Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 39

I Shall Seal The Heaven Chapter 39

ตอนที่ 39

ปรมาจารย์เอกะเทวะ!

สีหน้าของเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป ทันใดนั้นเขาก็เห็นกลุ่มหมอกกระเพื่อมไปมา และจากนั้นบุรุษที่ส่งเสียงร้องโหยหวน สูงประมาณสิบกว่าจ้างก็ปรากฏขึ้น มันใส่ชุดยาวที่ขาดรุ่งริ่ง พุ่งตรงเข้ามาหาเมิ่งฮ่าว

บุรุษผู้นั้นแผ่กระจายคลื่นพิฆาตอันแรงกล้า ซึ่งได้กลายเป็นรังสีสังหารอันเหี้ยมโหด เมื่อเห็นมันใกล้เข้ามา เมิ่งฮ่าวก็รีบถอยหลังหลบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมาก ร่างของบุรุษผู้นั้นก็เร่งความเร็วขึ้น และในชั่วแค่การกระพริบตาหนึ่งครั้ง มันก็อยู่ห่างจากเมิ่งฮ่าวแค่สามจ้าง ทันใดนั้น มันก็มองไปเห็นกุญแจหยกในมือของเขา และสายตาของมันก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเกรงกลัว

เมิ่งฮ่าวพลันได้คิด เขาแผ่พุ่งพลังลมปราณจากร่างของเขาเข้าไปสู่กุญแจหยก และทันใดนั้นมันก็เริ่มส่องประกายสีแดงราวโลหิต แสงจากกุญแจหยกส่องไปที่ร่างของบุรุษชุดขาดรุ่งริ่ง ทำให้เมิ่งฮ่าวมองเห็นมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มันมีอายุประมาณวัยกลางคน ร่างกายของมันผอมแห้งซูบโซ ราวกับเป็นวิญญาณอันชั่วร้าย

เสียงกรีดร้องโหยหวน ดังออกมาจากปากของมัน มันถอยห่างออกไปด้วยความเร็วสูง หายตัวไปท่ามกลางกลุ่มหมอก

เหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากของเมิ่งฮ่าว และเขาก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ความรู้สึกของเขาต่อบุรุษวัยกลางคนเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับที่เขามีต่อผู้อาวุโสโอวหยาง ความน่าเกรงขามอย่างไร้ที่สิ้นสุด

“อย่าบอกข้านะว่า มันเป็นผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณ?” เมิ่งฮ่าวลังเล ยังคงระมัดระวังตัวอยู่ เขาเดินตามทิศทางของแสงสีแดงราวโลหิต มุ่งไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง หลังจากผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เขาต้องหวั่นใจทุกย่างก้าว เขามองเห็นเงาร่างหลายร่างปรากฏขึ้นในไอหมอก และแต่ละร่างของพวกนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีระดับการฝึกตนเทียบเท่ากับผู้อาวุโสโอวหยาง บางร่างก็ดูเหมือนว่าจะมีความแข็งแกร่งเท่ากับเจ้าสำนักเหอลั่วฮว่า

“พวกมันอาจจะเป็น…มนุษย์กล?” เมื่อเข้าไปตรวจดูใกล้ๆ ก็พบว่าร่างพวกนั้นจริงๆ แล้วดูเหมือนไม่มีชีวิต พวกมันลอยไปมารอบๆ ตัวเขาเป็นวงกลม ไม่มีใครเข้ามาใกล้เขา ดูเหมือนว่าจะเกรงกลัวต่อกุญแจหยกในมือเขา

เวลาผ่านไปจนเพียงพอที่จะให้ธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก และพวกมันก็ค่อยๆ หายจากไป เมิ่งฮ่าวเดินต่อไปตรงไปข้างหน้าด้วยความมึนงง จากนั้นเขาก็ต้องหายใจด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

“นี่…นี่…” เขาพึมพำ เบื้องหน้าของเขาเป็นภูเขา สูงกว่าร้อยจ้าง ถ้าเป็นภูเขาธรรมดาทั่วไปก็ไม่ทำให้เมิ่งฮ่าวแสดงท่าทีเช่นนี้ แต่นี่เป็นภูเขาแห่ง…หินลมปราณ

หินลมปราณมากมายจนนับไม่ถ้วนเรียงซ้อนก่อตัวกันเป็นภูเขาหินลมปราณ!

เมิ่งฮ่าวไม่เคยเห็นหินลมปราณมากมายเช่นนี้มาก่อนในตลอดชีวิตของเขา ศีรษะของเขาหมุนงุนงง และเขาก็อยากจะเก็บมันไปให้หมดโดยไม่รู้ตัว แต่หลังจากที่เดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เขาก็ต้องหยุดลง ภูเขาหินลมปราณมีสีเทา และดูเหมือนว่ามันได้ถูกปกคลุมไปด้วยละอองหมอก มันเป็นเขตอาคมป้องกันซึ่งปกป้องไม่ให้ใครมาแตะต้องมัน

เมิ่งฮ่าวขัดขืนตนเองอยู่นาน มีใจจะปล่อยวางแต่ก็ไม่ยินยอม แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปห่างจากภูเขาหินลมปราณประมาณหนึ่งยี่สิบจ้าง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความอำมหิตของอันตรายที่ใกล้เข้ามา จึงได้แต่หยุดและมองไปที่ภูเขาหินลมปราณด้วยการถอนหายใจยาว

เขารู้ดีว่าถ้าเข้าไปใกล้กว่านี้ ร่างกายและวิญญาณของเขาก็อาจจะสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลี

จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ และจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ปล่อยภูเขาหินลมปราณไว้ด้านหลัง

เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้หมดอีกหนึ่งดอก เมื่อเขาเดินตามแสงสีแดงราวโลหิตไป ในไม่ช้าภาพเลือนลางของอาคารก็ปรากฏขึ้นในกลุ่มหมอกตรงหน้าของเขา มันมีลานบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวและหญ้าที่รกรุงรัง มีก้อนหินวางอยู่ตรงกลางของลานบ้าน ขนาดประมาณครึ่งตัวคน แต่หินก้อนนี้เป็นเพียงสิ่งเดียว และเป็นเพียงบริเวณเดียว ที่ไม่มีแค่สีขาวกับสีดำอีก มันเป็นพื้นที่หนึ่งเดียวที่ปรากฏสีสัน

กุญแจหยกลอยตรงไปที่หินก้อนใหญ่นั้น จากนั้นก็หยุดลอยอยู่ข้างบนของมัน แสงสีแดงราวโลหิตเริ่มจางหายไป

เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปและตรวจดูพื้นที่รอบๆ ก้อนหิน นี่ต้องเป็นหนึ่งในสามพื้นที่สำหรับการสัมผัสความรู้ เขานังลงขัดสมาธิบนก้อนหิน และมองไปที่กุญแจหยกที่ลอยอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาของเขาเริ่มเปล่งประกาย

“ตลอดหลายปีมานี้ ผู้คนมากมายมาที่นี่ และไม่มีใครเลยที่จะประสบความสำเร็จในการนั่งกัมมัฏฐาน เมื่อแสงสีแดงราวโลหิตของกุญแจหยกเผาไหม้สิ้นสุด ก็หมายความว่าเวลาแห่งการนั่งกัมมัฏฐานได้มาถึงแล้ว” เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ความต้องการอย่างแรงกล้าต่อความอยากรู้ในความลับ ของตำรารวบรวมลมปราณเผาไหม้อยู่ในจิตใจของเขา เดิมทีนี่ควรเป็นโอกาสของหวังเถิงเฟย และเมิ่งฮ่าวก็รู้ว่าตัวเขาเองมีพรสวรรค์ที่สุดแสนจะธรรมดา โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จคงน้อยมาก

เขาไม่รอให้กุญแจหยกเผาไหม้จนหมดในทันที แต่มองไปยังแสงโลหิต ส่องประกายแปลกประหลาดในดวงตา หลังจากที่เวลาผ่านไปชั่วครู่ เขากัดฟันจากนั้นก็ยื่นมือไปคว้ากุญแจหยกไว้ในมือ แววตาส่อประกายดื้อรั้น

“เวลานี้, ข้าไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น ข้าจะต้องได้เรียนรู้คัมภีร์สุดยอดวิญญาณให้จงได้!” ความมุ่งมั่นกระจายอยู่ในเสียงของเขา เมื่อเขาตบไปที่ถุงเก็บสมบัติ และหยิบเอากระจกทองแดงออกมา พร้อมด้วยหินลมปราณจำนวนไม่น้อย เขาเตรียมที่จะเริ่มการผลิตกุญแจหยกอีกชิ้น

เมิ่งฮ่าวอยู่ในเขตสำนักสายในมาหนึ่งเดือน ศิษย์สำนักสายในได้รับหินลมปราณที่ใหญ่กว่าและมากกว่าหินลมปราณของศิษย์สายนอกมากนัก รวมถึงกำไรที่เขาได้จากร้านขายยาแบบเร่งด่วน และการประจบเอาใจต่อเขาของศิษย์สายนอกอีกหลายคน จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าถุงเก็บสมบัติของเขาต้องเต็มไปด้วยหินลมปราณมากมาย

แต่ไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อพบว่าหินลมปราณที่ได้รับจากสำนักไม่สามารถที่จะใช้ในการผลิตกุญแจหยกได้ มันไม่ใช่ว่ากระจกทองแดงได้สูญเสียความสามารถของตัวมันเอง แต่เป็นเพราะว่าไม่มีหินลมปราณเพียงพอ แม้แต่หินลมปราณระดับกลางก็ใช้ไม่ได้

เขาจ้องไปที่กุญแจหยกชั่วครู่ก่อนที่จะหยิบเอาหินลมปราณ ขนาดใหญ่พิเศษที่เหลืออยู่เจ็ดถึงแปดก้อนออกมา ลังเลอยู่สักพัก จากนั้นก็กัดฟัน ดวงตาแดงก่ำ วางหินลมปราณก้อนใหญ่พิเศษนั้นหนึ่งก้อนไปบนกระจก และก่อนที่จะวางก้อนที่สองต่อไป กระจกทองแดงก็เริ่มส่องแสงที่มองไม่เห็นออกมา และทันใดนั้น กุญแจหยกสิบห้าชิ้นก็ปรากฏ เมิ่งฮ่าวจ้องมองไปด้วยความตะลึง เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องใช้หินลมปราณมากกว่านี้ ที่จะกระตุ้นให้กระจกทำงาน แต่ตอนนี้มันก็จบลงด้วยการที่เขามีผลึกโลหิตถึงสิบห้าชิ้น

นี่เป็นผลึกโลหิตซึ่งสร้างขึ้นมาจากโลหิตของท่านปรมาจารย์เอกะเทวะ มองไปที่ผลึกโลหิตสิบห้าชิ้นที่ปรากฏขึ้นทำให้เมิ่งฮ่าวงงงัน

“หิน…หินลมปราณแบบไหนกันนี่?” เขานั่งด้วยความมึนงง คิดย้อนกลับไปตอนที่เขาใช้หินลมปราณก้อนใหญ่พิเศษนี้ถึงสองพันก้อน หัวใจของเขาก็ปวดร้าวด้วยความเสียใจ

หินลมปราณก้อนใหญ่พิเศษพวกนี้ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของเมิ่งฮ่าวก็คือคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ เขากัดฟันเลิกคิดถึงเรื่องหินลมปราณสองพันก้อน หยิบผลึกโลหิตขึ้นมา ทำให้มันลุกไหม้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แสงสีแดงราวโลหิตก็กระจายปกคลุมไปรอบๆ ตัวของเมิ่งฮ่าว และก็เริ่มได้ยินเสียงคลุมเครือไม่ชัดเจนดังอยู่รอบๆ บริเวณนั้น จากนั้นสติของเมิ่งฮ่าวก็หลุดลอยเข้าไปอยู่ในความเลอะเลือนที่คล้ายกับความฝัน ไม่รับรู้ถึงกาลเวลาที่ผ่านไป

ในขณะเดียวกันนั้น สวี่ชิงและเฉินฝาน ที่อยู่ในพื้นที่การนั่งกัมมัฏฐานของพวกเขา ก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีแดงราวโลหิต พรสวรรค์ของทั้งสองก็เกินกว่าพวกธรรมดาทั่วไป ดังนั้นโอกาสที่จะได้รับความรู้จากคัมภีร์ก็ค่อนข้างมีมาก ในอาณาเขตการนั่งกัมมัฏฐานของปรมาจารย์เอกะเทวะ, ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับพรสวรรค์ ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า โชค ก็คือสิ่งเดียวกัน

หลังจากช่วงเวลาของการนั่งกัมมัฏฐานผ่านไป แสงสีแดงที่ปกคลุมรอบๆ เมิ่งฮ่าวก็จางลง และเขาก็เริ่มที่จะได้สติกลับคืนมา และดูเหมือนว่าค่อนข้างจะล้มเหลว หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ เขาก็ฟื้นคืนสติกลับมาอย่างสมบูรณ์ และจิตใจของเขาก็ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของข้อมูลของคัมภีร์สุดยอดวิญญาณอยู่ในหัวของเขาเลย

เขาถอนหายใจออกมา เหมือนที่คาดคิดไว้ เขาหยิบผลึกโลหิตออกมาอีกชิ้น และเริ่มการตามหาความรู้ในคัมภีร์สุดยอดวิญญาณอีกครั้ง เวลาผ่านไป และแม้แต่จะใช้ผลึกโลหิตไปถึงสิบสี่ชิ้น เขาก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ จนรู้สึกเสียใจ และไม่แน่ใจว่าเขาควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เขากัดฟันหยิบหินลมปราณก้อนใหญ่พิเศษออกมา และผลิตกุญแจหยกผลึกโลหิตเพิ่มขึ้น อีกครั้งหนึ่งที่เขาส่งพลังไปกระตุ้นกุญแจหยกทำให้แสงสีแดงราวโลหิตของมัน ปกคลุมไปทั่วร่างของเขา และเขาก็เริ่มทำการค้นหาคัมภีร์สุดยอดวิญญาณอีกครั้ง

ในเวลานี้ แสงสีแดงราวโลหิตที่ปกคลุมตัวของสวี่ชิงและเฉินฝานได้จางหายไปนานแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้ลุกขึ้น ยังคงนั่งกัมมัฏฐานต่อไป โดยไม่มั่นใจว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้รับความรู้จากคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ

สำหรับเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนว่าเขาจะใกล้บ้าไปแล้ว พยายามที่จะกระตุ้นผลึกโลหิตให้ทำงาน ครั้งแล้วครั้งเล่าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะประสบความสำเร็จในการตามหาความรู้จากคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ ใครก็ตามที่ได้มาเห็นฉากเหตุการณ์นี้ คงจะต้องเป็นบ้าด้วยความอิจฉาเป็นแน่

หลังจากที่กระตุ้นหยกโลหิตให้ทำงานไปทั้งหมดยี่สิบเจ็ดชิ้น ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ได้ยินคำพูดที่คล้ายกับเสียงพึมพำอยู่ข้างๆ หูของเขาในโลกของความเลอะเลือนที่คล้ายกับความฝันนั้น เขาได้ยินอย่างชัดเจนอยู่สองคำ

“สุดยอด…วิญญาณ…”

เมื่อเมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่ลังเล เขาหยิบกุญแจหยกผลึกโลหิตชิ้นที่ยี่สิบแปดออกมา และตามหาคัมภีร์อีกครั้ง

โดยในครั้งนี้ สวี่ชิงและเฉินฝาน ได้กลับไปที่แท่นบวงสรวง และรอเมิ่งฮ่าวอยู่ที่นั่น พวกเขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่เห็นเมิ่งฮ่าว แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเมิ่งฮ่าวได้มุ่งหน้าไปทางไหน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกตามหาเขา พวกเขาจึงตัดสินใจนั่งรอเขาอยู่ที่ด้านหน้าของแท่นบวงสรวง

จนกระทั่งถึงวันที่สาม พวกเขาก็เริ่มที่จะหมดความอดทน และรู้สึกกังวลขึ้นเล็กน้อย แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้คิดไปว่าเมิ่งฮ่าวอาจจะประสบความสำเร็จในการตามหาคัมภีร์แม้แต่น้อย แต่วิตกว่าเขาอาจจะได้รับอุบัติเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง

“หรือจะเกิดเหตุบางอย่างเกิดขึ้นกับศิษย์น้องเมิ่ง?” เฉินฝานพูดด้วยความกังวล

สวี่ชิงไม่ได้ตอบกลับ แต่มีแววตาวิตก

หลังจากที่พูดคุยตกลงกันเล็กน้อย พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเริ่มค้นหาเมิ่งฮ่าว แต่น่าเสียดายที่มีพวกมนุษย์กลมากมายปรากฏขึ้นตลอดเวลา ทำให้การค้นหาของพวกเขาเป็นไปอย่างล่าช้า

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวที่นั่งอยู่ ผมยุ่งกระเซิง ดวงตาแดงกร่ำ พึมพำกับตัวเองด้วยความไม่รู้สึกตัว ดูเหมือนว่ามันเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจน ถึงความตั้งใจของเขาที่จะได้คัมภีร์สุดยอดวิญญาณมาครอบครองให้จงได้ เขาหยิบผลึกโลหิตชิ้นที่สี่สิบสามออกมา และแสงสีแดงราวโลหิตก็ปกคลุมไปรอบๆ ตัวเขา อันที่จริงแล้ว พื้นที่บริเวณนี้แสงสีแดงไม่เคยหายไปเลย เมิ่งฮ่าวได้ใช้ความพยายามอย่างมุ่งมั่นเต็มที่เพื่อตามหาคัมภีร์สุดยอดวิญญาณ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขามีผลึกโลหิตน้อยลง เขาก็จะผลิตมันเพิ่มขึ้นมาอีก

ณ ขณะนี้ เขาเริ่มที่จะได้ยินเสียงอย่างชัดเจน แต่ด้วยความไม่แน่ใจ เขาจึงพยายามต่อไป

มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ ไม่ว่าเฉินฝาน หรือ สวี่ชิง หรือ เจ้าบ้าเมิ่งฮ่าว หลังจากที่ผลึกโลหิตหยุดการเรืองแสง มันก็ได้กลายร่างเป็นแสงสีแดงที่ยากจะมองเห็น แล้วก็ลอยลงไปที่พื้นและผ่านเข้าไปข้างในห้องลึกลับแห่งหนึ่งที่อยู่ตำหนักใต้ดินแห่งนี้

ภายในห้องนั้น ร่างผอมแห้งนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูเหมือนจะตายไปแล้ว กลิ่นอายความตายฟุ้งกระจายทั่วไปทั้งห้อง

ทุกครั้งที่มีแสงสีแดงราวโลหิตผ่านเข้ามาในห้อง ร่างนั้นก็จะดูดซับมันเข้าไป และร่างนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เมื่อแสงจุดที่สามผ่านเข้าไปในร่างนั้น ก็ดูเหมือนว่าเริ่มมีพลังแห่งชีวิตเกิดขึ้นในร่างนั้น

แสงแห่งชีวิตสลัวริบหรี่ อย่างไรก็ตาม ร่างนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้ยกเว้นนั่งอยู่ที่นั่น

นี่ก็คือปรมาจารย์เอกะเทวะ กุญแจหยกผลึกโลหิตถูกสร้างขึ้นมาจากโลหิตและพลังลมปราณของมันเอง หลังจากที่ถูกกระตุ้น หยดโลหิตก็จะกลับคืนมาที่มัน ยังชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไป ถ้าปราศจากโลหิตพวกนี้ มันก็อาจจะตายไปแล้ว

เดิมที ปรมาจารย์เอกะเทวะได้วางแผนไว้ว่าจะเลื่อนการตายของมันในรูปแบบนี้ออกไป จนกระทั่งพลังชีวิตสุดท้ายมอดดับ จอมคนผู้หนึ่งต้องสิ้นชีพอยู่ ณ ตรงนี้ มันถึงกับสิ้นหวังแล้ว มันใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลับลึก ตื่นขึ้นมาเพียงครั้งคราวในเวลาสั้นๆ จากนั้นก็จมกลับลงไปในห้วงนิทราต่อไป มันไม่มีพลังเพียงพอที่จะใช้ในเรื่องฟุ่มเฟือยไร้สาระได้อีก

สำหรับกุญแจหยก, นี่เป็นการเตรียมการของมันเมื่อหลายปีมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะกุญแจหยกนี้ มันก็อาจจะตายไปตั้งแต่หลายร้อยปีที่ผ่านมา

“นี่เป็นกุญแจหยกสามชิ้นสุดท้าย…” ปรมาจารย์เอกะเทวะในยามนี้ อาศัยการกลับคืนมาของกุญแจหยก มันฝืนได้สติขึ้น ถอนหายใจ จากนั้นก็จะหลับต่อไป รับรู้ว่ามันอาจจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกเลย

แต่ทันใดนั้น แสงสีแดงราวโลหิตจุดที่สี่ ก็ผ่านเข้ามาในห้องลับนี้ และหลอมรวมเข้ากับร่างของมัน มันตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตกใจ

“ข้า…ไม่มีกุญแจหยกเหลืออยู่อีกแล้ว รึว่าข้าจำผิดไป…หือ?” ในขณะที่มันกำลังพูดกับตัวเอง แสงสีแดงราวโลหิตจุดที่ห้า ก็ลอยมาตามเส้นทางซึมเข้าไปในร่างของมัน

มันเฝ้าจับตาดูด้วยความมึนงง เมื่อแสงสีแดงราวโลหิต จุดที่หก, เจ็ด, แปด ปรากฏขึ้น…ผ่านไปสามวัน แสงสีแดงราวโลหิตนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น จากหนึ่งไปเรื่อยๆ หลอมรวมเข้าไปในร่างของมันอย่างต่อเนื่อง จิตใจของปรมาจารย์เอกะเทวะพุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น และใบหน้าของมันก็เต็มไปด้วยความหวัง ทันใดนั้นดวงตาของมันก็เบิกโพลง

“นี่…บัดซบ, มันไม่ใช่โลหิตของข้าอย่างแน่นอน แต่มันก็ชัดเจนว่าเป็นผลึกโลหิตของข้า เกิดอะไรขึ้น? เกิดบ้าอะไรขึ้นมา?”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: