Ebook วุ่นรักแดนสวรรค์ เล่ม 1

28 มิถุนายน 2562

วุ่นรักแดนสวรรค์

Chapter 1

หมั้นหมาย

ณ ถ้ำสิงห์ ที่อยู่ของราชาสิงห์ เทพสิงห์ผู้ครองดินแดน 2 ใน 5 แห่งพิภพ ภายในห้องนอน ราชินีสิงห์กำลังเจ็บครรภ์อย่างสุดแสนเจ็บปวด ราชาสิงห์เดินวนไปวนมาอย่างในร้อยอยู่หน้าห้อง

“แว้…”  เสียงเด็กร้องดังออกมาสร้างความยินดีให้กับผู้เฝ้ารอยิ่งนัก

“คลอดแล้วๆ” เสียงร้องบอกดังออกมาจากในห้อง “ผู้หญิงเพคะ”

“เย้ๆ ข้ามีน้องสาวแล้ว” องค์ชายรองเจียวหั่ว(娇火) ซึ่งเป็นพระโอรสองค์ที่สองของราชาสิงห์ตื่นเต้นถลันเข้าไปเขย่าแขนผู้เป็นบิดาอย่างดีใจ

“ดีๆ” ราชาสิงห์ยิ้มแย้ม ดีใจที่ได้ธิดา

“ยินดีด้วยพะย่ะค่ะที่เสด็จพ่อได้ธิดา” องค์ชายเจียวหวง(娇黄)ซึ่งเป็นโอรสองค์แรกของราชาสิงห์แสดงความยินดีอย่างดีใจที่ได้น้องสาว ราชาสิงห์ตบบ่าโอรสอย่างปลื้มใจ

ครู่ใหญ่นางกำนัลก็อุ้มองค์หญิงน้อยออกมาให้พระบิดา สององค์ชายขยับเข้าไปดูหน้าน้องสาวอย่างตื่นเต้น

“สิงห์ขาว” ราชาสิงห์มองธิดาอย่างปลื้มใจ

“เจ้าพี่ดูซิน้องเราขาวไปทั้งตัวเลย ขาวยิ่งกว่าปุยเมฆบนฟ้าอีก” องค์ชายเจียวหั่วหันไปจับมือพี่ชายอย่างตื่นเต้น

“ใช่ๆ โตขึ้นน้องเราต้องงามเป็นหนึ่งในพิภพแน่” องค์ชายเจียวหวงพยักหน้าเห็นด้วย

“นานแล้วนะที่ไม่มีสิงห์ขาวกำเนิดมา เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก” เทพพฤกษาเดินออกมาจากห้องนอน “ท่านเข้าไปดูเจียวซิ่นเถอะ”

“ขอบใจหนิงเฟิ่งที่มาช่วยทำคลอดให้เจียวซิ่น” ราชาสิงห์พูดอย่างซาบซึ้งน้ำใจ

เทพพฤกษาพยักหน้ารับการขอบคุณ แล้วเดินจากไป

ราชาสิงห์อุ้มธิดาเดินเข้าไปในห้องตามด้วยองค์ชายทั้งสอง

ราชินีนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง

“เป็นยังไงบ้าง” ราชาสิงห์ถามพระชายาอย่างเป็นห่วง

ราชินีแย้มยิ้มให้ส่ายหน้าแทนคำตอบ

“ดูซิลูกสาวของเรา” ราชาสิงห์ค่อยๆประคองธิดาวางข้างพระชายา “จะตั้งชื่อว่าอย่างไรดีล่ะ”

“เสด็จแม่ ทรงเป็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ถามเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงอีกด้าน

“เสด็จแม่ น้องน่ารักมากเลย” องค์ชายรองตรัสอย่างรู้สึกเห่อที่มีน้องสาว

ราชินียิ้มให้โอรสทั้งสอง แล้วก็หันไปมองธิดาน้อย “หนิงเฟิ่งอยากให้ตั้งชื่อว่า เจียวหลิง ท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ”

“เจียวหลิง…อืม ดีๆ เป็นชื่อที่ดีมาก งั้นก็ให้ชื่อนี้แหละ ถ้าเช่นนั้นข้าพาลูกออกไปให้พวกเราได้ดูก่อนนะ” ราชาสิงห์พูดแล้วก็อุ้มธิดาน้อยออกไปให้ปวงประชาชาวสิงห์ได้ยลโฉมธิดาองค์เล็ก

ณ แดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นที่อยู่ของทวยเทพ

เทียนจวินกำลังปรึกษาข้อราชการกับขุนนาง

ทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปกราบทูลว่า “ถวายบังคมเทียนจวิน ราชินีสิงห์ได้ให้กำเนิดธิดาแล้วพะย่ะค่ะ”

เทียนจวินหน้ารับรู้แล้วก็โบกมือให้ทหารออกไป

เหล่าขุนนางต่างพากันยินดีที่ราชาสิงห์มีธิดา

เทียนจวินไม่ได้สนใจเรื่องธิดาของราชาสิงห์มากนักเพราะตอนนี้เขากำลังกังวลกับเรื่องของจอมมารมากกว่าที่นับวันก็ยิ่งจะแข็งข้อมากขึ้นทุกทีๆ

“เรื่องธิดาราชาสิงห์ ข้ามอบให้ท่านเสนาซ้ายนำของขวัญไปแสดงความยินดีก็แล้วกัน”

“พะย่ะค่ะเทียนจวิน” เสนาซ้ายรับคำสั่ง

“ส่วนเรื่องจอมมาร พวกเราจะจัดการอย่างไรดี นับวันพวกนั้นก็ยิ่งมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้นทุกวัน ข้าเกรงว่าเร็วๆนี้จอมมารคงเปิดศึกชิงความเป็นใหญ่ในพิภพกับพวกเราเป็นแน่” เทียนจวินเป็นกังวล

เหล่าขุนนางพากันครุ่นคิดวิตก

“หากทำศึกกันจริง คงบาดเจ็บล้มตายกันมาก เพราะกำลังทหารของจอมมารและฝ่ายเรามีพอๆกันพะย่ะค่ะ” เสนาซ้ายกราบทูลอย่างวิตก

ทำให้เหล่าเสนายิ่งวิตกมากขึ้น

“แต่หากเราผูกมิตรกับเผ่าสิงห์ได้ ก็คงทำให้จอมมารไม่กล้าเปิดศึกกับเราเป็นแน่พะย่ะค่ะ” เสนาขวาเสนอ

“ท่านมีความคิดอะไรหรือ?” เทียนจวินถามอย่างอยากรู้

“การหมั้นหมายขององค์รัชทายาทและธิดาราชาสิงห์ พระองค์ทรงเห็นว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ?” เสนาขวาเสนอ

คำกราบทูลของเสนาขวาจุดประกายให้เทียนจวิน “ดีๆ วิธีนี้เข้าท่า หากเราเกี่ยวดองกับราชาสิงห์ได้ จอมมารคงไม่กล้าเปิดศึกแน่”

บรรดาเสนาต่างเห็นด้วยกับความคิดนี้

“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องเร่งไปพบราชาสิงห์เพื่อหมั้นหมายธิดาน้อยเอาไว้ก่อน จัดเตรียมของขวัญให้ข้าทันที”

“พะย่ะค่ะเทียนจวิน” เสนาซ้ายรับคำสั่งแล้วก็รีบเดินออกไป

เทียนจวินก็โบกมือเลิกประชุมแล้วก็เตรียมตัวไปแสดงความยินดีกับราชาสิงห์ด้วยตัวเอง

1 ชั่วยามต่อมาเทียนจวินก็เสด็จออกจากพระตำหนักไปพบราชาสิงห์

ณ ถ้ำสิงห์ ทหารเข้าไปกราบทูลราชาสิงห์ว่า “เทียนจวินเสด็จมาพะย่ะค่ะ”

ราชาสิงห์หันไปมองทหารอย่างครุ่นคิด…เทียนจวินมาด้วยเรื่องใดกัน?

“เตรียมการต้อนรับเทียนจวินให้ดี อีกสักครู่ข้าจะออกไป”

“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็ออกไป

“ข้าไปพบเทียนจวินก่อน เจ้าก็พักผ่อนเถอะ” ราชาสิงห์พูดกับราชินีแล้วก็เสด็จออกไป

ราชินีมองตามแล้วก็หันไปมองโอรสทั้งสองเล่นกับธิดาน้อย

ภายในท้องพระโรง ราชาสิงห์เสด็จไปต้อนรับแขก “ยินดีนักที่ท่านมาพบข้าถึงที่นี่”

“ข้าได้ยินว่าราชินีท่านให้กำเนิดธิดา ข้าจึงนำของขวัญมาแสดงความยินดีกับท่าน” เทียนจวินพูดแล้วก็หันไปพยักหน้ากับเสนาซ้ายให้นำของขวัญมามอบให้ราชาสิงห์

เสนาซ้ายตบมือเป็นสัญญาณ แป๊ะๆ

ทหารก็ยกหีบของขวัญเข้ามา

“รบกวนท่านแล้ว” ราชาสิงห์พูดอย่างเกรงใจ มองหีบของขวัญล้ำค่ามากมายตรงหน้า

“สิ่งของเล็กน้อยเท่านั้น ท่านอย่าได้เกรงใจ” เทียนจวินยิ้มแย้ม

“ท่านคงไม่ได้มาด้วยเรื่องเพียงเท่านี้หรอกนะ” ราชาสิงห์พูดอย่างรู้ทัน

เทียนจวินชะงักไปนิดที่อีกฝ่ายดักคอ “เอาล่ะๆไหนๆท่านก็ดูออก งั้นข้าพูดเลยล่ะกันว่าข้าอยากจะขอหมั้นหมายธิดาของท่านกับโอรสองค์โตของข้า”

ราชาสิงห์นิ่งไป “หมั้นหมายงั้นรึ…”

“ทำไมรึ หรือท่านคิดว่าลูกข้าไม่คู่ควรกับธิดาท่าน” เทียนจวินดักทางปฏิเสธ

“ไม่เป็นเช่นนั้นแน่” ราชาสิงห์รีบพูด “เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ข้าคงต้องขอเวลาปรึกษาภายในครอบครัวก่อน แล้วอีก 3 วันข้าจะให้คำตอบกับท่าน”

“เช่นนั้นข้าจะรอคำตอบ” เทียนจวินพูด “อีก 3 วันข้าจะมาพบท่านเพื่อฟังคำตอบ ข้าหวังว่าคงเป็นข่าวดี”

ราชาสิงห์ผายมือส่งแขก เทียนจวินแย้มยิ้มแล้วก็เสด็จจากไป พร้อมกับผู้ติดตาม

ราชาสิงห์พยักหน้าให้ทหารยกของขวัญไปเก็บ แล้วก็เสด็จเข้าไปหาพระชายา

“ท่านพี่” ราชินียิ้มให้พลางมองโอรสและธิดาทั้งสามซึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียง นางหันไปมองพระสวามี เอื้อมมือแตะหว่างคิ้วเขา “ท่านครุ่นคิดสิ่งใดหรือดูซิคิ้วแทบจะรวมกันแล้ว”

“เทียนจวินมาขอหมั้นเจ้าสามให้องค์รัชทายาทน่ะ เจ้าคิดเห็นเช่นไรหรือ?” ราชาสิงห์ถาม

“การหมั้นหมายเป็นเรื่องใหญ่ ท่านคิดเช่นไรหรือท่านพี่?” ราชินีถามกลับ

“คงต้องคิดให้รอบคอบ เพราะเกี่ยวพันถึงความสุขของเจ้าสาม” ราชาสิงห์พูดอย่างตรึกตรอง

“ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีนะเจียวเจี๋ย” เทพพฤกษาเสด็จเข้ามาพร้อมกับถ้วยโอสถบำรุง

“เอ้า…โอสถของเจ้า” นางยื่นถ้วยโอสถให้สหายรัก ราชาสิงห์และราชินีสิงห์หันไปทอดมองเทพพฤกษา ราชินีสิงห์รับถ้วยโอสถไป “ขอบใจหนิงเฟิ่ง”

นางยกถ้วยโอสถดื่มจนหมด

“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือหนิงเฟิ่ง” ราชาสิงห์ปรึกษา

“ดีซิ หรือเจ้าว่าไม่ดีตรงไหนรึ?” เทพพฤกษาถาม “หมั้นกับโอรสเทียนจวินนับเป็นเรื่องน่ายินดี ทำให้สองเผ่ารวมเป็นหนึ่ง กำลังทหารเข้มแข็ง มิตรภาพระหว่างสองเผ่าแนบแน่น ไยไม่น่ายินดีเล่า”

“หากเจ้าคิดว่าดี ข้าก็ว่าดี” ราชาสิงห์พยักหน้าแล้วก็หันไปขอความเห็นพระชายา “แล้วเจ้าล่ะคิดเช่นไร”

“หากท่านทั้งสองเห็นว่าดี ข้าก็ว่าดีด้วยเช่นกัน” ราชินีพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย

“เช่นนั้นข้าก็จะตอบตกลงเรื่องการหมั้นของเจ้าสามกับองค์รัชทายาท” ราชาสิงห์พูดแล้วก็หันไปมองธิดาน้อย

3 วันต่อมาเทียนจวินและราชาสิงห์ก็ประกาศข่าวการหมั้นหมายให้รับรู้กันทั่วทั้งพิภพ

เมื่อข่าวนี้รู้ไปถึงจอมมาร ก็ทำให้จอมมารไม่พอใจอย่างมาก จอกเหล้าในมือถูกปาลงพื้นแตกกระจาย เพล้ง!

“น่าโมโหนัก! เทียนจวินคิดรวมกำลังกับเผ่าสิงห์ด้วยการหมั้นหมาย ทำให้กำลังทหารของทั้งสองเผ่าเข้มแข็งยิ่งขึ้น หากข้าเปิดศึกตอนนี้คงพ่ายแพ้แน่ ข้าคงต้องรอโอกาสต่อไปอีกงั้นรึ น่าเจ็บใจนัก”

500 ปีต่อมา ธิดาองค์เล็กของราชาสิงห์เติบใหญ่ขึ้น นางซุกซนเกินใครสร้างความปวดหัวไปทั่วทั้งแดนสิงห์ ยิ่งรวมกับองค์ชายรองด้วยแล้วทั้งสองก็ยิ่งพากันซุกซนไปใหญ่

“พี่รอง ข้าไปหาท่านหนิงเฟิ่งก่อนนะ ท่านก็คอยรับหน้าให้ข้าสัก 1 ชั่วยามล่ะกัน แล้วข้าจะรีบกลับมา” ธิดาสามพูดกับพี่ชาย

“ได้ๆ แล้วเจ้าอย่าลืมเอามุกพันปีไปให้นางด้วยล่ะ นางจะได้ทำเหล้ามุกแบ่งให้ข้าบ้าง” องค์ชายรองสั่ง

“เหล้ามุกไม่เห็นจะอร่อยเท่าน้ำผึ้งบุปผาเลย ทำไมท่านถึงชอบนักก็ไม่รู้”

“เอาน่าๆ เจ้าชอบน้ำผึ้งบุปผาก็ดีแล้ว ส่วนข้าชอบเหล้ามุกก็ดีแล้วไง ไม่ต้องแย่งกันไม่ดีรึไงเจ้าสาม รีบไปรีบมาล่ะ หากเสด็จพ่อรู้ว่าเจ้าแอบหนีเรียนล่ะก็เจ้าโดนกักบริเวณแน่”

“ก็ได้ ท่านพี่ก็คอยรับหน้าดีๆล่ะกัน ข้าไปล่ะ” ธิดาสามพูดแล้วรีบลอบออกจากห้องไป

“รีบไปรีบมาเถอะ” องค์ชายรองพูดแล้วก็หันไปดีดพิณ

ธิดาสามรีบยกมืออุดหูเพราะเสียงพิณที่องค์ชายรองบรรเลงนั้นคือเพลงพิณนิทรา ผู้ใดได้ยินเป็นหลับใหลจนกว่าเพลงพิณจะหยุดบรรเลง

เพลงพิณนี้เทพพฤกษาได้สอนให้องค์ชายรองเป็นของขวัญตอนอายุครบรอบ 1 พันปี ยิ่งผู้ดีดมีพลังเทพมากเท่าไหร่ พลังแห่งเพลงพิณก็ยิ่งสะกดได้กว้างไกลเท่านั้น

บรรดาบ่าวไพร่เมื่อได้ยินเสียงพิณต่างก็พากันหลับใหลไม่ได้สติหมดสิ้น ทำให้ธิดาสามลอบออกจากถ้ำสิงห์ได้โดยง่าย

ราชาสิงห์และราชินีได้ยินเสียงพิณก็พากันฟังอย่างเพลิดเพลิน ด้วยเพราะพลังเทพมีมากกว่าจึงไม่ถูกเสียงพิณสะกดให้หลับใหลไปด้วย

“เจ้ารองเล่นพิณอีกแล้ว ไพเราะจริง” ราชินีสิงห์ชื่นชมพลางจิบชาอย่างสุขใจ

“เจ้ารองกับเจ้าสามติดหนิงเฟิ่งทั้งคู่ หาไม่เจอทีไรไปตามที่สวนบุปผาเป็นเจอตัวทุกที” ราชาสิงห์บ่นอย่างนึกขำ

“อยู่ที่สวนบุปผาข้าไม่ห่วงหรอก ข้าห่วงแต่ว่าเจ้าสามจะไปเที่ยวเล่นที่อื่นเสียมากกว่า” ราชินีบ่น

“เที่ยวเล่นในแดนสิงห์จะเป็นไรไปเล่า ใครจะกล้าทำอะไรเจ้าสามได้ล่ะ” ราชาสิงห์พูด “เจ้าน่ะห่วงลูกมากเกินไปแล้วล่ะ จนจากสิงห์จะกลายเป็นลูกแมวน้อยไปแล้ว”

“จะไม่ให้ข้าห่วงได้ยังไงล่ะ 3 วันก่อนก็เที่ยวซนพลัดตกน้ำจนเป็นไข้ เพิ่งจะดีขึ้นเมื่อวานเอง”

“เอาน่าๆ แค่ตกน้ำนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง อย่าห่วงไปเลย ข้าให้บ่าวไพร่คอยติดตามดูอยู่ตลอดไม่ต้องห่วงนะ” ราชาสิงห์เสด็จไปนั่งข้างพระชายาพลางจิบชาไปด้วย

หลังจากลอบออกจากถ้ำสิงห์ได้ ธิดาสามก็มุ่งหน้าตรงไปยังสวนบุปผา

“ท่านหนิงเฟิ่ง ข้ามาแล้ว” เสียงหวานเรียกหาอย่างสนิทสนม

เทพพฤกษาเงยหน้ามอง ละมือจากดอกบัวตรงหน้า “มาๆ ข้ากำลังเหงาเชียว”

“ข้าเอามุกพันปีมาให้ท่านด้วยล่ะ” ธิดาสามพูดแล้วก็ยื่นถุงใส่มุกให้

“เหล้ามุกอีกแล้วล่ะซิ” เทพพฤกษาแย้มยิ้มอย่างเอ็นดูพลางรับถุงไข่มุกไป

“ข้าไม่เห็นว่าเหล้ามุกจะอร่อยตรงไหนเลยสู้น้ำผึ้งบุปผาก็ไม่ได้” ธิดาสามพูดแย้มยิ้มร่าเริง

“เจ้าชอบนักงั้นก็ไปดื่มกันเถอะ” เทพพฤกษายื่นมือไปตรงหน้าธิดาสาม

Chapter 2

พานพบ

ธิดาสามยิ้มกว้างจับมือเรียวบางเดินนำหน้าไปยังตำหนักบุปผา

“เจ้าโดดเรียนมาอีกแล้ว ทำอย่างนี้ไม่ดีรู้ไหม” เทพพฤกษาสอนเสียงนุ่ม

“ก็มันน่าเบื่อจะตาย นั่งอ่านหนังสือทั้งวัน ไม่สนุกเหมือนอยู่กับท่านเลยสักนิด” ธิดาสามประจบ

“เอาเถอะๆ หนังสือเจ้าไม่ชอบอ่านงั้นก็มาช่วยข้าทำขนมล่ะกัน” เทพพฤกษาพูดอย่างเอ็นดู

“ขนมของท่านอร่อยที่สุดในพิภพเลย” ธิดาสามพูดอย่างชื่นชม

แล้วทั้งสองก็เข้าครัวไปช่วยกันทำขนม

ระหว่างทำขนมเทพพฤกษาก็คอยเล่าเรื่องราวต่างๆในพิภพให้ธิดาสามได้เรียนรู้ไปด้วย

“จริงหรือที่ว่าท่านหนิงจ้านเป็นเทพแห่งสงครามที่เก่งกาจยิ่งนัก ข้าได้ยินพี่ใหญ่เล่าว่าเมื่อเร็วๆนี้ท่านหนิงจ้านนำทัพต้านเผ่ามารจนพวกมันแตกพ่ายไปเลย” ธิดาสามถามพลางนวดแป้งไปด้วย

“จริง เพราะเขาเก่งด้านการสู้รบจึงถูกเรียกขานว่าเป็นเทพสงครามตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งเขาเป็นโอรสองค์เดียวของราชาเฟิ่งผู้ล่วงลับผู้ซึ่งเก่งกาจที่สุดในพิภพ” เทพพฤกษาบอก

“ข้าได้ยินเสด็จพ่อบอกว่า เขาตั้งตำหนักซีฮันสั่งสอนลูกศิษย์อยู่ที่เทือกเขาประจิม ข้าได้ยินว่าเขามี 9 เศียรพันมือถึงได้เก่งกาจขนาดนั้น”

“ที่ตั้งตำหนักซีฮันที่เทือกเขาประจิมก็เพื่อคอยสกัดกั้นทัพจากแดนมารอย่างไรล่ะ เขามี 9 เศียรพันมือหรือไม่เจ้าคงต้องไปดูเอาเอง” เทพพฤกษาพูดพลางบดไข่มุกไปด้วย

“ข้าอยากเห็น ท่านพาข้าไปได้ไหม” ธิดาสามพูดอย่างนึกสนุก

“ข้าพาเจ้าไปได้ จะเป็นไรไปล่ะ แต่เจ้าก็ต้องขอพ่อแม่เจ้าก่อน ข้าถึงจะพาเจ้าไป” เทพพฤกษาบอกพลางตักไข่มุกใส่หม้อกลั่นเหล้า จากนั้นนางก็ใช้พลังเทพกลั่นเหล้าไข่มุก

“ถ้าข้าขอเสด็จพ่อเสด็จแม่ได้แล้ว ท่านพาข้าไปจริงๆนะ” ธิดาสามละมือจากการนวดแป้งไปจับแขนเทพพฤกษาเขย่าอย่างคาดหวัง

“ได้ซิถ้าพ่อแม่เจ้าอนุญาต” เทพพฤกษาพูดแย้มยิ้ม

“จริงซิ ถ้าข้าได้เป็นศิษย์ของท่านหนิงจ้าน ข้าต้องเก่งเท่าเสด็จพ่อแน่ๆ ถ้างั้นข้าจะขอเสด็จพ่อไปเป็นศิษย์ท่านหนิงจ้าน” ธิดาสามวาดฝันอย่างสนุกสนาน

“หากพ่อแม่เจ้ายอม ข้าก็จะพาไปฝากเป็นศิษย์ให้” เทพพฤกษาละมือจากหม้อกลั่นเหล้า

“จริงๆนะ ท่านรับปากข้าแล้วนะ” ธิดาสามเขย่าแขนอย่างตื่นเต้นดีใจ

เทพพฤกษาพยักหน้า “จริง” นางปรายตาดูแป้งในอ่าง “แล้วเมื่อไหร่ขนมจะเสร็จล่ะ ข้ากลั่นเหล้าไข่มุกเสร็จแล้วนะ”

ธิดาสามรีบปล่อยแขนแล้วก็หันไปนวดแป้งต่อ “อีกสักครู่ก็เสร็จแล้วล่ะ”

เทพพฤกษาพยักหน้า แล้วก็หันไปตักไข่มุกที่แบ่งไว้อีกหน่อยทำลูกอมมุกน้ำผึ้ง พอปั้นเสร็จลูกนึงนางก็ยื่นไปให้ธิดาสาม “อ้าปากซิ”

ธิดาสามปากอย่างว่าง่าย เทพพฤกษาป้อนลูกอมให้ ธิดาสามอมลูกอมอย่างถูกใจ

“อร่อยไหม?”

ธิดาสามพยักหน้า “อื้มๆ”

เทพพฤกษาแย้มยิ้ม “งั้นข้าจะทำไว้ให้เจ้าอีกนะ”

ธิดาสามพยักหน้าพลางอมลูกอมอย่างเอร็ดอร่อย

เทพพฤกษาหันไปปั้นลูกอมต่อ

“จำไว้ว่าลูกอมนี้จะทำให้เจ้าผิวสวยขึ้น เพราะไข่มุกพันปีเป็นสิ่งล้ำค่าที่ทำให้ผิวพรรณอ่อนนุ่มงดงาม” นางพูดเสียงนุ่ม

ธิดาสามพยักหน้ารับรู้ มือก็เริ่มห่อแป้งทำขนมไปด้วย

เทพพฤกษาแย้มยิ้มที่ลูกศิษย์ตัวน้อยจดจำทุกอย่างที่นางสอนได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เล็กเริ่มจำความได้ธิดาสามก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากนางไปจนเกือบหมดสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมุนไพร การทำยา ทำเหล้า ทำเครื่องประทินผิว แม้แต่เรื่องอาหารการกินก็ไม่เว้น ช่วยไม่ได้…ก็นางอยากเกาะติดข้าแจเองนี่น่า หึๆๆๆๆๆ

ผ่านไปครู่ใหญ่ ขนมฝีมือธิดาสามก็เสร็จ รูปร่างหน้าตางดงามน่ากิน กลิ่นหอมชวนชิมไม่ต่างไปจากต้นตำรับเลยสักนิด

“ขนมเสร็จแล้ว ท่านลองชิมซิ” ธิดาสามส่งจานใส่ขนมยื่นไป

เทพพฤกษารับขนมไปชิม “อืม…ฝีมือดี”

“ก็ข้าได้อาจารย์ดีอย่างท่านไงล่ะ” ธิดาสามแย้มยิ้มประจบ

“เอาล่ะๆ เจ้าแบ่งขนมไปแล้วก็เอาเหล้ามุกพันปีไปให้เจ้ารองด้วย ส่วนนี่ลูกอมมุกน้ำผึ้งของเจ้า แล้วก็นี่แป้งมุกของแม่เจ้า” เทพพฤกษาหยิบของต่างๆใส่ถุงผ้าแล้วก็ประทานให้ธิดาสาม

“ขอบคุณท่านมาก แล้วข้าจะมาใหม่นะ” ธิดาสามแย้มยิ้มกุมมือคารวะ

“รีบไปเถอะ ก่อนที่แม่เจ้าจะรู้ว่าเจ้าโดดเรียนแอบออกมา” เทพพฤกษาพูดอย่างเอ็นดู “เสียงพิณของเจ้ารองใกล้จะจบแล้ว”

ธิดาสามหน้าตื่น “งั้นข้าต้องรีบไปแล้วล่ะ ขอบคุณเจ้าค่ะ”

แล้วนางก็รีบวิ่งกลับถ้ำสิงห์สุดฝีเท้า เทพพฤกษามองตามด้วยความรักและเอ็นดู

พอกลับถึงถ้ำสิงห์ เพลงพิณก็บรรเลงจบพอดี บรรดาบ่าวไพร่ก็ค่อยๆลืมตาตื่น

“พี่รอง ข้ากลับมาแล้ว”

องค์ชายรองหันไปมอง “มาก็ดีแล้ว ไหนล่ะเหล้ามุกของข้า” เขาทวงของทันที

“นี่ของท่าน” ธิดาสามรีบหยิบไหเหล้าออกจากถุงผ้าส่งให้ แล้วก็หยิบขนมให้ด้วย “แล้วก็นี่ขนมฝีมือข้า”

“ฝีมือเจ้า…” องค์ชายรองแกล้งทำท่าชะงัก “จะกินได้หรือ ข้ากินแล้วคงไม่ปวดท้องหรอกนะ”

ธิดาสามหน้างอคว้าขนมกลับ “งั้นก็ไม่ต้องกิน”

“เฮ้ๆ เดี๋ยวซิเจ้าสาม” องค์ชายรองรีบคว้าขนมไปถือไว้ “น้อยใจไปได้ ขนมเจ้าอร่อยสุดในแดนสิงห์แล้วล่ะ”

ธิดาสามแย้มยิ้มถูกใจ “งั้นข้าเอาขนมไปให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ก่อนนะ”

แล้วนางก็รีบวิ่งออกไป

“เดี๋ยวซิ” องค์ชายรองเรียก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่มองขนมในมือ “ทำงี้เสด็จแม่กับเสด็จพ่อก็รู้น่ะซิว่าเจ้าแอบไปหาท่านหนิงเฟิ่ง โธ่…เจ้าสาม ข้าขอให้เจ้าโดนเสด็จแม่ดุน้อยลงนิดนึงนะ”

เขาทำท่าไว้อาลัยครู่หนึ่ง แล้วก็หยิบขนมกินอย่างเอร็ดอร่อย

“เสด็จพ่อเสด็จแม่” ธิดาสามวิ่งไปหาอย่างดีใจ รีบหยิบของฝากให้ “นี่แป้งมุกของเสด็จแม่ ส่วนนี่ขนมฝีมือข้า”

ราชินีสิงห์มองของแล้วก็หันไปสบตากับพระสวามี จากนั้นก็หันกลับไปจ้องธิดาน้อย “เจ้าแอบโดดเรียนไปหาหนิงเฟิ่งอีกแล้วนะเจ้าสาม”

ธิดาสามหน้าเจื่อน “เสด็จแม่”

นางหันไปมองพระบิดาด้วยสายตาอ้อนวอน

ราชาสิงห์สบตาธิดาน้อย อยากจะดุก็ดุไม่ลง “เอาล่ะๆ กลับมาก็ดีแล้ว งั้นเจ้าก็รีบไปอ่านหนังสือเสียเถอะ อ่านจบแล้วก็มาท่องให้พ่อฟังล่ะกัน”

เขาโบกมือไล่ ธิดาสามรีบวิ่งออกไป

“ท่านพี่! ท่านให้ท้ายลูกอีกแล้วนะ” ราชินีเอ็ดเข้าใส่

“เอาน่าๆ ข้าก็ให้นางไปท่องหนังสือแล้วไง ไหนๆลองชิมหน่อยซิ ขนมฝีมือเจ้าสามน่ะ” ราชาสิงห์ยื่นขนมให้ราชินีอย่างเอาใจ

“ฮึ! ท่านพี่น่ะให้ท้ายลูกอยู่เรื่อย” ราชินีหน้างอ ราชาสิงห์รีบรินน้ำชาเอาใจ “เอ้านี่ น้ำชาหอมๆกินคู่กับขนม ไหนๆลูกก็กลับมาแล้ว เจ้าก็กินขนมเสียเถอะ”

“ฮึ!” ราชินีค้อนขวับ

หลังจากวันนั้นธิดาสามก็ออดอ้อนพระบิดาขอไปเป็นศิษย์ท่านหนิงจ้าน

“จะไปได้อย่างไร เจ้าเป็นหญิง อยู่ถ้ำสิงห์กับแม่นี่แหละ” ราชินีคัดค้าน

“ก็ข้าอยากเก่งเหมือนเสด็จพ่อนี่น่า” ธิดาสามหาข้ออ้าง

“งั้นก็ให้พ่อเจ้าสอน” ราชินีพยักเพยิดหน้าไปทางพระสวามี

ธิดาสามรีบไปประจบพระบิดา “เสด็จพ่อให้ข้าไปเถอะนะ”

“เจ้าจะไปทำไมล่ะ? พ่อสอนให้เจ้าก็เก่งเหมือนพ่อนั่นแหละ” ราชาสิงห์พูดเสียงนุ่ม

“ก็ข้าอยากไปเห็นนี่ว่าท่านหนิงจ้านมี 9 เศียรพันมือจริงอย่างที่เขาร่ำลือจริงหรือจึงได้เก่งกาจนัก” ธิดาสามโพล่งออกมา ทำให้ทุกคนชะงักไปตามๆกัน

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” ราชาสิงห์หัวเราะขำความคิดของธิดาน้อย ราชินีสิงห์ก็หัวเราะเช่นกัน

ธิดาสามหน้างอที่ถูกหัวเราะ

“ก็ข้าอยากเห็นจริงๆนี่ เสด็จพ่อเสด็จแม่…ข้าอยากเห็นจริงๆนะ” นางทำเสียงหงอยอ้อนวอน “ข้าอยากเห็นจริงๆนะ ท่านให้ข้าไปนะ ท่านหนิงเฟิ่งก็บอกแล้วว่าถ้าเสด็จพ่อเสด็จแม่ยอมให้ข้าไปนางจะพาข้าไปดูท่านหนิงจ้านว่ามี 9 เศียรพันมืออย่างที่เขาร่ำลือจริงหรือไม่ ถ้าพวกท่านไม่ยอม คอยดูซิข้าจะอดข้าวอดน้ำประท้วงเสียเลย”

เสียงอ้อนหงอยๆ ปนคำขู่ทำให้พระบิดาพระมารดาใจอ่อนยวบ

“ให้ข้าไปนะเสด็จพ่อ นะเสด็จแม่ ท่านหนิงเฟิ่งก็รับปากแล้วว่าจะพาข้าไปถ้าพวกท่านอนุญาต”

“เอาๆ ก็ได้ๆ ข้ายอมให้เจ้าไปก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่รับเจ้าเป็นศิษย์เจ้าก็กลับมาบ้านล่ะกัน” ราชาสิงห์บอกอย่างใจอ่อน

“ท่านพี่!” ราชินีสิงห์หันขวับตาดุวาว

“เอาน่าๆ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป เจ้าก็รู้ดีนี่น่าว่าหนิงจ้านไม่รับใครเป็นศิษย์ง่ายๆหรอก ให้นางไปกับหนิงเฟิ่งก็ดีกว่านางแอบไปเอง” ราชาสิงห์ขยิบตาให้พระชายา

ราชินีรู้ดีว่าหนิงจ้านเข้มงวดเรื่องรับศิษย์เพียงใดก็เบาใจ “เช่นนั้นก็ได้”

“ข้าไปได้จริงๆนะเสด็จพ่อ” ธิดาสามดีใจ

“จริง” ราชาสิงห์พยักหน้า

“เย้!” ธิดาสามกระโดดดีใจ “งั้นข้าไปบอกท่านหนิงเฟิ่งก่อนนะ”

แล้วนางก็รีบวิ่งไป

ราชาสิงห์และราชินีต่างหันไปสบตากันอย่างอ่อนใจ นี่แหละน้า…เพราะนางเป็นธิดาองค์เดียวจึงทั้งรักและตามใจกันตั้งแต่เล็ก

ธิดาสามรีบไปหาเทพพฤกษา “ท่านหนิงเฟิ่งๆ เสด็จพ่อเสด็จแม่ยอมให้ข้าไปเป็นศิษย์ท่านหนิงจ้านแล้วล่ะ”

“งั้นรึ” เทพพฤกษาพยักหน้ารับรู้ “งั้นเจ้าก็กลับไปเตรียมตัวเดินทางเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแต่เช้า”

“ได้” ธิดาสามพยักหน้ารับแล้วก็จะวิ่งกลับไป แต่ก็ถูกเทพพฤกษาเรียก “เดี๋ยวก่อนเจ้าสาม”

“มีอะไรหรือเจ้าคะ” ธิดาสามหันกลับไป

“ก่อนกลับไป เจ้าจงขึ้นเขาไปที่ถ้ำแมวป่าก่อน แล้วก็เอามุกวิญญาณแมวออกมาด้วย ข้าจะให้เจ้าแปลงเป็นแมวป่าไปตำหนักซีฮันกับข้า” เทพพฤกษาบอก

“ทำไมต้องให้ข้าแปลงเป็นแมวป่าด้วยล่ะ” ธิดาสามสงสัย

“ต้องให้เจ้าแปลงเป็นแมวป่าก็เพราะนอกแดนสิงห์ เลือดสิงห์ขาวอย่างเจ้าเป็นที่ต้องการของใครต่อใครอย่างไรล่ะ เลือดเจ้ารักษาแผลได้ เพิ่มพลังให้เหล่าเทพและมารได้ เพียงเท่านี้ก็นำอันตรายมาสู่เจ้าได้แล้ว” เทพพฤกษาอธิบาย

ธิดาสามพยักหน้า “ได้ งั้นข้าไปล่ะ”

เทพพฤกษามองตามแล้วก็เริ่มเตรียมของสำหรับเดินทาง

ธิดาสามขึ้นเขาไปตามทางเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ถ้ำแมวป่า ซึ่งเป็นที่อยู่ของเผ่าแมวป่าอันเป็นหนึ่งในบริวารของสิงห์ขาว

เหล่าแมวป่าเมื่อเห็นผู้เป็นนายเสด็จขึ้นเขามาก็หมอบราบกับพื้น

“ธิดาสามเสด็จ”

เสียงร้องบอกต่อๆกันถึงการมาของธิดาสามดังไปทั่ว เหล่าแมวป่าพากันห้อมล้อมเดินตามคอยพิทักษ์ปกป้อง จนกระทั่งถึงถ้ำแมวป่า

“วันนี้ธิดาสามเสด็จมาเที่ยวเล่นถึงที่นี่เชียว ข้าจะรีบเตรียมน้ำชาให้ท่านนะพะย่ะค่ะ” หัวหน้าแมวป่ากราบทูลอย่างดีใจ

“ไม่ต้องหรอก ข้าแค่จะมาเอามุกวิญญาณแมวไปใช้เท่านั้น พวกท่านไม่ต้องเตรียมอะไรให้วุ่นวายหรอก เดี๋ยวข้าก็กลับแล้ว”

“อ่อๆ พะย่ะค่ะ เชิญพะย่ะค่ะ” หัวหน้าแมวป่าพยักหน้า

ธิดาสามเสด็จเข้าไปในถ้ำ เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของโถงถ้ำอันเป็นที่เก็บมุกวิญญาณแมว

เมื่อได้มุกวิญญาณแมวมาแล้วธิดาสามก็แปลงกายเป็นแมวป่าสีขาวสะอาดตาเสด็จลงเขาไป

บรรดาแมวป่าต่างพากันเดินมาส่งจนสุดเขตแมวป่าแล้วก็แยกย้ายขึ้นเขากลับไป

ธิดาสามเห็นว่ายังไม่เย็นนักจึงเดินเล่นเรื่อยไปตามสันเขา

“เอ๊ะ!” ขณะที่เดินเล่นนางก็เห็นร่างหนึ่งนอนอยู่ในกอหญ้า “นั่นใครกัน? ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ?”

ด้วยความอยากรู้จึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างนั้นเป็นบุรุษสวมชุดสีขาว มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนตามตัว

“บาดเจ็บนี่น่า” ธิดาสามขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ยื่นมือไปแตะจมูก “ยังหายใจอยู่”

นางมองสำรวจไปทั่วร่างเห็นบาดแผลใหญ่ตรงหน้าอก เลือดไหลซึมไม่หยุด “ถ้าไม่รีบห้ามเลือดคงตายแน่ ทำไงดีล่ะแถวนี้ก็ไม่มีหญ้าเสือเหม็นเลยสักต้น”

Chapter 3

ช่วยชีวิต

ธิดาสามหันซ้ายหันขวาคิดหาทางช่วย จะแบกไปแดนบุปผาก็แบกไม่ไหว จะไปตามใครมาช่วยก็กลัวจะไม่ทันการณ์

พลัน! นางก็นึกได้…จริงซิท่านหนิงเฟิ่งบอกว่าเลือดสิงห์ขาวของเรารักษาบาดแผลได้นี่น่า

นางไม่รอช้ารีบกัดปลายนิ้วให้เลือดไหลแล้วก็หยดเลือดลงบนบาดแผลใหญ่บนหน้าอกบุรุษผู้บาดเจ็บ

ดวงตาผู้บาดเจ็บค่อยๆ ลืมขึ้นเห็นแมวป่าขาวสะอาดกำลังหยดเลือดลงบนบาดแผลตนเอง “แมว…งั้นรึ?”

เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง

ธิดาสามรีบพูด “อย่าเพิ่งขยับซิ ข้าอุตส่าห์สละเลือดช่วยรักษาเจ้าอยู่นะ”

เขานอนลงตามเดิม “เลือดแมวอย่างเจ้าช่วยรักษาแผลให้ข้าไม่ได้หรอก อย่าพยายามเลย แต่ถ้าดื่มเลือดเจ้าคงช่วยแก้กระหายน้ำได้อยู่หรอก”

“ฮึ! ท่านดูถูกเลือดข้าเกินไปหน่อยแล้วนะ” ธิดาสามค้อนขวับ เมื่อเห็นว่าบาดแผลเริ่มสมานตัวนางก็ปิดปากแผลบนนิ้ว

ผู้บาดเจ็บยิ้มให้ “ขอบใจที่เจ้าพยายามช่วยเหลือ แต่เจ้ารีบไปซะเถอะ หากจอมมารตามมาเจอข้าเกรงว่าเจ้าจะมีอันตรายไปด้วย”

“จอมมารเหรอ!” ธิดาสามตกใจ “ผู้ที่ทำให้ท่านบาดเจ็บคือจอมมารงั้นหรือ”

“เจ้ารีบหนีไปเถอะ” ผู้บาดเจ็บบอกอย่างเป็นห่วง

“งั้นข้าจะรีบไปตามคนมาช่วยแบกท่านกลับไป รออยู่นี่นะ” ธิดาสามพูดแล้วก็รีบวิ่งกลับไปที่ถ้ำแมวป่า

บุรุษผู้บาดเจ็บมองตามจนลับร่างสีขาวสะอาดตา เขาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตรงหน้าอกแล้ว เขาก้มลงมองตัวเอง

“แผลหายแล้วหรือ?” เขาครุ่นคิดอย่างสงสัย “แผลหายด้วยเลือดแมวขาวงั้นรึ? ข้าเคยได้ยินแต่ว่ามีแต่เลือดสิงห์ขาวเท่านั้นที่รักษาบาดแผลได้”

“อาจารย์ท่านอยู่ที่ไหน?”ๆๆๆๆๆๆๆ

เสียงเรียกดังก้องไปทั่ว พร้อมกับร่างของชายชุดขาวหลายคนปรากฎขึ้น

“ข้าอยู่นี่” ชายผู้บาดเจ็บตอบกลับไป

“อาจารย์!” เหล่าชายชุดขาวกรูกันเข้าไปหาชายผู้บาดเจ็บอย่างดีใจ “ท่านบาดเจ็บ ข้าว่าพวกเรารีบกลับตำหนักดีกว่าขอรับ”

“แล้วพวกจอมมารล่ะ” ชายผู้บาดเจ็บถาม

“ล่าถอยกลับแดนมารไปแล้วขอรับ ตั้งแต่องค์รัชทายาทส่งทัพมาช่วยพวกเรา” ลูกศิษย์คนหนึ่งรายงาน

ชายผู้บาดเจ็บพยักหน้ารับรู้ “ดีแล้ว เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ”

“ขอรับ” บรรดาลูกศิษย์รับคำ ชายผู้บาดเจ็บหันไปมองตามทางที่แมวน้อยวิ่งหายไป…ไว้ข้าหายดีแล้วข้าจะมาพบเจ้าเพื่อตอบแทนน้ำใจที่ช่วยเหลือข้า

ภาพแมวน้อยยังตราตรึงในความทรงจำไม่มีวันลบเลือน แล้วเขาและบรรดาลูกศิษย์ก็หายวับไป

ธิดาสามวิ่งไปถึงถ้ำแมวป่า “พวกเจ้าตามข้ามาเร็ว มีคนบาดเจ็บอยู่ทางโน้น”

“พะย่ะค่ะธิดาสาม” แมวป่ารับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งตามเจ้านายไป

แต่เมื่อธิดาสามไปถึงจุดที่พบคนเจ็บก็ไม่เห็นใครเลย “อ้าว! หายไปไหนแล้วล่ะ?”

นางมองหา “พวกเจ้าช่วยกันหาเร็ว”

“พะย่ะค่ะ” บรรดาแมวป่าต่างกระจายกำลังออกค้นหา

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่

“ไม่พบใครเลยพะย่ะค่ะ” หัวหน้าแมวป่ารายงาน

“ไม่เจอเลยหรือ” ธิดาสามมองไปรอบๆ

“ข้าคิดว่าผู้ที่ท่านพบคงกลับไปแล้วเป็นแน่พะย่ะค่ะ” หัวหน้าแมวป่าคาดคะเน

“งั้นหรือ” ธิดาสามพยักหน้า “หวังว่าเขาคงกลับไปอย่างปลอดภัยนะ”

นางมองไปรอบๆอีกครั้ง “ถ้างั้นพวกเจ้าก็กลับไปเถอะ ข้าก็จะกลับถ้ำสิงห์แล้วล่ะ”

“พะย่ะค่ะ” หัวหน้าแมวป่ารับคำสั่งแล้วก็เดินกลับถ้ำแมว

ธิดาสามก็กลับถ้ำสิงห์ ก่อนถึงถ้ำสิงห์นางก็คืนร่างเป็นสิงห์ขาวดังเดิม

วันรุ่งขึ้นเทพพฤกษาก็มารับธิดาสามตามสัญญา

“หนิงเฟิ่ง เจ้าต้องดูแลเจ้าสามดีๆล่ะ” ราชินีสิงห์พูดอย่างเป็นห่วงพระธิดาน้อย

“เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ข้าต้องดูแลเจ้าสามดีอยู่แล้ว” เทพพฤกษาตอบ

“ถ้าเจ้าสามซุกซนมาก เจ้าก็รีบบอกข้าล่ะกัน ข้าจะตีนางเอง” ราชาสิงห์บอก วางท่าพระบิดาผู้ดุดัน

“เฮอะ! อย่างเจ้าหรือจะตีนางลง” เทพพฤกษาเยาะ “ตั้งแต่นางเกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นเจ้าตีนางลงซักแปะ”

ดวงตางามค้อนให้ทีหนึ่งตามประสาสหายสนิท

ราชาสิงห์สะอึกไปที่ถูกจี้จุดอ่อน “เจ้าสามเจ้าก็อย่าซุกซนให้มากนักรู้ไหม”

“ข้ารู้แล้วเสด็จพ่อ” ธิดาสามรับคำ

“เจ้าสามรีบไปรีบมานะ” องค์ชายทั้งสองกอดน้องด้วยความรัก

“อื้ม” ธิดาสามพยักหน้า

“ไปกันเถอะ ข้าจะได้รีบกลับมาดูแลสวนของข้าต่อ” เทพพฤกษาบอกแล้วก็ยื่นมือไปหาธิดาสาม

ธิดาสามผละจากพี่ชายหันไปจับมือเทพพฤกษาพลางโบกมืออีกข้างให้พี่ชายทั้งสอง แล้วเทพพฤกษากับธิดาสามก็หายวับไป

ราชาสิงห์และราชินีพร้อมองค์ชายทั้งสองก็เสด็จกลับเข้าถ้ำสิงห์ด้วยท่าทางเหงาหงอย เพราะไร้เจ้าตัวป่วนตัวน้อย

ณ หน้าประตูทางเข้าตำหนักซีฮัน เทพพฤกษากับธิดาสามก็ปรากฎกายขึ้น

“ที่นี่เหรอตำหนักซีฮัน” ธิดาสามมองผ่านประตูเข้าไป

“ใช่แล้ว” เทพพฤกษาพยักหน้า “เจ้าใช้มุกวิญญาณแมวแปลงเป็นแมวป่าเถอะ”

“เจ้าค่ะ” ธิดาสามรับคำแล้วก็แปลงเป็นแมวป่า

เทพพฤกษามองอย่างพอใจแล้วก็ร่ายเวทมายาใส่แมวป่าแสนสวย “เอาล่ะตอนนี้เจ้าเป็นแมวป่าตัวผู้แล้วล่ะ อย่าให้ใครจับได้ล่ะว่าเจ้าเป็นหญิงน่ะ เพราะหนิงจ้านตั้งกฎว่าไม่รับสตรีเข้าตำหนักซีฮัน ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หรือบ่าวไพร่ของที่นี่ล้วนเป็นชายทั้งสิ้น”

“ห๊า! มีกฎอย่างนี้ข้าก็อดเป็นศิษย์น่ะซิ” ธิดาสามตกใจ

“ข้าถึงได้ร่ายเวทมายาให้เจ้าอย่างไรล่ะเจ้าสาม” เทพพฤกษาแย้มยิ้ม “ต่อไปนี้เจ้าก็คือแมวป่าตัวผู้ชื่อว่าไป๋เมา(白猫) จำเอาไว้ให้ดีล่ะไป๋เมา”

“อื้ม ข้าจะจำไว้” เจียวหลิงหรือที่ตอนนี้ได้ชื่อใหม่ว่าไป๋เมาพยักหน้า

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” เทพพฤกษาบอกแล้วก็เดินนำหน้าไป๋เมาผ่านประตูเข้าไป ไป๋เมารีบเดินตามไปอย่างตื่นเต้น

เมื่อถึงหน้าตำหนักซีฮัน ศิษย์เอกของตำหนักก็ออกมาต้อนรับแขก

“น้อมคำนับท่านเทพธิดา” ศิษย์เอกกุมมือคารวะนอบน้อมท่วงท่าองอาจ

เทพพฤกษาค้อมศีรษะรับการเคารพจากผู้อ่อนวัย “ข้ามาพบหนิงจ้าน”

“ขออภัยด้วยขอรับท่านเทพธิดา อาจารย์กำลังเข้าฌานอยู่ขอรับ”

“งั้นรึ เช่นนั้นข้าคงต้องรอแล้วล่ะ” เทพพฤกษาพยักหน้ารับรู้ “แล้วเจ้าชื่ออะไรล่ะ?”

“ข้าชื่อลี่จิ่น(丽紧) เป็นศิษย์คนแรกของอาจารย์ขอรับ” ลี่จิ่นตอบนอบน้อม

“นี่ท่านหนิงเฟิ่ง ถ้าต้องรอนาน งั้นข้าไปเดินเล่นก่อนนะ” ไป๋เมาพูดแทรก

“ไปเถอะไป๋เมา แล้วอย่าซุกซนให้มากล่ะ” เทพพฤกษาพยักหน้าอนุญาต

ลี่จิ่นมองตามไป๋เมาไปพลางคิดในใจว่า…เจ้าแมวป่านี่ช่างไม่มีสัมมาคารวะเอาเสียเลย เรียกชื่อท่านเทพธิดาอย่างสนิทสนมเช่นนี้ได้อย่างไรกัน แต่เมื่อได้ยินชื่อแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ‘หนิงเฟิ่ง’ คือชื่อของเทพพฤกษา ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของอาจารย์นั่นเอง

“ข้าขอตัวไปยกน้ำชามาให้ท่านนะขอรับ” ลี่จิ่นขออนุญาต

เทพพฤกษาพยักหน้า

พอศิษย์พี่เดินออกมา ศิษย์น้องก็กรูกันเข้าไปถาม “นั่นใครหรือศิษย์พี่ใหญ่?”

“เทพพฤกษา” ศิษย์พี่ตอบแล้วก็บอกว่า “รีบไปเตรียมน้ำชามาต้อนรับท่านเทพธิดาเร็วเข้า”

“เป็นวาสนายิ่งนักที่ได้เห็นเทพพฤกษาผู้เร้นกายจากพิภพ” บรรดาศิษย์น้องพูดอย่างปลื้มใจที่มีโอกาสได้เห็นท่านเทพธิดาผู้ที่ถูกร่ำลือว่างามสุดในพิภพ

“ไปๆๆๆ อย่ามัวพูดมาก” ศิษย์พี่ไล่บรรดาศิษย์น้อง

ครู่ต่อมา ลี่จิ่นก็ยกน้ำชาและผลไม้ไปต้อนรับเทพพฤกษา “น้ำชาขอรับ”

“ขอบใจ” เทพพฤกษาแย้มยิ้มให้

ลี่จิ่นถอยออกไปอย่างรู้จักวางตัว

ไป๋เมาเดินเล่นเรื่อยไปจนกระทั่งถึงสวนแห่งหนึ่ง “มีแต่ไม้ใบ ไม่มีไม้ดอกบ้างเลย ดูแล้วเฉาๆ ยังไงก็ไม่รู้”

นางเดินเล่นไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงตำหนักด้านใน ด้วยความซุกซนอยากรู้อยากเห็นนางจึงค่อยๆ เดินขึ้นไปบนระเบียงหน้าตำหนัก

ประตูเปิดออกเทพสงครามเดินออกมา ไป๋เมาชะงักมองหน้าชายผู้นั้น

เทพสงครามก็ชะงักไปเช่นกัน เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้า “เจ้าเป็นใครหรือ? เข้ามาถึงในนี้เชียว?

“ข้าชื่อไป๋เมา แล้วท่านละเป็นใคร?” ไป๋เมาถามกลับ

“ข้า…หนิงจ้าน” เทพสงครามตอบ สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าหนุ่มน้อยไปได้เลย…ใบหน้านี้ช่างดูคุ้นเคยยิ่งนัก พลัน! ภาพแมวป่าสีขาวในความทรงจำก็ทับซ้อนขึ้นมา อ่า…เจ้าแมวน้อยนั่นเอง

“ท่านคงเป็นศิษย์เทพสงครามล่ะซิ อาจารย์ของท่านอยู่ที่ไหนเหรอ? ข้าอยากพบยิ่งนัก” ไป๋เมาพูดแล้วก็หันไปมองรอบๆ

“เจ้าอยากพบเทพสงครามด้วยเรื่องอะไรหรือ?” เทพสงครามถามอย่างเอ็นดู

“ข้าจะมาขอเป็นศิษย์น่ะ” ไป๋เมาบอกแล้วก็หันไปมองต้นไม้ในสวน “ข้าอยากเห็นว่าเขามี 9 เศียรพันมืออย่างที่ร่ำลือกันจริงหรือไม่ จึงได้เก่งกาจนัก”

เทพสงครามแย้มยิ้มขำขัน

“อาจารย์ของท่านอยู่ที่ไหนหรือ?” ไป๋เมาหันมาถาม “เอ…แล้วนั่นท่านขำอะไรหรือ?”

เทพสงครามรีบทำหน้าขรึม “ไม่มีอะไรหรอก”

ไป๋เมาเดินลงจากตำหนัก เทพสงครามเดินตามไป พลางคิดไปด้วยว่า…ในเมื่อเจ้าต้องการเป็นศิษย์ข้า เช่นนั้นข้าก็จะรับเจ้าไว้เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยข้าในครั้งนั้น

“เอ…อาจารย์ท่านอยู่ที่ไหนล่ะ? ข้าอยากพบจริงๆนะ” ไป๋เมาหันกลับไปพูดทำให้ตัวเองชนคนข้างหลัง “โอ๊ะ!”

เทพสงครามรีบช่วยประคองร่างเล็กไว้ไม่ให้ล้มลง “ระวังหน่อย”

“เอ่อ…” ไป๋เมาชะงัก ไม่รู้จะพูดอะไรดี พอตั้งสติได้ก็รีบพูดว่า “ขอบคุณ”

“อาจารย์” เสียงเรียกดังมาพร้อมกับลี่จิ่นเดินเข้ามา “ท่านออกจากฌานแล้ว”

แล้วเขาก็เหลือบมองร่างเล็กในอ้อมแขนอาจารย์ “อ้าว…อยู่นี่เองรึ”

ไป๋เมามองหน้าลี่จิ่นแล้วก็มองหน้าผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อย่างงงๆ “อาจารย์?”

นางหันไปมองลี่จิ่น ถามย้ำ “อาจารย์งั้นเหรอ?”

ลี่จิ่นพยักหน้า “ก็อาจารย์น่ะซิ”

ไป๋เมาหันขวับไปมองหน้าผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อีกครั้ง “อาจารย์?…ท่านคือเทพสงครามงั้นหรือ?”

เทพสงครามพยักหน้า “ใช่”

เขาปล่อยมือจากร่างเล็กพร้อมกับขยับถอยห่างไปนิดนึง

“จริงหรือ?” ไป๋เมาถามย้ำ

เทพสงครามพยักหน้า “จริง”

ไป๋เมาหน้าตื่น “ท่านมี 9 เศียรพันมือจริงๆหรือ? แล้วท่านซ่อนไว้ตรงไหนกันล่ะ?”

“ข้าไม่ได้มี 9 เศียรพันมือหรอก ข้ามีเพียงหัวเดียวและสองมือนี้เท่านั้น” เทพสงครามตอบ

ไป๋เมาอึ้งไป ตาก็มองเทพสงครามไม่กะพริบเลย

“มีอะไรหรือ?” เทพสงครามหันไปถามลี่จิ่น

“เทพพฤกษาเสด็จมาขอรับ” ลี่จิ่นตอบ

“งั้นรึ” เทพสงครามพยักหน้ารับรู้แล้วเดินออกไป ลี่จิ่นเดินตามไป ไป๋เมารีบตามไป

เทพพฤกษาละสายตาจากถ้วยชา มองผู้ที่ค่อยๆ เดินเข้ามา “เจ้าออกจากฌานแล้ว”

“ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ นานๆ เจ้าจะมาหาข้าสักครั้ง มาวันนี้มีเรื่องอะไรหรือ?” เทพสงครามทักทาย

Chapter 4

รับศิษย์

“ข้าพาศิษย์มาให้เจ้าน่ะซิ” เทพพฤกษาพูดพลางปรายตาไปที่ร่างเล็กข้างหลังญาติผู้พี่ซึ่งกำลังเดินเข้ามา

“อ่อ…งั้นรึ” เทพสงครามเหลือบตาตามพยักหน้ารับรู้ “ได้ ข้าจะรับไว้”

เทพพฤกษาลุกขึ้น เสด็จเข้าไปจับชีพจรญาติผู้พี่ “เจ้าบาดเจ็บ”

“ยังรู้ดีเหมือนเดิม” เทพสงครามพูดหน้านิ่ง

เทพพฤกษาค้อนขวับ “ฮึ!”

แล้วนางก็หยิบขวดโอสถออกมาจากถุงผ้ายัดใส่มือญาติผู้พี่ “กินซะ นี่เป็นยาสมานแผล”

“ขอบใจ” เทพสงครามพูดหน้านิ่ง แล้วก็หันไปสั่งลี่จิ่นว่า “เตรียมทำพิธีรับศิษย์”

“ขอรับ” ลี่จิ่นรับคำสั่งแล้วก็เดินไปเรียกศิษย์น้องให้มาทำพิธีรับศิษย์

“ปกติอาจารย์เลือกรับศิษย์เข้มงวดจะตาย แล้วเหตุใดเจ้าแมวป่านั่นถึงได้เป็นศิษย์ง่ายนักเล่า?” ศิษย์สี่กระซิบถาม

“ก็เทพพฤกษาพามาน่ะซิ” ศิษย์สามกระซิบบอก

“ไปๆ รีบไปเตรียมทำพิธีรับศิษย์กันเถอะ” ลี่จิ่นบอกพลางไล่ศิษย์น้อง

ไม่นานนักบรรดาศิษย์ทั้งสี่รวมถึงบ่าวไพร่ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องโถงเพื่อทำพิธีรับศิษย์

เทพสงครามยืนกลางห้องโถงรอรับการคารวะจากศิษย์คนใหม่

ลี่จิ่นถือจอกเหล้ารอท่า

ไป๋เมาคุกเข่ารอ

“วันนี้ข้าขอประกาศรับศิษย์คนที่ 5 ณ บัดนี้” เทพสงครามประกาศก้อง ลี่จิ่นส่งจอกเหล้าให้ศิษย์น้องคนใหม่

ไป๋เมารับจอกเหล้าไปแล้วยื่นไปให้เทพสงคราม “ข้า…ไป๋เมาขอคารวะอาจารย์ด้วยเหล้าจอกนี้”

เทพสงครามรับจอกเหล้าจากศิษย์ไปดื่มรวดเดียวหมดจอก

“นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไป๋เมาคือศิษย์คนที่ 5 ของข้า…หนิงจ้าน” เสียงประกาศกึกก้องดังไปทั่วทั้งขุนเขา ระฆังใหญ่บนหอระฆังดังกังวานไปทั่วดั่งจะแจ้งข่าวให้รับรู้กันทั่วทั้งพิภพ

เมื่อจบพิธีรับศิษย์แล้ว เทพพฤกษาก็ขอตัวกลับทันที “ข้าไปล่ะ แล้ววันหน้าข้าจะมาใหม่”

“เชิญ” เทพสงครามพูดหน้านิ่ง

เทพพฤกษาหันไปพูดกับไป๋เมาว่า “อยู่นี่เจ้าก็อย่าดื้ออย่าซนให้มากนักล่ะ”

มือเรียวนุ่มลูบหัวไป๋เมาหัวอย่างอ่อนโยน

“มาหาข้าบ่อยๆ นะท่านหนิงเฟิ่ง” ไป๋เมาบอกหน้าระรื่นอย่างกำลังปลื้มใจที่ได้เป็นศิษย์ของเทพสงคราม

“ได้” เทพพฤกษาพยักหน้า

คำเรียกขานอย่างสนิทสนมสร้างความสงสัยกับทุกคนยิ่งนักว่า…เจ้าแมวน้อยมีความสัมพันธ์อันใดกับเทพพฤกษากันแน่?

ข่าวการรับศิษย์คนใหม่ของเทพสงครามลือเลื่องไปทั่วทั้งพิภพ

เมื่อต้องมาอยู่ต่างแดนคืนแรก ไป๋เมาก็นอนไม่ค่อยหลับด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ไป๋เมาก็เริ่มเดินสำรวจไปทั่วทั้งตำหนัก

เสียงขลุ่ยแว่วมา ร่างเล็กเดินตามเสียงไปจนถึงตำหนักเทพสงคราม

เทพสงครามกำลังเป่าขลุ่ยอยู่หน้าตำหนัก

ไป๋เมาเดินไปหยุดดูอยู่ห่างๆ

เทพสงครามรับรู้ถึงเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาก็หยุดเป่า “เข้ามาซิ”

ไป๋เมาเดินเข้าไปกุมมือคารวะอาจารย์

“นั่งซิ” เทพสงครามชี้ไปที่เบาะรองนั่งข้างโต๊ะเตี้ย

ไป๋เมาเดินเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยอย่างเคยชิน

“ทำไมยังไม่นอน” เทพสงครามถามพลางมองศิษย์คนใหม่

“นอนไม่หลับ” ไป๋เมาตอบเสียงเบา

เทพสงครามมองแล้วก็เริ่มเป่าขลุ่ย

ไป๋เมานั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน ชวนให้คิดถึงพี่รองที่ชอบบรรเลงพิณให้น้องเล็กฟังทุกค่ำคืน เสียงขลุ่ยชวนให้ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ปรือลง

เมื่อเป่าขลุ่ยจบศิษย์คนใหม่ก็ฟุบหลับกับโต๊ะเตี้ย

เทพสงครามมองอย่างเอ็นดู

ครั้นจะปลุกให้ลุกกลับไปนอนที่ห้องก็กลัวว่าจะตื่นจนนอนไม่หลับ

เขาจึงตัดสินใจอุ้มร่างเล็กเข้าไปนอนในตำหนักแทน เขาค่อยๆ วางร่างเล็กลงบนพรมขนหมีผืนใหญ่ที่ใช้รองนั่งอ่านหนังสือ ความรู้สึกบอกชัดเมื่อได้โอบอุ้มร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน…นางเป็นสตรี!

คงเป็นเพราะเวทมายาของญาติผู้น้องที่บิดเบือนสายตาให้เห็นว่าเป็นบุรุษ ดวงตาคมฉายแววดุดัน นางช่างกล้าส่งสตรีมาเป็นศิษย์ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าข้าไม่มีทางรับสตรีเข้าตำหนักเด็ดขาด หนิงเฟิ่งหนอ…หนิงเฟิ่ง เจ้าช่างทำกับข้าได้!

ครั้นจะส่งนางกลับก็ไม่ได้แล้วเพราะเขาประกาศรับนางเป็นศิษย์ไปแล้ว ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย เฮ้อ…

ดวงตาคมมองร่างเล็กอย่างเอ็นดู ลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้นาง

ย่ำรุ่ง ไป๋เมาลืมตาตื่น…ที่นี่ที่ไหน?

ดวงตางามค่อยๆ กรอกมองไปรอบๆ อย่างงงๆ แล้วสายตาก็สะดุดกับร่างหนึ่งบนเตียงด้านหนึ่งของห้อง นางค่อยๆขยับลุกขึ้นมอง…อาจารย์!

สมองนิ่งคิด…จริงซิเมื่อคืนข้านั่งฟังอาจารย์เป่าขลุ่ย นี่ข้าเผลอหลับไปหรือ!

ร่างเล็กค่อยๆลุกขึ้นก้าวย่องออกจากตำหนักอย่างแผ่วเบา

เสียงประตูปิดลง ดวงตาคมลืมตาขึ้น เขาตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงนางขยับตัวลืมตาแล้ว แต่ยังแกล้งหลับเพื่อไม่ให้นางรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

พอออกห่างจากตำหนักพอสมควร ไป๋เมาก็รีบวิ่งกลับห้องทันที พอเข้าห้องได้นางก็นั่งตำหนิตัวเอง…ข้านี้ช่างแย่จริงต้องให้อาจารย์คอยดูแล

นั่งตำหนิตัวเองไปมาแล้วก็คิดได้ว่าควรจะตอบแทนอาจารย์บ้าง…แต่เอ ข้าจะทำอะไรตอบแทนอาจารย์ดีล่ะ?

แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นวาบ! ทำอาหารให้อาจารย์กินอย่างไรล่ะ

พอคิดได้แล้วนางก็ลุกขึ้นออกจากห้องตรงไปยังห้องครัว

ยังไม่มีใครตื่น ห้องครัวจึงเงียบเชียบ นางเริ่มลงมือหุงข้าวทำกับข้าวจนแสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้านางก็ทำกับข้าวเสร็จ จากนั้นนางก็ตักแบ่งแล้วยกไปให้อาจารย์ที่ตำหนัก

เทพสงครามยืนนิ่งอยู่หน้าตำหนัก ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาก็หันไปมอง

ไป๋เมาถือถาดอาหารเดินเข้าไป แล้วก็หยุดมองอยู่ห่างๆ

เทพสงครามกวักมือ “เข้ามาซิ”

ไป๋เมาเดินเข้าไปหา “อาจารย์ข้าทำอาหารมาให้ท่าน”

เทพสงครามพยักหน้า “อืม” แล้วก็เดินไปนั่งตรงระเบียงหน้าตำหนัก

ไป๋เมาถือถาดเข้าไปวางบนโต๊ะสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วก็ถอยห่างไปนิดหนึ่ง

“ถ้าท่านชอบก็บอกข้าได้ หรือถ้าไม่ชอบก็บอกข้าได้” นางพูดอย่างคาดหวังคำติชม

เทพสงครามตักอาหารลองชิม ไป๋เมารอลุ้นอยู่ไม่ห่าง

“อร่อย” เทพสงครามบอกสั้นๆแล้วก็กินต่อจนหมด

ไป๋เมายิ้มหน้าบาน

พออาจารย์กินเสร็จแล้วลุกออกไปนางก็รีบเก็บถาดกลับไปที่ห้องครัว

บ่าวไพร่กำลังซักถามกันให้วุ่นว่าใครมาทำอาหารเอาไว้?

“ข้าทำเองแหละ” ไป๋เมารีบบอก

บรรดาบ่าวไพร่มองตาแทบถลน “ท่านเนี่ยนะทำอาหาร?”

“อื้ม ก็ข้าน่ะซิ” ไป๋เมาพยักหน้ารับ “ข้าเอาไปให้อาจารย์กินแล้วด้วย อาจารย์บอกว่าอร่อยด้วยล่ะ”

“ข้าไม่เคยเห็นศิษย์คนไหนทำกับข้าวเลยสักครั้ง มีท่านคนแรกนี่แหละที่เข้าครัวทำกับข้าว” บ่าวมองอย่างงงๆ

“ทำไมล่ะ? ข้าไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหนเลย อยู่ที่บ้านข้าก็ทำกับข้าวบ่อยไป” ไป๋เมาบอกพลางวางถาดไว้แล้วก็เดินออกไป

หลังจากอยู่ที่ตำหนักซีฮัน ผ่านไปได้ 7 วัน บรรดาศิษย์พี่ก็เริ่มสงสัยว่าทำไมศิษย์น้องเล็กถึงไม่ยอมอาบน้ำร่วมกับพวกเขาเลยสักครั้ง

“ศิษย์พี่ใหญ่ไม่สงสัยบ้างเหรอ? เจ้าห้าไม่เคยอาบน้ำกับพวกเราเลยสักครั้ง ท่านไม่คิดว่ามันแปลกบ้างรึไง?” ศิษย์สามถาม

“ช่างเถอะๆ บางทีเจ้าห้าอาจจะอายรูปร่างตัวเองก็ได้ที่ตัวเล็กกว่าพวกเรามากนัก”  ศิษย์พี่ใหญ่บอก

“คงงั้นแหละ ตัวเล็กขนาดนั้นก็คงจะอายที่อะไรๆ ก็เล็กไปหมดน่ะซิ” ศิษย์รองเสริม

“งั้นต้องพิสูจน์” ศิษย์สี่เสนอ

“ใช่ๆ ต้องพิสูจน์” ศิษย์สามเห็นด้วย

“พวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำเถอะ ไร้สาระจริงเชียว” ศิษย์พี่ใหญ่บอกแล้วก็เดินจากไป ศิษย์รองก็รีบตามไป

ศิษย์สามกับศิษย์สี่มองหน้ากัน “ต้องพิสูจน์”

ศิษย์น้องห้าเดินมาพอดี “ต้องพิสูจน์อะไรเหรอศิษย์พี่?”

ศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่สี่จับแขนศิษย์น้องห้าไว้คนละข้าง

“ก็พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นอะไรถึงไม่ยอมอาบน้ำร่วมกับพวกเราเลยสักครั้งน่ะซิ” ศิษย์พี่สี่บอก

“ไปอาบน้ำด้วยกันดีกว่าเจ้าห้า” ศิษย์พี่สามพยักหน้า

ศิษย์น้องส่ายหน้าเดี๊ยะ “ไม่เอานะศิษย์พี่ อย่าแกล้งข้าแบบนี้ซิ”

“มาเร็วเจ้าห้า” ศิษย์พี่ทั้งสองรั้งแขนสุดแรง

“ไม่เอา! ข้าไม่ไป! ปล่อยข้านะศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่” ศิษย์น้องร้องโวยวายลั่นตำหนักขืนตัวสุดฤทธิ์

“มาเถอะน่า แค่อาบน้ำด้วยกันแค่นี้ทำไมต้องทำท่าจะเป็นจะตายเสียให้ได้” ศิษย์พี่สามออกแรงดึงเต็มที่

ศิษย์น้องยิ่งดิ้นสะบัดสุดแรง “ไม่เอา! ข้าไม่ไป! ปล่อยข้า!”

“ทำอะไรกัน?” เสียงถามดังขึ้น

ทุกคนชะงักหันไปมอง “อาจารย์!”

“ข้าก็แค่กำลังจะไปอาบน้ำกับเจ้าห้าเท่านั้นเองขอรับ” ศิษย์สามบอก

“พวกข้าก็แค่สงสัยว่าเจ้าห้าเป็นอะไรถึงไม่ยอมอาบน้ำพร้อมพวกเราเลยสักครั้งเท่านั้นเอง” ศิษย์สี่เสริม

เทพสงครามตาดุวาว ถลันเข้าไปคว้าตัวศิษย์คนเล็กแยกออกมา พร้อมกับดันร่างเล็กไปไว้ข้างหลัง

สายตาดุดันมองศิษย์สามและสี่เขม็ง

จนคนถูกจ้องรู้สึกเหมือนกำลังถูกดาบจ่อลำคออย่างไรอย่างนั้น

“อย่าได้ทำเช่นนี้อีกเป็นอันขาด!” เสียงดุต่ำทรงอำนาจพูดออกมาเหมือนคมดาบเสียบทะลุคอผู้ฟัง

จนศิษย์ทั้งสองไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย

แล้วเทพสงครามก็คว้าข้อมือศิษย์คนเล็กเดินจากไป

ศิษย์สามและสี่ยืนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเห็นอาจารย์จะโมโหมากเช่นนี้เลยสักครั้ง

ทั้งสองมองหน้ากันพลางค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอ

เทพสงครามพาศิษย์คนเล็กเดินไปที่สวนซึ่งไร้ผู้คน เขาหันกลับไปมองอย่างเป็นห่วง “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าห้า?”

ไป๋เมาเงยหน้ามองอาจารย์น้ำตาคลอ “อาจารย์…อึก”

นางพยายามกลั้นน้ำตาสุดฤทธิ์

เทพสงครามตบบ่าเบาๆ ปลอบใจ “ไม่เป็นไรแล้วนะๆ”

“อึก…อึก อาจารย์…ฮือๆๆๆๆๆ” ไป๋เมาร้องไห้น้ำตาไหลพรากโผเข้ากอดอาจารย์ไว้แน่น

“ไม่เป็นไรแล้วๆ” เทพสงครามกอดพลางลูบหลังปลอบโยน

“ฮือๆๆๆๆๆ อาจารย์ๆ ฮือๆๆๆๆ”

ครู่ใหญ่กว่าศิษย์คนเล็กจะหยุดร้องไห้ อาภรณ์ชุ่มไปด้วยน้ำตา เสียงสะอื้นค่อยๆเงียบลง ไป๋เมาค่อยๆดันตัวออกจากอ้อมอก พอมองเห็นคราบน้ำตาบนอาภรณ์ของอาจารย์ก็รู้สึกผิดที่ทำให้อาภรณ์ของอาจารย์ต้องเปรอะเปื้อน “ข้าขออภัย ข้าทำให้เสื้อท่านเปื้อนหมดแล้ว”

“ไม่เป็นไร” มือใหญ่ลูบศีรษะปลอบใจ “เจ้ากลับไปพักซะเถอะ”

Chapter 5

เยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย

ไป๋เมาพยักหน้ารับแล้วก็รีบเดินจากไปอย่างนึกตำหนิตัวเองที่ทำให้อาจารย์ต้องลำบากอีกแล้ว

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าลากศิษย์น้องเล็กไปอาบน้ำด้วยกันอีกเลย

แม้แรกๆไป๋เมาจะถูกเขม่นจากศิษย์พี่สามและศิษย์พี่สี่อยู่บ้างในฐานะเด็กฝากของเทพพฤกษา แต่เมื่ออยู่ร่วมกันไปนานวันเข้า ความน่ารักซุกซนของศิษย์น้องห้าก็ทำให้ศิษย์พี่ทุกคนรักและเอ็นดูศิษย์น้องเล็กยิ่งนัก

2 อาทิตย์ต่อมา เทพพฤกษาก็เสด็จมาเยือนตำหนักซีฮันอีกครั้ง

เทพสงครามออกมาต้อนรับพร้อมศิษย์รอง

“เจ้ามานี่มีธุระอันใดหรือ?” เทพสงครามถามหน้านิ่ง

“ข้าแค่แวะมาเยี่ยมไป๋เมา” เทพพฤกษาแจ้งความประสงค์แล้วก็มองหาไป๋เมา

เทพสงครามจึงหันไปสั่งศิษย์ว่า “ไปตามเจ้าห้ามา”

“ขอรับ” ศิษย์รองรับคำแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน

จังหวะนั้นเองไป๋เมาก็รีบวิ่งออกมาเพราะได้ยินศิษย์พี่คุยกันว่าเทพพฤกษาเสด็จมา

“ท่านหนิงเฟิ่ง” ไป๋เมาเรียกอย่างดีใจ วิ่งเข้าไปกอดเทพพฤกษาอย่างคิดถึง

เทพพฤกษาเซไปเล็กน้อยที่ถูกโถมตัวเข้าใส่

“ไป๋เมา ข้าบอกเจ้าหลายหนแล้วว่าเจ้าชักจะตัวโตจนข้ารับเจ้าไม่ไหวแล้วนะ” เสียงหวานตำหนิเบาๆอย่างเอ็นดู

“เจ้าห้า สำรวมกริยาหน่อย” เทพสงครามตำหนิเสียงเรียบ แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู

ไป๋เมาหน้าเจื่อน ค่อยๆผละจากเทพพฤกษา “ข้าขออภัย”

เทพพฤกษาแย้มยิ้มให้แล้วก็จับตัวไป๋เมาหมุนไปหมุนมาเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้าสบายดี” ไป๋เมาตอบยิ้มแฉ่ง

บ่าวรับใช้ยกน้ำชาเข้ามา ศิษย์รองจึงรีบรับแล้วยกไปให้เทพพฤกษา

“ข้ามีน้ำผึ้งบุปผามาฝากเจ้าด้วย แล้วก็ขนมกับผลไม้จากสวนของข้ามาฝากเจ้ามากมาย” เทพพฤกษาบอก

“จริงเหรอ” ไป๋เมาตื่นเต้นกับของฝาก

เทพสงครามและคนอื่นๆ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน จนเทพสงครามต้องแกล้งกระแอมขัดจังหวะ “อะแฮ่มๆ”

เทพพฤกษาปรายตามองคนแกล้งขัดจังหวะ

“หากเจ้าไม่มีธุระกับข้า ข้าก็ขอตัวก่อน” เทพสงครามบอกแล้วก็เสด็จกลับเข้าไปด้านใน

ศิษย์รองรีบเดินตามอาจารย์ไป ในใจก็นึกสงสัยความสัมพันธ์ของเทพพฤกษากับศิษย์น้องเล็กยิ่งนัก “อาจารย์?”

เทพสงครามหยุดก้าว หันไปมองศิษย์รอง “มีอะไร?”

“ข้าสงสัยว่าเหตุใดเทพพฤกษาจึงให้ความรักและเอ็นดูศิษย์น้องห้ายิ่งนัก? ถึงขนาดยอมให้ศิษย์น้องห้ากอดโดยไม่ถือโทษโกรธเคืองเช่นนี้?”

เทพสงครามนิ่งเงียบ

“หรือว่าศิษย์น้องห้าเป็นคนรักของเทพพฤกษา?”

คำถามคาดเดาทำให้เทพสงครามสะอึก นึกขำ “อุ…” เขารีบกลั้นหัวเราะเอาไว้

“ข้าว่าศิษย์น้องห้าต้องเป็นคนรักของเทพพฤกษาแน่ๆ”

“เจ้าอย่าได้คาดเดาส่งเดช เทพพฤกษาสนิทสนมกับเจ้าห้าเช่นไรก็เป็นเรื่องของพวกเขา หาใช่เรื่องที่เจ้าจะเอามาคาดเดาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ได้” เทพสงครามตำหนิ

“อาจารย์ ข้าขออภัยขอรับ” ศิษย์รองรีบพูดขอโทษที่ปากพล่อย

เทพสงครามโบกหัตถ์ไล่

ศิษย์รองรีบเดินออกไป

แล้วเทพสงครามก็เสด็จกลับตำหนัก

เทพพฤกษานั่งลง

ไป๋เมารีบรินน้ำชาให้

เทพพฤกษายื่นถุงของฝากให้

“ขอบคุณท่านมาก” ไป๋เมารับของมาอย่างดีใจ

“ของเล็กน้อยแค่นี้เอง ทำให้เจ้าดีใจข้าก็มีความสุข” เทพพฤกษาแย้มยิ้ม

“จริงซิ เสด็จพ่อเสด็จแม่แล้วก็ท่านพี่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง? สบายดีไหม?” ไป๋เมาถามอย่างคิดถึงครอบครัว

“ก็สบายดีกันทุกคน มีแต่แม่เจ้านั่นแหละที่อยากจะมารับเจ้ากลับไปเพราะนางกลัวว่าเจ้าจะลำบากยากเข็น กว่าข้าจะเกลี่ยกล่อมให้นางยอมได้ไม่ง่ายเลยสักนิด” เทพพฤกษาพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย

“ขอบคุณท่านมาก” ไป๋เมากุมมือคารวะ

“ดูเหมือนพลังเทพของเจ้าจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อยนะ” เทพพฤกษามองสำรวจไป๋เมา

“รีบฝึกฝนเรียนรู้เข้าล่ะ อย่าให้ข้าเสียหน้าที่ออกหน้าแทนเจ้าจนได้เป็นศิษย์ของหนิงจ้านแล้วฝีมือไม่ได้เรื่องซะล่ะ” นางพูดเหมือนไม่ใส่ใจนัก

“ข้าจะตั้งใจฝึกฝนไม่ให้ท่านเสียหน้าแน่” ไป๋เมาบอกอย่างตั้งใจ

“ดีมาก” เทพพฤกษาแย้มยิ้มพอใจ “อ่อ…เกือบลืมไปข้าเอาเมล็ดดอกไม้มาฝากเจ้าด้วย ไว้ให้เจ้าปลูกรอบๆที่พักของเจ้า”

นางส่งถุงผ้าใบเล็กให้

“ท่านรู้ใจข้าจริงๆ ข้าว่าจะขอเมล็ดดอกไม้จากท่านอยู่พอดี” ไป๋เมายิ้มแฉ่ง

“ก็เจ้าชอบดอกไม้ หากไม่ได้เห็นดอกไม้ข้ากลัวว่าเจ้าจะเฉาตายเสียก่อนน่ะซิ” เทพพฤกษาเอื้อมมือไปลูบแก้มไป๋เมา

“เอาล่ะเห็นเจ้าอยู่ดีมีสุขข้าก็สบายใจแล้ว งั้นข้ากลับก่อนล่ะ” นางลุกขึ้นยืน

ไป๋เมาลุกตามโผเข้ากอด “แล้วมาหาข้าบ่อยๆ นะ”

เทพพฤกษากอดตอบพลางลูบหลัง “ข้าย่อมมาหาเจ้าบ่อยๆแน่”

นางผละออกแล้วก็เสด็จออกจากตำหนักไป

ไป๋เมามองตามจนลับตาแล้วก็หยิบถาดน้ำชากับของฝากไปเก็บ

จากนั้นนางก็เริ่มลงมือพรวนดินทำแปลงปลูกดอกไม้รอบๆที่พักตัวเอง หลังจากหว่านเมล็ดดอกไม้เสร็จแล้วนางก็เดินกลับไปอ่านหนังสือที่ยังอ่านค้างไว้ต่อพร้อมกับแบ่งของฝากจากเทพพฤกษาไปให้อาจารย์และศิษย์พี่ด้วย

1 อาทิตย์ต่อมา องค์ชายรองเผ่าสิงห์ก็เสด็จมาเยือนตำหนักซีฮัน

ลี่จิ่นออกมาต้อนรับแทนอาจารย์เพราะอาจารย์กำลังเข้าฌานอยู่

“ไม่ทราบว่าท่านเทพเสด็จมาด้วยธุระใดหรือขอรับ?” ลี่จิ่นกุมมือคารวะแขกผู้มาเยือน

“ข้ามาหาจะ…เอ่อ ไป๋เมาน่ะ” องค์ชายรองเกือบหลุดชื่อน้องสาวออกมา

“อ่อ…ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้คนไปตามให้ขอรับ เอ่อ…ไม่ทราบว่าท่านคือ…”

“ข้าองค์ชายรองเผ่าสิงห์…เจียวหั่ว”

“เป็นเกียรติที่ได้พบองค์ชายรองขอรับ” ลี่จิ่นกุมมือคารวะอีกครั้ง

“ท่านคือ…” องค์ชายรองถามกลับ

ลี่จิ่นยืดตัวขึ้น “ข้า…ลี่จิ่น ศิษย์คนแรกของท่านอาจารย์ขอรับ”

“งั้นรึ” องค์ชายรองหน้ารับรู้

แล้วลี่จิ่นก็หันไปสั่งบ่าวว่า “ไปตามศิษย์น้องห้ามาพบแขก”

“ขอรับ” บ่าวรับคำแล้วก็เดินออกไป

บ่าวอีกคนเดินสวนเข้ามาพร้อมกับน้ำชารับแขก “น้ำชาขอรับ” หลังจากวางน้ำชาแล้วบ่าวก็เดินกลับไป

“เชิญขอรับ” ลี่จิ่นผายมือเชิญ

“ขอบใจ” องค์ชายรองนั่งลงจิบน้ำชา

ครู่ต่อมาไป๋เมาก็เดินเข้ามา พอเห็นหน้าแขกที่มาหาก็ตื่นเต้นดีใจ “พี่รอง”

ลี่จิ่นอึ้งไป “พี่รอง…” เจ้าห้าเรียกองค์ชายรองว่าพี่รอง เช่นนั้นเจ้าห้าเป็นอะไรกับองค์ชายรองเผ่าสิงห์กันแน่?

“เจ้า…” องค์ชายรองพอมองเห็นน้องสาวก็เกือบหลุดปากเรียกอย่างเคยชิน ดีที่ยั้งไว้ทัน “…ไป๋เมา”

พอหันไปเห็นสีหน้าสงสัยของลี่จิ่นเขาก็รีบแก้ว่า “คืออยู่แดนสิงห์ไป๋เมาเรียกข้าว่าพี่รองน่ะ”

ไป๋เมาก็รีบเสริมว่า “ใช่ๆ คือข้าเรียกตามคนอื่นจนติดปากน่ะ”

ข้าไม่ได้โกหกนะก็ข้าเรียกตามเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้วก็พี่ใหญ่จนติดปากจริงๆ นะ ศิษย์พี่ใหญ่

“อ่อ งั้นหรือ” ลี่จิ่นพยักหน้ารับรู้ “หากไม่มีอะไรแล้วเช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อนขอรับ”

“เชิญ” องค์ชายรองอนุญาต ลี่จิ่นกุมมือคารวะแล้วก็เดินออกไป

เมื่อไม่มีใครแล้วไป๋เมาก็โถมตัวกอดพี่ชายแน่นด้วยความคิดถึง “ข้าคิดถึงท่านมากที่สุดเลยพี่รอง”

องค์ชายรองลูบหลัง “ข้าก็คิดถึงเจ้ามากนะรู้ไหมเจ้าสาม…อ่อ ไม่ซิต้องเรียกว่าเจ้าห้าซินะ”

พอได้กอดจนบรรเทาความคิดถึงลงแล้วไป๋เมาก็ผละออก องค์ชายรองมองสำรวจน้องสาว เห็นท่าทางสบายดีก็เบาใจ “เจ้าเนี่ยน้า…ซุกซนจนได้เรื่อง เป็นศิษย์เทพสงครามจนได้”

“ข้าก็แค่อยากเห็นเท่านั้นเองว่าเทพสงครามที่เขาร่ำลือนักหนามี 9 เศียรพันมือจริงหรือไม่” ไป๋เมาบอกเสียงอ่อยเพราะกลัวโดนพี่ชายดุ

เห็นน้องสาวทำหน้าจ๋อย คนเป็นพี่ก็โกรธไม่ลง “เอาล่ะๆ มาถึงขั้นนี้แล้วมีแต่ต้องปิดต่อไปล่ะว่าเจ้าเป็น…”

เขาไม่พูดต่อเพราะกลัวใครจะมาได้ยิน

“แล้วเป็นอย่างไร? ฝึกหนักหรือไม่? ลำบากอะไรหรือไม่?” เขาเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่เลย ไม่ลำบากอะไรเลย ข้าสบายดี อาทิตย์ก่อนท่านหนิงเฟิ่งก็เพิ่งมาหา เอาของกินมาให้ข้าตั้งมากมาย” ไป๋เมารีบบอก

“เรื่องที่ท่านหนิงเฟิ่งมาหาเจ้า พวกเรารู้แล้วล่ะ ก็เจ้าเป็นศิษย์ก้นครัวของนางเพียงหนึ่งเดียวในพิภพนี่น่า นางจะไม่คิดถึงเจ้าได้อย่างไรล่ะ” องค์ชายรองลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู “อยู่ที่นี่ดูเหมือนว่าพลังเทพของเจ้าจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอยู่แดนสิงห์อีกนะ”

“ก็ข้าฝึกฝนทุกวันนี่น่า” ไป๋เมาคุยอวดยิ้มแฉ่ง

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” องค์ชายรองพยักหน้าแล้วก็หยิบถุงผ้ายื่นให้ “เอ้านี่ เสด็จ…เอ่อ…ท่านพ่อท่านแม่ฝากมา มีของพี่ใหญ่ด้วย ส่วนนี่ของข้า”

เขาแบมืออีกข้าง ปิ่นทองประดับมุกโลหิตก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ

“นี่มันของล้ำค่าของท่านไม่ใช่หรือ?” ไป๋เมาจ้องมองปิ่นอย่างงงๆ เพราะปิ่นนี้พี่ชายต้องเก็บไว้หมั้นหมายกับหญิงสาวที่จะอภิเษกสมรสด้วย

“ข้าให้เจ้ายืมก่อน ไว้ข้าเจอหญิงที่ข้ารักเมื่อไหร่ข้าค่อยมาขอคืนจากเจ้า ปิ่นนี้มีพลังของข้าอยู่ ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนข้าก็จะตามไอพลังจากปิ่นนี้ได้อย่างไรล่ะ” องค์ชายรองอธิบาย

“งั้นหรือ” ไป๋เมาพยักหน้ารับรู้

แล้วองค์ชายรองก็ยัดถุงผ้าใส่มือน้อง จากนั้นก็ปลดปิ่นไม้จันทร์ออกจากครอบผมบนเรือนผมนุ่มแล้วก็เสียบปิ่นมุกโลหิตเข้าไปแทน

“เสร็จแล้ว” เขาบอกแล้วก็ดึงน้องเข้าไปกอด “ข้าต้องไปแล้ว เจ้าก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ อย่าซนให้มากนัก อย่าทำอะไรให้เสียชื่อแดนสิงห์ได้ล่ะ”

“อึ้ม” ไป๋เมาพยักหน้ารับพลางกอดตอบพี่ชาย “ท่านพี่ก็เหมือนกัน ดูแลตัวเองด้วย ฝากความคิดถึงไปถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่ด้วย”

องค์ชายรองดันตัวน้องออกแล้วก็แย้มยิ้ม จากนั้นก็เสด็จจากไป

ไป๋เมามองตามจนพี่รองหายวับไป แล้วนางก็เดินกลับเข้าไปด้านใน

ศิษย์รองศิษย์สามและสี่ยืนแอบดูอยู่ไกลๆ ด้วยความอยากรู้ เพราะได้ยินว่าองค์ชายรองเผ่าสิงห์มาหาศิษย์น้องห้า

“จากท่าทางที่พูดคุยกัน ทั้งสองมีความสนิทสนมกันไม่ธรรมดาทีเดียว” ศิษย์สี่ออกความเห็น

“นั่นซิ เจ้าห้าเป็นแค่แมวป่า แต่ทำไมถึงได้สนิทกับเทพพฤกษาแล้วก็องค์ชายรองเผ่าสิงห์ขนาดนั้นได้ล่ะ” ศิษย์รองครุ่นคิด

“ข้าว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ” ศิษย์สามบอก

“พวกเจ้าว่างมายุ่งเรื่องคนอื่นนักหรือ?” เสียงถามดังขึ้นเบื้องหลัง

ทำให้ทั้งสามคนตกใจหันไปมอง “ศิษย์พี่ใหญ่!”

“ถ้าพวกเจ้าว่างมากก็มาฝึกวิชากับข้าดีกว่า” ศิษย์พี่ใหญ่บอกแล้วก็เดินนำออกไป

ศิษย์น้องทั้งสามรีบตามไป เพราะขืนชักช้าอาจถูกศิษย์พี่ทำโทษหนักก็เป็นได้

ไป๋เมาเอาของไปเก็บแล้วก็เดินชมดอกไม้รอบๆที่พัก “ข้าตัดดอกไม้พวกนี้ใส่แจกันไปให้อาจารย์บ้างคงจะดี”

แล้วนางก็เดินเข้าไปหยิบมีดมาตัดดอกไม้ใส่แจกันแล้วก็ถือไปตำหนักอาจารย์

“ประตูตำหนักยังปิดอยู่ อาจารย์คงยังไม่ออกจากฌาน ข้าเอาดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะนั่นล่ะกัน”

Chapter 6

เพลิงมรณะ

นางค่อยๆ เดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาขึ้นไปหน้าตำหนักแล้วก็ค่อยๆวางแจกันดอกไม้ลงบนโต๊ะ

ประตูตำหนักเปิดออก เทพสงครามเสด็จออกมา

ไป๋เมาหันไปมอง “ท่านออกจากฌานแล้ว”

“อืม” เทพสงครามพยักหน้า มองแจกันดอกไม้

“ข้าตัดดอกไม้มาให้ท่าน มันคงช่วยทำให้ท่านสดชื่นได้” ไป๋เมาบอกแล้วพลางมองดูท่าทางของอาจารย์เห็นว่าไม่พูดอะไร นางจึงเดินออกไป

เทพสงครามเห็นปิ่นมุกโลหิตบนเรือนผมนุ่ม มีหรือเขาจะไม่รู้จักปิ่นนี้…ปิ่นมุกโลหิตนี้เป็นของหมั้นหมายขององค์ชายเผ่าสิงห์ที่จะมอบให้หญิงคนรักเท่านั้น ปิ่นนี้อยู่กับนาง เช่นนั้นนางคงจะเป็นคู่หมั้นขององค์ชายเผ่าสิงห์เป็นแน่

ความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในใจทำให้เขาได้แต่เฝ้าดูนางเดินจากไป

พอออกจากตำหนักอาจารย์แล้ว ไป๋เมาก็นึกอยากไปเดินเล่นรอบๆ หลายวันแล้วที่ได้แต่ฝึกวิชาจนไม่มีเวลาไปเดินเล่นบ้างเลย อีกทั้งก็ไม่เห็นอาจารย์จะสั่งอะไร นางจึงถือโอกาสออกไปเดินเล่นบ้าง นางเดินเรื่อยไปจนถึงน้ำตกด้านเหนือ

“น้ำใสดีจัง” มือเรียวนุ่มจุ่มลงในน้ำวักน้ำสาดกระเซ็นเป็นสาย

ประกายสีแดงสะท้อนแสงออกมาจากน้ำตกวาบเข้าตา “แสงอะไรน่ะ?”

ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปดู

แสงสีแดงดึงดูดร่างน้อยให้ก้าวเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว

แสงสีแดงค่อยๆโอบล้อมร่างน้อยเอาไว้แล้วดึงหายเข้าไปใต้น้ำตก

ในภวังค์อันเลือนราง ไป๋เมารู้สึกถึงพลังแสงสีแดงแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงร้อนแรงหมุนวนอยู่รอบๆตัว

เปลวเพลิงแทรกซึมผ่านร่างจนร้อนรุ่ม

ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามเปลวเพลิงที่หมุนวนเป็นกระบวนท่าต่างๆมากมาย

ร่างน้อยซึมซับกระบวนท่าทั้งหมดไว้ ก่อนเปลวเพลิงจะดับลง จิตใต้สำนึกรับรู้ว่า…เพลิงมรณะ

ช่วงสายของวันต่อมา

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเห็นเจ้าห้าบ้างไหม?” ศิษย์สี่ถามเพราะตั้งแต่เมื่อวานนี้เขายังไม่เจอหน้าเจ้าศิษย์น้องจอมซุกซนเลย

“ไม่เห็นเลย ไม่อยู่ในครัวหรือ?” ศิษย์พี่ใหญ่ถามกลับ

“ไม่อยู่ ปกติเจ้าห้าจะตื่นมาเข้าครัวแต่เช้า แต่วันนี้พวกบ่าวบอกว่าไม่เห็นเจ้าห้าเลย ข้าคิดว่าอาจจะไม่สบายก็เลยเข้าไปดูในห้องแต่ก็ไม่เห็นเลย” ศิษย์สี่บอกอย่างเป็นกังวล

“งั้นช่วยกันหา” ศิษย์พี่ใหญ่บอกหน้าเครียด เพราะผิดวิสัยเกินไปที่เจ้าศิษย์น้องจะหายเงียบไปเช่นนี้

หลังจากนั้นทุกคนต่างก็ช่วยกันออกตามหาศิษย์ห้า

เทพสงครามอยู่ในห้องหนังสือได้ยินเสียงฝีเท้าขวักไขว่ผิดปกติจึงเสด็จออกไปดู

“มีอะไรหรือ?” เขาถามศิษย์สามที่กำลังจะเดินผ่านไป

“อาจารย์” ศิษย์สามกุมมือคารวะ “คือว่าเจ้าห้าหายไปขอรับ”

ดวงตาสงบนิ่งวูบไหวอย่างตกใจ “หายไปหรือ?”

“ขอรับ คือว่าพวกเราไม่เห็นเจ้าห้าตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับ” ศิษย์สามตอบ

เทพสงครามรีบเสด็จลิ่วๆไปที่ห้องโถงทันที ศิษย์สามรีบตามอาจารย์ไป

ในห้องโถง ศิษย์พี่ใหญ่ยืนหน้าเครียด พอศิษย์น้องเข้ามาเขาก็ถามทันที “เจอไหม?”

“ไม่” ศิษย์รองส่ายหน้า

เมื่อศิษย์สี่เข้ามา ศิษย์พี่ใหญ่ก็หันไปถาม “เจอไหม?”

ศิษย์สี่ส่ายหน้าแทนคำตอบ

บรรดาบ่าวรับใช้เดินเข้ามารายงาน แต่ก็ไม่มีใครพบศิษย์ห้าเลยสักคน

“เจอเจ้าห้าหรือยัง?” เสียงถามดังขึ้นพร้อมกับเทพสงครามเสด็จเข้ามา

ทุกคนส่ายหน้า “ไม่เจอขอรับ”

“แยกย้ายกันไปหาอีกที” เทพสงครามรับสั่ง

“ขอรับ” ทุกคนรับคำสั่งแล้วก็รีบออกไปตามหา

เทพสงครามคิด เมื่อวานนี้เขาเห็นเจ้าห้าเอาดอกไม้มาให้แล้วก็เดินออกจากตำหนักไป จากนั้นเห็นนางเดินไปทางด้านเหนือ

“หรือว่า…จะไปทางน้ำตกนั่น!” ดวงตาคมตื่นตระหนกกลัวว่านางจะตกน้ำไป แล้วก็รีบพุ่งไปที่น้ำตก

สายน้ำไหลเย็น แรงน้ำตกสาดซัดกระจายละอองชุ่มฉ่ำไปทั่ว

ร่างน้อยนอนตะแคงอยู่ริมแอ่งน้ำสลบไม่ได้สติ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด

เทพสงครามเห็นศิษย์คนเล็กนอนอยู่อย่างนั้นก็รีบเข้าไปประคอง

“เจ้าห้าๆๆๆ” มือใหญ่ลูบแก้มนวลหวังให้นางลืมตา

“เจ้าห้าลืมตาซิ” เขาสั่งอย่างร้อนใจ ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ลืมขึ้น

“อาจารย์” เสียงหวานเรียกแผ่วเบาแล้วก็ปิดตาลงอีกครั้ง

เทพสงครามรีบช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นไว้ในอ้อมแขนแล้วก็หายวับกลับเข้าตำหนัก รีบอุ้มนางกลับไปที่เรือนของนาง

ศิษย์รองกลับมาเห็นเข้าก็ดีใจ “อาจารย์เจอเจ้าห้าแล้ว”

“อืม” เทพสงครามพยักหน้า

“เจ้าห้าตกน้ำ” เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วก็รีบพานางเข้าไปในห้อง

ศิษย์รองรีบตามเข้าไปด้วย เขาเดินไปหยิบผ้าตั้งใจจะช่วยเช็ดตัวให้ศิษย์น้อง

“ส่งผ้ามาแล้วเจ้าก็ออกไปรอข้างนอก” เทพสงครางสั่งหลังจากวางนางลงบนเตียง

“ข้าทำเองดีกว่าขอรับอาจารย์” ศิษย์รองไม่กล้าส่งผ้าให้

เทพสงครามหันไปดึงผ้าจากมือศิษย์พลางสั่งเสียงดุ “ออกไปรอข้างนอก”

“ขอรับ” ศิษย์รองรีบออกไปทันที

เทพสงครามลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่บนชั้นแล้วก็จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นางด้วยพลังเทพ คลี่ผ้าห่มคลุมบนตัวนาง

ร่างน้อยกระสับกระส่ายปัดผ้าห่มออก “ร้อน”

เทพสงครามเห็นท่าทางผิดปกติจึงแตะมือบนผิวแก้มนวล ผิวเนื้อร้อนรุ่มดังไฟรุม “นางมีไข้!”

เขารีบเปิดประตูออกไปสั่งศิษย์รองว่า “ต้มโอสถลดไข้มาเร็วเจ้าห้าตัวร้อนจัด”

“ขอรับ” ศิษย์รองรีบไปจัดการตามคำสั่ง

บรรดาศิษย์คนอื่นเดินสวนเข้ามา “อาจารย์พบเจ้าห้าแล้วรึขอรับ?”

“อืม” เทพสงครามพยักหน้า แล้วก็เสด็จเข้าไปด้านใน

ศิษย์คนอื่นก็ตามเข้าไปด้วย

“เจอที่ไหนหรือขอรับ?” ลี่จิ่นถาม

“น้ำตกด้านเหนือ คงจะตกน้ำลงไป ดีที่รอดมาได้” เทพสงครามบอกแล้วก็ถอยไปนั่งที่เบาะรองนั่งข้างโต๊ะเขียนหนังสือ

ร่างน้อยบนเตียงกระสับกระส่าย

ลี่จิ่นถลันเข้าไปแตะมือบนหน้าผาก “ตัวร้อน!”

ศิษย์สามกับสี่ยืนมองอย่างเป็นห่วง

“ไม่น่าไปเล่นที่น้ำตกเลยน้า ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเผ่าแมวป่าว่ายน้ำไม่เป็น ยังจะไปเล่นแถวนั้นอีก เจ้าห้านะเจ้าห้า” ศิษย์สี่บ่นอย่างเป็นห่วง

“ข้าจะไปดูว่าโอสถได้หรือยัง” ลี่จิ่นบอกแล้วก็รีบเดินออกไป

เทพสงครามนั่งนิ่งมองร่างน้อยบนเตียงอย่างเป็นห่วง

ครู่ต่อมาศิษย์เอกกับศิษย์รองก็กลับมา

“โอสถมาแล้ว” ศิษย์รองรีบถือถ้วยโอสถเข้าไป

ศิษย์สี่รีบเข้าไปช่วยประคองร่างศิษย์น้องให้ลุกขึ้นดื่มโอสถ

พอศิษย์น้องเล็กดื่มโอสถหมดแล้วก็ค่อยๆประคองให้นอนลง

ลี่จิ่นเห็นปิ่นปักผมบนศีรษะศิษย์น้องเล็กก็ชะโงกเข้าไปมองดูใกล้ๆ “นี่มันปิ่นมุกโลหิตนี่น่า”

คนอื่นๆก็ชะโงกมองปิ่นเป็นตาเดียว

“จริงด้วย ปิ่นมุกโลหิต!” ศิษย์รองจ้องปิ่นเขม็ง

“ใช่จริงๆ” ศิษย์สามเสริม

ศิษย์สี่มองหน้าคนนั้นคนนี้อย่างไม่รู้เรื่อง “ปิ่นมุกโลหิตคืออะไรหรือศิษย์พี่?”

“เจ้าเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่แปลกหรอก” ศิษย์พี่ใหญ่บอก “ปิ่นมุกโลหิตก็คือปิ่นที่องค์ชายเผ่าสิงห์เอาไว้หมั้นหมายหญิงคนรักอย่างไรล่ะ”

“ห๊า!” ศิษย์สี่ตกใจหันไปมองปิ่นอีกครั้ง “งั้นก็หมายความว่าเจ้าห้าเป็นคู่หมั้นขององค์ชายเผ่าสิงห์งั้นหรือ?”

ทุกคนต่างทำสีหน้ายุ่งเหยิง

“แต่เจ้าห้าเป็นชายนะ จะเป็นคู่หมั้นขององค์ชายเผ่าสิงห์ได้อย่างไรกัน?” ศิษย์สี่โพล่งออกมา

เทพสงครามมองร่างน้อยด้วยแววตาเจ็บปวด แล้วก็รีบซ่อนความรู้สึกไว้ก่อนที่ใครจะทันเห็น

“พวกเจ้าออกไปโต้เถียงกันข้างนอกไป” เขาโบกมือไล่ศิษย์

บรรดาศิษย์หน้าจ๋อย รีบออกไปทันที

เมื่อไม่มีใครแล้ว เทพสงครามก็ขยับไปนั่งข้างๆ นาง หยิบผ้าห่มคลุมให้

“ร้อน…” ร่างน้อยกระสับกระส่ายด้วยพิษไข้ ปัดผ้าออก

เทพสงครามแตะมือกับหน้าผากนวล ใช้พลังเทพถ่ายเทความเย็นเข้าไป

พลัน! เขาก็พบกับพลังบางอย่างในตัวนาง “เพลิงมรณะ!”

มือใหญ่ละจากหน้าผากนวล จ้องมองวงหน้างามอย่างงุนงง “นางได้เพลิงมรณะมาได้อย่างไรกัน? เหตุใดเพลิงมรณะจึงเลือกนาง?”

เขาคิดๆ แต่ก็คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่าเหตุใดพลังเพลิงมรณะที่ถูกผนึกไว้ในถ้ำน้ำตกจึงได้เลือกนาง? หากนางเป็นเชื้อสายเผ่าสิงห์ย่อมไร้ข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น แต่นี่นางเป็นแมวป่าแล้วแมวป่าเช่นนางจะรับเอาเพลิงมรณะมาได้อย่างไร?

สายตาเหลือบเห็นปิ่น มือใหญ่แตะลงบนปิ่นมุกโลหิต “หรือเป็นเพราะปิ่นนี้จึงทำให้เพลิงมรณะมาสถิตอยู่ที่นาง”

มือใหญ่ละจากปิ่นเลื่อนไปแตะหน้าผากนวลพยายามจะดึงเพลิงมรณะออกจากร่างอ้อนแอ้น

แต่เพลิงมรณะกลับไม่ยอมออกจากร่างเล็กเลยแม้แต่น้อย สถิตแน่นในร่างน้อยดั่งเป็นร่างเดียวกัน

เขาพยายามดึงเพลิงมรณะอยู่นานแต่ก็ไม่อาจดึงออกมาได้ จึงหยุดมือแล้วถอนใจอย่างกังวล แล้วก็คอยเฝ้าดูอาการอย่างเป็นห่วง

เช้าตรู่ บรรดาศิษย์นั่งสัปหงกอยู่หน้าประตู คอยเฝ้ารอเผื่ออาจารย์จะเรียกใช้ทั้งคืน อีกทั้งยังพากันเป็นห่วงศิษย์น้องเล็กจนไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลยสักคน

ดวงตาคู่สวยค่อยๆลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นก็คือหน้าของอาจารย์ฟุบหลับอยู่ใกล้ๆ พอขยับมือ ก็รู้สึกได้ว่ากำบางสิ่งไว้ สายตาเลื่อนไปมองสิ่งที่กำไว้ก็พบว่าเป็นมือของอาจารย์

ฉ่า! สองแก้มนวลของเด็กสาวซับสีระเรื่อ นางรีบปล่อยมือจากอาจารย์ แล้วก็พลิกตัวหันหลังขวับ!

เทพสงครามรู้สึกตัวตั้งแต่อุ้งมือนุ่มเริ่มขยับแล้ว แต่ก็แสร้งทำเป็นยังหลับอยู่อย่างนั้น ไม่อยากให้นางรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

เสียงบรรดาศิษย์หน้าประตูเริ่มขยับตัวตื่น ทำให้เขาจำต้องรีบเสด็จออกไปก่อนที่บรรดาศิษย์จะเข้ามา

ลี่จิ่นลืมตาตื่นเห็นอาจารย์เสด็จออกมาพอดีก็รีบถามว่า “อาจารย์ เจ้าห้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

“ยังนอนอยู่” เทพสงครามตอบสั้นๆแล้วก็เสด็จไป

ลี่จิ่นรีบลุกเข้าไปดูศิษย์น้อง เห็นนอนตะแคงหันหลังให้ก็ขยับตัวเข้าไปใช้หลังมือแตะผิวแก้มวัดความร้อน “อืม…ตัวยังร้อนอยู่”

เขาละมือออก “คงต้องไปต้มโอสถให้เจ้าห้าอีกชาม”

แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไป

ไป๋เมาได้ยินเสียงฝีเท้าออกไปแล้วก็พลิกตัวนอนหงายยังงงๆ อยู่ว่าตัวเองกลับมานอนที่ห้องได้อย่างไร? นอนคิดไปคิดมาจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา

“เจ้าห้าลุกขึ้นมากินโอสถก่อน” เสียงศิษย์พี่ใหญ่บอก

ไป๋เมาเอียงหน้ามอง แล้วค่อยๆลุกขึ้น

ศิษย์พี่รองรีบเข้าไปช่วยประคอง “ค่อยๆลุกนะ”

Chapter 7

มีข่าวลือว่าชมชอบบุรุษรูปงาม

“มาศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเอาโอสถให้เจ้าห้ากินเอง” ศิษย์สี่อาสา

ศิษย์พี่ใหญ่ยื่นถ้วยยาส่งให้แล้วก็ยืนดูอย่างเป็นห่วง

“มาเจ้าห้า กินโอสถก่อน” ศิษย์พี่สี่ถือถ้วยยาจ่อปาก

“ขอบคุณศิษย์พี่” ไป๋เมามองศิษย์พี่ทุกคนอย่างซาบซึ้งน้ำใจ

“เจ้าเนี่ยนะไม่ระวังเอาซะเลย รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นยังไปเล่นแถวน้ำตกอีก โชคดีแค่ไหนแล้วที่รอดตายมาได้น่ะ” ศิษย์พี่สามบ่นอย่างเป็นห่วง

ไป๋เมาดื่มโอสถจนหมดแล้วหันไปมองศิษย์พี่สาม

“ข้าตกน้ำหรือ?” นางย้อนถามอย่างงงๆ

“ก็ใช่น่ะซิ เมื่อวานอาจารย์อุ้มเจ้ากลับมาจากน้ำตกตัวเจ้าเปียกโชกไปหมด” ศิษย์พี่รองบอก

“เจ้าต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ให้มากๆขึ้นรู้ไหมเจ้าห้า อย่าทำให้อาจารย์ต้องลำบากอีกล่ะ” ศิษย์พี่ใหญ่ตำหนิเบาๆ แล้วก็เดินออกไป

ไป๋เมาหน้าจ๋อย “ข้าขออภัย”

“เอาล่ะๆ เจ้านอนพักซะเถอะ” ศิษย์พี่สี่ปลอบใจ

แล้วก็หันไปพูดกับศิษย์พี่คนอื่นๆว่า “พวกท่านก็ไปคอยดูแลอาจารย์เถอะ เดี๋ยวข้าดูแลเจ้าห้าเอง”

“ได้” ศิษย์พี่รองและสามพยักหน้าแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป

ล่วงเข้ายามสาย เทพสงครามก็เสด็จไปดูอาการศิษย์คนเล็ก

“เจ้าห้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามศิษย์สี่

“ดีขึ้นแล้วขอรับ ไข้ลดแล้วขอรับ” ศิษย์สี่ตอบ

“อืม” เทพสงครามพยักหน้าแล้วก็เสด็จออกไป

ล่วงเข้ายามบ่าย เทพสงครามก็เสด็จไปดูอาการศิษย์คนเล็กอีกครั้ง

“เจ้าห้าเป็นอย่างไรบ้าง?” คำถามเดิมถามซ้ำ

“หลับอยู่ขอรับ” ศิษย์สี่ตอบ

เทพสงครามก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ยื่นมือไปแตะหน้าผาก “ตัวไม่ค่อยร้อนแล้ว”

เขาดึงมือกลับแล้วก็เสด็จออกไป

ศิษย์สี่หันไปมองศิษย์น้องแล้วก็หยิบหนังสือมานั่งอ่านต่อ

ล่วงเข้ายามเย็น เทพสงครามก็เสด็จไปดูอาการศิษย์คนเล็กอีกครั้ง

ศิษย์สี่เห็นอาจารย์เข้ามาก็รีบลุกขึ้นรายงานว่า “เจ้าห้าตื่นขึ้นมากินข้าวกินโอสถแล้วก็หลับไปแล้วขอรับ”

เทพสงครามพยักหน้ารับรู้ ทรุดตัวลงนั่ง ยื่นมือแตะหน้าผากนวล “อืม…ดีขึ้นมากแล้ว”

แล้วเขาก็เสด็จออกไป

ศิษย์สี่มองตามอาจารย์ไปแล้วก็หันไปมองศิษย์น้องเล็ก อาจารย์คงจะเอ็นดูเจ้าห้ามากถึงได้คอยมาดูแลไม่ห่างเช่นนี้

ศิษย์พี่ใหญ่เดินเข้ามา “เจ้าไปพักผ่อนเถอะเดี๋ยวคืนนี้ข้าจะคอยดูแลเจ้าห้าเอง”

“ขอรับศิษย์พี่ใหญ่” ศิษย์สี่พยักหน้าแล้วก็เดินออกไป

ศิษย์พี่ใหญ่ก้าวไปนั่งที่เบาะนุ่มแล้วก็หยิบหนังสือที่ถือติดมือมาเปิดอ่านระหว่างที่คอยดูแลศิษย์น้องเล็ก

ล่วงเข้ายามค่ำ เทพสงครามก็เสด็จไปดูอาการศิษย์คนเล็กอีกครั้ง

“อาจารย์” ลี่จิ่นรีบลุกขึ้น เทพสงครามพยักหน้าแล้วก็ก้าวไปนั่งข้างเตียง ยื่นมือไปแตะหน้าผากนวล “ไม่มีไข้แล้ว”

“…แม่” ไป๋เมาละเมอเรียกแผ่วเบาพลางคว้ามือไว้แน่น “…แม่ข้าคิด…ท่านที่สุด”

เทพสงครามแย้มยิ้มเอ็นดู ลูบศีรษะปลอบ “นอนเถอะนะเจ้าห้า”

“อื้ม” ไป๋เมาละเมอพยักหน้ารับยังจับมือไว้แน่น

ลี่จิ่นเห็นเช่นนั้นก็ขยับเข้าไปจะช่วยแกะออก เทพสงครามยกมืออีกข้างห้าม “ไม่เป็นไร ปล่อยให้เจ้าห้าหลับให้สนิทก่อน”

ลี่จิ่นถอยไปนั่งเฝ้าดังเดิม

จนกระทั่งร่างน้อยพลิกตัวปล่อยมือ

เทพสงครามจึงดึงมือออกแล้วหันไปสั่งศิษย์เอกว่า “หากเจ้าห้ามีอาการผิดปกติอย่างไรเจ้าจงรีบไปบอกข้าทันที”

“ขอรับ” ลี่จิ่นรับคำสั่ง

เทพสงครามพยักหน้าอย่างเบาใจแล้วก็เสด็จออกจากห้องไป

วันรุ่งขึ้น ไป๋เมาตื่นแต่เช้ามืดดังเช่นเคย

พอหันไปเห็นศิษย์พี่ใหญ่นอนคุดคู้อยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือก็หน้าเจื่อน “นี่ศิษย์พี่ใหญ่คอยเฝ้าข้าทั้งคืนเลยหรือ?”

นางลุกขึ้นแล้วก็เดินไปเขย่าแขนศิษย์พี่ใหญ่ “ศิษย์พี่ใหญ่ๆๆ”

“หือ…” ศิษย์พี่ใหญ่ลืมตาอย่างงัวเงีย “เจ้าห้า”

“ท่านกลับห้องไปนอนเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” ไป๋เมาบอกแล้วก็กุมมือคารวะ “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยดูแลข้า”

“เจ้าหายแล้วก็ดีแล้ว รู้ไหมอาจารย์เป็นห่วงเจ้ามาก เมื่อวานแทบจะไม่เป็นอันทำอะไรคอยมาดูแลเจ้าแทบทั้งวันเชียวนะ” ศิษย์พี่ใหญ่บอกพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง ไป๋เมาทำหน้าเหวอ “ห๊า!”

ศิษย์พี่ใหญ่ลูบศีรษะศิษย์น้องอย่างเอ็นดู “เจ้าต้องรีบเข้าครัวไปทำของอร่อยๆ มาตอบแทนข้าและศิษย์พี่คนอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์ด้วย”

เขาบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป

ไป๋เมาได้แต่ยืนอึ้งหน้าเหวออยู่อย่างนั้น พอตั้งสติได้แล้วนางก็รีบไปที่ห้องครัวอย่างไว

ร้อยปีถัดมา ตำหนักซีฮันก็คึกคักมากกว่าแต่ก่อนนับตั้งแต่ศิษย์คนที่ห้าเข้ามาอยู่ในตำหนัก

ไม่ว่าจะเป็นเทพพฤกษาที่เสด็จมาบ่อยๆ ทุก 7 วัน

อีกทั้งยังมีองค์ชายรองเผ่าสิงห์ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนไม่ขาด

หรือแม้แต่หัวหน้าเผ่าแมวที่คอยส่งของมาให้ศิษย์คนที่ห้าอยู่เนืองๆ

จนทำให้ศิษย์คนที่ห้าเป็นที่กล่าวถึงมากในวงสังคม

ข่าวว่าเทพสงครามเอ็นดูศิษย์คนเล็กยิ่งนักแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

เป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปากในวงกว้างว่า…เทพสงครามไม่ชอบสตรีแต่อาจจะชมชอบบุรุษรูปงามก็เป็นได้

อีกข่าวก็ว่าศิษย์คนเล็กของเทพสงครามเป็นคนรักของเทพพฤกษา

ส่วนอีกข่าวก็ลือกันว่า ศิษย์คนเล็กของเทพสงครามเป็นคนรักขององค์ชายรองเผ่าสิงห์ถึงขนาดมอบปิ่นมุกโลหิตหมั้นหมายแทนใจกันไปแล้ว

แต่ข่าวไหนๆก็ไม่ทำให้เทียนจวินร้อนใจเท่ากับข่าวที่ว่าเทพสงครามอาจจะชมชอบบุรุษรูปงามก็เป็นได้

หากเป็นเช่นนั้นจริงชื่อเสียงของตำหนักซีฮันคงเสื่อมเสียไปทั่วทั้งพิภพเป็นแน่ อันจะส่งผลให้เหล่าทวยเทพพลอยเสียชื่อไปด้วย

“หวังเหล่ย เจ้าจงไปตำหนักซีฮันสืบดูว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่” เทียนจวินสั่งองค์รัชทายาท

“พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” องค์รัชทายาทรับคำสั่งแล้วก็รีบเสด็จไปตำหนักซีฮันทันที

ณ ตำหนักซีฮัน เทพสงครามค้อมศีรษะรับการคารวะจากองค์รัชทายาทของเทียนจวิน “ท่านมาหาข้าถึงนี่มีธุระอันใดหรือ?”

“คือว่าข้าอยากมาปรึกษาท่านเรื่องเผ่ามารพะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทพูดพลางคอยสังเกตท่าทางอีกฝ่าย

“เชิญนั่ง” เทพสงครามบอกแล้วก็เสด็จไปนั่งที่เก้าอี้ประทาน

องค์รัชทายาทเสด็จไปนั่งใกล้ๆ

“พักนี้เผ่ามารเริ่มแข็งแกร่งขึ้นพะย่ะค่ะ ข้าเกรงว่าอีกหน่อยพวกมันคงเปิดศึกกับพวกเราแน่พะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทพูดอย่างเคร่งเครียด

“ท่าน…” เทพสงครามยังไม่ทันจะตรัสอะไร เสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามา “อาจารย์ขอรับ ข้ายกน้ำชากับขนมมาให้ขอรับ”

เทพสงครามหันไปมองแล้วพูดว่า “เข้ามาซิ”

ไป๋เมาก็เดินเข้าไปพร้อมกับถาดใส่ขนมและน้ำชาหอมกรุ่น ไป๋เมาวางถาดบนโต๊ะด้วยกริยาสง่างาม

“เจ้าห้า นี่องค์รัชทายาท” เทพสงครามแนะนำ

“น้อมคารวะองค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ” ไป๋เมากุมมือคารวะด้วยท่าทางสง่างาม

องค์รัชทายาทมองอีกฝ่าย “นี่คือ…”

“นี่คือไป๋เมา ศิษย์คนที่ห้าของข้าเอง” เทพสงครามแนะนำ

“อ่อๆ” องค์รัชทายาทยิ่งจ้องมองไป๋เมาอย่างละเอียดลออ

“เอ่อ…ข้าขอตัวขอรับ” ไป๋เมารีบขอตัวเพราะรู้สึกแปลกๆ ที่ถูกจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้า

เทพสงครามโบกมืออนุญาต “เจ้าไปได้แล้ว”

ไป๋เมารีบออกไปทันที

“นี่น่ะหรือศิษย์คนที่ห้าของท่าน?” องค์รัชทายาทถาม “มิน่าเล่า ถึงมีข่าวว่าท่านพึงใจบุรุษมากกว่าสตรี ศิษย์ท่านผู้นี้รูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ผิวพรรณหน้าตาก็งดงามเกินสตรีใด จนผู้ใดได้พบเห็นก็ไม่อาจชายตาแลสตรีนางใดได้อีก”

เทพสงครามนิ่งเงียบ

ยิ่งทำให้องค์รัชทายาทแน่ใจว่าข่าวลือนั้นเป็นความจริง…นี่ท่านหลงรักศิษย์คนเล็กจริงงั้นหรือ

“เอาล่ะๆ มาคุยเรื่องเผ่ามารกันดีกว่าพะย่ะค่ะ” เขาตัดบทเมื่อเห็นว่าเทพสงครามไม่โต้แย้งอะไร

หลังจากนั้นองค์รัชทายาทก็ถามถึงการเตรียมการจัดทัพไว้ต่อสู้กับจอมมาร

หลังจากถามความเห็นเทพสงครามพอสมควรแล้ว องค์รัชทายาทก็ขอตัวกลับ แล้วก็เสด็จออกไป

เทพสงครามตามไปส่ง แต่พอเสด็จไปถึงหน้าตำหนักก็ได้พบกับญาติผู้น้องกำลังยืนกอดไป๋เมาอยู่

“คิดถึงเจ้าที่สุดเลย” เทพพฤกษากอดแนบแน่น

“ข้าก็คิดถึงท่านที่สุดเลยท่านหนิงเฟิ่ง” ไป๋เมากอดตอบ

องค์รัชทายาทชะงักกึก!

ส่วนเทพสงครามมองเฉยเพราะเห็นบ่อยจนชินเสียแล้ว

“วันนี้ข้ามีน้ำผึ้งบุปผาที่เจ้าชอบมาให้ด้วยนะ” เทพพฤกษาบอกแย้มยิ้ม พลางดันตัวออก

“จริงเหรอท่านหนิงเฟิ่ง” ไป๋เมาตื่นเต้นดีใจ

ทั้งสองคุยกันโดยไม่ได้สนใจเลยว่าตกเป็นเป้าสายตาของใครๆ จนเทพสงครามต้องแกล้งกระแอมไอขัดจังหวะ “อะแฮ่มๆ”

พอได้ยินเสียงกระแอมไอ ทั้งสองก็หันไปดู

เทพพฤกษาค้อมศีรษะให้นิดหนึ่งหน้านิ่งสนิท

“องค์รัชทายาท” นางค้อมศีรษะให้นิดนึงก่อนในฐานะที่เขาเป็นองค์รัชทายาทของเทียนจวิน

องค์รัชทายาทค้อมศีรษะตอบแล้วก็ทักทายว่า “น่าแปลกนักที่ท่านออกจากสวนบุปผามาถึงที่นี่ได้”

“ข้าก็มาของข้าออกบ่อยไป ข้าว่าท่านน่าแปลกมากกว่าที่มาถึงที่นี่ได้ทั้งๆ ที่ราชกิจออกจะรัดตัวเช่นนั้น” เทพพฤกษาสวนกลับสีหน้าราบเรียบ

“ดูท่าทางท่านจะสนิทสนมกับศิษย์คนนี้ของเทพสงครามยิ่งนัก” องค์รัชทายาทหยั่งเชิง

“ข้าจะสนิทสนมกับใครก็เป็นเรื่องของข้า หาใช่เรื่องของท่านไม่” เทพพฤกษาสวนกลับสีหน้าเรียบเฉย

ไป๋เมาได้แต่ยืนดูอย่างงงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านหนิงเฟิ่งถึงได้ไม่ชอบองค์รัชทายาทขนาดนี้

ส่วนเทพสงครามก็มองเฉยๆ ไม่คิดจะแทรกแซงการปะทะคารมของทั้งสองคน

“ไปกันเถอะไป๋เมา” แล้วเทพพฤกษาก็คว้าแขนไป๋เมาเสด็จไป

องค์รัชทายาทได้แต่มองตามอย่างอึดอัดใจ “นางยังโกรธข้าอยู่พะย่ะค่ะ”

“สักวันนางคงหายโกรธท่านได้เอง” เทพสงครามพูดอย่างเป็นกลาง

“เฮ้อ…” องค์รัชทายาทถอนใจ แต่พอคิดถึงภาพเมื่อครู่ก็สงสัยยิ่งนัก “ไยนางจึงสนิทสนมกับศิษย์ท่านปานนั้นพะย่ะค่ะ?”

“ข้าก็ไม่รู้” เทพสงครามส่ายหน้า “ข้ารู้แต่ว่านางสนิทสนมกับเจ้าห้ามาก ทุกๆ 7 วันนางจะมาเยี่ยมเจ้าห้าครั้งหนึ่ง เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ที่เจ้าห้าอยู่ที่นี่แล้วล่ะ”

องค์รัชทายาทพยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นข่าวลือที่ว่าศิษย์ท่านเป็นคนรักของนางก็ไม่ผิดซินะพะย่ะค่ะ”

เทพสงครามนิ่งเงียบเพราะเขาก็ไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของทั้งสองเลยสักนิด สนิทสนมกันถึงขนาดนอนร่วมห้องเดียวกันก็ไม่แปลกในเมื่อนางเป็นหญิงทั้งคู่ แต่ความสัมพันธ์ที่เหมือนเพื่อน เหมือนศิษย์กับอาจารย์ เหมือนแม่กับลูก เหมือนพี่สาวกับน้องสาวเหล่านี้นั้นเขาไม่แน่ใจว่าระหว่างทั้งสองนั้นคือความสัมพันธ์ใดกันแน่?

“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” เขาส่ายหน้าอย่างไม่อาจจะหาคำตอบได้

“อ่อ ข้ายังได้ยินเขาลือกันอีกว่าศิษย์ท่านคนนี้เป็นคู่หมั้นขององค์ชายเผ่าสิงห์ เมื่อครู่ข้าเห็นปิ่นมุกโลหิตแล้ว เหตุใดปิ่นนั่นจึงอยู่กับศิษย์ท่านได้ล่ะพะย่ะค่ะ?”

Chapter 8

ช่วยเหลือ

“ปิ่นนั้นเจ้าห้าบอกว่าองค์ชายรองฝากไว้ หากวันหน้าองค์ชายรองพบหญิงคนรักก็จะขอปิ่นคืน” เทพสงครามตอบตามที่ลูกศิษย์บอก

“แปลกมาก” องค์รัชทายาทคิดๆ “เหตุใดองค์ชายรองต้องทำเช่นนี้ด้วย? ปิ่นนั่นเปรียบเสมือนชีวิตขององค์ชายรองครึ่งนึง ไยจึงมอบให้แมวป่าเช่นนั้นได้?”

“หากท่านอยากรู้คงต้องไปถามองค์ชายรองเอาเอง” เทพสงครามตอบเสียงเรียบ ข่มความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ในใจ…ก็นางเป็นคู่หมั้นขององค์ชายรองน่ะซิ

“ศิษย์ท่านคนนี้มีแต่เรื่องน่าประหลาดใจหลายเรื่องนัก เอาล่ะข้าขอตัวกลับล่ะพะย่ะค่ะ” แล้วองค์รัชทายาทก็เสด็จกลับไป

เทพสงครามมองตาม แล้วเขาก็เสด็จกลับเข้าไปด้านใน

หลังจากเทพพฤกษาเสด็จกลับไปแล้ว ไป๋เมาก็ไปเดินเล่นเหมือนเคย

วันนี้ลูกทับทิมตรงหลังเขาคงแก่จัดแล้ว นางตั้งใจว่าจะเก็บไปฝากอาจารย์และศิษย์พี่

ระหว่างทางนางก็พบคนกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มกำลังเดินหาอะไรบางอย่าง

“หาให้ทั่ว! หนีไปไม่ได้ไกลหรอก ต้องหลบอยู่แถวนี้แน่ๆ”

“ต้องฆ่าให้ได้”

ไป๋เมารีบหลบหลังต้นไม้ พลางชะโงกมองคนกลุ่มนั้น

“นี่ไง รอยเลือด ไปทางนี้ ตามไปเร็ว!” เสียงตะโกนดังก้องแล้วคนกลุ่มนั้นก็รีบวิ่งไป

ไป๋เมาได้แต่มองตามอย่างสงสัย “ใครกัน? แล้วเขาหาอะไรกันนะ?”

พอปลอดคนแล้วนางก็เดินไปทางป่าทับทิม แล้วก็เริ่มเก็บลูกทับทิมแก่ใส่ถุงผ้า พอเก็บไปได้หน่อยสายตาก็สะดุดกับร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่กับพื้น

“เอ๊ะ!” นางรีบเดินไปดู

“นี่ๆ เจ้าทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ?” มือบางแตะท่อนแขนเปื้อนเลือด

ฉับพลัน! ชายผู้นั้นก็ลืมตาขึ้นผุดลุกขึ้นมาคว้าลำคอเรียวบีบหมับ! แล้วกระชากร่างเล็กกดลงกับพื้น

“โอ๊ะ!” ไป๋เมาถูกพลังตรึงเอาไว้จนกระดิกตัวไม่ได้

“ตายเสีย…” ชายผู้นั้นออกแรงบีบลำคอแต่พอได้เห็นหน้าผู้ที่อยู่ในกำมือก็คลายแรงบีบลง “ไม่ใช่เจ้าพวกนั้นนี่!”

“โอ๊ย! ปล่อยข้านะ” ไป๋เมารีบพูด

ชายชุดดำมองร่างเล็กแล้วก็ปล่อยมือจากลำคอน้อย “เจ้ารีบไปซะ!”

ไป๋เมาจ้องหน้าชายชุดดำตาวาวอย่างเอาเรื่อง

“เจ้านั้นแหละที่ต้องรีบไปซะ ดูซิทับทิมข้าแตกหมดแล้ว” นางตวาด พลังที่ตรึงร่างเอาไว้หายไปแล้ว นางรีบลุกขึ้นหันไปเก็บถุงผ้าขึ้นมา

“รีบไปซะ ไม่งั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!” ชายชุดดำตวาดไล่ พลางใช้มือกุมแขนข้างที่บาดเจ็บ

ไป๋เมามองอย่างตกใจ “เจ้าบาดเจ็บนี่น่า”

นางขยับเข้าไปใกล้อย่างลืมตัว เพราะเสด็จพ่อเสด็จแม่สอนไว้ว่าให้มีเมตตาต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า

“ยุ่งน่า!” ชายชุดดำตวาด

“เจ็บจะตายอยู่แล้วยังปากดีอีกนะ!” ไป๋เมาตวาดกลับแล้วก็ลุกขึ้นยืน

แต่แล้วเสียงตะโกนก็ดังใกล้เข้ามา “ทางนี้แน่ๆ ต้องอยู่ทางนี้แน่”

ชายชุดดำชะงักไปชั่วครู่

ไป๋เมาตะลึงไปชั่ววูบพอตั้งสติได้ก็รีบถามว่า “พวกนั้นตามหาเจ้าอยู่ใช่ไหม?”

ชายชุดดำพยักหน้า

ไป๋เมารีบคว้าถุงผ้าขึ้นมาแล้วก็รีบดึงตัวชายชุดดำให้ลุกขึ้น “มาเร็ว!”

ชายชุดดำมองดูท่าทีเจ้าตัวน้อยไม่เห็นแววว่าจะเป็นภัยกับตัวเองจึงยอมลุกขึ้นตามแรงฉุด “จะไปไหน?”

“ตำหนักซีฮัน” ไป๋เมาบอกแล้วก็ช่วยประคองร่างใหญ่

“เจ้าเป็นคนของตำหนักซีฮันรึ?” ชายชุดดำถามทั้งที่ก้าวตามไป

“ใช่ ข้าเป็นศิษย์คนที่ห้าของตำหนักซีฮัน” ไป๋เมาตอบแล้วก็รีบประคองเขากลับตำหนัก

คำบอกเล่าผุดขึ้นมา…ศิษย์คนที่ห้าของตำหนักซีฮันเป็นแมวป่าขาว…

ชายชุดดำเหลือบมองคนข้างๆ…นี่น่ะหรือศิษย์คนที่ห้าของตำหนักซีฮันที่เขาเล่าลือกัน

ไป๋เมาประคองชายชุดดำไปจนถึงซุ้มประตูอาณาเขตด้านเหนือ

จากนั้นนางก็ถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมหัวชายชุดดำ

“เจ้าทำอะไรน่ะ?” ชายชุดดำปัดออกอย่างไม่พอใจที่ถูกเสื้อผ้าคนอื่นคลุมหัวเช่นนี้

“เอาคลุมไว้ ไม่งั้นเจ้าก็ผ่านเข้าไปไม่ได้หรอก อาจารย์ข้าลงผนึกเขตแดนเอาไว้ คนนอกไม่อาจฝ่าผนึกเข้าไปได้” ไป๋เมาบอกแล้วก็รีบหยิบเสื้อมาคลุมหัวเขาไว้

“งั้นรึ” ชายชุดดำมองไปรอบๆ สัมผัสได้ถึงไอพลังเทพแข็งแกร่ง…คงต้องยอมไปก่อนล่ะ ดีกว่าถูกเจ้าพวกนั้นฆ่าตาย

แล้วไป๋เมาก็ประคองเขาผ่านซุ้มประตูเข้าไป

ชายชุดดำมองไปทั่วอย่างสำรวจสถานที่ จมูกก็ได้กลิ่นหอมหวานจากเสื้อที่คลุมตัวพลางคิดในใจว่า…เจ้าแมวนี่แปลกนักกลิ่นกายหอมหวานยิ่งกว่าสตรีเสียอีก

“ข้าจะพาเจ้าไปตรงใต้ผานั่นก็แล้วกัน” ไป๋เมาบอกแล้วก็ประคองเขาไป

ชายชุดดำพยักหน้า

พอถึงใต้ชะง่อนหินผาไป๋เมาก็ประคองเขาให้นั่งลงบนพื้นหิน จากนั้นนางก็ช่วยดูแผลให้เขา

“แผลไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ลึกพอควร” นางบอกแล้วก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบขวดโอสถออกมา “นี่เป็นผงหญ้าเสือเหม็น ใช้ห้ามเลือดได้ดีนัก”

ชายชุดดำมองดูท่าทางเจ้าแมวน้อยที่พยายามรักษาบาดแผลให้ตัวเอง…เจ้านี่ช่างไม่มีความระแวดระวังเอาซะเลย เป็นศิษย์เทพสงครามได้ยังไงกัน? ไม่ได้รู้เรื่องเลยสักนิดว่าเจ้าพวกนั้นก็คือคนของเผ่ามาร แล้วก็ไม่ได้รู้เลยว่าข้าคือองค์ชายใหญ่แห่งเผ่ามารที่ถูกพระสนมส่งคนมาตามฆ่าอย่างลับๆ

ไป๋เมาค่อยๆ เทผงหญ้าเสือเหม็นลงบนบาดแผล แล้วก็หยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองมาพันแผลให้เขา “เอาล่ะ เสร็จแล้ว”

“เจ้าชื่ออะไรหรือ?” องค์ชายใหญ่ถาม

“ข้าชื่อไป๋เมา” ไป๋เมาตอบแล้วก็ย้อนถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”

“ข้าชื่อห่าวหราน” องค์ชายใหญ่บอก “ขอบใจที่ช่วยเหลือข้า”

เขามองรอบๆ ลำคอเล็ก “คอเจ้ายังเจ็บไหม?”

ไป๋เมาเลื่อนมือไปคลำตามลำคอ “ไม่เจ็บแล้วล่ะ”

“ดีแล้ว” องค์ชายใหญ่พยักหน้า

ไป๋เมามองดูชายชุดดำเห็นว่าไม่มีบาดแผลที่ไหนให้ต้องรักษาแล้วก็บอกว่า “งั้นเจ้าก็เอาทับทิมนี่ไว้กินล่ะกัน พอมีแรงดีแล้วก็เอาเสื้อนั่นคลุมตัวออกไป แล้วก็กลับบ้านไปซะ ถ้าขืนเจ้าอยู่ที่นี่นานๆ คนอื่นมาเจอเข้าข้าต้องถูกอาจารย์ลงโทษแน่”

“ได้ ข้าจะรีบไป ขอบใจเจ้าที่ช่วยข้า” องค์ชายใหญ่พูด

ไป๋เมายิ้มให้ “งั้นข้าไปล่ะ ป่านนี้พวกศิษย์พี่คงตามหาข้าแล้วล่ะ”

“เจ้าไปเถอะ” องค์ชายใหญ่แย้มยิ้มให้

ไป๋เมามองเขาแล้วก็ลุกจากไป

องค์ชายใหญ่มองตามจนร่างเล็กหายลับไปในแนวพุ่มไม้ เขาหันไปมองถุงใส่ผลทับทิมกับเสื้อตัวนอกที่ไป๋เมาทิ้งเอาไว้ให้…หึๆๆๆๆๆ หนีการตามล่าของพระสนมมาจนถึงเขตแดนตำหนักซีฮัน ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกับศิษย์คนที่ห้าที่เขาเล่าลือกัน บอบบางอ้อนแอ้นดั่งอ้อลู่ลม ดวงตางามสะกดใจคน วงหน้าหวานล้ำเสียยิ่งกว่าหญิงงามในใต้หล้า กลิ่นกายหอมหวานยิ่งกว่ามวลบุปผาใดๆ น้ำใจงามหาใดเปรียบ หากข้าได้เจ้ามาเป็นขุนศึกคู่ใจ ไม่ว่าแดนใดข้าก็จะพาเจ้าท่องไปให้ทั่วพิภพ สักวันเราคงได้พบกันอีกแน่ ไป๋เมา…

แล้วองค์ชายใหญ่ก็หยิบผลทับทิมมาแกะกิน

ครั้นกินเสร็จแล้วเขาก็ลุกขึ้นหยิบเสื้อขาวเสด็จกลับไปตามทางที่เข้ามา แม้ว่าอยากจะพักอยู่อีกสักหน่อย แต่ก็กลัวว่าใครจะมาเจอเข้าแล้วเจ้าแมวน้อยจะเดือดร้อนได้

ส่วนไป๋เมาพอกลับไปถึงห้องพัก ก็รีบหยิบเสื้อตัวใหม่มาใส่แล้วก็ออกจากห้องตั้งใจว่าจะไปหาศิษย์พี่ พวกศิษย์พี่ก็กำลังตามหาพอดี

“หายไปไหนมาเจ้าห้า?” ศิษย์พี่สี่ถาม

“ข้าไปเดินเล่น มีอะไรเหรอศิษย์พี่สี่?” ไป๋เมาถาม

“อาจารย์เรียกหา” ศิษย์สี่ตอบ “อาจารย์อยู่ที่ห้องหนังสือนะ”

“ขอบคุณศิษย์พี่” ไป๋เมาบอกแล้วก็รีบเดินไปที่ห้องหนังสือ

เมื่อถึงห้องหนังสือ นางก็เคาะประตูเบาๆ “อาจารย์ ข้ามาแล้วขอรับ”

“เข้ามาซิ”

ไป๋เมาเปิดประตูแล้วก็เดินเข้าไป “อาจารย์เรียกข้า มีอะไรหรือขอรับ?”

“พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปตำหนักเก้าชั้นฟ้าด้วยกัน เจ้าไปเตรียมตัวให้ดีพรุ่งนี้เช้าออกเดินทางแต่เช้า” เทพสงครามบอก

“ไปตำหนักเก้าชั้นฟ้าหรือขอรับ? ไปทำไมขอรับ?” ไป๋เมาถามอย่างสงสัย

“พรุ่งนี้เทียนจวินจะปรึกษาหารือเรื่องพิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทกับเหล่าเสนา” เทพสงครามตอบ

“อ่อ…ขอรับ” ไป๋เมาพยักหน้ารับรู้ เทพสงครามโบกมือ ไป๋เมาจึงกุมมือคารวะแล้วก็ออกจากห้องไป

เทพสงครามมองตามจนประตูปิดดังเดิม…ร้อยกว่าปีแล้วซินะที่เจ้าอยู่ที่นี่ศึกษาวิชาความรู้ นับวันพลังเทพของเจ้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ความงามของเจ้าก็เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ข้ายังจดจำได้ดีถึงดวงตาของเจ้าที่ข้าเห็นครั้งแรก ดวงตาน้อยๆ ใสซื่อที่พยายามช่วยชีวิตข้าไว้ และขโมยหัวใจข้าไปนับตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไป๋เมาหากเจ้าไม่ได้เป็นคู่หมั้นองค์ชายเผ่าสิงห์ ข้าคงบอกรักเจ้าไปแล้ว

วันรุ่งขึ้น เทพสงครามก็พาศิษย์คนเล็กไปตำหนักเก้าชั้นฟ้าด้วยกัน

ตำหนักเก้าชั้นฟ้าสวยงามโอ่อ่าน่าเกรงขาม แต่หากเทียบกับถ้ำสิงห์แล้วเป็นความงดงามคนละแบบในความคิดของไป๋เมา

ภายในท้องพระโรง เทียนจวินนั่งเด่นเป็นสง่า ส่วนเหล่าเสนาก็ยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ

“นี่ก็ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว นับตั้งแต่ที่ธิดาเผ่าสิงห์กำเนิดมา บัดนี้นางคงโตพอสมควรแล้ว ข้าว่าถึงเวลาแล้วที่จะจัดพิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทกับธิดาเผ่าสิงห์ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที” เทียนจวินพูดพลางมองเหล่าเสนา

“ห๊า!” ไป๋เมาตกใจอ้าปากค้าง ทุกคนต่างหันไปมองไป๋เมาเป็นตาเดียว

เทพสงครามรีบเตือนศิษย์ “สำรวมกริยาหน่อยเจ้าห้า”

“เอ่อ…ขอรับ” ไป๋เมารีบก้มหน้างุดๆ สมองคิดหลายตลบ…อภิเษก! ข้าเนี่ยนะต้องอภิเษกกับองค์รัชทายาท!

“ข้าเห็นด้วยพะย่ะค่ะ” / “ข้าก็เห็นด้วยพะย่ะค่ะ” เหล่าเสนาต่างเห็นชอบกันทุกคน

“แต่ข้ายังไม่เคยเห็นนางเลยสักครั้งนะพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” องค์รัชทายาทแย้ง

“ข้าเคยพบนางตอนยังเด็ก นางงดงามมากทีเดียวพะย่ะค่ะ” เสนาซ้ายกราบทูล “หากองค์รัชทายาทได้พบนางสักครั้งข้าว่าพระองค์คงไม่อิดออดที่จะอภิเษกเข้าเรือนหอกับนางเป็นแน่พะย่ะค่ะ”

“ถ้างั้นคงต้องเชิญนางมาที่ตำหนักเก้าชั้นฟ้าสักครั้งแล้วกระมัง” เทียนจวินตรัส “ใช้วันเกิดข้าในเดือนหน้าเชิญธิดาสิงห์มาร่วมงานก็แล้วกัน”

“ข้าเห็นด้วยพะย่ะค่ะ” / “ข้าก็เห็นด้วยพะย่ะค่ะ” เสนาซ้ายกับเสนาขวาเห็นด้วยพร้อมเพรียง

ไป๋เมาลอบมององค์รัชทายาทด้วยแววตาเฉยเมย…ผู้ชายคนนี้น่ะหรือที่ข้าต้องแต่งงานด้วย

หลังจากประชุมเสร็จแล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไป ส่วนเทพสงครามก็ไปคุยกับเทียนจวินเป็นการส่วนตัว ไป๋เมาจึงได้โอกาสออกไปเดินเล่น นางเดินเล่นไปเรื่อยๆจนถึงสวนดอกไม้

“ฮือๆๆๆๆๆ จนป่านนี้ท่านก็ยังไม่กล้าพูดเรื่องขอยกเลิกการหมั้นหมายกับเทียนจวินเลย ท่านไม่ได้รักข้าจริงเลยสักนิด! ฮือๆๆๆๆๆ” เสียงร้องไห้ดังมา

“เอ…ใครกำลังร้องไห้กันนะ?” ไป๋เมาเดินตามเสียงไปแต่แล้วนางก็เห็นองค์รัชทายาทกำลังกอดหญิงสาวนางหนึ่งอยู่

“ข้าคิดอยู่ เจ้ารอข้าสักนิดเถอะนะเยี่ยนฟาง(艳芳) ข้ารักเจ้าจริงๆ รักเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่เรื่องการหมั้นหมายนั้นเสด็จพ่อได้ตกลงกับราชาสิงห์เอาไว้ก่อนที่ข้าจะได้พบเจ้าเสียอีก” องค์รัชทายาทพยายามปลอบใจหญิงคนรัก

“เมื่อไหร่กันเล่า! ท่านถึงจะบอกเรื่องของเรากับเทียนจวิน หากข้าไม่ได้เป็นชายาเอก เสด็จพ่อข้าคงไม่ยอมยกข้าให้ท่านแน่ ข้าเป็นองค์หญิงเผ่ามัจฉา ศักดิ์ศรีข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าธิดาสิงห์เลยแม้แต่น้อย นางเป็นองค์หญิง ข้าก็เป็นองค์หญิงเหมือนกัน! ฮือๆๆๆๆๆๆ…”

“เอาล่ะๆ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธไปเลย ข้าจะรีบหาโอกาสบอกเสด็จพ่อเร็วๆ นี้แหละ” องค์รัชทายาทพยายามกล่อมหญิงคนรัก พลางจูบซับน้ำตาให้นาง

ไป๋เมาแอบมองแล้วก็คิดในใจว่า…นี่น่ะหรือคนที่ข้าต้องอภิเษกด้วย ช่างอ่อนปวกเปียกไม่กล้าตัดสินใจให้เด็ดขาดจนทำให้ผู้หญิงต้องเสียน้ำตา เฮอะ! ผู้ชายเช่นนี้ข้าไม่คิดจะเอามาเป็นสวามีเด็ดขาด!

ขณะกำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้นจู่ๆ ก็มีมือหนึ่งเลื่อนมาปิดปากพร้อมกับท่อนแขนหนึ่งโอบรอบเอวบาง “อื้อ…”

“จุ๊ๆ ข้าเอง” เสียงคุ้นเคยบอก

ท่านหนิงเฟิ่ง! ไป๋เมาเหลือบมองเจ้าของมือที่ปิดปาก

Chapter 9

ติดกับดัก

“ตามข้ามาทางนี้เร็ว” เทพพฤกษาบอกแล้วก็ปล่อยมือจากปากไป๋เมา พร้อมกับรีบดึงร่างเล็กให้ตามไป

เมื่อไปถึงสระน้ำ เทพพฤกษาก็ถามทันที “เจ้ามาทำอะไรที่ตำหนักเก้าชั้นฟ้า?”

“ข้ามากับอาจารย์น่ะ” ไป๋เมาตอบ “แล้วท่านล่ะมาทำอะไรที่นี่?”

“ข้ามาเก็บเม็ดบัวไปผสมโอสถน่ะซิ” เทพพฤกษาบอกพลางชี้ไปที่กอบัวในสระ

“เจ้าก็มาช่วยข้าเก็บล่ะกัน ดีกว่าเสียเวลาไปยืนมองเจ้าผู้ชายปวกเปียกเช่นนั้นหลายเท่านัก ฮึ!” นางตวัดตาค้อนอย่างไม่พอใจ

“อ๋อ…เพราะเรื่องนี้ใช่ไหมท่านถึงได้เกลียดองค์รัชทายาทน่ะ” ไป๋เมาถามอย่างเริ่มจะเข้าใจสาเหตุแล้ว

“ก็ใช่น่ะซิ มันน่าโมโหนัก จนป่านนี้หวังเหล่ยก็ยังไม่กล้าพูดกับเทียนจวินซักทีเรื่องถอนหมั้นกับเจ้าแล้วไปอภิเษกกับองค์หญิงเยี่ยนฟาง ข้าล่ะเกลียดจริงเชียวที่เจ้านั่นมัวแต่กลัวว่าจะถูกถอดออกจากการเป็นองค์รัชทายาทน่ะ ส่วนองค์หญิงเยี่ยนฟางข้าก็รำคาญนักเชียวที่นางไม่ยอมหักใจเลิกรักเจ้าคนเห็นแก่ตัวนั่นสักที” เทพพฤกษาพูดระบายอารมณ์อย่างอดกลั้นไม่อยู่ “นี่ถ้าข้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่บอกให้พ่อเจ้ารับหมั้นแน่ๆ ยิ่งคิดยิ่งน่าโมโหนัก ฮึ!”

“เอาน่าๆ ท่านอย่าเพิ่งโมโหไปเลย ยังไงข้าก็ไม่คิดจะอภิเษกกับผู้ชายเช่นนั้นเด็ดขาด” ไป๋เมารีบบอกเอาใจ

“เจ้าน่ะเป็นเด็กฉลาด สมแล้วที่เป็นลูกศิษย์ข้า” เทพพฤกษาอารมณ์ดีขึ้นทันตา “มาๆ ช่วยข้าเก็บฝักบัวดีกว่า”

แล้วนางก็ลอยไปเก็บฝักบัวโยนให้ไป๋เมาคอยรับอยู่ริมสระ

หลังจากเก็บฝักบัวแล้วเทพพฤกษาก็เสด็จกลับไปยังสวนบุปผา

ส่วนไป๋เมาก็กลับไปรออาจารย์ที่ตำหนักรับรอง

รอไปรอมาอาจารย์ก็ยังไม่กลับมาซักที นางนั่งรอจนสัปหงกหลับไป

“ท่านเทพน้อยๆๆ” เสียงเรียกพร้อมกับสัมผัสแตะแขน ไป๋เมาลืมตามอง “หือ…”

“มีจดหมายถึงท่านขอรับ” บ่าวรับใช้บอกพร้อมกับยื่นแผ่นกระดาษให้

ไป๋เมามองอย่างงงๆ “จดหมายของข้าหรือ?”

“ขอรับ” บ่าวรับใช้ย้ำ

“อ่อๆ” ไป๋เมารับกระดาษมา “ขอบใจนะ”

แล้วบ่าวรับใช้ก็ออกไป ไป๋เมาเปิดจดหมายอ่าน “อาจารย์ให้ข้ารีบตามกลับตำหนักหรือ?”

นางนั่งงง ก้มหน้าอ่านจดหมายอีกรอบ

“อาจารย์ไม่รอข้าได้ไง?” แล้วนางก็วางจดหมายไว้บนโต๊ะ “หรือว่าที่ตำหนักมีเรื่องอะไร? อาจารย์เลยต้องรีบกลับไปก่อน?”

จากนั้นนางก็รีบเก็บของออกจากตำหนัก รีบกลับตำหนักทันที

พอออกจากตำหนักแล้ว นางก็ใช้พลังเทพเหาะไปในอากาศ แต่ด้วยพลังเทพยังมีน้อยนางจึงเหาะไปได้ไม่เร็วนัก ตอนมากับอาจารย์ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม แต่เมื่อต้องกลับเองเช่นนี้กว่าจะกลับไปถึงตำหนักคงต้องใช้เวลาถึง 2 วันแน่

เวลาผ่านไป 1 ชั่วยาม ขณะกำลังเหาะไปในอากาศจู่ๆ นางก็ถูกจู่โจม

“โอ๊ะ!” นางร้องได้เพียงคำเดียวแล้วก็สลบไป

ณ ถ้ำเผ่าหมีขาวอันหนาวเย็น เทพหมีขาวยืนมองร่างน้อยสลบอยู่บนพื้นอย่างโมโห

“เจ้าหนุ่มน้อยนี่มีดีอะไรนักหนาห๊ะ! เทพพฤกษาถึงได้รักมันมากขนาดนั้น?” เขาตวาดอย่างโมโหจ้องร่างน้อยตาดุวาว “ข้ารึหลงรักนางมาเป็นพันๆ ปี นางกลับไม่เคยแยแสข้าเลยสักนิด!”

“ข้าว่าเทพพฤกษาคงจะหลงใหลในรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาของเจ้าหนุ่มนี่กระมังพะย่ะค่ะ” บ่าวสนิทออกความเห็น

เทพหมีขาวหันไปมองบ่าวอย่างไม่พอใจ “แล้วข้าด้อยกว่ามันตรงไหนห๊ะ!”

บ่าวกลัวลนลาน “เอ่อ…ท่านไม่ได้ด้อยกว่ามันเลยสักนิด ท่านดีกว่ามันเป็นพันเท่าหมื่นเท่าเลยพะย่ะค่ะ”

เขารีบเยินยอเจ้านายก่อนที่จะตายเพราะปากตัวเอง “ข้าว่าเทพพฤกษาคงตาต่ำไปจึงไม่เห็นว่าท่านนั้นสง่างามเพียงใด รูปร่างแข็งแรงบึกบึนเพียงใด พละกำลังรึก็มากมายนัก พลังเทพก็เหนือกว่าผู้ใด แล้วดูเจ้าหนุ่มน้อยนี่ซิพะย่ะค่ะ รูปร่างอ้อนแอ้นผอมบาง พละกำลังก็มีเพียงน้อยนิด พลังเทพก็น้อย ยังเป็นแค่เทพน้อยไม่อาจเทียบกับท่านได้เลยสักนิดพะย่ะค่ะ”

เทพหมีขาวสีหน้าดีขึ้น “ดีๆเจ้าพูดได้ดี”

ณ ตำหนักรับรอง เทพสงครามกลับเข้าตำหนัก กว่าจะปรึกษาเรื่องวางกำลังเฝ้าระวังเผ่ามารกับเทียนจวินเสร็จก็ใช้เวลาไปนานมากหลายชั่วยาม

“เจ้าห้า” เขาเรียกหาศิษย์รัก

เงียบ! ไร้ซึ่งเสียงหวานขานตอบ

“เจ้าห้า” เขามองหา พอดีบ่าวเดินเข้ามา เขาก็รีบถาม “เห็นเจ้าห้าไหม?”

“ข้าเห็นผู้ติดตามของท่านเก็บของกลับไปแล้วพะย่ะค่ะตั้งแต่ได้อ่านจดหมายที่ท่านส่งมาเมื่อหลายชั่วยามก่อน” บ่าวรายงาน

“จดหมายอะไร?” เทพสงครามชะงัก! “ข้าไม่เคยส่งจดหมายให้เจ้าห้าเลยสักแผ่น!”

พลัน! สายตาก็เห็นแผ่นกระดาษบนโต๊ะ ซึ่งมีไอเทพแปลกๆกระจายออกมา เขารีบหยิบมาดู

นี่มันพลังเทพหมีขาว!

เขาก้มอ่านข้อความในกระดาษ ‘ศิษย์ข้า เจ้าจงรีบตามข้ากลับตำหนัก ข้าต้องรีบกลับไปก่อน’

เขาใช้พลังเทพทำลายไอเทพบนกระดาษ ลายมือที่เขียนบนกระดาษก็เปลี่ยนพลัน! กลายเป็นลายมือเทพหมีขาว “เจ้าห้าถูกหลอกให้ออกไปซะแล้ว!”

จิตที่สงบนิ่งถูกความร้อนใจกัดกินจนรุ่มร้อน

“ข้ากลับแล้ว เจ้าจงแจ้งเทียนจวินตามนี้” เขาสั่งบ่าวแล้วก็รีบพุ่งออกไป

บ่าวมองตามจนเทพสงครามหายลับไปแล้วจึงเดินไปรายงานเทียนจวินตามคำสั่ง

ภายในถ้ำหมีขาว ร่างน้อยเริ่มขยับตัว

“โอย…” ศีรษะเล็กสะบัดไปมา ยกมือลูบท้ายทอยที่เจ็บหนึบ

“ฟื้นแล้วรึ” เทพหมีขาวมองอย่างเยาะหยัน

ไป๋เมาลุกขึ้นนั่ง เงยหน้ามองอย่างงงๆ “ที่นี่ที่ไหน? แล้วท่านเป็นใครกัน? แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

“ข้าจับเจ้ามาเอง ข้าคือเทพหมีขาว ส่วนที่นี่ก็คือถ้ำหมีขาว” เทพหมีขาวบอก

ไป๋เมาจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างงงๆ “จับข้ามาทำไม? ข้ากับท่านไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นอะไรกันซักหน่อย”

“ก็เพราะเจ้าดันมาขวางทางรักข้ากับเทพพฤกษาอย่างไรเล่า!” เทพหมีขาวตวาดลั่น! ตบโคร้ม! ใส่ใบหน้าเรียวเล็ก

“โอ๊ย!” ร่างเล็กถลาฟุบกับพื้น เลือดไหลซึมมุมปาก

ไป๋เมารีบพยุงตัวลุกขึ้นนั่งเงยหน้ามองอย่างโมโห หนอย! กล้าตบข้าได้! ฮึ่ม!

“เฮอะ! ขวางทางรักของเจ้ากับท่านหนิงเฟิ่งงั้นรึ” นางเยาะหยัน

“บังอาจนัก!” บ่าวคนสนิทชี้หน้า “กล้าเรียกชื่อเทพพฤกษาเช่นนี้ได้อย่างไรกันเจ้าเทพน้อยต่ำต้อย!”

“เฮอะ! น่าขำนัก ต่อให้อีกกี่หมื่นกี่แสนปีก็อย่าหวังเลยว่าท่านหนิงเฟิ่งจะชายตาแลเจ้าน่ะ” ไป๋เมายิ้มเยาะ

“เจ้า!” เทพหมีขาวโกรธจัดชี้หน้า “เจ้าพูดอีกทีซิ!”

ไป๋เมาลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ย “ต่อให้อีกกี่หมื่นกี่แสนปีก็อย่าหวังเลยว่าท่านหนิงเฟิ่งของข้าจะชายตาแลเจ้า เทพเลวๆ อย่างเจ้าไม่คู่ควรกับท่านหนิงเฟิ่งของข้าเลยสักนิด เชอะ!”

ดวงตางามกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูหมิ่น

คำว่า ‘หนิงเฟิ่งของข้า’ ยิ่งสร้างความโกรธให้พุ่งทวี อีกทั้งท่าทีมองอย่างดูหมิ่นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ความโกรธเพิ่มพรวดอีกเป็นเท่าตัว

“หนอย! เจ้าปากพล่อย ข้าจะดูซิว่าหลังจากตัดลิ้นเจ้าแล้วเจ้าจะยังปากพล่อยได้อีกไหม!” เทพหมีขาวถลันเข้าคว้าคอหมับ!

“อ่ะ!” ไป๋เมาขยับหนีแต่ก็ไม่ทัน

เทพหมีขาวขยุ้มลำคอเรียวเล็กกระชากร่างน้อยขึ้นจากพื้น ตั้งใจจะง้างปากดึงลิ้นออกมาตัดทิ้งให้หายแค้น ฉับพลัน! ก็รู้สึกได้ถึงคมดาบเย็นเฉียบพาดบนคอ

“อา…จารย์!” เสียงหวานเรียกกระท่อนกระแท่นอย่างดีใจ

เทพหมีขาวเหลือบมองข้างหลังก็เห็นเทพสงครามยืนถือดาบจ่อคอ

ส่วนบ่าวคนสนิทก็ถูกพลังเทพตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้

“ปล่อยศิษย์ข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงสั่งราบเรียบแฝงแววเข่นฆ่า ดวงตาสงบนิ่งข่มศัตรูนับล้านให้หวาดกลัว

เทพหมีขาวสั่นกลัวน้อยๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพสงคราม แต่ก็รีบข่มความหวาดกลัวซ่อนเอาไว้ แล้วก็รีบเยาะหยันว่า “ข้าเพิ่งจะรู้ว่าเทพสงครามเป็นพวกชอบลอบทำร้ายจากข้างหลัง”

“ปล่อยศิษย์ข้าเดี๋ยวนี้! อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นหัวเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่!” เทพสงครามสั่งเสียงแข็งกร้าว

เทพหมีขาวค่อยๆ ปล่อยมือจากลำคอเล็ก

ไป๋เมารีบวิ่งถลาไปหาอาจารย์ “อาจารย์ ท่านมาช่วยข้าแล้ว”

เทพหมีขาวค่อยๆ หมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเทพสงคราม “ศิษย์ท่านช่างปากพล่อยนัก ข้าก็เลยจะช่วยสั่งสอนให้เท่านั้น”

เทพสงครามค่อยๆ เลื่อนดาบออกจากคอหนา พร้อมกับคว้าแขนศิษย์รักดันให้หลบข้างหลัง “ศิษย์ข้า ข้าอบรมเองได้ ไม่ต้องรบกวนท่านช่วยสั่งสอน”

“ท่านกล้าบุกถ้ำหมีขาว ก็อย่าหวังว่าจะกลับออกไปได้เลย!” เทพหมีขาวเข่นเขี้ยวพร้อมกับใช้พลังเทพเรียกทวนหิมะอาวุธคู่กายออกมา ฟาดทวนใส่เทพสงคราม

เทพสงครามรีบผลักศิษย์รักกระเด็นออกไปพร้อมกับยกดาบรับทวนยาว เคร้ง!

“โอ๊ะ!” ไป๋เมากระเด็นไปติดผนังถ้ำ นางรีบหันกลับไปมองอาจารย์อย่างเป็นห่วง

เทพหมีขาวฟาดทวนใส่เทพสงครามไม่ยั้ง

แต่เทพสงครามก็รับไว้ได้ทุกครั้ง

พลังที่ฟาดฟันใส่กันของทั้งสองทำให้ถ้ำสั่นสะเทือนไปทั้งถ้ำ

ทั้งสองต่อสู้กันไปมาหลายกระบวนท่าเสียงดังเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่มดินทลาย

เมื่อเทพสงครามไม่มีท่าทีว่าจะเพลี่ยงพล้ำเลยสักนิด เทพหมีขาวจึงคิดหาวิธีเอาชนะให้ได้

พลัน! สายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าหนุ่มน้อย…หึๆๆๆๆ หากใช้เจ้าหนุ่มนั่นเป็นโล่ เทพสงครามต้องพ่ายแพ้ให้ข้าแน่!

แล้วร่างกายใหญ่โตก็ดีดตัวออกพุ่งเข้าหาร่างเล็กทันควัน

“เจ้าห้า!” เทพสงครามตกใจ รีบพุ่งตามไปปกป้อง

“เหวอ…” ไป๋เมารีบพุ่งหนีตามสัญชาตญาณ

เทพหมีขาวได้ทีก็หันกลับไปแทงทวนเข้าใส่เทพสงคราม

ไป๋เมาเห็นว่าอาจารย์กำลังจะเสียท่าก็กระโดดสุดแรงเอาตัวเข้าบัง

สวบ! ทวนเสียบร่างเล็กจนทะลุ

“เจ้าห้า!” เทพสงครามตะโกนสุดเสียง ฟาดดาบฟันฉับใส่เทพหมีขาวจนศีรษะขาดกระเด็น!

จากนั้นเขาก็รีบรวบร่างศิษย์รักเข้ามาในอ้อมแขน

เทพหมีขาวล้มตึง! ศีรษะกลิ้งหลุนๆไปหลายตลบ

“อาจารย์…” เสียงหวานเรียกพลางยิ้มให้

“เจ้าห้า!” เทพสงครามมองศิษย์รักอย่างเจ็บปวดใจ “ให้ข้าถูกแทงตายเสียดีกว่าที่จะเห็นเจ้า…”

ทวนหิมะหายวับไป เหลือไว้แต่รอยแผลฉกรรจ์บนร่างเล็ก

เทพสงครามปล่อยมือจากดาบ แล้วดาบก็หายวับ! เขารีบใช้มือใหญ่ปิดปากแผลพยายามห้ามเลือด

“อาจารย์ไม่เป็น…อะไร ข้าก็…ดีใจแล้ว” นางบอกกระท่อนกระแท่นพลางยิ้มให้

“เจ้าต้องไม่เป็นอะไรๆ” เทพสงครามพูดซ้ำๆ อย่างพยายามปลอบใจนางและตัวเอง ความสุขุมเยือกเย็นหายไปจากจิต เหลือแต่ความร้อนรุ่มเป็นห่วงศิษย์รัก เขารีบอุ้มร่างเล็กขึ้นมาจากนั้นก็รีบพานางเหาะกลับตำหนักทันที

บรรดาศิษย์ต่างแตกตื่นทันทีเมื่อเห็นอาจารย์อุ้มศิษย์น้องกลับมาในสภาพเลือดโชก

“อาจารย์ เกิดอะไรขึ้นขอรับ?!” ลี่จิ่นถาม

“อย่าเพิ่งถาม!” เทพสงครามดุ

“เอ๊ะ!” เทพพฤกษามาถึงพอดี พอเห็นร่างน้อยในอ้อมแขนญาติผู้พี่ก็ตกใจ “เจ้าห้า!”

นางถลาเข้าไปถามร้อนรน “นี่มันเกิดอะไรขึ้นหนิงจ้าน?!”

“อย่าเพิ่งถาม รีบช่วยเจ้าห้าก่อนเถอะ!” เทพสงครามบอกแล้วก็รีบอุ้มร่างน้อยเข้าไปในห้อง

เทพพฤกษาตามไปติดๆ

บรรดาลูกศิษย์ก็กรูตามไปหมด

เทพสงครามวางร่างเล็กลงบนเตียง

Chapter 10

เทพผู้ยิ่งใหญ่ยังถูกโยนออกไป

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! เจ้าห้าบาดเจ็บหนักได้อย่างไรกัน?!” เทพพฤกษาร้อนใจกระชากแขนญาติผู้พี่

“เจ้าห้าถูกทวนหิมะของเทพหมีขาวแทง ส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยพูดกันทีหลัง ตอนนี้ต้องรีบรักษาเจ้าห้าก่อน!” เทพสงครามบอกแล้วก็รีบทรุดตัวลงนั่ง เตรียมจะถ่ายพลังเทพ

เทพพฤกษาพยักหน้ารับรู้ แตะไหล่ญาติผู้พี่ “เจ้าออกไปก่อน ข้าจะรักษาให้เอง”

“ไม่ เจ้านั่นแหละออกไป ข้าจัดการเอง” เทพสงครามบอกเสียงกร้าว

เทพพฤกษาตกใจ…ขืนให้เจ้ารักษาเจ้าก็รู้ซิว่านางเป็นหญิงแล้วก็ไม่ใช่แมวป่า!

“เจ้าออกไปซะ ข้ารักษาเอง!” นางใช้พลังเทพผลักญาติผู้พี่ออกไปนอกห้อง โคร้ม!

เทพสงครามลอยละลิ่วถลาเซไป เขารีบกระแทกเท้าดังตึง! ยันพื้นไม่ให้เซไถลไปไกลมากกว่านี้

“อ้า!” บรรดาศิษย์ได้แต่มองตาค้าง ไม่เคยเห็นอาจารย์จะถูกใครจับโยนออกไปเช่นนี้มาก่อน

พอเทพพฤกษาตวัดตามองแล้วสั่งว่า “ออกไปซะ!”

บรรดาศิษย์ก็รีบเผ่นออกนอกห้องอย่างว่องไวไม่ต้องรอให้รับสั่งซ้ำอีกรอบ

ประตูปิดฉับ!

เทพสงครามรีบลุกไป เอื้อมมือจะผลักประตูเข้าไป แต่แล้วก็ถอนใจเฮือก ลดมือลง ยืนรอนิ่งอยู่อย่างนั้น

บรรดาศิษย์ต่างก็ถอยไปยืนรออยู่ห่างๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ ขนาดตอนรบกับพวกเผ่ามารสถานการณ์ยังไม่ตึงเครียดเช่นนี้เลย

หนึ่งชั่วยามผ่านไป ประตูก็เปิดออก เทพพฤกษาก้าวออกมา

เทพสงครามจ้องใบหน้างาม

“เจ้าห้าเป็นยังไงบ้าง?!” เขาถามร้อนรน

“ปลอดภัยแล้ว” เทพพฤกษาตอบ “ตอนนี้หลับไปแล้ว”

เทพสงครามถอนใจ “เฮ้อ…”

บรรดาศิษย์ที่รอฟังข่าวอยู่ก็พากันโล่งอกไปด้วย “เฮ้อ…”

“เอาล่ะ เล่ามา เกิดอะไรขึ้น?” เทพพฤกษาถามสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววบังคับกลายๆ

เทพสงครามมองญาติผู้น้อง หากไม่เล่า นางคงอาละวาดตำหนักพังแน่!

“เจ้าห้าถูกเทพหมีขาวหลอกให้ออกจากตำหนักเก้าชั้นฟ้า แล้วก็ถูกจับตัวไปถ้ำหมีขาว ข้าตามไปช่วย ตอนที่สู้กันเจ้าห้าเอาตัวบังข้าไว้ จึงถูกทวนแทงอย่างที่เห็นนั่นแหละ” เทพสงครามเล่าสั้นๆ

“เหตุใดเทพหมีขาวต้องจับเจ้าห้าไปด้วยล่ะ?” เทพพฤกษางุนงง

เทพสงครามจ้องหน้าอีกฝ่าย “ก็เพราะเจ้าอย่างไรล่ะ เทพหมีขาวชอบเจ้า แต่เจ้าไม่เคยสนใจเลยสักครั้ง เทพหมีขาวอิจฉาที่เจ้ามีใจให้เจ้าห้าจึงได้หลอกเจ้าห้าไปเพื่อฆ่าทิ้ง”

“หา!” เทพพฤกษาอ้าปากค้าง “เพราะข้าเนี่ยนะ?!”

เทพสงครามจิ้มหน้าผากญาติผู้น้อง “เพราะเจ้า!”

แล้วก็ก้าวเข้าไปในห้องเพื่อมองดูศิษย์รัก

เทพพฤกษายืนอึ้งอยู่อย่างนั้น “เพราะข้า!”

“เทพพฤกษาออกมาแล้ว ไปๆๆๆ พวกเราเข้าไปดูศิษย์น้องกันดีกว่า” ศิษย์สี่บอก

ศิษย์พี่ใหญ่รีบดึงไว้ “อย่าเพิ่งเลย”

“ทำไมล่ะศิษย์พี่ใหญ่” ศิษย์สี่ถาม

“ก็เทพพฤกษาขวางประตูอยู่อย่างนั้น ใครจะกล้าไปล่ะ” ศิษย์รองบอก

“ใช่ๆ ดูท่าทางเทพพฤกษาอารมณ์ไม่ค่อยดี ขืนเข้าไปตอนนี้มีหวังตายหมู่” ศิษย์สามเห็นด้วย

บรรดาศิษย์จึงได้แต่ยืนมองอยู่อย่างนั้น

ภายในห้อง เทพสงครามนั่งข้างเตียงยื่นมือไปลูบแก้มนวลซีดเซียว “เพราะข้าดูแลเจ้าไม่ดีเอง เจ้าจึงเกือบตายเช่นนี้”

เทพพฤกษาก้าวเข้ามาพร้อมกับปิดประตู นางเสด็จไปยืนข้างเตียงมองดูศิษย์รัก “เป็นเพราะข้าเอง เจ้าห้าของข้าจึงต้องเจ็บตัว ข้าจะไปฆ่าเจ้าหมีเลวนั่น!”

เทพสงครามรีบคว้ามือนุ่มตรัสว่า “ข้าฆ่าเทพหมีขาวไปแล้ว”

“ห๊า!” เทพพฤกษาหันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างงงๆ… คนที่สงบนิ่งเยือกเย็นตลอดเวลาอย่างเจ้า ไยจึงลงมือฆ่าเจ้าหมีนั่นได้เล่า? น่าแปลกยิ่งนัก

เทพสงครามปล่อยมือแล้วก็หันไปมองศิษย์รัก

“เจ้าฆ่าเทพหมีขาวไปแล้ว ต่อไปคงเกิดศึกใหญ่กับเผ่าหมีขาวแน่” เทพพฤกษาพูดอย่างตรึกตรอง “หากข้าเป็นคนลงมือฆ่าเจ้าหมีนั่น เรื่องก็จะจบแค่ความแค้นระหว่างเจ้าหมีนั่นกับข้าเท่านั้น แต่นี่เจ้าเป็นคนลงมือ เผ่าหมีขาวต้องยกเอาเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างเผ่าแน่”

“เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าจะต้านศึกนี้ด้วยตัวข้าเอง” เทพสงครามบอกอย่างไม่แยแส

เทพพฤกษาเอื้อมมือไปแตะไหล่ญาติผู้พี่ “เอาเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าอีกแรง ไหนๆ เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นเพราะข้าเป็นต้นเหตุ ข้าไม่มีทางให้เจ้าทำศึกเพียงลำพังแน่”

“ขอบใจ” เทพสงครามมองอย่างซาบซึ้งใจ แล้วก็หันไปมองศิษย์รัก

เทพพฤกษามองดูท่าทีของเทพสงครามแล้วก็แกล้งถามว่า “เจ้ารักเจ้าห้าหรือ?”

เทพสงครามสะดุ้ง! แล้วก็รีบทำหน้าราบเรียบ

เทพพฤกษานั่งข้างเตียง จ้องหน้าญาติผู้พี่เขม็ง “เจ้ารักเจ้าห้าของข้าจริงๆ”

เทพสงครามรีบเบือนหน้าหนี “จะอย่างไรก็ไม่อาจจะเป็นไปได้”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ” เทพพฤกษาแกล้งถาม

“นางมีคู่หมั้นแล้ว” เทพสงครามพูดแววตาเจ็บปวด

“ห๊ะ! นาง…” เทพพฤกษาตกใจ “นี่เจ้ารู้แล้วหรือว่านางเป็นหญิงน่ะ?”

เทพสงครามพยักหน้า “ถึงแม้เวทมายาของเจ้าจะกล้าแข็งจนไม่มีผู้ใดมองออก แต่ทรวดทรงองค์เอวเช่นนี้ไม่ใช่บุรุษแน่ ข้ารู้ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าห้ามาเป็นศิษย์ข้าแล้ว”

“เจ้ารู้แต่แรก แล้วไยจึงปิดไว้จนถึงป่านนี้ล่ะ?”

“ข้าปิดไว้ก็เพราะตำหนักข้ามีแต่บุรุษ แล้วอีกอย่างข้าก็เคยคาดโทษสตรีที่คิดจะปลอมแปลงเป็นชายมาเป็นศิษย์ข้าด้วยว่าจะต้องได้รับโทษหนัก และเพราะเจ้าเป็นญาติข้า ข้าเห็นแก่เจ้าจึงจำต้องปิดเรื่องนี้เอาไว้”

เทพพฤกษาจับหน้าญาติผู้พี่ให้หันมามองตัวเอง พลางจ้องเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย “ขอบใจ เจ้าดีกับข้าเสมอหนิงจ้าน”

นางเหลือบมองไป๋เมาแล้วก็หันกลับมาจ้องตาญาติผู้พี่อีกครั้ง “จำไว้ว่า ถึงนางจะมีคู่หมั้นแล้วก็ถอนหมั้นได้ ข้าไม่ยอมให้นางแต่งกับเจ้าคนเห็นแก่ตัวนั้นเด็ดขาด!”

“ทำไม? องค์ชายเจียวหั่วเลวร้ายมากนักงั้นรึ?” เทพสงครามอยากรู้

“เจียวหั่วน้อยของข้าเกี่ยวอะไรด้วย?” เทพพฤกษางง

“ก็เขาเป็นคู่หมั้นนาง เจ้าก็พูดเองว่าจะไม่ยอมให้เจ้าห้าแต่งงานด้วย เช่นนั้นเขาก็คงเป็นคนเลวมากจริงๆ” เทพสงครามพูดตามที่เข้าใจ

เทพพฤกษาคิดๆ ตามแล้วก็หัวเราะ “ฮ่าๆๆๆๆๆ”

“เจ้าขำอะไร?” เทพสงครามสงสัย

เทพพฤกษารีบทำหน้าขรึม “ไม่มีอะไร”

นางปล่อยมือจากหน้าญาติผู้พี่

“แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไมหรือ? วันนี้ไม่ใช่วันที่เจ้าจะมาเยี่ยมเจ้าห้านี่น่า”

“ข้าแค่เอาขนมกับน้ำผึ้งบุปผาแล้วก็เหล้าบุปผามาให้เจ้าห้าเท่านั้นเอง พรุ่งนี้วันเกิดเจ้าห้าเผอิญว่าข้าต้องไปเก็บบัวหิมะพันปีไม่อาจจะอยู่เลี้ยงฉลองให้เจ้าห้าได้ก็เท่านั้นเอง”

“อ่อ…จริงซิ ข้าเกือบลืมไปแล้วว่าเจ้ามาจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้เจ้าห้าทุกปี”

“งั้นข้าก็ฝากของให้เจ้าห้าด้วย” เทพพฤกษาวาดมือไป ใหเหล้าใหน้ำผึ้งมากมายและขนมสารพัดอย่างก็ปรากฎขึ้นบนโต๊ะเตี้ยจนเต็มโต๊ะ

“ข้าไปล่ะ” แล้วนางก็เสด็จออกไป

เทพสงครามมองตาม เหลือบมองเหล้า ขนม และน้ำผึ้งอย่างไม่สนใจแล้วก็หันไปมองศิษย์รักอย่างเป็นห่วง

ครั้นเทพพฤกษาเสด็จไปแล้ว บรรดาศิษย์ก็กรูกันเข้ามา

“อาจารย์ เจ้าห้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” เสียงถามพร้อมเพรียง

เทพสงครามหันไปมอง “ปลอดภัยแล้ว”

บรรดาศิษย์ถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ…”

“พวกเจ้าเอาของพวกนั้นไปเก็บที เทพพฤกษาให้เป็นของขวัญวันเกิดเจ้าห้าพรุ่งนี้” เทพสงครามสั่ง

“ขอรับ” บรรดาศิษย์รับคำแล้วก็ช่วยกันยกของไปเก็บ

เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ห้องก็เงียบอีกครา

“อา…จารย์…ระวัง…” เสียงแผ่วเบาละเมอออกมา

เทพสงครามรีบขยับเข้าไป “เจ้าห้า”

มือเรียวเล็กปัดป่ายไปมา “อา…จารย์”

เทพสงครามจับมือไว้ไม่ให้ปัดป่าย “ข้าอยู่นี่แล้ว ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้ว”

“ท่านปลอด…ภัย…แล้ว” เสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ย ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มบางๆ แล้วก็หยุดกระสับกระส่าย

ความเจ็บปวดเกาะกุมใจเทพผู้เข้มแข็ง ไม่ต้องการให้นางปกป้องเลยสักนิด ข้าซิควรจะต้องรับทวนนั้นเสียเอง!

เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา

“อาจารย์ ท่านไปพักผ่อนเถอะขอรับ ข้าจะดูแลเจ้าห้าเองขอรับ” ลี่จิ่นอาสา

เทพสงครามมองแล้วก็ค่อยๆ วางมือเรียวเล็กลงอย่างทนุถนอม เขาลุกขึ้นย้ายไปนั่งที่เบาะรองนั่งข้างโต๊ะเตี้ยแทน แม้ว่าอยากจะคอยเฝ้าดูแลศิษย์รักเสียเอง แต่การทำเช่นนั้นจะยิ่งตอกย้ำข่าวลือที่ว่าเขาหลงรักศิษย์คนเล็กแพร่กระจายออกไปมากขึ้น อีกทั้งนางมีคู่หมั้นแล้ว เขาไม่อาจจะทำให้นางเสื่อมเสียเกียรติได้

ลี่จิ่นก้าวเข้าไปดูแล เอื้อมมือแตะหน้าผากวัดไข้ แล้วก็หันไปสั่งศิษย์น้องรองว่า “เจ้าไปต้มโอสถสมานแผลมาถ้วยนึง แล้วก็โอสถบำรุงถ้วยนึง อ่อ…แล้วก็ต้มโจ๊กไว้ด้วยล่ะ”

“ขอรับศิษย์พี่ใหญ่” แล้วศิษย์รองก็หันไปคว้าแขนศิษย์น้องสามและสี่ให้ไปช่วยกันต้มโอสถ

“น้ำ…” เสียงแผ่วเบาละเมอบอก “หิว…น้ำ”

ศิษย์พี่ใหญ่รีบรินน้ำใส่ถ้วย

เทพสงครามรีบลุกเข้าไปช่วยประคอง

ศิษย์พี่ใหญ่ค่อยๆให้ศิษย์น้องดื่มน้ำทีละนิดๆ พอร่างเล็กทำท่าว่าพอแล้วเขาก็วางถ้วยลง

เทพสงครามค่อยๆ ประคองร่างเล็กให้นอนลงตามเดิม จัดแจงห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วก็ลุกไปนั่งตรงที่เดิม

ครึ่งชั่วยามต่อมา ศิษย์รองศิษย์สามและสี่ก็กลับมา “โอสถมาแล้วศิษย์พี่ใหญ่”

เทพสงครามรีบลุกไปค่อยๆ ประคองร่างเล็กขึ้นมา

“เจ้าห้ากินโอสถนะ” เสียงทุ้มบอกอ่อนโยน

ไป๋เมาพยักหน้ารับทั้งๆ ที่ยังสะลืมสะลือ “อืม…”

ศิษย์พี่ใหญ่ค่อยๆ ประคองถ้วยยาป้อนให้ศิษย์น้องจนหมด 2 ถ้วย

เทพสงครามค่อยๆประคองร่างเล็กลงนอนตามเดิม

ศิษย์พี่รีบหยิบผ้าห่มๆ ให้ จากนั้นเขาก็ถอยไปนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง

เทพสงครามขี้เกียจลุกไปลุกมาแล้วจึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม่ลุกไปไหนอีก

ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็ขยับไปหามุมของตัวเองคอยนั่งเฝ้านอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

เช้ามืด ร่างเล็กขยับตัว

เทพสงครามลืมตาขึ้น

ดวงตางามกะพริบปริบๆ จ้องมองใบหน้าอาจารย์อย่างงงๆ “เอ่อ…”

พอหันไปอีกด้านก็เห็นศิษย์พี่ใหญ่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง ส่วนศิษย์พี่คนอื่นๆก็นอนคุดคู้ตามมุมต่างๆ

“เจ้าตื่นแล้ว” เสียงทุ้มพูดราบเรียบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!