Ebook วุ่นรักแดนสวรรค์ เล่ม 6

Chapter 51

อสูรทะเลทราย 1

“เจ้าจะตามหาครอบครัวของไป๋เมาไปทำไม? หรือว่าเจ้าต้องการแก้แค้นที่ไป๋เมาฆ่าดวงวิญญาณพ่อเจ้างั้นรึ?” เทพพฤกษาถามอย่างคาดเดา

“ข้าต้องการรู้ว่าครอบครัวเขาสุขสบายดีหรือไม่? ไป๋เมาตายไปแล้ว ครอบครัวเขาอาจจะกำลังลำบากกันอยู่ก็เป็นได้ ข้าจึงตามหาพวกเขาเพื่อที่จะคอยดูแลพวกเขาแทนไป๋เมา”

“อ่อ…” เทพพฤกษาพยักหน้ารับรู้ “เจ้าไม่แค้นที่ไป๋เมาฆ่าพ่อของเจ้าแล้วหรือ?”

จอมมารส่ายหน้า “ข้าไม่แค้นเขาแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็เป็นสหายของข้า เขาตายไปแล้ว ข้าก็ถือว่าเขาชดใช้ให้ข้าแล้ว”

เขาจ้องเทพพฤกษาด้วยสายตาขอร้อง “ท่านบอกข้าเถอะว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่ใด? ข้ารับปากว่าจะดูแลครอบครัวเขาให้อยู่สุขสบายกันทุกคน”

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกเขามีข้าคอยดูแลอยู่แล้ว”

จอมมารพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นข้าก็เบาใจ แล้วเหตุใดธิดาสิงห์จึงมีหน้าตาเหมือนไป๋เมาราวกับคนๆ เดียวกันเช่นนี้เล่า?”

เทพพฤกษาสะดุ้งในใจ “เหตุผลนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”

นางพูดแล้วดวงตาก็เปลี่ยนเป็นวาววับเอาเรื่อง “เรื่องที่เจ้าลักพานางมาอย่าคิดว่าข้าจะไม่เอาความ”

นางใช้พลังเทพกระแทกใส่จอมมารทันที ฟิ้ว—

จอมมารรีบใช้พลังมารต้านแรงกระแทก แต่ก็ยังกระเด็นไปกระแทกผนัง โคร้ม!

“หากเจ้าสามเป็นอะไรแม้เพียงนิดข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่!” เทพพฤกษาพูดคาดโทษแล้วก็จากไป

จอมมารลุกขึ้นยืนไม่บาดเจ็บเลยสักนิด ดีว่าเขากางพลังมารรับทันไม่เช่นนั้นคงบาดเจ็บหนักแน่ “ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ สมแล้วที่เสด็จพ่อเกรงกลัวนาง หึๆๆๆๆ”

เขานั่งลงครุ่นคิดอย่างตรึกตรอง “ไป๋เมากับธิดาสิงห์ต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่ๆ ไม่เช่นนั้นเทพพฤกษาคงไม่บ่ายเบี่ยงเลี่ยงคำถามข้าเช่นนี้หรอก ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันยังไง?”

แล้วจอมมารก็ออกไปตามหาธิดาสิงห์ด้วยตัวเอง

ทางด้านธิดาสาม เมื่อหนีออกจากตำหนักมารได้แล้วนางก็รีบไปซ่อนตัวในป่า “จอมมารต้องคิดว่าข้าคงมุ่งหน้ากลับแดนสิงห์เป็นแน่ เขาคงส่งทหารออกไปดักทางข้าแน่นอน แต่ข้าจะยังไม่กลับแดนสิงห์ในตอนนี้ ข้าจะรอจนกว่าพลังของข้าจะฟื้นคืนดังเดิมแล้วค่อยกลับแดนสิงห์น่าจะปลอดภัยกว่า”

เมื่อคิดได้แล้วธิดาสามก็หยิบมุกวิญญาณแมวออกมาจากถุงผ้า ใช้มุกวิญญาณแมวแปลงเป็นแมวป่า จากนั้นก็มุ่งหน้าไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศที่จะกลับแดนสิงห์ ซึ่งทิศทางที่นางกำลังไปนั้นจะนำไปสู่แดนมนุษย์

เทพพฤกษาตามหาธิดาสามอย่างร้อนใจด้วยความเป็นห่วง

จอมมารตามหาธิดาสิงห์พร้อมทั้งสั่งทหารให้ดักเส้นทางที่จะกลับสู่แดนสิงห์ไว้ทุกทาง ระหว่างที่กำลังเหาะตามหานั้น พลัน! เขาก็ครุ่นคิดว่า “หากข้าเป็นธิดาสิงห์ข้าคงรีบมุ่งหน้ากลับแดนสิงห์ทันที นางจะต้องพบกับทหารของข้าอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเป็นตัวข้าเองเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ ข้าคงไม่โง่พอที่จะพาตัวเองไปติดกับแน่ ข้าย่อมต้องหลอกล่อศัตรูให้หลงทางแล้วเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดหนีออกจากแดนมารเป็นแน่ จริงซิ…นางย่อมไม่รีบกลับแดนสิงห์เหมือนเช่นที่ข้าคิดหรอก”

แล้วเขาก็รีบวกกลับไปยังทิศทางตรงข้ามแทน

ธิดาสิงห์เดินลัดเลาะไปตามป่าเขา จนกระทั่งถึงลำธารสายหนึ่ง น้ำขุ่นแดงไม่อาจมองเห็นว่าลำธารลึกเท่าใด นางมองไปรอบๆ “ข้าจะข้ามลำธารนี่ยังไงดี?”

นางมองอีกฝั่ง “ระยะทางไม่ไกลมาก ถ้าข้าใช้เวทบุปผาก็น่าจะข้ามพ้น”

แล้วนางก็หยิบถุงใส่กลีบบุปผาออกมา รวบรวมพลังเทพน้อยนิด บังคับกลีบบุปผาให้ลอยรองฝ่าเท้า แล้วเดินข้ามลำธารไป เมื่อข้ามลำธารได้แล้วก็เก็บกลีบบุปผาพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า “เฮ้อ…กว่าพลังข้าจะกลับคืนดังเดิม คงอีกหลายวัน ข้าจะต้องคอยหลบซ่อนดีๆไม่ให้ถูกจับได้อีกเด็ดขาด”

เสียงกระพือปีกดังแว่วมา ธิดาสามรีบก้าวไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ มองที่มาของเสียงแล้วก็เห็นปักษายักษ์ดำสนิทบินผ่านไป บนหลังปักษามีทหารมารนั่งอยู่ เมื่อปักษายักษ์บินไปแล้วนางก็ถอนหายใจ “เฮ้อ…ดีนะว่าหลบทัน”

จากนั้นนางก็รีบลัดเลาะไปตามใต้ต้นไม้ อาศัยต้นไม้ใหญ่บังสายตาจากเหล่าทหารมาร จนกระทั่งพ้นแนวเขตป่า นางมองมองไปรอบๆ อย่างครุ่นคิด “ดูท่าทางข้างหน้าคงเป็นทะเลทราย ไม่มีต้นไม้พอให้หลบได้เลย อากาศก็ร้อนนัก รอให้ค่ำก่อนแล้วค่อยเดินต่อไปดีกว่า”

นางกระโดดขึ้นไปนอนหมอบบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ตัวแล้วก็นอนหลับไป

จอมมารเหาะไปเรื่อยๆ สายตาก็กวาดไปทั่วค้นหาธิดาสิงห์ จนกระทั่งถึงแนวเขตทะเลทราย เขาเหาะลงแนวชายป่า “จนป่านนี้ยังไร้วี่แววอยู่เลย หรือว่านางจะไม่ได้มาทางนี้ จริงซิ ข้างหน้ามีกองทหารของข้าตั้งค่ายอยู่ บางทีทหารกองนั้นอาจจะพอมีเบาะแสของนางบ้างหากนางผ่านมาทางนี้จริงๆ”

แล้วเขาก็เหาะตรงไปยังค่ายทหาร โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เขาตามหาอยู่นั้นนอนหลับอยู่บนต้นไม้ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

เมื่อถึงค่ายทหารกลางทะเลทรายเขาก็เหาะลงไป

ทหารเห็นคนเหาะลงมาอย่างรวดเร็วก็จ้องมองอย่างระวังตัว หันดาบตั้งท่า “นั่นใคร?”

“ข้าเอง” จอมมารบอกแล้วก็รีบเดินไปอย่างร้อนใจ

“ท่านจอมมาร” ทหารรีบกุมมือคารวะ

“เจ้าพบเห็นธิดาสิงห์บ้างหรือไม่?” จอมมารรีบถาม

ทหารงุนงง “ธิดาสิงห์จะมาอยู่แถวนี้ได้อย่างไรพะย่ะค่ะ? ธิดาสิงห์ก็ต้องอยู่แดนสิงห์ซิพะย่ะค่ะ”

“ทหารยังไม่มาแจ้งข่าวอีกรึ? ทหารปักษาน่าจะกระจายข่าวแล้วนี่น่า”

“ทหารปักษาเพิ่งมาถึงเมื่อครู่พะย่ะค่ะ ตอนนี้กำลังคุยกับท่านนายพลอยู่ในกระโจมพะย่ะค่ะ”

จอมมารรีบเดินไปที่กระโจมใหญ่ ผ้าหน้ากระโจมเปิดออกพร้อมกับทหารปักษาและนายพลก้าวออกมาจากกระโจม

“ข้าจะรีบให้ทหารออกลาดตะเวนบริเวณนี้ทันที” นายพลพูดกับทหารปักษา แต่พอเห็นคนพรวดพราดเข้ามาก็ชะงักไป “ท่านจอมมาร!”

นายพลรีบกุมมือคารวะ “เสด็จมาถึงที่นี่เชียวหรือพะย่ะค่ะ?”

ทหารคนอื่นๆ รีบทำกุมมือคารวะตาม

“ข้ากำลังจะสั่งให้ทหารออกลาดตะเวนพะย่ะค่ะ” นายพลรีบกราบทูล

“ดี” จอมมารพยักหน้า

นายพลรีบตะโกนสั่งทหาร “พวกเจ้าทุกคนจงกระจายกำลังออกค้นหาธิดาสิงห์เร็วเข้า นางหนีออกมาจากตำหนักมาร หากใครพบนาง ท่านจอมมารจะตบรางวัลให้อย่างงาม”

“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็แยกย้ายกันออกไปค้นหา

“เชิญท่านข้างในกระโจมเถิดพะย่ะค่ะ แดดร้อนนักพะย่ะค่ะ” นายพลผายมือเชื้อเชิญ

จอมมารพยักหน้า หันไปสั่ทหารปักษาว่า “เจ้าเร่งไปส่งข่าวเถอะ”

“พะย่ะค่ะ” ทหารปักษารับคำสั่งแล้วก็ค้อมตัวเดินไปหาปักษาดำซึ่งยืนรออยู่นอกค่าย

จอมมารก้าวเข้าไปในกระโจมแล้วนั่งที่เก้าอี้ นายพลรีบสั่งทหารหน้ากระโจมว่า “เจ้ารีบเอาเหล้าเอาอาหารมาเร็วเข้า”

“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็รีบเดินไปยังกระโจมโรงครัว

นายพลเดินเข้าไปในกระโจม ยืนค้อมกายอย่างนอบน้อม “ข้าไม่รู้ว่าท่านจะเสด็จมาจึงไม่ได้เตรียมการต้อนรับพะย่ะค่ะ โปรดอภัยให้ข้าด้วยพะย่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องมากพิธีหรอก ได้ยินเจ้าสั่งทหารเมื่อกี้แสดงว่ายังไม่มีใครพบเห็นธิดาสิงห์เลยซินะ”

นายพลพยักหน้า “พะย่ะค่ะ

แล้วก็ถามว่า “ท่านจับธิดาสิงห์มา ไม่กลัวว่าพวกเทพจะยกทัพมาหรือพะย่ะค่ะ?”

“หากข้ากลัว ข้าคงไม่จับนางมาหรอก” จอมมารพูดอย่างโมโหนิดๆ “หากเจ้ากลัวตายก็กลับบ้านไปเสียก็ได้ ข้าจะได้หานายพลคนใหม่มาแทนเจ้า”

“ข้าขออภัยพะย่ะค่ะ” นายพลรีบหมอบกับพื้น “โปรดอย่างทรงกริ้วเลยพะย่ะค่ะ ข้าไม่ได้กลัวตายสักนิดพะย่ะค่ะ เพียงแต่ข้าสงสัยเท่านั้นว่าท่านจับธิดาสิงห์มาเพื่อการใดหรือพะย่ะค่ะ?”

จอมมารทำตาดุ

นายพลรีบหลบตาไม่กล้าถามต่อ

ทหารเปิดผ้าหน้ากระโจมเข้ามา

นายพลลอบถอนหายใจโล่งอกที่ทหารเข้ามาขัดจังหวะเหมือนระฆังช่วยชีวิตอย่างไรอย่างนั้น

ทหารรีบยกอาหารไปวาง แล้วก็ออกไป

นายพลรีบลุกไปรินเหล้าให้ “เหล้าพะย่ะค่ะ”

จอมมารรับเหล้ามาดื่มแล้วก็โบกมือทำท่าว่าพอ “ไม่ต้องแล้ว ข้ายังไม่อยากเมาเสียก่อน”

“พะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้นน้ำชาพะย่ะค่ะ”

จอมมารพยักหน้า นายพลรีบรินน้ำชาให้

“เอาล่ะ เจ้าคอยดูแลทหารให้ดี หากใครพบธิดาสิงห์ข้าจะมีรางวัลให้พวกเจ้าทุกคน” จอมมารพูดแล้วก็ลุกขึ้น

“จะเสด็จไหนหรือพะย่ะค่ะ?”

“ข้าจะออกไปตามหาธิดาสิงห์”

“นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้วพะย่ะค่ะ ข้าว่าท่านควรอยู่ที่นี่ก่อนเถอะพะย่ะค่ะ แถวนี้ตอนกลางคืนอากาศหนาวจัดพะย่ะค่ะ อีกทั้งอสูรทะเลทรายก็กำลังจะออกหากินแล้วพะย่ะค่ะ” นายพลรีบรั้งเอาไว้

จอมมารชะงัก “จริงซิ ข้าลืมเรื่องอสูรทะเลทรายไปเสียสนิท”

นายพลพยักหน้า “ข้อตกลงระหว่างเผ่ามารกับอสูรทะเลทรายที่เคยตกลงกันว่าพวกมันจะไม่ทำร้ายพวกเราหากพวกเราตั้งค่ายในทะเลทราย แต่หากใครเที่ยวเพ่นพ่านออกนอกค่ายในตอนกลางคืนก็ถือว่าเป็นเหยื่อของพวกมัน”

จอมมารพยักหน้า “ใช่ ข้อตกลงตั้งแต่สมัยโบราณ หากเจ้าไม่เตือนข้าก็ลืมไปแล้ว”

“อีกสักพักพวกทหารก็คงจะกลับมาแล้วพะย่ะค่ะ วันนี้ลาดตระเวนไม่ได้มากเพราะกว่าทหารปักษาจะมาแจ้งข่าวก็เกือบเย็นแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้ทหารออกลาดตระเวนแต่เช้าพะย่ะค่ะ หากธิดาสิงห์ผ่านมาทางนี้ต้องเจอตัวแน่พะย่ะค่ะ” นายพลกราบทูลให้คลายกังวล

จอมมารถอยไปนั่ง “ข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะหานางพบโดยเร็ว”

“พวกข้าจะหานางให้พบให้ได้พะย่ะค่ะ” นายพลรับคำหนักแน่น แล้วก็หันไปสั่งทหารว่า “พวกเจ้ารีบไปจัดกระโจมให้จอมมารเร็วเข้า”

“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วก็เดินออกไป

จอมมารเดินออกไปมองดูทิวทัศน์โดยรอบ

ครู่ต่อมาทหารก็เดินมากราบทูลว่า “กระโจมของท่านกางเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ”

จอมมารพยักหน้ารับรู้ “ขอบใจ”

แล้วเขาก็ไปดูกระโจมที่พักสำหรับคืนนี้ เขามองไปรอบๆ อย่างพอใจ จากนั้นก็โบกมือ “พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

“พะย่ะค่ะ” ทหารเดินไปจุดคบไฟรอบๆ ค่ายพัก เพื่อป้องกันไม่ให้อสูรทะเลทรายหลงเข้ามาในค่าย

จอมมารยืนมองดวงตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้า…เจ้าอยู่ที่ไหนธิดาสิงห์? หวังว่าเจ้าคงยังหนีไปได้ไม่ไกลหรอกนะ

ด้านธิดาสิงห์ เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาค่ำแล้ว นางลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆ “ค่ำมืดแล้วรึ?”

นางกระโดดลงจากต้นไม้ แล้วเดินออกไปมองท้องฟ้า มองตำแหน่งดวงดาวหาทิศทาง พอจับทิศทางได้แล้วก็เดินไปตามทิศทางที่ตั้งใจเอาไว้

นางเดินไปเรื่อยๆ ตาก็มองดูดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นระยะๆ เพื่อใช้ดวงดาวนำทาง

พลัน! ผืนทรายใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือน นางชะงักกึก! หยุดเดินทันที แล้วนางก็รีบกระโดดขึ้นไป ทรายใต้ฝ่าเท้านูนขึ้นมาพร้อมกับงับเข้าหากันจนฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย

“แค่กๆ” ธิดาสามไอสองสามที แล้วนางก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนไส้เดือนยักษ์พุ่งออกมาจากผืนทราย นางเกือบจะถูกไส้เดือนยักษ์ตัวนี้กินเข้าไปแล้ว ดีที่นางรีบกระโดดขึ้นได้ทัน ขณะที่นางกำลังจะลอยลงพื้น จู่ๆ ไส้เดือนยักษ์อีกตัวก็พุ่งออกมาจากผืนทราย อ้าปากรอให้นางตกลงไปในปากมัน นางจึงเรียกดาบเขี้ยวสิงห์ออกมา สะบัดดาบทีหนึ่ง ปราณดาบฟันใส่ไส้เดือนยักษ์ตัวนั้น ฉั๊วะ!

“กี๊ดดดดดด—” ไส้เดือนยักษ์ตัวนั้นร้องลั่น ปากขาดฉีกออกไปเป็นสองซีก เลือดสาดกระจาย ร่างบางกำลังจะตกลงไปบนตัวไส้เดือนยักษ์ตัวนั้น พลัน! ผืนทรายรอบๆ ก็นูนขึ้นมาดั่งดอกเห็ด ธิดาสิงห์รู้สึกถึงอันตรายที่เหมือนมีคมดาบจ่อลำคอทำให้นางฝืนใช้พลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ พริบตานั้นเองนางก็เห็นไส้เดือนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจากผืนทรายแล้วกลุ้มรุมกัดกินไส้เดือนตัวที่ถูกฟันเลือดสาด

“กี๊ดดดดดด—” เสียงร้องดังลั่น พริบตาเดียวไส้เดือนตัวนั้นก็ถูกกัดกินจนหมด ธิดาสามมองอย่างสยดสยอง นางเห็นไส้เดือนยักษ์เหล่านั้นยั้วเยี้ยอยู่เต็มไปหมดทำนางขนลุกชันไปทั้งตัว

หลังจากแย่งกันกินหมดแล้วไส้เดือนยักษ์ก็ชูหัวขึ้นมองเหยื่อที่ลอยอยู่กลางอากาศ บางตัวพุ่งขึ้นไปหมายงับเหยื่อตัวจ้อยในคำเดียว ธิดาสามฟันดาบอีกที ปราณดาบฟาดใส่ไส้เดือนยักษ์ตัวที่พุ่งขึ้นมา ไส้เดือนตัวนั้นหุบปากฉับ! ทำให้ปราณดาบฟันถูกผิวหนังอันแข็งแกร่งดั่งหินผา เคร้ง!

เสียงนั้นดังกังวานก้องไปไกล ไกลจนไปถึงค่ายทหารมารที่ตั้งค่ายอยู่กลางผืนทราย ทหารมารหูผึ่งทันที “หือ?”

ธิดาสามเห็นว่าปราณดาบของนางไม่อาจฟันหนังไส้เดือนยักษ์ให้ขาดได้นางจึงจับจุดอ่อนได้ว่าต้องฟันตอนมันอ้าปาก นางร่อนลงไปยืนบนผืนทรายข้างๆ ลำตัวของไส้เดือนยักษ์ตัวหนึ่ง ที่ต้องร่อนลงไปก็เพราะนางเพิ่งฟื้นฟูพลังเทพกลับคืนมาได้น้อยนิดนัก ไม่อาจลอยอยู่กลางอากาศได้นานนัก

ทันทีที่เท้าแตะผืนทราย ไส้เดือนยักษ์ฝูงนั้นก็หันขวับไปมองเหยื่อตัวจ้อยเป็นตาเดียว ธิดาสามตกเป็นเป้าสายตาของพวกมันชั่วอึดใจ พวกมันก็พุ่งลงมาหมายกัดกินในคำเดียว ธิดาสามรีบวิ่งหนีสุดชีวิตทันที ทำให้ไส้เดือนยักษ์เหล่านั้นพุ่งลงมาหัวชนกันโคร้ม!

พวกมันมึนไปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ตัวอื่นๆ ที่อยู่รอบนอกก็จ้องมองเหยื่อตัวจ้อยที่กำลังวิ่งมาทางมัน มันรีบพุ่งเข้าใส่หมายจับกิน

Chapter 52

อสูรทะเลทราย 2

ธิดาสามรีบกระโจนหลบไวอย่างยิ่ง ฝุ่นทรายคละคลุ้งจนทำให้นางไออีกครั้ง “แค่กๆ”

นางหลบพ้นยังไม่ทันไรไส้เดือนยักษ์ตัวอื่นก็พุ่งเข้ามาแล้ว ทำให้นางต้องรีบหลบอย่างไวยิ่งอีกครา พวกมันเห็นนางเป็นเหยื่ออันโอชะที่นานๆ ครั้งจะเจอเสียที ดังนั้นพวกมันจึงไล่ตามไม่ลดละ ธิดาสามวิ่งหลบไปหลบมาทำให้เหล่าไส้เดือนยักษ์พลาดเป้าหลายคราจนพวกมันโมโหแล้ว ฮึ่ม!

ธิดาสามวิ่งหลบไปหลบมา มือก็ฟาดฟันดาบเขี้ยวสิงห์ใส่พวกมันไปด้วย แต่หนังพวกมันแข็งแกร่งยิ่ง เหมือนฟันใส่หินผาไม่มีผิด แต่ดาบเขี้ยวสิงห์นั้นแม้แต่หินผายังเฉือนขาดดั่งเต้าหู้มาแล้ว ย่อมแสดงว่าหนังเจ้าตัวอัปลักษณ์พวกนี้ย่อมแข็งแกร่งกว่าหินผาแน่แท้ เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีจึงจะฆ่าพวกมันได้? จะรอให้มันอ้าปากแล้วฟันใส่ปากพวกมันก็ฉลาดยิ่งนัก พอนางฟันดาบใส่พวกมันก็หุบปากฉับ! เอาหนังแข็งๆ เข้ารับคมดาบ

นางคิดจนหัวหมุนแล้ว แต่คิดอย่างไรก็ไม่อาจฆ่ามันได้เลย เห็นทีมีเพียงวิธีเดียวคือ ล่อให้พวกมันอ้าปาก!

เมื่อคิดๆ แล้วนางก็วางแผนหลอกล่อพวกมัน ทำทีว่าวิ่งจนหมดแรงแล้ว นางแกล้งหอบแฮ่กๆ

เหล่าไส้เดือนยักษ์เห็นเหยื่ออันโอชะเหนื่อยหอบ พวกมันเหล่มองกันชั่วแวบ แล้วรีบพุ่งเข้าไส่เหยื่อชนิดว่า ใครดีใครได้!

ธิดาสามอยากก่นด่ายิ่งนักเพราะแผนการของนางนั้นคือล่อให้พวกมันอ้าปาก แต่ถ้าพวกมันพุ่งมาพร้อมๆ กันเช่นนี้ต่อให้นางฆ่าได้ตัวหนึ่ง ยังไม่ทันฆ่าตัวต่อไปนางคงถูกตัวอื่นงับแล้วกลืนลงท้องไปในคำเดียวแน่แท้

บัดซบ!

ปกติแล้วนางไม่ค่อยด่าหรอกนะ แต่สถานการณ์เช่นนี้ทำนางเหลืออดจริงๆ

“เจ้าไส้เดือนพวกนี้ช่างทนทายาดเสียจริง!” นางบ่นแล้วก็วิ่งหลบไปอีกครั้ง

ทำให้ฝูงไส้เดือนที่พุ่งเข้าใส่ พลาดเป้าอีกครา พวกมันพุ่งชนกันเสียงดังโครมคราม

เสียงนี้ดังไปไกล ดังไปจนถึงค่ายทหารมาร

“หือ?” เหล่าทหารมารหูผึ่งขึ้นมาทันทีทันใด

“เกิดอะไรขึ้น?” ทหารมารคนหนึ่งถามลอยๆ ขึ้นมา ชะเง้อมองออกไปในความมืดมิดเบื้องนอก

ทหารอีกคนส่ายหน้า

“หรือว่าจะมีใครหลงอยู่ข้างนอก กลับมาไม่ทัน!” ทหารคนหนึ่งคาดเดา

ทำให้ทหารคนอื่นๆ เบิกตาโต ครู่ใหญ่พวกเขาก็ทำหน้าคล้ายจะไว้อาลัยให้คนโชคร้ายผู้นั้น

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงถามดังขึ้นเบื้องหลัง

พวกทหารหันไปมอง ก็เห็นจอมมารเดินมา

“ท่านจอมมาร”

“เกิดอะไรขึ้น?” จอมมารถามอีกครั้ง

ทหารยังไม่ทันตอบ ขุนพลเดินออกมาดูก็ตอบแทนพวกทหารว่า “คงมีใครกลับมาไม่ทันกระมังพะย่ะค่ะ”

จอมมารหันไปมองขุนพลครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองทิศทางที่ได้ยินเสียงแว่วมา

“ไม่ถูกซิ?” รองขุนพลพูดขึ้นมา

ทุกคนหันไปมองรองขุนพลเป็นตาเดียว

รองขุนพลจึงพูดว่า “ข้าตรวจแล้วเมื่อหัวค่ำ ทุกคนกลับมากันหมดแล้ว พวกเราล้วนอยู่กันครบ แล้วใครกันที่อยู่ด้านนอกนั่น?”

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนคิดตาม เช่นนั้นเป็นใครที่อยู่ด้านนอก?

ทุกคนสงสัยใคร่รู้ แต่ถ้าจะให้พวกเขาออกไปดูให้หายสงสัยพวกเขาก็ไม่ไปหรอกนะ ก็อสูรทะเลทรายได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในทะเลทรายแห่งนี้ พวกมันมีมากนับล้านๆ ตัว กลางวันอาศัยอยู่ใต้ผืนทราย กลางคืนจึงจะออกล่าเหยื่อ หากไม่ใช่เพราะว่ารอบค่ายกางเขตเวทป้องกันพวกมันไว้ คงถูกพวกมันบุกเข้ามาจับกินไปแล้ว

ซึ่งเวทนี้ได้มาตอนที่จอมมารรุ่นก่อนๆ ได้ทำข้อตกลงกับเจ้าเผ่าอสูรทะเลทราย ทำให้ทหารสามารถตั้งค่ายในเขตทะเลทรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะเวทป้องกันนี้ลำพังแค่จุดคบเพลิงไหนเลยจะป้องกันอสูรทะเลทรายได้เล่า คบเพลิงก็เป็นแค่สิ่งที่เอาไว้ส่องแสงรอบค่ายเท่านั้น อีกทั้งทำให้พวกอสูรทะเลทรายรู้ว่าตรงจุดนี้มีค่ายทหารอยู่ พวกมันจะได้ไม่พุ่งเข้ามาชนเวทป้องกัน

“ถ้าพวกเราอยู่กันครบ แล้วเป็นผู้ใดที่อยู่ที่นั่น?” จอมมารถามขึ้นมา

รองขุนพลส่ายหน้าอย่างจนปัญญาจะตอบได้

คนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญาเช่นกัน

จอมมารจึงก้าวเท้าไป

รองขุนพลรีบห้าม “อย่าพะย่ะค่ะ”

จอมมารชะงักเท้า หันไปมองรองขุนพล

“พวกอสูรทะเลทรายมีมากนัก นับล้านได้กระมังพะย่ะค่ะ ท่านออกไปก็จะถูกพวกมันไล่ล่าจนแม้แต่เวลาจะหายใจหายคอยังไม่มี” ขุนพลกล่าวแทนรองขุนพล

รองขุนพลรีบพยักหน้า “ใช่ๆ พะย่ะค่ะ”

“ใช่พะย่ะค่ะ อย่าออกไปเลยพะย่ะค่ะ ข้าก็เคยเกือบจะถูกพวกมันกินไปแล้วครั้งหนึ่ง ดีที่วิ่งเข้าค่ายได้ทัน ไม่เช่นนั้นข้าก็คงถูกพวกมันกินไปแล้วพะย่ะค่ะ” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นมา สีหน้าสยดสยองยิ่ง เขายังจำเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นได้ดี จำได้แม่นยำจนเรียกว่าจำฝังใจเลยทีเดียว

“รอให้แดดออกก่อนค่อยเสด็จไปดูเถอะพะย่ะค่ะ” ขุนพลบอก

จอมมารจึงยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะออกไปดูให้หายสงสัย

ธิดาสามวิ่งหลบไปหลบมา นางเริ่มจะเหนื่อยจริงๆ แล้ว

จังหวะหนึ่งที่กระโจนลอยตัวขึ้น นางมองไปรอบๆ ครั้งหนึ่ง เมื่อมองรอบแล้วนางยิ่งขนลุกชันอย่างขยะแขยงยิ่ง ก็พวกไส้เดือนยักษ์เหล่านี้ มันออกมายั้วเยี้ยเต็มไปหมด มองไปทางใดก็เห็นแต่พวกมันดำทะมึนเต็มพรึดไปหมด

ธิดาสามคิดจนหัวหมุนแล้ว จะทำอย่างไรดี? ขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไปนางได้ถูกพวกมันกลืนลงท้องแน่

นี่เรียกว่า ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ ใช่ไหม? นางกลัวนางเกลียดกิ้งกือ เจ้าตัวพวกนี้ก็มีรูปร่างคล้ายกิ้งกือยิ่งนัก ขนนางลุกชันแล้วลุกชันอีก

แต่ไม่ว่าจะวิ่งหลบไปทางใดก็เจอพวกมันล้อมรอบไปหมด ล้อมจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้นางยืนแล้ว

เมื่อนางกระโดดหลบพวกมันอีกครั้ง ที่ว่างน้อยนิดที่เดียวที่เหลืออยู่ก็ถูกลำตัวใหญ่โตของพวกมันยึดครองไปแล้ว

เมื่อไร้ที่ให้ยืน นางจึงลอยลงไปยืนบนลำตัวของพวกมันตัวหนึ่ง

“อี๊—”

ความรู้สึกใต้ฝ่าเท่าที่สัมผัสผิวหนังของมันช่างน่าขยะแขยงเป็นที่สุด ทำนางขนลุกเกรียวไปทั้งตัว

ยังไม่ทันจะคิดอะไร พวกมันก็พุ่งเข้ามาแล้ว นางจึงต้องกระโดดหลบอีกครั้ง

โคร้ม!

เมื่อนางหลบ พวกไส้เดือนจึงชนกันเองอีกครา

พวกไส้เดือนชนกันเอง ทำให้พวกมันโมโหแล้วกัดกันเอง พวกมันส่งเสียงกี๊ดๆ ใส่กันแล้วพุ่งกัดกันไปกัดกันมา

ธิดาสามไม่ทันมองพวกมันดีๆ ก็ต้องรีบกระโจนหลบอีกครั้งเมื่อไส้เดือนตัวอื่นๆ พุ่งมาหานาง นางฟันดาบใส่พวกมันทีหนึ่ง ฟิ้ว—

เคร้ง! ปราณดาบกระทบผิวหนังแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจฟันให้ขาดได้

นางกระโจนหลบไปเหยียบบนศีรษะไส้เดือนอีกตัว

ไส้เดือนตัวนั้นเหลือบมองขึ้นแล้วสะบัดศีรษะขึ้นหมายจะให้เหยื่อตัวจ้อยกระเด็นลอยขึ้นแล้วตกลงใส่ปากมัน

ธิดาสามจึงกระโจนขึ้นไป พุ่งไปหาไส้เดือนอีกตัว

ไส้เดือนตัวนั้นเห็นเหยื่อตัวจ้อยพุ่งมา มันจึงยืดคอรอท่า แต่พอเห็นเหยื่อตัวจ้อยสะบัดดาบฟันมา ฟิ้ว—

มันจึงรีบหุบปาก ก้มศีรษะลงนิดใช้ศีรษะรับปราณดาบ เคร้ง!

ธิดาสามกระโจนเลยศีรษะมันไป ลอยลงบนลำตัวมัน นางยังไม่ทันได้หยุดพักหายใจก็ต้องกระโจนหนีอีกแล้ว

ไส้เดือนยักษ์ตัวอื่นๆ พุ่งเข้าใส่อย่างไวยิ่ง พวกมันมีมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้พวกมันพุ่งชนกันเองเมื่อเหยื่อตัวจ้อยกระโจนหลบไป

พวกมันโมโหยิ่งที่เหยื่อคราวนี้ช่างว่องไวนัก! ทำให้พวกมันชูส่วนหัวขึ้นมองหน้ามองตากันเอง พวกมันส่งเสียงกี๊ดๆ คล้ายจะพูดคุยกัน เสียงของพวกมันดังกังวานก้องออกไป ดังลอยไปจนถึงค่ายทหารมาร

ทำให้ทหารมารหูผึ่ง “หือ?”

ขุนพลกับรองขุนพลมองหน้ากันเอง

“ข้าไม่เคยได้ยินเสียงพวกมันร้องเช่นนี้เลยสักครั้ง” ขุนพลพูดอย่างสงสัย

“นั่นซิ ข้าก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน” รองขุนพลพยักเพยิด

“เหตุใดพวกมันจึงส่งเสียงเช่นนั้น?” จอมมารถามขึ้นมา เขาหันไปมองขุนพล

ขุนพลส่ายหน้า “ไม่ทราบพะย่ะค่ะ”

“ข้าก็ไม่ทราบพะย่ะค่ะ” รองขุนพลส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

“นับตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่เป็นร้อยปีแล้วก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงพวกมันร้องเช่นนี้เลยพะย่ะค่ะ” ขุนพลพูดขึ้นมา

จอมมารมองทั้งสองแล้วหันไปมองความมืดมิดเบื้องนอก เขาอยากออกไปดูให้หายสงสัยนัก แต่ติดขัดที่ว่าอสูรทะเลทรายมีมากเกินไป หากออกไป เขาคงถูกพวกมันไล่ล่าจนได้เหนื่อยตายก่อน พวกมันหนังหนา แข็งแกร่งยิ่ง ฟังแทงไม่เข้า อีกทั้งพวกมันก็ว่องไวยิ่ง เจอพวกมันตัวสองตัวยังพอหลบหลีกได้ทัน แต่ถ้าเจอพวกมันเป็นฝูงๆ ก็ยากที่จะหลบหลีกพ้น ได้ถูกพวกมันไล่ล่าจนเหนื่อยตาย สุดท้ายก็จะตกเป็นอาหารของพวกมันจนได้

เขาไม่รู้ว่าเป็นทหารคนไหนที่ยังหลงอยู่ที่นั่น แต่รองแม่ทัพก็บอกแล้วว่าคนอยู่ครบ ในเมื่อเป็นความโชคร้ายของคนๆ นั้นเขาก็ไม่อาจช่วยได้จริงๆ

เขาเคยเจอฝูงอสูรทะเลทรายครั้งหนึ่งเมื่อตอนยังเด็ก เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วดีที่เสด็จพ่อตามมาช่วยไว้ได้ทัน ทำให้เขารอดชีวิตมาได้

ตอนนั้นเป็นเขาถูกหลอกมากลางทะเลทรายแห่งนี้ ซึ่งครั้งนั้นเป็นแผนการของพระสนม มารดาของน้องรอง ครั้นเสด็จพ่อสืบสาวเรื่องราวก็ไม่อาจสืบไปถึงตัวพระสนมได้เพราะนางกำนัลกับทหารที่หลอกเขามาก็ถูกฆ่าปิดปากไปเสียก่อน อีกทั้งสองคนนั้นก็เป็นแค่นางกำนัลกับทหารปลายแถว หาได้มีความใกล้ชิดกับพระสนมไม่ เรื่องราวคราวนั้นจึงไม่อาจหาตัวผู้บงการออกมาได้

เมื่อคิดถึงเรื่องในคราวนั้น จอมมารก็กำมือแน่น เป็นเพราะเรื่องราวในคราวนั้นทำให้เขากลัวไส้เดือนจนฝังใจ แต่เขาก็ปิดบังเอาไว้ ยามเห็นไส้เดือนทีไรก็มักจะทำให้เขาระลึกถึงเหตุการณ์น่ากลัวคราวนั้นอยู่ร่ำไป

“เหมือนพวกมันกำลังโกรธ” ขุนพลคาดเดาจากเสียงที่ได้ยิน

“เป็นใครกัน? กล้ายุแหย่พวกมัน” รองขุนพลพูดอย่างอยากรู้ยิ่ง แต่ถ้าจะให้เขาออกไปดู เขาก็ไม่กล้าออกไปหรอกนะ บรื๊อ!

พวกเขาได้แต่ยืนฟังเสียงอยู่อย่างนั้น

อสูรทะเลทรายส่งเสียงร้องแล้วหันไปมองเหยื่อตัวจ้อยเป็นตาเดียวทำให้ธิดาสามยิ่งรู้สึกขนลุกเกรียวยิ่งกว่าเดิม

แล้วพวกมันก็พุ่งโจมตีพร้อมกัน ธิดาสามอยากจะกระโจนหลบแต่มองทางใดก็ไม่เห็นช่องทางพอให้หนีได้เลย

หรือว่าข้าจะต้องมาตายอยู่ตรงนี้?

นางมองไปรอบๆ หาทางหนี แต่พวกมันร่วมมือกันพุ่งเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงยิ่ง ราวกับทหารที่ถูกฝึกมาให้ล้อมศัตรูอย่างไรอย่างนั้น ไร้ช่องโหว่ให้นางหนีไปได้แล้ว ต่อให้แมลงวันสักตัวยังยากที่จะบินหนีได้เลย

ขณะที่นางกำลังสิ้นหวัง นางขยับตัว พลัน! ขวดหยกก็หลุดออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ขวดหยกตกลงกระแทกบนลำตัวอสูรทะเลทรายที่อยู่ใต้เท้า

เพล้ง! ขวดหยกแตก ทำให้น้ำที่อยู่ในขวดกระจายออกมา ทันใดนั้นเองอสูรทะเลทรายที่อยู่ใต้เท้าพลันกรีดร้องลั่น “กี๊ดดดดดด—”

ร่างใหญ่โตพลิกม้วนทันใด

ธิดาสามกระโดดสูงเพียงนิด ไม่อาจกระโดดสูงได้มากกว่านี้ไม่เช่นนั้นนางจะถูกอสูรทะเลทรายตัวอื่นงับเข้าปากไป นางกระโดดอยู่บนตัวอสูรทะเลทรายตัวนั้น กระโดดไปกระโดดมาราวกับเป็นหมัดตัวหนึ่งบนตัวมัน

อสูรทะเลทรายตัวนั้นกรีดร้องดิ้นปัดๆ ไปมาแล้วรีบมุดทรายลงไปทันที

ธิดาสามเกือบจะถูกมันลากลงไปในผืนทรายด้วยแล้ว โชคดีที่นางหลบได้ทัน อาศัยจังหวะที่มันกำลังมุดตัวลงไปจนฝุ่นทรายคละคลุ้งทำให้อสูรทะเลทรายตัวอื่นๆ ถูกฝุ่นทรายบังตา

ธิดาสามจึงฉวยจังหวะนั้นกระโจนพุ่งสูงขึ้นไปยืนบนศีรษะอสูรทะเลทรายตัวหนึ่งที่ชูคอทึ่มทื่ออยู่อย่างมึนงง

ดูเหมือนเจ้าไส้เดือนยักษ์นี่จะกลัวน้ำ? ธิดาสามคิดๆ แล้วเอาขวดหยกอีกใบออกมาจากถุงผ้า

นางลองเอาน้ำเทลงใส่ศีรษะใหญ่โตใต้ฝ่าเท้า ซ่า!

เมื่อน้ำถูกศีรษะใหญ่โต อสูรทะเลทรายใต้ฝ่าเท้าก็กรีดร้องลั่น “กี๊ดดดดดด—”

อสูรทะเลทรายกรีดร้องแล้วดิ้นปัดๆ จากนั้นก็รีบมุดลงใต้ทรายทันที

ธิดาสามรีบกระโจนไปหาอสูรทะเลทรายตัวอื่นก่อนที่ตัวนางจะถูกเจ้าอสูรทะเลทรายตัวนั้นลากลงไปในผืนทรายด้วย

“อ่อ ที่แท้มันก็กลัวน้ำนี่เอง” ธิดาสามมองพวกมัน

อสูรทะเลทรายที่ถูกเหยื่อตัวจ้อยเหยียบอยู่บนศีรษะ มันเหลือบมองเหยื่อ

ธิดาสามก้มลงมองมัน ทำท่าจะเทน้ำใส่ศีรษะมัน ทำให้อสูรทะเลทรายตัวนั้นตาเหลือกหวาดผวา มันรีบมุดทรายหนีทันที

ก่อนหนีมันส่งเสียงร้องกี๊ดๆ คล้ายกับจะบอกพวกพ้องว่าเหยื่อตัวจ้อยมีน้ำที่พวกมันหวาดกลัว รีบหนีเร็ว!

ธิดาสามรีบลอยตัวสูงขึ้น คราวนี้นางเห็นเหล่าอสูรทะเลทรายมุดทรายลงไปจนฝุ่นทรายคละคลุ้ง ฝุ่นตลบจนทำให้นางไอแคกๆ

หลายอึดใจต่อมา ผืนทรายที่เคยมีอสูรทะเลทรายยั้วเยี้ยก็ไม่เหลืออสูรทะเลทรายให้เห็นสักตัว ฝุ่นทรายยังคงคละคลุ้งไปทั่ว

Chapter 53

อสูรทะเลทราย 3

ธิดาสามฝืนลอยตัวอยู่กลางอากาศจนฝุ่นทรายจางหายไป นางจึงลอยตัวลงยืนบนผืนทราย

ความรู้สึกใต้ฝ่าเท้ายังรู้สึกได้ว่าพวกมันยังคงอยู่ใต้ผืนทราย นางก้มมองแล้วก็พบดวงตาคู่หนึ่งผุดออกมาจากทราย

ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนาง นางจ้องมองมัน ขยับเท้าเคาะๆ ผืนทรายสองสามที นางจ้องมันคล้ายกับจะถามว่า ยังอยากสู้กับข้ารึ?

นางเอียงขวดหยกทำท่าจะราดน้ำลงไป ดวงตาคู่นั้นเบิกตาโตอย่างหวาดผวา ไม่! อย่านะ!

แล้วรีบผลุบลงไปใต้ผืนทรายทันที ผืนทรายสั่นสะเทือนราวเกิดแผ่นดินไหวคึกๆ ฝุ่นทรายฟุ้งอีกครา ธิดาสามรีบยกแขนเสื้อขึ้นบังหน้า ดวงตากวาดมองไปรอบๆ ความรู้สึกใต้ฝ่าเท้าบ่งบอกว่าพวกมันหนีห่างไปไม่ไกลนัก คล้ายกับว่าพวกมันยังคงดักรอจู่โจมนางทีเผลอ

“ยังอีก! อยากถูกน้ำราดกันนักใช่ไหม?” นางเข่นเขี้ยวพูดออกมาเสียงดังกังวาน

ผืนทรายสั่นสะเทือนคึกๆ อีกครา คราวนี้ความรู้สึกใต้ฝ่าเท้าจางลงไปมากทีเดียว คาดว่าพวกมันคงถอยห่างไปไกลอีกนิด

“หึ!” ธิดาสามแค่นเสียงเยาะ หากพวกมันบุกเข้ามาอีกนางจะเอาน้ำราดพวกมันให้ชักดิ้นชักงอเชียว อีกทั้งนางมีน้ำในขวดหยกมากพอที่จะราดพวกมันสักครึ่งฝูงได้กระมัง ปริมาณน้ำมีมากขนาดไหนนะหรือ ก็น่าจะประมาณเท่าลำธารเล็กๆ สายหนึ่งกระมัง แล้วนางมีขวดหยกอยู่ในถุงผ้านับสิบใบได้ ดังนั้นต่อให้นางต้องเดินอยู่กลางทะเลทรายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดน้ำตาย

เมื่อพวกมันหนีไปนางจึงเงยหน้ามองดวงดาวแล้วออกเดินทางต่อ ต้องรีบเดินทางออกจากทะเลทรายแห่งนี้ให้ไวที่สุด อีกทั้งแสงแดดตอนกลางวันก็ร้อนเกินกว่าที่นางจะทนไหว ดังนั้นนางจึงมีเวลาเดินทางแค่ช่วงกลางคืนเท่านั้น ตอนกลางวันก็ค่อยหาที่นอนพักเอาแรงดีกว่า

นางวางแผนคร่าวๆ ในใจแล้วจึงก้าวเดินไป

พวกอสูรทะเลทรายค่อยๆ โผล่ลูกตาออกมาจากผืนทราย มองดูเหยื่อตัวจ้อยเดินไปอย่างไม่ยินยอม ดังนั้นพวกมันจึงแอบตามเหยื่อตัวจ้อยไป จ้องหาโอกาสจับกินให้ได้ ก็นานๆ ทีถึงจะมีเหยื่อมาให้พวกมันล่านี่นา ดังนั้นพวกมันจะยอมปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้อย่างไร ไม่ยอม! อย่างไรก็ไม่ยอม!

ธิดาสามเดินไปเรื่อยๆ ตามองดวงดาวนำทางไปด้วย

เหล่าอสูรทะเลทรายก็เคลื่อนตัวอยู่ใต้ผืนทรายตามเหยื่อไปห่างๆ จ้องหาโอกาสจับกินอย่างไม่ลดละ

จนกระทั่งแสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้า เหล่าอสูรทะเลทรายก็มุดทรายลงไปลึกยิ่งกว่าเดิม พวกมันไม่ชอบแสงแดดเพราะแสงแดดทำให้ดวงตาพวกมันพร่ามัว อีกทั้งพวกมันกลัวน้ำเพราะน้ำทำให้ผิวหนังพวกมันแสบร้อนดั่งถูกไฟแผดเผา

ธิดาสามเดินไปเรื่อยๆ นางยังไม่รีบหาที่หยุดพัก เพราะแสงแดดยังไม่ร้อนเท่าไหร่ ยังพอมีเวลาให้นางเดินต่อไปอีกนิด อีกทั้งดูเหมือนว่านางจับการเคลื่อนไหวของพวกไส้เดือนยักษ์เหล่านั้นไม่ได้แล้ว คล้ายกับว่าพวกมันหายไปจากระยะสัมผัสของนาง

จนกระทั่งแสงแดดเริ่มร้อนเกินไปนางจึงมองหาที่หยุดพัก นางเจอโพรงใต้ชะง่อนหินจึงเลือกที่นั่นเป็นที่หยุดพัก

นางนั่งลงเอาผลไม้ออกมากิน ครั้นกินอิ่มก็ดื่มน้ำจากสระมรกตเข้าไปจนอิ่ม จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน

จอมมารรอจนเช้าแล้วจึงออกจากค่ายพร้อมกับขุนพลและทหารบางส่วน พวกเขารีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงดังเมื่อคืนนี้

จนกระทั่งไปถึงบริเวณหนึ่ง พวกเขาเห็นสีแดงคล้ำบนผืนทรายแตกต่างจากบริเวณอื่น ทหารรีบวิ่งไปดูทันที

“ท่านขุนพล เลือดขอรับ” ทหารคนหนึ่งตะโกนบอก

คนอื่นรีบพุ่งไปดูทันที พวกเขาหยุดยืนบนผืนทรายที่มีสีแดง

ขุนพลก้มลงไป ใช้นิ้วเขี่ยๆ ทรายสีแดงดู เป็นเลือดย้อมทรายจนกลายเป็นสีแดงคล้ำๆ

จอมมารก็ก้มลงไปใช้นิ้วเขี่ยทรายไปมา เป็นเลือดสาดย้อมผืนทราย

“นี่เป็นเลือดของอสูรทะเลทราย” ขุนพลพูดขึ้นมา เขายืดตัวขึ้นแล้วมองดูร่องรอยรอบๆ

จอมมารฟังการวิเคราะห์ของขุนพลอย่างไม่โต้แย้ง เพราะขุนพลอยู่ที่นี่มาร้อยปีแล้วย่อมมีความชำนาญพื้นที่มากกว่าใครๆ

“ข้าว่าเจ้าคนเคราะห์ร้ายผู้นั้นคงฟันอสูรทะเลทรายได้ แต่ตัวเขาก็คงไม่รอดแล้วกระมัง ป่านนี้คงกำลังถูกย่อยสลายอยู่ในท้องอสูรแน่พะย่ะค่ะ” ขุนพลพูดแล้วมองไปรอบๆ อีกครา ด้วยความที่มีลมพัดอยู่ตลอดเวลาทำให้ผืนทรายเปลี่ยนแปลงทุกเวลา ร่องรอยต่างๆ จึงถูกทรายกลบหายไป หลงเหลือร่องรอยอยู่เท่าที่เห็นเท่านั้น

จอมมารพยักหน้าคล้อยตาม เขามองไปรอบๆ แล้วสั่งว่า “เช่นนั้นก็ออกตามหาธิดาสิงห์เถอะ”

“พะย่ะค่ะ” ขุนพลรับคำสั่งแล้วหันไปสั่งพวกทหารอีกที “พวกเจ้าแบ่งกลุ่มแยกย้ายกันไปค้นหาให้ทั่ว จำไว้ว่าให้รีบกลับค่ายก่อนค่ำ”

“ขอรับ” ทหารรับคำสั่งแล้วรีบแบ่งกลุ่มแยกย้ายไปทันที

ขุนพลกุมมือแล้วพูดว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวไปตามหาธิดาสิงห์ก่อนพะย่ะค่ะ”

“อืม” จอมมารพยักหน้า

ขุนพลจึงพาทหารอีกกลุ่มแยกย้ายจากไป

จอมมารมองตามแล้วแยกไปอีกทางหนึ่ง เขาเหาะไปอย่างไร้จุดหมาย สายตากวาดไปทั่วๆ ผืนทรายราวกับจะไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดลอดจากสายตาไปได้

ธิดาสามหลับอยู่ในโพรงอย่างไม่รู้ตัวเลยว่าทหารมารเข้ามาใกล้มากแล้ว นางหลับสนิทยิ่ง ด้วยเพราะเมื่อคืนนางสู้กับฝูงอสูรทะเลทรายค่อนคืน อีกทั้งยังเดินทางจนสายจึงได้หยุดพัก

ทหารมารช่วยกันมองหาไปเรื่อยๆ พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าใต้เท้าพวกเขามีโพรงๆ หนึ่ง พวกเขามองทอดสายตาไปไกล ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ จึงพากันเดินจากไป

“เฮ้อ ตามหาคนๆ หนึ่งกลางทะเลทราย นี่ดั่งงมเข็มในมหาสมุทรชัดๆ” ทหารคนหนึ่งบ่นขึ้นมา

“หาต่อไปเถอะ คำสั่งของท่านจอมมารใครเล่าจะกล้าขัดขืน อีกทั้งก็แค่หาคน ท่านไม่ได้สั่งให้พวกเราไปรบราฆ่าฟันใครเสียหน่อย เจ้าจะบ่นทำไม” ทหารอีกคนพูดขึ้นมา

“ใช่ๆ ท่านจอมมารดูแลพวกเราดีมากนับตั้งแต่ท่านขึ้นครองบัลลังก์ แค่หาคนๆ หนึ่งให้ท่านแค่นี้ก็หาๆ ไปเถอะน่า” ทหารอีกคนพูด

“ข้าก็ไม่ได้คิดจะขัดขืนเสียหน่อย ก็แค่ทะเลทรายมันกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะหาคนๆ หนึ่งให้เจอได้อย่างไร” ทหารคนแรกรีบอธิบาย

“หาไปเถอะน่า” ทหารคนที่สองพูด

จากนั้นพวกเขาก็เดินมองหาไปเรื่อยๆ พลัน! ทหารคนที่สามก็เตือนว่า “นี่ๆ อย่าลืมเผื่อเวลาตอนขากลับด้วยนะ ข้ายังไม่อยากลงไปอยู่ในท้องอสูรหรอกนะ”

ทหารคนอื่นๆ รีบพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขามองหน้ามองตากันเองอย่างรู้สึกขนลุกชันเมื่อคิดถึงอสูรทะเลทราย จากนั้นพวกเขาก็รีบเดินหาคน

เสียงพูดคุยกันดังแว่วมาทำให้ธิดาสามสะดุ้งตื่น นางหูผึ่งตามสัญชาตญาณ “หือ?”

นางนอนฟังเสียงแว่วมานั้นจับใจความได้ว่าคนพวกนี้กำลังตามหาคนให้จอมมาร และคนๆ นั้นย่อมไม่อาจเป็นคนอื่นได้นอกจากนาง นางค่อยๆ ขยับตัวอย่างไร้เสียง โผล่หน้าออกไปนอกโพรง หูก็ฟังเสียงไปด้วย

นางรู้สึกว่าคนพวกนั้นเดินห่างจากนางไปไกลขึ้นเรื่อยๆ นางจึงค่อยๆ โผล่ออกจากโพรงเล็กๆ มองไปทางคนพวกนั้น นางมองไม่เห็นพวกเขาเพราะพวกเขาอยู่บนเนินทราย ส่วนนางอยู่ตีนเนินทราย

นางค่อยๆ ไต่ขึ้นไปบนเนินทราย ชะเง้อมองออกไป แล้วก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองหาคน ซึ่งคนๆ นั้นก็คือนาง

พวกเขาคงเป็นมารระดับปลายแถว พลังมารต่ำต้อย ประสาทสัมผัสปกติจึงไม่อาจรับรู้ถึงตัวตนนางที่อยู่ห่างจากพวกเขาได้

นางมองพวกเขาแล้วค่อยๆ ไต่กลับลงไปที่โพรง นางมุดเข้าไปในโพรงแล้วครุ่นคิด ถ้าจะออกเดินทางตอนนี้นางคงเจอพวกทหารที่กำลังตามล่าตัวนางอยู่แน่นอน ดังนั้นนางรอให้มืดค่ำก่อนดีกว่าแล้วค่อยออกเดินทาง เพราะความมืดจะช่วยอำพรางนางทำให้คนพวกนั้นมองเห็นไม่ชัด นางย่อมปลอดภัยมากขึ้น

เมื่อคิดได้แล้วนางก็เอาผลไม้ออกมาจากถุงผ้า ค่อยๆ กัดกินทีละคำ…ทีละคำ กระทั่งกินหมดแล้วนางก็ดื่มน้ำจากสระมรกตอีกหลายอึก พลังเทพเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับกองทัพมารหรอกนะ

หลังจากกินอิ่มแล้วนางก็นอนหลับพักผ่อนต่อ แดดข้างนอกยังร้อนแรงมาก แต่ในโพรงไม่ร้อนมากนักทำให้นางหลับได้สบาย

ทหารมารแยกย้ายกันตามหาคน แต่จนบ่ายคล้อยแล้วนอกจากแมงป่องและตะขาบ พวกเขาก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นเลย

“รีบกลับค่ายเถอะ เดี๋ยวกลับไปไม่ทันจะกลายเป็นอาหารอสูรนะ” ทหารคนหนึ่งชวน เพราะบ่ายคล้อยเต็มที

“อืมๆ” ทหารคนอื่นเห็นด้วย

จากนั้นพวกเขาก็หันหลังกลับไปตามทางเดิม

เนินทรายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทางเพราะพวกเขามีกระจกนำทาง

กระจกนี้เชื่อมโยงกับเวทป้องกันของค่าย ต่อให้พวกเขาอยู่ที่ใดก็สามารถกลับค่ายถูก ขอเพียงไม่ทำกระจกหายก็พอ

แต่หากทำกระจกหาย พวกเขาก็จะหลงอยู่ในทะเลทราย ยากจะหาทางกลับค่ายได้ ดังนั้นพวกเขาจึงรักษากระจกเท่าชีวิตเลยทีเดียว

จอมมารออกค้นหาธิดาสิงห์ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งบ่ายจวนเย็น เขาจึงรีบหาที่หยุดพัก เขาไม่คิดจะกลับไปที่ค่ายอีก เพราะเขาตั้งใจว่าจะไปข้างหน้าจนถึงชายแดน หากถึงชายแดนแล้วยังไม่ได้ข่าวธิดาสิงห์เขาก็จะไปตามหานางทางอื่นต่อไป

เขาเจอที่พักเหมาะๆ ที่หนึ่ง เป็นเนินหินขรุขระ ซึ่งเนินเช่นนี้มีกระจายอยู่ทั่วไปในทะเลทราย เนินหินเหล่านี้อสูรทะเลทรายไม่ค่อยย่างกรายเข้าใกล้เพราะอาจทำให้พวกมันติดอยู่ตามซอกหินได้ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเต็มสิบส่วน เพราะบางครั้งอาจจะมีอสูรทะเลทรายบางตัวขึ้นมาบนเนินก็ได้

เขาเลือกนั่งอยู่ใต้ชะง่อนหินแห่งหนึ่ง เมื่อนั่งลงแล้วเขาก็เอาน้ำออกมาดื่ม สายตามองออกไปเบื้องนอกอย่างไร้จุดหมาย

จวบจนเย็นค่ำ ฟ้ามืดสลัว รอบด้านมืดมิด ไอร้อนสลายไปอย่างรวดเร็ว อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ จอมมารนั่งอย่างไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็นเพราะพลังมารของเขาสูงล้ำจนไม่กลัวร้อนหนาวแล้ว

เมื่อมืดค่ำแล้วธิดาสามจึงออกจากโพรง นางเริ่มออกเดินไปเรื่อยๆ ใต้ฝ่าเท้านางรู้สึกว่าอสูรพวกนั้นเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ

ดูเหมือนพวกมันจ้องจะหาโอกาสจู่โจมนางไม่เลิกรา

นางเหยียดยิ้มเยาะ ล้วงเอาขวดหยกใส่น้ำออกมาถือเตรียมพร้อมเอาไว้ เผื่อพวกมันพุ่งเข้ามานางจะเอาน้ำราดให้พวกมันชักดิ้นชักงอเชียว

อสูรทะเลทรายค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นไปบนผืนทราย มันมองเหยื่อตัวจ้อยอย่างไม่ละความพยายาม พวกมันค่อยๆ มุดทรายตามนางไปห่างๆ พลัน! มีตัวหนึ่งแอบมุดอยู่ใต้ทราย พุ่งไปจนถึงตัวเหยื่อ มันพุ่งขึ้นไปหมายฮุบเหยื่อเข้าปากในคำเดียว

“หึ!” ธิดาสามรีบเหินลอยขึ้นไป แล้วเทน้ำราดลง

“กี๊ดดดดดดด—” อสูรทะเลทรายตัวนั้นกรีดร้องลั่นเมื่อถูกน้ำ มันรีบหันศีรษะมุดลงใต้ทรายอย่างไวยิ่ง

เสียงกรีดร้องดังแว่วไปจนถึงหูจอมมาร เขาหูผึ่งทันที “หือ?”

เขาลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกไปนอกชะง่อนหิน มองไปทางทิศที่ได้ยินเสียงดังแว่วมา

ธิดาสามเหินลอยไปเบื้องหน้า นางหันไปมองผืนทรายที่อยู่ด้านหลัง พูดเสียงดังกังวานว่า “พวกเจ้าอยากถูกน้ำราดก็เข้ามาซิ ข้ามีน้ำเหลือเฟือพอที่จะราดพวกเจ้าทั้งฝูง”

อสูรทะเลทรายได้ยินเหยื่อพูดเช่นนั้น พวกมันก็หนังลุกชันอย่างหวาดผวา ไอหยา!

แต่จะให้พวกมันตัดใจง่ายๆ ปล่อยเหยื่อไปพวกมันก็ไม่อาจทำได้ ดังนั้นพวกมันจึงซุ่มหาโอกาสต่อไป น่า ต้องมีช่วงที่นางเผลอซิ!

อสูรตัวที่ถูกน้ำราดไปแล้วก็มุดลงใต้ทรายลึกอย่างยิ่ง ตรงที่ถูกน้ำราดแสบร้อนไปหมดดั่งถูกเพลิงแผดเผา มันมุดไปมุดมาอยู่ใต้ทรายเพื่อให้ตัวมันแห้งไวๆ หลังจากตัวแห้งแล้วมันก็มุดขึ้นไปคอยหาโอกาสกินเหยื่อตัวจ้อยต่อไป

ธิดาสามหันกลับไป นางเงยหน้ามองดวงดาวแล้วเดินทางต่อ

อสูรทะเลทรายก็เคลื่อนไหวตามไปห่างๆ อย่างไม่ลดละตัดใจ

จอมมารยืนมองฝ่าความมืดราวครึ่งชั่วยาม ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับเข้าไปใต้ชะง่อนหิน พลันเขาก็เห็นจุดสีขาวรางๆ เคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ จุดสีขาวนั้นดูเลือนรางราวภาพฝัน ลมทะเลทรายก็พัดฝุ่นทรายปลิวเป็นละอองราวม่านหมอก ทำให้เขาไม่อาจมองเห็นอะไรได้ชัดเจนนัก

บางทีสิ่งนั้นอาจจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในทะเลทรายก็เป็นได้ สีขาวเล็กๆ นั้นคงเป็นอวัยวะของมันที่ใช้หลอกล่อเหยื่อกระมัง?

เงาร่างสีขาวนั้นค่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทิศทางที่เงานั้นเคลื่อนไป ไม่ได้มุ่งตรงมายังเขา แต่ผ่านไปราวเส้นขนาน

เงานั้นมีรูปลักษณ์คล้ายแมว ยิ่งทำให้เขาคิดว่า สิ่งนั้นต้องเป็นเล่ห์กลของอสูรในทะเลทรายที่เอาไว้ใช้ล่อเหยื่อแน่นอน!

ก็จะมีแมวที่ไหนมาเดินอยู่ในทะเลทรายซึ่งชุกชุมไปด้วยอสูรทะเลทรายแห่งนี้ได้ล่ะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

ขณะที่เงานั้นเคลื่อนไป เขาเพ่งมองฝ่าม่านฝุ่น พลัน! เขาก็ตกตะลึงทึ่มทื่อ!

เงานั้น มองอย่างไรก็เหมือนไป๋เมายิ่งนัก!

จนกระทั่งเงานั้นเคลื่อนไปไกลจนเกือบจะลับตา จอมมารจึงได้สติ เขาคิดจะตามเงานั้นไป แต่แล้วเท้าก็สะดุดกับแง่หินทำให้เขาเกือบจะล้มลงไป เขาทรงตัวแล้วยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

“หรือว่านั่นจะเป็นภาพลวงตาของอสูรทะเลทรายที่ต้องการจะล่อข้าออกไปแล้วจับกิน?”

เขาเคยได้ยินว่ามีอสูรบางชนิดที่สามารถลวงตาเหยื่อได้ ทำให้เหยื่อตกหลุมพรางเข้าไปใกล้มัน แล้วก็จะถูกมันจับกินได้อย่างง่ายดาย

ดูท่าเจ้าอสูรตัวนั้นคงจะมีเล่ห์กลนี้กระมัง?

ไอหยา! เกือบไปแล้วเชียว ข้าเกือบถูกมันหลอกแล้ว ใช่ซิ จะเป็นไป๋เมาไปได้อย่างไร? ไป๋เมาตายไปแล้ว

สีหน้าเขาโศกเศร้าอีกครั้ง เขาก้าวถอยหลังแล้วกลับเข้าไปใต้ชะง่อนหิน เขารู้สึกได้ว่าใต้ผืนทราย อสูรทะเลทรายกำลังเคลื่อนไหวตามเงาสีขาวนั้นไป บางทีเงานั้นอาจจะเป็นเจ้าเผ่าอสูรฯกระมัง?

ธิดาสามเดินไปเรื่อยๆ นางคอยระวังพวกอสูรทะเลทรายที่อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา บางครั้งพวกมันบางตัวฉวยโอกาสพุ่งมา นางก็ลอยตัวขึ้นคราหนึ่งแล้วราดน้ำใส่มัน

“กี๊ดดดดดด—” มันร้องลั่นแล้วรีบมุดลงไป

นางถูกพวกมันจู่โจมบ่อยครั้ง พวกมันก็ไม่ละความพยายามที่จะกินนางเสียที ยังคงติดตามอยู่ห่างๆ ทำให้นางต้องคอยระวังตัวอย่างยิ่งยวด สายตาก็คอยมองดวงดาวบนท้องฟ้าไปด้วย

นางไม่รู้ว่านางต้องเดินทางอยู่กลางทะเลทรายนานเท่าไหร่ แต่จะนานเท่าไหร่ก็ช่างมัน ขอเพียงให้ออกไปจากแดนมารได้ก็พอ

อีกทั้งยังต้องคอยหลบหลีกเหล่าทหารมารที่กำลังตามล่านางไปด้วย นางเชื่อว่าปานนี้ครอบครัวของนางต้องออกตามหานางอยู่แน่ๆ บางทีหากโชคช่วยนางอาจจะได้เจอพวกเขาก็ได้ ขอเพียงไม่ถูกจับไปอีกก็พอ

ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น จู่ๆ ลมก็พัดม้วนมา เสียงลมหวีดหวิวดังยิ่งนัก ลมนั้นรุนแรงราวพายุอย่างไรอย่างนั้น นางรีบขุดทรายไวอย่างยิ่ง เพราะหากนางยังยืนอยู่กลางที่โล่งเช่นนี้คงถูกลมนั้นพัดหอบม้วนไปแน่แท้!

Chapter 54

อสูรทะเลทราย 4

ธิดาสามขุดๆ ขุดจนทรายกลายเป็นหลุมลึกเท่าครึ่งตัวนาง แล้วนางก็รีบกระโจนลงไปในหลุม หมอบอยู่ในหลุม

อึดใจต่อมาลมก็พัดมาถึงพอดี ลมพัดรุนแรงพัดเม็ดทรายจนพวกมันคล้ายกับเป็นอาวุธได้

หากถูกเม็ดทรายเหล่านั้นเข้าไปเกรงว่าคงถูกบาดไปทั้งตัวแน่แท้

นางหมอบอยู่ในหลุม ยกมือป้องดวงตากันทรายเข้าตา นางพยายามมองขึ้นไป เห็นแต่ฝุ่นทรายคละคลุ้ง

นางไม่อาจมองฝ่าฝุ่นทรายออกไปได้ ทำได้เพียงรอจนกว่าพายุนี้จะพัดผ่านไปเท่านั้น

พายุทรายนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในทะเลทราย บางครั้งบางเบา บางครั้งรุนแรง

จอมมารซึ่งยังอยู่ที่เนินหินแห่งเดิม ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากพายุทราย เขาอยู่ห่างมาก

อีกทั้งพายุทรายลูกนี้ก็เป็นเพียงพายุลูกเล็ก กินอาณาบริเวณไม่กว้างใหญ่นัก เขาเพียงได้ยินเสียงลมที่ดังหวีดหวิวลอยมาเท่านั้น

หลังจากเงาสีขาวผ่านไปจนลับตา เขาก็นั่งพิงผนังหิน เหม่อมองออกไปไกล

ครั้นมองจนเบื่อหน่ายแล้วเขาก็หลับตาลงนั่งหลับทั้งอย่างนั้น

เขาไม่กล้านอนหรอกนะ กลัวว่าจะหลับลึกเกินไปจนไม่รู้สึกตัว หากอสูรทะเลทรายโผล่มาคงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน

นั่งหลับเช่นนี้ย่อมดีกว่า หลงเหลือประสาทสัมผัสบางส่วนเอาไว้ นี่เป็นวิธีที่เขาใช้ยามอยู่ในสถานที่ที่มีอันตรายรอบด้าน

พายุทรายผ่านพ้นไปแล้ว ธิดาสามแทบจะจมอยู่ใต้ทราย เพราะทรายถูกพัดมากลบหลุมที่นางขุดเอาไว้

นางจึงต้องตะกุยทรายขึ้นมาจากหลุม ไอแค่กๆ อย่างอดไม่อยู่ “แค่กๆ”

เมื่อขึ้นมาบนผืนทรายได้แล้ว นางก็ปัดๆ ทรายออกจากอาภรณ์

อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์มอมแมมเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว แต่นางก็ยังไม่คิดจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เพราะสถานที่แห่งนี้โล่งแจ้งเกินไป

อีกทั้งพวกอสูรทะเลทรายก็ยังติดตามนางฝูงใหญ่ พวกมันย่อมจับตามองนางอยู่แน่นอน นางไม่คิดจะเปลือยให้พวกมันชมดูหรอกนะ

นางมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นอสูรบางตัวลอบเข้ามาใกล้นาง นางจ้องดวงตามัน มือถือขวดหยกทำท่าจะสาดซัดน้ำออกไป

“อยากถูกน้ำราด?” นางถามมัน

อสูรทะเลทรายตัวนั้นสะท้านเฮือก!

มันรีบถอยห่างออกไปทันที ถอยไปให้พ้นระยะที่น้ำจะซัดสาดถึง

ธิดาสามเหยียดยิ้มพอใจนิดหนึ่ง จากนั้นนางก็ออกเดินทางต่อ

จนกระทั่งแสงอาทิตย์จับขอบฟ้า เหล่าอสูรทะเลทรายก็มุดทรายลงไปลึกมาก ช่วงเวลานี้ธิดาสามจึงเร่งเดินทางอย่างเร่งรีบ

อย่างน้อยก็อาศัยช่วงเวลาที่ไม่ต้องคอยระวังพวกมันแล้วเร่งฝีเท้าให้ไปได้ไกลขึ้นอีกหน่อยก็ยังดี

จากเดินอย่างระมัดระวังก็เปลี่ยนเป็นวิ่งไปบนฝืนทราย

จอมมารลืมตาตื่น เขาขยับแขนขาแล้วลุกขึ้น เขาเดินออกไปนอกชะง่อนหินมองไปรอบๆ แล้วเหินลอยขึ้นฟ้า

เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินทางไปในทิศทางเดียวกับธิดาสาม เขาเพียงแต่ต้องการไปดูให้ถึงชายแดนเท่านั้น หากถึงชายแดนแล้วยังหานางไม่พบเขาก็จะไปตามหานางทางอื่นต่อไป

เขาเหินลอยไปด้วยความเร็วระดับต่ำเพราะไม่อยากมองพลาดสักจุด

ขณะเดียวกันธิดาสามก็กำลังวิ่งไปด้วยความเร็วสุดฝีเท้า ทำให้ระยะห่างระหว่างนางกับจอมมารห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งสาย แดดเริ่มร้อน นางจึงหยุดวิ่งแล้วมองหาสถานที่หยุดพัก

แต่ผืนทรายโล่งโจ้งไร้ที่ให้หลบแดด ดังนั้นนางจึงขุดทรายอีกครั้ง

นางขุดจนเป็นหลุมใหญ่ ลึกเกือบเท่าตัวนาง หลุมกว้างพอให้นางนอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้

เมื่อขุดจนได้ขนาดที่นางพอใจแล้วนางก็หยุดขุดแล้วเอาร่มออกมากางปิดปากหลุม

แรกเริ่ม ร่มมีขนาดเล็กจิ๋ว พลัน! ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่าที่นางต้องการ

เมื่อร่มมีขนาดใหญ่พอแล้วนางก็เอาร่มวางปิดปากหลุมเอาไว้ เพียงเท่านี้นางก็มีที่หลบแดดแล้ว

ร่มนี้เป็นของวิเศษที่ท่านแม่มอบให้ตอนนางยังเล็กๆ เพราะนางชอบออกไปวิ่งเล่นนอกถ้ำ บางคราวเจอฝนตกเปียกโชกกลับถ้ำบ่อยครั้ง เสด็จแม่จึงมอบร่มคันนี้ให้นาง ต่อไปนางจะได้ไม่เปียกฝนอีก

นางนั่งลง เอาผลไม้ออกมากิน กินเสร็จแล้วก็โยนแกนผลไม้ทิ้งไป เอาน้ำจากสระมรกตออกมาดื่ม ครั้นดื่มกินเสร็จแล้วก็นอน

ฝุ่นทรายค่อยๆ พัดมาตกลงทับถมบนร่มทีละนิด…ทีละนิด…

จอมมารยังคงเหินลอยตามหาธิดาสิงห์ต่อไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งบ่ายคล้อยจวนเย็น เขาจึงต้องรีบหาเนินหินใช้หยุดพัก

เมื่อเจอเนินหินเขาก็หาสถานที่ที่ดีที่สุดบนเนินแห่งนั้นพักผ่อน

ธิดาสามตื่นขึ้นมาตอนเย็น นางลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ แง้มร่มขึ้นดูสถานการณ์โดยรอบ

ทรายร่วงพรูลงมาตามรอยแยก ทำนางต้องรีบหลบทรายเหล่านั้น

จนกระทั่งไม่มีทรายร่วงลงมาแล้วนางจึงยืดตัวขึ้นมองลอดร่มออกไป

นางมองไปรอบๆ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงัดเวิ้งว้างเช่นเดิม นางจึงปิดร่มแล้วนั่งลงหยิบผลไม้ออกมากิน

ครั้นกินเสร็จก็โยนแกนผลไม้ทิ้งไป จากนั้นก็เอาน้ำจากสระมรกตออกมาดื่มอึกๆ

เมื่อนางกินอิ่ม ท้องฟ้าก็เริ่มสลัวแล้ว นางลุกขึ้นแง้มร่มดูอีกครั้ง มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังตัว

ครั้นเห็นว่ายังคงเวิ้งว้างเงียบสงัดดังเดิมนางจึงเก็บร่ม นางเอียงร่มไปด้านข้าง ทรายเอียงไหลไปกองข้างปากหลุม หากนางไม่ได้เอียงร่มก่อน เมื่อนางเก็บร่มทรายคงตกลงมาในหลุมแน่นอน นางเก็บร่มแล้วก็กระโจนขึ้นไปบนผืนทรายแล้วรีบเร่งเดินทาง ใช้ช่วงเวลาที่ปลอดโปร่งเช่นนี้รีบเดินทาง เพราะหากฟ้ามืดเมื่อใดพวกอสูรอัปลักษณ์พวกนั้นคงแห่แหนขึ้นมาจ้องหาโอกาสจับนางกินอีกแน่

นางวิ่งไปจนสุดฝีเท้า

จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท เหล่าอสูรทะเลทรายก็รีบพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับผิวทรายทันที จากนั้นพวกมันก็รีบพุ่งตามเหยื่อตัวจ้อยไป

ธิดาสามจับความรู้สึกถึงพวกอสูรเหล่านั้นได้นางจึงผ่อนฝีเท้าลงอย่างระวังตัวทันที นางยังไม่อยากวิ่งๆ พุ่งเข้าไปในปากพวกมันหรอกนะ พวกมันมุดอยู่ในทราย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีตัวไหนแอบมาดักหน้าหรือไม่

เหล่าอสูรรับรู้ได้ว่าเหยื่อตัวจ้อยกลับมาระมัดระวังตัวอีกครั้งพวกมันจึงรักษาระยะห่างจากเหยื่อตัวจ้อยเอาไว้

คอยจ้องหาโอกาสทีเผลอคิดกินนางเข้าไป พวกมันยื้อแย่งแข่งขันกันอยู่ในที ชนิดว่า ใครดีใครได้

ธิดาสามจึงเดินทางโดยมีพวกอสูรแห่แหนตามอยู่เบื้องหลังอีกครั้ง พวกมันบางตัวมุดอยู่ใต้ทราย บางตัวก็อยู่บนผืนทราย

บางตัวแอบมุดทรายไปดักหน้าแต่พอธิดาสามเห็นเข้านางก็ทำท่าจะสาดน้ำใส่ ทำให้อสูรตัวนั้นผวาเฮือก! รีบมุดทรายหนีทันที

ทางด้านเทพสงครามหลังจากรู้ข่าวว่าธิดาสามหายไป เขาก็รีบออกตามหานางทันที อีกทั้งให้ศิษย์ทั้งสี่ช่วยออกตามหาด้วย

ศิษย์ทั้งสี่เมื่อรู้ว่าคู่หมั้นอาจารย์ ว่าที่อาจารย์แม่ของพวกเขาหายไปพวกเขาก็ไม่อิดออดสักนิด ช่วยกันออกไปตามหาทันที

ธิดาสามเดินทางกลางทะเลทรายไปอย่างต้องคอยระมัดระวังฝูงอสูรร้าย นางต้องคอยกำหราบพวกมันด้วยขวดน้ำในมือบ่อยครั้ง

เจ้าพวกนี้ก็ตามติดไม่ลดละเสียจริง ฮึ่ม!

วันเวลาผ่านไปร่วมเดือน ในที่สุดธิดาสามก็เดินไปถึงชายขอบทะเลทราย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางเดินทางตอนกลางคืน นอนพักตอนกลางวันมาตลอดทาง

เมื่อเห็นแนวป่าท่ามกลางแสงดาวนางก็ดีใจที่ในที่สุดก็พ้นจากทะเลทรายเสียที นางรีบเดินไปไปหาป่าผืนนั้นทันที

ฝูงอสูรทะเลทรายที่ตามมาตลอดทางพวกมันชะงักกึกอยู่ตรงชายขอบทะเลทราย พวกมันไม่อาจตามเหยื่อตัวจ้อยไปได้อีก

พวกมันไม่ชอบป่า พวกมันชอบแต่ทะเลทราย ป่ามีน้ำที่พวกมันเกลียด

ธิดาสามเดินไปจนถึงชายป่า นางหันไปมองฝูงอสูรฯ ที่ติดตามมาตลอดทางอย่างสงสัย เหตุใดพวกมันจึงไม่ตามมาแล้วล่ะ?

อสูรฯ ฝูงนั้นชะเง้อมองเหยื่อตัวจ้อยอย่างแสนเสียดาย พวกมันอุตส่าห์ตามนางมาตลอดทาง หวังกินนางให้อร่อยแต่เหยื่อตัวจ้อยกลับหนีรอดไปได้เช่นนี้จะไม่ให้พวกมันเจ็บใจได้อย่างไร ฮึ่ม!

ธิดาสามคิดๆ เหตุผลที่พวกมันไม่ตามมา นางหันไปมองป่าเบื้องหน้าแล้วหันไปมองอสูรฯ ฝูงนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนพวกมันจะไม่ชอบป่ากระมัง?

นางคิดๆ แล้วก็โบกมือให้พวกมัน พูดว่า “ขอบคุณที่ตามมาส่งข้าถึงที่นี่ พวกเจ้ารักษาตัวด้วยล่ะ”

ห๊า!

อสูรทะเลทรายฝูงนั้นได้ยินคำพูดของนางก็ตกตะลึงบื้อใบ้กันถ้วนหน้า

ตัวที่มุดอยู่ในทรายถึงกับโผล่ออกมาชะเง้อมองเหยื่อตัวจ้อยอย่างทึ่มทื่อ

พวกมันมองเหยื่อตัวจ้อยเขม็ง! แล้วหันไปมองหน้ามองตากันเอง

นางเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่?

นี่ๆ ข้าตามเจ้ามาหวังจะกินนะ! ไม่ได้ตามมาส่ง!

“เอาล่ะ พวกเจ้าก็กลับไปได้แล้ว กลับดีๆ ล่ะ” ธิดาสามโบกมือให้พวกมันประหนึ่งพวกมันเป็นสหายอย่างไรอย่างนั้น

อสูรทะเลทรายฝูงนั้นแทบอยากเอาศีรษะโขกเต้าหู้ตาย เพ้ย! ข้าตามมาหวังจะกินเจ้านะ! ไม่ได้ตามมาส่ง!

ธิดาสามมองพวกมันด้วยสายตาเป็นมิตรทีหนึ่ง จากนั้นนางก็เดินเข้าป่าไป

อสูรทะเลทรายมองจนนางลับตาไปแล้วพวกมันก็มองหน้ามองตากันเอง จากนั้นพวกมันก็พากันมุดลงใต้ผืนทรายไปอย่างสิ้นหวัง

อุตส่าห์ตามมาตั้งนาน นางกลับหนีรอดไปได้เช่นนี้ เจ็บใจ! เจ็บใจจริงๆ! เจ็บใจยิ่งนัก!

ธิดาสามเดินเข้าไปในป่าโปร่ง มีแสงดาวส่องลอดทิวไม้ลงมาบางเบา

ภายในป่ามืดมาก มืดจนมองอะไรไม่เห็น แต่ไม่ใช่กับสิงห์เช่นนาง สิงห์อย่างนางนั้นสายตาดีมากในความมืด อีกทั้งประสาทสัมผัสก็ว่องไวยิ่งนัก ดังนั้นการเดินในที่มืดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนางสักนิด

นางเดินไปเรื่อยๆ ป่าแห่งนี้เงียบงันผิดจากป่าทั่วไป ทำให้นางยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น

ป่าที่เงียบ หมายถึงว่าในป่ามีสัตว์ร้ายอยู่จึงทำให้ป่าเงียบ นกหนูแมลงไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวจะถูกจับกิน

เช่นนั้นสัตว์ร้ายชนิดใดล่ะที่อยู่ในป่าแห่งนี้?

นางคิดไปพลางเดินไปอย่างระมัดระวังตัวยิ่งยวด นางเดินไปด้วยฝีเท้าไร้เสียง

ดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องนางในความมืด

แมวงั้นรึ? อา ข้าไม่ได้กินแมวมานานเท่าไหร่แล้ว? 500 ปี? ไม่ซิ 600 ปีแล้วซินะ

ธิดาสามเดินไปอย่างระมัดระวังตัว พลัน! ร่างๆ หนึ่งก็กระโจนมาดักหน้านาง ตุบ!

นางเงยหน้ามอง จึงเห็นว่าเป็นอสูรสุนัขตัวหนึ่ง

อสูรสุนัขมองเหยื่ออย่างลำพองใจ

ธิดาสามมองมันแล้วเอ่ยปากไล่ “รีบไปให้พ้นทางข้าเสียเร็วๆ”

“หึ! เป็นแค่แมวตัวหนึ่งทำอวดดีไปเถอะ” อสูรสุนัขแค่นเสียงเยาะหยัน มองดูเหยื่ออย่างน้ำลายสอ

ธิดาสามมองมันอย่างเฉยชา โบกมือไล่มัน “รีบไปเสีย”

“อวดเก่งจริงนะเจ้าแมวน้อย” อสูรสุนัขพูดอย่างดูแคลน มันก้าวไปหาเหยื่ออย่างลำพองใจ สายตาก็คอยระวังป้องกันไม่ให้เหยื่อวิ่งหนี

มันพุ่งเข้าไปไวอย่างยิ่งคิดตะปบเหยื่อไว้ใต้อุ้งเท้า

ธิดาสามยังคงยืนนิ่งอย่างยิ่ง จนกระทั่งอสูรสุนัขพุ่งมาเกือบถึงตัวนางก็ยื่นมือไปจับศีรษะใหญ่โตของอสูรสุนัขกดลงกับพื้น ตึง!

“อ้า!” อสูรสุนัขร้องออกมาคำหนึ่ง มันเหล่ตามองที่ศีรษะแล้วเหลือบมองเหยื่อ

มันยื่นขาหน้าไปจะปัดมือออก พลัน! ขามันก็ถูกเท้าเล็กๆ ข้างหนึ่งยื่นมาเหยียบขามันไว้

“เอ๋ง!” มันร้องออกมาคำหนึ่ง เจ็บขาจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะหักได้ มันเหลือบมองขาของมันแล้วมองตามเท้าเล็กๆ ที่เหยียบมันเอาไว้ มันมองเลยขึ้นไปจนถึงใบหน้าขาวผ่อง ทันทีที่สบตากับดวงตาคู่นั้นมันก็ตกตะลึงไป ช่างเป็นดวงตาที่งามมาก!

“เลือกมา จะตายอยู่ตรงนี้หรือจะรีบไปให้พ้นๆ แล้วไม่มาขวางทางข้าอีก?” ธิดาสามมองมันพลางพูดอย่างเย็นชายิ่ง

มือเท้าก็ออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่กลับทำให้อสูรสุนัขรู้สึกเหมือนกระดูกจะหักจริงๆ แล้ว

“อ้าๆ ข้ายอมแล้วๆ” มันรีบร้องออกมา

“ไสหัวไป!” ธิดาสามพูด 1 ประโยคพลางปล่อยมือยกเท้าขึ้น

อสูรสุนัขรีบลุกขึ้นแล้วกระโจนกระโผกกระเผลกเผ่นหนีไปไวอย่างยิ่ง

ธิดาสามมองอสูรตัวนั้นอย่างเฉยชา จากนั้นนางก็เดินต่อไปอย่างระมัดระวังตัวเช่นเดิม

อสูรสุนัขหนีไปไกล มันหยุดอยู่ใต้พุ่มไม้แล้วหันไปมองทิศทางที่จากมาอย่างงงๆ เหตุใดแมวตัวนั้นถึงได้มีกำลังมากนักเล่า?

ความรู้สึกตอนที่ถูกกดอยู่ใต้อุ้งมือข้างนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก มันรู้สึกเหมือนกับว่าคนที่กำลังกดมันไว้ไม่ใช่แมว แต่เป็นเสือตัวใหญ่ยักษ์ที่สามารถตบมันให้ตายได้ในทีเดียว ช่างเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมาก! น่ากลัวจนมันขนลุกชันทั้งตัว!

แต่เมื่อคิดถึงดวงตาคู่นั้นมันก็มีสีหน้าหลงใหลเคลิบเคลิ้มขึ้นมา มันไม่เคยเห็นดวงตาคู่ไหนงดงามเท่าดวงตาคู่นั้นเลยสักครั้ง

ดังนั้นมันจึงย้อนกลับไป แอบตามแมวตัวนั้นไปห่างๆ

ธิดาสามรู้สึกว่าอสูรสุนัขย้อนกลับมา นางเหยียดปากนิดหนึ่ง หึ! สุนัขคิดจะกินสิงห์ในคราบแมวซินะ

หากมันพุ่งเข้ามาจู่โจมนางอีก คราวนี้นางจะหักขามันเสียเลย

นางระวังตัวแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ

อสูรสุนัขก็ลอบตามไปห่างๆ มันไม่ได้คิดจะจู่โจมแมวตัวนั้นอีกแล้ว มันเพียงแค่อยากชื่นชมดวงตางามคู่นั้นเท่านั้นเอง

Chapter 55

เสแสร้งแกล้งป่วย

ธิดาสามเดินไปอีกหน่อยจนกระทั่งรู้สึกเหนื่อยล้าแล้วนางจึงมองขึ้นไปบนต้นไม้รอบตัว

ประสาทสัมผัสของนางจับได้ว่าบนต้นไม้เหล่านี้มีเพียงสัตว์เล็กๆ อาศัยอยู่เท่านั้น ดังนั้นนางจึงมองๆ แล้วเลือกต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งกระโจนขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่ใหญ่และสูง นางนั่งบนกิ่งไม้กิ่งนั้นแล้วเอาผลไม้ออกมากิน

อสูรสุนัขชะเง้อมองอยู่ห่างๆ มันเป็นสุนัขจึงไม่สันทัดการปีนต้นไม้

ธิดาสามกินผลไม้จนหมดแล้วก็เหวี่ยงแกนผลไม้ทิ้งไป แล้วนางก็หมอบตัวลงนอนหลับ เหลือประสาทสัมผัสเอาไว้เล็กน้อยซึ่งเป็นสัญชาตญาณตั้งแต่เกิด สิงห์นั้นต่อให้นอนหลับก็ยังคงรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างเฉียบไว

อสูรสุนัขขยับเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้ มันแหงนหน้ามองแมวน้อยตัวนั้นตลอดเวลา มันหลงใหลเจ้าแมวน้อยตัวนั้นเสียแล้ว

จวบจนเช้าดวงตะวันทอแสง นกกาบินออกจากรังไปหากิน ธิดาสามยังคงหลับใหลอยู่

อสูรสุนัขจากยืนก็กลายเป็นนั่ง จากนั่งก็กลายเป็นหมอบ มันยังคงเฝ้าแมวน้อยไม่ยอมไปไหน

เมื่อตะวันขึ้นแล้วจอมมารก็ออกตามหาธิดาสิงห์ต่อ เขาเหินลอยในอากาศ สายตาก็มองหาธิดาสิงห์ไปทั่ว

จวบจนบ่ายคล้อยเขาก็ไปถึงชายขอบทะเลทราย เขาลอยลงไปยืนตรงชายป่า มองเข้าไปในป่า

ป่าเงียบสงัดเช่นนี้ย่อมมีสัตว์ร้าย เขาจึงระวังตัว เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ตาก็มองหาธิดาสิงห์และคอยระวังสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้

อสูรสุนัขได้ยินเสียงฝีเท้า มันลุกขึ้นทันที มองไปทางทิศที่ได้ยินเสียง

ธิดาสามได้ยินเสียงฝีเท้าเช่นกัน นางเผยอตาขึ้นนิดหนึ่งมองไปทางทิศที่ได้ยินเสียง ตรงจุดที่นางนอนอยู่นั้นมีกิ่งไม้ปิดหนาทึบ ยากที่ผู้ใดจะมองเข้ามาเห็นนางได้ ยกเว้นว่ามาอยู่ใต้ต้นเหมือนอสูรสุนัขจึงจะแหงนมาเห็นนางได้บ้าง

จอมมารเดินไปจนกระทั่งเห็นอสูรสุนัขอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขามองมัน มันมองเขาแล้วแยกเขี้ยวขึ้นจนเห็นคมเขี้ยวขาวอมเหลือง

ธิดาสามเห็นจอมมารก็ตกตะลึงไป เขาตามนางมาถึงนี่เลยรึ!

นางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง

อสูรสุนัขยืนตั้งท่าหางชี้ตั้งพร้อมจะกระโจนเข้าขย้ำศัตรูได้ทุกเมื่อ

จอมมารมองมันอย่างระวังตัว อย่าเห็นว่ามันเป็นสุนัขแล้วจะวางใจ อสูรนั้นแม้แต่หนอนยังดุร้ายยิ่ง เขาค่อยๆ เดินโดยหันหน้าเผชิญหน้ากับมันตลอดเวลา จนกระทั่งผ่านเขตที่อยู่มันไปแล้วเขาจึงก้าวถอยหลัง ตาก็มองจ้องมันอย่างระมัดระวังตัว

อสูรสุนัขก็หันตัวตามมารผู้นั้น มันมองจ้องมารผู้นั้นตลอดเวลา จนกระทั่งมารผู้นั้นเดินถอยหลังไป

จอมมารกำลังจะก้าวเท้าถอยหลังอีกก้าว พลัน! เขาก็เห็นหางสีขาวห้อยลงมาจากต้นไม้เหนือศีรษะอสูรสุนัข “หือ?”

เขาเพ่งมองหางสีขาวหางนั้นเขม็ง เขาคิดว่าคงจะเป็นอสูรสุนัขตัวอื่นกระมัง แต่ไยอสูรสุนัขจึงอยู่บนต้นไม้สูงขนาดนั้นเล่า?

อสูรสุนัขสามารถปีนต้นไม้ได้ก็จริง แต่มันไม่สามารถปีนต้นไม้สูงขนาดนั้นได้แน่ เช่นนั้นนั่นคืออสูรอะไร?

เขาเพ่งมองแล้วเห็นไอสีขาวจางๆ แผ่ออกมาจากหางๆ นั้น ไอเทพ!

เขาตกตะลึง

หรือว่า…

เขาทะยานลอยตัวขึ้นทันที พุ่งตรงไปที่กิ่งไม้ที่เห็นหางๆ นั้นห้อยลงมา

อสูรสุนัขเห็นมารพุ่งมามันจึงเห่าใส่ทันที “โฮ่ง!”ๆๆๆๆ

ธิดาสามเห็นจอมมารพุ่งมานางรีบกระโจนหนีทันที

จอมมารเห็นเงาขาวๆ พุ่งแผล๊วไป เขาเบิกตาโต แมว!?

อีกทั้งยังเป็นแมวสีขาว!

เขารีบพุ่งตามไปทันที

อสูรสุนัขทั้งเห่าทั้งวิ่งตาม มันคิดว่ามารผู้นี้ต้องมุ่งหมายทำร้ายเจ้าแมวน้อยแน่แท้

ธิดาสามรีบหนีไวอย่างยิ่ง พลังเทพของนางยังไม่ฟื้นคืนมาเต็มร้อย ไม่อาจต่อสู้กับจอมมารได้ ดังนั้นทางเดียวของนางที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือ หนี! หนีไปให้ไวที่สุดอย่าให้ถูกจับตัวกลับไปได้

จอมมารรีบพุ่งไปดักหน้า ฟุบ!

ธิดาสามรีบหยุดฝีเท้ากึก! ตัวนางเกือบจะพุ่งชนจอมมารแล้ว

เมื่อจอมมารได้เห็นแมวขาวเต็มตา เขาตกตะลึงมาก! “ไป๋เมา!”

ธิดาสามก้าวถอยหลัง

อสูรสุนัขวิ่งตามมาทัน มันรีบพุ่งไปแทรกกลางระหว่างเจ้าแมวน้อยกับมารผู้นั้น มันเอาตัวบังเจ้าแมวน้อยไว้ข้างหลังตัวเองขู่คำรามแยกเขี้ยวเข้าใส่มารผู้นั้น “แฮ่—”

ธิดาสามได้ทีจึงรีบหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที

จอมมารเหินลอยพุ่งตามไป

อสูรสุนัขรีบหันหลังขวับ! วิ่งตามไปสุดฝีเท้า มันทั้งวิ่งทั้งเห่าไปด้วย “โฮ่ง!”ๆๆๆๆ

จอมมารลอยไปดักหน้า ฟุบ!

ธิดาสามหยุดเท้าไม่ทัน นางจึงพุ่งชนจอมมาร “โอ๊ะ!”

จอมมารรีบรวบแมวขาวไว้ในอ้อมแขน รัดแน่นจนแมวขาวยากจะดิ้นหลุดไปได้

“ปล่อยข้า!” ธิดาสามตวาด นางดิ้นรนออกจากอ้อมแขนจอมมาร กางกรงเล็บตวัดใส่ ฉั๊วะ!

“โอ๊ย!” จอมมารถูกกรงเล็บคมกริบเฉือนไหล่จนเลือดไหล เขาเผลอคลายอ้อมแขน

ธิดาสามรีบกระโจนแผล๊วจนหลุดจากอ้อมแขนจอมมารได้ นางลงแตะพื้นแล้วกระโจนแผล๊วหนีไป

“ไป๋เมา! เจ้าจะหนีข้าทำไม!? เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?” จอมมารถลันพุ่งตามไป

ธิดาสามวิ่งไปได้สามก้าวก็ถูกรวบตัวจากทางด้านหลัง “ปล่อยข้า!”

เอวนางถูกรวบไว้แน่นมาก แน่นจนนางหายใจแทบไม่ออก นางจึงเรียกดาบเขี้ยวสิงห์ออกมา

เมื่อจอมมารเห็นดาบ เขาก็ตกตะลึงไป ดาบนี้เป็นอาวุธของไป๋เมา! ที่แท้แมวขาวนี้ก็คือไป๋เมาจริงๆ! โอ!!!

“ไป๋เมา นี่ข้าเองอย่างไรล่ะ ห่าวหราน ข้าคือห่าวหราน” เขารีบบอก ทั้งยังรัดแน่นอย่างกลัวว่าไป๋เมาจะดิ้นหลุดแล้วหนีไปอีก

ธิดาสามเอาดาบจ่อหน้าจอมมาร นางตวาดเสียงดัง “ปล่อยข้า! หากเจ้ายังไม่ปล่อย ข้าฆ่าเจ้าแน่!”

“ไป๋เมา เราพูดกันดีๆ ก่อนดีไหม? เจ้าอย่าหนี ข้าไม่คิดร้ายกับเจ้าหรอกนะ” จอมมารบอกอย่างจริงใจและจริงจังมาก

“เช่นนั้นก็ปล่อยข้าก่อน” ธิดาสามบอก

“เจ้ารับปากข้าก่อนว่าจะไม่หนี” จอมมารต่อรอง

ธิดาสามไม่คิดจะรับปากอะไรทั้งสิ้น เพราะนางตั้งใจแล้วว่าจะหนีไปให้ไกลลิบเลยเชียว นางจึงบังคับดาบเขี้ยวสิงห์ให้พุ่งเข้าใส่จอมมาร

จอมมารเห็นดาบพุ่งมาเขาจึงเหวี่ยงตัวแมวขาวมารับดาบ

ก็ดาบนี้เป็นอาวุธประจำกาย ดังนั้นอาวุธประจำกายของเทพและมารล้วนไม่ทำร้ายผู้เป็นนาย อีกทั้งหากตกอยู่ในมือผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่อาจใช้ได้ แต่หากเจ้าของตาย อาวุธประจำกายก็จะเลือกปิดผนึกตัวเองหรือยอมรับเจ้านายใหม่

ธิดาสามถูกหมุนไปรับดาบ ดาบจึงหยุดชะงักค้างกลางอากาศ นางจึงบังคับดาบอ้อมไปด้านหลัง

จอมมารก็หมุนกลับจับแมวขาวไปรับดาบ ดาบชะงักค้างกลางอากาศอีกครา

ธิดาสามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห “เจ้าช่างไร้ยางอายยิ่ง!”

“เจ้าก็หยุดมือเสียที ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเจ้าเลยนะ ข้าเป็นสหายของเจ้า เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?” จอมมารถาม

“หากเจ้าเป็นสหายข้าจริงๆ ก็ปล่อยข้าซิ จับข้าไว้เช่นนี้ช่างตรงข้ามกับคำพูดของเจ้ายิ่งนัก” ธิดาสามต่อว่าอย่างไม่อ้อมค้อม

“รับปากข้าก่อนว่าจะไม่หนี” จอมมารต่อรอง

“หึ!” ธิดาสามแค่นเสียงคำหนึ่ง นางไม่อาจรับปากใครง่ายๆ เพราะนางนั้นรักษาคำพูดยิ่งชีวิต หากรับปากแล้วย่อมทำตามนั้น แต่นี่นางคิดจะหนีกลับแดนสิงห์ ดังนั้นนางจึงไม่ยอมรับปาก

“ไป๋เมา ข้าไม่คิดทำร้ายเจ้าจริงๆ นะ ข้าแค่ต้องการให้เจ้าอยู่ข้างกายข้า เป็นองครักษ์ข้างกายข้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” จอมมารเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมน้ำเสียงจริงใจยิ่ง

“ข้าจะกลับแดนสิงห์” ธิดาสามบอกน้ำเสียงแข็งกร้าว

จอมมารครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วบอกว่า “เช่นนั้นข้าจะส่งเจ้ากลับไป แต่ขอให้เจ้าอยู่กับข้าสักเดือนหนึ่งเถอะนะ”

“ไม่อยู่! แม้แต่วันเดียวข้าก็ไม่อยากอยู่” ธิดาสามปฏิเสธเสียงแข็งกร้าว

“ครึ่งเดือน” จอมมารต่อรอง

“ไม่อยู่ก็คือไม่อยู่ เจ้าหูหนวกหรือไร!?” ธิดาสามตวาดอย่างหมดความอดทน

จอมมารครุ่นคิดหาวิธีรั้งไป๋เมาเอาไว้จนหัวหมุนแล้ว ในที่สุดเขาก็คิดแผนการได้แผนการหนึ่ง เขาแสร้งทำเป็นเจ็บปวดอ่อนแรงล้มลงไป “โอย…”

ธิดาสามรู้สึกว่าอ้อมแขนคลายออก นางรีบสะบัดตัวแล้วกระโจนแผล๊วไปทันที

จอมมารแกล้งล้มลงไปนั่งกับพื้น ทำท่าทางเจ็บปวดช่องท้อง “โอย…”

อสูรสุนัขวิ่งตามมาทัน มันพุ่งเข้าใส่มารตนนั้นทันที “โฮ่ง!”

ธิดาสามกำลังจะกระโจนหนี นางหันไปมองแล้วบังคับดาบเขี้ยวสิงห์ให้พุ่งไป ใช้สันดาบตั้งรับอสูรสุนัข

โคร้ม!

“เอ๋ง!” อสูรสุนัขชนสันดาบ มันร้องดังลั่นแล้วสะบัดศีรษะอย่างมึนงง

“อสูรสุนัข เจ้าห้ามทำร้ายเขานะ!” ธิดาสามบอกเสียงกร้าว

อสูรสุนัขสะบัดศีรษะสองสามทีแล้วมองแมวขาว นี่ข้าช่วยเจ้านะ! ไยเจ้าจึงปกป้องมารผู้นี้ด้วยเล่า!?

“โอย…” จอมมารเห็นเช่นนั้นจึงแกล้งร้องพลางทำท่าทางเจ็บปวด

ธิดาสามหันไปมองจอมมาร ถามว่า “เจ้าเป็นอะไร?”

“ข้าเคยถูกพิษ พิษนั้นกำเริบอีกแล้ว มันทำให้ข้าไร้พลังชั่วคราว” จอมมารโกหกออกไป

ธิดาสามมองๆ ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินไปตรวจอาการ นางได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากเทพพฤกษาไม่น้อย ดังนั้นนางจึงอยากตรวจเขาเสียหน่อยว่าเป็นจริงหรือหลอกลวง?

หากเขาหลอกนาง นางก็แค่หนีไป แต่หากเป็นจริง เขาไร้พลังจริงๆ ก็เท่ากับตกอยู่ท่ามกลางอันตรายแล้ว ไม่ต้องถึงมือพวกอสูรหรอก แค่สัตว์ร้ายก็สามารถกินเขาได้แล้ว

นางเดินไปใกล้ๆ เขา ยื่นมือไปจับชีพจรตรวจดู

จอมมารยอมให้จับ เพราะถึงนางจะตรวจอย่างไรก็ไม่พบพลังในจุดตันเถียนหรอก เขาอุตส่าห์ใช้วิชาลับผนึกพลังเอาไว้แล้ว

ธิดาสามตรวจอยู่พักใหญ่ ตรวจอย่างไรก็ไม่พบพลังในจุดตันเถียน นางดึงมือกลับ เขาไร้พลังจริงๆ!

หากนางปล่อยเขาไว้ก็เท่ากับปล่อยให้เขากลายเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายแล้ว นางคิดๆ จะทำอย่างไรดี?

“ไป๋เมา ตอนนี้เจ้าอยากหนีเจ้าก็สามารถหนีไปได้แล้ว ข้าไม่อาจวิ่งตามเจ้าทันแล้ว อีกทั้งไม่อาจสู้กับเจ้าได้แล้ว เจ้าจะตีข้าอย่างไร ข้าก็พ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มสู้แล้ว” จอมมารพูดอย่างสมเพชตัวเอง

เขารู้ดีว่าไป๋เมามีใจเมตตา ไม่อาจทนใจไม้ไส้ระกำปล่อยคนไร้ทางสู้ให้ตกอยู่ท่ามกลางอันตรายได้หรอก

ดูอย่างตอนแรกที่ไป๋เมาพบเขาซิ ไป๋เมายังพยายามช่วยเหลือเขาทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นตอนนี้ไป๋เมาก็ย่อมไม่อาจปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก ฮี่ๆๆๆ

ธิดาสามครุ่นคิด จะทำอย่างไรดีล่ะ?

นางไม่อาจทิ้งเขาไว้อย่างนี้ได้ แต่นางก็ต้องเดินทางกลับแดนสิงห์ให้เร็วที่สุด เพราะป่านนี้ครอบครัวของนางต้องออกตามหาอย่างร้อนใจแน่

ตอนนี้มีทางเลือก 3 ทาง คือหนึ่ง ทิ้งเขาไว้เช่นนี้แหละ หรือสอง รอจนกว่าทหารมารจะตามมาพบแล้วพาเขากลับไป ซึ่งก็เสี่ยงว่าเขาจะสั่งทหารให้จับนางกลับไปด้วย หรือสาม พาเขาไปด้วยกัน จนกระทั่งนางกลับแดนสิงห์อย่างปลอดภัยแล้วค่อยให้ทหารพาเขามาส่งที่แดนมาร

นางคิดๆ แล้วสุดท้ายก็เลือกข้อ 3 นางมองเขาแล้วบอกว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ากลับแดนสิงห์เถอะ เมื่อข้าไปถึงถ้ำสิงห์แล้วจะให้คนมาส่งเจ้าภายหลัง”

จอมมารลอบยิ้ม ไป๋เมาไม่อาจทิ้งเขาไปได้จริงๆ

เขารีบทำหน้าตาเจ็บปวดพลางร้องโอย “โอย…”

“เจ้าพอจะเดินไหวหรือไม่?” ธิดาสามถาม

จอมมารพยักหน้า “พอไหว”

เขาพูดแล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นยืน แล้วแสร้งล้มลงไป “โอย”

ธิดาสามมองๆ แล้วกลายร่างเป็นร่างมนุษย์ นางยอบตัวลงช่วยพยุงเขาขึ้นมา

อสูรสุนัขได้เห็นหน้าตาแมวขาวในร่างมนุษย์ มันตกตะลึงปากอ้าตาค้าง แมวขาวตัวนี้ช่างมีใบหน้างดงามยิ่ง

จอมมารยันตัวลุกขึ้น เขาไม่อาจเสแสร้งมากเกินไปได้ ไม่เช่นนั้นไป๋เมาจะจับได้ แล้วทีนี้ก็จะหนีเขาไปชนิดว่าไม่เหลียวหลังอีกเลย

“ขอบคุณเจ้ามาก” เขาพูดแล้วพูดต่อว่า “ครั้งแรกที่เราพบกัน เจ้าก็ช่วยเหลือข้า ข้ายังจำตอนนั้นได้ดี”

“อืม” ธิดาสามส่งเสียงคำหนึ่ง คล้ายจะตอบรับ แต่ก็คล้ายจะรับฟังเท่านั้น จอมมารฟังไม่ออกเลยว่า ‘อืม’ คำนี้หมายความว่าอะไร

Chapter 56

หลอกกินเต้าหู้

ธิดาสามพยุงจอมมารเดินไป ดาบเขี้ยวสิงห์ก็ลอยตามหลังไป

อสูรสุนัขมองแล้วเดินตามไป

ธิดาสามหันไปมองอสูรสุนัขทีหนึ่ง นางเห็นมันไม่มีท่าทางจะจู่โจมจึงไม่สนใจมัน แล้วนางก็สัมผัสกับเลือดบนอาภรณ์ของจอมมาร นางมองดูเลือดที่ยังคงไหลออกมา นางจึงบอกเขาว่า “เจ้านั่งลงก่อน ข้าจะทำแผลให้”

“ได้” จอมมารพยักหน้าแล้วยิ้มให้ “ขอบคุณเจ้ามาก”

ธิดาสามไม่พูดอะไร นางลงมือทำแผลให้เขา

จอมมารคิดถึงครั้งแรกที่ได้เจอกัน ไป๋เมาก็ช่วยทำแผลให้เขาเช่นนี้ ตอนนี้คล้ายช่วงเวลานั้นหวนคืนมาอีกครั้ง ใบหน้างดงามอยู่ใกล้แค่เอื้อม ใกล้จนเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนตรงหน้า กลิ่นนี้เขาจำได้ไม่เคยลืม เป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนเสื้อคลุมตัวนอกสีขาวที่เขายังเก็บไว้อย่างดี แม้แต่กลิ่นก็ยังเป็นกลิ่นเดียวกัน หน้าตาก็เหมือนกัน ท่าทางก็เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว อีกทั้งยังดาบประจำตัวเล่มนั้นอีก คนผู้นี้คือไป๋เมาจริงๆ

“ไป๋เมา ที่แท้แล้วเจ้าเป็นสตรีซินะ” จอมมารพูดลอยๆ

ธิดาสามเหลือบมอบจอมมารแล้วก้มมองตัวเอง ตอนนี้นางเป็นสตรีไม่ได้มีเวทมายาของเทพพฤกษาพรางรูปลักษณ์เอาไว้ ต่อให้มองอย่างไรก็ไม่อาจมองว่านางเป็นบุรุษได้หรอก นางเงยหน้าขึ้นไม่พูดอะไร จะปฏิเสธว่าไม่ใช่สตรีก็ยากยิ่งนัก จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ไป๋เมาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ความทรงจำบางส่วนนั้นฟื้นคืนมาแล้ว นางรู้ว่าตัวเองก็คือไป๋เมา แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมนางต้องปลอมเป็นบุรุษ อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อแซ่ หากยังไม่รู้กระจ่างแจ้งก็ควรเงียบไว้ดีกว่า

“ไป๋เมา เจ้ารู้หรือไม่ข้าเสียใจยิ่งนัก ตอนนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับเจ้าหรอกนะ ข้าเสียสติไปชั่วครู่เพราะเจ้าทำลายดวงจิตท่านพ่อของข้า ข้าโกรธเจ้า ข้าเกลียดเจ้า แต่จริงๆ แล้วข้าโกรธตัวเองมากกว่าที่ไม่อาจฆ่าท่านพ่อได้ ท่านพ่ออย่างไรก็คือท่านพ่อ ข้าผู้เป็นลูกจะลงมือเข่นฆ่าพ่อตัวเองได้อย่างไร ข้าเกลียดตัวเองที่ไม่อาจช่วยท่านพ่อได้” จอมมารพูดอย่างเศร้าเสียใจ

ธิดาสามทำแผลเสร็จแล้วก็ก้าวถอยไป นางเห็นอสูรสุนัขยืนมองอยู่ห่างๆ นางจึงหันไปพูดกับมันว่า “เจ้าจะไปไหนก็ไปเสีย หากยังคอยตามข้าเพื่อหาโอกาสลอบทำร้ายข้า ข้าก็จะไม่ละเว้นชีวิตเจ้าแล้ว”

อสูรสุนัขรีบหมอบลงกระดิกหางอย่างเป็นมิตรยิ่ง มันพยายามแสดงท่าทางว่ามันจะไม่ทำร้ายนางเด็ดขาด

ธิดาสามย่นจมูกใส่มัน แค่นเสียงเยาะหยัน “หึ! แผนการของเจ้าหลอกได้แต่เด็กน้อยเท่านั้นแหละ”

ข้าไม่ได้หลอกนะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าแล้ว จริงๆ นะ อสูรสุนัขส่งเสียงหงิงๆ กระดิกหางส่ายไปมาแสดงความเป็นมิตรออกไป

ธิดาสามมองมันพักหนึ่งแล้วขี้เกียจจะสนใจมันนางจึงหันไปพูดกับจอมมารว่า “เดินทางเถอะ ข้าอยากไปถึงแดนมนุษย์เร็วๆ”

“อืม” จอมมารพยักหน้าแล้วลุกขึ้น

ธิดาสามจึงเดินนำหน้าไป

จอมมารเดินตามไป เขาเดินช้าๆ อย่างเสแสร้งว่ายังเดินไม่ค่อยไหวเพื่อถ่วงเวลาให้ได้อยู่กับไป๋เมามากที่สุด

ธิดาสามหันไปมองแว๊บหนึ่ง หากพลังนางฟื้นคืนมาเต็มร้อยนางคงใช้พลังพาเขาเหินลอยไปแล้ว แต่ตอนนี้พลังยังไม่ฟื้นคืนมามากนัก อีกทั้งนางก็ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ดังนั้นเก็บออมพลังเทพเอาไว้ใช้ยามจำเป็นดีกว่า อีกทั้งอสูรสุนัขตัวนั้นก็ตามหลังมาอีก ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะลอบจู่โจมตอนไหน ดังนั้นจึงต้องระวังตัวให้มากๆ หน่อย

“ไป๋เมา ตอนนั้นข้าเห็นเจ้าตายไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่?” จอมมารชวนคุย

“หากตายไปแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?” ธิดาสามย้อนกลับ

“นั่นซิ ข้าก็ถามอะไรโง่เง่าเสียจริง” จอมมารพยักเพยิดหน้าแล้วถามอีก “เช่นนั้น ที่แท้แล้วเจ้าเป็นสตรีหรือบุรุษกันแน่?”

“รูปลักษณ์เช่นนี้ เจ้ามองว่าเป็นบุรุษหรือไร” ธิดาสามย้อน

“ก็ตอนนั้นเจ้าเป็นบุรุษ ตอนนี้เจ้าเป็นสตรี ข้าย่อมสับสนซิ” จอมมารพูดอย่างจริงใจมาก เขาสับสนจริงๆ นะ ไม่รู้ว่าที่แท้แล้วไป๋เมาเป็นบุรุษหรือสตรี หากว่าบุรุษคือเพศที่แท้จริง เช่นนั้นตอนนี้รูปลักษณ์สตรีก็คือปลอม หากว่าสตรีคือเพศที่แท้จริง เช่นนั้นตอนนั้นรูปลักษณ์บุรุษก็คือปลอม อันไหนจริงอันไหนปลอมแน่นะ?

“ข้าเป็นสตรีตั้งแต่กำเนิด” ธิดาสามบอกเพราะเห็นแก่ที่เขาเป็นสหาย

จอมมารเบิกตาโต เขากวาดตามองนางขึ้นๆ ลงๆ ลงๆ ขึ้นๆ สองรอบ ความปิติยินดีบางอย่างพลุ้งพรั่งในหัวใจโดยไม่รู้ตัว รู้แต่ว่าหากไป๋เมาเป็นบุรุษ เขาก็อยากให้ไป๋เมาอยู่เคียงข้างเขา แต่บัดนี้เมื่อรู้ว่าที่แท้แล้วไป๋เมาคือสตรี เขายิ่งอยากให้นางอยู่ข้างกายเขาในฐานะฮูหยิน

ฮูหยิน! เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาตกใจมาก นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าตัวเองคิดอยากให้ไป๋เมาเป็นฮูหยินของเขา เขาหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ธิดาสามเหลือบมองเห็นเขาหน้าแดงก็หยุดเท้า นางหันตัวไปถามอย่างเป็นห่วง “เจ้าเป็นอะไร? มีไข้รึ?”

นางถามพลางเดินไปหาเขา ยื่นมือไปแตะหน้าผากเขา

จอมมารตกตะลึง หน้ายิ่งแดงก่ำจนรู้สึกได้เลยว่าร้อนหน้ายิ่งนัก

“เจ้ามีไข้แล้ว!” ธิดาสามลดมือลงแล้วเลื่อนมือไปจับชีพจรทันที

นางรู้สึกว่าชีพจรเขาเต้นเร็วมาก

หัวใจจอมมารยิ่งเต้นเร็วมากยิ่งขึ้น

“เจ้าเดินไหวหรือไม่?” ธิดาสามถาม

จอมมารได้ทีจึงแกล้งทำท่าฝืนเดิน “พอไหว”

พูดแล้วก็เดินก้าวไป ตัวเซเล็กน้อย

ธิดาสามพยุงแขนเขาไว้ “หากไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน”

นางหันไปมองหาสถานที่ที่พอจะหยุดพักได้อย่างปลอดภัย

จอมมารแอบยิ้มอยู่ในใจ สีหน้าก็แสร้งทำเป็นฝืนว่ายังไหว “ข้าเดินไหว พวกเราเดินต่อเถอะ”

“เจ้าอย่าทำอวดเก่งไป สภาพเจ้าตอนนี้ขนาดเดินยังเซแล้ว” ธิดาสามดุเขา

จอมมารแกล้งทำหน้าเจื่อนจ๋อย

ธิดาสามหันไปมองหาสถานที่ปลอดภัยต่อ นางมองไปเรื่อยๆ

จอมมารก็มองนางไม่ละสายตา

จนกระทั่งธิดาสามเห็นโพรงใต้ต้นไม้ใหญ่ นางจึงรีบเดินไปดูโพรงนั้นทันที

จอมมารมองตามนางไป

ธิดาสามสำรวจโพรงแล้วเห็นว่าพอจะใช้เป็นที่พักได้นางจึงหันไปบอกจอมมารว่า “พวกเราพักตรงนี้เถอะ รอจนกว่าอาการเจ้าจะดีขึ้นแล้วค่อยเดินทางเถอะ”

“อืม” จอมมารพยักหน้า เขาก้าวเดินเซไปเซมาเดินไปหานาง

ธิดาสามจึงรีบเดินไปพยุงแขนเขา “เจ้าค่อยๆ เดิน”

“ขอบคุณเจ้ามาก” จอมมารบอกแล้วแกล้งเซไปหานาง “โอ๊ะ!”

ธิดาสามช่วยพยุงเขา จอมมารก็ฉวยโอกาสนี้โอบเอวนาง

ธิดาสามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมบุรุษจึงถูกเขาหลอกกินเต้าหู้อย่างแนบเนียน นางช่วยพยุงเขาเดินไปจนถึงโพรงใต้ต้นไม้ ประคองเขานั่งลงในโพรง “เจ้าค่อยๆ นั่ง”

“อืม” จอมมารนั่งลงไป ปล่อยมือจากนางอย่างเสียดายยิ่ง แต่หากยังโอบเอวนางอยู่นางก็จะรู้ทันทีว่าเขาจงใจกินเต้าหู้นางแล้ว

ธิดาสามถอยไป 2 ก้าว มองเขาอย่างหนักใจ “ข้ามีแต่โอสถเทพ ไม่มีโอสถมาร จะทำอย่างไรดี?”

“ข้านอนพักสักหน่อยคงดีขึ้นกระมัง” จอมมารบอกแล้วเอนตัวนอนลงไป

“อืม” ธิดาสามพยักหน้า นางถอยไปนั่งเฝ้า ทำให้ดาบเขี้ยวสิงห์หายวับไป นางมองออกไปนอกโพรงอย่างระมัดระวังตัว

อสูรสุนัขเดินตามมาถึงหน้าโพรง มันมองๆ แล้วนั่งลงเฝ้าอยู่หน้าโพรง หันหน้าออกไปคล้ายกับกำลังเฝ้ายามให้เทพแมวขาวผู้นั้น

ธิดาสามมองอสูรสุนัขอย่างไม่ไว้ใจ แต่นางก็คิดวิธีรับมือมันไว้แล้ว หากมันลอบฉวยโอกาสจู่โจมนางก็จะฆ่ามันเสียเลย

“ไป๋เมา ข้าขอจับมือเจ้าได้หรือไม่? ข้า ข้าคือ…ข้ากลัวว่าข้าจะหลับแล้วฝันร้ายอีก” จอมมารหาข้ออ้างขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ธิดาสามมองเขานิ่งเฉย

“คือข้ามักจะฝันร้ายเสมอ ฝันว่าถูกสนมรองตามฆ่าน่ะ” จอมมารโกหกคำโตออกไป ทำสีหน้าหวาดผวาปนเขินอายที่ต้องบอกความลับน่าอายเช่นนี้ออกมา

ธิดาสามเห็นท่าทางเขาน่าสงสารมากจึงลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างๆ เขาแล้วยื่นมือไปจับมือเขาไว้ “เจ้าหลับเถอะ หากเจ้าฝันร้าย ข้าจะตีฝันร้ายนั้นให้เจ้าเอง”

“ขอบคุณเจ้ามาก” จอมมารยิ้มแล้วจับมือน้อยกุมไว้แน่น เขาหลับตาลง

ธิดาสามมองๆ แล้วหันไปมองนอกโพรง

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจจะรู้ได้ มองไปมองมาสักพักดวงตาคู่งามก็ปรือลงๆ จนในที่สุดนางก็นั่งหลับสัปหงก

จอมมารลืมตาขึ้นมอง เขามองนางไม่ละสายตา ในใจเกิดความอิ่มเอมขึ้นมา เขาค่อยๆ ใช้พลังบางเบาอย่างยิ่งโอบนางให้นอนลงข้างกายเขา

ธิดาสามซึ่งเหนื่อยล้าเป็นทุนเดิม นางจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองเผลอหลับสนิทอย่างยิ่ง ตัวนางนอนลงไปนางก็ขยับตัวหาท่านอนที่สบายที่สุด

จอมมารมองนางนอนซุกอยู่ข้างกายเขาอย่างสุขใจยิ่ง เขาอยากจะกอดนางแต่ก็กลัวว่านางจะตื่นขึ้นมาจึงได้แต่มองนาง มือกุมมือนางเอาไว้ เขาปล่อยพลังมารออกไปสร้างเป็นกำแพงป้องกันภัย เมื่อมีกำแพงนี้แล้วเขาก็นอนได้อย่างสบายใจยิ่ง หากเขาเผลอหลับไปก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายใดๆ พุ่งมาได้ หากมีก็ย่อมปะทะกำแพงก่อนทำให้เขารู้ตัวทันที

อสูรสุนัขนั่งเฝ้าไม่ยอมไปไหน

ธิดาสามลืมตาตื่น นางพบว่าตัวเองนอนลงไปเมื่อไหร่ไม่รู้ นางจึงรีบลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งยังถูกจอมมารกุมไว้แน่น นางขยับๆ มือดึงออก แต่พอขยับนิ้ว มือก็ยิ่งถูกจับกุมแน่นขึ้น นางมองจอมมาร เห็นเขาหลับนิ่งเงียบจึงได้แต่ปล่อยให้มือถูกกุมเอาไว้อย่างนั้นก่อน นางมองออกไปนอกโพรงเห็นอสูรสุนัขยังคงนั่งอยู่หน้าโพรงเช่นเดิม นางจึงดึงสายตากลับมา

ขณะที่ธิดาสามลืมตาตื่น จอมมารก็ลอบสลายกำแพงป้องกันไปแล้ว จากนั้นเขาก็แสร้งนอนนิ่งเงียบอย่างยิ่ง งิ้วบทนี้เมื่อเล่นแล้วเขาก็ต้องเล่นให้ถึงที่สุดไม่อาจพลาดพลั้งให้นางจับได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นนางจะหนีเขาไปทันที

ธิดาสามนั่งมองไปเรื่อยๆ แล้วนางก็วกกลับมามองจอมมาร นางยื่นอีกมือไปจับชีพจร พบว่าชีพจรของเขาปกติดี หน้าก็ไม่แดงแล้ว เนื้อตัวก็อุ่นปกติ นางดึงมือกลับ แล้วขยับมืออีกข้างให้หลุดจากการเกาะกุม

จอมมารจึงลืมตาตื่น เขามองไปรอบๆ ก่อนแล้วค่อยวกไปมองนาง

“ปล่อยได้แล้วกระมัง” ธิดาสามมองเขาแล้วหลิ่วตามองมือที่ยังถูกกุมเอาไว้

จอมมารมองตามสายตานางแล้วยอมปล่อยมือ ถึงแม้ว่าในใจจะอยากจับเอาไว้ตลอดเวลาก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่อยากให้นางรำคาญแล้วหนีไปหรอกนะ แอบกินเต้าหู้นางทีละนิดทีละน้อยเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เขาเชื่อว่านางต้องใจอ่อนเข้าสักวันแน่ ฮี่ๆๆๆ

ธิดาสามดึงมือกลับแล้วลุกขึ้นทันที นางเดินออกไปนอกโพรง

จอมมารรีบลุกตามไป

อสูรสุนัขเห็นเทพแมวขาวเดินผ่านมันไป มันจึงรีบลุกขึ้นเดินตามนางไปทันที

ธิดาสามมองหนึ่งอสูรหนึ่งมารที่เดินตามอยู่ด้านหลังแวบหนึ่งแล้วหันหน้ากลับไปมองทางเบื้องหน้า นางมองหาผลไม้ไปด้วย

ในถุงผ้ามีผลไม้เหลืออีกมาก แต่นางก็อยากจะเก็บไว้กินในยามจำเป็น อีกทั้งผืนป่าแห่งนี้ก็ดูชุ่มชื้นดี น่าจะมีไม้ผลอยู่บ้าง

เดินมองหาไปสักพัก นางก็เจอต้นท้อมีลูกสีส้มอมเหลืองเต็มต้น นางยื่นมือไปเด็ดลูกท้อมาลูกหนึ่ง ใช้เข็มเงินทดสอบพิษ นางดึงเข็มออกมา เข็มยังคงเป็นสีเงินปกติดี นางจึงล้างลูกท้อแล้วกัดไปคำหนึ่ง

“อี๋” นางหน้าเบ้เหยเกเมื่อรับรู้รสชาติขมปี๋ นางถ่มเนื้อท้อในปากออกทันที “ถุยๆ”

แล้วรีบยกขวดน้ำขึ้นดื่มล้างปาก

จอมมารเดินมายื่นผลไม้เชื่อมให้นางชิ้นหนึ่ง “กินนี่ซิ”

ธิดาสามมองผลไม้เชื่อมชิ้นนั้นแล้วยื่นมือไปรับมาดมๆ กลิ่นของผลไม้เชื่อมชิ้นนั้นปกติดีไร้สิ่งอื่นเจือปน นางจึงกินผลไม้เชื่อมชิ้นนั้น รสขมปี๋ในปากจางหายไปมากทันที

“นี่คือท้อมาร รสของมันขมอย่างยิ่ง เจ้ากินไม่ได้หรอก แต่สามารถเอาไปหลอมโอสถได้ ส่วนจะเอาไปหลอมเป็นโอสถชนิดใดข้าก็ไม่รู้หรอกนะ” จอมมารบอก

ธิดาสามมองท้อมารอย่างเข็ดขยาด นางจดจำมันไว้ให้แม่นยำ ครั้งหน้าจะได้ไม่เผลอกินเข้าไปอีก

“หากเจ้าอยากกินผลไม้ เดี๋ยวข้าไปหาให้นะ เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนเถอะ” จอมมารบอกแล้วเดินไปทันที

ธิดาสามมองตามแผ่นหลังเขาไปแล้วยืนรออยู่ตรงนั้น

อสูรสุนัขก็ยืนอยู่ห่างๆ

ธิดาสามมองอสูรสุนัขแล้วถามมัน “เจ้าตามข้ามาทำไม?”

อสูรสุนัขกระดิกหางไปมา ท่าทางเป็นมิตรมาก มันค่อยๆ ก้าวไปหานางทีละก้าว

ธิดาสามมองท่าทีของมันอย่างระวังตัว

อสูรสุนัขค่อยๆ ก้าวไปจนชิดตัวนาง มันยื่นศีรษะไปแตะชายกระโปรงของนาง

ธิดาสามมองมันอย่างระวังตัว

อสูรสุนัขทำใจกล้าอีกนิด ขยับเข้าไปเอาศีรษะถูขานาง

ธิดาสามมองมัน ถามว่า “เจ้าจะหลอกให้ข้าตายใจแล้วหาทางจับข้ากินซินะ”

อสูรสุนัขรีบส่ายหน้าครางหงิงๆ ไม่นะๆ ข้าไม่คิดจะกินเจ้าแล้วนะ ข้าแค่อยากเป็นสหายกับเจ้า

“หากเจ้าคิดไม่ซื่อกับข้าเมื่อไหร่ ข้าฆ่าเจ้าแน่” ธิดาสามขู่มัน นางเรียกดาบเขี้ยวสิงห์ออกมาจ่อคอมัน

อสูรสุนัขมองดาบคมกริบเล่มนั้นอย่างหวาดกลัว มันเอาศีรษะถูไถนางไปมา คล้ายจะบอกว่า มันนั้นเป็นมิตรต่อนางอย่างยิ่ง

ธิดาสามมองท่าทางของมันแล้วเก็บดาบเขี้ยวสิงห์ไป นางถอยไปหาที่นั่งแล้วสั่งอสูรสุนัขว่า “เจ้าอยู่ห่างๆ ข้าหน่อย”

Chapter 57

ตกอยู่กลางวงล้อมของอสูรหนู

“หงิงๆ” อสูรสุนัขครางแล้วนั่งลงตรงนั้น มันมองเทพแมวขาวอย่างเชื่อฟังยิ่ง

ธิดาสามมองมันอย่างไม่ไว้ใจ ต่อให้มันมีท่าทีเป็นมิตรอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อใจได้ นี่อาจจะเป็นเล่ห์กลของมันที่หลอกเหยื่อให้ตายใจก็ได้ นางไม่ได้รู้จักมักจี่กับมันมาก่อน อีกทั้งตอนแรกมันก็พุ่งจู่โจมหมายจับกิน แล้วจู่ๆ มันก็เปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรเช่นนี้ หากไม่ใช่เล่ห์กลแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก อย่างไรก็ไม่อาจเชื่อใจมันง่ายๆ

จอมมารกลับมา เขาถือห่อผ้ามาห่อหนึ่ง เขาเดินไปนั่งตรงหน้าไป๋เมาแก้ห่อผ้าออก มีผลไม้รูปลักษณ์แปลกตาแปดเก้าผล “นี่คือลูกวารีกลืนปฐพี ท่านแม่ข้าชอบมาก ข้าเคยกินแล้วมันมีรสหวานและเปรี้ยว ข้าไม่ค่อยชอบจึงไม่กิน แต่เจ้าอาจจะชอบก็ได้”

ธิดาสามหยิบลูกวารีกลืนปฐพีมาพิศดู นางมองๆ แล้วยกขึ้นดมกลิ่น นางได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายส้มและลูกท้อสุกจากผลไม้ชนิดนี้ นางกางกรงเล็บคิดจะใช้เล็กกรีดดูเนื้อข้างใน จอมมารเห็นเช่นนั้นจึงรีบจับมือนางไว้ “ไม่อาจทำให้เปลือกฉีกขาดได้ หากฉีกขาดแล้วน้ำข้างในจะไหลออกมาจนหมด เจ้าต้องใช้ปากกัดแล้วดูดน้ำข้างในกินจนหมด หลังจากนั้นก็ทิ้งเปลือกไป”

จอมมารหยิบลูกวารีกลืนปฐพีขึ้นมาแล้วสาธิตวิธีกินให้นางดู เขากัดเปลือกเป็นรูเล็กๆ แล้วดูดน้ำข้างในกิน สีหน้าก็เบ้เหยเกนิดๆ

ธิดาสามมองดูเขากิน จนกระทั่งเขาโยนเปลือกที่แห้งเหี่ยวทิ้งไป

“กินเช่นนี้” จอมมารบอกแล้วยกแขนเสื้อเช็ดน้ำที่ติดมุมปาก สีหน้าเหยเกดั่งกินของเปรี้ยว

ธิดาสามเห็นว่าเขากินได้ เช่นนั้นผลไม้นี้นางก็ย่อมกินได้เช่นกัน นางจึงกัดลูกวารีกลืนปฐพี ทันทีที่กัดลงไปน้ำรสหวานอมเปรี้ยวก็ไหลออกมา นางรู้สึกว่ารสชาติอร่อยดี หวานๆ เปรี้ยวๆ คล้ายกับกินเนื้อส้มกับเนื้อลูกท้อพร้อมกัน

นางกินจนหมดลูก เปลือกที่เต่งตึงในตอนแรกก็กลายเป็นเหี่ยวแห้ง นางโยนเปลือกเหี่ยวแห้งทิ้งไป “อืม อร่อยดี ขอบคุณเจ้ามาก”

“เจ้าชอบเหมือนท่านแม่ข้าเลย ท่านแม่ข้า พวกนางกำนัลล้วนชอบลูกวารีกลืนปฐพีมาก สำหรับข้าแล้วข้าคิดว่ามันเปรี้ยวมากเกินไป” จอมมารยิ้มให้ไป๋เมา

ธิดาสามยิ้มตอบ แล้วหยิบลูกวารีกลืนปฐพีขึ้นมากินอีก

จอมมารมองนางอย่างมีความสุข ได้เห็นนางยิ้มก็ทำให้เขามีความสุขมาก มากเสียจนเขารู้สึกว่าทุกสิ่งล้วนงดงาม

ธิดาสามโยนเปลือกเหี่ยวแห้งทิ้งไปแล้วถามเขา “เจ้าไม่กินอีกรึ?”

จอมมารรีบส่ายหน้า “ไม่แล้วๆ ข้าไม่ชอบ มันเปรี้ยวเกินไปสำหรับข้า”

แล้วเขาก็เอาเสบียงแห้งออกมากิน ซึ่งเสบียงนี้ทหารเตรียมไว้ให้เขาก่อนที่เขาจะออกจากค่ายกลางทะเลทราย

ธิดาสามมองเนื้อย่างในมือจอมมารแวบหนึ่งอย่างไม่คิดจะขอกินด้วย

แต่เมื่ออสูรสุนัขได้กลิ่นเนื้อย่างมันก็หันขวับไปมอง ดวงตาเป็นประกายราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะ

จอมมารเห็นอสูรสุนัขจ้องมองไม่ละสายตา เขามองมัน มันมองเนื้อในมือเขา เขาทำเฉยกินเนื้อไปเรื่อยๆ

อสูรสุนัขก็มองจ้องเขม็ง

จอมมารถูกมองอย่างกดดันมาก กดดันจนเขาต้องหันข้างให้มัน

“โฮ่ง” อสูรสุนัขเห่าทีหนึ่ง

จอมมารมองมันทีหนึ่งแล้วหันกลับไป

“โฮ่งๆ” อสูรสุนัขเห่าสองที

จอมมารมองมันทีหนึ่งแล้วหันกลับไป ไม่คิดจะแบ่งเนื้อให้มัน

อสูรสุนัขจึงเดินไปหาเทพแมวขาว มันทำหางลู่ครางหงิงๆ ราวกับจะฟ้องว่า ท่านดูเขาซิ เขาใจร้ายไม่แบ่งเนื้อให้ข้าบ้างเลย

จอมมารมองมัน หน้ากระตุกทีหนึ่ง ที่มันช่างเลือกวิธีการได้ฉลาดยิ่ง ใช้นางมากดดันเขา! ฮึ่ม! เจ้าสุนัขเจ้าเล่ห์!

“เจ้าเป็นอสูรไม่ใช่รึ เหตุใดจึงไม่ไปล่ากินเองล่ะ?” ธิดาสามมองมัน

อสูรสุนัขปากอ้าค้าง “…”

จอมมารเกือบจะหัวเราะออกมา “อุกๆ” แต่ติดที่ว่าเนื้อเต็มปาก เขาจึงรีบเคี้ยวเนื้อในปากให้หมดก่อนที่จะเผลอสำลัก

อสูรสุนัขมองเทพแมวขาว เห็นนางไม่สนใจมัน มันจึงเดินออกไปอย่างเย่อหยิ่ง เฮอะ! ข้าไปล่ากินเองก็ได้!

ธิดาสามมองอสูรสุนัขที่สะบัดหางเดินไปแล้วนางก็หยิบลูกวารีกลืนปฐพีอีกลูกมากิน

จอมมารกลืนเนื้อหมดแล้วจึงถามนางว่า “เจ้าสนิทกับเจ้าสุนัขนั่นตอนไหนรึ?”

“มันมาตีสนิทกับข้าเอง” ธิดาสามบอกแล้วกัดเปลือกลูกวารีกลืนปฐพี

จอมมารยิ้มบางๆ แล้วกัดเนื้อกิน

ธิดาสามกำลังจะโยนเปลือกทิ้ง พลัน! นางก็ได้ยินเสียงดังคึกๆ “หือ?”

จอมมารก็ได้ยินเช่นกัน เขาผุดลุกขึ้นทันที “หือ?”

ทั้งสองมองทิศที่ได้ยินเสียงนั้น แล้วเห็นอสูรสุนัขวิ่งพุ่งมา มันพุ่งมาไวอย่างยิ่ง เรียกว่าสุดฝีเท้ามันเลยทีเดียว

เมื่อพุ่งมาแล้วมันก็พุ่งไปอยู่ข้างหลังเทพแมวขาวทันที

เสียงคึกๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างใหญ่โตร่างหนึ่งขนาดเท่าหมีควายพุ่งพรวดมา มันมีสีน้ำตาลราวกับสีขี้โคลน รูปลักษณ์ของมันดูอย่างไรก็เหมือนหนู

“อสูรหนู!” จอมมารพูดออกมา 1 ประโยค

ธิดาสามมองจอมมารแล้วหันไปมองอสูรหนู

อสูรหนูมองอสูรสุนัขอย่างเดือดดาล “เจ้ากินลูกข้า เจ้าต้องตาย!”

ธิดาสามมองอสูรสุนัข เห็นที่ปากมันมีหางหนึ่งหางห้อยออกมา หางนั้นดูอย่างไรก็คือหางหนู

อสูรสุนัขได้มีเวลาหยุดหายใจหายคอแล้วมันจึงอ้าปากกลืนหางๆ นั้นลงไป

อสูรหนูขบเขี้ยวเคี้ยวกรามกรอดๆ มองดูอสูรสุนัขกลืนหางลูกของมันลงไป มันพุ่งตรงเข้าใส่อสูรสุนัขทันที

ธิดาสามเห็นอสูรหนูพุ่งมา นางจึงเรียกดาบเขี้ยวสิงห์ออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือจอมมารก็ตวัดปราณมารเข้าใส่อสูรหนูแล้ว ฉั๊วะ!

“อ๊ากกกก—” อสูรหนูร้องลั่นแล้วตกตายไปในทันที ศีรษะใหญ่หลุดตกลงพื้น ตัวล้มตึงลงไป เลือดไหลรินแดงฉานย้อมพื้นดินเป็นสีแดงเลือด

ธิดาสามหันไปมองจอมมาร

จอมมารทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

ธิดาสามก้าวพรวดเดียวก็ถึงตัวจอมมารแล้ว นางยื่นมือไปแตะชีพจรของเขา สักพัก็ดึงมือกลับ “พลังเจ้าใช้การได้แล้ว”

“อืม” จอมมารพยักหน้า “คงเป็นเพราะข้าได้นอนหลับดีๆ กระมัง”

ธิดาสามเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ นางกำลังจะพูดบางอย่างออกไป พลัน! ก็ได้ยินเสียงคึกๆ ดังมาอีก คราวนี้เสียงนั้นดังคึกๆ นับไม่ถ้วนราวกับว่ามีอสูรหนูหลายตัวกำลังวิ่งมา

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

นางเห็นอสูรหนูหลายสิบตัววิ่งมา พวกมันหยุดกึกตรงด้านหลังอสูรหนูตัวแรก อสูรหนูตัวหนึ่งพุ่งไปหาอสูรหนูตัวแรก มันเอาจมูกดุนๆ อสูรหนูตัวแรกแล้วกรีดร้องลั่น “สามีข้าตายแล้ว!”

“พวกเจ้าฆ่าเสี่ยวสู่!” อสูรหนูขนสีเทาตวาดอย่างโกรธแค้น

“ท่านพ่อ พวกมันฆ่าพี่ใหญ่ พวกเราล้างแค้นให้พี่ใหญ่เถอะ” อสูรหนูขนสีน้ำตาลพูดอย่างโกรธแค้น

ธิดาสามมองเหล่าอสูรหนูฝูงนั้นอย่างไร้ทางเลือก จะอธิบายว่านางไม่ได้เป็นคนฆ่า แต่พวกมันจะฟังนางรึ พวกมันย่อมไม่ฟังอะไรแล้ว มีแต่ต้องตกตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งเจ้าอสูรสุนัขก็แอบอยู่ข้างหลังนาง อสูรหนูพวกนี้ย่อมเห็นนางเป็นพวกเดียวกับอสูรสุนัขไปแล้ว อีกทั้งจอมมารก็ฆ่าอสูรหนูตัวนั้น ศึกนี้จะอย่างไรก็ไม่อาจเลี่ยงได้แล้ว

อสูรหนูพากันโอบล้อมศัตรูทั้งสามเอาไว้ทันที

จอมมารมองอสูรหนูฝูงนั้นอย่างระวังตัว เขาเอ่ยปากเตือนไป๋เมาว่า “เจ้าระวังตัวนะ เจ้าพวกนี้ว่องไวมาก”

“อืม” ธิดาสามพยักหน้า

อสูรหนูมองหน้ามองตากันแล้วพุ่งเข้าโจมตีศัตรูทั้งสามพร้อมๆ กัน

“แฮ่—”อสูรสุนัขแยกเขี้ยวแล้วกระโจนเข้าใส่อสูรหนูตัวหนึ่ง

อสูรหนูตัวนั้นหลบหลีกไวอย่างยิ่ง

อสูรสุนัขก็ไวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หนึ่งสุนัขหนึ่งหนูพุ่งเข้าโจมตีกันและกันไปมา ส่งเสียงแฮ่ๆ จี๊ดๆ คำรามเข้าใส่กัน เท้าหน้าทั้งสองตะกุยเข้าใส่กันจนเลือดสาดกระเซ็น ปากก็ไล่กัดอีกฝ่ายอย่างไม่ลดราวาศอก

ธิดาสามก็รับศึกอสูรหนู 5 ตัว

จอมมารก็รับศึกอสูรหนู 7 ตัว

การรับศึกอสูรหนูตัวเดียวนับว่าไม่ยากเย็นอะไรเลย แต่เมื่อต้องมารับศึกอสูรหนูหลายตัวพร้อมกันเช่นนี้ก็นับว่าตึงมือยิ่ง ตัวหนึ่งพุ่งมา ด้านหน้า อีกหลายตัวก็พุ่งเข้ามาทางด้านข้างและด้านหลัง ทำให้จอมมารเกือบจะเพลี้ยงพล้ำหลายหน

ธิดาสามถูกล้อมเอาไว้ นางจึงใช้เวทบุปผาออกมา กลีบปุบผาโปรยปรายไปรอบตัวนาง

อสูรหนูถูกกลีบบุปผาบาดจนเลือดสาดถ้วนหน้า พวกมันถอยกรูดไม่กล้าพุ่งเข้าไป

ธิดาสามบังคับให้กลีบปุบผาขยายวงออกไป นางต้องรีบจบศึกคราวนี้ให้ไวที่สุดก่อนที่พลังเทพจะหมดลง

จอมมารพลาดท่าถูกอสูรหนูกัดแขนทีหนึ่ง เขาเผลอร้องออกมา “โอย”

ธิดาสามได้ยินเสียงร้อง นางมองฝ่าม่านกลีบบุปผาออกไป มองฝ่าวงล้อมของอสูรหนูออกไป เห็นจอมมารกำลังถูกอสูรหนูที่อยู่ด้านหลังพุ่งเข้าจู่โจม นางคิดเพียงแค่ต้องช่วยเขาให้ได้!

พลัน! เพลิงมรณะก็พุ่งออกไปสายหนึ่ง เผาอสูรหนูที่อยู่ด้านหลังจอมมาร

“อ๊ากกกกก—” อสูรหนูสีน้ำตาลร้องโหยหวน มันถูกเพลิงคลอกทั้งตัว มันร้องอย่างเจ็บปวดดิ้นไปดิ้นมา กลิ้งลงกับพื้นหวังจะดับเปลวเพลิง แต่เพลิงนี้ไม่ว่ามันจะกลิ้งกับพื้นอย่างไรก็ไม่อาจดับได้

เหล่าอสูรหนูตกตะลึง พวกมันถอยกรูดทันที

“อ้า! นั่นเพลิงอะไร? ไยจึงไม่อาจดับได้? อีกทั้งยังร้อนยิ่งนัก”

“นี่ไม่ใช่เพลิงสามัญ” อสูรหนูสีเทาพูดขึ้นมา

“ท่านพ่อ หนีก่อนเถอะ” อสูรหนูสีน้ำตาลอ่อนพูดอย่างหวาดกลัว มันกลัวจนขนทั้งตัวชี้ชันแล้ว

จอมมารตะลึงมองเปลวเพลิงที่กำลังเผาอสูรหนู เพลิงนี้เขาจำได้ดี เป็นเพลิงที่เผาไป๋เมาในตอนนั้น และเป็นเพลิงที่เผากิ่งไม้ในตอนที่เขาพบสตรีที่หน้าตาเหมือนไป๋เมาที่ริมทะเลสาบ เขาหันไปมองไป๋เมา

ธิดาสิงห์ที่เขาตามหาก็มีเพลิงนี้ บัดนี้ไป๋เมาคนนี้ก็มีเพลิงนี้ เช่นนั้นหมายความว่านางกับธิดาสิงห์คือคนๆ เดียวกันใช่หรือไม่!

“ธิดาสิงห์ เจ้าคือธิดาสิงห์” จอมมารเดาออกไปอย่างมั่นใจเก้าส่วน

“อืม” ธิดาสามพยักหน้า

จอมมารรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าเข้าจังๆ คนที่เขาตามหากลับกลายเป็นคนๆ เดียวกับที่เขาคิดถึงมาตลอดหลายปี!

ไป๋เมาคือธิดาสิงห์! ธิดาสิงห์คือไป๋เมา!

เขาคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ

อสูรหนูมองหน้ามองตากันแล้วพวกมันก็รีบวิ่งหนีไปทั้งฝูง

ส่วนอสูรหนูที่ถูกเพลิงเผาก็ตกตายกลายเป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง แล้วเปลวเพลิงก็พุ่งกลับไปหาธิดาสาม เปลวเพลิงหายวับไป

อสูรสุนัขมองขี้เถ้ากองนั้นอย่างตกตะลึงพรึงเพริด มันรู้สึกว่ามันโชคดีไม่น้อยที่ไม่คิดจะฆ่าเทพแมวขาวอีก เพราะไม่เช่นนั้นมันคงมีสภาพเหมือนอสูรหนูตัวนั้น กลายเป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง!

ธิดาสามเห็นว่าพวกอสูรหนูหนีไปหมดแล้ว นางก็ไม่คิดจะตามฆ่าล้างพวกมัน นางเพียงแค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น หนีไปแล้วก็หนีไปแล้ว นางจึงเก็บดาบเขี้ยวสิงห์แล้วเก็บลูกวารีกลืนปฐพีใส่ถุงผ้า จากนั้นนางก็เดินทางต่อ

อสูรสุนัขเห็นเทพแมวขาวเดินไปแล้วมันก็รีบตามหลังนางไปทันที

จอมมารสะดุ้งดึงสติกลับมา เขารีบเดินตามนางไป ที่แท้แล้วไป๋เมาก็คือธิดาสิงห์

เขาสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดเขาจึงเห็นร่างแท้ของนางเป็นแมวเล่า!? นี่!? เขาจะต้องรู้ให้ได้!

เมื่อสงสัยแล้วเขาก็รีบเดินไปหานาง ถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นแมวได้ล่ะ?”

“ด้วยของวิเศษอย่างหนึ่งข้าจึงอำพรางร่างแท้กลายเป็นแมวได้” ธิดาสามตอบครึ่งหนึ่ง

จอมมารก็ไม่ถามต่อว่าของวิเศษนั้นคือสิ่งใด เขารู้ดีว่าถึงถามนางก็ไม่ตอบ นางตอบเท่านี้เขาก็พอใจมากแล้ว

“เจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก อำพรางได้ทั้งร่างแท้และเพศจนข้าหลงเข้าใจผิดไปมากมาย” จอมมารชมอย่างจริงใจ

ธิดาสามไม่พูดอะไรนางเดินต่อไปเรื่อยๆ

จอมมารเหล่มองอสูรสุนัขแล้วถามนางว่า “เจ้าจะเอามันกลับไปด้วยรึ?”

ธิดาสามมองจอมมาร จอมมารก็เหล่ตาไปที่อสูรสุนัข ธิดาสามมองตามแล้วเบนสายตากลับมามองจอมมาร พูดว่า “มันตามข้ามาเองนะ ข้าไม่คิดจะเอามันกลับไปด้วยหรอก เดี๋ยวมันจะไปทะเลาะกับเผ่าแมวเข้า คงได้ถูกเผ่าแมวรุมกัดตาย”

“อ่อ” จอมมารพยักหน้ารับรู้

อสูรสุนัขได้ยินคำพูดของเทพแมวขาว มันรู้สึกเสียใจมาก มันอุตส่าห์ยอมเป็นมิตรด้วยแล้วแท้ๆ เหตุใดนางจึงเสือกไสไล่ส่งมันเช่นนี้เล่า พูดเสียจนมันไร้ศักดิ์ศรีเป็นฝ่ายวิ่งตามนางไปเอง นี่ๆ เจ้าแมวน้อย ข้าก็มีศักดิ์ศรีนะ

มันหยุดเท้ากึก! ไม่เดินตามต่อ

ธิดาสามรู้สึกว่าอสูรสุนัขไม่เดินตามมา นางจึงหันไปมองมันแวบหนึ่งแล้วเดินต่อไป ไม่สนใจมันอีก

จอมมารก็หันไปมองแวบหนึ่งแล้วเดินตามนางไปติดๆ มันไม่ตามมาก็ดีแล้วเขาจะได้อยู่กับนางสองต่อสอง ไม่มีมันเป็นก้างขวางคอ ฮี่ๆๆๆ

Chapter 58

ดาบข้าไม่รู้จักเจ้า

อสูรสุนัขมองจนหนึ่งเทพหนึ่งมารเดินลับตาไป มันยืนอยู่ตรงนั้น คิดหนักอย่างยิ่ง ตามต่อไปก็ไร้ศักดิ์ศรี แต่จะให้มันตัดใจจากดวงตาคู่งามนั้นมันก็ตัดใจไม่ลง ในที่สุดมันก็ละทิ้งศักดิ์ศรีรีบวิ่งตามไปทันที

ธิดาสามได้ยินเสียงฝีเท้าของอสูรสุนัขวิ่งมา นางหันไปมองแวบหนึ่ง เห็นมันวิ่งตามมาจริงๆ นางหยุดมองมัน

จอมมารหยุดเดิน หันไปมองเช่นกัน

อสูรสุนัขวิ่งไปหยุดใกล้ๆ กับคนทั้งสอง มันเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง

ธิดาสามเห็นมันไม่มีท่าทางจะจู่โจมนางจึงหันหน้าเดินต่อไป

จอมมารเดินตามไป เขาเก็บซ่อนความไม่พอใจเอาไว้มิดชิด เจ้าก้างขวางคอนี่นะ! ฮึ่ม!

อสูรสุนัขเดินตามหลังไป แล้วมันก็รีบเดินพุ่งผ่านมารผู้นั้นไป จนมันเดินตามหลังเทพแมวขาวเป็นลำดับที่สองได้แล้ว มันหันไปมองมารผู้นั้นคล้ายจะเยาะหยัน

จอมมารมองอสูรสุนัขเขม็ง เขารู้สึกอยากเตะมันให้กระเด็นขึ้นมา แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะนิสัยไป๋เมานั้นเมตตาเอื้ออาทรต่อผู้อื่น หากเขาเตะเจ้าก้างขวางคอนี้นางย่อมคิดว่าเขาเป็นคนโหดร้ายและไร้เหตุผล ดังนั้นเขาจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้ ฮึ่ม!

ธิดาสามเหลือบมองอสูรสุนัขที่เดินตามหลังมา นางไม่ไว้ใจมัน นางจึงคอยระวังมันอย่างเงียบเชียบอยู่ในใจ

จนกระทั่งเย็นย่ำใกล้ค่ำ ธิดาสามจึงมองหาที่พัก

อสูรสุนัขเห็นนางมองไปมองมา มันคาดเดาว่านางคงมองหาที่พัก ดังนั้นมันจึงช่วยมองหาอีกแรง

จอมมารก็มองหาที่พักเช่นกัน เขามองไปรอบๆ

ธิดาสามได้ยินเสียงน้ำไหล นางจึงเดินตามเสียงไป

อสูรสุนัขรีบเดินตามไป

จอมมารก็เดินตามหลังไป

จนกระทั่งไปถึงลำธารสายหนึ่ง น้ำใสจนเห็นพื้นทรายเบื้องล่าง ฝูงปลาแหวกว่ายไปมา

ธิดาสามมองๆ ทุกสิ่งดูแล้วไร้พิษภัย นางจึงเดินไปยอบตัวลงข้างลำธาร ยื่นมือไปวักน้ำล้างมือ ทันทีที่นางจุ่มมือลงในน้ำ ปลาฝูงนั้นก็พุ่งเข้าหามือขาวๆ ทันที พวกมันอ้าปากจนเห็นฟันซี่แหลมๆ คมกริบ ธิดาสามมองอย่างนิ่งเฉยยิ่ง จนกระทั่งพวกมันเกือบจะกัดมือนาง นางก็กางกรงเล็บออก ตวัดมือขวับ!

ปลาตัวหนึ่งถูกตวัดจนลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ธิดาสามวาดอีกมือตบปลาตัวใหญ่ตัวนั้น ผั๊วะ! จนมันกระเด็นไปกระแทกพื้นบนฝั่ง โคร้ม!

ปลาดิ้นปัดๆ อยู่บนฝั่ง ธิดาสามมองมันแวบหนึ่งแล้วตวัดกรงเล็บขวับๆๆๆๆ—

จากนั้นก็ตบ ผั๊วะ!ๆๆๆๆ—

โคร้ม!ๆๆๆๆๆ—

ปลาทั้งฝูงถูกตบไปกองรวมกัน พวกมันดิ้นปัดๆ พยายามกระเสือกกระสนจะกลับลงน้ำ

“เฮ้อหงเซ่อ (褐红色 สีน้ำตาลแดง) นี่คืออาหารของเจ้า อย่าให้พวกมันหนีไปได้เด็ดขาด” ธิดาสามเรียกอสูรสุนัขตามสีขนของมัน

อสูรสุนัขมองๆ แล้วมันก็รีบกระโจนไปจับปลาฝูงนั้นกิน

ธิดาสามมองเฮ้อหงเซ่อแล้วหันไปจุ่มมือล้างอย่างสบายอกสบายใจ นางไม่ได้อยากทำร้ายปลาฝูงนั้นหรอกนะ แต่พวกมันคิดจะกินนางก่อน แล้วจะให้นางปล่อยพวกมันไปรึ อีกทั้งนางก็ตั้งใจว่าจะอาบน้ำสักหน่อย จึงไม่อาจปล่อยให้พวกมันกลายเป็นภัยในภายหลังได้

อสูรสุนัขใช้ขาทั้งสี่เหยียบปลาไว้ใต้เท้าขาละตัว มันกัดกินปลาทีละตัว…ทีละตัวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดทั้งฝูง มันเรอเอิ๊กกกก— ออกมา

ธิดาสามมองมันแล้วส่ายหน้า มันช่างเป็นอสูรสุนัขที่ตะกละตะกลามยิ่งนัก

จอมมารมองธิดาสิงห์ ฝีมือนางนับว่ายอดเยี่ยมมาก สมแล้วที่เป็นศิษย์เทพสงคราม พริบตาเดียวก็จัดการอสูรปลาทั้งฝูงได้แล้ว

อสูรสุนัขเดินไปกินน้ำริมลำธาร มันเลียน้ำแผล๊บๆ แล้วเดินไปนอนตะแคงข้าง มันไม่อาจนอนหมอบได้เพราะมันกินอิ่มมากเกินไปจนอึดอัดท้องยิ่งนัก

จอมมารนั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง

ธิดาสามเดินเลาะริมน้ำห่างออกไป

จอมมารขยับลุกเดินตาม

“เจ้าไม่ต้องตามข้ามา” ธิดาสามบอกเสียงเข้ม

จอมมารชะงักเท้า เขาไม่กลัวนางหนีแล้ว ต่อให้นางหนีไปเขาก็สามารถตามไปถึงแดนสิงห์ได้

ธิดาสามเดินเลาะริมน้ำไปทางปลายน้ำ จนกระทั่งเจอที่ๆ เหมาะแก่การลงอาบน้ำ นางจึงใช้เวทบุปผาล้อมรอบตัว ป้องกันไม่ให้ผู้ใดเห็นตัวนางได้ นางถอดอาภรณ์ออกแล้วเดินลงน้ำไป

จอมมารได้ยินเสียงจ๋อมๆ เขารู้ทันทีว่านางกำลังทำอะไร หน้าเขาแดงนิดๆ

อสูรสุนัขก็ได้ยินเสียงน้ำจ๋อมๆ มันชะเง้อศีรษะขึ้นดูนิดหนึ่งแล้วนอนลงไปดังเดิม

ธิดาสามรีบอาบน้ำไวอย่างยิ่ง จนกระทั่งอาบเสร็จแล้วนางก็รีบเดินขึ้นไปสวมอาภรณ์ชุดใหม่ ชุดเก่าก็เก็บใส่ถุงผ้าเอาไว้ก่อน รอให้เจอสถานที่เหมาะๆ ค่อยเอาออกมาซักตาก

เมื่อสวมอาภรณ์เรียบร้อยดีแล้วนางก็สลายเวทบุปผาแล้วเก็บกลีบบุปผาไป จากนั้นก็เดินกลับไป

จอมมารเห็นธิดาสิงห์เดินกลับมา เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

ธิดาสามเดินไปนั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วเอาผลไม้จากในถุงผ้าออกมากิน

จอมมารก็เอาเนื้อออกมากินเช่นกัน เขากินไปพลางมองดูนางไปพลาง พลัน! ภาพๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในศีรษะ เป็นภาพนางยืนอยู่กลางธารน้ำใส ไร้อาภรณ์ปกคลุมกาย เขาพลันหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีทันใด เขารีบหันหน้าไปไม่มองนางอีก

ธิดาสามเห็นจอมมารจู่ๆ ก็หน้าแดงอีกแล้ว นางคิดว่าเขาคงมีไข้อีกแล้วกระมัง นางจึงกินผลไม้ลูกนั้นจนหมดแล้วลุกเดินไปหาเขา ยื่นมือไปจับชีพจร

จอมมารสะดุ้งเฮือก! “เจ้า!”

ธิดาสามแตะจุดชีพจร พบว่าชีพจรเขาเต้นเร็วมาก ทั้งหน้าเขาก็แดงยิ่งนัก นางยื่นอีกมือไปแตะหน้าผากเขา “เจ้าตัวร้อนอีกแล้ว”

“ข้า…ข้า…” จอมมารอึกอักพูดตะกุกตะกัก เขาสูดลมหายใจพยายามตั้งสติ “ข้า…ข้าไม่เป็นอะไรมาก นอนสักหน่อยก็คงหายแล้ว”

“อืม เช่นนั้นเจ้ากินอิ่มแล้วก็นอนเถอะ ข้าจะเฝ้ายามให้เอง” ธิดาสามบอกอย่างเอื้ออาทร

“อืมๆ” จอมมารพยักหน้าหงึกๆ ดั่งไก่จิกข้าว เขารีบกินเนื้อชิ้นนั้นจนหมดแล้วก็ลุกไปล้างมือที่ธารน้ำ แล้วเขาก็หาที่เหมาะๆ นอนลงไป พลัน! เขาก็ผุดลุกขึ้นมานั่ง มองธิดาสิงห์แล้วพูดเสียงแผ่วอย่างเขินอายว่า “ขอข้าจับมือเจ้าอีกได้หรือไม่?”

“ได้” ธิดาสามพยักหน้า นางเดินไปนั่งข้างๆ จอมมารยื่นมือไปให้เขาจับ

จอมมารจับมือหมับ แล้วล้มตัวลงนอน

ธิดาสามมองจอมมารอย่างพิจารณา เท่าที่นางได้ยินข่าวเกี่ยวกับเขา เขานั้นไม่ได้มักใหญ่ไฝ่สูงเลย เขาเพียงแต่ปกครองคุ้มครองเผ่ามารของเขาเท่านั้น เขาต่างจากจอมมารผู้พ่อซึ่งมักใหญ่ไฝ่สูงจนแม้ตายไปแล้วเหลือแต่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณก็ยังคงอยากเป็นใหญ่เหนือหกภพ คิดๆ แล้วห่าวหรานผู้นี้ก็มีนิสัยใจคอนับว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง ถึงแม้เขาจะสร้างความลำบากให้นางไปบ้างแต่ก็พอให้อภัยได้

นางคิดไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหน นางนั่งสัปหงกหลับตัวเอนไปเอนมา

จอมมารลืมตาขึ้น เขาค่อยๆ ใช้พลังบางเบาโอบนางให้นอนลงข้างกายเขา แล้วเขาก็กางกำแพงป้องกันออกไปรอบตัว ป้องกันไม่ให้ถูกสัตว์ร้ายจู่โจม

อสูรสุนัขมองพลังมารที่แผ่ออกมารอบๆ คนทั้งสอง มันแอบขยับๆ เข้าไปใกล้ๆ ก่อนที่พลังนั้นจะกางป้องกันจรดพื้นดิน เมื่อพลังกางป้องกันจรดพื้น มันก็อยู่ในวงล้อมของพลังมารแล้ว คืนนี้มันสามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจแล้ว ฮี่ๆๆๆ

จอมมารเหลือบมองอสูรสุนัขแวบหนึ่ง เขาอยากโยนมันออกไปเสียจริง แต่ก็กลัวว่ามันจะส่งเสียงดังจนนางตื่น ดังนั้นเขาจึงปล่อยมันไว้เช่นนั้น ฮึ่ม!

ธิดาสามหลับใหลอยู่ข้างกายจอมมาร นางขยับตัวให้ตัวเองนอนสบายที่สุด แขนข้างหนึ่งเหยียดออกไปพาดบนตัวจอมมาร

จอมมารสะดุ้ง! ก็มือนางข้างนั้นวางอยู่ตรงกลางกายเขาพอดี เขาตัวแข็งเกร็ง พยายามสงบสติอารมณ์อย่างยิ่ง

กลางกายเขาค่อยๆ ขยายขึ้นมา เขาหน้าแดงอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะเขาต้องข่มอารมณ์เอาไว้จนหน้าแดงต่างหาก

เขาอยากกอดนาง อยากร่วมอภิรมย์กับนาง แต่เขาก็อดทนอดกลั้นเอาไว้ เขาไม่อยากให้นางโกรธจนมองหน้ากันไม่ติด เรื่องเช่นนี้เขาอยากให้นางเต็มใจ ไม่ใช่ฉวยโอกาส หรือเกิดขึ้นเพราะข่มเหงย่ำยีนาง เขาได้แต่นอนตัวแข็งเกร็งอยู่อย่างนั้น

ธิดาสามพลิกกายตะแคงอีกข้าง

จอมมารหายใจทั่วท้องขึ้นมานิดหนึ่ง เขาตะแคงตัว นอนมองนาง ยิ้มบางๆ เขาหมายใจแล้วว่าจะต้องแต่งนางเป็นฮูหยินของเขาให้ได้!

เขายื่นแขนไปวางตรงเอวนาง นางยังคงหลับเขาจึงค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงไปจนแขนเขาโอบเอวนางได้ ใจเขาเต้นตึกๆ เขาสุขใจยิ่งนักที่ได้กอดนางเช่นนี้

ธิดาสามรู้สึกตัวลืมตาตื่น นางรู้สึกว่าตรงเอวหนักๆ เหมือนถูกทับ นางจึงเหลือบมองพบว่าเป็นแขนข้างหนึ่ง นางพลิกตัวหันหลังไปมอง จึงเห็นว่าจอมมารนอนอยู่ข้างๆ ห่างแค่คืบเดียว นางมองเขาตาปริบๆ สีหน้าเฉยมาก หน้าไม่แดง หัวใจไม่เต้นแรงสักนิด สำหรับนางแล้วเขาก็เหมือนสหายคนหนึ่งเท่านั้น นางไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับเขาเลย นางค่อยๆ จับแขนเขายกขึ้นแล้วค่อยๆ ลุกออกไปอย่างเงียบเชียบ

จอมมารนั้นตื่นตั้งแต่นางขยับตัวลืมตาแล้ว เขาสลายพลังมารออกแล้วแกล้งหลับอยู่ เมื่อนางลุกไปเขาไม่ได้ยินเสียงนางเคลื่อนไหวเลยสักนิด แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ไม่ได้ยิน เขาเผยอดวงตาข้างหนึ่งขึ้นแอบมอง เห็นนางลุกเดินไป เขาแกล้งละเมอมือปัดป่ายไปมา “อย่า…อย่า…”

ธิดาสามหันไปมอง เห็นจอมมารนอนกระสับกระส่าย นางจึงเดินกลับไปดู นางยอบตัวลงนั่งข้างๆ เขา ยื่นมือไปปลุกเขา “ห่าวหราน”

จอมมารคว้ามือจับหมับ ปากก็แกล้งละเมอ “อย่า…อย่า…”

เขาโอบนางแล้วพลิกนางลงกับพื้น ปากก็แกล้งละเมอว่า “ท่านแม่…ท่านแม่ช่วยข้าด้วย”

เขากำลังจะซุกหน้ากับอกนาง พลัน! เขารู้สึกเจ็บคอแปล๊บ! “โอ๊ย!”

เขาเจ็บจนต้องลืมตาขึ้น เขาเห็นมือนางกำรอบคอเขา เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึม เขาเห็นดวงตาคู่งามดุดันเกรี้ยวกราดกำลังมองจ้องเขาเขม็ง

“ตื่นได้แล้วซินะ” ธิดาสามพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ

“ข้า…” จอมมารถูกดวงตาดุดันคู่นั้นทำให้รู้สึกขนลุกชันขึ้นมาอย่างประหลาด เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง แล้วเสแสร้งว่า “นี่เกิดอะไรขึ้น? ไยเจ้าจึง…”

“เจ้าเป็นสหายข้าก็จริง แต่กรงเล็บข้าไม่รู้จักเจ้า” ธิดาสามพูดน้ำเสียงเย็นเยียบ

จอมมารกลืนน้ำลายลงคออีกอึก

“ถอยไป” ธิดาสามสั่งน้ำเสียงเย็นชา

จอมมารขยับลุกทันที แล้วรีบถอยห่างจากนางอย่าง(แกล้ง)รู้สึกผิด “ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ”

“ไม่ได้ตั้งใจก็แล้วไป” ธิดาสามขยับตัวลุกขึ้น หดกรงเล็บกลับไป

“ไป๋เมา ข้า…” จอมมารแกล้งทำท่าอึกอักขัดเขิน

“จำไว้ กรงเล็บข้าไม่รู้จักเจ้า ดาบข้าก็ไม่รู้จักเจ้าเช่นกัน เจ้าก็ระวังตัวหน่อยเถอะ” ธิดาสามพูดเย็นชาแล้วลุกขึ้นเดินไป

จอมมารยกมือลูบลำคอ เลือดยังซึมๆ ตรงรอยเล็บ เขาแอบยิ้มในใจ ว่าที่ฮูหยินข้าช่างดุดันจริง อา…ข้ารักนางยิ่งนัก หึๆๆๆ

อสูรสุนัขลืมตาข้างหนึ่งมองหนึ่งเทพหนึ่งมาร มันเป็นบุรุษย่อมดูเล่ห์กลของมารผู้นั้นออก แต่มันก็ไม่คิดจะเปิดเผยเล่ห์กลของมารผู้นั้นให้เทพแมวขาวรับรู้หรอกนะ เพราะหากมารผู้นั้นรู้ว่ามันเอาเล่ห์กลนี้เปิดเผยต่อเทพแมวขาว มันคงถูกมารผู้นั้นไล่ฆ่าแน่นอน เรื่องอะไรมันจะหาเหาใส่หัวเล่า

ธิดาสามออกเดินทางทั้งๆ ที่ตะวันยังไม่ฉายแสง

จอมมารรีบเดินตามไป

อสูรสุนัขรีบลุกตามไปทันที

ธิดาสามเดินทางมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ

จอมมารก็ติดตามนางไป

อสูรสุนัขก็ตามนางไปเช่นกัน

ทั้งสามเดินทางร่วมกันไปเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งถึงชายแดนระหว่างแดนมารและแดนมนุษย์

ธิดาสามไม่รีรอสักนิด นางรีบเดินข้ามแดนไปอย่างไวยิ่ง

จอมมารตามไปติดๆ

อสูรสุนัขรีบวิ่งตามไป

ธิดาสามหันไปมองอสูรสุนัขแล้วสั่งมันว่า “เฮ้อหงเซ่อ เจ้าหดตัวลงหน่อย ขืนเจ้าเดินไปเช่นนี้พวกมนุษย์ได้แตกตื่นแน่”

อสูรสุนัขมองตัวเองแล้วยอมหดตัวลงจนมีขนาดเท่าสุนัขในแดนมนุษย์

ธิดาสามมองมันอย่างพอใจแล้วเดินนำหน้าไป

จอมมารเดินตามไป เขาตามติดนางไปทุกหนทุกแห่งราวกับกอเอี๊ยะหนังสุนัข

อสูรสุนัขรีบตามไป มันติดตามเทพแมวขาวจนกลายเป็นความเคยชินแล้ว มันยินดีติดตามนางเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะตายนั่นแหละ ใครใช้ให้มันหลงใหลนางเล่า

ธิดาสามเดินทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

แต่หมู่บ้านนี้เงียบมาก เงียบจนผิดปกติเลยทีเดียว นางชะงักอยู่นอกหมู่บ้าน

จอมมารยืนอยู่ข้างขวาของนาง เขาชะเง้อมองหมู่บ้านข้างหน้าอย่างครุ่นคิด

อสูรสุนัขยืนอยู่ข้างซ้ายของนาง มันชะเง้อมองหมู่บ้านนั้น แล้วยกขาหน้าสะกิดชายกระโปรงเทพแมวขาว คล้ายกับจะเตือนว่า ที่นี่ผิดปกติ ให้นางระวังตัว

Chapter 59

หมู่บ้านร้าง

ธิดาสามก้มมองอสูรสุนัขแล้วยิ้มให้มัน นางลูบศีรษะมันสองสามทีแล้วมองหมู่บ้านเบื้องหน้า

อสูรสุนัขดีใจมากที่นางลูบศีรษะมัน มันกระดิกหางปับๆ

ธิดาสามมองหมู่บ้านแล้วก้าวเดินไปอย่างระมัดระวังตัว

อสูรสุนัขเดินตามไปติดๆ

จอมมารเดินตามไป เขาคอยระวังภัยเบื้องหลัง

ขณะที่เดินอยู่นั้น ทั้งสามรู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตาของคนในที่ลับ พวกเขาหันไปมองตากัน ต่างคนต่างเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

พลัน! คนๆ หนึ่งก็วิ่งพุ่งมา “นายท่าน!”

ดาบเขี้ยวสิงห์ปรากฏขึ้น ปลายดาบจ่อหน้าคนที่พุ่งมาจนคนๆ นั้นหยุดชะงักกึก

“นายท่าน” บุรุษร่างเล็กเอานิ้วจิ้มปลายดาบพยายามผลักดาบให้เบนไป เขายิ้มแหยๆ “นายท่าน ท่านเก็บดาบก่อนได้ไหมขอรับ?”

จอมมารมองบุรุษผู้นั้น เขารู้สึกคุ้นหน้ามาก เขานึกๆ แล้วก็นึกออก “เจ้าคือแมงมุมในตอนนั้น!”

“แมงมุม?” ธิดาสามทวนคำอย่างงงๆ ปนสงสัย

บุรุษผู้นั้นมองบุรุษอีกคน เขาจ้องมองใบหน้าครู่หนึ่งแล้วก็นึกออก “อ้า! มารในตอนนั้นนั่นเอง นี่เจ้ายังตามเกาะแกะนายท่านของข้าอยู่อีกรึ!?”

บุรุษร่างเล็กก็คือชวี่จูนั่นเอง เขานั้นตามหานายท่านมาเนิ่นนานหลายปี เขาเดินทางตามหานายท่านไปทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านร้างแห่งนี้ เขาจึงอาศัยที่นี่นอนพัก 1 วัน วางแผนว่าพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางไปที่อื่นแล้ว

“นายท่านขอรับ มีข้าอยู่ท่านไม่ต้องกลัวเจ้ามารผู้นี้แล้ว ข้าจะปกป้องท่านเองขอรับ” ชวี่จูพูดอย่างวางท่าทางอวดเก่ง หมายข่มมารผู้นี้อย่างไม่ชอบขี้หน้า

จอมมารมองภูตแมงมุมอย่างไม่ชอบขี้หน้าเช่นกัน เขาดีดปราณมารใส่ภูตแมงมุม

ธิดาสามทันเห็นปราณมารทางหางตา นางบังคับดาบเขี้ยวสิงห์ขวางปราณมารเอาไว้ ดาบเขี้ยวสิงห์ปะทะกับปราณมารส่งเสียงดัง เปรี๊ยะๆ

ชวี่จูสะดุ้งโหยง! เขารีบขยับไปเอาตัวขวางเบื้องหน้านายท่าน ปกป้องนายท่านไว้เบื้องหลังตัวเอง

ธิดาสามรู้สึกคล้ายจะเคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน นางคิดๆ พลัน! นางก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา “โอย…”

“นายท่าน! ท่านเป็นอะไรขอรับ!?” ชวี่จูตกใจ เขาหันหน้าไปมอง

จอมมารก็ตกใจเช่นกัน เขาเก็บปราณมารกลับมาแล้วยื่นมือไปจับแขนธิดาสิงห์ “ไป๋เมา เจ้าเป็นอะไร?”

“ปวดหัว…” ธิดาสามกัดฟันตอบ

“ท่านปวดหัว!” ชวี่จูตกใจ ทำอะไรไม่ถูก

จอมมารโอบธิดาสิงห์ไว้ในอ้อมกอด “ไป๋เมา ข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร?”

จะพานางกลับวังก็ไกลเกินไป เขากลัวว่าจะไม่ทันกาล จะพานางกลับแดนสิงห์ก็ยิ่งไกลกว่า ครั้นจะพานางไปหาหมอในแดนมนุษย์ หมอแดนมนุษย์จะช่วยอะไรได้เล่า!

“มะ…ไม่ต้อง ระ…ร้อนรนไป ขะ…ข้านอน สะ…สักหน่อยก็ดีขึ้น” ธิดาสามกัดฟันบอก

จอมมารอุ้มนางขึ้นมาแล้วพานางเดินหาเตียงสะอาดสะอ้านให้นางได้นอน

“ทางนี้ๆ ตามข้ามาทางนี้” ชวี่จูรีบนำทางไปทันที

จอมมารเดินตามไป

อสูรสุนัขก็รีบตามไป

ชวี่จูเปิดประตูเรือนออกกว้าง ชี้ไปที่เตียงหลังหนึ่งในห้อง “ตรงนั้น”

จอมมารมองตาม เขาเห็นเตียงค่อนข้างสะอาดจึงเดินไปวางธิดาสิงห์ลงนอน

ชวี่จูยืนอยู่ข้างเตียงอย่างร้อนใจ เป็นห่วงเป็นใยนายท่านยิ่งนัก

ภาพบางภาพผุดขึ้นมาในศีรษะธิดาสาม นางนอนปวดศีรษะราวกับศีรษะจะแตกออกได้ นางข่มความเจ็บปวดเอาไว้ กัดฟันแน่นจนริมฝีปากซีดขาว ภาพที่ผุดขึ้นมานั้นนางเห็นชวี่จูยืนกางแขนอยู่เบื้องหน้านาง ภาพผุดขึ้นมาภาพแล้วภาพเล่า จนกระทั่งภาพสุดท้ายที่ชวี่จูติดตามนางเดินทางไปด้วยกัน แต่นางก็ไม่รู้ว่านางในภาพเหล่านั้นกำลังเดินทางไปที่ใด

อาการปวดศีรษะก็บรรเทาเบาบางลงไป ทำให้นางค่อยๆ ผล็อยหลับไป

จอมมารนั่งอยู่ข้างเตียง เฝ้ามองธิดาสิงห์อย่างเป็นห่วง

ชวี่จูก็ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียง ยืนไปยืนมาจนเมื่อยขา เขาจึงนั่งลงกับพื้นข้างเตียง เฝ้ามองนายท่านอย่างเป็นห่วง

อสูรสุนัขก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงเช่นกัน มันมองเทพแมวขาวอย่างเป็นห่วงเป็นใยไม่แพ้ผู้อื่น

หนึ่งมาร หนึ่งภูต หนึ่งอสูร เฝ้าอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมห่างไปไหนเลย สายตาของทั้งสามล้วนมองร่างบางบนเตียงเป็นตาเดียว

ธิดาสามลืมตาตื่นขึ้นมา นางเห็นจอมมารฟุบหลับอยู่ข้างเตียง ชวี่จูหลับอยู่ปลายเตียง เฮ้อหงเซ่อหมอบหลับอยู่ที่พื้นข้างเตียงระหว่างจอมมารกับชวี่จู เมื่อเห็นทั้งสามเฝ้านางไม่ห่างทำให้นางรู้สึกตื้นตันใจมาก นางขยับตัวลุกขึ้น

จอมมารสะดุ้งลืมตาตื่นทันที เขามองไป เห็นนางตื่นลุกขึ้นนั่ง “เจ้าตื่นแล้ว”

ชวี่จูสะดุ้งตื่น เขาเห็นนายท่านตื่นก็ดีใจมาก “นายท่าน ท่านตื่นแล้ว”

อสูรสุนัขตื่นขึ้นมา มันมองเทพแมวขาวแล้วกระดิกหางปับๆ อย่างดีใจมาก

ธิดาสามมองทั้งสามแล้วยิ้มให้พวกเขา “ขอบใจที่คอยดูแล”

“เจ้ายังปวดหัวไหม?” จอมมารถามอย่างเป็นห่วง

ธิดาสามส่ายหน้าแทนคำตอบ นางเบนสายตาไปมองชวี่จู “พบกันอีกแล้วนะชวี่จู”

“ฮือๆๆๆๆ นายท่าน—” ชวี่จูเบะปากร้องไห้ มันยื่นมือไปจับมือนายท่านไว้แน่น “นายท่าน ท่านอย่าทิ้งข้าไปอีกนะขอรับ ฮือๆๆๆ…”

“ไม่ทิ้งๆ ไม่ร้องนะๆ” ธิดาสามพยายามปลอบชวี่จู

อสูรสุนัขกลัวว่าเทพแมวขาวจะหลงลืมมัน มันรีบขยับไปเกาะข้างเตียง ส่งเสียงหงิงๆ แกว่งหางปับๆ

ธิดาสามยื่นมืออีกข้างไปลูบศีรษะอสูรสุนัขสองสามที

จอมมารคว้ามือข้างนั้นมากุมไว้

อสูรสุนัขหันไปมองจอมมาร มันแยกเขี้ยวใส่ “แฮ่—”

จอมมารมองอสูรสุนัขอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ ทำไม? อยากถูกตีอีกรึ?

“พวกเจ้านี่นะ ยังจะทะเลาะกันอีกรึ” ธิดาสามดุ

อสูรสุนัขรีบเก็บท่าทางดุร้ายไปทันที

จอมมารละสายตา หันไปมองธิดาสิงห์

ธิดาสามดึงมือออกจากการเกาะกุมของทั้งสอง แล้วขยับตัวลงจากเตียง

“ค่อยๆ นะ” จอมมารพยุงแขนอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“นายท่านระวังขอรับ” ชวี่จูก็ช่วยพยุงแขนอีกข้าง

ธิดาสามดึงแขนออกจากมือของทั้งสอง “ไม่ต้องๆ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”

“ขอรับ” ชวี่จูหดมือกลับไป แต่สายตาคอยมองการเคลื่อนไหวของนายท่านตลอดเวลาอย่างคอยระแวดระวังกลัวว่านายท่านจะล้มลงไป

จอมมารก็คอยระวังอยู่อีกด้าน “ค่อยๆ นะ”

ธิดาสามลงยืนข้างเตียง นางมองไปรอบๆ ห้อง เห็นว่าที่นี่ค่อนข้างสะอาดดี นางเห็นฉากกั้นกับอ่างอาบน้ำ ทำให้นางรู้สึกอยากอาบน้ำขึ้นมา

ชวี่จูเห็นสายตานายท่านมองไปทางด้านหนึ่งของห้อง เขามองตาม แล้วหันกลับมามองนายท่าน “อา…เดี๋ยวข้าต้มน้ำให้ขอรับ”

เขาเคยรับใช้นายท่านมา จึงรู้ว่านายท่านรักสะอาดมาก ทุกๆ วัน หากสถานที่เอื้ออำนวย นายท่านมักจะอาบน้ำทุกวัน

“ต้มน้ำ?” จอมมารงุนงง

ชวี่จูรีบไล่ “เจ้าออกไปข้างนอกได้แล้ว นายท่านข้าจะอาบน้ำ เจ้ายังจะนั่งบื้อใบ้อยู่อีก”

ธิดาสามใช้สายตาไล่จอมมารกับอสูรสุนัข

อสูรสุนัขเห็นสายตาเช่นนั้น มันรีบลุกออกไปข้างนอกทันที

จอมมารยังคงนั่งเฉยไม่ขยับ

ชวี่จูจึงออกปากไล่อีกครั้ง “ยังไม่รีบไปอีก หรือเจ้าอยากจะอยู่ดูนายท่านข้าอาบน้ำ?”

จอมมารมองธิดาสิงห์ เห็นนางส่งสายตาไล่ เขาจึงลุกขึ้นเดินออกไป

ชวี่จูเดินตามไปแล้วปิดประตู จากนั้นเขาก็รีบเดินไปห้องครัวจัดแจงจุดไฟต้มน้ำ

จอมมารยืนอยู่หน้าห้อง เขามองบานประตูแล้วเดินไปนั่งรอที่ศาลาข้างบ้าน

อสูรสุนัขก็หมอบรออยู่แถวหน้าเรือน

ชวี่จูต้มน้ำเสร็จแล้วก็รีบยกไปเทใส่อ่าง

ธิดาสามมองดูชวี่จู นางไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก จากความทรงจำที่หวนคืนมา นางก็จำไม่ได้แล้วว่าแยกกับชวี่จูตอนไหน

“นายท่านขอรับ น้ำร้อนเต็มอ่างแล้วขอรับ” ชวี่จูเดินไปรายงาน

ธิดาสามจึงหยุดความคิดทั้งมวลเอาไว้

ชวี่จูถือถังไม้เดินออกไปนอกห้องแล้วปิดประตูให้

ธิดาสามมองประตูที่ปิดสนิทดี นางเดินไปข้างอ่าง ถอดอาภรณ์ออกแล้วลงอาบน้ำ

ครั้นอาบน้ำเสร็จก็สวมอาภรณ์ใหม่แล้วเปิดประตูเดินออกไป

ชวี่จูเห็นนายท่านเดินออกมา เขารีบก้าวไปหา “นายท่านขอรับ ข้าทำกับข้าวไว้พร้อมแล้ว ท่านจะกินเลยไหมขอรับ?”

“อืม ขอบใจนะ” ธิดาสามพยักหน้า แล้วเดินไปที่โต๊ะหน้าเรือน นางมองโต๊ะที่เช็ดไว้สะอาดสะอ้าน คาดว่าคงเป็นฝีมือชวี่จูนั่นแหละที่เช็ดโต๊ะไว้ให้นาง นางนั่งลงไป

ชวี่จูรีบยกข้าว ยกกับข้าวไปให้นายท่าน

ธิดาสามมองอาหารบนโต๊ะที่มีแต่ผัดผัก ต้มจืดผัก ถั่วต้มคลุกเกลือ ดูเหมือนว่าชวี่จูจะจดจำได้ว่านางไม่กินเนื้อสัตว์

“กับข้าวเหล่านี้ข้าเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ เลยนะขอรับ ท่านลองกินซิขอรับ” ชวี่จูยิ้ม ตามองนายท่านอย่างดีใจมาก

“อืม ขอบใจเจ้ามาก” ธิดาสามยิ้มให้ชวี่จูแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผัดผักกิน

จอมมารเดินไปมองๆ กับข้าวบนโต๊ะแล้วเบ้หน้าเล็กน้อย จะให้เขากินแต่ผักเช่นนี้เขาขอไม่กินดีกว่า เขานั่งลงมองนางกินข้าว

ธิดาสามมองจอมมารแล้วกินข้าวต่อ

“อร่อยไหมขอรับ?” ชวี่จูถาม

“อร่อยดี” ธิดาสามพยักหน้า ยิ้มให้ชวี่จูอีกครั้ง

จอมมารมองชวี่จูอย่างไม่ค่อยพอใจนักที่ธิดาสิงห์ยิ้มให้ชวี่จู ก็รอยยิ้มของนางควรจะยิ้มให้เขาคนเดียวซิ

ชวี่จูเห็นจอมมารจ้องมองอย่างไม่พอใจ เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ ยืนรับใช้อยู่ข้างกายนายท่าน

อสูรสุนัขก็ลุกไปนั่งใกล้ๆ เทพแมวขาว

ธิดาสามมองมันนิดหนึ่ง นางไม่คิดจะชวนมันกินด้วยหรอกนะ เพราะรู้ว่าถึงชวนมันก็ไม่กินหรอก มันนั้นชอบกินเนื้อเหมือนกับจอมมารนั่นแหละ อ่อ ต้องรวมชวี่จูเข้าไปด้วย มีนางคนเดียวนี่แหละที่กินผัก ผลไม้

จนกระทั่งนางกินเสร็จ ชวี่จูก็เก็บจานชามไปล้าง

ธิดาสามรอจนชวี่จูกลับมา นางจึงลุกขึ้นยืน บอกทุกคนว่า “พวกเราเดินทางต่อเถอะ”

“เดินทาง? นายท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ?” ชวี่จูถาม

“แดนสิงห์” ธิดาสามตอบแล้วเดินไป

ชวี่จูรีบเดินตามไปทันที คราวนี้มันจะไม่ยอมแยกจากนายท่านอีกแล้ว

จอมมารรีบเดินตามไป เขาเดินเคียงข้างนางด้านขวา

อสูรสุนัขรีบตามไปเช่นกัน มันพุ่งไปเบียดภูตแมงมุมออกไป

ชวี่จูถูกเบียดจนหลุดจากตำแหน่งด้านซ้ายของนายท่าน เขามองอสูรสุนัขอย่างโมโหแล้วกลายร่างเป็นแมงมุม จากนั้นก็รีบไต่ขึ้นไปบนไหล่นายท่าน

ธิดาสามมองชวี่จูที่ขึ้นมาอยู่บนไหล่ นางมองแล้วก็ละสายตาไปมองทางเบื้องหน้า

ชวี่จูมองอสูรสุนัขอย่างเยาะเย้ย

อสูรสุนัขมองภูตแมงมุมอย่างไม่พอใจ

หนึ่งภูต หนึ่งอสูร จ้องหน้ามองตากันไปมาอย่างไม่ลงรอยกัน

ธิดาสามส่งเสียงดุ “พวกเจ้าจะติดตามข้าก็ทำตัวดีๆ หากทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องติดตามข้าแล้ว”

“ขอรับ” ชวี่จูรับคำ เขาดึงสายตากลับไป

อสูรสุนัขก็ดึงสายตากลับ ไม่กล้าก่อเรื่องก่อราวให้เทพแมวขาวโกรธ

Chapter 60

เจ้าซิ ไสหัวไป!

จอมมารมองก้างขวางคอที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างไม่พอใจนัก

แค่อสูรสุนัขตัวเดียว มันก็เกาะติดนางจนเขาไม่มีช่วงเวลาได้อยู่กับนางตามลำพังเลย นี่ยังเพิ่มเจ้าภูตแมงมุมมาอีกตัว อีกทั้งเจ้าภูตแมงมุมนี้ก็เกาะติดนางยิ่งกว่ากอเอี๊ยะหนังสุนัขเสียอีก แล้วจะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร ฮึ่ม! เขาอยากฆ่าพวกมันสองตัวหมกป่ายิ่งนัก ฮึ่ม!

ธิดาสามรู้สึกถึงไอสังหารจางๆ จากร่างจอมมาร นางมองเขาแล้วปรามว่า “เจ้าก็ทำตัวดีๆ หากเจ้ารังแกผู้อื่น ข้าเอาเรื่องเจ้าแน่”

จอมมารสะกดความไม่พอใจลงไป เขาหันไปยิ้มแย้มกับนาง “ข้าตามใจเจ้าทุกสิ่งอยู่แล้ว”

“อืม” ธิดาสามส่งเสียงคำหนึ่ง แล้วไม่สนใจเขาอีก นางเดินไปเรื่อยๆ

ทั้งสี่เดินทางร่วมกันไปอย่างสันติ มีบางคราวที่หนึ่งมาร หนึ่งภูต หนึ่งอสูร จะลอบส่งสายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบใจ ธิดาสามก็ทำไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่พวกเขาไม่ลงมือลงไม้กันนางก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่ง ธิดาสามรู้สึกว่าพลังกลับคืนมาเต็ม 10 ส่วนแล้ว นางจึงไม่ค่อยๆ เดินเท้าแล้ว แต่ใช้วิธีเก็บชวี่จูกับเฮ้อหงเซ่อเข้าไปในถุงผ้าแล้วเหาะเหินกลับแดนสิงห์อย่างไวที่สุด

จอมมารเหาะตามไปติดๆ เขาอยากจะแอบเอาโอสถให้นางกิน นางจะได้ไร้พลังเทพเช่นเดิม แต่หากทำเช่นนั้นนางคงโกรธเคืองเขาจนแม้แต่หน้าก็ไม่อยากมองแล้ว

ธิดาสามเหินลอยไป สลับกับหยุดพักเป็นระยะๆ ทุกวัน

วันคืนผ่านไป จนกระทั่งไปถึงชายแดนระหว่างแดนมนุษย์กับแดนเทพธิดาสามก็พุ่งผ่านเข้าแดนเทพไปอย่างคิดถึงบ้านเต็มแก่

จอมมารตามไปติดๆ

ธิดาสามลอยลงไปบนพื้นดินแห่งหนึ่ง

จอมมารลอยลงไปยืนเคียงข้างนาง

“เจ้าบุกแดนเทพ ไม่กลัวถูกฆ่าหรือไร?” ธิดาสามมองจอมมาร

“เจ้าเป็นห่วงข้าหรือ?” จอมมารดีใจมาก

“อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นสหาย ข้าย่อมไม่อยากเห็นสหายตกตายหรอกนะ แต่ข้าก็ไม่อาจตั้งตัวเป็นศัตรูกับเทพทั้งดินแดนเพื่อปกป้องเจ้าได้ ทางที่ดีเจ้ารีบกลับแดนมารไปเสียเถอะ” ธิดาสามไล่เขา

“เจ้าไล่ข้า?” จอมมารหน้างอ

“อืม” ธิดาสามพยักหน้า

“ข้าไม่กลับ ข้าจะติดตามเจ้าไปทุกหนแห่ง” จอมมารบอกอย่างดื้อดึง

“แต่หากเทพคนอื่นเห็นเจ้า ย่อมจับเจ้าไปเข่นฆ่า หรืออาจจะฆ่าเจ้าเลยไม่คิดจะจับกลับไปให้เสียเวลาก็ได้” ธิดาสามเตือน

“หากเจ้ากลัวข้าถูกจับ ข้ากลายเป็นเทพก็ได้” จอมมารบอกยิ้มๆ

“หือ?” ธิดาสามสงสัย

จอมมารเอาโอสถออกมา 1 เม็ดแล้วกินเข้าไป สักพักไอมารสีดำก็เปลี่ยนเป็นไอเทพขาวพราวพรั่ง

ธิดาสามเบิกตาโต มองไอเทพที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวจอมมาร นางเพ่งดูไอเทพนั้น ดูอย่างไรก็ไม่แตกต่างจากไอเทพสักนิด “นั่นคือโอสถอะไร?”

จอมมารเทโอสถแล้วยื่นให้นาง 1 เม็ด “นี่คือโอสถมายาลวง”

ธิดาสามรับไปพิศดู แล้วดมกลิ่นแยกแยะสมุนไพร จากนั้นนางก็ยื่นโอสถคืนให้เขา

จอมมารรับคืนมาแล้วเก็บใส่ขวด เห็นนางสนใจโอสถมายาลวง เขาจึงอธิบายเพิ่มว่า “โอสถนี้ข้ากิน 1 เม็ดก็จะอำพรางไอมารไปได้ 10 วัน ดังนั้นเจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะถูกจับถูกฆ่าแล้ว”

“เอาเถอะๆ แต่ถ้าเจ้าถูกจับจริงๆ ข้าก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้นะ เพราะเจ้ารนหาที่ตายเองนะ” ธิดาสามบอกอย่างเย็นชา

จอมมารยิ้ม ไม่สนใจท่าทางเย็นชาของนาง เพราะเขารู้ดีว่าหากเขาเกิดเรื่องขึ้นมา นางย่อมไม่ใจไม้ไส้ระกำทนใจดำเห็นเขาถูกฆ่าตายได้หรอก

เมื่ออำพรางไอมารได้แล้ว ธิดาสามจึงเหินลอยขึ้นฟ้า เดินทางต่อไป

จอมมารรีบตามไปติดๆ

ธิดาสามนึกอะไรขึ้นได้ นางหยุดอยู่กลางอากาศแล้วเอาบัวของเทพพฤกษาออกมา นางพูดกับบัวดอกนั้นว่า “ข้ากำลังจะกลับถ้ำสิงห์แล้ว ประมาณอีก 1 เดือนคงถึงถ้ำสิงห์ พวกท่านไม่ต้องตามหาข้าแล้ว”

เมื่อพูดจบ นางก็ปล่อยดอกบัวลอยไป ดอกบัวพุ่งลิ่วหายลับไปอย่างรวดเร็ว

จอมมารหยุดอยู่ข้างๆ มองดอกบัวดอกนั้นลอยหายไป ไม่ต้องคาดเดาเขาก็สามารถเดาได้ว่าบัวดอกนั้นย่อมเป็นของวิเศษของเทพพฤกษาแน่แท้

ธิดาสามเหินลอยต่อไป

จอมมารตามติดไม่ห่างราวกับกอเอี๊ยะหนังสุนัข

เมื่อเทพพฤกษาได้รับดอกบัว นางก็หยุดค้นหาธิดาสาม แล้วรีบส่งข่าวไปถึงเจียวเจี๋ยและเจียวซิ่นทันที จากนั้นนางก็รีบกลับไปรอธิดาสามที่แดนสิงห์

เมื่อคนอื่นๆ รู้ข่าว พวกเขาก็เลิกค้นหาธิดาสาม พวกเขาพากันกลับแดนสิงห์ไปรอคอยธิดาสาม

วันคืนผ่านไป จนกระทั่งธิดาสามและจอมมารเดินทางไปใกล้ๆ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า ซึ่งกำลังจัดงานโคมไฟ ทำให้ทั่วทั้งตำหนักเก้าชั้นฟ้าสว่างไสวยิ่ง จอมมารมองแล้วชวนว่า “ไป๋เมา พวกเราหยุดที่นั่นสักครู่ได้หรือไม่?”

ธิดาสามชะงักค้างกลางอากาศ มองตำหนักเก้าชั้นฟ้าที่ประดับประดาโคมไฟไปทั่วอย่างสวยงามตระการตา นางมองจอมมารแล้วคิดๆ เขาคงไม่เคยเห็นสิ่งสวยงามเช่นนี้กระมัง เช่นนั้นแวะเที่ยวสักวันก็ได้ นางพยักหน้า “อืม”

จอมมารยิ้มดีใจมาก ราวกับเด็กน้อยอย่างไรอย่างนั้น

ธิดาสามเหินลอยลงไปบริเวณรอบนอกของตำหนักเก้าชั้นฟ้า ซึ่งเขตชั้นนอกนี้ใครจะไปจะมาก็ได้ เป็นที่อยู่อาศัยของเทพระดับต่ำ แต่หากเป็นเขตชั้นกลางและเขตชั้นในจำเป็นต้องแสดงป้ายฐานะจึงจะเข้าไปได้ ซึ่งนางก็ไม่คิดจะเข้าไปในเขตชั้นกลางอยู่แล้ว เดินเที่ยวเล่นอยู่เขตชั้นนอกก็พอแล้ว

จอมมารลอยลงยืนข้างๆ ธิดาสิงห์ เขามองเมืองซึ่งดูคึกคักสนุกสนานอย่างสนอกสนใจ

“ไปกันเถอะ” ธิดาสิงห์เดินนำหน้าไป

จอมมารเดินตามไป

ทั้งสองเดินชมเมืองและผู้คนไปเรื่อยๆ สองข้างทางมีร้านค้ามากมาย ขายสินค้าหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นสินค้าสำหรับสตรี ปิ่นปักผมเอย เครื่องประทินโฉมเอย อาภรณ์งดงาม แพรพรรณเนื้อดี ฯลฯ

เมื่อเดินนานๆ เข้า ธิดาสามก็เมื่อยขาแล้ว นางจึงชวนจอมมารไปนั่งพักดื่มน้ำชา “พวกเราแวะร้านน้ำชาร้านนั้นก่อนเถอะ”

“อืม” จอมมารพยักหน้า

ธิดาสามจึงเดินนำเข้าไปในร้านน้ำชา

“เชิญขอรับๆ” บ่าวรับใช้รีบผายมือต้อนรับลูกค้า

ธิดาสามเดินไปนั่งที่โต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากคนอื่นๆ ในร้าน นางนั่งลงไป

จอมมารนั่งลงข้างนาง

“แม่นางกับคุณชายจะรับอะไรดีขอรับ? ร้านข้ามีทั้งน้ำชา สุรา อาหารเลิศรส หรือจะเป็นขนมก็มีขอรับ” บ่าวรีบพูดอย่างคล่องปาก

“เอาน้ำชา 3 กา เหล้ากานึง พวกเนื้อเจ้ามีกี่อย่างก็เอามาซัก 9 จาน แล้วก็ผัดผักจานนึง แกงจืดชามนึง หมั่นโถว 2 ลูก” ธิดาสามสั่ง

“ขอรับ” บ่าวรับคำสั่งแล้วรีบเดินไปบอกพ่อครัว

ธิดาสามเอาภูตแมงมุมกับอสูรสุนัขออกมาจากถุงผ้า

เมื่อออกมาจากถุงผ้าแล้วภูตแมงมุมก็กลายเป็นมนุษย์นั่งอยู่ข้างๆ นายท่าน

ส่วนอสูรสุนัขก็นั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มันมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ

“ที่นี่คือที่ไหนหรือขอรับ?” ชวี่จูถาม

“เขตชั้นนอกของตำหนักเก้าชั้นฟ้า” ธิดาสามตอบ

ชวี่จูมองไปรอบตัวอย่างตื่นเต้น แล้วมองจอมมาร เห็นอีกฝ่ายไม่มีท่าทางตื่นเต้นเหมือนเช่นเขา เขาจึงวางท่าวางทางสุขุมขึ้นมา ราวกับต้องการข่มจอมมาร

อสูรสุนัขเห็นจอมมารกับภูตแมงมุมทำท่าสุขุม มันจึงวางท่าทางเช่นกัน

ธิดาสามยิ้มบางๆ ที่ทั้งสามวางท่าแข่งกัน ทั้งๆ ที่นัยน์ตาพวกเขาล้วนเหล่มองไปรอบทิศแล้ว

บ่าวยกน้ำชากับสุรามาวางแล้วถอยไป

ธิดาสามเลื่อนกาสุราไปตรงหน้าจอมมาร ส่วนกาน้ำชาอีก 2 กาก็เลื่อนไปให้ชวี่จูกับอสูรสุนัข เหลืออยู่ตรงหน้านางกาเดียว

ชวี่จูรีบยื่นมือไปรินชาให้นายท่าน “น้ำชาขอรับ”

“อืม” ธิดาสามพยักหน้าแล้วยกชาขึ้นจิบ ชานี้แม้จะไม่เลิศรสเหมือนชาที่ถ้ำสิงห์แต่ก็ดีกว่าชาในแดนมนุษย์มาก

ชวี่จูรินชาให้ตัวเองแล้วยื่นมือไปรินให้อสูรสุนัขด้วย ก็มันยังไม่อาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ย่อมไม่สามารถจับการินน้ำชาได้

อสูรสุนัขแยกเขี้ยวให้ภูตแมงมุมทีหนึ่ง มันรอให้ชาหายร้อนแล้วค่อยเลียน้ำชากิน

จอมมารรินเหล้าใส่จอกแล้วยกขึ้นจิบ

บ่าวยกอาหารมาวางแล้วถอยไป

ธิดาสามเลื่อนจานเนื้อไปตรงหน้าจอมมารจานหนึ่ง อีก 8 จานที่เหลือนางก็แบ่งให้ชวี่จูกับเฮ้อหงเซ่อคนละ 4 จาน

“ขอบคุณขอรับ” ชวี่จูกุมมือคารวะนายท่านแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมารอท่า

ธิดาสามหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบกับกิน

จอมมารก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อกิน

ชวี่จูจึงคีบเนื้อกินเช่นกัน

อสูรสุนัขก็กินเนื้ออย่างสำรวมยิ่ง เพราะเทพแมวขาวไม่ชอบผู้มีกริยาไม่งาม มันติดตามนางมานานจึงถูกอบรมสั่งสอนไม่น้อย

ขณะที่ทั้งสี่กำลังกินอาหารอยู่ ก็มีสตรีกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน

สตรีนางหนึ่งตะโกนสั่งว่า “เถ้าแก่ นายข้าต้องการเหมาร้านเจ้า เจ้ารีบไล่คนอื่นออกไปให้หมด”

“เอ่อ…” เถ้าแก่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสตรีกลุ่มนั้นแล้วสั่งบ่าวว่า “เจ้า ไปเชิญ(ไล่)แขกออกไปให้หมด”

“ขอรับ” บ่าวรับคำสั่งแล้วรีบเดินไปเชิญ(ไล่)แขกทันที

เขาเดินไปบอกแขกทุกโต๊ะอย่างจนใจว่า “เชิญทุกท่านกลับไปก่อนเถอะขอรับ”

แขกมองบ่าวอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อมองสตรีกลุ่มนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงลุกออกไป สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปอย่างไม่พอใจ

“ต้องขออภัยด้วยขอรับ ขออภัยด้วยขอรับ” บ่าวกุมมือคารวะโค้งตัวจนศีรษะแทบโขกพื้นแล้ว จากนั้นเขาก็ไปเชิญ(ไล่)แขกโต๊ะอื่นต่อไป

แขกโต๊ะอื่นๆ มองสตรีกลุ่มนั้นแล้วก็พากันทยอยลุกออกไปทีละโต๊ะสองโต๊ะ

จนกระทั่งเหลือแต่โต๊ะของธิดาสาม ซึ่งธิดาสามกับจอมมารยังนั่งกินดั่งทองไม่รู้ร้อน

ชวี่จูกับอสูรสุนัขเหลือบมองนายท่าน เห็นนายท่านยังคงนั่งเฉยพวกเขาจึงกินเนื้อกันต่อไป

บ่าวเดินไปกุมมือคารวะ “เชิญทุกท่านกลับไปก่อนเถิดขอรับ”

ธิดาสามมองบ่าวคนนั้น สีหน้านิ่งเฉยมาก นางยังคงคีบกับกินไปเรื่อยๆ

บ่าวมองแล้วพูดเสียงดังขึ้นว่า “เชิญทุกท่านกลับไปก่อนเถิดขอรับ”

ธิดาสามมองบ่าวอย่างไม่สนใจแล้วกินต่อ

บ่าวหันไปมองเถ้าแก่อย่างลำบากใจ

เถ้าแก่รีบเดินไปกุมมือคารวะแขกโต๊ะสุดท้ายในร้าน “คุณชาย ได้โปรดกลับไปก่อนเถิดขอรับ ส่วนเงินค่าอาหารข้าไม่คิดเงินขอรับ”

จอมมารมองเถ้าแก่แล้วหันไปมองธิดาสิงห์ เห็นนางยังคงนั่งกินต่อไป เขาจึงไม่สนใจเถ้าแก่ อีกทั้งเขาก็ไม่ชอบใจอยู่แล้วที่จู่ๆ ก็ถูกไล่เช่นนี้ เขาเป็นถึงจอมมารนะ มีใครหน้าไหนกล้าไล่เขาบ้าง

“คุณชายขอรับ ได้โปรดเถอะขอรับ” เถ้าแก่อ้อนวอน

สตรีกลุ่มนั้นเห็นลูกค้าโต๊ะนั้นไม่ยอมลุกไปเสียที สตรีนางหนึ่งจึงเดินอาดๆ ไปชี้นิ้วสั่ง “พวกเจ้ารีบไสหัวไปได้แล้ว”

ธิดาสามหน้าตึงขึ้นมา นางมองสตรีนางนั้นแล้วพูด 1 ประโยค “เจ้าซิ ไสหัวไป!”

“ใช่ๆ ควรเป็นเจ้าที่ต้องไสหัวไป” ชวี่จูพูดขึ้นมาทั้งยังโบกตะเกียบไล่สตรีนางนั้นอย่างไม่ไว้หน้า

สตรีนางนั้นโกรธจนโทสะท่วมฟ้าแล้ว “หนอย! เป็นแค่ภูตตัวหนึ่ง กล้าไร้มารยาทกับข้านางกำนัลขององค์หญิงเยี่ยนฟางรึ?”

“หึ! องค์หญิงเยี่ยนฟางอะไรข้าไม่รู้จัก” ชวี่จูพูดเยาะหยันแล้วคีบเนื้อกินอย่างไม่สนใจนางกำนัลผู้นั้น

“เจ้า!” นางกำนัลนางนั้นโกรธจนหน้าแดงหน้าเขียว นางสะบัดมือใส่ภูตตัวนั้นทันที ฟิ้ว!

ธิดาสามสะบัดตะเกียบต้านพลังเทพน้อยนิดสายนั้น ตะเกียบกระแทกกับพลังสายนั้นจนหักดังเปรี๊ยะ! แล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เศษตะเกียบชิ้นเล็กๆ กระเด็นไปถูกนางกำนัลนางนั้น ฉึกๆๆๆ…

“โอ๊ย!” นางกำนัลร้องลั่น นางถูกเศษตะเกียบทิ่มเนื้อตัวจนคล้ายเม่นแล้ว

“อ้า!” นางกำนัลนางอื่นๆ ตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง

เมื่อพวกนางตั้งสติได้แล้ว พวกนางก็กรูกันเข้าไปล้อมแขกโต๊ะนั้นทันที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!