Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 470

I Shall Seal The Heaven Chapter 470

ตอนที่ 470

มหันตภัย

“เจ้าปรารถนาที่จะมีชีวิตเป็นอมตะหรือไม่?”

“เจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะต่อต้านสวรรค์ และมีชีวิตอยู่ไปชั่วนิรันดร์หรือไม่?”

“เจ้าต้องการมีชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวในสวรรค์ทั้งหมดนี้หรือไม่?”

จิตใจเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่ม ทันทีที่เขาเข้ามาในอาณาจักรแห่งนี้ คำพูดสามประโยคนั้นก็ผ่านเข้ามาในหู คำพูดเหล่านี้ไม่ได้กล่าวออกมาจากบุคคลคนเดียวกัน และส่งเสียงกึกก้องราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาในจิตใจเขา

ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็มองเห็นท้องฟ้าของอาณาจักรแห่งนี้เป็นสีเทาที่ดูคุ้นเคย ไร้กลุ่มหมอกสีเทาปกคลุมอยู่บนพื้น แต่เมิ่งฮ่าวก็สามารถมองเห็นเงาร่างนับแสน พวกมันทั้งหมดเป็นทาสสะพาน เคลื่อนที่ตรงมายังจุดที่เขาและจื่อเซียงยืนอยู่ด้วยความรวดเร็วสูงสุด

พวกมันเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงชั่วพริบตา ทาสสะพานนับแสนเหล่านี้ก็เข้ามาใกล้ แต่พวกมันก็ไม่ได้ชำเลืองมองมายังเมิ่งฮ่าวและจื่อเซียงแม้แต่น้อย พวกมันมีสีหน้าผิดหวังและมีท่าทางกังวล ราวกับว่าเพิ่งจะได้รับหมายเรียก พวกมันพุ่งผ่านเมิ่งฮ่าวและจื่อเซียงไป ไหลตามกันไปทะลุผ่านชายขอบของอาณาจักรนี้ พุ่งเข้าไปในความว่างเปล่า

ในช่วงระยะเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป ทาสสะพานหนึ่งแสนคนก็พุ่งออกไปในความว่างเปล่าทั้งหมด หลังจากที่พวกมันจากไป มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือ เสียงสะท้อนแผ่วเบาของพวกมัน

“เมื่อไหร่ที่สะพานแห่งเซียนจะปรากฎขึ้นใหม่อีกครั้ง…? พวกเราจะได้พบกับท่านอีกวันไหน..?”

การมีทาสสะพานพุ่งฝ่าอากาศมาที่ด้านข้าง ทำให้เมิ่งฮ่าวขนลุกตั้งชี้ชัน หนังศีรษะด้านชา หอบหายใจออกมา ขณะที่ก้อนศิลาที่เขายืนอยู่ ฉับพลันนั้นก็หยุดนิ่ง จื่อเซียงมองมายังเมิ่งฮ่าว เห็นได้ชัดว่ากำลังตกตะลึงกับทาสสะพานที่มีอยู่จำนวนมากมายในโลกแห่งนี้เช่นเดียวกัน

ทั้งเมิ่งฮ่าวและจื่อเซียง ได้ยินเสียงของทาสสะพาน ถึงแม้ว่าเสียงนั้นจะไม่ได้พุ่งเข้ามาที่คนทั้งสองโดยตรงก็ตามที แต่คำพูดที่เปล่งออกมาจากทาสสะพานหนึ่งแสนคน ก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอย่างจริงใจของพวกมัน

เมิ่งฮ่าวและจื่อเซียงยังคงยืนตัวแข็งทื่อ ขณะที่ทาสสะพานกวาดผ่านคนทั้งสองไปราวกับเป็นภูติผี ขณะที่พวกมันจากไป อาณาจักรแห่งนี้ก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม สีเทาหายไป สีปกติกลับคืนมา เมิ่งฮ่าวพบว่าทั่วร่างเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่ออันเย็นเยียบ

สำหรับจื่อเซียง สีหน้านางยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ่งแรกที่นางคิดเมื่อได้เห็นทาสสะพานมากมายเช่นนี้ก็คือ นางรู้สึกเหมือนกำลังจะตายไป

“จากความเข้าใจของข้า” นางกล่าว “เนื่องจากชะตากรรมอันเลวร้ายของพวกมัน จึงทำให้ทาสสะพานของอาณาจักรแห่งซากสะพาน ได้รวมตัวเข้าด้วยกันตามสัญชาตญาณเป็นกลุ่มก้อนไม่กี่ร้อยคน แต่เมื่อครู่นี้ช่างมีมากมายนัก เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานที่แห่งนี้…เป็นส่วนที่หลงเหลืออยู่ของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งสำนักเซียนอสูรโบราณ?”

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกมันถึงรวมตัวกันได้มากมายในสถานที่แห่งนี้? ถ้าข้าคาดเดาได้ถูกต้อง แล้วทำไมพวกมันถึงได้จากไปทั้งหมดอย่างรวดเร็วเช่นนั้น? พวกมันมีสีหน้าวิตกกังวล ซึ่งไม่น่าจะมีความรู้สึกเช่นนั้นเกิดขึ้น ยกเว้น…” ทันใดนั้น แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว“ยกเว้นว่าพวกมันกำลังถูกเรียกตัว?” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นช้าๆ ดวงตาสาดประกายขณะที่พูดจาคาดเดาออกมา

คนทั้งสองยืนอย่างเงียบๆ อยู่ที่นั่น ขณะที่เป็นเช่นนั้น อาณาจักรที่กำลังฟื้นฟูกลับคืนมารอบๆ พวกเขา ทันใดนั้นก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือน ขณะที่ท้องฟ้าซึ่งมีสีสันสดใสก่อนหน้านี้จู่ๆ ก็เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว รอยแยกนั้นเริ่มเจิดจ้าขึ้น ขณะที่ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมเล็กก็ดังอยู่เต็มในอากาศ

พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จนดูเหมือนมันใกล้จะพังทลายลงไป ดินแดนอันกว้างใหญ่ทั้งหมดของศิลาเซียนแห่งนี้ ดูเหมือนกำลังส่งเสียงกรีดร้องอันน่าตกใจออกมา จนดังก้องเข้าไปในหูของเมิ่งฮ่าว จนทำให้เขาต้องตกตะลึง และกระอักโลหิตออกมากองโต

เขาไม่อาจจะควบคุมร่างกายตัวเองได้ รู้สึกราวกับว่ามีพลังอันแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ได้กระแทกลงมาบนใบหน้า จนต้องลอยละลิ่วไปทางด้านหลังพร้อมกับเสียงปัง กระแทกเข้าไปในชายขอบของความว่างเปล่าจนเกิดเป็นเสียงดังขึ้น

โชคดีที่ส่วนของชายขอบนี้ถูกฉีกขาดจนเปิดออก และยังไม่ได้ฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิม เมิ่งฮ่าวลอยละลิ่วออกไปราวกับเป็นว่าวที่ถูกตัดสายป่าน พุ่งตรงเข้าไปในความว่างเปล่า

ในเวลาเดียวกันนั้น โลหิตก็กระจายออกมาจากปากจื่อเซียง แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านไปทั่วร่าง และดูเหมือนว่านางไม่อาจจะต่อต้านพลังนั้นได้ แต่ก็ยังคงสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ ขณะที่นางลอยละลิ่วไปทางด้านหลัง ทะลุผ่านช่องว่างเข้าไปในความว่างเปล่า

เมิ่งฮ่าวสีหน้าขาวซีดและจิตใจหมุนเคว้งคว้าง ตกอยู่ในความหนาวเหน็บของความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ร่างเขาเริ่มแข็งทื่อขึ้นมาในทันที ที่เลวร้ายมากไปกว่านั้นก็คือ ลำตัวฉีกขาดเต็มไปด้วยบาดแผลและโลหิต กระดูกหลายท่อนหักไป โลหิตพุ่งออกมาจากบาดแผลจำนวนมากมายเหล่านั้น

เป็นช่วงเวลาวิกฤตอย่างแท้จริงนี้ ขณะที่จื่อเซียงซึ่งกำลังลอยละลิ่วไปทางด้านหลัง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสใดๆ แสงสีม่วงปรากฎขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขาใช้วิชาแปลงม่านตาม่วง ยอมเสียสละพลังชีวิตไปบางส่วน ทำให้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสได้บ้าง

ยิ่งรักษาอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วมากเท่าใด พลังชีวิตก็ยิ่งลดหายไปมากเท่านั้น

หน้าอกเมิ่งฮ่าวฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว และบาดแผลทั้งหมดก็หายไป แม้พื้นฐานฝึกตนของเขาจะอยู่ที่จุดสูงสุดของพลังขั้นสร้างแกนลมปราณ แต่สิ่งที่เขาต้องจ่ายค่าตอบแทนก็คือ…พลังชีวิตที่ต้องสูญเสียไปหกสิบปี

การที่เมิ่งฮ่าวฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้อย่างรวดเร็วในทันที ก็ทำให้แววตาจื่อเซียงแวบประกายขึ้น นางรู้ดีว่าไม่ว่าเขาจะใช้วิชาอะไรในการบังคับให้ฟื้นคืนกลับมาได้รวดเร็วเช่นนี้ ก็คงต้องจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างมากมาย ขณะที่คนทั้งสองลอยไปที่ด้านหลังอย่างต่อเนื่อง ก็สบสายตากัน และจากนั้นก็มองกลับไปยังดินแดนอันกว้างใหญ่ที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่นั้น

มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขามองเห็นได้ ก็คือดินแดนกว้างใหญ่นั้นกำลังสั่นไหว ได้ยินเสียงกระหึ่มกึกก้องเป็นระยะ ซึ่งเริ่มดังมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุด กลุ่มหมอกสีเทาก็พุ่งออกมาจากภายในดินแดนอันกว้างใหญ่นั้น

กลุ่มหมอกสีเทานี้ดูคล้ายกับเป็นกลุ่มเมฆรูปเห็ดขนาดใหญ่ ขณะที่มันระเบิดออก ก็พลุ่งพล่านปั่นป่วนม้วนตัวไปมา กลายเป็นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ ดูคล้ายกับเป็นฉีหลิน (กิเลน) ที่ก่อตัวขึ้นมาจากกลุ่มหมอก อย่างไรก็ตามถ้ามองดูให้ละเอียด ก็จะเห็นได้ชัดว่ามันเป็น…ทาสสะพาน

แต่ว่าฉีหลินที่ใหญ่โตนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าทาสสะพานทั่วไปมากนัก

หลังจากที่มันปรากฎขึ้น กลุ่มหมอกฉีหลินก็เงยหน้าขึ้นและส่งเสียงแผดร้องคำรามออกมา ทันใดนั้นมันก็พุ่งตรงมาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ราวกับว่ามันกำลังถูกเรียกตัวอยู่

เมิ่งฮ่าวและจื่อเซียงอยู่ใกล้บริเวณนั้นเป็นอย่างมาก แม้พวกเขาจะใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย แม้จื่อเซียงจะเชื่อมั่นในความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อของนาง ก็ยังไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้ทันเวลา คนทั้งสองได้แต่จ้องมองไปด้วยความงุนงง ขณะที่สัตว์อสูรฉีหลินยักษ์พุ่งตรงเข้ามา เพียงชั่วพริบตา กลุ่มหมอกของมันก็ปกคลุมคนทั้งสองไว้ภายใน

เสียงกระหึ่มกึกก้องดังเต็มอยู่ในอากาศ เมิ่งฮ่าวพ่นโลหิตออกมาจากปากมากขึ้น เขารีบเรียกค่ายกลกระบี่ดอกบัวออกมาโคจรหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างอย่างรวดเร็ว พลังแห่งกาลเวลากระจายออกไปเป็นระลอกคลื่น

ในตอนที่เมิ่งฮ่าวกระอักโลหิตออกมาสี่กองโต ค่ายกลกระบี่ดอกบัวก็กระจายพลังอันน่ากลัวของเวลาหนึ่งพันปีออกมา ไปหลอมรวมเข้ากับกลุ่มหมอกที่พุ่งเข้ามาในรัศมีสิบจ้างทั่วทุกทิศทางของมันทั้งหมด แน่นอนว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรูปร่างขนาดใหญ่โตของสัตว์อสูรฉีหลิน พลังของค่ายกลกระบี่ดอกบัวก็มีขนาดเล็กน้อยนัก

ผลที่ได้ก็คือ เมิ่งฮ่าวถูกสัตว์อสูรลากพาไปด้วย ขณะที่มันพุ่งตรงไป

ในเวลาเดียวกันนั้น จื่อเซียงก็กระอักโลหิตออกมาสองสามครั้ง จากนั้นนางก็ใช้หนึ่งในความสามารถศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัวเพื่อต่อต้านกลุ่มหมอก แต่ก็เหมือนกับเมิ่งฮ่าว นางตัดร่างกายอันใหญ่โตของสัตว์อสูรฉีหลินได้เพียงแต่บางส่วนเท่านั้น

คนทั้งสองสบสายตากันอย่างรวดเร็ว และสามารถมองเห็นแววตาที่เศร้าสลดของกันและกัน พวกเขาต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่จำเป็นที่จะพูดถึงการจะคลี่คลายสถานการณ์นี้ได้อย่างไร ในตอนนี้พวกเขาอาจจะถูกปล่อยทิ้งไว้ในความว่างเปล่าอย่างไม่รู้ทิศทาง ถ้าเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ก็หมายความว่า พวกเขากำลังจะสูญเสียตลอดไป ด้วยการไร้ทางเลือกนอกจากต้องใช้ศิลาเซียน เพื่อยกเลิกและจากไป

“ข้าจะควบคุมสัตว์อสูรฉีหลินนี้ได้อย่างไร?” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกาย “มาดูกันว่าของสิ่งนี้จะสามารถเรียกทาสสะพานได้หรือไม่!” ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะดูเหมือนว่าเลวร้ายลง เขาก็ไม่มีทางเลือกใดๆ อื่นอีก ตราบเท่าที่เขายังมีศิลาเซียนอยู่ ถ้ามีสิ่งใดเลวร้ายลงไปจริงๆ เขาก็จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันที

ยากที่จะบอกได้ว่าจื่อเซียงกำลังวางแผนทำอะไรอยู่ หลังจากที่นางครอบครองร่างกายของจ้าวโยวหลัน นางก็สามารถใช้ศิลาเซียนเพื่อจากไปได้เช่นเดียวกัน

คนทั้งสองไม่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพียงแต่ติดตามไปพร้อมกับสัตว์อสูรฉีหลินที่กำลังส่งเสียงแผดร้องคำรามออกมา ขณะที่มันลอยตรงไป

ความหนาวเหน็บของความว่างเปล่าไม่อาจจะฝ่าทะลุเข้ามาในกลุ่มหมอก ความมืดมิดที่ด้านนอกแทบจะดูเหมือนน้ำสีดำ ขณะฉีหลินพุ่งตรงไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่ากลัว

สัตว์อสูรฉีหลินเคลื่อนที่ออกไปไกล, ไกลออกไปอย่างรวดเร็วกว่าฝุ่นศิลา มันมีขนาดที่ใหญ่โตอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้จื่อเซียงและเมิ่งฮ่าวดูคล้ายกับเป็นยุงตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่ภายใน

มันนำเมิ่งฮาวและจื่อเซียงติดไปด้วย ขณะที่พุ่งลึกเข้าไปเรื่อยๆ ภายในอาณาจักรแห่งซากสะพานหลังจากเวลาผ่านไปเจ็ดวัน พวกเขาก็เดินทางออกไปไกล มากกว่าที่เคยเดินทางไปเป็นเดือนด้วยฝุ่นศิลา

หนึ่งเดือนต่อมา จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ด้านบนขึ้นไปในความว่างเปล่า เขามองเห็นภาพของยักษ์ขนาดใหญ่กำลังโบกสะบัดมือ ร่างของมันสร้างขึ้นมาจากกลุ่มหมอก และมีรูปร่างหน้าตาเหมือนทาสสะพาน ยิ่งไปกว่านั้น มันกำลังพุ่งตรงมา…ในทิศทางเดียวกันกับฉีหลิน!

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นกองทัพขนาดใหญ่ของทาสสะพานที่ดูเหมือนกับภูติผี มีทั้งหมดหนึ่งแสนคน พวกมันทั้งหมดบินไปอย่างรวดเร็วในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่คนทั้งสองเดินทางต่อไป เขาก็มองเห็นภาพเช่นนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าทาสสะพานทั้งหมดที่อยู่ในอาณาจักรแห่งซากสะพาน ทั้งตัวใหญ่, ตัวเล็ก ทั้งหมดต่างก็มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่แห่งเดียวกัน

เมิ่งฮ่าวไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ตกตะลึงกับภาพที่เห็นนี้ จื่อเซียงก็กำลังหอบหายใจอยู่เช่นกัน นางมีความเข้าใจต่อสถานที่แห่งนี้มากกว่าเขา และสิ่งที่นางคาดเดาได้ก็ทำให้จิตใจนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“อย่าบอกข้านะว่า…พวกมันกำลังไปยัง…เฉียวหุนซาน!?” (ภูเขาวิญญาณสะพาน)

ขณะที่จิตใจจื่อเซียงเต้นรัว ภูเขาก็ปรากฎขึ้นในที่ห่างไกลออกไป

ภูเขานั้นเรืองแสงอย่างลี้ลับออกมา ขณะที่มันลอยอยู่ที่นั่น ในท่ามกลางความว่างเปล่า ไม่มีศิลาเซียนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น มีเพียงภูเขาขนาดใหญ่มหึมาอยู่เท่านั้น!

มีรายนามมากมายนับไม่ถ้วน ถูกเขียนอยู่บนภูเขา แต่ละรายนามต่างก็เปล่งประกายอันลี้ลับออกมา ดูคล้ายกับเป็นสัญลักษณ์เวท ปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา ยากที่จะบอกได้แต่ก็ราวกับว่ามีรายนามอยู่นับล้านถูกเขียนอยู่ที่นั่น

ทุกครั้งที่นามเหล่านั้นเรืองแสงขึ้น สีหน้าของทาสสะพานที่กำลังเข้าไปใกล้ภูเขาก็จะยิ่งมีความกระวนกระวายมากยิ่งขึ้น และพวกมันก็จะบินตรงไปด้วยความรวดเร็วสูงสุด

ตรงยอดเขาเป็นราชวังที่มีกลิ่นอายของความโบราณเสื่อมโทรมอยู่ ภายในราชวังนั้นเป็นความดำมืดและเงียบสงบ

ในตำแหน่งอื่นที่อยู่ใกล้กับภูเขาเป็นคนผู้หนึ่ง มันยืนอยู่ที่นั่น สะพายกระบี่สีฟ้าอยู่ด้านหลัง และมีขวดสุราอยู่ในมือ สวมใส่ชุดยาวสีฟ้า เส้นผมปลิวไปมาในอากาศ ดวงตาสาดประกายด้วยความดุร้าย

นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก…หานซาน!

ทันใดนั้นมันก็พูดขึ้น เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นชาราวน้ำแข็ง ทำให้ความหนาวเหน็บของความว่างเปล่านี้ดูเหมือนจะอบอุ่นขึ้น “ข้าจะกล่าวอีกครั้ง ข้าต้องการได้ภรรยา…กลับคืนมาในตอนนี้!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: