล่าสมุนของนางในการปฏิบัติภารกิจปฏิบัติหน้าที่ในอีกไม่กี่วันนี้

และคงจะต้องอยู่ที่นั่นอีกซึ่งก็น่าจะกินเวลานานเลยทีเดียวนางจะเอาเวลาที่ไหนไปเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวแสนสวยกัน

อืม….เห็นนางเป็นอย่างนี้ นางก็มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานนะ

“รอก่อนได้หรือไม่?” เจินเจินถามขึ้นหลังจากที่ได้คำนวณแล้วในใจเมื่อครู่

“ทำไม!” ชายหนุ่มคาดคั้น นางกำลังเล่นตัวรึ! ช่างกล้า

“ข้ายังไม่สะดวกเลย” หญิงสาวตอบตามตรงอย่างเป็นงานเป็นการ

หลี่เซียวเหยาหรี่ตามองก่อนถามเสียงเข้ม “เจ้าปฏิเสธรึ?

“หือ?” หญิงสาวเริ่มสบสน วันนี้เขามาแปลก!

“เจ้าเคยพูดเอาไว้ว่าไม่อยากผูกมัดข้า และไม่คิดที่จะผูกมัดตัวเอง คงเป็นเรื่องจริง” ชายหนุ่มเอ่ยคำเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำคล้ายเคร่งเครียดพลางยกมือขึ้นลูบคลำเรือนร่างของสตรีที่กำลังนั่งเหม่อลอยคล้ายจมอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่บนตักของเขา

เขาเลิกผูกมัดตนเองก็เพราะนาง!

และเขากำลังต้องการจะผูกมัดนาง….

ชายหนุ่มคิดในใจพลางใช้ฝ่ามือร้อนระอุของตนค่อยๆเคลื่อนขึ้นไปยังเนื้อนวลนางก่อนจะเริ่มวุ่นวายอยู่กับทรวดทรงองเอวของหญิงสาว ขณะยังคงใช้สายตาจับนิ่งที่ใบหน้านวลเนียนของนาง

ริมฝีปากแดงสดของเขาคลี่ออกเพียงนิดอย่างยั่วยวนไปทางหญิงสาว เขาใช้แผงอกของเขาเคลื่อนเข้าหาทรวงอกอวบอิ่มของนางอย่างจงใจ

จนหญิงสาวเริ่มออกจากภวังค์ความคิดที่กำลังจมอยู่ นางกำลังเริ่มสนใจในตัวเขาดังคาด

“เจ้า…เป็นของข้า…” หลี่เซียวเหยาเอ่ยเสียงเบาแผ่วก่อนเอียงหน้าคมเข้มเข้าหาใบหน้านวลนางเพื่อใช้ริมฝีปากของเขาขบเม้มเบาๆที่พวงแก้มอมชมพูของนางอย่างยั่วเย้าอารมณ์

เขาค่อยๆเคลื่อนเข้าหาริมฝีปากได้รูปของนางให้เผยอออกเพื่อรับกลีบปากของเขาที่แทรกเข้าหา

เขาจูบนางอย่างดูดดื่มคลอเคลียพลางไล้ปลายลิ้นอย่างยั่วยวนอยู่ตรงริมฝีปากของนางเนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนออกเพื่อซุกไซ้ไปทางปลายคาง แล้วค่อยๆไล้ต่ำลงไปเรื่อยๆที่ลำคอระหงก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปอีกอย่างเชื่องช้าและหยุดอยู่ที่ทรวงอกอวบอั๋นหยุ่นนุ่ม

ชายหนุ่มยังคงใช้ริมฝีปากของเขาดูดเม้มที่จุดสำคัญเพื่อดึงอารมณ์ของหญิงสาวให้สนใจแค่เพียงเขา

และมันก็ได้ผล…

เจินเจินเริ่มเคลิ้บเคลิ้มไปกับสัมผัสของเขา จนมีเสียงครางเบาๆอยู่ในลำคอ

จู่ๆหลี่เซียวเหยาก็หยุดการกระทำเสียกลางคัน

เจินเจินที่กำลังได้อารมณ์ถึงกับสะดุดค้างกลางอากาศ

หยุดทำไมกันเล่า? เจินเจินถามในใจด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก

“ว่าอย่างไร…” หลี่เซียวเหยายังคงคาดคั้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างจงใจ

ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างร้ายกาจ ดวงตาที่เคยดำสนิทลึกล้ำยามนี้กำลังทอประกายแวววาวอย่างตั้งใจ ริมฝีปากแดงสดที่พร้อมจะจัดการกับเจินเจินได้ทุกเมื่อยกยิ้มขึ้นอย่างผู้มีชัยในการยั่วยวนครานี้

เจินเจินได้แต่เหม่อมองชายหนุ่มอย่างหลงไหล ก่อนเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นและหลับตาลงอย่างจนใจไร้เรี่ยวแรงต่อต้านใดๆ

อา…

ระหว่างศึกรบกับศึกรักช่างเลือกได้ยากแท้!

สะดุดรักยัยกะล่อน 15

ตอนที่ 15

สาวใช้อุ่นเตียง & อนุชายา

“เจ้า…อาจิวเสียงอ่อนหวานแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นไปทางเหล่าบรรดาบุรุษที่ยืนก้มหัวพร้อมรับฟังกันอย่างแข็งขัน นำพวกไปแฝงตัวอยู่ที่ด่านทางใต้ และเจ้า…อาเจิ้งนำพวกไปแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านของแคว้นต้าไห่” เสียงกร้าวของเจินเจินเอ่ยสั่งการบรรดาลูกน้องอยู่บริเวณลานกว้างในตำหนักของหลี่เซียวเหยา

ยามนี้หลี่เซียวเหยาไม่ยินยอมให้เจินเจินกลับไปยังที่พักของนาง

และถ้าหากนางจะสั่งการสิ่งใดแก่บุรุษในสังกัดต้องเรียกมาสั่งการด้านในตรงลานกว้างของตำหนักแห่งนี้

ซึ่งเจินเจินก็รับปากเป็นอย่างดี ทั้งๆที่ยังนึกเคืองเรื่องก่อนหน้านี้อยู่อย่างมากมายนัก

แต่…

แต่…

นางพญาจิ้งจอกเจินเจินได้กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว ฮือ…

“และเจ้า…หือ?” เสียงเจินเจินขาดหายไปเพียงครู่ก่อนจะสังเกตเห็นกิริยาของเหล่าสมุนคล้ายนิ่งเงียบเกินไปจึงกล่าวต่อด้วยคำถามอย่างหงุดหงิด

“พวกเจ้าเป็นบ้าอะไร ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งการรึ ใยไม่ตอบรับ ใบ้กินกันหรืออย่างไร”

วันนี้นางต้องทำตัวเหี้ยมเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียการปกครองเพราะมีหัวหน้าเสียสมดุลอย่างนางก็เป็นได้

“หัวหน้า” เสียงสมุนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ท่านจะไปออกรบกับใครรึ ใยแต่งตัวพร้อมออกศึกปานนั้น”

จบคำของสมุนคนนี้เหล่าบรรดาสมุนคนอื่นๆต่างส่งเสียงเออออกันดังกระหึ่ม

วันนี้เจินเจินแต่งกายด้วยชุดคล้ายกับพร้อมจะไปออกรบจริงดังคากล่าวของสมุนคนนั้น

ด้วยเพราะว่าชุดของเจินเจินในขณะนี้นั้นเป็นแบบทะมัดทะแมงเป็นอย่างมาก

อีกทั้งยังปกปิดเสียมิดชิดจนเกินพอดี

ตัวเสื้อด้านบนใส่ทับด้วยชุดคลุมปกปิดมิดชิดหมดทั้งลำคอ แถมด้วยหน้ากากครึ่งใบหน้าด้านล่างปกปิดมิดชิดตั้งแต่จมูกจนถึงคาง

จนเรียกได้ว่า เหลือเพียงแค่ลูกนัยน์ตาเลยทีเดียวเชียว

จะไม่ให้นางใส่อย่างนี้ได้อย่างไร

ในเมื่อทั่วทั้งตัวของนาง ไม่ว่าจะเป็นลำตัวส่วนบน ลำตัวส่วนล่าง เนินอก ลำคอ ติ่งหู และปลายคาง ล้วนมีร่องรอยของการถูกกัดกินโดยบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งมีความแค้นฝังใจกับนางอย่างมหันต์

หลี่เซียวเหยาผู้นั้น

เขาช่างร้ายกาจ

เขาช่างร้ายกาจกว่าที่นางคิดเอาไว้เสียอีก

เขากินนางของจริง

ฮือ….

“พวกเจ้า!” เจินเจินยังคงส่งเสียงเหี้ยมไปทางสมุนของตนเพื่อปกปิดอารมณ์สาวน้อยที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก

“จงพากันไปแฝงตัวอยู่ตามจุดต่างๆเสียก่อน แล้วข้าจะตามไป แยกย้ายได้!” จบคำหญิงสาวเพียงหมุนตัวเดินออกมาจากกลุ่มของสมุนโดยปล่อยให้สมุนแยกย้ายกันไปตามคำของนาง

นางพยายามทรงตัวเดินให้เป็นปกติที่สุดในชีวิต

ฮือ….

นางถึงกับเสียสมดุลไปหมดทั้งตัวและหัวใจกันเลยทีเดียว…

ณ ศาลากลางสวนของตำหนักหลี่เซียวเหยาที่ปกคลุมห้อมล้องไปด้วยแมกไม้นานาพรรณปรากฏร่างงามๆของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งทอดอารมณ์อยู่ภายในศาลาหแห่งนี้

หลังจากที่เจินเจินนั้น ได้สั่งงานสั่งการกับบรรดาสมุนของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นางจึงได้เวลาเปลี่ยนชุดให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม เพราะนางเพียงต้องการปกปิดริ้วรอยจากการถูกกัดกินโดยหลี่เซียวเหยาให้พ้นสายตาของเหล่าสมุนเพียงเท่านั้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์นางพญาเอาไว้ไม่ให้เสื่อมถอยไป

หญิงสาวเพียงนั่งชมภาพทิวทัศน์ของสวนสวยแห่งนี้อย่างเพลิดเพลินอยู่เพียงผู้เดียว

ยามนี้หลี่เซียวเหยาของนาง กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการรับสตรีทั้งหลายของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินมาเป็นอนุชายาของเขา

ฮึ!

ใครสนใจกัน!

หญิงสาวคิดออกมาอย่างนั้นในขณะที่กำลังชมนกชมไม้อย่างพยายามที่จะอารมณ์ดี

และในขณะที่เจินเจินกำลังพยายามปรับปรุงอารมณ์ของตนเองอยู่นั้นเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น

“นั่น! สาวใช้อุ่นเตียงขององค์ชายสี่”

หือ! เจินเจินถึงกับหูผึ่ง

แม้ว่าสตรีเจ้าของเสียงจะอยู่ไกลออกไปจากศาลาแห่งนี้ที่เจินเจินกำลังนั่งอยู่ แต่ประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการได้ยินรวมถึงนิสัยที่ชอบแอบฟังเรื่องของชาวบ้าน ทำให้เจินเจินได้ยินอย่างชัดเจน คล้ายกับว่าพวกนางมานั่งขี่คอของเจินเจินเลยก็ว่าได้

“ฮึ! รูปงามแล้วอย่างไร” เสียงสตรีอีกคนกล่าวเสริม “พิศมองอย่างไร ก็เป็นได้แค่สาวใช้อุ่นเตียง” จบคำสตรีเหล่านั้นก็ส่งเสียงหัวเราะต่อกันคิกคักประสานเสียง

สาวใช้อุ่นเตียง รึ! เจินเจินมุ่นคิ้วสวยขึ้นพลางคิดในใจ

คำว่าสาวใช้ฟังดูแล้วออกจะเกินไปเสียหน่อย

แต่คำว่าอุ่นเตียง

อืม…

นางชอบคำนี้นะ คิกคิก

เจินเจินคิดและหัวเราะชอบใจพลางเมียงมองไปเพื่อหาต้นตอของเจ้าของเสียง

นางเห็นเป็นสตรีในอาภรณ์สวยงามหน้าตาสวยงามท่วงท่าสูงส่ง คาดว่าน่าจะเป็นเหล่าอนุชายาของหลี่เซียวเหยาของนางนั่นเอง

อา…

สตรีพวกนี้ถ้านางจำไม่ผิดน่าจะเป็นพวกที่แอบเอาของดีมาจากแคว้นของพวกนาง

ยาปลุกกำหนัด กำยำนเพิ่มอารมณ์ ชาเพิ่มพลัง ของขลังต่างๆ เจินเจินนั่งคิดพลางยกนิ้วขึ้นมานับอย่างใคร่ครวญ

เดี๋ยวนะ…

ของพวกนั้น เหล่าสตรีพวกนี้จะเอามาใช้กับหลี่เซียวเหยาของนางหรือไม่

อา…

ถ้าเช่นนั้น…

ถ้าหลี่เซียวเหยาเกิดติดใจพวกนางขึ้นมาเล่า?

ไม่ได้การ!

เจินเจินใช้เวลาคิดเพียงครู่ก่อนส่งเสียงออกไป

“พวกเจ้า” เจินเจินตะโกนออกไปทางเหล่าสตรีที่เป็นอนุชายาในทันที “มานี่สิ!”

เหล่าสตรีพวกนั้นแม้จะชะงักงันแต่ยังคงทำท่าทางไม่ใยดีต่อเจินเจิน พวกนางพากันชักสีหน้าพร้อมส่งสายตาดูแคลนไปทางเจินเจินอย่างเห็นได้ชัด เป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียงมีสิทธิ์อันใดมาเรียกพวกนางให้เดินเข้าไปหากัน

“จะเดินมาดีๆ หรือจะเดินมาทั้งน้ำตา หื้อ!” เจินเจินตะโกนไปอีกประโยคหนึ่ง พร้อมทั้งทำท่าทางจะส่งสัญญาณเรียกพวกสมุนให้ออกมาอย่างที่เคยทำ

เหล่าอนุชายาเห็นดังนั้นพลันนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน ยามที่สตรีนางนี้ทำท่าอย่างนั้นแล้วปล่อยเสียงบางอย่างออกมา พวกบุรุษร่างใหญ่ยักษ์ก็กระโจนกันออกมาพึ่บพั่บ

พวกนางจึงไม่รอช้ารีบกระวีกระวาดเดินนวยนาดเข้าไปตามคำในทันที

“เจ้ามีสิ่งใดกับพวกเรารึ ถึงได้บังอาจเรียกพวกเราให้เดินมาหา” สตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นกับเจินเจินด้วยประโยคและน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ยังคงเดินมาหาเจินเจินแต่โดยดี

“มานั่งนี่สิ” เจินเจินออกคำสั่งพลางชี้นิ้วเรียวขาวของตนไปทางเก้าอี้ในศาลาทางฝั่งตรงกันข้าม

เหล่าสตรีพวกนั้นจึงเดินขึ้นมาบนศาลาและนั่งลงตามคำ นี่พวกนางต้องฟังคำสั่งจากสาวใช้อุ่นเตียงเรอะ

เจินเจินหรี่ตามองเหล่าสตรีตรงหน้าเพียงนิด ก่อนเอ่ยหยั่งเชิง “พวกเจ้าจะนำพวกยาปลุกกำหนัด หรือกำยำนเพิ่มอารมณ์อะไรพวกนั้นมาใช้ไม่ได้ เข้าใจหรือไม่”

จบคำของเจินเจินเหล่าอนุชายาถึงกับถลึงตาโต หน้าแดงทันที

ชัดเลย! เจินเจินคิด

“พวกเจ้าลองใคร่ครวญดูให้ดีนะ” เจินเจินพยายามพูดจาหว่านล้อมอย่างใจเย็น กับสตรีด้วยกันนางไม่นิยมวิธีรุนแรง

“ระหว่างต้องรอเข้าหอโดยที่ยังไม่เคยได้อุ่นเตียงอาจจะทรมาน แต่…” หญิงสาวเว้นคำพูดเพียงนิดก่อนกระซิบกระซาบต่อ “ถ้าหากว่าพวกเจ้าเคยอุ่นเตียงแล้วไม่ได้อุ่นเตียงอีกเลย มันยิ่งทรมานมากกว่า…มาก..มากๆ” นางตั้งใจเน้นเสียง

เหล่าอนุชายาได้ฟังยิ่งเพิ่มระดับความแดงบนใบหน้า

“เจ้า…เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หนึ่งในสตรีตรงหน้าเอ่ยถามขึ้นอย่างใสซื่อ

เจินเจินปรายตามองอย่างเป็นต่อก่อนจะอธิบายเนิบนาบ “ถ้าหากพวกเจ้าใช้ยาวิเศษพวกนั้นกับองค์ชายสี่ และ…

แม้มันจะได้ผล พวกเจ้าได้ร่วมอภิรมย์สมใจ แต่…จะเป็นอย่างไร ถ้าหากหมดฤทธิ์ของยา…” เหล่าสตรีตรงหน้าทำท่าทางคิดตามอย่างพร้อมเพรียง

เจินเจินทำทีเอามือยกขึ้นป้องปากเอาไว้ใส่จริตล่อหลอกพวกนางเต็มที่ “แล้วต่อมาองค์ชายสี่ก็ถูกวิธีเดียวกันจากอนุชายาคนอื่นๆ ในทุกๆคืน จน…จน…จน… กามตายด้าน!”

“หื้อ!” พวกอนุชายาถึงกับอุทานออกมาอย่างสามัคคี

“น่ากลัวเชียวล่ะ!” เจินเจินส่งประโยคตบท้ายใส่ไปในทันที

“เช่นนั้น พวกเราต้องทำอย่างไรเล่า” เหล่าอนุชายาเริ่มออกอาการกระสับกระส่าย

“ไม่ต้องทำอะไร” เจินเจินหลอกล่อต่อ “แค่อยู่เฉยๆ เดี๋ยวองค์ชายก็เข้าไปหาเองนั่นล่ะ”

“จะเป็นไปได้อย่างไร” สตรีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ “องค์ชายสี่คงโปรดปรานแค่เพียงเจ้า”

จริงรึ! เจินเจินอุทานในใจ

สตรีนางนี้พูดจาน่าฟังนะนี่ เจินเจินกลอกตามองบนมุมปากยกยิ้ม

“เจ้าทั้งงดงาม รูปร่างอวบอั๋น ทั้งยังดูจะยั่วยวนเก่งยิ่งนัก” สตรีอีกนางเอ่ยขึ้นอย่างอิจฉาริษยาในใบหน้าและสายตาไม่มีปกปิด

เจินเจินถึงกับยิ้มแย้มลอยหน้าลอยตา นางสนใจแค่ประโยคก่อนหน้า หาได้สนใจสายตาริษยานั่นไม่

“เช่นนั้น เจ้าก็ต้องสอนการยั่วยวนให้แก่พวกเรา” สตรีอีกนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางฉลาดเฉลียวกว่าผู้ใดในกลุ่ม

“สอนยั่วยวนรึ?” เจินเจินเริ่มคล้อยตาม

“ย่อมได้” นางเป็นสตรีหลงตัวเองจึงเป็นเช่นนี้

“พวกเจ้าดูข้านะ” จบคำเจินเจินก็ยกขาขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะในศาลา ยื่นปลายเท้าจิกลงบนพื้นโต๊ะ พลางแอ่นกายขึ้นแล้วใช้มือข้างหนึ่งแหวกสาบเสื้อออกจนเห็นเนินอกอวบอิ่มรำไรก่อน

เคลื่อนมือมาวางไว้ตรงช่วงลำคอและไหล่ ส่วนอีกข้างก็เหยียดตรงออกไปทางด้านหลัง “ทำตาม…” นางสั่ง

เหล่าอนุชายากระพริบตาปริบๆก่อนจะทำท่าทางตามนางแต่โดยดี

“พวกเจ้าต้องนั่งท่านี้อยู่บนเตียงรอเลย อยู่ท่านี้เลยนะ รอจนกว่าองค์ชายสี่จะเสด็จเข้ามา” เจินเจินอธิบายประกอบท่าทางอย่างจริงจังด้วยมาดของผู้นำอย่างแท้จริง

“แล้วถ้าองค์ชายสี่ไม่เสด็จเข้ามาเล่า” สตรีคนเดิมที่ท่าทางฉลาดเฉลียวกว่าใครเอ่ยขึ้นอีก

“เจ้าก็นอนหลับไปสิ จะรอทำมารดาใครเรอะ” เจินเจินตอบเรื่อยๆตามจริง พลางเปลี่ยนท่าทางยั่วยวนในแบบต่างๆ

“ลองท่านี้ ทำตาม!”

เหล่าสตรีจึงเปลี่ยนท่าทางตามคำอย่างแสนซื่อไม่เปลี่ยนแปลง

บรรยากาศภายในศาลากลางสวนสวยของตำหนักหลี่เซียวเหยาจึงปรากฎร่างของเหล่าสตรีพากันฝึกซ้อมทำท่ายั่วยวนต่างๆนานากันอย่างขะมักเขม้น

หลี่เซียวเหยาที่เดินมาเห็นเข้าพอดีถึงกับชะงักงันกับภาพในศาลานั่น

ภาพนั้น…

เจินเจินของเขา กำลังสอนการยั่วยวนให้แก่เหล่าอนุชายา เพื่อที่จะเอามาใช้กับเขารึ!

บัดซบ! นี่นางกำลังวางแผนจะไปจากเขาจริงๆใช่หรือไม่!?

อา…ไม่ได้การ!

สตรีนางนี้ นางช่างร้ายกาจเสียจริง!

เขาจะทำอย่างไรกับนางดี…

สะดุดรักยัยกะล่อน 14

ตอนที่ 14

ยอมหรือไม่? (ไม่ยอม…)

“เจ้าโกรธข้าจริงๆรึ” หลี่เซียวเหยาเริ่มขมวดคิ้วมุ่นก่อนเอ่ยถามเจินเจินด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอยู่ทางด้านหลังของหญิงสาวที่ยังคงนอนยาวเหยียดเคียงคู่กับเขาด้วยร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงนอน

“เจ้าเองที่เป็นฝ่ายทำให้ข้าหยุดอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่หรือไร” ชายหนุ่มยังคงเอ่ยขึ้นด้วยประโยคตัดพ้อตามวิสัยไปทางเจินเจิน ลมหายใจที่ยังคงกรุ่นร้อนและฝ่ามือที่คล้ายกับจะลวกผิวนวลเนียนของเจินเจินให้มอดไหม้ยังคงลูบคลำเค้นคลึงไปตามส่วนต่างๆของหญิงสาวอย่างเอาแต่ใจ

เจินเจินทำได้เพียงนอนหันหลังให้เขาพลางเอื้อมมือขึ้นเกาผนังห้องที่ติดกับเตียงนอนดัง แกร่ก แกร่ก

นางพลาดจริงๆ พลาดอย่างมหันต์…

ฮือ… ฮือ…

เมื่อวานยามที่นางได้รับสารจากฮองเฮาหงเหม่ยหลงว่าให้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางเพื่อไปแอบอารักขาคุ้มกันองค์ชายหลี่หงจินหยางที่จะไปออกรบกับกลุ่มกำลังของพวกต้าไห่อะไรนั่น หลี่เซียวเหยาก็เกิดโกรธเกรี้ยวนางอย่างไม่มีเหตุผล และไม่ยอมให้นางได้ออกเดินทาง

 

เขาฉุดกระชากนางให้เข้ามาในตำหนักของเขาโดยไม่สนใจสายตาผู้ใด ทั้งเหล่าสตรีของเขาและเหล่าสมุนของนาง

แต่ไหนแต่ไรมา นางไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับบุรุษคนใดต่อหน้าสมุนของนางเลย

แต่กับหลี่เซียวเหยานั้น เขาแค่ฉุดข้อมือของนาง นางก็เดินตามเขามาอย่างง่ายดาย

ทั้งๆที่นางพยายามขัดขืนเขาแล้วเชียว แต่ขาของนางกลับเดินตามเขาเข้ามาจนถึงภายในห้องนอนแห่งนี้อย่างง่ายดาย

หึ! ถ้าเป็นบุรุษคนอื่นนางคงจะหักแขนหักขาจนเสียรูปไปแล้ว

และพอเขาพานางเข้ามาในห้องนอน

เขาก็จับนางกดลงบนเตียงนอน

อันที่จริงนางควรจะเป็นฝ่ายจับเขากดมากกว่านะ

แต่…

แต่…

แค่นางเห็นแผงอกที่เคลื่อนเข้ามา

ริมฝีปากที่โน้มลงมา

เพียงเท่านั้น

เท่านั้นจริงๆ

นางพญาจิ้งจอกเจินเจินก็คล้ายสาวน้อยไร้พิษสงไปโดยปริยาย

เขาขืนใจนาง…

นางพญาจิ้งจอกเจินเจินถูกขืนใจ

ฮือ…ฮือ…

ทั้งๆที่นางเห็นกับตาแล้วเชียว ว่าเขามิได้ต่างจากบุรุษคนอื่น เขามีสตรีมากหน้าหลายตามารออยู่ที่ด้านนอกนั้นอีกเป็นขบวน…

เรื่องนี้ช้ำใจยิ่งกว่าถูกขืนใจอีกนะ

ฮือ….

เจินเจินยังคงครุ่นคิดอย่างหมกมุ่นพลางหลับหูหลับตาเกาผนังอยู่อย่างนั้น

“เจ้าทำเหมือนกับว่าถูกข้าขืนใจอย่างนั้น” หลี่เซียวเหยาเอ่ยขึ้นในขณะที่ขยับกายของตนขึ้นก่อนจะจับร่างเปล่าเปลือยของเจินเจินให้พลิกตัวหันหน้าเข้ามาหาเขา

“ก็ท่านขืนใจข้าจริงๆนี่” เจินเจินพลิกกายหันมาหาหลี่เซียวเหยาอย่างว่าง่าย แต่ยังคงเอ่ยตัดพ้ออย่างไม่ยอมจำนน

“เจ้าอยู่บนตัวข้าด้วยลีลาเยี่ยงนั้น ยังหาว่าข้าขืนใจเนี่ยนะ” หลี่เซียวเหยากล่าวออกไปอย่างไม่เข้าใจในตัวของเจินเจินเลยสักนิด

“ข้าหมายถึงตอนเริ่มต้นต่างหาก” เจินเจินเถียงออกไปอย่างไม่ยอมเขาเลยสักนิดเช่นกัน

“ข้าจับเจ้ากดลงให้นอนราบกับเตียงก่อนจะก้มหน้าลงจูบเจ้าอย่างหนักหน่วงจริง แต่เป็นเจ้าที่ปลดสาบเสื้อของข้า แล้วโยนออกไปเสียไกล” หลี่เซียวเหยาที่อยู่ในท่าขึ้นคร่อมเจินเจินอยู่เอ่ยขึ้นพลางโบ้ยสายตาไปทางชุดของเขาที่ลอยไปเกี่ยวอยู่กับโต๊ะไม่ไกลกับเตียงนอน

“จริงรึ?” เจินเจินตีหน้ามึน กระพริบตาปริบๆ

“แต่มันก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดี” หญิงสาวยังคงเอ่ยตัดพ้ออยู่อย่างนั้น พลางคิดในใจ ครั้งแรกของนางควรจะดีกว่านี้สิ ฮึ!

“แต่ไหนแต่ไรมา เป็นเจ้าที่แอบกินเต้าหู้ข้าก่อนมาโดยตลอด ถูกเอาคืนเยี่ยงนี้ย่อมสมควรแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวพลางก้มหน้าลงซุกไซ้ตรงซอกคอที่มีรอยจ้าสีแดงตลอดแนวจากกิจกรรมของรอบก่อนๆหน้า

“ท่านแค่ถูกข้าลวนลามเพียงนิด อ๊ะ…” เจินเจินเอ่ยได้แค่นั้นกลับต้องสะดุดเพราะใครบางคนที่อยู่เหนือร่างของนางขณะนี้กำลังรุกล้ำหนักขึ้น

“เจ้า…เป็นของข้า…” หลี่เซียวเหยากระซิบเสียงแหบต่ำขณะก้มหน้าลงตรงซอกคอของหญิงสาวพร้อมทั้งเริ่มขยับ

บางอย่างก่อนจะโยกกลางลำตัวเชื่องช้าเนิบนาบเพื่อเปิดศึกรอบใหม่กับเจินเจิน

“อืม… อา…มะ…ไม่ ข้าไม่…ยอม” เจินเจินแหงนหน้าขึ้นขณะร่างบางของนางกำลังโยกตามร่างกำยำของเขาพลางยกมือขึ้นจิกเล็บลงตรงกลางแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่ยังคงเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดโต

นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “ท่าน…ต่างหาก…เป็นของข้า…อื้อ!”

“พูดมาก…” ชายหนุ่มเอ่ยแค่นั้นก่อนจะใช้ริมฝีปากของเขาประกบปิดริมฝีปากของสตรีที่เขาดุออกไป ขณะเริ่มเพิ่มจังหวะเร่งเร้าให้กระชั้นถี่จนสตรีนางนี้กล่าวสิ่งใดไม่ออกอีกเลย

เพียงไม่นานต่อมาเสียงตัดพ้อต่างๆจึงกลับกลายเป็นเสียงบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างบุคคลทั้งสอง

หลังจากที่หลี่เซียวเหยาพลาดท่าเสียทีให้กับสตรีนามว่าเจินเจินอยู่หลายครั้งหลายคราด้วยการถูกกระตุ้นอารมณ์บุรุษเพศจนแทบจะเป็นไข้ป่านั้น เขาก็คิดมาตลอดว่าควรจะเอาคืนนางอย่างสาสม

และเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด

ตั้งแต่เมื่อวานต่อด้วยทั้งคืนและจนกระทั่งยามนี้

เขานับความคับแค้นเอาไว้ในใจตั้งแต่เจอกันกับนางในคราแรกเลยก็ว่าได้

ยามนี้…

นางไม่มีทางหลุดมือของเขาไปได้อย่างแน่นอน

คิดจะไปจากเขารึ!

ไม่มีทาง…

“เจ้าห้ามคิดถึงใครอื่น…นอกจากข้า…” ชายหนุ่มกระซิบกระซาบเสียงกร้าวอยู่ข้างใบหูที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อของเจินเจิน

ชายหนุ่มถามออกไปขณะยกกระชับร่างบางให้เคลื่อนไหวบางอย่างตามจังหวะของเขา “เข้าใจ…หรือไม่” เขาจะจัดการกับนางอย่างสาสม โทษฐานที่มาปั่นป่วนชีวิตอันสงบสุขของเขาจนสิ้น

“มะ…ไม่…อื้ม…” นางจะไม่ยอมเขาอีกแล้ว เขามีสตรีมากมายออกปานนั้น

แม้ใจเจินเจินจะคิดอย่างนั้น แต่ร่างกายของนางกลับพ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างราบคาบ ฮือ…

“ไม่ยอมรึ!?” ชายหนุ่มได้ยินแค่คานั้น จึงจัดการกับเจินเจินหนักยิ่งขึ้น สตรีนางนี้ร้ายกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ฮึ่ม…

“โอ๊ะ…” เจินเจินถึงกับหลุดอุทานเมื่อหลี่เซียวเหยากระทำการบางอย่างบนเรือนร่างของนาง

“ยอมหรือไม่…” เขายังคงกระซิบถามเสียงแหบพร่าขณะขบกัดไปเรื่อยๆบนร่างเปล่าเปลือยของหญิงสาว

“ไม่…อ๊ะ!”

“ไม่รึ…”

“อา…”

เสียงต่อสู้ฟาดฟันกันของสองชายหนุ่มหญิงสาวยังคงดำเนินต่อไปอย่างหนักหน่วงคล้ายแค้นเคืองกัน

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีอาวุธเช่นดาบหรือคมหอกใดๆในมือของแต่ละฝ่าย

แต่การต่อสู้ของพวกเขากลับดุเดือดเลือดพล่านยากแก่การควบคุม…

ณ ลานกว้างของตำหนักหลี่เซียวเหยา

ภายในอาณาเขตกว้างขวางของลานกว้างแห่งนี้ยังคงมีบุคคลต่างๆนั่งจับกลุ่มออกันอยู่อย่างหนาแน่น

“แล้วพวกเราจะได้ไปเตรียมตัวเพื่อปฏิบัติงานกันเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย ในเมื่อหัวหน้าเจินเจินของพวกเราหายเข้าไปในนั้นตั้งแต่เมื่อวาน” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นขณะนั่งรอเจินเจินผู้เป็นนายสาวอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

แต่ไม่ว่าจะถามไปกี่รอบ ก็ยังได้รับคำตอบเป็นความเงียบงันดังเดิม

เหล่าสตรีที่มารอรายงานตัวเพื่อเป็นอนุชายาของหลี่เซียวเหยาก็เช่นเดียวกัน

พวกนางยังคงนวยนาดไปมาเพื่อรอโอกาสที่จะได้เข้าหาองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาอยู่อย่างกระวนกระวาย

โดยหารู้ไม่ว่าได้สร้างความปั่นป่วนพลุ่งพล่านให้กับบรรดาบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่นั่งเกาะกลุ่มกันอยู่ไม่ไกลกันอีกมุมหนึ่งนั้นอยู่อย่างมากมาย…